รายงานพิเศษ : พปชร.กับเสียงเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384526

รายงานพิเศษ : พปชร.กับเสียงเกษตรกร

รายงานพิเศษ : พปชร.กับเสียงเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บรรยากาศการเลือกตั้งเริ่มมีความคึกคัก หลังจากที่นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ประกาศ “ปลดล็อก” พรรคการเมือง มีผลให้ผู้สมัครของแต่ละพรรคเริ่มลงพื้นที่กันอย่างเข้มข้นเพื่อทำกิจกรรมหาเสียง

ขณะที่ฟากรัฐบาลซึ่งอยากจะกลับเข้ามาทำหน้าที่ในสภาอีกครั้ง ก็เร่งออกมาตรการสร้างความนิยมก่อนการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาพืชผลทางการเกษตร มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย มาตรการคืนภาษี VAT ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะครบถ้วนทุกกลุ่มประชาชนในทุกพื้นที่

แต่ในพื้นที่สำคัญอย่างภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นชัยภูมิหลัก เป็นฐานเสียงที่เหนียวแน่นของพรรคคนแดนไกลมาโดยตลอด ทางพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เองก็พยายามจะช่วงชิงฐานเสียงมาให้ได้มากที่สุด จึงมีการเดินสาย “เชิญชวน” เจ้าของเขตพื้นที่เก่าให้เข้ามาร่วมพรรค เพื่อเป็นการการันตีเสียงสนับสนุนจากเกษตรกรและพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้นๆ

รวมไปถึงการส่ง สมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้งพรรคฯ เข้าไปลงพื้นที่ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปี เดินสายพูดคุย รับฟังปัญหา และให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องเกษตรกร จนเป็นที่มาของมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งจัดหนัก อนุมัติวงเงินงบประมาณช่วยเหลือชาวสวนยาง-ปาล์ม และชาวไร่ยาสูบ ช่วยลดภาระหนี้เกษตรกรรายย่อยรวมกว่า 28,500 ล้านบาท

กรณีชาวไร่ยาสูบที่ได้รับเงินช่วยเหลือ 159 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งสิ้นเกือบ 3 หมื่นกว่าล้านบาทนั้น มองๆ ดูก็ยังมีความย้อนแย้ง เพราะการให้ความช่วยเหลือชดเชยโควตารับซื้อใบยาของการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ที่หายไปครึ่งต่อครึ่งนั้น เป็นการให้ความช่วยเหลือเฉพาะการรับซื้อใบยาฤดูกาล 2561-2562 เท่านั้น

ในขณะที่รัฐบาลยังคิดจะเก็บภาษียาสูบเพิ่มเพื่อสมทบเข้ากองทุนบัตรทอง และยังเดินหน้าขึ้นภาษีอีกเท่าตัวจาก 20% เป็น 40% ในปีหน้าซึ่งจะทำให้ราคาบุหรี่ขั้นต่ำที่ขณะนี้ขายกันที่ 60 บาท จะพุ่งขึ้นเป็น 90 กว่าบาทในทันที่ และจะทำให้ยอดขายของ ยสท. ต้องลดลงอีกประมาณ 50% ซึ่งแน่นอนว่าปริมาณการรับซื้อใบยาก็จะต้องลดลงไปด้วย ชาวไร่ยาสูบอาจจะไม่ได้ปลูกยากันอีกก็เป็นได้

การให้เงินช่วยเหลือจึงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นได้เท่านั้น สิ่งที่ชาวไร่ชาวสวนอยากเห็นคือ การที่รัฐบาลออกมาตรการที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดและป้องกันไม่มีปัญหาอื่นๆ ที่จะมาซ้ำเติมในระยะยาวมากกว่า เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาคีชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทยซึ่งประกอบด้วยสมาคมชาวไร่ยาสูบภาคเหนือ ภาคอีสาน เพชรบูรณ์ และสุโขทัย รวมกว่า 18 จังหวัด
ทั่วประเทศ จึงมารวมพลกันที่การประชุมใหญ่ครั้งที่ 2 ของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อขอให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบเพื่อกองทุนบัตรทอง และช่วยเหลือเรื่องปัญหาภาษีสรรพสามิต

หากรัฐบาลซึ่งมีรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐนั่งอยู่ถึง 4 คน ตัดสินใจผ่านร่างกฎหมายจัดเก็บเงินสมทบเพื่อกองทุนบัตรทองและขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงชาวไร่ยาสูบภาคเหนือและภาคอีสานแล้ว ชาวไร่ยาสูบกว่า 50,000 ครัวเรือน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องนับแสนคนในหลายสิบจังหวัดคงจะไม่พอใจอย่างแน่นอนเพราะเท่ากับทำให้ชาวไร่ยาสูบขายใบยาสูบได้ยากยิ่งขึ้นหรืออาจต้องขาดรายได้และหมดอาชีพในปีหน้า

ไหนๆ ก็เพิ่งไปปักหมุดยุทธศาสตร์ของภาคเหนือในจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ปลูกยาสูบแล้ว คงต้องวัดใจพลังประชารัฐ โดยเฉพาะนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงฯ ที่ตั้งหน้าตั้งตาทำนโยบายเพื่อเกษตรกรอย่างหนักและรณรงค์หาเสียงเพื่อให้ได้ที่นั่ง สส. มากที่สุดตามเป้าหมายที่พรรควางไว้โดยไม่คาดหวังต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี จะช่วยสะกิดรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ท่านนายกรัฐมนตรี รมว.คลังและ 4 รมต. แห่งพรรคพลังประชารัฐให้กลับมาทบทวนเรื่องนี้ได้หรือไม่เพราะมาตรการนี้ก็ออกมาในสมัยรัฐบาลนี้ นี่คือสิ่งที่ชาวไร่ยาสูบและครอบครัวกว่า 200,000 คน ในภาคเหนือและอีสานต้องการมากกว่าเพื่อให้เขายังขายยาสูบได้ แต่หากรัฐบาลออกนโยบายหรือไม่ยกเลิกมาตรการที่กระทบชาวไร่ชาวนาจำนวนมากแล้วอาจกระทบต่อโอกาสในการได้ที่นั่ง สส. ใน 2 ภาคนี้ซึ่งเป็นกล่องดวงใจของพรรคเพื่อไทยอีกด้วย

