‘กฤษฏา’ปลื้มดันราคาน้ำยางสดขึ้นกก.ละ38บ. ปัดข่าวลือจำกัดส่งออกยางต้นปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383874

'กฤษฏา'ปลื้มดันราคาน้ำยางสดขึ้นกก.ละ38บ. ปัดข่าวลือจำกัดส่งออกยางต้นปีหน้า

‘กฤษฏา’ปลื้มดันราคาน้ำยางสดขึ้นกก.ละ38บ. ปัดข่าวลือจำกัดส่งออกยางต้นปีหน้า

วันพุธ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.54 น.

‘กฤษฏา’ปลื้มดันราคาน้ำยางสดขึ้นกก.ละ 38 บาท ปัดข่าวลือจำกัดส่งออกยางต้นปีหน้า ชี้เอกชนผลิตล้อยางรถยี่ห้อดัง แห่ร่วมโครงการช้อปช่วยชาติ ประชาชนช้อปได้1พันกว่าสาขาทั่วประเทศ 

นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้แจ้งถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯ รักษาการผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)และทูตเกษตรประจำต่างประเทศทุกแห่ง ตามที่มีข่าวลือว่าประเทศไทยจะเข้าร่วมในมาตรการจำกัดการส่งออกยางพารา(AETS)ในช่วงต้นปี 2562 นั้น

“ขอยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯและการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ยังไม่มีนโยบายที่จะดำเนินการในเรื่องการจำกัดการส่งออกยางพารา(AETS)ในช่วงต้นปี2562 หรือเวลาอื่นๆแต่อย่างใด”

รวมทั้งรัฐบาลได้เร่งรัดหลายมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสวนยางพารา ที่เดือดร้อนจากปัญหาราคายางพาราต่ำ ล่าสุดส่งผลให้ราคาน้ำยางสดปรับตัวขึ้นกก.ละ 38 บาทแล้ว ซึ่งทางกยท.ยืนยันในกรณีที่สวนอยู่ไกลๆราคาต่ำสุดกก.ละ34-35 บาท โดยราคายางแผ่นรมควันวันนี้ อยู่ที่ 43.19 บาท จากเมื่อต้นเดือนอยู่ที่ 39.17 บาท ปรับขึ้นมา 3.40 บาท คิดเป็นร้อยละ 8.5 ในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์กว่า เชื่อมั่นว่า เมื่อมีการสร้างถนนในหมู่บ้านเกือบ 80,000 แห่งทั่วประเทศราคายางพาราจะปรับสูงขึ้นอีกแน่นอน

นอกจากนี้ มาตรการช้อปช่วยชาติ ได้ส่งมอบคูปองลดหย่อนภาษีที่จัดสรรให้กับบริษัทผู้ผลิตยางล้อแก่บริษัท IRC  Maxxis  N.D Rubber ดีสโตน และโอตานิซึ่งตกลงรับซื้อวัตถุดิบยางจาก กยท. เพื่อนำไปผลิตล้อยางแล้วรวม 1,706,000 กิโลกรัม ซึ่งคูปองลดหย่อนภาษีที่จัดสรรให้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ คูปองสำหรับยางล้อรถยนต์ประเภท 4 ล้อ ได้รับคูปองจำนวน 100 ใบต่อการซื้อวัตถุดิบ 1 ตันและคูปองสำหรับยางล้อรถจักรยานยนต์หรือรถจักรยานประเภทรถ 2 ล้อได้รับคูปองจำนวน 500 ใบ ต่อการซื้อวัตถุดิบ 1 ตัน นอกจากนี้ยังมีบริษัทผู้ผลิตยางล้อของต่างประเทศซึ่งมีโรงงานในประเทศไทยสนใจเข้าร่วมโครงการเพื่มซื้อยางช่วยชาติเพิ่มเติมอีกด้วย

สำหรับประชาชนที่ซื้อล้อยางรถยนต์ในโครงการจากบริษัทผลิตล้อยางที่รับซื้อวัตถุดิบในประเทศไทยสามารถนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท โดยต้องมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ และคูปองที่ กยท. ออกให้ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อใช้หักลดหย่อนภาษีในปีที่ซื้อ หากซื้อช่วงปีไหนก็หักลดหย่อนภาษีปีนั้น โดยเริ่มช้อปสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2561 จนถึง 16 มกราคม 2562 รวมระยะเวลา 1 เดือน

ผู้ประกอบการผลิตล้อยางได้แก่ โอตานิแจ้งว่า มีร้านค้าตัวแทนจำหน่าย 200 สาขา ดีสโตน 800 สาขา แม็กซิส 40 สาขา ส่วนไออาร์ซีมีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดยผู้แทนของโอตานิระบุว่า เดิมซื้อยางพาราจากสหกรณ์ 5 สหกรณ์ที่สามารถผลิตยางแผ่นและยางแท่งได้มาตรฐาน GMP อยู่แล้วซึ่ง อยู่แล้วซึ่งมีค่าความหนืด ความยืดหยุ่น และความสะอาดดีตามที่บริษัทต้องการ ทั้งนี้แม้จะหมดโครงการช้อปช่วยชาติแล้วยินดีจะรับซื้อจากสถาบันเกษตรกรมากขึ้น โดยขอให้กยท. ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรผลิตยางให้มีคุณภาพ รวบรวมปริมาณยางได้ตามคำสั่งซื้อ และส่งมอบตรงตามสัญญา ขณะนี้มีสหกรณ์ชาวสวนยางมี 841 สหกรณ์ ใน 59 จังหวัด โดยครม. มีมติเห็นชอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้ 5,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 200 ล้านบาท

