‘กฤษฏา’เร่งผลิตวัตถุดิบจากเกษตรอินทรีย์ ป้อนคนไทยมีอาหารปลอดภัยก่อนปี 64

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384186

'กฤษฏา'เร่งผลิตวัตถุดิบจากเกษตรอินทรีย์ ป้อนคนไทยมีอาหารปลอดภัยก่อนปี 64

‘กฤษฏา’เร่งผลิตวัตถุดิบจากเกษตรอินทรีย์ ป้อนคนไทยมีอาหารปลอดภัยก่อนปี 64

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 19.53 น.

กฤษฏา เร่งผลิตวัตถุดิบจากเกษตรอินทรีย์ ป้อนคนไทยได้มีอาหารปลอดภัยจากพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 5 ล้านไร่ ก่อนปี 64

20 ธ.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติครั้งที่2/2561 กล่าวว่ามีการติดตามแผนส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ 5 ปี ระหว่างปี60-64 ขณะนี้มีพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์ 4.7 ล้านไร่ เหลืออีก 2 แสนกว่าไร่ จะครบตามเป้าหมาย5ล้านไร่ ทั้งนี้การส่งเสริมทำเป็นลำดับขั้นตอนจากเกษตรชุมชน เกษตรยั่งยืน เกษตรปลอดภัย จนถึงเกษตรอินทรีย์ แนวทางในการขยายพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์ คณะกรรมการฯจะประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยให้คณะอนุกรรมการพัฒนาเกษตรและสหกรณ์(อพก.)จังหวัดเป็นฝ่ายเลขา บูรณาการขับเคลื่อนในเบื้องต้นทางกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีโรงพยาบาลในสังกัด 800 กว่าแห่ง ขณะนี้ได้รับวัถตุดิบปรุงอาหารในโรงพยาบาล ที่เป็นเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัยแล้ว116 แห่ง โดยจะมีเป้าหมายทำเกษตรอินทรีย์ป้อนโรงพยาบาล ให้ครบทุกแห่ง  สำหรับการขยายตลาดผลผลิตเกษตรอินทรีย์ จะใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินการจับคู่ค้า ให้กับเกษตรกรกลุ่มเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะส่งให้ตลาดระดับบน จากผลผลิตจากการทำเกษตรอินทรีย์ สามารถขายได้มีกำไรมากกว่าเกษตรเคมี ร้อยละ30 จะยกระดับรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ภาพ : organicconnectmag.com

‘กฤษฏา’ปลื้มใจแทนเกษตรกร ขอบคุณ คก.เอกลักษณ์ฯ ยกปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384178

'กฤษฏา'ปลื้มใจแทนเกษตรกร  ขอบคุณ คก.เอกลักษณ์ฯ ยกปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย

‘กฤษฏา’ปลื้มใจแทนเกษตรกร ขอบคุณ คก.เอกลักษณ์ฯ ยกปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 19.36 น.

กฤษฏา ปลื้มแทนเกษตรกรขอขอบคุณ คก.เอกลักษณ์ฯ ยกปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย เร่งเสนอ ครม.เป็นของขวัญปีใหม่เกษตรกรไทยและคนไทยได้มีความภาคภูมิใจในสัตว์น้ำประจำถิ่นมีประเทศไทยที่เดียวเท่านั้นในโลก

20 ธ.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตนขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งและขอบคุณคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ มีมติเห็นชอบให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศไทยหลายด้าน อันดับแรกคือความภาคภูมิใจของคนไทย ที่มีสัตว์น้ำประจำถิ่นของไทยที่อยู่คู่กับประเทศไทยมานานผูกพันธ์กับคนไทย และเกิดประโยชน์กับเกษตรกรเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ซึ่งปลากัดไทยเป็นที่รู้จักนักเลี้ยงปลาทั่วโลกชื่นชมในความสวยงาม ก็จะทำให้ส่งขายได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เป็นการป้องกันไม่ให้ประเทศอื่นมาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของไทย ทั้งนี้ทางกรมประมง ได้รายงานว่าต้องประสานกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ เพื่อแจ้งไปยังประเทศสมาชิกภายใต้อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ หรือไซเตส ให้ทราบว่าปลากัดไทย เป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศอื่นนำปลากัดไทยไปเพาะพันธุ์ต่อ แล้วมาจดสิทธิบัตรอ้างสิทธิว่าเป็นปลาของประเทศอื่น