ท่านนายกฯเองก็ออกมาประกาศว่าตอนนี้เป็น “นักการเมือง” เต็มตัวแล้ว คงต้องชั่งน้ำหนักเสียงของประชาชนให้ดี หากต้องการจะกลับมาทำงานบริหารประเทศอีกครั้ง

น่าจับตา พปชร.เปิดเวทีใหญ่พบปะพี่น้องประชาชน 5 จุด พร้อมกัน ในวันที่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 14.00 น. ได้แก่ เชียงใหม่ กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์

งานนี้คงเห็นอนาคตของ พปชร.ว่าเป็นอย่างไร แต่ขอฟันธง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ใจถึงพึ่งได้ตลอดกาล ไม่ทำให้เกษตรกรผิดหวัง

‘กยท.ผนึกอปท.’ซื้อน้ำยางสดสถาบันเกษตรกร ลุยทำถนนยางทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384428

‘กยท.ผนึกอปท.’ซื้อน้ำยางสดสถาบันเกษตรกร ลุยทำถนนยางทั่วประเทศ

‘กยท.ผนึกอปท.’ซื้อน้ำยางสดสถาบันเกษตรกร ลุยทำถนนยางทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 12.37 น.

“กยท.-อปท.”  คึกจัดลุยทำถนนยางทั้งประเทศ ส่งรายชื่อกว่า300 สหกรณ์ แจก ซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ ย้ำต้องไม่ต่ำกว่าราคากลางที่ กยท.ประกาศ 

22 ธ.ค. 61 นายณกรณ์  ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าล่าสุดทาง กยท.ได้แจกรายชื่อสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร กว่า 300 แห่งทั่วประเทศ ที่ขายน้ำยางให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) 77 จังหวัดเรียบร้อยแล้ว  โดยในจังหวัดนั้นเป็นสหกรณ์ที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ที่ อปท.สามารถไปเลือกซื้อน้ำยางสดโดยตรงได้เลย  ในแต่ละจังหวัดจะมีทั้งเกษตรจังหวัด และ กยท.จังหวัดนั้นๆ คอยอำนวยความสะดวก  ทาง กยท.ขออย่างเดียว ขอให้รับซื้อจากเกษตรกร สถาบันนั้นอิงราคากลางที่ กยท.กำหนดในวันนั้นๆ เพราะจะสูงกว่าราคาตลาดกลางยางพารา  แต่จะบวกเพิ่มมากกว่าราคากลางที่ กยท.กำหนดก็ได้

พร้อมกับมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร จัดทำแผนปฏิบัติงานโครงการ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การยางแห่งประเทศไทย ปัจจุบันแต่งตั้งผู้รับผิดชอบแล้วในโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร โดยการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำน้ำยางพาราไปใช้สร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ทั่วประเทศ จำนวน 75,032 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร รวมระยะทาง 75,032 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้มีการดูดซับน้ำยางออกจากตลาดในปริมาณมากและจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว

ทั้งนี้ดำเนินโครงการโดยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตามแผนปฏิบัติงานโครงการปรับปรุงถนนภายในหมู่บ้าน ให้เป็นถนนที่มีการนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างถนนในชั้นพื้นฐานหนา 15 เซนติเมตร กว้าง 6 เมตร คาดว่าสามารถเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้น โดยการนำยางพารามาใช้ในการทำถนนเป็นจำนวนน้ำยางสด 1.44 ล้านตัน หรือคิดเป็นน้ำยางข้น 7.2 แสนตัน ใช้งบประมาณจากเงินสะสมขององค์กรปกครองท้องถิ่นนั้น

รองผู้ว่ากยท.กว่าวว่า ขณะนี้หลายจังหวัดเริ่มทำถนนยางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดพิษณุโลก ร้อยเอ็ด และจังหวัดภูเก็ต เช่น นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัดภูเก็ต พร้อมกับนายฉลาด แก้วขาว เกษตรและสหกรณ์จังหวัดภูเก็ต นายนิรัญ เทพรัตน์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมประชุมซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 2 ในการติดตามความก้าวหน้ามาตรการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ

“ผลจากการประชุมมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งผลการก่อสร้างถนนด้วยพาราแอสฟัลติกส์คอนกรีตแล้วจำนวน 21 สายทาง งบประมาณกว่า 62 ล้านบาท ใช้ปริมาณน้ำยางข้น 169.02 ตัน และปริมาณน้ำยางสด 372.510 ตัน และที่ประชุมมีมติขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอเส้นทางก่อสร้างถนนด้วยยางพาราเพิ่มเติม หลังจากการประชุมติดตามความก้าวหน้าในวันนี้ และได้จัดส่งข้อแนะนำ ราคากลางในการก่อสร้างถนนยางพาราดินซิเมนต์ เพื่อให้ อปท. ได้พิจารณาเพิ่มเติม นี่เป็นหนึ่งในโมเดลที่เห็นเป็นรูปธรรม แล้วเชื่อว่าทุกจังหวัดจะเร่งดำเนินตาม​” รองผู้ว่าฯ กยท. กล่าว

‘รมช.ยักษ์’ชู’ยโสธร’เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384294

'รมช.ยักษ์'ชู'ยโสธร'เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ระดับโลก

‘รมช.ยักษ์’ชู’ยโสธร’เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.54 น.

“รมช.ยักษ์”ชู”ยโสธร”เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ระดับโลก พร้อมเปิด”Yasothon Organic Fair”เชื่อมโยงเจรจาธุรกิจผู้ผลิต-ผู้ประกอบการ เพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด

21 ธ.ค.61 ที่ศาลากลางจังหวัดยโสธร อ.เมือง จ.ยโสธร นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Yasothon Organic Fair” ว่า การส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบอินทรีย์ เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรเกิดการพัฒนาสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนและสร้างผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องวิตกต่อภาวะราคา เหมือนผลผลิตทางการเกษตรทั่วไป โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คัดเลือกให้จังหวัดยโสธร เป็นจังหวัดต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์ของประเทศ หรือเรียกว่า “ยโสธรโมเดล” เนื่องจากเกษตรกรมีการทำเกษตรอินทรีย์มาอย่างยาวนาน มีการรวมกลุ่มอย่างเหนียวแน่น มีการพัฒนากระบวนการผลิตในวิถีเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง ผลผลิตได้รับการรับรองมาตรฐาน จึงเป็นตัวอย่างในการรณรงค์ส่งเสริมให้จังหวัดอื่นๆ ได้นำไปปรับใช้ เพื่อพัฒนาเสริมสร้างการทำเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดอย่างยั่งยืน

การจัดงาน “เกษตรอินทรีย์วิถียโสธร” หรือ Yasothon Organic Fair ในครั้งนี้ เป็นการจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จ.ยโสธร มีศักยภาพและความพร้อมต่อการก้าวไปเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง โดยความร่วมมือของหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน และเกษตรกร ทั้งนี้ จากการที่จังหวัดได้กำหนดทิศทางพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์อย่างชัดเจน เป็นการพัฒนาสร้างเสริมด้านการเกษตรมาอย่างถูกทาง เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลก เพราะสินค้าเกษตรอินทรีย์ดีต่อสุขภาพ อีกทั้งแต่ละประเทศได้มีการกำหนดมาตรฐานรับรองสินค้าที่เป็นเกษตรอินทรีย์ของประเทศของตน ซึ่งไทยก็ได้มีมาตรฐานต่างๆ ทั้งกระบวนการเพาะปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว จนถึงการแปรรูป

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มุ่งเน้นส่งเสริมให้มีกิจกรรมหรือโครงการเพื่อการพัฒนาสินค้าอินทรีย์ของไทยออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยการจัดงานครั้งนี้ เป็นการนำเสนอความเป็นอินทรีย์ของจังหวัดยโสธร เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคได้เห็นถึงศักยภาพการทำเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด เพิ่มช่องทางการตลาด และเป็นการแสดงศักยภาพและพัฒนาการความก้าวหน้าเกษตรอินทรีย์วิถียโสธรให้เป็นที่รับรู้ ทั้งนี้ จังหวัดยโสธร เป็นจังหวัดที่เกษตรกรรวมกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์อย่างเข้มแข็ง เป็นสังคมที่มีน้ำใจเอื้ออาทร แบ่งปันองค์ความรู้ ไม่มุ่งค้ากำไรเพียงอย่างเดียว จึงสามารถเป็นเมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ในระดับโลกได้

สำหรับกิจกรรมภายในงาน นอกจากจะเปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้ทำเกษตรอินทรีย์ในจังหวัด และจังหวัดอื่นๆ ได้ร่วมนำเอาสินค้าเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดมาจำหน่ายแล้ว ยังมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การนำเสนอองค์ความรู้เกษตรอินทรีย์ การจัดนิทรรศการด้านเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด การเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ผลิตกับผู้ประกอบการ การเยี่ยมชมแหล่งเพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดยโสธร และการเสวนาทางวิชาการเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เกษตรกร และผู้ที่สนใจสินค้าอินทรีย์ด้วย

จากนั้น รมช.เกษตรฯ ได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถียโสธร อ.เขื่อนแก้ว จ.ยโสธร ซึ่งเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ ทางวิชาการ นวัตกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรอินทรีย์ที่ช่วยพัฒนาให้เกษตรกรมีศักยภาพด้านการผลิตในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาทางการเกษตร มีการประยุกต์ใช้นวัตกรรม และดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกิจกรรมปล่อยปลาและกบลงสระน้ำบริเวณศูนย์เรียนรู้ฯ และปลูกต้นรวงผึ้งด้วย

‘ชป.พิจิตร’แจงปมชาวนากดดันชลประทานฯ ปล่อยน้ำเข้าคลองช่วย’ข้าว-ข้าวโพด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384289

'ชป.พิจิตร'แจงปมชาวนากดดันชลประทานฯ ปล่อยน้ำเข้าคลองช่วย'ข้าว-ข้าวโพด'

‘ชป.พิจิตร’แจงปมชาวนากดดันชลประทานฯ ปล่อยน้ำเข้าคลองช่วย’ข้าว-ข้าวโพด’

วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.45 น.

21 ธ.ค.61 นายอภิรักษ์ ศรีกุลวงศ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิจิตร เปิดเผยว่า จากกรณีชาวนาในพื้นที่ ต.ย่านยาว อ.เมืองพิจิตร และ อ.สามง่าม กว่า 300 ราย ได้รวมตัวกันบริเวณประตูระบายน้ำคลองชลประทาน ซี 35 พื้นที่รอยต่อระหว่าง ต.ย่านยาว กับ อ.สามง่าม เพื่อเรียกร้องสำนักงานชลประทานที่ 3 จัดรอบเวรการส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังและข้าวโพด ตามที่รัฐบาลส่งเสริม เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการกำกำหนดรอบเวรส่งน้ำแบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน รอบละ 1 สัปดาห์ แต่เมื่อถึงรอบเวรการส่งน้ำเข้าสู่คลองชลประทาน ซี 35 กลับไม่มีน้ำเข้าลำคลองไปหล่อเลี้ยงต้นข้าวในแปลงนาและข้าวโพด จนทำให้ข้าวและข้าวโพด จำนวนกว่า 2 หมื่นไร่ ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำยืนต้นตายนั้น

การตรวจสอบล่าสุดพบว่า คลองชลประทานดังกล่าวรับน้ำจากเขื่อนนเรศวร จ.พิษณุโลก โดยมีระยะทางยาวกว่า 100 กิโลเมตร แต่ตลอดเส้นทางได้มีเกษตรกรลักลอบสูบน้ำออกเพื่อไปใช้ในพื้นที่ของตน ทำให้น้ำไหลมาถึงพื้นที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ย จึงไม่สามารถส่งน้ำเข้าไปในคลอง ซี 35 ได้ เบื้องต้น โครงการชลประทานพิจิตรและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล สำนักงานชลประทานที่ 3 ได้ร่วมลงพื้นตรวจสอบบริเวณประตูระบายน้ำคลองชลประทาน ซี 35 เพื่อเร่งหาทางแก้ไข

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหากับกำนันและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีฝ่ายทหารเข้าร่วมรับฟัง ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า จะทำการปรับรอบเวรการรับน้ำ จากระหว่างวันที่ 17 – 23 ธ.ค.61 เป็นระหว่างวันที่ 19 – 25 ธ.ค.61 และปรับเพิ่มระดับน้ำด้านหน้าอาคารอัดน้ำ (Check) กม.72+500 เพื่ออัดน้ำเข้าคลอง ซี 35 ให้อยู่ที่ระดับ +40.400-40.600 ม.รทก.ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.61 เป็นต้นไป และทำการชี้แจ้งสร้างความเข้าใจให้กับกลุ่มเกษตรกร เป็นที่เข้าใจเรียบร้อยแล้ว

ก.เกษตรฯจัดสัมมนา การถ่ายโอนภารกิจการตรวจสอบและการรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384285

ก.เกษตรฯจัดสัมมนา การถ่ายโอนภารกิจการตรวจสอบและการรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร

ก.เกษตรฯจัดสัมมนา การถ่ายโอนภารกิจการตรวจสอบและการรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร

วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.34 น.

 

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯเปิดเผยภายหลังเปิดการสัมมนา เรื่อง “การถ่ายโอนภารกิจการตรวจสอบและการรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2562” ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อนงานด้านมาตรฐาน โดยได้เปิดให้การรับรองระบบงาน ทั้งหน่วยรับรอง (CB) และหน่วยตรวจ (IB) แก่ภาคเอกชน เพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองของส่วนราชการต่าง ๆ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และส่งเสริมให้ภาคเอกชน/มหาวิทยาลัย/สถานศึกษามีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้ตรวจประเมินให้มีศักยภาพ เพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจฯ ซึ่งจะช่วยให้ระบบการตรวจรับรองสินค้าเกษตรขับเคลื่อนไปได้เร็วขึ้น และทันต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ จากการดำเนินงานที่ผ่านมา หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีการปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการยอมรับหน่วยงานตรวจสอบและรับรองภาคเอกชนให้ดำเนินงานด้านการตรวจประเมินและรับรองแทน ตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มุ่งเป้าให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรเข้าสู่เกษตรปลอดภัย มีระบบมาตรฐานการจัดการคุณภาพทางการเกษตรที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างขีดความสามารถให้เกษตรกรของประเทศไทย

สำหรับปัญหาเรื่องความยั่งยืนของการถ่ายโอนภารกิจ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการศึกษาวิจัยการจัดตั้งกองทุนและหน่วยงานที่จะเข้ามาบริหารกองทุน เพื่อให้การถ่ายโอนภารกิจสามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2562 นี้ จะได้เห็นการดำเนินงานเรื่องการจัดตั้งกองทุนและหน่วยงานที่จะเข้ามาบริหารกองทุนดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้หน่วยงาน CB/IB ภาคเอกชน สามารถวางแผนงานรับงานการถ่ายโอนภารกิจได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ มกอช. และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ให้ความร่วมมือในการพัฒนาผู้ตรวจประเมิน โดยได้พัฒนาหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัย เพื่อให้นิสิต/นักศึกษา มีความพร้อมในการพัฒนาเป็นผู้ตรวจประเมินรุ่นใหม่ในอนาคต เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนผู้ตรวจประเมิน และสร้างความยั่งยืนในงานการถ่ายโอนภารกิจต่อไป

ด้าน นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการ มกอช. กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 เห็นชอบตามที่ ก.พ.ร. เสนอเรื่องมาตรการทบทวนบทบาทภารกิจของส่วนงานราชการ ตามมาตรา 33 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ให้มีการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพมาตรฐานของส่วนราชการต่าง ๆ ให้ภาคเอกชนหรือภาคส่วนอื่นรับไปดำเนินการแทน เพื่อรองรับนโยบายดังกล่าว ซึ่ง มกอช.ได้มีการเปิดให้การรับรองรองระบบงานทั้งหน่วยตรวจ (IB) และหน่วยรับรอง (CB) แก่ภาคเอกชน เพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงได้ประสานการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มกอช. ยังได้มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอีก 8 แห่ง ในการพัฒนาหลักสูตรผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ ในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาให้มีจำนวนผู้ตรวจประเมินมากขึ้น

สำหรับการจัดสัมมนา “การถ่ายโอนภารกิจการตรวจสอบและรับรองสินค้าเกษตรและอาหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” มีการจัดเป็นประจำทุกปี โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 เป็นต้นมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นการดำเนินงานการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเพื่อรวบรวมข้อมูลปัญหา อุปสรรคการดำเนินงานที่ผ่านมาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเพื่อนำข้อมูลที่ได้รับไปปรับปรุงการดำเนินงานรองรับการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรอง รวมถึงเป็นการผลักดันการดำเนินงานตามนโยบายการถ่ายโอนภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป

กษ.ยันภาพรวมเศรษฐกิจการเกษตรปี62ดีขึ้น ย้ำ!เดินหน้านโยบายปฏิรูปต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384283

กษ.ยันภาพรวมเศรษฐกิจการเกษตรปี62ดีขึ้น ย้ำ!เดินหน้านโยบายปฏิรูปต่อเนื่อง

กษ.ยันภาพรวมเศรษฐกิจการเกษตรปี62ดีขึ้น ย้ำ!เดินหน้านโยบายปฏิรูปต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.30 น.