แจงคืบหน้าแก้ประมงผิดกม. ลุยจดทะเบียนจัดระเบียบเรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383733

x

แจงคืบหน้าแก้ประมงผิดกม. ลุยจดทะเบียนจัดระเบียบเรือ

วันพุธ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัญหาใหญ่สำคัญในการแก้ปัญหาประมงของประเทศไทยคือ “จำนวนเรือประมงที่แท้จริง” จากพ.ร.บ.เรือไทย พ.ศ. 2481 กำหนดให้การถอนทะเบียนเรือเป็นหน้าที่ของเจ้าของเรือ ไม่ได้ให้อำนาจกรมเจ้าท่าในฐานะนายทะเบียนเพิกถอน แม้เรือลำดังกล่าวจะขาดต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือมากกว่า 30-40 ปี หรือมีเรือประมงบางส่วนไม่ได้จดทะเบียนเรือ เห็นจากช่วงปี พ.ศ. 2558 มีการสำรวจเรือประมงในน่านน้ำไทย พบมีเรือประมงทั้งสิ้น 45,805 ลำ ร้อยละ 78 เป็นเรือประมงพื้นบ้าน โดย 4,499 ลำ เป็นเรือประมงที่ไม่ได้จดทะเบียนเรือ นอกจากนี้ พบว่ามีเรือประมงที่จดทะเบียนเรือประมาณ 8,024 ลำไม่มาแสดงตน ต่อมาภายใต้คำสั่งคสช.ได้เพิกถอนทะเบียน ซึ่งจากตรวจสอบพบว่าเรือกลุ่มดังกล่าวบางส่วนมีการขาย จมหรือไม่สามารถติดต่อเจ้าของได้ โดยไม่ได้มาเพิกถอนทะเบียนกับกรมเจ้าท่า และเพื่อเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของเรือประมง รัฐบาลออกคำสั่ง คสช. ที่ 53 /2559เพื่อให้กรมเจ้าท่าสามารถ “งดการจดทะเบียนเรือไว้เป็นการชั่วคราว” และออกคำสั่ง คสช.ที่ 22/2560 เพื่อให้“ตรวจวัดและจัดทำอัตลักษณ์เรือประมงที่มีการขนาดมากกว่า 10 ตันกรอส” เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลเรือประมงที่ถูกต้อง

จากปัญหาที่สะสมมานาน การที่สามารถ “Clean up” เรือประมงภายในเวลาอันสั้น เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐ สมาคมประมง ตลอดจนผู้ประกอบการเจ้าของเรือ การดำเนินการดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบในฐานะ“รัฐเจ้าของธง” เนื่องจากการจดทะเบียนเรือหรือการให้สัญชาติเรือกับเรือลำใด “รัฐจะกำหนดเงื่อนไขในการให้สัญชาติของตนแก่เรือ ในการจดทะเบียนเรือในอาณาเขตของตน และการใช้สิทธิชักธงของตน เรือย่อมมีสัญชาติของรัฐเจ้าของธง ซึ่งเรือนั้นมีสิทธิชักจะต้องเกี่ยวโยงอย่างแท้จริงระหว่างรัฐกับเรือนั้น”

นอกจากนี้ จากพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ที่กำหนด “แนวทางออกใบอนุญาตทำการประมงให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการทำการประมง และปริมาณผลผลิตสูงสุดที่ทำประมงได้อย่างยั่งยืน โดยใช้จุดอ้างอิงเป็นฐานพิจารณา” ซึ่งเป็นไปตามหลักการความรับผิดชอบในฐานะ“รัฐชายฝั่ง” ซึ่งการดำเนินการทั้ง 2 ส่วนเป็นบทบัญญัติภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ที่ไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2554 มีผลผูกพันที่ไทยต้องปฏิบัติตามตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2554

กรมประมงนำข้อมูลเรือที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และแนวทางออกใบอนุญาตประมงพาณิชย์ มาใช้ออกใบอนุญาตประมงพาณิชย์ใน 2 รอบปีการประมงที่ผ่านมา เพื่อให้การลงแรงประมงอยู่ภายใต้ปริมาณผลผลิตสูงสุดที่ทำประมงได้ยั่งยืน แต่จากสภาวะทรัพยากรประมงที่ยังอยู่ในสภาวะ Overfishing ซึ่งต้องลดการลงแรงประมงลงอีก กรมประมงพิจารณาออกใบอนุญาตประมงพาณิชย์ให้ “ชาวประมงทุกคน”มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด โดยใช้ “การบริหารจัดการวันทำการประมง” เพื่อให้ปริมาณสัตว์น้ำที่จะจัดสรรในการทำประมงเพียงพอสำหรับทุกคน ปัจจุบันประเทศไทยมั่นใจได้ว่ามีเรือประมงพาณิชย์ที่มีการจดทะเบียนเรือและมีใบอนุญาตประมงพาณิชย์ 10,566 ลำ และมีเรือประมงพื้นบ้านที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตัน ที่จดทะเบียนกับกรมเจ้าท่าทั้งสิ้น 27,925 ลำ

จากกระแสข่าวการให้ข้อมูลจำนวนเรือประมงที่ทำประมงเดิมมีมากถึง 80,000 ลำ ตอกย้ำถึงความล้มเหลวของประเทศไทยในฐานะ “รัฐเจ้าของธง” และ “รัฐชายฝั่ง” ในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงช่วงที่ผ่านมา เนื่องจาก “รัฐ” ไม่มีความชัดเจนถึงจำนวนเรือที่มีอยู่จริง นอกจากนั้นแล้วการขาดการควบคุมเรือประมงไทยที่ออกไปทำประมงนอกน่านน้ำทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “จำเลย” ในสายตาต่างประเทศ เป็นที่มาของคำว่า “Ghoht Ship” ที่สื่อต่างประเทศกล่าวถึงเรือประมงไทย อันเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้สหภาพยุโรปให้ “ใบเหลือง” แก่ประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่การ “เจรจาต่อรองกับต่างประเทศ” เนื่องจาก “ใบเหลือง” เป็นเพียงการเตือนให้รู้ว่ามีปัญหาอะไร การที่จะแก้ปัญหาหรือไม่เป็นความรับผิดชอบของ “รัฐ” ความพยายามช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป้าหมายเพื่อความยั่งยืนของการประมงไทยในอนาคตที่วางไว้ไกลเกินกว่าระยะเวลาของรัฐบาลหรือผลประโยชน์เบื้องหน้าระยะสั้น

กยท.หนุนช็อปช่วยชาติ ซื้อยางรถจาก5ผู้ผลิตใช้วัตถุดิบในปท.ลดภาษีได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383735

x

กยท.หนุนช็อปช่วยชาติ ซื้อยางรถจาก5ผู้ผลิตใช้วัตถุดิบในปท.ลดภาษีได้

วันพุธ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.สนับสนุนมาตรการ “ช็อป ช่วย ชาติ”เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยประชาชนผู้ซื้อยางรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยของบริษัทผลิตล้อที่วัตถุดิบยางจาก กยท.จะได้รับสิทธิ์นำรายจ่ายมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท โดยให้นำคูปองที่ได้รับมาจากตัวแทนบริษัทหรือร้านค้าที่จำหน่ายยางให้ประชาชน มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ดังกล่าว

สำหรับบริษัทผลิตยางล้อที่ซื้อวัตถุดิบยางจากกยท. ข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 มีบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ที่ตกลงซื้อวัตถุดิบยางจากกยท. 5 บริษัท เพื่อนำไปผลิตล้อยางแล้วประกอบด้วย บริษัท IRC บริษัท maxxis บริษัท N.D Rubber บริษัทดีสโตน และ บริษัท โอตานิเรเดียล รวมปริมาณการซื้อประมาณ 1,706 ตัน

ทั้งนี้ หากบริษัทรายอื่นที่สนใจซื้อวัตถุดิบยางจาก กยท.ไปผลิตล้อยางต้องนำใบเสร็จ หรือเอกสารสัญญาซื้อยางจากคู่สัญญา ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรมาแสดงต่อกยท.เพื่อรับคูปองซื้อยางช่วยชาติ และนำคูปองไปกระจายต่อบริษัทหรือร้านค้าที่จำหน่ายยาง รวมถึงต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่ามีร้านค้าใดเข้าร่วมโครงการด้วย ส่วนประชาชนผู้ซื้อล้อยางและต้องการลดหย่อนภาษีต้องมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ และคูปองที่ กยท. ออกให้ไว้เป็นหลักฐาน โดยสามารถใช้หักลดหย่อนภาษีในปีที่ซื้อ หากซื้อช่วงปีไหนก็หักลดหย่อนภาษีปีนั้น โดยเริ่มช็อปสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2561-16 มกราคม 2562 รวมระยะเวลา 1 เดือน

สำหรับโครงการช็อปช่วยชาติ ที่ช่วยให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นำรายจ่ายไปหักลดหย่อนภาษี ปี 2561 ในปีนี้ มีเงื่อนไขที่ต่างไปจากเดิมพอสมควร เพราะใช้กับสินค้าได้เพียง 3 ชนิดเท่านั้น ได้แก่ 1.ยางรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย หากผู้ผลิตซื้อวัตถุดิบจากการกยท.มาใช้ผลิตก็นำมาลดหย่อนภาษีได้ โดยต้องเป็นยางที่ไม่ผ่านการใช้งานมาก่อน ผู้ซื้อต้องได้ทั้งใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป และต้องมีคูปองที่ กยท. ออกให้ไว้เป็นหลักฐาน แต่หากเป็นยางจากต่างประเทศจะไม่ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี 2. หนังสือสามารถซื้อได้ทั้งหนังสือที่เป็นสิ่งพิมพ์ (ทุกประเภท ยกเว้นนิตยสารและหนังสือพิมพ์) รวมทั้ง e-Book เพื่อส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่านมากขึ้น และ3.สินค้าโอท็อป เพื่อสนับสนุนชาวบ้านและชุมชนให้มีรายได้มากขึ้นจากการหาซื้อของขวัญ ของฝากช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยต้องซื้อจากร้านค้าโอท็อปที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน มีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่ระบุว่าเป็นรายการซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์

เร่งโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน สร้างอ่างเก็บน้ำ-ขุดขยายคลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383737

x

เร่งโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน สร้างอ่างเก็บน้ำ-ขุดขยายคลอง

วันพุธ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริว่า ขณะนี้ได้ขุดขยายคลองบางสะพานจากปากอ่าวไทยขึ้นมาได้ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร พร้อมทั้งเร่งขุดตะกอนทรายคลองปากปิดกว้างประมาณ 100 เมตร เพื่อช่วยให้น้ำระบายลงสู่ทะเลเร็วขึ้น ลดผลกระทบจากน้ำท่วมชุมชนในอ.บางสะพาน ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งดำเนินโครงการทั้งหมดให้แล้วเสร็จตามแผนงานคือภายในปี 2568 ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองบางสะพานมีประสิทธิภาพ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมใน อ.บางสะพานได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมามีความกดอากาศสูงเคลื่อนเข้ามาประเทศไทยตอนบนประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้จ.ประจวบคีรีขันธ์ตอนล่างมีฝนตกต่อเนื่องและฝนตกหนักบางแห่ง อ.บางสะพานได้รับผลกระทบเช่นกัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำในคลองบางสะพานบริเวณหน้าโรงเรียนอนุบาลบางสะพาน ล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำ แต่ระบายออกทะเลได้ภายใน 3 ชั่วโมง โดยไม่มีเหตุการณ์น้ำท่วมโรงพยาบาลบางสะพาน และถนนเพชรเกษม ถนนสายหลักรถเล็กสัญจรได้ ซึ่งการขุดขยายคลองบางสะพานจากปากอ่าวไทยดังกล่าว มีส่วนสำคัญในการระบายน้ำออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้นนอกจากนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 3 แห่งได้แก่ อ่างเก็บน้ำวังน้ำเขียว อ่างเก็บน้ำบ้านคลองลอย และอ่างเก็บน้ำโป่งสามสิบในอ.บางสะพาน แม้จะมีน้ำล้นทางระบายน้ำล้น (Spillway) แต่สามารถบริหารจัดการน้ำด้วยการเปิดการระบายทางท่อระบายน้ำ ทำให้พื้นที่ท้ายอ่างฯไม่ให้กระทบใดๆ

สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วยงานสำคัญคือ การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 2 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำไทรทองความจุ 13.36 ล้าน ลบ.ม. จะเริ่มก่อสร้างปี 2562 และอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่างความจุ 17.46 ล้าน ลบ.ม. จะเริ่มก่อสร้างปี 2564 ทั้งนี้ เพื่อตัดยอดน้ำในลำน้ำสาขาก่อนไหลลงคลองบางสะพาน การขุดขยายคลองเดิมคือ คลองบางสะพาน คลองแม่รำพึง และคลองปัตตามัง-เขาม้าร้อง รวมทั้งก่อสร้างคลองผันน้ำสายใหม่อีก 3 สายรองรับการระบายน้ำให้ได้มากกว่า 1,000 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะทำให้แก้ปัญหาน้ำท่วมในอ.บางสะพานที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนความคืบหน้าการดำเนินโครงการขณะนี้อยู่ระหว่างการขุดลอก ขยายคลองบางสะพานดังกล่าว หากแล้วเสร็จจะระบายน้ำได้ 525 ลบ.ม./วินาที พร้อมก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 3 แห่ง ส่วนคลองผันน้ำสายใหม่อยู่ระหว่างจ่ายค่าชดเชยที่ดิน คาดว่าเริ่มดำเนินการได้ปี 2563 เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการจะระบายน้ำได้ 1,025 ลบ.ม./ วินาที และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักจากเดิมได้อีก 30.82 ล้าน ลบ.ม.ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 15,450 ไร่ รวมทั้งยังใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ได้อย่างพอเพียงอีกด้วย

ส่องสหกรณ์ : ผ้าย้อมคราม อำเภอนาหว้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383738

x

ส่องสหกรณ์ : ผ้าย้อมคราม อำเภอนาหว้า

วันพุธ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผ้าฝ้ายมัดหมี่ย้อมคราม เป็นผ้าฝ้ายย้อมด้วยสีที่ได้จากต้นครามธรรมชาติ ทนทานต่อการซัก สีครามที่ได้จากธรรมชาติเป็นสีที่ไม่ละลายน้ำ นำมาเปลี่ยนคุณสมบัติให้เป็นสีที่ละลายน้ำได้ตามกรรมวิธีโบราณ โดยไม่ใช้สารเคมี แล้วทำการย้อมเย็นโดยการจุ่มลงในหม้อคราม แล้วผ่านออกซิเจน เปลี่ยนคุณสมบัติกลับคืน เป็นสีที่ไม่ละลายน้ำ จุ่มลงย้อมหลายๆครั้ง จนกว่าจะได้โทนสีเข้มตามความต้องการจึงทำให้สีไม่ตกและเส้นใยมีความเหนียวทนทานกว่าการย้อมโดยการต้ม ผ้าย้อมครามเป็นผ้าที่ปราศจากสารเคมี เนื้อผ้านุ่มมีกลิ่นหอมธรรมชาติจากคราม สวมใส่แล้วทำให้เย็นสบายเนื้อครามที่แทรกอยู่ตามเส้นฝ้าย ยังมีคุณสมบัติในการรักษาโรคผิวหนัง ลวดลายบนผืนผ้าแสดงถึงวิถีชีวิต และประเพณีวัฒนธรรมของผู้ทอ

ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่นี้ ผ้าย้อมคราม อำเภอนาหว้า นับว่าเป็นสินค้าที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่และเพื่อนสนิทได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองตำบลเวินพระบาท 98/1 หมู่ 5 ต.เวินพระบาท อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม 48120 โทร. 09-8815-1895, 09-3479-5868 หรือกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ม.6,13 บ้านศรีเวินชัย 61 หมู่ 13 ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม 48150 โทร 08-2839-2649, 08-5257-4329 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 02 -280 -7506 หรือ 06-2610 -7842 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ผลสำเร็จกองทุนFTAอัดงบ25ล้าน เพิ่มประสิทธิภาพผลิตโคเนื้อ-โคขุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383736

x

ผลสำเร็จกองทุนFTAอัดงบ25ล้าน เพิ่มประสิทธิภาพผลิตโคเนื้อ-โคขุน

วันพุธ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้อนุมัติงบประมาณให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อไปแล้ว 7 โครงการ 176 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะกรอบการค้าไทย-ออสเตรเลีย ซึ่งในปี 2563 จะสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเนื้อโคจากออสเตรเลียไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า ส่งผลให้ราคาเนื้อโคนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาถูกลง

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เป็นอีกหนึ่งโครงการ ที่กองทุน FTA อนุมัติงบประมาณกว่า 25 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2559- 2565 แก่สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อให้สมาชิกมีอาชีพ มีรายได้ เกษตรกรมีความรู้ทักษะในการเลี้ยงโคแม่พันธุ์ และโคขุนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจัดทำแปลงหญ้า ปลูกพืชอาหารสัตว์ คิดสูตรอาหารและนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นอาหารโคเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการของสหกรณ์

การดำเนินกิจกรรม ประกอบด้วย จัดอบรมเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถในการเลี้ยงโคเนื้อให้มีประสิทธิภาพให้เกษตรกรสมาชิก โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นพี่เลี้ยงในการติดตามให้คำปรึกษาการเลี้ยงโค เป็นระยะเวลา 4 ปีสนับสนุนปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อเป็นพืชอาหารสำหรับเลี้ยงโคในพื้นที่ รายละ 1 ไร่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต และภายหลังฝึกอบรม กองทุน FTA ให้การสนับสนุนเงินยืมปลอดดอกเบี้ยเพื่อจัดหาโคแม่พันธุ์และโคเพศผู้ให้เกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรม โดยจัดหาโคสาวรายละ 5 ตัวจำนวน 50 ราย รวม 250 ตัว เพื่อเร่งผลิตโคแม่พันธุ์ ที่ลดจำนวนลง และจัดหาโคเพศผู้ น้ำหนักตัวประมาณ 200-250 กิโลกรัม เพื่อเลี้ยงเป็นโคขุนรายละ 8 ตัวจำนวน 50 ราย รวม 400 ตัว นอกจากนี้ ได้พัฒนาประสิทธิภาพคุณภาพการผลิตโคเนื้อมีชีวิต ให้มีมาตรฐานแข่งขันกับตลาดโลกได้ โดยมีศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงโคขุนให้แก่สมาชิกและผู้เลี้ยงโค 1 ศูนย์

จากการติดตามผลดำเนินงานตั้งแต่ปี 2559-2561 สศก.พบว่า เกษตรกรที่ฝึกอบรมหลักสูตร “การเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ” 100 ราย ส่วนใหญ่ร้อยละ 96 นำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้เลี้ยงโคได้ตามมาตรฐานที่กำหนด และมีสมาชิกที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการสนใจเข้าร่วมและหันมาสนใจอาชีพเลี้ยงโคเพิ่มขึ้น

ด้านกิจกรรมการเลี้ยงโคเนื้อ พบว่า การเลี้ยงโคเนื้อแม่พันธุ์ สหกรณ์จัดหาโคแม่พันธุ์ให้สมาชิกครบ 250 ตัว เพื่อผลิตโคขุนต้นน้ำ แก้ปัญหาการขาดแคลนโค ปัจจุบันมีลูกโคที่เกิดใหม่เพิ่มรายละ 4-5 ตัวและสหกรณ์จัดหาโคเพศผู้เพื่อเลี้ยงเป็นโคขุน ให้สมาชิก 400 ตัว ซึ่งภายหลังการขุนเป็นเวลา 6 เดือนพบว่า เกษตรกรสมาชิก มีกำไรจากการจำหน่ายโคขุนให้สหกรณ์ประมาณ 5,600 บาท/ตัว สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการที่มีกำไรไม่เกิน 4,000 บาท/ตัว ทั้งนี้ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะจำหน่ายโคให้สหกรณ์ในราคาประกันที่กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งราคาตลาดทั่วไปรับซื้อโคขุนที่กิโลกรัมละ 85 บาท

นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีรายได้จากการรวบรวมมูลโคในฟาร์มและจำหน่ายมูลโครายละประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อเดือน นับว่าโครงการดังกล่าวเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาคุณภาพการผลิตสินค้าโคเนื้อให้แข่งขันกับโคเนื้อที่นำเข้าจากต่างประเทศได้

สำหรับกลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าโคเนื้อ รวมทั้งผู้ที่จะเสนอขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯในสินค้าเกษตรอื่นๆ สามารถจัดทำเป็นโครงการปรับโครงสร้างการผลิตสินค้า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากการเปิดเสรีทางการค้า (Free Trade Area : FTA) ซึ่งโครงการที่เสนอต้องเป็นโครงการช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้เกษตรกร เป็นไปได้ทั้งการผลิตการตลาดโดยใช้ตลาดนำการผลิตและคุ้มค่าในการลงทุน โดยเสนอโครงการผ่านหน่วยงานราชการระดับกรม เพื่อส่งต่อให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริหารกองทุนภาคเกษตร เบอร์โทรศัพท์ 0-2561-4727 หรือโทรสาร 0-2561-4726 และที่ www2.oae.go.th/FTA หรือทาง E-mail : fta@oae.go.th

เชิญช็อป‘ยางล้อช่วยชาติ’ กฤษฏาส่งมอบคูปองลดหย่อนภาษีเป็นของขวัญปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383702

เชิญช็อป‘ยางล้อช่วยชาติ’ กฤษฏาส่งมอบคูปองลดหย่อนภาษีเป็นของขวัญปีใหม่

เชิญช็อป‘ยางล้อช่วยชาติ’ กฤษฏาส่งมอบคูปองลดหย่อนภาษีเป็นของขวัญปีใหม่

วันอังคาร ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 17.53 น.

เชิญช็อป‘ยางล้อช่วยชาติ’ กฤษฏาส่งมอบคูปองลดหย่อนภาษีเป็นของขวัญปีใหม่

18 ธ.ค.61 ที่สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าว “โครงการช็อปยางล้อช่วยชาติ” พร้อมด้วย นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าฯกยท. และนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าฯ กยท. ว่า ภายหลังจากที่มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบมาตรการช็อป ช่วย ชาติ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยสินค้าที่เข้าร่วมในปีนี้ มี 3 ประเภท ได้แก่ หนังสือ สินค้าโอทอป และยางรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งประชาชนที่ซื้อสินค้าดังกล่าวสามารถนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท

ทั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยางรถยนต์ ซึ่งจะต้องมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ และคูปองที่ กยท. ออกให้ไว้เป็นหลักฐาน เพื่อใช้หักลดหย่อนภาษีในปีที่ซื้อ หากซื้อช่วงปีไหนก็หักลดหย่อนภาษีในปีนั้น โดยเริ่มช็อปสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.61 จนถึงวันที่ 16 ม.ค.62 รวมระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งขณะนี้โครงการช็อปยางล้อช่วยชาติ ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาครัฐ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ได้ผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมให้ภาคสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมีการผลิตวัตถุดิบให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ในส่วนภาคเอกชนซึ่งเป็นบริษัทผู้ประกอบการยางล้อ และตัวแทนจำหน่ายที่ให้การสนับสนุน รวมถึงภาคประชาชน ในฐานะผู้บริโภคที่ใช้ยางล้อ ก็จะได้สินค้าดีมีคุณภาพ เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน และเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรอีกด้วย

“มาตรการนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการยางล้อในการเข้าร่วมโครงการ โดยขณะนี้มี 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท IRC บริษัท Maxxis บริษัท N.D Rubber บริษัท ดีสโตน และบริษัทโอตานิ ที่รับซื้อวัตถุดิบยางจาก กยท.เพื่อนำไปผลิตล้อยาง ซึ่งมาตรการดังกล่าวนอกจากจะกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้มีการใช้ยางพาราในประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นตามนโยบายรัฐบาล อีกทั้งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ภายหลังโครงการนี้สิ้นสุดลง กระทรวงเกษตรฯ ก็จะมีมาตรการอื่นๆเข้ามาช่วยส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายยางภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ราคายางพาราเพิ่มสูงขึ้น”นายกฤษฎา กล่าว

ด้านนายเยี่ยม กล่าวว่า สำหรับคูปองลดหย่อนภาษีที่จัดสรรให้กับบริษัทผู้ผลิตยางล้อ ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ คูปองสำหรับยางล้อรถยนต์ ประเภท 4 ล้อ ได้รับคูปองจำนวน 100 ใบ ต่อการซื้อวัตถุดิบ 1 ตัน และคูปองสำหรับยางล้อรถจักรยานยนต์หรือรถจักรยาน ประเภทรถ 2 ล้อ ได้รับคูปองจำนวน 500 ใบ ต่อการซื้อวัตถุดิบ 1 ตัน

ทั้งนี้ นอกจากจาก 5 บริษัทดังกล่าว ยังมีบริษัทผู้ผลิตยางล้อในประเทศไทย ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อซื้อยางช่วยชาติ โดยสามารถนำใบเสร็จ หรือเอกสารสัญญาซื้อยางจากคู่สัญญา ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. มาแสดงต่อ กยท.เพื่อรับคูปอง และนำคูปองไปกระจายต่อบริษัทหรือร้านค้าที่จำหน่ายยางได้ โดยทุกส่วนงานจะช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่ามีร้านค้าใดเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อกระตุ้นการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

แนะพืชทางเลือกตามAgri-Mapจ.ตาก ชู‘อะโวคาโด-กล้วยหอม-พืชผักปลอดภัย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383429

x

แนะพืชทางเลือกตามAgri-Mapจ.ตาก ชู‘อะโวคาโด-กล้วยหอม-พืชผักปลอดภัย’

วันอังคาร ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) ในจ.ตาก ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ศึกษาเศรษฐกิจสินค้าเกษตรที่สำคัญ รวมทั้งสินค้าทางเลือกที่มีศักยภาพสำหรับปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวนาปี ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ 1 การผลิตในพื้นที่เหมาะสมมาก(S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) ควรส่งเสริมพัฒนาโดยเน้นให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพสินค้า สู่มาตรฐาน ควบคู่กับการสร้างกลุ่มที่เข้มแข็งและพัฒนาระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ

กลุ่มที่ 2 การผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) กรณีเกษตรกรสนใจปรับเปลี่ยนการผลิต ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (มีพื้นที่ S3 และ N รวม 111,065 ไร่) อ.แม่สอด พบพระ และสามเงา พบว่าปลูกไม้ผลเป็นพืชทางเลือกได้ 50,010 ไร่ และกรณีเกษตรกรสนใจเปลี่ยนการผลิตข้าวนาปี (มีพื้นที่ S3 และ N รวม 114,958 ไร่) อ.เมืองตาก สามเงา บ้านตาก และแม่สอด จะปลูกไม้ผลเป็นพืชทางเลือกได้ 36,513 ไร่

สำหรับพืชทางเลือกที่เหมาะในการปรับเปลี่ยนมี 4 ชนิด ได้แก่ 1) อะโวคาโด ต้นทุนการผลิตระหว่าง 9,485 – 11,725 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 6 ประมาณ 80,250 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 69,452 บาท/ไร่ โดยผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ขายแบบเหมาสวนให้พ่อค้าจ.เชียงใหม่ และปัจจุบันมีกระแสความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้รักสุขภาพและความงาม 2) กล้วยหอมทอง (ที่มีระบบน้ำเสริมในแปลง) มีต้นทุนการผลิตอยู่ระหว่าง 12,842-17,956 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 18,340 -19,250 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 383 บาท/ไร่ ในปีที่ 1 และผลตอบแทนเพิ่มขึ้นในปีที่ 2 เป็น 6,407 บาท/ไร่ ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ขายให้พ่อค้าต่างจังหวัด (ตลาดสี่มุมเมือง) โดยกล้วยหอมคุณภาพยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเป็นสินค้าที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม

3) พืชผักปลอดภัย อาทิ ผักชี มีต้นทุนการผลิต 17,526 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 48,000 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 30,474 บาท/ไร่ กวางตุ้งต้นทุนการผลิต 7,919 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 8,800 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 880 บาท/ไร่ และคะน้า ต้นทุนการผลิต 10,017 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 19,200 บาท/ร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 9,182 บาท/ไร่ โดยผลผลิตทั้ง 3 ชนิด ส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 ขายให้พ่อค้าภายในจังหวัด อีกทั้ง กิจกรรมดังกล่าวสร้างรายได้ ลดรายจ่ายในครัวเรือน และ4) เกษตรผสมผสาน ต้นทุนการผลิตรวมทุกกิจกรรม 329,090 บาท/ปี ผลตอบแทน 443,611 บาท/ปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 114,520 บาท/ปี ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่จำหน่ายในชุมชน และเครือข่ายเกษตรกร

ด้านนายบุญลาภ โสวัณณะ ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวเสริมว่า หากกรณีเกษตรกรไม่ปรับเปลี่ยนการผลิต เพราะมีพื้นที่ทำการเกษตรน้อย และปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน แนวทางพัฒนาควรมุ่งปรับปรุงคุณภาพดินให้มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทั้งนี้ สศท.2 หารือและรับฟังข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและภาคประชาสังคมระดับจังหวัด ที่ประชุมเสนอแนะหลายประการ อาทิ ปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตควรคำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศควบคู่ไปกับด้านเศรษฐศาสตร์ การส่งเสริมการผลิตสินค้าควรหลากหลายเอื้อประโยชน์กันและกัน เน้นผลิตสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น และจัดเวทีชุมชนสอบถามความต้องการและความเป็นไปได้ในการผลิตสินค้าชนิดใหม่ให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร ท่านที่สนใจผลการศึกษาเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สศท.2 โทร. 0-5532- 2650 0-5532-2658 หรือ อีเมล zone2@oae.go.th

รักษ์เกษตร : บัวราชินีแห่งไม้น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383434

x

รักษ์เกษตร : บัวราชินีแห่งไม้น้ำ

วันอังคาร ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบถึงวิธีการปลูกบัวแต่ละชนิด ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร ด้วยครับ

สนธิชัย นาเจริญ

อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

คำตอบ

ดินปลูกดินปลูกบัวที่เหมาะสมที่สุดต้องเป็นดินที่มีธาตุโปแตสเซียมค่อนข้างสูง เช่น ดินเหนียว ดินท้องนา และดินท้องร่องสวน ไม่ควรใช้ดินที่มีซากอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายไม่หมด เพราะจะทำให้น้ำเน่าเสียได้

การเตรียมดินนำดินเหนียวไปตากแดดให้แห้งทุบย่อยให้มีขนาดเล็กลง เก็บเศษวัชพืชที่ติดมากับดินออกให้หมด จากนั้นแบ่งดินออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งนำไปผสมเพื่อทำเป็นดินปลูก อีกส่วนหนึ่งเป็นดินเปล่าๆ ไม่ต้องผสมอะไร เพื่อไว้ทำเป็นดินปิดหน้า

สูตรดินผสมจากความรู้ที่มีผู้แนะนำกันมา พอสรุปได้ดังนี้ ให้ใช้ดิน 10 ส่วนปุ๋ยคอก 1 ส่วนหินฟอสเฟต1 กำมือธาตุอาหารรอง 1 กำมือปุ๋ยคอกที่ใช้ผสมดินจะเป็นมูลสัตว์อะไรก็ได้ แต่จะต้องให้แห้งและจะต้องไม่มีวัตถุอื่นเจือปนในกรณีที่ใช้ปุ๋ยคอกเป็นมูลไก่ หรือมูลค้างคาวให้เพิ่มดินเป็น 15 ส่วน ทั้งนี้เพราะมูลทั้ง 2 ชนิดมีธาตุอาหารฟอสฟอรัสค่อนข้างสูงอาจเป็นโทษต่อบัวได้

วิธีการปลูกบัวแต่ละชนิดมีวิธีการปลูกต่างกันตามลักษณะของวัสดุปลูกและการเจริญเติบโตสำหรับการปลูกด้วยวัตถุประสงค์ให้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ มีวิธีปลูกดังนี้

1. บัวหลวงส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ปลูกคือไหลที่กำลังจะแตกต้นอ่อน บัวหลวง สามารถสร้างไหลเจริญตามแนวนอนใต้ผิวดินไปได้ทุกทิศทางและรวดเร็วมาก วิธีการปลูกจึงใช้วิธีฝังไหลในจุดที่ต้องการ ให้ลึกประมาณ 8-12 เซนติเมตร ภายในเพียง 3-4 สัปดาห์ ก็จะแตกใบขึ้นพ้นน้ำ

2.บัวฝรั่งหรือบัวอุบลชาติ ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ปลูกคือ เหง้าที่มีหน่องอกต้นแล้วซึ่งจะอยู่ส่วนปลายของหน่อหรือเหง้า ให้ปลูกตามแนวนอนริมอ่างใต้ผิวดินประมาณ 3-4 เซนติเมตร อัดดินให้แน่น

3.บัวผัน บัวเผื่อน บัวสาย และบัวจงกลนี ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ปลูกคือหัว หรือต้นอ่อน โดยจะเจริญเติบโตทางแนวดิ่งจึงสามารถปลูกได้โดยตรงตามจุดที่ต้องการ ถ้าปลูกในอ่างหรือกระถาง ให้ปลูกตรงกลาง ฝังหัวหรือต้นอ่อนให้อยู่ใต้ผิวดินประมาณ2-3 เซนติเมตร อัดดินให้แน่น

4. บัวกระด้งส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์ปลูกคือการเพาะเมล็ดในดินในกระถางแช่น้ำ เมื่อต้นโตแตกใบอ่อน 2-3 ใบ ขนาดใบที่ใหญ่ที่สุดยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร ย้ายปลูกในกระถางใหญ่ขึ้น จนโตเต็มที่ในกระถางขนาดปากกว้าง 12 นิ้ว ยกทั้งกระถางลงฝังในบ่อ ให้ดินพื้นบ่อกลบโคนประมาณ 6-10 เซนติเมตร ทุบกระถางให้แตก เอากระถางออกกลบดินรอบให้แน่น ข้อสังเกตว่าบัวจะรอดหรือไม่นั้น ให้ดูการขึ้นของขอบกระด้ง ถ้าขอบกระด้งตั้งตัวได้เต็มที่ใบบัวก็รอดตาย

“บัว” เป็นราชินีแห่งไม้น้ำ จัดเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณงามความดี เพราะลักษณะของใบและดอกที่ชูช่ออยู่เหนือน้ำ  และความงามของดอกบัวที่เบ่งบานบัว” ถือเป็นพืชไม้น้ำที่มีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ความเชื่อทางศาสนา เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ และความเบิกบาน ซึ่งเห็นได้จากการนำดอกบัวมาใช้ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯพรานกระต่ายหนุนสมาชิก ปลูกข้าวเมล็ดพันธุ์คุณภาพปั๊มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383436

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯพรานกระต่ายหนุนสมาชิก  ปลูกข้าวเมล็ดพันธุ์คุณภาพปั๊มรายได้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯพรานกระต่ายหนุนสมาชิก ปลูกข้าวเมล็ดพันธุ์คุณภาพปั๊มรายได้

วันอังคาร ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี นับเป็นปัญหาสำคัญของชาวนาไทย เนื่องจากหากมีเมล็ดพันธุ์ดี ผลผลิตที่ได้รวมถึงราคาก็จะดีตามไปด้วย ที่ผ่านมาชาวนาในหลายพื้นที่ต้องประสบปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับชาวนาในตำบลพรานกระต่าย อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งพื้นที่อยู่นอกเขตชลประทานจึงทำนาได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สหกรณ์การเกษตรพรานกระต่าย จำกัด จึงจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีให้เกษตรกรสมาชิกปลูกครั้งเดียวให้ได้ผลผลิตและราคาตามที่ต้องการ

นายสุพจน์ เดชะผล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพรานกระต่าย จำกัด เผยว่า สหกรณ์ฯสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพให้สมาชิกนำไปปลูก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้ง ยังส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ด้านเกษตรโดยตรงเข้าไปให้ความรู้แก่สมาชิก แนะนำเรื่องของการใช้ปุ๋ย ยา และดูแลเรื่องโรคแมลงศัตรูพืช เน้นการลดต้นการผลิต

นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรพรานกระต่าย จำกัด ยังได้ขับเคลื่อนโครงการของรัฐบาลผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/62 ด้านการตลาด 3 โครงการ ได้แก่ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว

“อยากให้สมาชิกเน้นเรื่องคุณภาพของผลผลิตเป็นสำคัญ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ให้บ่อย หากข้าวที่ปลูกไม่มีคุณภาพ ก็จะขายได้ราคาไม่ดี เพราะปีหนึ่งทำนาเพียงครั้งเดียว ถ้าขายได้ราคาไม่ดีก็จะไม่คุ้มทุน” นายสุพจน์ กล่าว

ด้านนายสมชาย เกียรติวงศ์สมาชิกสหกรณ์การเกษตรพรานกระต่าย จำกัด เล่าว่า หลังสหกรณ์ฯส่งเสริมให้ปลูกข้าวหอมมะลิเมล็ดพันธุ์ดี ทำให้ผลผลิตที่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก แม้ว่าปีนี้ผลผลิตจะต่ำกว่าปีที่แล้วอยู่ประมาณ 20% เนื่องจากประสบกับภัยแล้ง แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ คุณภาพของผลผลิต เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดราคา การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดี การใช้ปุ๋ย ยา อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ก็ช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก จะนำไปสู่รายได้ที่มั่นคงของสมาชิกอย่างยั่งยืนต่อไป