“อยากทำความเข้าใจเกษตรกร กลุ่มคนรักปลากัด ว่าเรื่องนี้ที่ต้องใช้เวลาดำเนินการนานเพราะจะต้องมีข้อมูลครบถ้วนทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ที่บ่งบอกว่าเป็นปลาของประเทศไทยเท่านั้น ด้านวัฒนธรรม มีประเพณี การละเล่น เป็นกีฬาด้วย ด้านวิทยาศาสตร์การประมง ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการเก็บตัวอย่างพบครั้งแรกในลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา จนมาถึงการเพาะพันธุ์ได้มีสีสรรหลากหลายเป็นอาชีพของเกษตรกรไทยและสร้างรายได้กับท้องถิ่นอย่างมาก โดยทุกฝ่ายมีการพิจารณาทุกด้านอย่างละเอียดจนกระทั่งวันนี้ประสบความสำเร็จได้รับความเห็นชอบให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย ทั้งนี้คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ได้แจ้งแก่อธิบดีกรมประมงว่าจะต้องนำมติดังกล่าวนำเสนอ รมว.เกษตรฯเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของครม.รับทราบ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากัดไทย”นายกฤษฏา กล่าว

เกษตร’นครพนม’เตือนผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ ระวังหนอนกระทู้ระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384080

เกษตร'นครพนม'เตือนผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ ระวังหนอนกระทู้ระบาด

เกษตร’นครพนม’เตือนผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ ระวังหนอนกระทู้ระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.05 น.

20 ธ.ค.61 นายเอนก  รัตน์รองใต้ เกษตรจังหวัดนครพนม กล่าวว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้แจ้งให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด ให้ดำเนินการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ชนิด fall armyworm ในทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิดนั้น จากการสำรวจข้อมูลที่พบว่าขณะนี้พบมีหนอนศัตรูพืชกำลังแพร่ระบาดอย่างมากในทวีปแอฟริกาและกำลังแพร่ระบาดไปประเทศเยเมนและอินเดีย และเป็นการป้องกันจึงมีการเฝ้าระวังในแถบจังหวัดที่ติดกับชายแดนประเทศพม่า เพื่อป้องกันการเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย เนื่องจากเป็นแมลงศัตรูพืชที่สามารถบินได้ไกล โดยตัวเต็มวัยสามารถบินเฉลี่ยได้เฉลี่ย 100 กิโลเมตร/คืน ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมากจำนวน 30-40 วัน / รุ่น และมีพืชอาหารจำนวนมากกว่า 80 ชนิด ซึ่งนอกจากข้าวโพดแล้วยังมีพืชอาศัยอื่นที่เป็นแหล่งอาหาร เช่น ข้าว อ้อย ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี ฝ้าย ทานตะวัน ถั่วเหลือง หญ้า และพืชผักอีกหลายชนิด

นายเอนกฯกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการป้องกันและกำจัดหนอนกระทู้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีมาตรการที่สำคัญในการเฝ้าระวังและป้องกัน คือ 1. มาตรการในการแจ้งเตือนการระบาด 2. มาตรการในการควบคุมและกำจัด 3. มาตรการในการสนับสนุนและช่วยเหลือ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเป็นแนวทางในการดำเนินงานในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรที่จะดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่

สำหรับการป้องกันกำจัดทำได้โดยการใช้ใช้สารชีวภัณฑ์ตามคำแนะนำของ FAO เช่น แมลงหางหนีบ เชื้อราบิวเวอเรีย แบคทีเรียบาซิลลัสไอซา หรือบาซิลลัสทูริงจิเอนซิส และสารเคมีตามคำแนะนำ เช่น สารฟลูเบนไดอะไมด์ อัตรา 20 มิลลิลิตร/น้ำ20 ลิตร/สารคลอแรนทรานิลิโพรล อัตรา 20 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร และสารอินดอกซาคาร์ป อัตรา 30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร ทำการฉีดพ่นทุก 7 วัน ติดต่อกัน 2 – 4 ครั้ง และต้องทำการสับกลุ่มสารทุก 30 วัน เพื่อลดความต้านทานสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชของหนอนกระทู้ และสิ่งที่สำคัญในตอนนี้นอกจากการเฝ้าระวังแล้วเกษตรกรเองจะต้องเร่งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลการปลูกพืชให้เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะข้าวโพดและพืชผัก ซึ่งเมื่อมีการระบาดของศัตรูพืชขึ้น และมีการประกาศภัยที่เกิดจากโรคหรือการระบาดของแมลงหรือศัตรูพืชจะทำให้เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนจากภาครัฐ

สำหรับพื้นที่จังหวัดนครพนม แม้ยังจะไม่ได้เกิดโรคระบาดจากหนอนกระทู้ชนิดfall armyworm ก็ตาม โดยมากจะเป็นหนอนกระทู้ทั่วไป แต่ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรอำเภอ ทั้ง 12 อำเภอ ติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังการระบาดศัตรูพืชชนิดนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจพืชที่ปลูก โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น พืชตระกูลข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ข้าว และผัก หากพบว่าพืชแสดงอาการผิดปกติ เกษตรกรสามารถแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านได้ทันที

สำหรับหนอนศัตรูพืช Fall Armyworm (FAW) ที่พบการระบาดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Spodoptera frugiperda เป็นหนอนศัตรูทำลายพืชเศรษฐกิจกว่า 80 ชนิด เช่น พืชตระกูลข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ข้าว และผัก ที่สร้างความเสียหายมาก ในระยะหนอนกัดกินใบ สามารถแพร่กระจายทางอากาศได้อย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสแพร่เข้ามาระบาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ลักษณะการเข้าทำลายพืชของหนอนกระทู้ จะเกิดขึ้นในระยะที่เป็นตัวหนอนเท่านั้น โดยหนอนจะระบาดทำลายข้าวโพดตั้งแต่อายุประมาณ 7 วัน จนกระทั่งออกฝัก โดยกัดกินยอดและใบข้าวโพดแหว่งหรือกัดกินทั้งแผ่นใบ และจะพบตัวหนอนหลบซ่อนแสงอยู่ที่ยอดหรือโคนกาบใบข้าวโพด ความเสียหายที่เห็นได้ชัดคือในระยะต้นอ่อนทำให้พืชตาย ระยะต้นแก่พืชจะไม่เจริญเติบโต ฝักลีบเล็กไม่สมบูรณ์ หากระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหาย 73% และเกษตรกรจะขายพืชผลไม่ได้ตามราคาที่ต้องการ

กยท.รุกภาครัฐใช้ยางสร้างถนน ยันมีมาตรฐานรองรับ-ถูกกม.-ดันราคาพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383971

x

กยท.รุกภาครัฐใช้ยางสร้างถนน ยันมีมาตรฐานรองรับ-ถูกกม.-ดันราคาพุ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า รัฐบาลมอบนโยบายให้กยท. บูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐเร่งดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางภาครัฐ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้น แก้ปัญหาราคายางตกต่ำ การสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างเสถียรภาพด้านราคาและสร้างรายได้สูงขึ้นให้ชาวสวนยาง

โดยเฉพาะการนำยางพาราคามาเป็นส่วนผสมทำถนนหรือถนน ยางพาราซอยล์ซีเมนต์ (Para Rubber Soil Cement) ซึ่งในปีงบประมาณ 2561 มีการนำน้ำยางข้นมาใช้ทำถนนมากกว่า 47,000 ตัน หรือคิดเป็นน้ำยางสดกว่า 95,000 ตัน

สำหรับถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ เป็นนวัตกรรมใหม่ในการนำยางพาราธรรมชาติ ทั้งในรูปแบบน้ำยางสดและน้ำยางข้นมาดัดแปลงโครงสร้างเพื่อให้นำมาใช้ร่วมกับวัสดุดิน ปูนซีเมนต์ ซึ่งได้ศึกษาวิจัยมามากกว่า 2 ปี ทั้งนี้ ปัจจุบันกรมทางหลวงจัดทำรูปแบบมาตรฐานแนวทางก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ผสมยางพารา หรือถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ปฏิบัติหรือใช้อ้างอิงมาตรฐาน เพียงแต่ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดราคากลางอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งถนนยางพาราจะมีค่าความอ่อนตัวสูงกว่าจึงทนทานความร้อนได้มากกว่าประมาณร้อยละ 48 ดังนั้น ถนนผสมยางพาราจึงทนทานและแข็งแรง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยลดการลื่นไถลของยานพาหนะ จากการทดสอบค่าการลื่นไหลของถนนยางพารามีน้อยกว่าถนนทั่วไป ในขณะที่มีความฝืดมากขึ้น มีความต้านทานการเกิดร่องล้อจึงช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น

“การสร้างถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ สามารถเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศไทยได้ โดยในการทำถนนยางพาราระยะทาง 1 กิโลเมตร ความกว้างถนน 12 เมตร (ตามมาตรฐานของกรมทางหลวง) ความหนา 5 เซนติเมตร ต้องใช้ปริมาณเนื้อยางแห้ง 3.6 ตัน หรือใช้น้ำยางข้นในปริมาณ 6 ตัน มาเป็นส่วนผสม ซึ่งจะช่วยผลักดันการใช้ยางพารามากถึงร้อยละ 20-30 ของยางพาราที่มีอยู่ และจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มขึ้นได้ประมาณร้อยละ 30-50 และยังเป็นการใช้ประโยชน์จากยางพาราได้เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น ถ้าหน่วยงานภาครัฐสนับสนุนการก่อสร้างถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ จะทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กยท. กล่าว

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิด เผยว่า กรมชลประทานเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โดยจัดสรรงบประมาณภายในโครงการไทยนิยมยั่งยืนกว่า 3,548 ล้านบาท มาใช้ซ่อมแซมปรับปรุงถนนคันคลองชลประทาน ให้เป็นถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ ภายในปีนี้กรมชลประทานมีแผนซ่อมแซมปรับปรุงถนนคันคลองชลประทาน ที่เป็นถนนลูกรังรวมระยะทาง 400 กิโลเมตร ต้องการใช้น้ำยางพาราประมาณ 7,200 ตัน ซึ่งขณะนี้สนับสนุนน้ำยางพาราจากเกษตรกรไปแล้วจำนวน 3,500 ตัน

กรมหม่อนไหมผนึกมก.-เอกชน พัฒนาการรวมกลุ่มผู้ผลิตไหมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383969

x

กรมหม่อนไหมผนึกมก.-เอกชน พัฒนาการรวมกลุ่มผู้ผลิตไหมไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหมเปิดเผยว่าโครงการพัฒนาต้นแบบศักยภาพการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหม่อนไหมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิตและนวัตกรรมไหมไทย เป็นการศึกษาการรวมกลุ่มการผลิตไหมไทยที่มีศักยภาพตามความเข้มแข็งของแต่ละกลุ่ม ในการดำเนินรูปแบบการผลิตไหมแปลงใหญ่ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ไหมอุตสาหกรรม ไหมหัตถกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมและผลพลอยได้จากผลิตภัณฑ์พาณิชย์ โดยร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับกลุ่มเกษตรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าและแปรรูป และภาคเอกชน ได้แก่ หจก.เรือนไหมใบหม่อนและบริษัท สิ่งทอซาติน จำกัด (แบรนด์ PASAYA) โดยคุณชเลวุทธานันท์ กรรมการผู้จัดการ เป็นที่ปรึกษาโครงการ ร่วมให้มุมมองพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของการตลาด การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือและด้านอื่นที่ช่วยขับเคลื่อนให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จทั้งโซ่คุณค่าไหมไทย

การดำเนินโครงการการพัฒนาต้นแบบศักยภาพการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหม่อนไหมฯเป็นส่วนสำคัญช่วยผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง โดยมีแนวทางเป้าหมายเดียวกันทั้งเรื่องการมองกลุ่มตลาดร่วมกัน เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการงตลาด และร่วมปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พัฒนาคุณภาพวัตถุดิบไหมไทย พัฒนาต้นแบบธุรกิจภายใต้การสร้างโซ่คุณค่าของการรวมกลุ่ม (Cluster) ซึ่งส่งผลให้มีการพัฒนาความหลากหลายของสินค้าที่ตอบสนองความต้องการลูกค้า มีการตลาดใหม่ที่กลุ่มตอบโจทย์การตลาด และพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพลดต้นทุนได้ ทำให้ท้องถิ่นเกิดเป็นชุมชนเข้มแข็ง เชื่อมโยงเครือข่ายและก้าวสู่ตลาดในต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ผศ.ดร.กรทิพย์ วัชรปัญญาวงศ์ เตชะเมธีกุล หัวหน้าโครงการบูรณาการวิจัยฯกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สวพ.มก.) การวิจัยร่วมกันครั้งนี้เน้นวิเคราะห์หาปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อน (Key Driver) ที่ทำให้การรวมกลุ่มเข้มแข็งและประสบความสำเร็จ จัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนสามารถนำผลิตภัณฑ์ของกลุ่มออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งพิจารณาสร้างความเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้องได้แก่ ด้านการตลาด ผู้ใช้ประโยชน์กลุ่มต่างๆ ทั้งในประเทศและตลาดอาเซียน นำข้อมูลที่ได้มาบูรณาการนำไปสู่รูปแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการใหม่อย่างมีศักยภาพที่แท้จริง ด้วยการใช้แนวคิดร่วมออกแบบ (Co-design) และCustomization เข้ามาร่วมพัฒนา และพัฒนาแนวทางการใช้ระบบการผลิต เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้สอดคล้องกับรูปแบบการรวมกลุ่มการผลิตไหมแต่ละประเภท รวมทั้งนำเสนอต้นแบบการรวมกลุ่มการผลิตไหมที่มีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เข้มแข็งนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจรูปแบบ (Model) ใหม่ที่เข้มแข็งและยั่งยืนเพื่อขับเคลื่อนต้นแบบที่มีศักยภาพที่จะต่อยอดงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากไหม ได้แก่ การแปรรูปเสื้อผ้า สิ่งทอเคหะและอื่นๆที่ทำจากไหมช่วยเพิ่มศักยภาพให้กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตไหม และผู้ประกอบการทั้งระบบได้รับการพัฒนายกระดับและนำไปสู่เชิงพาณิชย์

เปิดตัวพืชทางเลือกแทนสับปะรด แนะเกษตรกรเร่งปลูกเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383972

เปิดตัวพืชทางเลือกแทนสับปะรด แนะเกษตรกรเร่งปลูกเพิ่มรายได้

เปิดตัวพืชทางเลือกแทนสับปะรด แนะเกษตรกรเร่งปลูกเพิ่มรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยแนวทางบริหารจัดการสับปะรดในจ.พิษณุโลกและอุตรดิตถ์ ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ที่สอดคล้องกับแนวทางขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์สับปะรด ปี 2560 – 2569 และยุทธศาสตร์สับปะรดด้านการผลิต ระยะที่ 1 (ปี 2561-2564) ซึ่งจ.พิษณุโลกและอุตรดิตถ์ จัดอยู่ในจังหวัดกลุ่มที่ 2 คือ อยู่ห่างไกลจากที่ตั้งโรงงานแปรรูปสับปะรด กำหนดให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมการปลูกสับปะรดเพื่อการบริโภคผลสด (กลุ่มที่ 1 คือ จังหวัดที่อยู่ในรัศมีรอบกลุ่มโรงงานแปรรูปสับปะรด 100 กิโลเมตร เพื่อกำหนดเป็นพื้นที่ส่งเสริมการปลูกสับปะรดเพื่อส่งโรงงาน)

ผลการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จ.พิษณุโลก (สศท.2) ถึงแนวทางบริหารจัดการสับปะรดใน 2 จังหวัดดังกล่าว ดังนี้ การปลูกสับปะรดในพื้นที่ความเหมาะสมมาก (S1) และปานกลาง (S2) จ.พิษณุโลกปลูกสับปะรดในพื้นที่ S1 และ S2 จำนวน 1,695 ไร่ และจ.อุตรดิตถ์ 2,342 ไร่ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรมุ่งเน้นให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนสายพันธุ์เป็นสับปะรดบริโภคผลสดที่มีคุณภาพ ทั้งด้านการผลิตและกระบวนการตรวจรับรองมาตรฐาน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น เช่น MD2 พันธุ์ฉีกตา หรือที่ตลาดต้องการ รวมทั้งควรส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มและบริหารจัดการภายใต้การส่งเสริมเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่

การปลูกสับปะรดในพื้นที่ความเหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) จ.พิษณุโลก ปลูกสับปะรดในพื้นที่ S3 และ N รวม 9,224 ไร่ โดยในพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพด้านเศรษฐกิจเหมาะสมสำหรับปลูกพืชเศรษฐกิจ 2 ชนิดได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ มีต้นทุนการผลิต 14,280 บาท/ไร่ผลตอบแทน 34,500 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 20,220 บาท/ไร่ ซึ่งตลาดส่งออกทั้งสหภาพยุโรปและเอเชียยังคงต้องการมะม่วงน้ำดอกไม้คุณภาพอย่างต่อเนื่อง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีต้นทุนการผลิต 4,722 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 6,559บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 1,837 บาท/ไร่ โดยภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยมีแนวโน้มต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นวัตถุดิบเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จ.อุตรดิตถ์ มีการปลูกสับปะรดในพื้นที่ S3 และ N จำนวน 6,227 ไร่ มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจเหมาะสำหรับปลูกพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด ได้แก่ มะขามจำแนกเป็น 2 ชนิด คือ มะขามหวานมีต้นทุนการผลิต 7,493 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 18,450 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 10,957 บาท/ไร่ และมะขามเปรี้ยวต้นทุนการผลิต 3,233 บาท/ไร่ ผลตอบแทน 8,440 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 5,207 บาท/ไร่ ซึ่งต้นทุนการผลิตมะขามหวานจะสูงกว่าเนื่องจากมีค่าใช้จ่าย
ดูแลรักษา มะม่วงหิมพานต์มีต้นทุนการผลิต 4,337 บาท/ไร่ผลตอบแทน 13,370 บาท/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ 9,033 บาท/ไร่ ซึ่งผลผลิตทั้งมะขามและมะม่วงหิมพานต์ เกษตรกรจะจำหน่ายให้พ่อค้ารับซื้อจากจังหวัดเพชรบูรณ์ และปัจจุบันปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

ด้านนายบุญลาภ โสวัณณะ ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ยังมี 2 ชนิดสินค้าที่น่าสนใจได้แก่ ถั่วเหลืองและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพ ทั้งด้านพื้นที่และเศรษฐกิจสำหรับปลูกทดแทนสับปะรดในพื้นที่ S3 และ N โดยผลผลิตถั่วเหลืองยังไม่เพียงพอ ไทยต้องนำเข้ามากถึงเกือบร้อยละ 95 แต่เนื่องจากขาดแคลนแรงงานผลิต การดูแลค่อนข้างยาก เกษตรกรจึงได้ผลตอบแทนไม่ดี ดังนั้น ภาครัฐควรหาแนวทางแก้ปัญหา สนับสนุนให้มีการวิจัยพัฒนาเครื่องจักรกลทดแทนการใช้แรงงานคนเพื่อลดต้นทุน รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์ดีและราคาเป็นธรรมเพื่อให้เกษตรกรนำไปเพาะปลูก ตลอดจนจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาตลอดอายุการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับมันสำปะหลัง ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ อีกทั้งมีความต้องการใช้ของอุตสาหกรรมผลิตเอทานอลและแป้งมันสำปะหลังในประเทศเพิ่มขึ้น ภาครัฐควรเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์จาก 5 ตันต่อไร่ ในปี 2562 เป็น 7 ตันต่อไร่ ในปี 2569 ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้พันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การทำระบบน้ำหยด และการผลิตมันเส้นเอง ตลอดจนเพิ่มมาตรการกำกับดูแลการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับขยายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดจีนป้องกันความเสี่ยงทางการค้า

กรมวิชาการเกษตรเตือน จับตาแมลงวันทองระบาด เปิดตัวพืชทางเลือกแทนสับปะรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383970

กรมวิชาการเกษตรเตือน จับตาแมลงวันทองระบาด เปิดตัวพืชทางเลือกแทนสับปะรด

วันพุธ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 19.34 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสภาพอากาศเย็นมีอุณหภูมิลดต่ำลงในตอนเช้า มีความกดอากาศสูง และมีแดดแรงในตอนกลางวัน กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศเฝ้าระวังการระบาดของแมลงวันหนอนชอนใบ ที่สามารถพบได้ในระยะการปลูกลงแปลง  ให้เกษตรกรสังเกตติดตามการระบาดของแมลงวันหนอนชอนใบตัวเต็มวัยเพศเมียจะวางไข่ที่มีขนาดเล็กภายในผิวใบ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะมีลักษณะหัวแหลมท้ายป้าน ตัวหนอนจะชอนไชอยู่ในใบ ทำให้เกิดรอยเส้นสีขาวคดเคี้ยวไปมา เมื่อนำใบมะเขือเทศมาส่องดูเนื้อเยื่อใบจะพบหนอนตัวเล็กสีเหลืองอ่อนโปร่งแสงและใสอยู่ภายใน หากระบาดรุนแรงจะทำให้ใบเสียหายร่วงหล่นและส่งผลต่อผลผลิตมะเขือเทศ กรณีที่มะเขือเทศไม่สามารถสร้างใบทดแทนได้ก็จะตายไปในที่สุด

ทั้งนี้ หากพบเศษใบมะเขือเทศตามพื้นดินที่ถูกแมลงวันหนอนชอนใบเข้าทำลาย ให้เกษตรกรเก็บใบที่ถูกทำลายออกจากแปลงนำมาเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อช่วยลดการแพร่ระบาด เพราะดักแด้แมลงวันหนอนชอนใบ ที่อาศัยอยู่ตามเศษใบมะเขือเทศจะถูกทำลายไปด้วย จากนั้นให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซีอัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้เริ่มพ่นเมื่อต้นมะเขือเทศมีอายุ 5 วันหลังย้ายปลูก พ่นทุก 5 วัน จนต้นมะเขือเทศเริ่มออกดอก และพ่นทุก 7-10 วัน ในระยะออกดอกติดผลอีก 3-5 ครั้ง งดการพ่นสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี ก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต 7 วัน และงดการพ่นสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 14 วัน

ไฟเขียวสร้างเรือตรวจการณ์2ลำ ลุยประมงเถื่อนในอ่าวไทย-อันดามัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383968

x

ไฟเขียวสร้างเรือตรวจการณ์2ลำ ลุยประมงเถื่อนในอ่าวไทย-อันดามัน

วันพุธ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 19.32 น.

กรมประมงปล่อยเรือตรวจประมงทะเล2 ลำ เข้าประจำการป้องปรามการทำประมงผิดกฎหมาย ในทะเลอ่าวไทยและอันดามัน

นายอดิศร  พร้อมเทพ  อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้อนุมัติให้จัดสร้างเรือตรวจประมงทะเล 2 ลำ ได้แก่ เรือตรวจประมงทะเล1001 ปฏิบัติหน้าที่ฝั่งอ่าวไทย บริเวณเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และเรือตรวจประมงทะเล 1002 ปฏิบัติหน้าที่ฝั่งอันดามัน บริเวณจังหวัดภูเก็ต โดยมีภารกิจหลักในการตรวจการณ์ ลาดตระเวน ป้องปรามการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ป้องกันและคุ้มครองทรัพยากรสัตว์น้ำในอ่าวไทยและอันดามัน รวมทั้งสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล

อธิบดีกรมประมงกล่าวเพิ่มเติมว่า เรือตรวจประมงทะเล ทั้ง 2 ลำ เป็นเรือขนาดใหญ่ สมรรถนะสูง มีความยาว 100 ฟุต กินน้ำลึก 5 ฟุต ความเร็วไม่ต่ำกว่า 25 นอต คล่องตัว ปฏิบัติงานในทะเลได้ยาวนานต่อเนื่อง และรวดเร็วจึงทำให้สามารถปฏิบัติการป้องปรามได้อย่างทันท่วงที มีระบบปฏิบัติการที่ทันสมัย รองรับระบบติดตามเรือ (VMS) และการปฏิบัติงานในทะเลตามมาตรฐานสากล ซึ่งกรมประมงได้ว่าจ้างให้บริษัทมาร์ซัน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการต่อเรือตรวจประมงทะเลทั้ง 2 ลำ ทั้งนี้ กรมประมง มุ่งหวังว่า เรือตรวจประมงทะเลทั้ง 2 ลำนี้ จะช่วยเสริมกำลังให้กับการตรวจการประมงทะเล ให้มีประสิทธิภาพ และปกป้องทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืน

เกษตรฯส่ง’มกอช.’บุกปักกิ่ง! เจรจาSPSตรวจประเมินผู้ผลิตข้าวไทย หวังเพิ่มมูลค่าส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383945

เกษตรฯส่ง'มกอช.'บุกปักกิ่ง! เจรจาSPSตรวจประเมินผู้ผลิตข้าวไทย หวังเพิ่มมูลค่าส่งออก

เกษตรฯส่ง’มกอช.’บุกปักกิ่ง! เจรจาSPSตรวจประเมินผู้ผลิตข้าวไทย หวังเพิ่มมูลค่าส่งออก

วันพุธ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 18.13 น.

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมทางเทคนิคด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ไทย-จีน ครั้งที่ 6 (6th Thailand-China JTC-SPS) ซึ่งเป็นการประชุมภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ไทย-จีน (Thailand-China MOU on SPS) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

19 ธ.ค.61 น.ส.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า มกอช.เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางเทคนิคด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ไทย-จีน ครั้งที่ 6 (6th Thailand-China JTC-SPS) ซึ่งเป็นการประชุมภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ไทย-จีน (Thailand-China MOU on SPS) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมหารือหารือเพื่อแก้ไขปัญหาการนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ เช่น การส่งออกรังนก เนื้อสัตว์ปีก อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้จากไทยไปจีน ซึ่งการประชุมประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น ผลการประชุมออกมาในทิศทางที่ดีและเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทยในหลายประเด็น

เลขาธิการ มกอช.กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย กับกระทรวงศุลกากรแห่งประเทศจีน (GACC) หลังจากที่กระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรคของจีน (AQSIQ) ได้ถูกยุบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงศุลกากรจีน ในเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งไทยและจีน ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและรายละเอียดผู้ประสานงานสำหรับสินค้าแต่ละประเภท เพื่ออำนวยความสะดวกในการประสานงานระหว่างกันต่อไป

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมกันหารือประเด็นด้าน SPS ที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมีประเด็นสำคัญ เรื่อง การเชิญฝ่ายจีน มาตรวจประเมินผู้ผลิตข้าวของไทย ซึ่งจีนได้ตอบรับจะมาตรวจประเมินในปี 2562 ซึ่งหากผู้ผลิตไทยผ่านเกณฑ์ของจีน คาดว่าไทยจะสามารถเพิ่มปริมาณและมูลค่าการส่งออกข้าวไปจีนได้อีกมหาศาล

ม็อบอีแต๋นล้อมกรุง!เครือข่ายเกษตรขู่ถกเคลียร์หนี้ไม่จบเจอกันปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383911

ม็อบอีแต๋นล้อมกรุง!เครือข่ายเกษตรขู่ถกเคลียร์หนี้ไม่จบเจอกันปีใหม่

ม็อบอีแต๋นล้อมกรุง!เครือข่ายเกษตรขู่ถกเคลียร์หนี้ไม่จบเจอกันปีใหม่

วันพุธ ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 17.06 น.

ม็อบหนี้สินเกษตรกรยื่นเงื่อนไข’กฟก.’เร่งแก้ปัญหาหนี้สิน ขู่นำสมาชิกจากทุกภาคล้อมกรุงหากเจรจาไม่สำเร็จ ขับรถอีแต๋นบุกเข้ากรุงชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ

19 ธ.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล แกนนำเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรจาก จ.นครสวรรค์ และ จ.กำแพงเพชร นำโดย นายไพฑูรย์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ได้ยื่นหนังสือให้รัฐบาลแก้ปัญหาหนี้สินประกอบด้วยกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย (สกท.)

โดยเรียกร้องให้ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการประธานคณะกรรมการ กฟก.เฉพาะกิจแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรให้ทั่วถึงและเท่าเทียม ทั้งนี้ นายกฤษฏา ได้มอบหมายให้ นายณรงค์ อ่อนสอาด ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ เป็นประธานคณะอนุกรรมการประสานเจรจาหนี้สินสถาบันการเงินของเกษตรกรสมาชิก กฟก.ซึ่งได้เชิญสมาคมธนาคารไทย , ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และฝ่ายความมั่นคง ร่วมประชุมรับฟังข้อคิดเห็น

ทั้งนี้ กลุ่มของนายยศวัจน์ เรียกร้องให้จัดตั้งคณะกรรมการ กฟก.ระดับจังหวัด เพื่อจะได้ดูแลแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งที่ประชุมรับจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ กฟก.เฉพาะกิจชุดรักษาการ ในวันที่ 24 ธ.ค.นี้

ส่วนการจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการ กฟก.ชุดใหม่นั้น กฟก.ได้ประสานกรมการปกครองซึ่งมีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ซึ่งได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า จะเร่งดำเนินการ แต่ขอให้เป็นภายหลังการเลือกตั้ง ส.ส.พร้อมแจ้งแก่แกนนำเกษตรกร ว่า กฟก.มีงบประมาณ 200 ล้านบาท ที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพโดยเร่งด่วนได้ทันที ซึ่งจะต้องทำแผนการพัฒนาอาชีพมาเสนอ

สำหรับสมาชิกที่อยู่นอกเกณฑ์การช่วยเหลือของ กฟก.เนื่องจากมีมูลหนี้เกิน 2.5 ล้านบาท จำนวน 1,700 ราย ซึ่งแกนนำระบุว่า ทางธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารพาณิชย์อื่น ยังคงฟ้องร้องยึดทรัพย์ในส่วนที่เป็นหนี้เสีย จึงขอให้สมาคมธนาคารไทยชะลอการดำเนินการทางกฎหมายไว้ก่อน

ทั้งนี้ เรียกร้องให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 ต.ค.61 ที่ให้ ธ.ก.ส.ปรับปรุงโครงสร้างหนี้แก่สมาชิก กฟก.โดยพักเงินต้นไว้ร้อยละ 50 หยุดดอกเบี้ยเดิม แล้วให้เกษตรกรผ่อนชำระเงินต้นอีกครึ่งหนึ่งในระยะเวลา 15 ปี ดอกเบี้ย MRR-3 แล้วให้ดำเนินการตามมติ ครม.วันที่ 7 เม.ย.53 ที่ให้ ธ.ก.ส.ตัดเงินต้นครึ่งหนึ่งและยุติดอกเบี้ย แล้วขายหนี้ที่เหลือร้อยละ 50 แก่ กฟก.มาบริหารจัดการแทน ซึ่งทาง ธ.ก.ส.ยินดีที่จะทำเช่นนั้น แต่มีเงื่อนไขให้รัฐชดเชยส่วนที่เสียหายให้

ด้านกลุ่มเกษตรกร จ.นครสวรรค์ และ จ.กำแพงเพชร นั้น นายโกวิทย์ขอให้ กฟก.ช่วยฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ โดยจะรวบรวมข้าวเปลือก มันสำปะหลัง และข้าวโพด มาแปรรูป ของบประมาณ 15 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมรับจะพิจารณา แต่เกษตรกรต้องทำแผนโครงการอาชีพมาจึงจะอนุมัติงบช่วยเหลือได้

นายณรงค์ กล่าวว่า ได้เสนอเรื่องแก้ปัญหาหนี้สินที่นอกหลักเกณฑ์ไปยังคณะกรรมการขับเคลื่อนประเทศ (กขป.5) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ซึ่งดำเนินการแก้ไขหนี้สินนอกระบบพิจารณาแล้ว โดย กขป.5 จะเร่งรัดหาแนวทางแก้ปัญหาหนิ้สินเกษตรกรที่อยู่นอกหลักเกณฑ์ของ กฟก.ต่อไป

ขณะที่ นายยศวัจน์ กล่าวว่า จะให้เวลาคณะกรรมการ กฟก.เฉพาะกิจชุดรักษาการ หาแนวทางแก้ปัญหาจนถึงวันที่ 2 ม.ค.62 หากการดำเนินการไม่มีความคืบหน้า จะนำเกษตรกรจากทุกภาคขับรถอีแต๋นมาอยู่รอบปริมณฑลเพื่อเจรจาอีกครั้ง ทั้งนี้ ถ้าได้คำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจ จะนำเกษตรกร 3,000 คน บุกเข้ามาชุมนุมที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์