นาแปลงใหญ่ผลิตข้าวGAPบูม 115กลุ่มจับคู่ผู้ประกอบการทำเอ็มโอยู ลุยซื้อขายผลผลิตคุณภาพกว่า1.7หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384847

x

นาแปลงใหญ่ผลิตข้าวGAPบูม 115กลุ่มจับคู่ผู้ประกอบการทำเอ็มโอยู ลุยซื้อขายผลผลิตคุณภาพกว่า1.7หมื่นตัน

วันอังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลุ่มนาแปลงใหญ่ผลิตข้าว GAP 115 กลุ่ม จับคู่ทำ MOU กับผู้ประกอบการค้าข้าวแล้ว พร้อมเดินหน้าซื้อขายข้าวคุณภาพกว่า 17,000 ตัน

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า การส่งเสริมนาแปลงใหญ่ เป็นกลยุทธ์ในการทำให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่ม สะดวกต่อการเข้าไปถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีสู่การศึกษาหรือการปฏิบัติของเกษตรกรได้รวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ที่กรมการข้าวมีนโยบายผลักดันให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ไม่น้อยกว่า 20% ที่สำคัญคือสามารถผลิตข้าวที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้ตลาดนำการผลิต นำไปสู่การเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร เพื่อยกระดับคุณภาพและราคาข้าวได้อย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจรนั้น จะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรสมาชิกนาแปลงใหญ่หันมาผลิตข้าวมาตรฐาน GAP เพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จะสามารถเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวได้ จะมีผู้ประกอบการเข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวกับกลุ่มนาแปลงใหญ่โดยให้ราคาที่สอดคล้องกับคุณภาพคือ จะได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปและมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน ทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยขณะนี้ผลการจับคู่ธุรกิจและบันทึกข้อตกลงซื้อขายข้าวภายใต้โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ปี 2561/62 มีจำนวน 11 ผู้ประกอบการค้าข้าวที่ได้ทำ MOU เชื่อมโยงกับกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่รวม 115 กลุ่ม คิดเป็นเกษตรกรจำนวน 4,366 ราย พื้นที่ 81,222.37 ไร่ ประมาณการผลผลิตข้าวที่ได้จำนวน 28,570 ตัน สามารถขายข้าว GAP ให้กับผู้ประกอบการได้ประมาณ 17,482.27 ตัน

“ระบบส่งเสริมนาแปลงใหญ่ มีเป้าหมายคือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผลิตข้าวให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ทุกราย เพื่อให้ผลผลิตของเกษตรกรได้คุณภาพ ปลอดภัย สามารถเชื่อมโยงตลาด ขายได้ราคาที่สูงขึ้น เป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปแปรรูปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวสาร Q ที่มีคุณภาพ หรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากข้าวที่เพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น ช่วยยกระดับคุณภาพและราคาข้าวไทยให้ดียิ่งขึ้นไป สำหรับกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ที่สนใจเข้าสู่ระบบการผลิตข้าว GAP สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว หรือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

เร่งพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด เดินหน้าสร้าง4อ่างเสริมความมั่นคงแหล่งปลูกพืชศก.จันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384848

x

เร่งพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด เดินหน้าสร้าง4อ่างเสริมความมั่นคงแหล่งปลูกพืชศก.จันทบุรี

วันอังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรรัตน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด ภายใต้แผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อการเกษตร การผลักดันน้ำเค็ม และบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในเขต จ.จันทบุรี รวมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงเรื่องน้ำให้โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดให้เต็มศักยภาพนั้น ต้องสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จรอการส่งมอบ 1 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ต.พวา อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี มีความจุระดับกักเก็บ 60.26 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ต.ขุนช่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี มีความจุระดับกักเก็บ 80.70 ล้านลบ.ม. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 และอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ บ้านบ่อชะอม ต.พวา อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี มีความจุระดับกักเก็บ 68.10 ล้านลบ.ม. จะแล้วเสร็จตามแผนภายในปี 2564

ส่วนอีก 1 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด บ้านวังสัมพันธ์ ต.ขุนช่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีความจุมากที่สุดในจำนวน 4 แห่งดังกล่าว คือ 99.50 ล้านลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ใช้ระยะเวลาก่อสร้างอ่างเก็บน้ำประมาณ 4 ปี

“หากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง พร้อมฝายคลองวังโตนดตามแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดแล้วเสร็จ จะสามารถเก็บกักน้ำต้นทุนรวมกันได้ถึง 308.5 ล้าน ลบ.ม. และมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 249,700 ไร่ ซึ่งจะจะทำให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างอีกลุ่มน้ำหนึ่ง ที่สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และผลักดันน้ำเค็ม ได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ทั่วทั้งลุ่มน้ำ เสริมความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ไม่ว่า ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ กล้วยไข่ สร้างรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 25,000 ล้านบาท นอกจากนี้ สามารถผันน้ำส่วนเกินที่ส่งไปช่วยเสริมความมั่นคงให้กับพื้นที่ EEC ได้อีกถึงปีละประมาณ 100 ล้านลบ.ม.” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

‘อาลีบาบา’บุกเปิดดีลสั่ง‘ทุเรียนไทย’ขายออนไลน์ เริ่มล็อตแรกมี.ค.62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384805

‘อาลีบาบา’บุกเปิดดีลสั่ง‘ทุเรียนไทย’ขายออนไลน์ เริ่มล็อตแรกมี.ค.62

‘อาลีบาบา’บุกเปิดดีลสั่ง‘ทุเรียนไทย’ขายออนไลน์ เริ่มล็อตแรกมี.ค.62

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.57 น.

