‘บิ๊กฉัตร’พอใจแนวทางยกระดับประมงพื้นบ้าน ชี้ชาวประมงมีรายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385389

'บิ๊กฉัตร'พอใจแนวทางยกระดับประมงพื้นบ้าน  ชี้ชาวประมงมีรายได้เพิ่ม

‘บิ๊กฉัตร’พอใจแนวทางยกระดับประมงพื้นบ้าน ชี้ชาวประมงมีรายได้เพิ่ม

วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 19.16 น.

“บิ๊กฉัตร” พอใจแนวทางยกระดับประมงพื้นบ้าน ทำให้ทรัพยากรณ์สัตว์น้ำกลับมาอุดมสมบูรณ์ ชาวประมงมีรายได้เพิ่มขึ้น ย้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญ ไอยูยู น้อยกว่าสร้างความมั่งคงแก่ประมงไทย เชื่อ รัฐบาลใหม่เข้ามาสานต่อแนวทางได้

26 ธ.ค.61 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเกษตรกรชาวประมงพื้นบ้านธนาคารปูม้า  ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช  โดยมีนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และตัวแทนกลุ่มประมงพื้นบ้านทั้งจากฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน รวม 13 จังหวัด ให้การต้อนรับ เข้าร่วมในกิจกรรมและรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 งบกลางรายการเบิกจ่ายเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินฯ ในอำนาจของรองนายกรัฐมนตรี เพื่อนำไปดำเนินกิจกรรมสร้างรายได้และอาชีพของกลุ่ม เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตสัตว์น้ำที่จับได้ด้วย

“ การแก้ปัญหาประมงของประเทศไทยต้องแยกปัญหาให้ชัดเจนเพราะเรามีทั้งประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ ซึ่งประมงพาณิชย์ก็แบ่งเป็น ในน่านน้ำและนอกน่านน้ำ ซึ่งการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ ไอยูยู รัฐบาลดำเนินการครอบคลุมทุกกลุ่ม แต่เน้นในเรื่องของประมงพาณิชย์นอกน่านน้ำที่จะต้องดำเนินการตามกติกาสากล ส่วนประมงพื้นบ้านนั้นรัฐบาลปรับให้สามารถทำประมงได้อย่างยั่งยืน  ซึ่งรัฐบาลไม่ได้เน้นที่จะทำให้ถูกปลดออกจากใบเหลืองใบแดง แต่รัฐบาลเน้นที่จะทำให้ทรัพยากรณ์ทางทะเลมีความสมบูรณ์สามารถทำประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน”

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่าดีใจที่การทำประมงพื้นบ้าน ในปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง ได้รวมตัวกันแก้ไขปัญหาและมีความเข้าใจเกี่ยวกับการทำประมงที่ยั่งยืนมากขึ้น และสามารถมีรายได้ยกระดับชีวิตของชาวประมงได้ ความอุดมสมบูรณ์ของการทำประมงพื้นบ้านกลับคืนมา เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ที่เป็นผลจากการปรับการทำประมงในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เป็นการพิสูจน์ว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ดีสำหรับประมงพื้นบ้าน เชื่อว่าเมี่อรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานก็จะได้เห็นถึงความสำคัญถึงแนวทางการทำประมงที่ยั่งยืน ที่สำคัญคนไทยจะได้บริโภคอาหารทะเลที่มีคุณภาพไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ทั้งนี้รองนายกรัฐมนตรี ยังได้แสดงความห่วงใยถึงพี่น้องชาวประมงที่ต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพหรือทำการประมงที่ถูกกฎหมาย แต่ยังขาดเงินทุนในการจัดซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ทำการประมงว่า กรมประมงได้จัดทำโครงการ และจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อให้พี่น้องชาวประมงได้นำไปปรับเปลี่ยนอาชีพและจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ ซึ่งเกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าวได้

กษ.ลงนาม3ฝ่ายรับซื้อข้าวโพดทุกเมล็ด ราคาประกันไม่ต่ำกว่า8บาท/กก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385331

กษ.ลงนาม3ฝ่ายรับซื้อข้าวโพดทุกเมล็ด ราคาประกันไม่ต่ำกว่า8บาท/กก.

กษ.ลงนาม3ฝ่ายรับซื้อข้าวโพดทุกเมล็ด ราคาประกันไม่ต่ำกว่า8บาท/กก.

วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 17.07 น.

“กษ.ลงนาม 3 ฝ่าย รับซื้อข้าวโพดทุกเมล็ด ราคาประกันไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกก. ตั้งจุดรับซื้อทุกอำเภอ ในพื้นที่ปลูก 37 จว.ตั้งเป้าแก้ปริมาณข้าวล้นตลาดกว่า 1 ล้านตัน “

26 ธ.ค.61 นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนปลูกข้าวโพด(เลี้ยงสัตว์)หลังนา ว่าเป็นนโยบาย ของนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรฯได้บูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรสามารถเลือกพืชปลูกหลังฤดูทำนา โดยโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลังทำนา ในปี2561 ได้มีการวางแผนปลูกข้าวรอบแรก ให้ปลูกเต็มพื้นที่กว่า 58 ล้านไร่ ได้ผลผลิต 24 ล้านตันข้าวเปลือก ในการประเมินของคณะกรรมการแผนข้าวครบวงจร ซึ่งในรอบสอง นาปรังมีเกษตรกรปลูกข้าว 13.31 ล้านไร่ ผลผลิตข้าว 9 ล้านตัน รวมแล้วกว่า32 ตันข้าวเปลือก

ทั้งนี้ รัฐบาลมีแนวทางดูแลเรื่องเสถียรภาพราคาข้าว สร้างความมั่นใจเกษตรกร หากปลูกข้าวไม่เกินบริโภคภายในประเทศและส่งออก จึงได้กำหนดพื้นที่ปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาเป้าหมาย2 ล้านไร่ โดยล่าสุดมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้ว 95,620 ราย เป็นพื้นที่ 807,155 ไร่ คิดเป็น 74% ของโครงการ โดยเกษตรกรยังเข้าร่วมได้ถึง15 ม.ค.62 ระยะเวลาปลูก 120 วัน เก็บเกี่ยวได้ก่อนฤดูฝนจะทำให้ผลผลิตข้าวโพดมีคุณภาพสูง และเพื่อลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ยังแก้ปัญหาความขัดแย้งแย่งใช้น้ำทำนาช่วงหน้าแล้งได้ ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายลดปริมาณข้าวได้กว่า 1 ล้านตัน จะทำให้ผลผลิตข้าวสมดุลไม่ล้นตลาด

“โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ไประดับหนึ่ง ทำให้ราคาข้าวเก็บเกี่ยว ได้ราคาน่าพอใจ ส่วนเกษตรกรชาวนาจะเลือกปลูกข้าวโพดหรือไม่ เป็นการตัดสินใจเอง ขณะนี้ขยายพื้นที่ไปถึง 37 จังหวัด เกษตรกรมีความประสงค์เข้าร่วม และสภาพดิน น้ำ มีความเหมาะสม ไม่ขาดน้ำในช่วงข้าวโพดออกดอก จะได้ผลผลิตได้กว่า1 ตันต่อไร่  จึงเป็นพื้นฐานที่มีความสำคัญในปีต่อไปโดยการสนับสนุนภาครัฐ เอกชน มีมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เป็นแนวความคิดใหม่ไปช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ และเรื่องราคาขายเกษตกรต้องได้ไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกก. ทำให้มีกำไรมากกว่าทำนาปรัง ซึ่งจะเป็นการบริหารแผนการผลิตสินค้าเกษตรทุกชนิด ให้เกิดศักยภาพตรงตามความต้องการใช้ภายในประเทศ เช่นข้าวโพดต้องการปีละ8 ล้านตัน ผลิตได้ 5 ล้านตัน โดยยังขาดข้าวโพดถึง 3 ล้านตัน  ป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ส่วนปาล์มน้ำมัน ยางพารา จะใช้แนวทางนี้เพื่อเกิดความยั่งยืนมากกว่าพึ่งพาตลาดภายนอกประเทศ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงดูแลอย่างเข้มงวดห้ามมีการลักลอบขนสินค้าเกษตรเข้าไทยอย่างเด็ดขาด เชื่อมั่นได้ว่าปัญหาการลักลอบนำสินค้าเกษตรตามแนวชายแดนไม่มี “นายลักษณ์ กล่าว

ด้านนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่าขณะนี้มีเกษตรกรแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ 1.2 ล้านไร่ ตอนนี้เข้าโครงการแล้ว 8 แสนไร่ มีความต้องการในเรื่องสินเชื่อ 5 หมื่นราย ซึ่งเกษตรกรที่เข้าโครงการจะไม่นำปัญหาหนี้เก่าขึ้นมาพิจารณา โดยเกษตรกรขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ได้ทุกรายเพราะเป็นนโยบายของรัฐ ซึ่งมีผู้รับซื้อทุกอำเภอวางจุดรับซื้อแล้ว

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่าสหกรณ์ ได้ตั้งจุดรับซื้อ 262 แห่ง และในส่วนพื้นที่ไม่มีสหกรณ์ เอกชนได้ประสานตั้งจุดรับซื้อแล้ว32 จุด ดังนั้นผลผลิตข้าวโพดทุกเมล็ดมีผู้รับซื้อในพื้นที่ จึงไม่มีปัญหาหาที่ขายไม่ได้ หรือต้องขนไปขายข้ามจังหวัดแน่นอน

นายบุญธรรม อร่ามศิริวัฒน์ เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่ารับประกันราคาซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกก.แน่นอน  เพราะขณะนี้วัถตุดิบไม่พอผลิตอาหารเลี้ยงสัตว์  ในส่วนปัญหาสงครามการค้าโลก ยังไม่ผลกระทบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เริ่มมีผลกระทบถั่วเหลืองเท่านั้น แม้ว่าประเทศสหรัฐฯมีราคาข้าวโพด 4-5 บาทต่อกก.ต่ำกว่าไทย ซึ่งทั้ง ประเทศจีน และสหรัฐ มีการปลูกข้าวโพดมีคุณภาพและได้ผลผลิตจำนวนมาก  ถ้าเรามีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการเกษตร  จะตอบโจทย์ในเรื่องประสิทธิภาพของผลผลิตการเกษตรของไทยมีคุณภาพสามารถแข่งขันตลาดโลกได้

กรมปศุสัตว์ บูรณาการหน่วยงานร่วมต้านโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเข้าประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385276

กรมปศุสัตว์ บูรณาการหน่วยงานร่วมต้านโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเข้าประเทศไทย

กรมปศุสัตว์ บูรณาการหน่วยงานร่วมต้านโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเข้าประเทศไทย

วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.24 น.

26 ธ.ค.61 เวลา 11.00 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา นายวรพัฒน์ เชาว์วิศิษฐ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรมศุลกากร และผู้แทนจากภาคมหาวิทยาลัย (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล) ร่วมแถลงข่าวบูรณาการหน่วยงานร่วมต้านโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เข้าประเทศไทย พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์จีระศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้ที่เกี่ยวข้องของกรมปศุสัตว์ ได้แก่ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ ผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน และผู้อำนวยการกองควบคุมอาหารและยาสัตว์

กรมปศุสัตว์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมศุลกากร ภาคมหาวิทยาลัย และภาคเอกชนผนึกกำลังเข้มงวดการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเข้าประเทศไทย ย้ำไม่ติดคนและสัตว์ชนิดอื่น แต่ส่งผลกระทบก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรอย่างมาก

เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) มากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชีย กรมปศุสัตว์จึงได้มีการเข้มงวดและป้องกันการลักลอบนำเข้าสุกร ซากสุกรและผลิตภัณฑ์สุกรที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด

ขณะนี้ใกล้จะถึงช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ขยายวงกว้าง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเข้ามาสร้างความเสียหายแก่ประเทศไทย กรมปศุสัตว์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมศุลกากร และสถาบันการศึกษาจึงได้บูรณาการการตรวจสอบและจับกุมการลักลอบนำเข้าสุกร ซากสุกรและผลิตภัณฑ์สุกรให้มีประสิทธิภาพ โดยได้ข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้

1. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้กำชับโดยประกาศให้เจ้าหน้าที่ที่ด่านทั้ง 50 ด่าน เข้มงวดตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของสุกรที่มาจากประเทศที่พบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรทั้ง 15 ประเทศ

2. ด่านศุลกากรประจำสนามบินนานาชาติและช่องผ่านแดนต่างๆ ได้เข้มงวดตรวจสอบสัมภาระของนักท่องเที่ยวโดยเครื่องเอ็กซ์เรย์

โรค ASF ติดเฉพาะในสุกร ไม่เป็นโรคติดต่อในคนและสัตว์ชนิดอื่น และยังไม่มีการเกิดในไทย จึงขอความร่วมมือเกษตรกรให้ยกระดับการเลี้ยงสุกรให้มีระบบการป้องกันโรคที่ดีตามมาตรฐาน และหากเป็นรายย่อยให้ใช้มาตรฐานการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบแหล่งที่มาของสุกรก่อนเข้าฟาร์ม ร่วมกับการจัดการด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งจะช่วยป้องกันการนำโรคเข้าสู่ฟาร์มได้ และงดเว้นการนำอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุกที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส อย่างน้อย 30 นาที มาเลี้ยงสุกร นอกจากนี้ให้สังเกตอาการสุกรอย่างใกล้ชิด  หากพบสุกรแสดงอาการป่วยและมีจำนวนสุกรตายผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือ call center 063-225-6888  หรือที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ณ ห้องแถลงข่าว ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์