เกษตรฯยืนยันภาพรวมเศรษฐกิจการเกษตรปี2562มีแนวโน้มดีขึ้น ทั้ง”ข้าว-ข้าวโพด-มันสำปะหลัง-ยางพารา” ย้ำเดินหน้านโยบายปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง

21 ธ.ค.61 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2561 และแนวโน้มปี 2562 ในหัวข้อ “โลกเปลี่ยน เกษตรปรับ เกษตรกรปรับเปลี่ยน” ว่า การพัฒนาการเกษตรของประเทศภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมสถาบันการศึกษา และเกษตรกร เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันในการสร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นให้เกิดการปรับตัว เสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรไทยในอนาคต ซึ่งจะทำให้ภาคเกษตรและเกษตรกรไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกได้อย่างเท่าทัน

ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 ในภาพรวมว่า มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้นในด้านราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และยางพารา เนื่องจากการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรที่มีมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรับระบบการทำงานของข้าราชการร่วมกับเกษตรกรให้มีความสอดคล้องกัน โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และการส่งเสริมระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็งโดยการเพิ่มบทบาทในการเป็นศูนย์รวบรวมผลผลิตและจำหน่ายให้แก่เอกชน เป็นต้น รวมทั้งในด้านปศุสัตว์ ได้ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่อย่างต่อเนื่อง โดยการจำกัดและลดจำนวนแม่พันธุ์ไก่ไข่ลง 1 ล้านตัว คาดว่าจะสามารถดึงราคาไข่ไก่ให้สูงขึ้นได้ นอกจากนี้ ในปี 2562 กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมมาตรการในการลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร โดยการหารือร่วมกับภาคเอกชนในการลดราคาปุ๋ย ซึ่งจะมีราคาลดลง 20 – 30 บาทต่อกิโลกรัมด้วย

สำหรับวัตถุประสงค์การสัมนาวันนี้เน้นให้ความรู้สำคัญ 2 ประการในการสัมมนาในวันนี้ คือ การนำเสนอผลการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2561 และการคาดการณ์แนวโน้มปี 2562 ทั้งเศรษฐกิจการเกษตรภาพรวม และรายสาขาการผลิตที่สำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งพี่น้องเกษตรกร นักวิชาการ ผู้ประกอบการและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร ได้ทราบถึงสถานการณ์และปัจจัยแวดล้อมทั้งเชิงบวกและเชิงลบที่มีผลต่อเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2562 เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับเตรียมการรองรับได้อย่างเหมาะสม และวัตถุประสงค์ประการที่ 2 ได้มีการเชิญนักวิชาการ ตัวแทนเกษตรกร และภาคเอกชนมาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองเกี่ยวกับการปรับตัวของภาคเกษตรไทย เพื่อให้ทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางการพัฒนาและการตัดสินใจเชิงนโยบายต่อไป

กยท.เร่งถกหาช่องให้บ.ยางตปท. สนใจร่วมโครงการช็อปช่วยชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจ-แก้ปัญหาราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384185

x

กยท.เร่งถกหาช่องให้บ.ยางตปท. สนใจร่วมโครงการช็อปช่วยชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจ-แก้ปัญหาราคาตก

วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บริษัทผู้ผลิตยางต่างชาติให้ความสนใจร่วม โครงการช็อปยางช่วยชาติ กยท.เร่งหาทางออกให้สอดคล้องกับมาตรการที่รัฐกำหนด เผยขณะนี้มีร้านยางร่วมโครงการกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ได้ฤกษ์แจกคูปองใช้ลดหย่อนภาษีแล้ว

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าภายหลังจากรัฐบาลได้เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “โครงการช็อปช่วยชาติ” โดยมีสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ 3 ประเภท ได้แก่ ยางรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย หนังสือ และสินค้าโอท็อป โดยเฉพาะในส่วนของยางรถยนต์ ซึ่งเป็นสิินค้าที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการปีนี้เป็นปีแรกนั้น กยท.ได้เปิดโอกาสให้บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ในประเทศได้ยืนยันรับรองเข้าร่วมโครงการนั้น ปรากฏว่า ขณะนี้มี 5 บริษัทผลิตยางรถยนต์เข้่าร่วมโครงการแล้ว คือ บริษัทอีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตยางยี่ห้อ IRC บริษัทแม็กซิสอินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัดผู้ผลิตยางยี่ห้อ Maxxis บริษัทเอ็น.ดี. รับเบอร์จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตยาง OEM หลายยี่ห้อ บริษัท ดีสโตน จำกัด ผู้ผลิตยางยี่ห้อDeestone และบริษัทยางโอตานิ จำกัด ผู้ผลิตยางยี่ห้อ Otani ซึ่งทั้ง 5 บริษัทดังกล่าวมีร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศกว่า 1,000 แห่ง คาดว่า โครงการนี้จะรวมปริมาณการซื้อทั้งสิ้นมากกว่า 2,000 ตัน

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่านอกจาก 5 บริษัทดังกล่าวแล้ว ยังมีบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ที่เป็นบริษัทต่างชาติอีก 5-6 บริษัท สนใจเข้าร่วมโครงการ เช่น บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด บริษัท โยโกฮามา รับเบอร์ จำกัด บริษัท กู๊ดเยียร์(ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาเงื่อนไขข้อตกลง เนื่องจากบริษัทต่างชาติและที่มีสัญญารับซื้อยางระยะจากบริษัทเอกชนอยู่แล้ว ถ้าจะรับซื้อจากกยท. หรือสถาบันเกษตรกรต้องส่งตัวอย่างยางไปตรวจสอบคุณภาพที่ต่างประเทศก่อนเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน จะใช้เวลาหลายเดือน ไม่ทันระยะเวลาในการดำเนินโครงการ

ทั้งนี้ แม้บริษัทต่างชาติดังกล่าว ยืนยันว่า ปกติก็รับซื้อยางจากเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรผ่านบริษัทเอกชนอยู่แล้ว แต่จะให้กยท.รับรองว่า เป็นยางจากเกษตรกรคงเป็นไปได้ยาก เพราะไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าเป็นยางจากเกษตรกร อาจเอาจากโกดังเก่าของบริษัทเอกชนมาใช้ก็ได้ ดังนั้น จึงเร่งเจรจาหาทางออกร่วมกัน โดยให้บริษัทผู้ผลิตล้อยางต่างชาติดังกล่าว ทำสัญญาซื้อขายยางกับกยท. หรือสถาบันเกษตรกรล่วงหน้า แล้วเอาหลักฐานการซื้อขายและรับมอบยางให้กยท. เป็นหลักฐานออกใบรับรองและรับคูปอง จาก กยท. เพื่อใช้เป็นหลักฐานหักลดหย่อนภาษี เช่นเดียวกับ 5 ษริษัทที่ได้รับคูปองไปแล้ว จากนั้นก็จะสามารถนำคูปองไปกระจายให้กับร้านค้าที่จำหน่ายยางของบริษัทนั้นๆ ต่อไป

“มาตรการนี้นอกเหนือจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมแล้ว ยังสนับสนุนให้ใช้ยางพาราในประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นตามนโยบายรัฐบาล และที่สำคัญประชาชนที่ซื้อยางยังนำคูปองที่ได้รับมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 15,000 บาทอีกด้วย” รักษาการ ผู้ว่าฯกยท.กล่าว

นายเอกชัย ลิมปิโชติพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทยางโอตานิ จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทเป็นผู้ผลิตภัณฑ์ยางล้อ สำหรับรถเก๋ง รถบรรทุก รถไถนา ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัทยางโอตานิ เข้าร่วมโครงการช็อปช่วยชาติทั้งหมด โดยตัวผู้แทนจำหน่ายมากกว่า200 ร้านค้าทั่วประเทศ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา บริษัทรับซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ซึ่งแต่ละแห่งที่รับซื้อจะผลิตยางได้มาตรฐาน GMP ทำให้ยางโอตานิที่ผลิตออกมาจำหน่ายมีคุณภาพสูงได้มาตรฐานสากล

นายเกริก วงศาริยวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีสโตน จำกัด เปิดเผยว่าผลิตภัณฑ์ยางดีสโตนจะประกอบไปด้วยยางรถเก๋ง ยางรถบรรทุก ยางรถมอเตอร์ไซค์ ยางรถเกษตร รวมถึงยางอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้มีตัวแทนของดีสโตนอยู่ 800 ร้านค้าทั่วประเทศ และยังมีจำหน่ายในบีควิกที่มีกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ

ส่องสหกรณ์ : เครื่องเบญจรงค์ กลุ่มสตรีสหกรณ์พัฒนาบางโทรัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384184

ส่องสหกรณ์ : เครื่องเบญจรงค์ กลุ่มสตรีสหกรณ์พัฒนาบางโทรัด

ส่องสหกรณ์ : เครื่องเบญจรงค์ กลุ่มสตรีสหกรณ์พัฒนาบางโทรัด

วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เครื่องเบญจรงค์ จังหวัดสมุทรสาคร มีลวดลายบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ไทยสะท้อนถึงวิถีชีวิตคนไทย ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม ประเพณีท้องถิ่น เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยมือโดยอาศัยประสบการณ์ ความชำนาญ และจินตนาการของผู้ผลิต แต่ละชิ้นงานจึงมีความงดงาม โดดเด่นแตกต่างกันไป นับว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาไทยที่มีคุณค่าด้านความสวยงาม จึงเป็นผลงานที่มีคุณค่า

ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่นี้ เครื่องเบญจรงค์ กลุ่มสตรีสหกรณ์พัฒนาบางโทรัดนับว่าเป็นสินค้าที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่ได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ 16/17 ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาครจังหวัดสมุทรสาคร 74000โทร. 0-3483-9728, 08-9836-6884 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์0-2280-7506 หรือ06-2610-7842ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมสมาชิกปลูกข้าวปลอดสาร‘ตักสิลาพลัส’ รุกตลาดคนรักสุขภาพนวัตกรรมใหม่ของสหกรณ์ฯบรบือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384187

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมสมาชิกปลูกข้าวปลอดสาร‘ตักสิลาพลัส’  รุกตลาดคนรักสุขภาพนวัตกรรมใหม่ของสหกรณ์ฯบรบือ

รายงานพิเศษ : ส่งเสริมสมาชิกปลูกข้าวปลอดสาร‘ตักสิลาพลัส’ รุกตลาดคนรักสุขภาพนวัตกรรมใหม่ของสหกรณ์ฯบรบือ

วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ตักสิลา พลัส” ข้าวหอมมะลิสูตรควบคุมน้ำตาล ผลิตภัณฑ์ใหม่ของสหกรณ์การเกษตรบรบือ จำกัด จังหวัดมหาสารคาม เพื่อขยายตลาดข้าวของสหกรณ์ เพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพและรุกตลาดข้าวเพื่อสุขภาพมากขึ้น

ตลอดระยะเวลา 20 ปี ของการผลิตและจำหน่ายข้าวหอมมะลิ สหกรณ์การเกษตรบรบือ จำกัด ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาสินค้าจนผ่านการตรวจสอบว่าเป็นข้าวปลอดสารเคมีที่ขายดีที่สุดในจังหวัดมหาสารคาม และวางจำหน่ายในราคาไม่แพง จนทำให้เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในจังหวัดมหาสารคามและจังหวัดอื่นๆ มาอย่างยาวนาน

นางพรสุดา ภาคภูมิรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบรบือ จำกัด เล่าว่า สหกรณ์การเกษตรบรบือ จำกัด ถือว่าเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่ผลิตข้าวชนิดนี้ โดยสหกรณ์ฯ ได้ทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในโครงการวิจัยผลิตภัณฑ์ข้าวเพื่อสุขภาพลดน้ำตาล เป็นการพัฒนาโดยใช้วิธีปรับสายพันธุ์โดยการนำข้าวหอมมะลิ 105 ไปปรับค่าความหวานของข้าว ปรับจากน้ำตาลของข้าวจาก 85% เหลือเพียง 55% เพื่อให้ได้ข้าวที่มีรสชาติอร่อย หอม นุ่ม มีความสดใหม่ มีความหวานจากธรรมชาติ ที่สำคัญเมื่อรับประทานเข้าไปจะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากข้าวทั่วไป เนื่องจากสภาพดินที่ปลูกมีความเค็ม จึงทำให้เมล็ดข้าวที่ปลูกในแปลงนาดินเค็ม เมื่อนำมาหุงสุกและรับประทาน จะให้รสชาติที่อร่อยและกลิ่นหอม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นในแบบของตัวเอง

นอกจากนี้ ข้าว “ตักสิลา พลัส” ยังมีคุณสมบัติ เป็นข้าวควบคุมน้ำตาลในเลือด ซึ่งมีค่าดัชนีน้ำตาล GK55 ปราศจากการตัดแต่งพันธุกรรม ไม่ใช้สารเคมีปรุงแต่ง และได้รับรองการผลิตตามระบบ GAP การผลิตข้าวเปลือกจากกรมวิชาการเกษตร อีกทั้งมีความสามารถในการย่อยแป้งให้เปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้บริโภคทั่วไป โดยช่วยรักษาสมดุลในสมอง ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล หลับสบาย คลายกล้ามเนื้อ ป้องกันความจำเสื่อม กระตุ้นการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยการเจริญเติบโต สร้างเนื้อเยื่อ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับ ชะลอความชรา ช่วยขับเอนไซม์ขจัดสารพิษ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันเลือด มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้การย่อยอาหารเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้อิ่มท้องนาน ไม่หิวง่าย และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

“ข้าวของสหกรณ์เป็นข้าวที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด โดยที่ผ่านมาสหกรณ์ฯ จะให้ความสำคัญกับการอบรมความรู้การปลูกข้าวให้สมาชิกไม่ใช้สารเคมี เพื่อให้ผลผลิตที่ได้เป็นไปตามมาตรฐานของสหกรณ์ฯและตรงตามความต้องการของตลาด” นางพรสุดา กล่าว

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรบรบือ จำกัด กำลังขยายตลาดเพื่อจำหน่ายข้าว “ตักสิลา พลัส” อย่างต่อเนื่อง และเริ่มเปิดขายผ่านทางออนไลน์เฟซบุ๊ค และออกบูธตามงานแสดงสินค้าที่กระทรวงต่างๆ จัดงาน และใช้การบอกต่อกันปากต่อปาก ทำให้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมีลูกค้าประจำอยู่ในหลายจังหวัดติดต่อซื้อข้าวจากสหกรณ์ฯไปขายต่อ

ข้าว “ตักสิลา พลัส” ไม่เพียงแต่เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภคเท่านั้น ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวจากสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรบรบือ จำกัด ให้มีราคาสูงขึ้น สร้างรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีให้กับสมาชิกได้อย่างแท้จริง

เลาะรั้วเกษตร : รอ..ยาวๆ ไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384183

281225166

เลาะรั้วเกษตร : รอ..ยาวๆ ไป

วันศุกร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปี่กลองการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เริ่มขยับกันแล้ว มีเรื่องให้ได้ฮากันบ้างเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นสีสัน เรื่องที่น่าจะฮามากหน่อย เห็นจะเป็นเรื่องการจองเก้าอี้รัฐมนตรี เท็จจริงใครพูดอย่างไรไม่ทราบ ทราบแต่ว่ามีการกล่าวอ้างว่า สมศักดิ์ เทพสุทิน ขอจองเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพราะถนัดกว่ากระทรวงพาณิชย์ แถมยังจองซื้อเฮลิคอปเตอร์ไว้ 2 ลำ เพื่อจะได้บินไปแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว…ฮาไหมล่ะ….

วันรุ่งขึ้นมีลูกพรรคมาปฏิเสธว่า ไม่ได้จองเก้าอี้รัฐมนตรี และไม่ได้จองเฮลิคอปเตอร์ใดๆทั้งสิ้น แต่พูดถึงความเหมาะสม เพราะสมศักดิ์ เทพสุทิน เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาก่อน สร้างผลงานไว้มากมาย….

พูดถึงผลงานของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ สมศักดิ์ เทพสุทิน ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ คงซาบซึ้ง และจดจำได้เป็นอย่างดี….แต่ข้าราชการเหล่านั้นก็เกษียณอายุราชการไปเกือบหมดแล้ว..ล่าสุดก็ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ ชวลิต ชูขจร ที่เพิ่งจะเกษียณอายุราชการในปี 2561 นี่เอง….

กว่าจะถึงวันเลือกตั้ง คงมีเรื่องฮาๆ อีกมาก…ขณะเดียวกันข้าราชการทั้งหลาย ก็ดูเหมือนจะร้อนๆ หนาวๆ เกรงว่าบรรยากาศการทำงานแบบเดิมๆ สไตล์ของนักการเมือง และพรรคการเมืองเก่าๆ จะกลับมาอีก…

มาเรื่องราวของปัจจุบันดีกว่า…รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กฤษฎา บุญราช เสือยิ้มยาก ท่าทางจะยิ้มออก เมื่อราคายางที่ตกต่ำมานาน และราคาปาล์มน้ำมันที่เพิ่งจะตกต่ำในปีนี้ ขยับขึ้นมาเล็กน้อย

ท่านรัฐมนตรีบอกว่าที่ราคายางขยับขึ้น เป็นเพราะโครงการเร่งด่วนของรัฐบาล 1 หมู่บ้าน1 กิโลเมตร คือการทำถนนด้วยน้ำยางสดผสมดินซีเมนต์ตามสูตรของกระทรวงคมนาคมที่เพิ่งส่งให้กระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งรัฐบาลขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 7,851 แห่ง ทั่วประเทศ ให้การสนับสนุนการทำถนนดังกล่าวอย่างน้อยหมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร

ทั้งนี้กรมบัญชีกลางได้กำหนดราคากลางถนนยางพาราผสมดินซีเมนต์ไว้ที่ กิโลเมตรละ1.2 ล้านบาท สำหรับกรณีจ้างเหมา หรือกิโลเมตรละ9 แสน-1 ล้านบาท ในกรณีดำเนินการเอง โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถซื้อน้ำยางสดจากสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชนชาวสวนยางที่การยางแห่งประเทศไทยรับรองได้โดยตรง งานนี้คาดว่าจะใช้น้ำยางสดไม่ต่ำกว่า 1.4 ล้านตัน

อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการช็อปช่วยชาติแต่ช็อปรายการนี้ค่อนข้างใหญ่หน่อย..ชาวบ้านทั่วไปคงช็อปไม่ได้…..กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงการคลัง จึงเชิญชวนให้บริษัทผลิตล้อยางที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย เป็นผู้ร่วมโครงการช็อปช่วยชาติเป็นเวลา 1 เดือน ระหว่าง 15 ธันวาคม 2561-15 มกราคม 2562 ด้วยการซื้อยางพาราจากเกษตรกรโดยตรง ซึ่งขณะนี้มีบริษัทผลิตล้อยางจำนวน 5 บริษัท ที่เข้าร่วมโครงการ ปริมาณยางที่จะรับซื้อจากเกษตรกรรวมประมาณ 1,706 ตัน คาดว่าจะมีบริษัทเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีก

โครงการช็อปช่วยชาติ เป็นโครงการชั่วคราว อาจจะดึงผลผลิตยางออกจากเกษตรกรได้ไม่มากนัก รัฐบาลน่าจะหาทางกำหนดเงื่อนไขแบบถาวร เป็นโควตาสำหรับบริษัทผู้ผลิตล้อยาง
ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย ว่าจะต้องอุดหนุนผลผลิตยางภายในประเทศเป็นอัตราส่วนเท่าไร หรือบริษัทที่ไม่มีฐานผลิตในประเทศไทยก็ตาม ถ้านำผลิตภัณฑ์ยางมาจำหน่าย บริษัทแม่ต้องอุดหนุนผลผลิตยางของไทยในอัตราส่วนตามที่นำเข้าผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายในประเทศ….ทำอย่างว่าได้หรือไม่ กยท. ช่วยหาทางหน่อย….

เหนือสิ่งอื่นใดที่อยากเห็น บริษัทที่ประกอบธุรกิจเกษตรยักษ์ใหญ่ของไทย ได้ประโยชน์จากการขายกล้ายางก็ไม่น้อย ลงทุนธุรกิจเครือข่ายโทรศัพท์ก็แล้ว ลงทุนประมูลสัมปทานรถไฟไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน มูลค่านับแสนล้านก็ทำแล้ว ทำไมไม่ลงทุนสร้างโรงงานผลิตล้อยาง หรือผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ ขึ้นภายในประเทศบ้าง..ทำให้ครบวงจรเลย เริ่มตั้งแต่ผลิตกล้ายาง ปลูกยาง ผลิตน้ำยาง ยางแท่ง ยางแผ่นและแปรรูปยาง จะสร้างงานให้คนในประเทศได้อีกเยอะเลย….

สำหรับปาล์มน้ำมันที่ราคาขยับตัวสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 3 บาทนั้น โฆษกรัฐบาล บอกว่าเป็นผลมาจากรัฐบาลให้โรงงานไฟฟ้าบางปะกงใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า 1.6 แสนตัน เป็นเวลา 6 เดือน ส่งผลให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในพื้นที่ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี มั่นใจในแนวทางของรัฐบาล รับซื้อผลปาล์มสดจากเกษตรกรในราคาที่สูงขึ้น

แต่ตอนนี้ฝนตกน้ำท่วมภาคใต้เสียแล้ว สุราษฎร์ธานีก็เดือดร้อนไม่น้อย ไม่รู้ว่าจะกระเทือนถึงปาล์มและยางอีกหรือไม่ มีข่าวดีให้สุขใจได้ไม่นาน ข่าวร้ายก็มักจะมาเยือนทุกที…..ต้องรอกันยาวไปเสียละกระมัง…กว่าเกษตรกรจะสุขใจได้ยาวนานข้ามปี

แว่นขยาย