‘อาลีบาบา’บุกเปิดดีลสั่ง‘ทุเรียนไทย’ขายออนไลน์ เริ่มล็อตแรกมี.ค.62

24 ธ.ค.61 นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วย น.ส.อัจฉริยา จันทรวงศ์ กงสุลฝ่ายการเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ร่วมในการประชุมหารือระหว่างบริษัท  Win Chain Supply Management ซึ่งเป็นบริษัทจัดซื้อในเครืออาลีบาบา กรุ๊ป จากประเทศจีน นำโดย Mr.Ray Zhang ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อและทีมงาน เดินทางมาประเทศไทยเพื่อเจรจาการค้ากับสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ 12 แห่งจาก จ.ระยอง จันทบุรี และตราด ได้แก่ สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด , สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด , สหกรณ์การเกษตรบ้านน้ำเป็น จำกัด , สหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกิน จำกัด , สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธกส.ระยอง จำกัด จังหวัดระยอง

สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด , สหกรณ์การเกษตรขลุง จำกัด , สหกรณ์การเกษตรนายายอาม จำกัด จังหวัดจันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จำกัด สหกรณ์การเกษตรบ่อไร่ จำกัด , สหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด และสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคเกษตรจังหวัดตราด จำกัด จังหวัดตราด

ทั้งนี้ เพื่อตกลงเงื่อนไขทางการค้าและวางแผนส่งทุเรียนไทยไปจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ในประเทศจีน ภายหลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดพิธีลงนามข้อตกลงร่วมกันระหว่างตัวแทนสหกรณ์กับบริษัท  Win Chain Supply Management  เมื่อวันที่ 11 ก.ค.61 ที่ผ่านมา

โดยตัวแทนของอาลีบาบาได้แจ้งความประสงค์ที่จะทำธุรกิจซื้อขายทุเรียนกับสหกรณ์โดยตรง คาดว่าสหกรณ์จะรวบรวมผลผลิตในฤดูกาลปีหน้า และส่งทุเรียนให้กับอาลีบาบา กรุ๊ป ได้ตั้งแต่เดือน มี.ค.62โดยทางจีนจะทดลองสั่งซื้อรอบแรก 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ปริมาณ 20 ตัน ซึ่งก่อนการซื้อขาย ตัวแทนของทั้ง 2 ฝ่ายจะเจรจาในรายละเอียดเรื่องราคา ปริมาณทุเรียน และระยะเวลา ในการส่งมอบสินค้ากันอีกครั้งหนึ่ง โดยในระยะแรกของการซื้อขายทุเรียนระหว่างสหกรณ์ภาคตะวันออกกับบริษัท  Win Chain Supply Management  ต้องสร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจระหว่างกัน ทางอาลีบาบากรุ๊ป จึงได้แต่งตั้งบริษัท KAF ซึ่งเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ด้านการส่งออกผลไม้ไปประเทศจีน และมีโรงคัดคุณภาพตั้งอยู่ใน จ.จันทบุรี เป็นจุดรวบรวมทุเรียนจากสหกรณ์ในภาคตะวันออก และคัดแยกคุณภาพให้ได้มาตรฐานที่กำหนด

ทั้งนี้ ทุเรียนที่จะส่งไปตลาดประเทศจีนจะต้องมีปริมาณการสุกอยู่ที่ 80% และแบ่งเกรดเป็นระดับ A B C ซึ่งทุเรียน   เกรด A ต้องมีขนาด 4 พลู น้ำหนัก 4-6 กก./ลูก  เกรด B ขนาดไม่ถึง 4 พลู แต่ไม่ต่ำกว่า 3 พลู น้ำหนัก 2-6 กก./ลูก และเกรด C ขนาดไม่ถึง 3 พลู น้ำหนัก 2-6 กก./ลูก

“การตกลงทางการค้าร่วมกันระหว่างสหกรณ์กับอาลีบาบา กรุ๊ป คาดว่าจะได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องการเชื่อมโยงให้สหกรณ์ชาวสวนผลไม้ทำธุรกิจส่งออกผลไม้ให้กับทางอาลีบาบา กรุ๊ป เพื่อส่งเสริมให้สหกรณ์มีบทบาทในการส่งออกผลไม้ไปยังประเทศจีนเพิ่มขึ้นและมีตลาดที่ยั่งยืนในอนาคตและส่งผลต่อการยกระดับราคาผลผลิตให้กับสมาชิก สิ่งสำคัญคือเกษตรกรควรหันมาให้ความสำคัญในการผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพและผ่านการรับรองตามมาตรฐาน GAP ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า ซึ่งสหกรณ์ในภาคตะวันออกส่วนใหญ่จะเน้นส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตผลไม้คุณภาพตามมาตรฐาน GAP อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในฤดูกาลปี 2562 ทุเรียนในภาคตะวันออกจะมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20 %” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ม็อบหนี้สินเกษตรกรร้อง‘บิ๊กป้อม-กฤษฎา’ ขอชะลอคดีหนี้เร่งด่วนถูกยึดทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384772

ม็อบหนี้สินเกษตรกรร้อง‘บิ๊กป้อม-กฤษฎา’ ขอชะลอคดีหนี้เร่งด่วนถูกยึดทรัพย์

ม็อบหนี้สินเกษตรกรร้อง‘บิ๊กป้อม-กฤษฎา’ ขอชะลอคดีหนี้เร่งด่วนถูกยึดทรัพย์

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.10 น.

ม็อบหนี้สินเกษตรกรร้อง‘บิ๊กป้อม-กฤษฎา’ ขอชะลอคดีหนี้เร่งด่วนถูกยึดทรัพย์

24 ธ.ค.61 นายยศวัจน์ ชัยวัฒนสิริกุล ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย(สกท.) และนางกิมอัง พงษ์นารายณ์ สภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย(สค.ปท.) ยื่นหนังสือถึงนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรักษาการประธานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ระบุขอเสนอให้คณะอนุกรรมการประสานเจรจาหนี้จัดประชุม เพื่อทำแผนการแก้ปัญหาหนี้ให้เกษตรกร สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) โดยด่วน คัดกรองการรับขึ้นทะเบียนโดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและสถาบันเจ้าหนี้ก่อนการประกาศรับขึ้นทะเบียนรอบใหม่ในวันที่ 1 ม.ค.62 เร่งทำแผนเจรจาชะลอคดีหนี้เร่งด่วนการจำแนกแยกหนี้เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย (รายบุคคล,รายสถาบันเจ้าหนี้) กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และระยะเวลาในการแก้ปัญหาหนี้ให้ชัดเจน

นอกจากนี้ รวมถึงทำแผนงบประมาณตามมูลหนี้ของเกษตรกรทั้งหมด 1,200 ล้านบาท เพื่อให้ กฟก.ซื้อหนี้จากสถาบันการเงินเจ้าหนี้มาบริหารจัดการเอง โดยก่อนหน้านี้ สกท. และสค.ปท. ทำบันทึกร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ กฟก. ไว้ เมื่อวันที่ 29 พ.ย.61 ซึ่งทางธ.ก.ส. ยินดีจะขายหนี้ให้ กฟก. โดยคิดแค่ร้อยละ 50 ของมูลหนี้ทั้งหมด 2,400 ล้านบาท ในเงื่อนไขที่ครม. มีมติเห็นชอบชดเชยผลกระทบต่อสถานะทางการเงินให้ธ.ก.ส.

นายยศวัจน์ กล่าวว่า เรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งคณะ กฟก. ในส่วนผู้แทนเกษตรกรโดยเร็วที่สุด อีกทั้งคณะกรรมการ กฟก.เฉพาะกิจ ต้องเร่งดำเนินการให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการจัดการหนี้  พร้อมกับคัดเลือกคณะอนุกรรมการ กฟก. จังหวัดใหม่ทุกจังหวัดเนื่องจากคณะอนุกรรมการฯ เดิมนั้น มีองค์ประกอบไม่ครบถ้วน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้จริง และไม่ชอบด้วยระเบียบกฎหมาย

ทั้งนี้ จะนำเกษตรกรกว่า 500 คนร่วมเดินทางมาขอทราบผลภายใน วันที่ 2 ม.ค.62 นอกจากนี้ยังได้ยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวถึงพล อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนประเทศ (กขป. 5) เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรโดยเร็ว

รายงานพิเศษ : อีก3ปีเมืองนครศรีธรรมราชน้ำไม่ท่วม! กรมชลฯทุ่มงบ9.5พันล.ดันโครงการบรรเทาอุทกภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384602

รายงานพิเศษ : อีก3ปีเมืองนครศรีธรรมราชน้ำไม่ท่วม!  กรมชลฯทุ่มงบ9.5พันล.ดันโครงการบรรเทาอุทกภัย

รายงานพิเศษ : อีก3ปีเมืองนครศรีธรรมราชน้ำไม่ท่วม! กรมชลฯทุ่มงบ9.5พันล.ดันโครงการบรรเทาอุทกภัย

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากเหตุการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะในจ.นครศรีธรรมราช ทำให้ระดับน้ำในคลองท่าดี เอ่อล้นเข้าท่วมเมืองเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมชลประทานซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากคลองสายหลักจนน้ำในคลองต่ำกว่าตลิ่งทุกสาย พร้อมทั้งสูบน้ำออกจากตัวเมืองจนเข้าสู่สภาวะปกติในขณะนี้

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การระบายน้ำออกจากตัวเมืองครั้งนี้ต้องปิดประตูระบายน้ำคลองท่าดี เพราะถ้าเปิดประตูระบายน้ำคลองท่าดี จะทำให้น้ำไหลทะลักเข้าไปในคลองสายใหญ่ฝั่งซ้ายของ
ฝายคลองท่าดี ซึ่งจุดนี้เป็นจุดของคลองส่งน้ำ ไม่ใช่คลองระบายน้ำ คลองมีลักษณะต้นคลองใหญ่ ปลายคลองเล็ก ระบายน้ำออกได้เพียง 1.7 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเฉพาะตรงช่วงกลางคลองจะมีอาคารอัดน้ำเป็นช่วงๆที่ไม่ได้ช่วยให้ระบายน้ำได้ดี ดังนั้น ถ้าเปิดรับน้ำปริมาณมากเข้าไปจะทำให้น้ำล้นคันคลอง ก่อความเสียหายต่ออาคารชลประทานและพื้นที่โดยรอบ และไม่ช่วยเรื่องการระบายน้ำหลากในภาพรวมแต่อย่างใด

 

 

สำหรับสิ่งกีดขวางทางน้ำที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ จากการเข้าไปแก้ไขพบว่า ส่วนใหญ่เป็นกิ่งไม้ท่อนไม้ กรมได้กำจัดออกไปเพื่อให้น้ำไหลลงสู่ปลายคลองได้สะดวกขึ้น

ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาวนั้น กรมชลประทานน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ องคมนตรี พล.ท.เทียนชัย จั่นมุกดา รองสมุหราชองครักษ์ นายจริย์ ตุลยานนท์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน และดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการ กปร. พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการ กปร.ในขณะนั้น เข้าเฝ้าฯ ณ อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ในเขตจังหวัดภาคใต้ ดังความตอนหนึ่งว่า…

“เนื่องจากน้ำจำนวนมากจากคลองท่าดีมักจะรวมกับน้ำหลากจากคลองเสาธง ซึ่งมีพื้นที่ลุ่มน้ำอยู่เคียงข้าง เมื่อไหลบ่าลงสู่ทะเลพร้อมๆ กัน จะทำให้เกิดน้ำท่วมตัวจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างรุนแรง ดังเช่นอุทกภัยที่เกิดกับตัวเมืองเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2531 ที่ผ่านมา สมควรพิจารณาขุดลอกลำน้ำที่ผ่านตัวเมืองให้ลึกพร้อมกับขยายลำน้ำเหล่านั้นให้มีความกว้างมากขึ้น รวมทั้งการพิจารณาขุดทางระบายน้ำใหม่เพิ่มอีกตามความเหมาะสม ก็จะช่วยระบายน้ำที่ไหลลงมายังตัวเมืองให้ผ่านลงสู่อ่าวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น…”

อย่างไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่เศรษฐกิจของ จ.นครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเมืองที่มีราษฎรอาศัยหนาแน่น และมีลักษณะพื้นที่ทอดยาวขวางทิศทางการไหลในแนวทิศเหนือ–ใต้ เมื่อเกิดฝนตกหนักบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราชจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านเข้าตัวเมืองมาก ประกอบกับชุมชนเมืองมีการพัฒนาพื้นที่ ทำให้เกิดการบุกรุกแนวเขตคลองธรรมชาติ ส่งผลให้คลองธรรมชาติมีขนาดเล็กลงและตื้นเขิน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการระบายน้ำออกสู่ทะเล ทำให้เขตเทศบาลนครศรีธรรมราชและบริเวณใกล้เคียงเกิดปัญหาอุทกภัยเป็นประจำทุกปี

 

ทั้งนี้ จากการศึกษาทางอุทกวิทยาพบว่า น้ำที่ท่วมตัวเมืองนครศรีธรรมราชมาจากคลองท่าดี ซึ่งคลองท่าดีจะไหลไปลงคลองต่างๆและออกทะเลที่คลองท่าซัก และคลองปากนคร ซึ่งทั้ง 2 คลองนี้ มีความสามารถระบายน้ำรวมกันได้ 268 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ น้ำในคลองท่าดีที่รอบปีการเกิดซ้ำ 25 ปี มีปริมาณน้ำ 750 ลบ.ม./วินาที ซึ่งมากกว่าความสามารถของคลองท่าดีที่ระบายน้ำได้เพียง 100 ลบ.ม./วินาที จึงทำให้เกิดอุทกภัยขึ้นทุกปี ดังนั้น จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำโดยขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อผันน้ำเลี่ยงตัวเมืองนครศรีธรรมราช ให้สามารถเร่งการระบายน้ำออกทะเลให้ได้ในอัตรา 650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

การดำเนินงานที่ผ่านมา กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกันและมีมติเห็นควรใช้ระบบคลองส่งน้ำควบคู่กับการระบายน้ำเพื่อผันน้ำไม่ให้เข้าเมืองขุดขยายคลอง–ขุดลอกคลองเดิม ตามแผนที่เคยศึกษาไว้เดิม และให้ศึกษาทบทวนแนวทางแก้ปัญหาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอย่างเป็นระบบ ซึ่งกรมชลประทานเริ่มดำเนินการทบทวนรายงานการศึกษาและแบบรายละเอียดในปี 2555 เพื่อพิจารณาแนวทางเลือกก่อสร้างคลองในรูปแบบต่างๆให้ระบายน้ำได้ 750 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยการศึกษาวางโครงการแล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2559 และการสำรวจ–ออกแบบแล้วเสร็จในปี 2560

 

ทั้งนี้ โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะประกอบด้วยงานสำคัญๆคือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ 3 สายระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที ความยาวรวม 18.64 กิโลเมตร การปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิม 2 สาย คือ คลองวังวัว ยาว 5.9 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และคลองท่าเรือ-หัวตรุด ยาว 11.9 กิโลเมตร ให้ระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำ 7 แห่ง เมื่อแล้วเสร็จจะบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

“ขณะนี้กรมชลประทานเร่งรัดดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี (ปี 2561-2563) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม2560 วงเงินงบประมาณโครงการ 9,580 ล้านบาท” ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

สำหรับความคืบหน้าการดำเนิน โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชฯ ขณะนี้เริ่มดำเนินการขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ทั้ง 3 สาย ตั้งแต่ปลายปี 2560 เป็นต้นมา ส่วนงานต่อก่อสร้างประตูระบายน้ำได้เริ่มดำเนินการที่ ประตูระบายน้ำคลองท่าเรือ-หัวตรุดแล้ว รวมทั้งงานปรับปรุงคลองเดิมก็เริ่มดำเนินการแล้วเช่นกัน ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งรัดงานทุกงานให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายคือ ภายในปี 2563

นายกฯร่วมกิจกรรม‘ROAD SHOW’ ประชาสัมพันธ์งานข้าวไทย’61 โชว์ไฮไลท์วิถีทำนาชาวไทยทรงดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384600

x

นายกฯร่วมกิจกรรม‘ROAD SHOW’ ประชาสัมพันธ์งานข้าวไทย’61 โชว์ไฮไลท์วิถีทำนาชาวไทยทรงดำ

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะผู้บริหาร ประกอบด้วย นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะผู้บริหารกรมการข้าว และกลุ่มเกษตรกรชุมชนบ้านสะพานยี่หน อ.เมือง จ.เพชรบุรี (วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวอนุรักษ์วิถีไทยไร่ส้ม) เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์งานเทศกาลข้าวไทย 2561 (Thai Rice Festival 2018)

สำหรับกิจกรรมประชาสัมพันธ์งานเทศกาลข้าวไทย 2561 หรือ “ROAD SHOW” ได้นำตัวอย่างสุดยอดสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านระบบการผลิตข้าวมาตรฐาน Q ข้าวอินทรีย์ ข้าว GI ข้าว GAP ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ที่มาร่วมจำหน่ายภายในงานเทศกาลข้าวไทย 2561 (Thai Rice Festival 2018) ที่จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ความสุขจากท้องนา หรรษาสู่เมืองกรุง” ระหว่างวันที่ 19 – 24 ธันวาคม 2561 ณ ลานคนเมือง ด้านหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เวลา 10.00 – 22.00 น.

นอกจากนี้ ยังได้นำกลุ่มเกษตรกรชุมชนบ้านสะพานยี่หน กลุ่มเกษตรกรที่ต้องการอนุรักษ์วิถีการทำนาตามบรรพบุรุษ ณ ตำบลไร่ส้ม อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี มาสาธิต “ตำข้าวเม่า” ด้วยครกโบราณ ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจและร่วมตำข้าวเม่ากับเกษตรกร โดยข้าวที่นำมาตำนั้นเป็นข้าวพันธุ์หอมปทุม ระยะข้าวเต็มเมล็ด (ชื่อภาษาถิ่นเรียกว่า ข้าวลำลา) ปลอดสารพิษ ที่แช่น้ำไว้ 4 – 5 ชั่วโมง มาคั่วกับไฟ แล้วใส่ครกตำอย่างรวดเร็ว นำมาฝัดแยกกาก รับประทานคู่กับมะพร้าวขูด ซึ่งจะมีตัวอย่างของข้าวเม่าพร้อมรับประทานร่วมกับชาใบข้าว

เกษตรกรชุมชนบ้านสะพานยี่หน เป็นกลุ่มชุมชนไทยทรงดำหรือโซ่ง ที่อยู่ก่อนถึงทางเข้าเขาวัง ในเขต อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี ที่มีความแตกต่างจากชาวไทยทรงดำที่อื่น เนื่องจากในอดีตกลุ่มชุมชนไทยทรงดำที่บ้านสะพานยี่หน เป็นโซ่งที่มีความประพฤติดีเป็นพิเศษ จนได้รับการคัดเลือกเป็น “เด็กชา” (ข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่ทำงานรับใช้อยู่ในสังกัดกรมมหาดเล็ก) หามเสลี่ยง ขึ้นลงเขาพระราชวังพระนครคีรี รับใช้ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และทรงไว้วางพระราชหฤทัย จากเบื้องหลังความสำเร็จในการก่อสร้างพระราชวังบนเขาสมนที่เมืองเพชร หรือพระนครคีรี ซึ่งได้เกณฑ์ชาวโซ่งมาเป็นแรงงาน ซึ่งความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษนี้ ทำให้เกษตรกรชุมชนบ้านสะพานยี่หนจึงต้องการที่จะดึงชุมชนที่เปลี่ยนแปลงด้วยกระแสวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป ได้กลับเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวไทยทรงดำหรือโซ่งในพื้นที่ ให้กลับมาอนุรักษ์วิถีการทำนาแบบโบราณ และนำประเพณี การละเล่นที่สูญหายไปในอดีตกลับฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง เช่น ประเพณีการโยนข้าวเม่า ที่ทำให้คู่หนุ่มสาวชาวนาได้มาพบกัน จึงเป็นที่มาของการตำข้าวเม่า ที่จะได้นำมาแสดงวิถีชาวนาในกลุ่มของเกษตรกรนี้ ซึ่งจะพบและเรียนรู้เรื่องราววัฒนธรรมของชุมชนชาวไทยทรงดำหรือโซ่ง จ.เพชรบุรีนี้ ได้ที่ลานวัฒนธรรม ในงานเทศกาลข้าวไทย 2561

สหกรณ์วัดจันทร์เปิดแก้มลิง n รับซื้อจัดเก็บข้าวเปลือก-ข้าวโพดลดต้นทุนขนส่งให้สมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384599

x

สหกรณ์วัดจันทร์เปิดแก้มลิง n รับซื้อจัดเก็บข้าวเปลือก-ข้าวโพดลดต้นทุนขนส่งให้สมาชิก

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด เปิดจุดรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรในพื้นที่ เป็นแก้มลิงเพื่อช่วยลดค่าขนส่ง โดยรับซื้อในราคาเป็นธรรม พร้อมตาชั่งได้มาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นได้

นายประภาส  งามสงวน  ประธานกรรมการสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด เป็นสหกรณ์แห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459 ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 102 ปีแล้ว เดิมมีสมาชิกเพียง 16 ราย มีเงินทุน 3,080 บาท ปัจจุบันมีสมาชิก 6,927 ราย มีเงินทุนประมาณ 250 ล้านบาท ธุรกิจหลักของสหกรณ์ฯเน้นด้านสินเชื่อ โดยปล่อยสินเชื่อไปแล้วประมาณ 160 ล้านบาท และเป็นศูนย์กระจายสินค้าภาคเหนือตอนล่างของกรมส่งเสริมสหกรณ์

ล่าสุด หลังสหกรณ์ฯได้รับการจัดสรรงบประมาณผ่านโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร (แก้มลิง) ปีงบประมาณ 2561 ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อใช้ก่อสร้างลานตากผลผลิตเกษตรขนาด 3,200 ตารางเมตร  การก่อสร้างฉางขนาด 2,000 ตัน และจัดซื้อรถบรรทุก 6 ล้อ 1 คัน เพื่อใช้ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ฯได้เปิดจุดบริการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกจากเกษตรกรสมาชิกแล้ว โดยจะรับซื้อในราคาที่เป็นธรรม ตามกลไกตลาด ที่สำคัญตาชั่งได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้สมาชิกที่นำข้าวมาจำหน่ายให้สหกรณ์ฯ ซึ่งมีปริมาณผลการรวบรวมล่าสุด 838 ตัน มูลค่า 6,346,410 บาท นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ ยังเป็นจุดรวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ในอ.เมือง ซึ่งคาดว่าจะรองรับผลผลิตข้าวโพดจากเกษตรกรได้ประมาณ 2,000 ตัน

“เดิมสหกรณ์ฯ มีลานตากและฉางเก็บข้าวที่ใช้งานมานาน จึงเกิดผุพังเสียหาย ส่งผลให้ไม่มีประสิทธิภาพในการรวบรวมผลผลิต แต่หลังจากได้รับการสนับสนุนงบประมาณดังกล่าวจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงเริ่มธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกอย่างจริงจัง เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป ให้สามารถนำข้าวมาจำหน่ายได้ โดยไม่ต้องนำข้าวไปขายในพื้นที่ห่างไกล ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งได้มาก สร้างความพึงพอใจให้สมาชิก” นายประภาส กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 24 ธันวาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384601

586851

ชายคาพระพิรุณ : 24 ธันวาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดบ้านพบปะสื่อมวลชนแถลงนโยบาย Smart & Strong together ขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรในปี 2562 โดยเน้นเครือข่ายที่เข้มแข็ง แล้วก้าวเดินตามสถานการณ์ไปพร้อมกัน ภายใต้ เป้าหมายที่สำคัญคือเกษตรกรอยู่ดีมีสุข อย่างยั่งยืน ซึ่งสิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตร จะขับเคลื่อนต่อไป มี 5 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ 1.ขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเร่งรัดและพัฒนาการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในจังหวัดต่างๆ ให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน พร้อมทั้งนำรูปแบบการพัฒนาและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริไปต่อยอด ขยายผลในพื้นที่อื่นๆ 2.สร้างทายาทเกษตรกรและพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพให้มีความ Smart เพื่อสืบทอดอาชีพการเกษตร และพัฒนาให้เป็น Young Smart Farmer เพื่อจะได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเกษตรของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการพัฒนาต่อยอดเชิงธุรกิจเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ จัดระบบการพัฒนา Young Smart Farmer ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน 3.เพิ่มประสิทธิภาพกลไกขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้มีความ Strong โดยใช้ระบบส่งเสริมการเกษตรเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนงานในพื้นที่ ปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์และรองรับการดำเนินงานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายให้เข้มแข็ง เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชน ใช้ ศพก. และศูนย์เครือข่ายนำงานวิจัยที่เหมาะสมไปประยุกต์ใช้ และถ่ายทอดสู่เกษตรกรในการพัฒนายกระดับการผลิต สนับสนุนการให้บริการของ ศพก. ให้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเกษตรของชุมชน เป็นจุดเชื่อมโยงและบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน สร้างการรับรู้เพื่อให้เกษตรกรเข้ามาใช้บริการและร่วมพัฒนา ศพก. มากขึ้น พัฒนาระบบการทำงานของแปลงใหญ่ให้เข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายการพัฒนากลุ่มและแผนธุรกิจที่ชัดเจน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 5 ด้าน คือ การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพ การตลาด และการบริหารจัดการ 4.มุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในลักษณะตลาดนำการผลิตให้มีความ Strong พัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้มีแนวคิดเชิงธุรกิจ มุ่งเน้นการผลิตเชิงคุณภาพ รู้ทันสถานการณ์การผลิต และด้านตลาดสินค้าเกษตร สามารถวางแผนและบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล โดยยึดหลัก “ตลาดนำการผลิต” เพิ่มโอกาสทางการตลาดของสินค้าเกษตรคุณภาพ โดยส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ ตลาดเกษตรกร ธุรกิจค้าปลีก (Modern trade) ตลาด online การจัดงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ฯลฯ การขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร สร้างภาพลักษณ์สินค้าเกษตรให้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น และ 5.เพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร และสานพลังทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร พัฒนาศักยภาพบุคลากรและการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อพัฒนาให้เป็น Smart Officer เป็นนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ มีทัศนคติที่ดีในการทำงานและการให้บริการเกษตรกร รู้เท่าทันสถานการณ์ ใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนางาน เน้นการทำงานเป็นทีมและสร้างเครือข่าย พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนการทำงานและให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การให้บริการข้อมูลผ่าน Application ให้มีความสะดวก รวดเร็ว มีฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน และพร้อมต่อการนำไปใช้ประโยชน์ รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การประยุกต์ใช้ Internet of Things (IoT) ในงานส่งเสริมการเกษตรเพื่อรองรับการส่งเสริมการทำเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งอธิบดีสำราญมั่นใจว่า จากแนวทางดังกล่าวจะทำให้เกิดพลังในการทำงานและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทั้งในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกร…ขุนเกษตรา ขอเป็นกำลังใจให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จอย่างที่อธิบดีสำราญตั้งใจ เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกรนะครับ

ด้านนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มอบหมายให้สำนักมาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชี ร่วมเป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงินแก่สหกรณ์ หลักสูตร การจัดทำบัญชีของสหกรณ์ขั้นพื้นฐาน เพื่อพัฒนาศักยภาพในการจัดทำบัญชีของสหกรณ์มุ่งสู่เป้าหมาย ตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยมีสหกรณ์เข้ารับการอบรม จำนวน 33 สหกรณ์ และผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 50 ราย…นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญ ของการสร้างความเข้มแข็งทางบัญชีให้กับขบวนการสหกรณ์

ขุนเกษตรา

รับน้องใหม่!’มท.1’หอบคณะตรวจเยี่ยมมอบนโยบาย’องค์การจัดการน้ำเสีย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384639

รับน้องใหม่!'มท.1'หอบคณะตรวจเยี่ยมมอบนโยบาย'องค์การจัดการน้ำเสีย'

รับน้องใหม่!’มท.1’หอบคณะตรวจเยี่ยมมอบนโยบาย’องค์การจัดการน้ำเสีย’

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 17.24 น.

รับน้องใหม่!”มท.1″หอบคณะตรวจเยี่ยมมอบนโยบาย”องค์การจัดการน้ำเสีย” สั่งเข้มยึดกม.คุมระบบบำบัด

23 ธ.ค.61 ที่องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) อาคารเล่าเป้งง๊วน 1 ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม มอบนโยบายการดำเนินงานขององค์การจัดการน้ำเสีย โดยมี นายชัยเกียรติ ห่านสัมฤทธิ์ ประธานกรรมการ อจน.พร้อมด้วยคณะกรรมการ และนายชีระ วงศบูรณะ รักษาการผู้อำนวยการ อจน.ให้การต้อนรับ

โดย พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาน้ำเสียเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยและต้องดำเนินการให้เป็นกิจจะลักษณะ โดยจัดทำแผนแม่บทการจัดการน้ำเสีย ต้องทำให้เกิดการปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการดำเนินงานร่วมกันระหว่างองค์การจัดการน้ำเสียและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามอำนาจหน้าที่

“จะต้องสร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชนทุกระดับ ต้องเข้มงวดกวดขันการพิจารณาอนุญาตก่อสร้างอาคารโดยตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียภายในอาคารให้เป็นไปตามกฎหมาย ผมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอาคารเก่าในเรื่องระบบบำบัดน้ำเสียในอาคารให้เป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคารด้วย” รมว.มหาดไทย กล่าว

ด้าน นายชีระ รักษาการ ผอ.อจน.กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำเสียชุมชนที่เกิดขึ้น 9.50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน สามารถบำบัดจากระบบบำบัดชนิดติดตั้งกับที่ ที่แหล่งกำเนิดน้ำเสีย ได้แก่ บ้าน อาคาร สำนักงาน โรงงาน โรงพยาบาล ฯลฯ คงเหลือปริมาณน้ำเสีย 4.80 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนรวม 105 แห่ง แบ่งเป็น กทม.8 แห่ง และ อปท.97 แห่ง ในจำนวนนี้ อจน.เข้าไปดำเนินการ 26 แห่ง ซึ่งสามารถบำบัดได้ 3.20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน คงเหลือปริมาณน้ำเสียที่ต้องบำบัดรวม 1.60 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับคุณภาพแม่น้ำในประเทศไทย 22 ลุ่มน้ำ มีคุณภาพในเกณฑ์เสื่อมโทรมและพอใช้

จากนั้น รมว.มหาดไทย พร้อมคณะได้เยี่ยมชมศูนย์ติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำเสียประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์ประมวลและรายงานสถานการณ์น้ำเสียแบบ Realtime

อนึ่ง เมื่อช่วงต้นปี 61 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบโอนองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ก่อนหน้านี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนที่เป็นหน่วยย่อยของ อจน.กระจายอยู่ในพื้นที่ท้องถิ่น ที่ขึ้นอยู่กับ อปท.จึงต้องการให้มาอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานเดียวกัน

‘กฤษฎา’เผยข่าวดี!มท.-อปท.ขยายเป้าหมายเส้นทางทำถนนยาง1สาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384586

'กฤษฎา'เผยข่าวดี!มท.-อปท.ขยายเป้าหมายเส้นทางทำถนนยาง1สาย

‘กฤษฎา’เผยข่าวดี!มท.-อปท.ขยายเป้าหมายเส้นทางทำถนนยาง1สาย

วันอาทิตย์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.43 น.

“กฤษฎา”เผยข่าวดี! มท.-อปท.ขยายเป้าหมายเส้นทางทำถนนยาง1สาย ใช้น้ำยางสดผสมมากว่า1กม. ระบุเบื้องต้นโครงการ1กม.1หมู่บ้าน ใช้น้ำยางสด4.1หมื่นตันต่อเดือน ชี้สถาบันเกษตรกรทุกเขตมีกำลังการผลิตป้อนน้ำยางได้ทั่วประเทศ

23 ธ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้สำรวจการดำเนินงานของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ที่ กยท.รับรองและทำหน้าที่รับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกร หรือแปรรูปน้ำยางข้นเพื่อจำหน่ายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการทำถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราในโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร โดยสรุปปริมาณการรับซื้อน้ำยางสดและกำลังการผลิตและแปรรูปน้ำยางข้นทั่วประเทศ จำนวน 41,352 ตันต่อเดือนแบ่งตามเขตต่างๆ ได้ดังนี้ เขตภาคใต้ตอนบน 5,250 ตันต่อเดือน เขตภาคใต้ตอนกลาง 6,090 ตันต่อเดือน เขตภาคใต้ตอนล่าง 10,984 ตันต่อเดือน เขตภาคกลาง และภาคตะวันออก 3,311 ตันต่อเดือน เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1,633 ตันต่อเดือน เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 10,670 ตันต่อดือน และเขตภาคเหนือ 3,414 ตันต่อเดือน

นายกฤษฎา กล่าวว่า จังหวัดที่ดำเนินการแล้วได้แก่ สงขลา ตรัง นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู บึงกาฬ เป็นต้น ส่วนที่มีเกษตรกรบางกลุ่มกังวลใจว่าล่าช้า และต้องการให้องค์กรปกครองส่วนทิ้งถิ่น (อปท.) รับซื้อน้ำยางจากสถาบันเกษตรกรโดยเร็วนั้น การดำเนินการดังกล่าวขึ้นกับความพร้อมของแต่ละ อปท.ทั้งด้านงบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้าง

“ล่าสุด กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้ทำหนังสือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศว่า ในปีงบประมาณ 2562 นี้ ในผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการให้ อปท.ใช้เงินสะสมของ อปท.ดำเนินโครงการนี้ อีกทั้งให้พิจารณานำโครงการและกิจกรรมที่ใช้ยางพาราเป็นส่วนผสม และอยู่ในแผนพัฒนาทำเสนอสภาท้องถิ่น ในการทำหน้าที่ด้านบริการชุมชนและสังคม รวมถึงบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและเกษตรกร สำหรับการเบิกจ่ายและตรวจรับให้ปฏิบัติตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย” นายกฤษฎา กล่าว

ทั้งนี้ อธิบดีกรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นกำชับให้ อปท.ปรับปรุง ซ่อมแซมถนนดินซีเมนต์ ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพารา โดยสามารถใช้ได้ทั้งน้ำยางสดและน้ำยางข้นตามสูตรก่อสร้าง (Job Mix Formular) ของกรมทางหลวงชนบท นอกจากนี้ การทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างต้องระบุให้คู่สัญญารับซื้อน้ำยางจาก กยท.หรือสถาบันเกษตรกร ที่ กยท.รับรอง โดยจะต้องระบุแหล่งรับซื้อน้ำยาง ปริมาณ วันที่รับซื้อ ให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด รายงานเข้ามายังกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกเดือนจนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2562 ซึ่งทราบว่าทุก อปท.รายงานสถานการเงินเข้ามาทุกแห่งแล้ว

นายกฤษฎา กล่าวว่า ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกระทรวงมหาดไทยในการสนับสนุนให้ อปท.เพิ่มความยาวและสายทางของถนนที่จะก่อสร้างมากกว่า 1 กิโลเมตร และมากกว่า 1 สาย ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยกำหนดให้เชิญประชุม อปท.ทั่วประเทศเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับแบบและสูตร ราคากลาง รวมถึงแนวทางการใช้งบประมาณ การตรวจรับงาน โดยทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมบัญชีกลางมาชี้แจง นอกจากนี้ ยังได้เชิญคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาชี้แนะเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายหรือทุจริต ในการนำนโยบายสร้างเสถียรภาพราคายางของรัฐบาลไปปฏิบัติให้เกิดประโยช์นสูงสุด จะสามารถยกระดับราคายางได้ยั่งยืน และสำคัญที่สุดคือตัวเกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง