พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/349449

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

พรบเด็กปฐมวัย

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน : รายงาน

ครม.ผ่านร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย ไม่มีสอบเข้า ป.1 ฝ่าฝืนถูกปรับไม่เกิน 5 แสนบาท พร้อม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… และร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ยกระดับการวิจัยพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมของประเทศให้เท่าเทียมกับต่างประเทศ

ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะกรรมการคณะอนุกรรมการเด็กเล็ก เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเนื้อหาสาระกำหนดไว้ว่าคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นผู้กำหนดแนวทางการรับเด็กเข้าเรียนทั้งในระดับอนุบาลและประถมศึกษาปีที่ 1 จะไม่มีการสอบ หากสถานศึกษาใดฝ่าฝืนจะถูกปรับไม่เกิน 5 แสนบาท เข้ากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายมีข้อห่วงใยในประเด็นค่าปรับในกรณีที่มีการละเมิดไม่ปฏิบัติตามกฏหมายนั้น คาดว่าอาจจะสามารถไปปรับแก้ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือการพิจารณาขั้นกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ หากเห็นว่าอาจจะมีวิธีการอื่นที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้แทนการปรับในกรณีที่มีการละเมิดไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย

นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… โดยมีสาระสำคัญที่จะช่วยในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา 5 ประเด็น คือ 1.การวางระบบการศึกษาที่รองรับความหลากหลาย ความแตกต่าง และเริ่มพัฒนาระบบการศึกษาตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึงการศึกษาเพื่อการดำรงชีวิต 2.การยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งในส่วนของครู ที่จะมีการจัดตั้งกองทุนการผลิตและพัฒนาครู ซึ่งจะเข้ามาช่วยระบบการผลิตครู คัดกรองผู้ที่มีความเหมาะสม เข้าสู่กระบวนการพัฒนาและคัดเลือกสถาบันผลิตครูที่มีความเหมาะสมด้วย เพื่อที่จะได้ผู้ที่มีความเหมาะสมเข้ามาศึกษา

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

รวมถึงจะมีการวางระบบสนับสนุนและพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องด้วย หลักสูตรและการจัดการศึกษา จะให้ความสำคัญกับการเน้นสมรรถนะที่จะสร้างคนดีและเก่งให้แก่สังคม และเปิดโอกาสให้สถานศึกษามีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการจัดหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อให้การศึกษามีคุณภาพ มีการดึงระบบสารสนเทศเข้ามาใช้เพื่อการศึกษา

3.การให้ความเป็นอิสระกับสถานศึกษา โดยกฎหมายจะกำหนดให้มีกระบวนการและกลไกต่างๆ เข้ามาช่วยให้สถานศึกษามีอิสระในการดำเนินการ 4 ด้านหลัก ได้แก่ วิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณและการบริหารงานทั่วไป และในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังให้ความสำคัญกับผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาและระบบสนับสนุนสถานศึกษา ที่จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นและสามารถบริหารจัดการงานตามบริบทพื้นที่ได้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่า ครูจะมีเวลาอย่างเต็มที่ในการดูแลนักเรียน และการที่จะทำให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพตามความสามารถ และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะต้องมีการกระจายอำนาจลงไปอย่างมีแผนและขั้นตอน

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

4.การบริหารจัดการระบบคุณภาพในองค์รวม ที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพไม่ใช่การตรวจสอบ นำผลการประเมินมาใช้พัฒนาขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพทั้งระบบ ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะมีเครื่องมือที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ เช่น การประกันคุณภาพที่มุ่งเน้นการพัฒนา เป็นต้น และ 5.การให้มีแผนการศึกษาแห่งชาติ ดำเนินการและประเมินผล ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ จะเป็นผู้ที่ดำเนินการยกร่างแผนฯ นี้ และจะต้องเป็นแผนที่มีความรอบด้าน รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาและยกระดับระบบการศึกษาของประเทศด้วย

รวมทั้งผ่านร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยสาระสำคัญคือ การจัดตั้งกระทรวงใหม่เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปใน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.การปฏิรูปการบริหารราชการ เพื่อให้มีการบูรณาการการทำงานในด้านวิจัยและการสร้างบุคลากรร่วมกัน 2.การปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อช่วยให้งานวิจัยเกิดประโยชน์ต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน 3.ปฏิรูประบบงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ที่สำคัญ และสามารถทำการวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จะต้องมีการพัฒนาบุคคลเพื่อรองรับกับประเทศที่มีการขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมให้มีเอกภาพ มุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการ และยกระดับการวิจัยพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมของประเทศให้เท่าเทียมกับต่างประเทศ

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

ก่อนหน้านี้ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อพัฒนาเด็กและครอบครัว หนึ่งในคณะอนุกรรมการเด็กเล็ก กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า พ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ…. จะทำให้เห็นปลายทางของระบบการคัดเลือกหรือรับคนเข้าทำงานเช่น ต่อไปอาจไม่ใช้ระบบแพ้คัดออกอย่างเดียว เด็กที่ทำกิจกรรม แม้กระทั่งการรับคนเข้าทำงาน อีกหน่อยต้องดูพอร์ตโฟลิโอ หรือการทำกิจกรรมมากกว่าที่จะมาดูเกรดการเรียน

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

ทั้งนี้ ตามหลักจิตวิทยาพัฒนาการ ช่วงเปลี่ยนผ่านอายุ 6-8 ปีเป็นวัยเปลี่ยนผ่านขึ้นไปเป็นวัยเรียน ก่อนเข้าสู่วัยรุ่น การแข่งขันที่เกิดในอายุน้อยกว่า 8 ปี ผิดหลักพัฒนาการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเกมหรือกีฬาก็ไม่ได้ เพราะเด็กไม่ได้ต้องการเป็นผู้แพ้และถูกตอกย้ำว่าเป็นผู้แพ้ แต่พอเด็กก้าวเข้าสู่วัยเรียนต้องเข้าสู่วัยปกติ และเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เขาค้นพบตัวเองได้ เป็นไปตามกระบวนการแข่งขันที่เรียกว่าการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา แต่ไม่ใช่ในปฐมวัยแต่อย่างใด

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/349014

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้

มะเร็งเต้านม,ตรวจเจอเร็วรักษาทัน,นพไนยรัฐ ประสงค์สุข,โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า,เภสัชกรหญิง นฤมล ฉินกมลทอง

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้ : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

จากข้อมูลจำนวนผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ ในประเทศไทย ปี 2559 พบผู้ป่วยหญิงเป็นมะเร็งเต้านมมากที่สุดอันดับ 1 โดยตัวเลขจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า ที่ผ่านมาในปี 2555 มีอัตราผู้ป่วยหญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมกว่า 37.5% ถัดมาได้แก่ มะเร็งปากมดลูก 14.4% และมะเร็งลำไส้ใหญ่ 9.6% ตามลำดับ

แม้มะเร็งเต้านมจะกลายเป็นโรคอันดับ 1 ที่พบมากในผู้หญิง แต่อัตราการเสียชีวิตกลับน้อย และมีชีวิตอยู่ได้นานเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ เนื่องจากคนสมัยใหม่นิยมดูแลตัวเองมากขึ้น มีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเองและจากแพทย์ ร่วมกับการตรวจเพิ่มเติมด้วยแมมโมแกรม ทำให้ลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้สูงถึง 33% นั้นหมายถึง หากตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะแรก และได้รับการรักษาตามมาตรฐานจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็มีโอกาสหายขาด และสำหรับผู้ชาย มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่ก็มีส่วนน้อยเพียง 1% เท่านั้น

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้

      ตรวจเจอเร็วรักษาทัน
นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และสมาชิกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า การพบมะเร็งเต้านมในคนไทยและคนต่างชาติโดยส่วนใหญ่จะเจอในลักษณะที่คล้ายกัน แต่จะมีกลุ่มพิเศษคือ กลุ่มคนผิวสี หรือในเชื้อสายยิว มักเจอมะเร็งในกลุ่ม Triple Negative ซึ่งเป็นชนิดที่รุนแรงและมักเกิดในคนไข้อายุน้อย สำหรับผู้หญิงที่เสริมหน้าอกซิลิโคนไม่มีรายงานว่าทำให้เกิดมะเร็งเต้านม แต่ปัญหาจริงๆ คือ การตรวจคัดกรอง เพราะอุปกรณ์เสริมจะไปบดบังทำให้การแปรผลการตรวจของแมมโมแกรมผิดพลาดและยากต่อการวินิจฉัย หรือแม้กระทั่งการตรวจด้วยการคลำก็จะค่อนข้างยาก เรียกว่าเป็นอุปสรรคมากกว่า

นพ.ไนยรัฐ กล่าวต่อไปว่า ในเรื่องของอาหารที่มีความเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมแบบเฉพาะเจาะจงยังไม่มี แต่อาจจะเป็นทางอ้อมที่มาจากของมัน ของทอด ของปิ้งไหม้ ในส่วนของนมถั่วเหลืองที่มีการถกเถียงกันมาก่อนหน้านี้ ทางการแพทย์ระบุว่าไม่ได้เป็นปัจจัยเสี่ยงสามารถดื่มได้ปกติ และโปรตีนจากเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งมากขึ้นเช่นเดียวกัน

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้

นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข

ทั้งนี้ ปัจจุบันวิวัฒนาการและเทคโนโลยีการรักษาก้าวหน้าไปมาก ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษาตั้งแต่ การผ่าตัด ได้แก่ การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด และการผ่าตัดเต้านมออกบางส่วน หรืออนุรักษ์เต้านม ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับผู้ป่วยที่ให้ความสำคัญกับความสวยงาม แต่ไม่สามารถทำได้กับผู้ป่วยที่มีการกระจายของรอยโรคมะเร็งจำนวนมาก หากผ่าตัดในระยะแรกๆ มีโอกาสหายขาดกว่า 10 ปีหรือ 90% ขึ้นไป

การฉายแสง คือ ให้แสงที่มีประจุทำลายเซลล์มะเร็งได้ในบริเวณที่ได้รับการฉายแสง เพื่อลดการกลับมาเป็นซ้ำ โดยปัจจุบันมีเครื่องมือที่ทันสมัยไม่ทำให้ผิวหนังโดยรอบเกิดการไหม้ และ เคมีบำบัด เป็นการให้ยาทางหลอดเลือดแล้วแต่ระยะของโรคทุกๆ 3 สัปดาห์ ผลข้างเคียง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาสู่การให้ “ยามุ่งเป้า” (Targeted Therapy) ที่มีประสิทธิภาพสูงโดยมีการใช้แพร่หลายในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ผลข้างเคียงน้อย ออกฤทธิ์กับเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่ค่าใช้จ่ายสูงตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้าน

สำหรับการตรวจคัดกรอง นพ.ไนยรัฐ ให้คำแนะนำว่า ควรตรวจตั้งแต่อายุ 40-45 ปีขึ้นไป ในกรณีที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงและประวัติครอบครัวไม่มีใครเป็นมะเร็ง เพราะประโยชน์จากการตรวจคัดกรองจะลดอัตราการเสียชีวิตจากการเกิดมะเร็งเต้านมสูงถึง 33% สามารถทำได้โดยการตรวจเต้านมด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทำแมมโมแกรม นอกจากนี้ ควรตรวจก้อนเต้านมด้วยตัวเองเดือนละ 1 ครั้ง หากเจอสิ่งผิดปกติจะได้รักษาทัน ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจ คือ ก่อนและหลังมีประจำเดือน 7 วัน หากไม่มั่นใจให้พบแพทย์

ด้าน เภสัชกรหญิง นฤมล ฉินกมลทอง ผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้น ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ว่า หลังจากที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อ 3 ปีก่อน ได้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดแบบอนุรักษ์เต้า ฉายแสง และเคมีบำบัด รวมถึงการให้ยามุ่งเป้าจำนวน 18 เข็มจนจบคอร์สเมื่อต้นปี แม้ปัจจุบันโรคสงบลงแต่ก็ยังต้องติดตามผลอยู่ตลอดและรับประทานยาต่อเนื่อง 5 ปีเป็นอย่างต่ำ

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้

เภสัชกรหญิง นฤมล ฉินกมลทอง

“ตอนนั้นคิดเลยว่าถ้าต้องผ่าตัดยกเต้าออกก็โอเค เพราะเรื่องความสวยงามเป็นเรื่องภายนอก แต่การรักษาชีวิตรอดเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ในช่วงให้เคมีบำบัดโชคดีที่เจอผลข้างเคียงน้อยมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเตรียมตัวมาดี กินอาหารให้ครบทั้งผัก ผลไม้ และโปรตีนต้องถึง พยายามทำจิตใจให้ดี พอร่างกายเราแข็งแรงไปรับยาเคมีบำบัด ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหา นอกจากนี้ ต้องกินอาหารที่ปรุงสุกสดใหม่ ป้องกันการติดเชื้อ เลี่ยงอาหารรสจัด เพราะระหว่างการให้คีโมจะมีแผลในปาก ผลไม้บางอย่างต้องระวังสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับเปลือก ปัจจุบัน ได้ปรับพฤติกรรมการกิน โดยงดของปิ้งย่างและเปลี่ยนไปรับโปรตีนจากเนื้อปลาแทน”

“สำหรับแพทย์ทางเลือก ในฐานะเภสัชกรถามว่าเลือกได้ไหม เลือกได้ แต่ยังไงก็ต้องเลือกแพทย์ทางหลักไว้ก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะใช้ยาสมุนไพร แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอเจ้าของไข้ก่อนว่าถ้าเราจะใช้จะมีผลกระทบต่อการรักษาหลักของเราหรือเปล่า ถ้าคุณหมออนุญาตก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้าคุณหมอห้าม ก็ต้องคุยกันเพื่อหาข้อสรุปชัดเจนอีกทีหนึ่งว่าเราจะเลือกใช้ทางไหน” นอกจากนี้ กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าจิตใจเราไม่เข้มแข็งมันก็จะยิ่งไปกันใหญ่ แต่ถ้าเราพร้อมกับตรงนี้ มันจะผ่านพ้นไปด้วยดี” นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้

ต้องการเข้าถึงแหล่งข้อมูลโรคมะเร็งได้ที่เว็บไซต์ มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย : http://www.thethaicancer.com

และแอพพลิเคชั่น “Pink Alert” ซึ่งรองรับทั้งระบบ IOS และ Android

มรภ.ผลิตครูหลักสูตร4ปีเริ่มใช้ปี2562ตามความพร้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/348492

มรภ.ผลิตครูหลักสูตร4ปีเริ่มใช้ปี2562ตามความพร้อม

ศึกษาศาสตร์,หลักสูตรครุศาสตร์,มหาวิทยาลัยราชภัฏ,นพอุดม คชินทร,รมชศึกษาธิการ,กระทรวงศึกษาธิการ

มรภ.ผลิตครูหลักสูตร4ปีเริ่มใช้ปี2562ตามความพร้อม : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

“หลักสูตรครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏจะใช้หลักสูตร 4 ปี” นพ.อุดม คชินทร

เดินหน้าประกาศใช้ “หลักสูตรครู 4 ปี ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)ทั่วประเทศ” หลังจากเกิดข้อถกเถียงมาเป็นเวลานานว่าจะใช้หลักสูตรครู 4 ปี หรือหลักสูตรครู 5 ปี ตามพระราโชบายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องการปรับปรุงหลักสูตรครุศาสตร์เพื่อยกระดับการผลิตครูให้มีคุณภาพและเป็นอัตลักษณ์แท้ของการคืนสู่ท้องถิ่น ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบหมายให้ นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ได้ประชุมจัดทำและใช้หลักสูตรครูคุณภาพเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) และนางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษาและปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการครุสภา รวมถึงอธิการบดีและคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศเข้าร่วม โดยสรุปว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะใช้หลักสูตรครู 4 ปี แต่ก็มีบางส่วนใช้หลักสูตรครู 5 ปี ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ และจากการหารือร่วมกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ จึงสรุปว่าหลักสูตรครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏจะใช้หลักสูตร 4 ปี

มรภ.ผลิตครูหลักสูตร4ปีเริ่มใช้ปี2562ตามความพร้อม

“บริบทของโลก สังคมเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน แพลตฟอร์มต่างๆ จึงต้องเปลี่ยนตามด้วย เพื่อทำให้มีคุณภาพมากขึ้น และหลักสูตรครู 4 ปี คุณภาพไม่ได้ด้อยกว่าการเรียนหลักสูตร 5 ปี โดยการปรับเปลี่ยนมาใช้หลักสูตรครู 4 ปี มหาวิทยาลัยไหนที่ยังไม่พร้อมจะใช้หลักสูตรครู 5 ปีก็ได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นการบังคับและไม่สามารถบังคับได้ เพราะการกำหนดว่าจะใช้หลักสูตรครู 4 ปี หรือหลักสูตรครู 5 ปี ต้องเป็นไปตามอำนาจของสภามหาวิทยาลัย”

นพ.อุดม กล่าวต่อไปว่า ตอนนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หลังจากได้รับพระราโชบายของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านใส่พระราชหฤทัยติดตามเรื่องดังกล่าว รวมถึงมีรับสั่งถามถึงเรื่องดังกล่าวตลอด ดังนั้น ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จและเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2562 นี้

“ตอนนี้ทุกคนเข้าใจนโยบาย ซึ่งอาจจะมีบางมหาวิทยาลัยที่ใช้หลักสูตรครู 5 ปีก็คงไม่ได้ว่ากัน แต่มหาวิทยาลัยไหนพร้อมใช้หลักสูตรครู 4 ปีก็เดินหน้าในเรื่องนี้ทันที โดยมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมสามารถแจ้งมายังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อจะได้เชิญมาอบรม ทำเวิร์กช็อป เตรียมความพร้อมทั้งการจัดการเรียนการสอน เพราะเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลา 2 เดือน ให้ทันเข้าระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส เพราะต้องการปรับความคิดของผู้ปกครอง ไม่ใช่ว่าเรียนอะไรไม่ได้ถึงจะมาเรียนครู ตอนนี้ครูจะต้องเป็นครูคุณภาพชั้นสูง เป็นเลิศ จึงต้องการคนที่เก่งและดี เข้ามาเป็นครู” นพ.อุดม กล่าว

มรภ.ผลิตครูหลักสูตร4ปีเริ่มใช้ปี2562ตามความพร้อม

นอกจากนั้น ที่ประชุมได้มีการกำหนดนโยบายเรื่องภาษาอังกฤษ ซึ่งตอนสมัครเข้าเรียนหลักสูตรครูจะไม่มีการกำหนดการสอบภาษาอังกฤษ หรือคะแนนภาษาอังกฤษ แต่ตอนจบการศึกษาจะต้องกำหนดว่าให้ได้มาตรฐานภาษาระดับกรอบมาตรฐานการประเมินความสามารถทางภาษา จากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) ระดับ B2 หรือได้ 400 คะแนนขึ้นไป แต่ถ้าเป็นครูภาษาอังกฤษ ต้องได้ CEFR ระดับ C1 หรือ 600 คะแนนขึ้นไป และต้องมีการเพิ่มเติมทักษะอารมณ์ หรือ Soft Skills ในหลักสูตรร่วมด้วย โดยนิสิตนักศึกษาครูทุกชั้นปีจะต้องได้รับการบ่มเพาะทักษะเหล่านี้

ขณะที่ นายรัฐกรณ์ คิดการ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า นโยบายที่ต้องการปรับหลักสูตรครูจาก 5 ปี ให้กลับมาใช้หลักสูตรครู 4 ปี เนื่องจากมองว่าในอนาคตตามบริบทโลก การเรียนในสถานศึกษาจะน้อยลง หลักสูตรจะสั้นลง ผู้คนไปเรียนกับโลกภายนอกมากขึ้น แนวโน้มหลักสูตรไม่ว่าสาขาไหนก็จะลดลง

ซึ่งหลักสูตรครูก็เช่นเดียวกันที่จะต้องมีการปรับตัว แต่สิ่งที่ทุกคนกังวลคือกรอบระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนครู 4 ปี โดยจะเริ่มในปีการศึกษา 2562 นั้น จะจัดทำหลักสูตรทันหรือไม่ เนื่องจากการเปิดรับนักศึกษาปี 2562 มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเปิดรับในเดือนธันวาคมนี้ อีกทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องมาตรฐานหลักสูตร การปรับแก้มาตรฐานวิชาชีพที่ในขณะนี้ครุสภาก็มีการปรับใหม่และยังไม่ประกาศใช้

มรภ.ผลิตครูหลักสูตร4ปีเริ่มใช้ปี2562ตามความพร้อม

“สิ่งที่ทุกคนเป็นห่วงตอนนี้ คือการจัดทำหลักสูตร ซึ่งต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นผ่านกรรมการประจำคณะ สภาวิชาการ สภามหาวิทยาลัย เสนอ สกอ. และครุสภา แต่ละขั้นตอนต้องใช้เวลาพอสมควร และขณะนี้หลักสูตรที่มรภ.ทั่วประเทศใช้เป็นหลักสูตร 5 ปี หากจะกลับมาใช้หลักสูตร 4 ปี ต้องมีการปรับลดหน่วยกิต ที่ให้เป็นไปมาตรฐานวิชาชีพและคุณภาพ แต่ขณะนี้มาตรฐานวิชาชีพใหม่ก็ยังไม่ออก” นายรัฐกรณ์กล่าว

สำหรับข้อถกเถียงว่าหลักสูตรครูควรจะ 4 ปี หรือ 5 ปี อย่างไหนดีกว่ากันนั้น นายรัฐกรณ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเป็นหลักสูตรครู 4 ปี หรือ 5 ปีดีกว่า เพราะฝ่ายที่ต้องการหลักสูตรครู 4 ปี ก็ยืนยันว่าเรียน 4 ปีก็มีคุณภาพได้ แต่ขณะฝ่ายที่ต้องการหลักสูตรครู 5 ปี กลับมองว่าเรียน 5 ปี คุณภาพยังไม่ได้เท่าที่ควร ถ้ากลับไปเรียน 4 ปี จะมีคุณภาพหรือไม่ ดังนั้น การจะปรับหลักสูตรครู 4 ปี หรือ 5 ปี ต้องมีความชัดเจนว่าหลักสูตรมีหน่วยกิตอย่างไร มีกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบไหน มาตรฐานวิชาชีพ เกณฑ์ต่างๆ มีการรับรองหรือไม่ อย่างไร

นายรัฐกรณ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาในส่วนของราชภัฏ ได้มีการจัดทำหลักสูตรครูพรีเมียม หรือครูที่มีคุณภาพเป็นเลิศ ซึ่งขณะนี้ใกล้จะเสร็จแล้ว แต่หลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรครู 5 ปี เนื่องจากมองว่ากระบวนการพัฒนาคนให้มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความรู้เรื่องวิชาการ วิชาชีพ มีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนต้องได้รับการฝึกฝนอย่างดีเยี่ยม และต้องยอมรับว่าเด็กที่มาเรียนครูในมหาวิทยาลัยราชภัฏมาจากหลากหลาย ส่วนใหญ่มาจากท้องถิ่น ภูมิภาค การจะจัดทำหลักสูตรเพื่อพัฒนาครูคุณภาพเป็นเลิศต้องใช้เวลาพอสมควร

“เมื่อนโยบายให้กลับไปใช้หลักสูตรครู 4 ปี อาจจะใช้หลักสูตรครูพรีเมียมได้ แต่ต้องปรับลดหน่วยกิตลง และปรับกระบวนการเรียนการสอน ให้ครบตามเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ ที่วางไว้ ซึ่งหากปรับให้มีคุณภาพตามที่ตั้งเป้าไว้ ทั้งเรื่องการสอน วิชาการ จิตวิญญาณความเป็นครู ภาษาอังกฤษ การพัฒนาครูให้เป็นเลิศภายใน 4 ปี ก็อาจจะเป็นไปได้ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องช่วยกันผลักดันให้หลักสูตรครู 4 ปีมีคุณภาพ เพื่อผลิตครูเป็นเลิศ สร้างคนดี คนเก่งของประเทศต่อไป” นายรัฐกรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้คงต้องให้เวลามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศปรับตัว ปรับกระบวนการในการกลับไปใช้หลักสูตรครู 4 ปี เพื่อยกระดับครูสู่ความเป็นเลิศได้ทันในปีการศึกษา 2562 นี้

แอพพลิเคชั่นS-CHILDป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/348331

แอพพลิเคชั่นS-CHILDป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

แอพพลิเคชั่นS-Child

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ : รายงาน  โดย…. ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com

เปิดตัว S-Child บัตรประจำตัวนักเรียนอัจฉริยะ แอพพลิเคชั่น ป้องกันการลืมทิ้งเด็กนักเรียนไว้ในรถรับ-ส่งของโรงเรียน ทำงานบนมือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ส่งตำแหน่งของเด็ก ระบุสถิติในอเมริกาเด็กเสียชีวิตในรถเหตุถูกลืมทิ้งไว้เฉลี่ยปีละ 30-40 คน มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เผยผลวิจัยป้องกันการลืมทิ้งเด็กไว้ในรถรับ-ส่งได้เป็นอย่างดี ครูตรวจสอบจำนวนเด็กได้ทันที

นายหิรัญปกรณ์ ทองเหม บริษัท อาร์ติฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยถึงโครงการ S-Child บัตรประจำตัวนักเรียนอัจฉริยะ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อสนับสนุนโครงการ Innovation Hubs ภายใต้โครงการ Smart City Startup Development สร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ว่าการพัฒนาแอพพลิเคชั่นระบบรักษาความปลอดภัย S-child Smart Student Card เพื่อป้องกันการลืมทิ้งเด็กนักเรียนไว้ในรถรับ-ส่งของโรงเรียนที่อาจเกิดขึ้นเพราะความประมาท เลินเล่อของคนขับรถ ซึ่งสถิติในอเมริกาได้ชี้ให้เห็นว่า มีเด็กเสียชีวิตในรถเพราะถูกลืมทิ้งไว้เฉลี่ยปีละ 30-40 คน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

          ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นนี้จะทำงานบนมือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และจะส่งตำแหน่งของเด็กในทุกๆ ครั้งที่มีการใช้บัตร เช่น ขณะขึ้น-ลง รถรับส่ง หรือเข้า-ออกประตูโรงเรียน ผ่านการทำงานของระบบจีพีเอสที่มีข้อมูลเป็นชื่อสถานที่และตัวเลขพิกัดบนแผนที่กูเกิล ส่งไปยังผู้ปกครอง คุณครู และผู้เกี่ยวข้องที่ได้กำหนดไว้ ให้ทราบว่าขณะนี้เด็กกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน เข้าโรงเรียนหรือยัง หรือยังไม่ลงจากรถ เป็นต้น
นายหิรัญปกรณ์ กล่าวต่อไปว่า การพัฒนา S-Child Smart Student Card มีการออกแบบแอพพลิเคชั่นเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกคือ การออกแบบแอพพลิเคชั่นฝั่งผู้ใช้งานทั่วไป สำหรับติดตั้งบนมือถือ โดย S-Child จะคอยรับคำสั่งจากการแตะบัตร S-Child Smart NFC ที่มีการบันทึกข้อมูลของนักเรียนไว้แล้วกับมือถือ ซึ่งติดตั้ง S-Child เรียบร้อยแล้ว จากนั้น S-Child จะส่งตำแหน่งของการแตะบัตรนั้นเข้าเซิร์ฟเวอร์กลางเพื่อประมวลผลตำแหน่งของสถานที่และพิกัดบนแผนที่กูเกิล และแจ้งกลับไปยังผู้ปกครองและคุณครูให้ทราบผ่านระบบจัดการสื่อสารระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองแบบพุชเมสเสจ, กล่องข้อความ และข้อมูลข่าวสาร

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

ส่วนการพัฒนาส่วนที่สองคือ การออกแบบเว็บแอพพลิเคชั่นที่ทำงานบนพีซี สำหรับผู้ดูแลระบบของโรงเรียน ใช้สำหรับจัดการฐานข้อมูลของนักเรียน คุณครู ผู้ปกครอง คนขับรถ ระบบส่งข่าวสารและข้อความถึงผู้ปกครอง รวมถึงการประมวลผลและรายงานผลการลงเวลาของนักเรียนและบุคลากรต่างๆ ของโรงเรียน เป็นต้น

“จากการทดลองใช้ระบบ S-Child Smart Student Card ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถป้องกันการลืมทิ้งเด็กไว้ในรถรับ-ส่ง ได้เป็นอย่างดี คนขับรถรู้สึกทำงานได้อย่างสบายใจมากขึ้นเพราะสามารถทราบได้ทันทีว่ายังมีเด็กตกค้างอยู่หรือไม่ คุณครูสามารถตรวจสอบจำนวนของเด็กที่ขาด ลา มาสาย มาเรียนได้ทันที ส่วนผู้ปกครองก็สามารถทราบความเคลื่อนไหวของเด็กได้ในแต่ละวัน” นายหิรัญปกรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนของผลการวิจัยนั้น แบ่งเป็น ด้านการป้องกัน ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถมอนิเตอร์จำนวนเด็กที่ขึ้นและลงรถได้แบบปัจจุบัน สามารถรู้ได้ทันทีว่ามีเด็กตกค้างอยู่บนรถหรือไม่ ทำให้คุณครูและผู้ปกครองคลายความกังวลลงได้มาก ขณะที่ด้านการแจ้งเตือน เมื่อทดสอบระบบด้วยการจำลองสถานการณ์ลืมเด็กไว้ในรถ ปรากฏว่า ระบบสามารถแจ้งเตือนได้อย่างรวดเร็ว ผู้ปกครอง คุณครู ผู้จัดการโรงเรียน และคนขับรถ สามารถรู้ได้ทันที

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

ด้านคุณภาพการจัดการเรียน ระบบสามารถกำหนดตารางเรียนและการลงเวลามาเรียนของเด็กได้อย่างเป็นปัจจุบัน ทำให้เห็นความคืบหน้าของการเรียนของเด็ก คุณครูสามารถประหยัดเวลาในการทำรายงานเวลาเรียนประจำวันของเด็กได้อย่างมาก ผู้ปกครองแลคุณครูสามารถสื่อสารกันได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นผ่านระบบจัดการข่าวสารและกล่องข้อความของ S-Child ได้ และด้านผลิตภัณฑ์ ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจีพีเอส ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานกันอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว ระบบจึงมีความเสถียรสูง ใช้ฮาร์ดแวร์น้อย ต้นทุนในการผลิตและดำเนินการต่ำ ต้นทุนการดูแลบำรุงรักษาต่ำ ทำให้ค่าบริการต่ำลงไปด้วย

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่าระบบมีความเหมาะสมที่จะใช้งานกับเด็กและผู้ปกครองได้ทั้งประเทศ เนื่องจากอุปกรณ์ติดตามตัวดังกล่าวอยู่ในรูปของบัตรประจำตัวนักเรียนที่นักเรียนคุ้นเคย ไม่เป็นที่สนใจของมิจฉาชีพแต่อย่างใด ทั้งการติดตามตัวด้วยวิธีนี้ยังไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้ด้วย เพราะจะติดตามตำแหน่งเฉพาะจุดที่ได้กำหนดเท่านั้น ไม่ได้ติดตามทุกที่ทุกเวลาแบบระบบติดตามอื่นๆ

          10ทักษะเด็กไทยต้องมี
รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์  ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล และศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี เปิดเผยว่าในแต่ละปีเด็กไทยอายุ 1-14 ปี จะเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุจำนวนกว่า 2,500 รายต่อปี หรือเฉลี่ย 200 รายต่อเดือน ในแต่ละปีพบว่าเดือนที่มีเด็กตายจากอุบัติเหตุสูงสุดคือเดือนเมษายน (เฉลี่ย 350 รายต่อเดือน) อันดับรองลงไปเป็นเดือนมีนาคม พฤษภาคม และตุลาคม

ทั้งนี้เด็กไทยควรมี 10 ทักษะความปลอดภัยได้แก่ทักษะการพูดคุยกับคนแปลกหน้า การปฏิเสธความใกล้ชิดและการสัมผัสไม่เหมาะสม อายุที่ต้องทำได้ 4-6 ปีทักษะความปลอดภัยในบ้าน ของมีคม ของร้อน ไฟฟ้า สารพิษ ที่สูง ที่ลื่น ช่องรู เส้นสาย และสัตว์เลี้ยง อายุที่ต้องทำได้ 4-6 ปี

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ และการวิเคราะห์ความเสี่ยงในชุมชน อายุที่ต้องทำได้ 6-7 ปี(ทักษะความปลอดภัยทางน้ำเพื่อป้องกันการจมน้ำ 5 ประการ ได้แก่ รู้จุดเสี่ยง ลอยตัวได้ 3 นาที เคลื่อนตัวในน้ำได้ 15 เมตร ช่วยผู้อื่นโดยการตะโกน โยน ยื่น และใช้ชูชีพเมื่อต้องเดินทางทางน้ำ ที่อายุ 7 ปี หรือ ป.1 เป็นต้นไป)

ทักษะการเดินถนนโดยลำพัง การขี่จักรยานอย่างปลอดภัย และการโดยสารรถยนต์ รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย อายุที่ต้องทำได้ 6-7 ปี (พฤติกรรมการไม่ขับขี่ก่อนวัย โดยก่อนอายุ 15 ปี หรือไม่มีเด็กชั้นประถมศึกษาจนถึงมัธยม 3 ขับขี่รถจักรยานยนต์ พฤติกรรมการใส่หมวกนิรภัยเมื่อโดยสารรถจักรยานยนต์ เริ่มที่อายุ 3 ปี หรืออนุบาล 1 เป็นต้นไป)

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

ทักษะการเล่นของเล่น สนามเด็กเล่น กีฬา อย่างปลอดภัย อายุที่ต้องทำได้ 6-7 ปีทักษะการใช้ไอที อย่างปลอดภัย อายุที่ต้องทำได้ 6-7 ปี (การส่งเสริมการใช้ไอทีของเด็กอย่างปลอดภัย ให้เด็กรู้-ยอมรับ-และใช้ ระบบการควบคุมสื่อไอที และระบบการรายงานสื่ออันตรายและการถูกรังแก เพื่อให้เกิดการใช้อย่างปลอดภัยจากภัย 5 ด้าน ได้แก่ ภัยจากการใช้นานจนเสียสุขภาพ โอกาสพัฒนาการ และเกิดอาการเสพติด ภัยจากการถูกผู้อื่นรังแกและการมีพฤติกรรมรังแกผู้อื่น ภัยจากการติดการใช้เนื้อหารุนแรงและเนื้อหาทางเพศจนพฤติกรรมเบี่ยงเบน ภัยจากการถูกล่อลวงทางการค้า)

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

ทักษะการปฐมพยาบาล ทำแผล ตามหน่วยฉุกเฉิน รู้และร่วมฝึกซ้อมแผนภัยพิบัติ ชุมชนได้ อายุที่ต้องทำได้ 7-8 ปี

ทักษะการกู้ชีพเบื้องต้น และเรียนรู้ความรับผิดชอบต่อสังคมในการมีส่วนร่วมในการกำจัดความเสี่ยงในระดับชุมชน อายุที่ต้องทำได้ 9-10 ปี ทักษะการข้ามถนน อายุที่ต้องทำได้ 9-10 ปี ทักษะโฮมอโลน อายุที่ต้องทำได้ 10-12 ปี

กรมพัฒนาสังคมเชิดชูอาสาสมัครวันอาสาสมัครไทยปี2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/348287

กรมพัฒนาสังคมเชิดชูอาสาสมัครวันอาสาสมัครไทยปี2561

กรมพัฒนาสังคม

กรมพัฒนาสังคมเชิดชูอาสาสมัครวันอาสาสมัครไทยปี2561

            กรมพัฒนาสังคมแถลงข่าวเชิดชูอาสาสมัครและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่นเนื่องในวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี ๒๕๖๑ สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐให้แก่กลุ่มเป้าหมายลดความเลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม

เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๑) เวลา ๑๓.๓๐ น. ณ ลานโถงกลาง ชั้น ๑ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พร้อมด้วย พลตรีหญิง คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดแถลงข่าววันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี ๒๕๖๑ ซึ่งการจัดงานในวันนี้เป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ “พิธีประกาศเกียรติคุณอาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรม ทางสังคมดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๑” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๑ ณ ห้องปรินซ์ แกรนด์ บอลรูม โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร
นางนภา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ กำหนดให้วันที่ ๒๑ ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็น       วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็น “วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ”เป็น“วันอาสาสมัครไทย” ด้วยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย                  ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินการคัดเลือกอาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น รวมทั้งจัดให้มีพิธีประกาศเกียรติคุณ       ในวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ จนถึงปัจจุบัน
นางนภา กล่าวต่อว่า การจัดงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี ๒๕๖๑ ในครั้งนี้ กำหนด    จัดขึ้นในวันจันทร์ที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๑ กิจกรรมช่วงเช้า ประกอบด้วย ๒ กิจกรรม ได้แก่ ๑. การทำเวทีสมัชชาสวัสดิการสังคมแห่งชาติ        เวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนอาสาสมัครได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกัน หัวข้อในปีนี้ “การส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแบบ Productive Welfare”

๒. การจัดประชุมFocus Group ในหัวข้อ “อาสาสมัครเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” วัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็น ทิศทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านอาสาสมัคร และช่วงบ่ายพิธีประทานโล่ประกาศเกียรติคุณอาสาสมัครดีเด่น และองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมในปี พ.ศ.๒๕๖๑
มีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น ๒๖๕ ราย ได้แก่ ๑. อาสาสมัครดีเด่น ๒๕๐ คน ยกตัวอย่างเช่น นายพัชรพล สุทธิธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเรียล พลัส (ประเทศไทย) จำกัด ที่อุทิศตนในการช่วยเหลืองานทางด้านสังคม และศาสนา

โดยการจัดโครงการเชิญชวนผู้คนในชุมชนมาช่วยงานในโครงการตักบาตรพระสงฆ์ ๕๐๐,๐๐๐ รูป ทุกวัดทั่วไทย เพื่อช่วยเหลือ ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานกรรมการดำเนินงานโครงการตักบาตรพระสงฆ์ ๑๐๐ รูป ในทุก ๆ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันเข้าพรรษา วันอาสาฬหบูชา และวันพ่อแห่งชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และโครงการตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง ยา เวชภัณฑ์ โดยร่วมกับวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้าติดเชื้อเอดส์และผู้ป่วยระยะสุดท้าย อีกทั้งได้ส่งเสริมการนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมและเมื่อมีโอกาสจะจัดสรรหาเวลาเพื่อศึกษาปฏิบัติธรรม

นอกจากนี้ยังเป็นผู้สนับสนุนโครงการต่าง ๆ ให้กับสภากาชาดไทย และสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์อยู่เสมอ ๒. องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น       ๑๕ องค์การ ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา มูลนิธิเพื่อความเข้าใจเด็ก (Focus) จังหวัดเชียงใหม่ที่มีกิจกรรมช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ แบ่งเป็น ๓ โซน คือ
โซนที่ ๑ นิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โซนที่ ๒ นิทรรศการวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประกอบด้วยประวัติความเป็นมาของงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย และการดำเนินงานของนักสังคมสงเคราะห์ในการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม จนสามารถช่วยเหลือตนเองได้ โซนที่ ๓ การจัดบูธนิทรรศการขององค์การสวัสดิการสังคมที่เกี่ยวข้องกับงานอาสาสมัคร
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะผู้มีจิตอาสาเข้ามาร่วมพัฒนาสังคม รวมถึงพิทักษ์สิทธิ สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐให้แก่กลุ่มเป้าหมายลดความเลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/348171

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

รีไซเคิล,ธนาคารขยะ,โครงการธนาคารขยะรีไซเคิล

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน :  รายงาน   โดย…   คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

ในแต่ละวันเราทิ้งขยะพลาสติก กระดาษ ขวดแก้ว หรือกระป๋องน้ำอัดลม กันไปเท่าไรบ้าง ? จากข้อมูลของ กรมควบคุมมลพิษ เมื่อปี 2559 ระบุว่า ปริมาณขยะโดยเฉลี่ยที่คนไทยผลิตขึ้น มีปริมาณสูงถึง 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน เลยทีเดียว และแนวโน้มของปริมาณขยะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่อัตราการจัดการขยะที่ถูกต้องและกระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ กลับมีเพียงเล็กน้อย ไม่เท่าทันกับปริมาณของขยะที่เพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

หลังจากประสบความสำเร็จในการดำเนิน “โครงการธนาคารขยะรีไซเคิล” กับกลุ่มบุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลมาแล้วตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน โดยตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ดำเนินโครงการมา มีปริมาณขยะรีไซเคิลที่สมาชิกนำมาฝากที่ธนาคารขยะ เป็นจำนวนถึง 1,920,891.98 กิโลกรัม คิดเป็นยอดเงินรับซื้อขยะรีไซเคิลจากสมาชิกเป็นจำนวนสูงถึง 10,173,818.03 บาท มหาวิทยาลัยมหิดลจึงขยายผลและความสำเร็จ “โครงการธนาคารขยะรีไซเคิล” ไปสู่โรงเรียนในชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาขยะที่นับเป็นปัญหาระดับชาติ

โปรแกรมธนาคารขยะรีไซเคิล พัฒนาขึ้นโดยกองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อใช้ในการบริหารจัดการระบบธนาคารขยะรีไซเคิลภายในมหาวิทยาลัย สามารถทำธุรกรรมได้คล้ายระบบธนาคารทั่วไป เช่น การสมัครสมาชิก การรับฝาก การถอนเงิน และสามารถรายงานสรุปการทำธุรกรรมของทุกขั้นตอนได้ ซึ่งทำให้การจัดเก็บข้อมูลเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และเชื่อถือได้

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

ก่อนหน้านี้ มีโรงเรียนเครือข่ายที่นำโปรแกรมของมหาวิทยาลัยมหิดลไปใช้แล้ว จำนวน 4 โรงเรียน โดยโรงเรียนเครือข่ายแห่งแรก คือ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ มหามงคล ในปีถัดมาจึงมีเพิ่มเติมคือ โรงเรียนวัดมะเกลือ(กาญจนลักษณ์วิทยา) โรงเรียนวัดทรงคนอง และโรงเรียนวัดสุวรรณาราม สำหรับปี 2561 นี้ ได้เพิ่มเติมโรงเรียนเครือข่ายระดับมัธยมต้นเป็นครั้งแรก คือ โรงเรียนมัธยมปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ และโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม)

ศุภรัตน์ แดนโคกสูง หรือ ครูเฟิร์ส ที่ปรึกษาสภานักเรียนโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) เล่าว่า 2 เดือนที่แล้ว มหาวิทยาลัยมหิดลได้เข้ามาช่วยดำเนินโครงการธนาคารขยะรีไซเคิล ทั้งช่วยติดตั้งโปรแกรมธนาคารขยะ วางระบบ รวมถึงติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเซิร์ฟเวอร์ สายแลนคอมพิวเตอร์ ตาชั่ง มีสมุดบัญชีคู่ฝากเพื่อให้สมาชิกถือติดตัว เพื่อที่จะได้เห็นยอดรายได้จากการขายขยะ อีกทั้งมีการฝึกอบรมวิธีการบริหารโครงการแก่ครูและนักเรียนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการโครงการธนาคารขยะรีไซเคิล รวมถึงติดต่อร้านรับซื้อของเก่าให้เข้ามารับขยะถึงโรงเรียนด้วย จึงทำให้โครงการขยะของโรงเรียนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างชัดเจน

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

จณิสตา นามพร (พั้นซ์) และ บุญยศักดิ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต (โฟล์ค) นักเรียนชั้น ม.1 ที่ร่วมเป็นจิตอาสาของโครงการ และทำหน้าที่เป็นแผนกบันทึกข้อมูลการรับซื้อขยะต่างๆ เล่าว่า ขยะรีไซเคิลที่มีคนนำมาขายมากที่สุดคือ กระดาษเอสี่ ขวดพลาสติก ลังกระดาษ ขวดแก้ว กระป๋องอะลูมิเนียม ท่อพีวีซี รวมถึงน้ำมันที่ทอดอาหารแล้ว นอกจากนี้ ขยะบางอย่างถ้ามีการคัดแยกประเภทแล้วก็ยิ่งขายได้ราคาดี เช่น กระดาษสมุด เมื่อแยกปกและกระดาษขาวออกจากกัน จะมีราคาสูงกว่าแบบที่ไม่แยกปกแยกกระดาษ เก็บขวดน้ำพลาสติก กระป๋องอะลูมิเนียม กระดาษเอสี่ กระดาษสมุด ที่มีในห้องเรียนและตามซุ้มต่างๆ รอบๆ โรงเรียนมาขาย ช่วยลดขยะในโรงเรียนและสังคม ได้รักษาความสะอาด และยังมีรายได้

เมื่อถามถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กๆ และบุคลากรในโรงเรียน ครูเฟิร์ส เล่าว่า แรกๆ อาจจะมองว่าขายขยะแต่ละครั้งได้เงินไม่มาก แต่เมื่อรวมกลุ่มกันมากขึ้น หรือสะสมมากขึ้น มูลค่าก็มากขึ้น เป็นแรงจูงใจที่ดี ให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการคัดแยกขยะ ส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี กลุ่มคุณครูที่ในกลุ่มสาระหมวดวิชาต่างๆ ซึ่งจะมีเอกสารกระดาษจำนวนมาก นำมาขายที่ธนาคารขยะแต่ละครั้งได้เงินเป็นหลักร้อยหลักพัน

ดร.นพดล เด่นดวง ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) กล่าวว่า บุคลากรในโรงเรียนช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องขยะและสิ่งแวดล้อม โดยทุกคนตระหนักถึงปัญหาขยะและมีส่วนร่วมในการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ เมื่อโรงเรียนเป็นผู้สอนให้เด็กได้เรียนรู้และมีจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว เขาจะมีส่วนในการบอกต่อและเป็นเครือข่ายในระดับครอบครัวและสังคมต่อไป เหมือนอย่างที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้มาเป็นพี่เลี้ยงให้แก่เรา เมื่อร่วมด้วยช่วยกันเป็นเครือข่ายสังคมที่มีคุณภาพมากขึ้น ก็จะช่วยแก้ปัญหาขยะในประเทศไทยให้ลดน้อยลงได้

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

รศ.ดร. กิติกร จามรดุสิต    รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่ามหาวิทยาลัยมีนโยบายส่งเสริมการสร้างมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศ (Eco University) ที่มีเป้าหมายชัดเจนของการสร้างให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ข้อของสหประชาชาติ (17 Sustainable Development Goods) ทั้งภายในมหาวิทยาลัยและชุมชนโดยรอบ โครงการธนาคารขยะรีไซเคิลที่ดำเนินการกับโรงเรียนเครือข่ายมีเป้าหมายในการสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจให้เยาวชนตระหนักถึงปัญหาขยะในชุมชนและโรงเรียน มีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะ ทั้งการจัดเก็บ การแยกขยะ และการรีไซเคิลขยะ รวมถึงเกิดรายได้จากขยะ ซึ่งจากการติดตามและประเมินผล พบว่าทุกโรงเรียนล้วนเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจน

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

วิทยุม.ก.ผนึกกรมผู้สูงอายุจัดโครงการร.ร.ผู้สูงอายุทางอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/348045

วิทยุม.ก.ผนึกกรมผู้สูงอายุจัดโครงการร.ร.ผู้สูงอายุทางอากาศ

วิทยุมก

สถานีวิทยุม.ก.ผนึกกรมกิจการผู้สูงอายุดำเนินกิจกรรมโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ

           เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สถานีวิทยุ ม.ก.) เข้าพบ อนุสันต์ เทียนทอง รองประธานกรรมการมูลนิธิบ้านบางแค ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ อดีตอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมด้วยนางสาวแรมรุ้ง วรวัธ รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และนางสาวอนัญญา อัดชู ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

         ทั้งนี้การเข้าพบของผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุม.ก.และคณะเพื่อหารือและขอคำแนะนำการดำเนินโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ โดยความร่วมมือระหว่าง สถานีวิทยุ ม.ก. และเทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ ในประเด็นเนื้อหาหลักสูตรและวิธีการอบรมให้คำแนะนำแก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งนี้ ทางสถานีวิทยุ ม.ก. จะนำประเด็นดังกล่าวฯ ไปนำเสนอแก่เทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ ในการประชุมครั้งต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการร่วมกัน ระหว่าง กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับสถานีวิทยุ ม.ก. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

วิทยุม.ก.ผนึกกรมผู้สูงอายุจัดโครงการร.ร.ผู้สูงอายุทางอากาศ

วิทยุม.ก.ผนึกกรมผู้สูงอายุจัดโครงการร.ร.ผู้สูงอายุทางอากาศ

วิทยุม.ก.ผนึกกรมผู้สูงอายุจัดโครงการร.ร.ผู้สูงอายุทางอากาศ

“เภสัชกร” อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/348035

“เภสัชกร” อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

เภสัชกร,ภกอำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ,เอไอ

“เภสัชกร” อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ : รายงาน  โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

แม้ในอนาคต ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ กำลังมาเข้ามาแทนที่แรงงานในหลายอุตสาหกรรม แต่ผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังมี 10 อาชีพที่เอไอแทนที่ไม่ได้ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์เฉพาะด้าน ยังเป็นข้อจำกัดที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่สามารถทำแทนคนได้ เช่นเดียวกับ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ที่ไม่เชื่อว่า เอไอ จะมาจ่ายยาแทนเภสัชกรได้ เพราะหากจ่ายยาผิดพลาด คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ผู้ป่วย ที่สำคัญการจ่ายยาประเภทเดียวกันให้ผู้ป่วยแต่ละคนมีข้อจำกัดเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน

“เภสัชกรโรงพยาบาล จะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ “ยา” ตั้งแต่กระบวนการจัดหา จัดเก็บ เพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพพร้อมใช้และเพียงพอต่อการให้บริการ ซึ่งรวมถึงการผลิตยาบางรายการที่ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด เตรียมยาและผสมยาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายตามแพทย์สั่ง เช่น ยาหยอดตา ยาสำหรับผู้ป่วยเด็ก ยาเคมีบำบัด สารอาหารที่ให้ทางหลอดเลือดดำ ขึ้นอยู่กับความต้องการของแพทย์และความจำเป็นในการใช้ของผู้ป่วยในแต่ละโรงพยาบาล” ภก.อำนวย กล่าว

"เภสัชกร" อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

ดังนั้น แม้ว่าในอนาคตจะมีการนำเอไอเข้ามาทำงานในโรงพยาบาลหรือในกระบวนการจ่ายยา จะอยู่ในรูปแบบของการทำงานร่วมกันกับเภสัชกรรม โดยเอไอจะทำหน้าที่แทนในส่วนที่ไม่ต้องใช้ทักษะความชำนาญทางวิชาชีพ เช่นการตรวจสอบความถูกต้องก่อนจ่ายยา การประเมินผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมให้คำแนะนำการใช้ยาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย

"เภสัชกร" อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

“ปกติในห้องจ่ายยา จะมีเภสัชกร 1 คนและผู้ช่วย 3-4 คน รวมเป็น 1 ทีม ถ้ามีเอไอมาช่วยจะทำให้การทำงานเร็วขึ้น ในส่วนของฝ่ายสนับสนุนการทำงานของเภสัชกร สัดส่วนต่อผู้ช่วยก็อาจจะลดลง แต่เอไอจะยังทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ประเมินผลต่างๆ แทนเภสัชกรไม่ได้ คิดว่าไม่มีผลกระทบต่อเภสัชกรในอนาคต แต่จะมีผลต่อต้นทุนของสถานพยาบาล

นอกจากนี้ เภสัชกรยังทำหน้าที่กระจายยาไปยังหอผู้ป่วยเพื่อให้บริการแก่ผู้ป่วยใน ซึ่งมีรูปแบบต่างๆ ขึ้นกับบริบทของโรงพยาบาล เช่น การจัดยาแบบรายวัน หรือการจัดยาแบบหนึ่งหน่วยการใช้ (unit dose) เป็นต้น

นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันเภสัชกรโรงพยาบาล ทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยและได้รับประสิทธิภาพสูงสุดจากการใช้ยา  เช่น การประสานรายการยา สำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการตรวจรักษาจากแพทย์หลายท่าน ไม่ว่าจะในโรงพยาบาลเดียวกันหรือต่างโรงพยาบาล เพื่อป้องกันการได้รับยาซ้ำซ้อน ไม่ได้รับยาที่ควรได้รับ หรือได้รับยาที่ตีกันกับยาเดิม

"เภสัชกร" อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

รวมทั้งประเมินและติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา วางระบบในการป้องกันอุบัติการณ์แพ้ยาซ้ำ มีการประเมินการใช้ยา การตรวจติดตามและวัดระดับยาในเลือด การบริบาลผู้ป่วยนอกในคลินิกโรคเรื้อรังต่างๆ รวมถึงการบริบาลทางเภสัชกรรมบนหอผู้ป่วย รวมทั้งทำหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาในทุกมิติให้กับทีมสหวิชาชีพ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดูแลรักษาด้วยยาแก่ผู้ป่วย

ปัจจุบันสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) มีสมาชิกกว่า 10,000 รายอยู่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) หรือแม้แต่โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ จะมีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ให้บริการผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง แต่กระทรวงสาธารณสุขยังไม่มีการบรรจุ หรือกำหนดกรอบอัตรากำลังเภสัชกรให้ปฏิบัติงานประจำที่ รพ.สต.

"เภสัชกร" อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

อย่างไรก็ตามในอนาคต จะมีการผลิตผลิตบุคลากรด้านเภสัชที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากขึ้น ได้แก่ เภสัชกรห้องฉุกเฉิน เภสัชกรโรคติดเชื้อ เภสัชกรเวชสำอาง เภสัชสมุนไพร ซึ่งสาขาเหล่านี้เป็นสาขาที่มีความจำเป็นสอดคล้องกับแนวโน้มและความต้องการของตลาด รวมทั้งเภสัชกรสมุนไพร ถือเป็นอีกหนึ่งสาขาที่มีการขับเคลื่อนกันมาต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันทางรัฐบาลก็ให้ความสำคัญในเรื่องของสมุนไพร และเภสัชกรจะมีบทบาทสำคัญเพราะเป็นวิชาชีพที่มีความรู้ทั้งในเรื่องระบบยา ผลิตภัณฑ์ ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมกับภูมิปัญญาใหม่เข้าด้วยกัน

“ถึงเวลาแล้วที่ต้องสร้างการรับรู้ใหม่ให้แก่สังคมและประชาชนให้เป็นระบบสากลเหมือนในต่างประเทศ ที่ประชาชนสามารถนำไปสั่งยาจากแพทย์ในสถานพยาบาลไปหาซื้อกับเภสัชกรในร้านขายยาได้ แต่ที่ผ่านมาร้านขายยาจะถูกจัดกลุ่มเป็นเชิงพาณิชย์ ซึ่งทำให้เภสัชกรถูกมองในภาพลักษณ์อื่นที่ไม่เหมาะสม ทั้งๆ ที่เภสัชกรไม่ได้มีเฉพาะการ “จ่ายยา” ให้แก่ผู้ป่วยเท่านั้น แต่คือผู้ที่สร้างให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดและเกิดความปลอดภัยจากการใช้ยาอีกทางหนึ่ง” ภก.อำนวย กล่าวทิ้งท้าย

"เภสัชกร" อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

กยท.นำร่องมอบเงินเกษตรกรงวดแรก1.9 หมื่นราย วงเงิน161 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/357106

กยท.นำร่องมอบเงินเกษตรกรงวดแรก1.9 หมื่นราย วงเงิน161 ล้านบาท

กยท

กยท.นำร่องมอบเงินเกษตรกรงวดแรก1.9 หมื่นราย วงเงิน161 ล้านบาท

              การยางแห่งประเทศไทย นำร่องมอบเงินสนับสนุนตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง กว่า 19,000 ราย ประเดิมงวดแรก 161 ล้านบาท สนองนโยบายรัฐบาลส่งความสุขปีใหม่เป็นของขวัญให้เกษตรกร
นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านบริหาร เผยว่า หลังรัฐบาลมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางตลอดจนสร้างความเข้มแข็งและช่วยเหลือค่าของชีพของคนกรีดยางให้ดีขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางประเทศไทย(กยท.) ได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานฝ่ายปกครองและหน่วยงานอื่นๆ ในการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารโครงการสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ แบ่งเป็น ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล เพื่อร่วมพิจารณาคุณสมบัติของเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ โดยมุ่งเน้นดำเนินการให้เกิดความรวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม รัดกุม เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดซึ่งถือเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางสอดคล้องกับนโยบายส่งความสุขปีใหม่ของรัฐบาล
นายสุนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำร่องจ่ายเงินรอบแรกวันนี้เป็นการจ่ายเงินให้เกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งที่เป็นเจ้าของสวนยาง ผู้เช่าสวนยาง ผู้ทำสวนยาง และคนกรีดยาง ผ่านบัญชี ธ.ก.ส. พร้อมกันทั่วประเทศ รวม 17 จังหวัด มียอดเงินรวมทั้งสิ้นกว่า 161.5 ล้านบาท โดยจ่ายให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง กว่า 19,000 ราย แบ่งเป็น เจ้าของสวนยาง (1,100 บาท/ไร่) จำนวน 9,740 ราย เจ้าของสวนยางกรีดเอง (700 บาท/ไร่) จำนวน 7,965 ราย และคนกรีดยาง 700 บาท/ไร่) จำนวน 1,313 ราย สำหรับจังหวัดสงขลาถือเป็นพื้นที่ซึ่งมีเกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการฯ สูงที่สุดในรอบแรก เป็นเงินกว่า 62 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการจ่ายเงินสนับสนุนให้ในวันนี้เป็นเพียงการเริ่มนำร่องเท่านั้น เกษตรกรชาวสวนยางรายอื่นๆ สามารถตรวจสอบรายชื่อและแจ้งสิทธิ์ขอเข้าร่วมโครงการฯ ได้

“กยท. ได้ประกาศผู้มีรายชื่อมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งเกษตรกรเจ้าของสวนยางและผู้กรีดยาง ณ ที่ทำการหมู่บ้านและจุดแต่ละชุมชนกำหนดทั่วประเทศ จึงขอให้เกษตรกรเข้าตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ และสามารถแจ้งสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ได้ที่ กยท. ในพื้นที่ที่สวนยางของท่านตั้งอยู่ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562”

เกษตรฯ จับมือ 8 หน่วยงาน ร่วมบูรณากาปฏิรูปที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/357103

เกษตรฯ จับมือ 8 หน่วยงาน ร่วมบูรณากาปฏิรูปที่ดิน

สปก

เกษตรฯ จับมือ 8 หน่วยงาน ร่วมบูรณากาปฏิรูปที่ดิน

               กระทรวงเกษตรฯ จับมือพันธมิตร 8 หน่วยงาน ร่วมบูรณาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นบนพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน มุ่งหวังให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน

                นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ร่วมกับ 8 หน่วยงาน

                 ได้แก่ กรมชลประทาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็น เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีรายได้มั่นคงจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมภายใน 20 ปี

               ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมอาศัยน้ำฝนและสภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงการดำเนินงานของ ส.ป.ก. เพียงหน่วยงานเดียวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็น ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้การดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปอย่างล่าช้า ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปด้วยความรวดเร็วและให้พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส.ป.ก. จึงขอความร่วมมือจากพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้ง 8 หน่วยงาน ให้มาช่วยกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว ซึ่งทั้ง 9 หน่วยงานจะดำเนินงานตาม MOU ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่และงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน

              โดย ส.ป.ก. จะดูแลเรื่องการอนุญาตใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน กรมชลประทานจะสนับสนุนงานด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะให้การสนับสนุนเรื่องการขยายเขตไฟฟ้า กรมทรัพยากรน้ำจะเข้ามาช่วยในเรื่องของการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะเข้ามาร่วมพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานจะให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน กรมพัฒนาที่ดินจะช่วยแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับความเหมาสมของสภาพดินและการพัฒนาคุณภาพดิน กรมส่งเสริมการปกครอง