ชูยโสธรโมเดลเมืองเกษตรอินทรีย์ ขยายพื้นที่ผลิตเพิ่มช่องทางตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385061

x

ชูยโสธรโมเดลเมืองเกษตรอินทรีย์ ขยายพื้นที่ผลิตเพิ่มช่องทางตลาด

วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน “Yasothon Organic Fair” ที่ศาลากลางจังหวัดยโสธรว่า การส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรแบบอินทรีย์เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรเกิดการพัฒนาสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนและสร้างผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องวิตกต่อภาวะราคาเหมือนผลผลิตการเกษตรทั่วไป โดยกระทรวงเกษตรฯคัดเลือกจ.ยโสธร เป็นจังหวัดต้นแบบทำเกษตรอินทรีย์ของประเทศ หรือเรียกว่า “ยโสธร โมเดล” เนื่องจากเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์มานาน มีการรวมกลุ่มเหนียวแน่น พัฒนากระบวนการผลิตในวิถีเกษตรอินทรีย์ต่อเนื่อง ผลผลิตได้รับการรับรองมาตรฐาน จึงเป็นตัวอย่างในการรณรงค์ส่งเสริมให้จังหวัดอื่นนำไปปรับใช้ เพื่อพัฒนาเสริมสร้างการทำเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดอย่างยั่งยืน

การจัดงาน “เกษตรอินทรีย์วิถียโสธร “หรือYasothon Organic Fairครั้งนี้ จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 แสดงให้เห็นว่าจ.ยโสธร มีศักยภาพความพร้อมต่อการก้าวไปเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ โดยความร่วมมือของหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ เอกชนและเกษตรกร ทั้งนี้ จากการที่จังหวัดกำหนดทิศทางพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ชัดเจน เป็นการพัฒนาสร้างเสริมด้านการเกษตรมาถูกทาง เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลก เพราะสินค้าเกษตรอินทรีย์ดีต่อสุขภาพ อีกทั้ง แต่ละประเทศได้กำหนดมาตรฐานรับรองสินค้าที่เป็นเกษตรอินทรีย์ของประเทศของตน ซึ่งไทยก็ได้มีมาตรฐานต่างๆ ทั้งกระบวนการเพาะปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว จนถึงการแปรรูป

“รัฐบาลมุ่งส่งเสริมให้มีกิจกรรม หรือโครงการเพื่อการพัฒนาสินค้าอินทรีย์ของไทยออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ การจัดงานครั้งนี้เป็นการนำเสนอความเป็นอินทรีย์ของจ.ยโสธร สร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคได้เห็นศักยภาพการทำเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด เพิ่มช่องทางการตลาด แสดงศักยภาพและพัฒนาการความก้าวหน้าเกษตรอินทรีย์วิถียโสธรให้เป็นที่รับรู้ ทั้งนี้ จ.ยโสธร เป็นจังหวัด
ที่เกษตรกรรวมกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์อย่างเข้มแข็ง เป็นสังคมมีน้ำใจเอื้ออาทร แบ่งปันองค์ความรู้ ไม่มุ่งค้ากำไรเพียงอย่างเดียว จึงเป็นเมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ในระดับโลกได้” นายวิวัฒน์ กล่าว

หลังจากนั้น รมช.เกษตรฯเป็นประธานเปิดศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถียโสธร อ.เขื่อนแก้ว จ.ยโสธร แหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการ นวัตกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรอินทรีย์ที่ช่วยพัฒนาให้เกษตรกรมีศักยภาพด้านการผลิตในการประกอบอาชีพเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความสามารถแก้ปัญหาการเกษตร ประยุกต์ใช้นวัตกรรมและดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ ยังร่วมกิจกรรมปล่อยปลาและกบลงสระน้ำบริเวณศูนย์เรียนรู้ฯ และปลูกต้นรวงผึ้งด้วย

สศก.ประเมินรายได้เกษตรกร ปี’61เพิ่มขึ้น-แนวโน้ม’62ยังโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385064

x

สศก.ประเมินรายได้เกษตรกร ปี’61เพิ่มขึ้น-แนวโน้ม’62ยังโต

วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยภาพรวมภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2561 วัดจากดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร ประกอบด้วย ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ดัชนีราคาสินค้าเกษตร และดัชนีรายได้เกษตรกรพบว่า ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.43 เมื่อเทียบกับปี 2560 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ อาทิ ทุเรียน เงาะ และลำไย และปศุสัตว์คือ สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และโคเนื้อ ด้าน สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง และมังคุด

ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลงร้อยละ 5.86 เมื่อเทียบกับปี 2560 สินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน สับปะรด และปศุสัตว์คือ สุกร ไก่เนื้อ และโคเนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทุเรียน ลำไย และ ไข่ไก่ หากมองถึงดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2561 พบว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.19 เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ลดลง และเมื่อพิจารณาถึงรายได้เกษตรกรแต่ละหมวดสินค้า พบว่า หมวดพืชผล รายได้
เกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.46 โดยสินค้าพืชสำคัญที่เพิ่มขึ้นได้แก่ ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลไม้ คือ ทุเรียน เงาะ และลำไย

หมวดปศุสัตว์รายได้เกษตรกร ลดลงร้อยละ 3.04 เนื่องจากผลผลิตสินค้าปศุสัตว์หลักทั้งไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และโคเนื้อ ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาส่วนใหญ่อ่อนตัวลง และหมวดประมง ลดลงร้อยละ 22.11 เนื่องจากราคากุ้งขาวแวนนาไมลดลง สอดคล้องกับราคาในตลาดโลกที่ลดลงตามภาวะอุปทานส่วนเกิน ทั้งนี้ แม้ดัชนีรายได้เกษตรกรของสาขาปศุสัตว์และประมงจะลดลง แต่ภาพรวมรายได้ของเกษตรกรยังเพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของสาขาพืชเป็นหลัก รวมทั้งเป็นผลจากการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการด้านการเกษตร ประกอบกับส่งเสริมเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการ ของตลาด ด้วยหลักการตลาดนำการผลิต และขยายพื้นที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น

รองเลขาธิการ สศก.กล่าวต่อว่า หากมองแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรทั้งปี 2562 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2561 จากผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่เพิ่มขึ้น อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมันและผลไม้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศ ยังคงเอื้อต่อการผลิตทางการเกษตรและการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรเพื่อปฏิรูปภาคเกษตร โดยปี 2562 เน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาสังคม และการวางแผนการผลิตที่สอดคล้องความต้องการของตลาด ส่งผลให้ดัชนีรายได้ภาคเกษตรปีหน้ายังขยายต่อเนื่อง

ยันสเปกถนนยาง1หมู่บ้านไม่เอื้อใคร ลั่นตรวจเข้มคุณภาพ-ใช้ได้ทั้งน้ำยางสด-ข้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385065

x

ยันสเปกถนนยาง1หมู่บ้านไม่เอื้อใคร ลั่นตรวจเข้มคุณภาพ-ใช้ได้ทั้งน้ำยางสด-ข้น

วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม จัดทำคู่มือก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ (ยางพารา) สำหรับงานท้องถิ่นแล้ว ซึ่งจะนำไปใช้สร้างถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ในโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ของรัฐบาล ซึ่งคู่มือดังกล่าวเป็นแบบมาตรฐานไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใคร ใช้ได้ทั้งน้ำยางสดและน้ำยางข้น บริษัทเอกชนที่ประมูลงานได้สามารถนำไปผสมกับสารผสมเพิ่มเพื่อปรับปรุงคุณภาพ และปรับเปลี่ยนคุณสมบัติบางประการของน้ำยางพาราให้มีคุณสมบัติทางวิศวกรรมตามที่กำหนดได้ไว้

ส่วนมาตรฐานถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ จะมีกรรมการตรวจสอบความหนาแน่นและความทนทานก่อนตรวจรับ โดยต้องรับน้ำหนักได้ไม่ต่ำกว่า 12 ตัน รวมทั้งมีความกว้างและระยะทางเป็นไปตามสัญญา โดยหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการทั้งหมด กระทรวงเกษตรฯไม่สามารถสั่งการได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับประโยชน์จากดำเนินโครงการดังกล่าว จึงสั่งการให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดจุดรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกร เพื่อให้บริษัทเอกชนที่รับทำโครงการทำถนนยางพาราซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกร ช่วยเร่งระบายน้ำยางออกจากมือเกษตรกรให้มากที่สุด ซึ่งโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตรดังกล่าว
มีส่วนสำคัญที่จะเอายางที่ล้นระบบมาทำถนน เป็นการเพิ่มปริมาณความต้องการใช้ยาง สร้างเสถียรภาพให้กับราคายางได้

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท.กล่าวว่า การจัดทำคู่มือสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ (ยางพารา) สำหรับงานท้องถิ่นของกรมทางหลวงนั้น เพื่อให้เข้าใจตรงกันในแนวทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในส่วนการนำยางพาราไปใช้ทำถนน ด้วยการนำน้ำยางสดหรือน้ำยางข้นผสมกับสารผสมเพิ่ม (NR-Pleblend) เพื่อปรับปรุงคุณภาพและปรับเปลี่ยนคุณสมบัติบางประการของน้ำยางพารา ให้นำมาใช้ทำถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ในโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตรได้มาตรฐาน

ส่วนของราคากลางที่กรมบัญชีกลางออกมาทั้ง 2 ฉบับ คือ หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดราคากลางงานก่อสร้าง ฉบับที่ 2 และฉบับที่ 4 ซึ่งต่างกันในเรื่องกระบวนการและราคา โดยประมาณการราคา ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2561 ไว้ดังนี้ สำหรับหลักเกณฑ์ฯฉบับที่ 2 คำนวณจากราคาน้ำยางข้น FOB และมีกระบวนการทำถนนแบบผสมในโรงผสม เมื่อทดลองคิดราคาตามมาตรฐานของกรมบัญชีกลางอยู่ที่ประมาณ 1.23 ล้านบาทต่อกิโลเมตร (กว้าง 6 เมตร) และสำหรับหลักเกณฑ์ฯ ฉบับที่ 4 คำนวณจากราคาของน้ำยางสด ตามประกาศราคาของ กยท. และขั้นตอนทำถนนเป็นวิธีการแบบใช้รถเกลี่ย (Motor Glade) เมื่อทดลองคิดราคาตามมาตรฐานของกรมบัญชีกลางอยู่ที่ประมาณ 1.12 ล้านบาทต่อกิโลเมตร (ถนนกว้าง 6 เมตร) ซึ่งราคาที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการประมูลงานแต่ละท้องที่ และการจัดซื้อจัดจ้างทำถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์ก็ขึ้นอยู่กับส่วนปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ว่าจะสะดวกดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในรูปแบบใด

เร่งตรวจรับรองมาตรฐานข้าวGAP ดันผลผลิตคุณภาพนาแปลงใหญ่สู่ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385066

x

เร่งตรวจรับรองมาตรฐานข้าวGAP ดันผลผลิตคุณภาพนาแปลงใหญ่สู่ตลาดโลก

วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ทองพันธ์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ กรมการข้าว เปิดเผยว่า โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร อยู่ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมุ่งเน้นใช้หลักการตลาดนำการผลิต ฉะนั้นการทำการตลาดสิ่งที่ต้องคำนึงคือคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะข้าวที่เราเป็นประเทศส่งออกข้าวติดอันดับต้นๆ ของโลกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นสินค้าที่อยู่คู่กับชาวนาและประเทศไทย การจะยกระดับคุณภาพข้าวไทยให้แข่งขันในเวทีการค้าโลกได้ จึงต้องควบคุมเรื่องคุณภาพ โดยใช้มาตรฐานเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ถึงได้กำหนดให้ผู้ประกอบการค้าข้าวรับซื้อผลผลิตข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ในราคาที่สูงกว่าข้าวทั่วไป เนื่องจากกระบวนการผลิตข้าว GAP ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดอย่างถูกต้อง และต้องผ่านการตรวจสอบรับรองจากกรมการข้าว เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ทำหน้าที่ให้การตรวจสอบและออกใบรับรองมาตรฐาน ตั้งแต่ระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว GAP Seed เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน สำหรับกระจายไปสู่เกษตรกรเพื่อผลิตข้าวเปลือก เมื่อเกษตรกรสมาชิกนาแปลงใหญ่ผลิตข้าวตามมาตรฐาน ก็จะได้รับการรับรองข้าวเปลือก GAP ซึ่งข้าวเปลือกคุณภาพเหล่านี้ก็จะเข้าสู่กระบวนการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP จำหน่ายให้ผู้ประกอบการค้าข้าว โรงสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP นำไปแปรรูปเป็นข้าวสารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสัญลักษณ์ Q นั่นแสดงว่าข้าวสารถุงนั้น ได้ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานครบถ้วนทั้ง 4 ระบบ เป็นสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานและปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ข้าว

โดยในปี 2561 ได้ตรวจสอบเพื่อให้การรับรองมาตรฐานข้าว GAP ในระบบนาแปลงใหญ่แล้ว 1,034 กลุ่ม เกษตรกร 38,336 ราย คิดเป็นพื้นที่รวม 484,067 ไร่ และให้การตรวจรับรองมาตรฐานโรงสีข้าว GMP 10 โรงสี รวมทั้งตรวจสอบรับรองสินค้าข้าวสาร Q จำนวน 23 ข้าวสาร Q เป็นจำนวนข้าวสาร 15,443.52 ตัน ทั้งนี้ ระบบตรวจรับรองมาตรฐานข้าวของประเทศไทย ที่ดำเนินการโดยกรมการข้าวนั้น เป็นไปตามระบบมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17065จึงมั่นใจได้ว่าการตรวจรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะที่ผ่านมากรมการข้าวมุ่งมั่นผลักดันให้ผลิตข้าวเป็นไปตามมาตรฐานทั้งระบบ มีการเตรียมความพร้อมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผู้ประกอบการค้าข้าว โรงสี โดยใช้ตัวมาตรฐานเป็นกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าค่อนข้างมากเรื่องมาตรฐานข้าว เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในระดับภูมิภาคอาเซียน จึงเป็นโอกาสดีที่จะขยายช่องทางการค้าในเวทีการค้าโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่องสหกรณ์ : แยมมัลเบอร์รี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385060

ส่องสหกรณ์ : แยมมัลเบอร์รี่

ส่องสหกรณ์ : แยมมัลเบอร์รี่

วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แยมมัลเบอร์รี่ ผลิตจากผลหม่อนสด เป็นผลผลิตจากเกษตรกรบ้านสวนภูสกล 261 หมู่ 1 ต.สร้างค้อ อ.ภูพาน จ.สกลนคร ที่เข้าร่วมโครงการบริหารจัดการพื้นที่ เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) โดยมีการปลูกหม่อนผลสด หรือ Mulberryเพื่อเป็นพืชทางเลือก สำหรับพันธุ์ที่นิยมปลูก คือ พันธุ์เชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีการแปรรูปแบบครบวงจรซึ่งได้รับรองมาตรฐาน GAP และอยู่ระหว่างดำเนินการขอรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม

แยมมัลเบอร์รี่ เป็นผลิตภัณฑ์ทาขนมปัง เพื่อรับประทานเป็นอาหารเช้าหรืออาหารว่าง ให้พลังงาน ได้รสชาติจากผลหม่อนแท้ๆ คัดสรรวัตถุดิบอย่างดี สะอาด เนื้อข้นตามธรรมชาติ ไม่ใส่วัตถุกันเสีย
ไม่แต่งกลิ่น และไม่เจือสีสังเคราะห์

ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่นี้ แยมมัลเบอร์รี่ ถือว่าเป็นสินค้าที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่และเพื่อนสนิทได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ วิสาหกิจชุมชนแปรน้ำผลไม้ช้างพลังสอง เลขที่ 3 หมู่ 8 บ.โนนหัวช้าง ต.สร้างค้อ อ.ภูพาน จ.สกลนคร 47180 โทร. 09-5662-7948 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280 -7506 หรือ 06-2610-7842 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กฤษฏาจี้ปลัดเกษตรฯ-อธิบดีประมง เร่งชง‘ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติเข้าครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385125

กฤษฏาจี้ปลัดเกษตรฯ-อธิบดีประมง เร่งชง‘ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติเข้าครม.

กฤษฏาจี้ปลัดเกษตรฯ-อธิบดีประมง เร่งชง‘ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติเข้าครม.

วันอังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 18.14 น.

กฤษฏาจี้ปลัดเกษตรฯ-อธิบดีประมง เร่งชง‘ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติเข้าครม.

25 ธ.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตนได้มอบให้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ให้รีบดำเนินการเสนอเรื่อง ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ  เพื่อนำเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.) ด่วนที่สุด

“อย่าให้ผู้ใดมาเขียน FB กระแหนะกระแหน ว่าเรื่องมาช้าที่ รมว.กษ.”นายกฤษฏา กล่าว

รายงานข่าว แจ้งว่า สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมประมงเพื่อแจ้งผลการประชุมคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561โดยคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติมีข้อเสนอแนะประกอบการพิจารณาของครม. ทั้งมิติด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนาน จนกระทั่งวันที่ 3 กันยายน 2556 กระทรวงวัฒนธรรมประกาศขึ้นทะเบียน “ปลากัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรม”

สำหรับมิติด้านความเป็นเจ้าของและความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้น ปลากัดไทย ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens) เป็นสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากลในชื่อ Siamese Fighting Fish หรือ Siamese Betta ซึ่งชื่อ Siamese เป็นสิ่งสะท้อนชัดเจนว่า ปลากัดไทยมีต้นกำเนิดจากประเทศไทย และเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นเจ้าของได้ ดังนั้นจึงเห็นควรใช้เหตุผลนี้ ประกาศให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ

นอกจากนี้ยังมีมิติด้านประโยชน์ใช้สอยซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยในหลายประการ โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและการสร้างนวัตกรรมด้านการเพาะพันธุ์ ซึ่งนำสู่การค้าเชิงพาณิชย์และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล อีกทั้งสามารถนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์การประมงของไทยและสามารถนำไปใช้ประกอบสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสะท้อนถึงความเป็นไทยได้ (คล้ายกับปลาคาร์ฟที่เสมือนเป็นสัญลักษณ์การประมงของญี่ปุ่น) รวมถึงนำไปใช้เจรจาต่อรองตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) เพื่อป้องกันชาวต่างชาตินำปลากัดไทยไปจนสิทธิบัตรได้อีกด้วย

ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวถึงนายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมงแล้ว ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องทำเรื่องเสนอมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากนั้นจึงส่งไปยังสำนักเลขาธิการ ครม. เพื่อบรรจุเข้าสู่​วาระการประชุมพิจารณาของ ครม.

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เสริมทักษะผู้สอบบัญชี ใช้โปรแกรม‘CATS’ช่วยตรวจสอบสหกรณ์เชิงลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/384849

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เสริมทักษะผู้สอบบัญชี  ใช้โปรแกรม‘CATS’ช่วยตรวจสอบสหกรณ์เชิงลึก

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เสริมทักษะผู้สอบบัญชี ใช้โปรแกรม‘CATS’ช่วยตรวจสอบสหกรณ์เชิงลึก

วันอังคาร ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการใช้ CATS เพื่อตรวจสอบโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์สำหรับภาคออมทรัพย์ รุ่นที่ 1 หนุนผู้สอบบัญชีใช้เป็นเครื่องมือช่วยสอบบัญชีสหกรณ์
ต่อยอดการใช้งานโปรแกรม ACL เกิดทักษะในการปฏิบัติงานสอบบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์และสามารถวิเคราะห์ผลจากการตรวจสอบได้

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในปัจจุบัน ได้มีการปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ามากขึ้น สหกรณ์หลายแห่งใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงาน มีการใช้โปรแกรมระบบบัญชีต่างๆ เพื่อให้มีระบบการควบคุมภายในที่ดี สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งโปรแกรมระบบตรวจสอบสหกรณ์เชิงลึก(Cooperative Audit through System : CATS) เป็นโปรแกรมหนึ่งที่สหกรณ์นำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการตรวจสอบบัญชี โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาโปรแกรมนี้ต่อยอดมาจากโปรแกรม ACL (Audit Command Language) ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยในการพัฒนางานสอบบัญชีสหกรณ์ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อนำมาใช้ในการตรวจสอบสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ช่วยให้ผู้สอบบัญชีสามารถปฏิบัติงานสอบบัญชีได้รวดเร็วขึ้น ได้ผลการตรวจสอบที่ถูกต้องสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการตรวจสอบที่มีความน่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ เพื่อให้การตรวจสอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จัดทำได้อย่างรวดเร็ว และผู้สอบบัญชีมีความรู้ ความเข้าใจและเกิดทักษะในการปฏิบัติงานการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยตรวจสอบบัญชี กรม จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การใช้ CATS เพื่อตรวจสอบโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ สำหรับภาคออมทรัพย์ รุ่นที่ 1 ซึ่งกรม พัฒนาขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยตรวจสอบสหกรณ์ เพื่อการตรวจสอบเฉพาะในแต่ละด้านของระบบงานสหกรณ์ และสนับสนุนให้ผู้สอบบัญชีมีเครื่องมือในการตรวจสอบการควบคุมภายในหลักและข้อมูลประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์และรายการผิดปกติ
ซึ่งจะทำให้ได้ความมั่นใจเพียงพอสำหรับแสดงความเห็นต่องบการเงินของสหกรณ์ โดยจัดการอบรมขึ้นทั้งหมด 2 รุ่น ในเดือนธันวาคม 2561 นี้ ซึ่งผู้สอบบัญชีที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์ เวอร์ชั่น 2.1 ในการปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชีให้สหกรณ์ จะได้รับความรู้ ความเข้าใจในกระบวนการสอบบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์ และการวิเคราะห์ผลที่ได้จากการตรวจสอบข้อมูลของสหกรณ์ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ในความรับผิดชอบได้ รวมทั้งสามารถแนะนำ สอนแนะแก่บุคลากรในหน่วยงานได้อีกด้วย

“กรมมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการปฏิบัติงานการตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศให้เทียบเท่าระดับสากลและเป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีที่รับรองทั่วไป รวมทั้งดูแลเรื่องความถูกต้อง ความชอบธรรม และความโปร่งใสของระบบบัญชี ระบบการเงินที่สหกรณ์ดำเนินการไปในแต่ละปี ให้มีความเป็นธรรมที่สุดเท่าที่สมาชิกจะพึงได้รับตามสิทธิและหน้าที่ เนื่องจากสหกรณ์ถือว่าสมาชิกทุกคน มีฐานะเป็นเจ้าของโดยเสมอภาคกัน เรื่องนี้จำเป็นต้องพัฒนาให้ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี นี่คือเรื่องหนึ่งที่ต้องเน้นให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพให้ได้” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว