ส่องสหกรณ์ : Banana Society (บานาน่า โซไซตี้)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385592

ส่องสหกรณ์ : Banana Society (บานาน่า โซไซตี้)

ส่องสหกรณ์ : Banana Society (บานาน่า โซไซตี้)

วันศุกร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผลิตภัณฑ์กล้วยตากภายใต้แบรนด์ Banana Society (บานาน่า โซไซตี้) ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยตากบุปผา อ.บางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก เป็นการพัฒนากล้วยตากที่มีอยู่ในตลาดให้มีความแตกต่าง โดยเน้นเรื่องมาตรฐานที่ต้องถูกสุขลักษณะ ด้วยการสร้างโรงอบแห้งโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบกรีนเฮาส์ หรือที่เรียกว่า “พาราโบลาโดม” ซึ่งทำให้ได้กล้วยตากที่สะอาด ปลอดจากฝุ่น แมลง และฝน พร้อมกับการเข้าสู่ระบบ GMP, HACCP และโคเด็กซ์ (CODEX) ซึ่งเป็นตัวการันตีถึงมาตรฐานการผลิตที่สูงระดับสากล

ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่นี้ Banana Society (บานาน่า โซไซตี้) ถือว่าเป็นสินค้าที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่และเพื่อนสนิทได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หาก
หน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ กลุ่มกล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์ บานาน่าโซไซตี้ เลขที่ 2/3 หมู่ที่ 4 ถ.สันติบันเทิง ต.เนินกุ่ม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก 65210 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610-7842 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เร่งยึดคืนที่ดินแปลง‘ฟ้าประทาน-ฟลอร่าฯ’ ส่งฟ้องศาลให้ออกจากพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385601

เร่งยึดคืนที่ดินแปลง‘ฟ้าประทาน-ฟลอร่าฯ’ ส่งฟ้องศาลให้ออกจากพื้นที่

เร่งยึดคืนที่ดินแปลง‘ฟ้าประทาน-ฟลอร่าฯ’ ส่งฟ้องศาลให้ออกจากพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 19.28 น.

“กฤษฏา”เร่งยึดคืน ส.ป.ก.แปลง“ฟ้าประทาน-ฟลอร่าพาร์ค” ส่งฟ้องศาลให้ออกจากพื้นที่

27 ธ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน(ส.ป.ก.) พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ว่า ในส่วนของที่ดินส.ป.ก.วังน้ำเขียว ที่เอกชนเข้าครอบครอง คือ ไร่ฟ้าประทาน และฟลอร่า พาร์ค ทั้ง 2 แปลง บางส่วนมาจากที่ ส.ป.ก.ได้จัดให้เกษตรกร และพบว่ามีการเปลี่ยนมือ ซึ่งปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาได้เรียกให้มาชี้แจงแล้ว เตรียมนำรายละเอียดเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด(คปจ.) ขณะที่อีกส่วนของทั้ง 2 แปลง เป็นที่ดินที่ ส.ป.ก.ยังไม่ได้จัดให้เกษตรกร แต่มีบางหน่วยงานขอใช้พื้นที่เวลา 1 ปีเมื่อปี  2553 และปัจจุบันยังไม่คืนที่ดิน

“ทั้ง 2 แปลงจะเร่งทำรายละเอียด เมื่อได้ข้อยุติจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดในการเพิกถอน เรียกคืนพื้นที่ จะส่งฟ้องให้ศาลพิจารณาและออกคำสั่งเพื่อให้ ส.ป.ก.ปฏิบัติให้ออกจากพื้นที่ทั้งหมด กระทรวงเกษตรฯยืนยันว่าทำงานตามกฎหมาย และให้ความยุติธรรม ไม่มีการลูบหน้าปะจมูก” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) กล่าวว่า ที่ดิน อ.วังน้ำเขียว ที่เอกชนรายใหญ่ครองครอง คือ ไร่ฟ้าประทาน และฟลอร่า พาร์ค  ทาง ส.ป.ก.ได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาแล้ว เพื่อจัดให้มีการประชุม คปจ.โดยเร็ว

ทวงคืนที่ดินต่ำเป้า งัด ม.44ยึดได้3.5หมื่นจากเป้า4แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385600

ทวงคืนที่ดินต่ำเป้า งัด ม.44ยึดได้3.5หมื่นจากเป้า4แสนไร่

ทวงคืนที่ดินต่ำเป้า งัด ม.44ยึดได้3.5หมื่นจากเป้า4แสนไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 19.23 น.

ทวงคืนที่ดินต่ำเป้า งัด ม.44ยึดได้3.5หมื่นจากเป้า4แสนไร่

27 ธ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน(ส.ป.ก.) พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ว่า ขณะนี้ ส.ป.ก.ได้ร่วมกับ 8 หน่วยงานในการพัฒนาที่ดิน ส.ป.ก.ที่ยึดคืนตามคำสั่ง ม.44 แล้วจำนวน 3.5 หมื่นไร่ จากเป้าหมาย 4 แสนไร่ที่คณะรักษาความสงงบแห่งชาติ(คสช.) มีคำสั่งออกมา

“กระทรวงเกษตรฯ เป็นคณะอนุกรรมการชุดที่ 3 ด้านการพัฒนาอาชีพ เพราะฉะนั้นจะได้ที่ดินมาเท่าไร เป็นเรื่องของชุดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุดที่ 1 และชุดที่ 2 ที่กระทรวงมหาดไทยดูแล และส่งที่ดินมา เพราะฉะนั้นไม่ใช่ถามกระทรวงเกษตรฯ” รมว.เกษตรฯ กล่าวเมื่อถูกถามว่าปัจจุบันเป้ายึดที่ดินตาม ม.44 ส.ป.ก.ยึดได้กี่ไร่

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) กล่าวว่า  ที่ดินที่ ส.ป.ก.ยึดตามคำสั่ง ม.44  ปัจจุบัน ส.ป.ก.ได้เพียง 3.5 หมื่นไร่ เพราะบางพื้นที่ยอมรับว่ายังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

ล้างบาง!บุกทลาย’รง.ผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ร้านขายสารเคมี’เถื่อน ยึดของกลางกว่า110ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385510

ล้างบาง!บุกทลาย'รง.ผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ร้านขายสารเคมี'เถื่อน ยึดของกลางกว่า110ตัน

ล้างบาง!บุกทลาย’รง.ผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ร้านขายสารเคมี’เถื่อน ยึดของกลางกว่า110ตัน

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.06 น.

27 ธ.ค.61 น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรราชบุรี กรมวิชาการเกษตรร่วมกับ เจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (กก.2 บก.ปคบ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้ร่วมกันตรวจสอบโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เอ เอ็ม พี ต.โพหัก อ.บางแพ จ.ราชบุรี เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรราชบุรี ได้ตรวจสอบที่ร้านจำหน่ายปุ๋ย ในเขต อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม พบมีการนำผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์ตราหัวใจยิ้ม ซึ่งผลิตจากโรงงานดังกล่าวเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง

จากการเข้าตรวจสอบโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เอ เอ็ม พี พบปุ๋ยอินทรีย์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และกระสอบภาชนะบรรจุเปล่า ได้แก่ ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ จำนวน 822 กระสอบ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดผง จำนวน 1,042 กระสอบ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด จำนวน 180 กระสอบ กระสอบพลาสติกสานเปล่า สีขาว ฉลากระบุปุ๋ยอินทรีย์ชนิดผงปุ๋ยตราหัวใจยิ้ม จำนวน 525 ใบ ฉลากระบุปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดปุ๋ยตราหัวใจยิ้ม จำนวน 2,844 ใบ กระสอบพลาสติกสานเปล่า สีขาว ฉลากระบุปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตราช้างแดงคู่ จำนวน 1,600 ใบ เจ้าหน้าที่ได้สุ่มเก็บตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ชนิดผง ตราหัวใจยิ้ม ผลิตจำหน่ายที่โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เอ เอ็ม พี น้ำหนัก 40 กิโลกรัม ไม่ระบุเลขทะเบียน และปริมาณธาตุอาหารรับรอง เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวมีฉลากไม่ถูกต้องตามที่ พ.ร.บ.ปุ๋ย กำหนดไว้ จึงได้ตรวจยึดและอายัดไว้ทั้งหมด รวมมูลค่าประมาณ 800,000 บาท

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจสอบร้านธนาพรรณการเกษตร ต.ดอนคลัง อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า สถานที่ดังกล่าวมีการครอบครองและจำหน่ายวัตถุอันตราย และปุ๋ยเคมีที่ทะเบียนหมดอายุและไม่มีทะเบียน เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบพบของกลาง อยู่ในบ้านไม่มีเลขที่ ต.ดอนคลัง อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี มีวัตถุอันตรายทะเบียนหมดอายุและไม่มีทะเบียน จำนวน 11 รายการ และปุ๋ยเคมีไม่มีทะเบียน จำนวน 3 รายการ รวมทั้งหมด 14 รายการ เนื่องจากวัตถุอันตรายและปุ๋ยเคมีที่ครอบครองไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และ พ.ร.บ.ปุ๋ยที่กำหนดไว้ จึงได้ตรวจยึดและอายัดไว้ทั้งหมด โดยแบ่งเป็นชนิดน้ำ 1,174 ลิตร และชนิดผง 467 กิโลกรัม รวมมูลค่าสินค้าประมาณ 820,000 บาท

“สารวัตรเกษตรพร้อมตำรวจกองปราบ บก.ปคบ.ได้เข้าตรวจสอบโรงงานผลิตปุ๋ย และร้ายขายวัตถุอันตรายไม่ขึ้นทะเบียนผิดกฎหมายทั้ง 2 แห่ง โดยได้ตรวจยึดและอายัดของกลางไว้รวมจำนวน 110 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,620,000 บาท หากผู้ใดทราบเบาะแสแหล่งที่กระทำความผิดผลิตและจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรปลอม หรือไม่มีคุณภาพหลอกขายเกษตรกร ขอให้แจ้งกลุ่มสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร.0-2940-6670” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุ

กษ.จับมือพันธมิตร8หน่วยงาน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-สาธารณูปโภค’เขตปฏิรูปที่ดิน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385504

กษ.จับมือพันธมิตร8หน่วยงาน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-สาธารณูปโภค'เขตปฏิรูปที่ดิน'

กษ.จับมือพันธมิตร8หน่วยงาน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-สาธารณูปโภค’เขตปฏิรูปที่ดิน’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.51 น.

เกษตรฯจับมือพันธมิตร8หน่วยงาน ร่วมบูรณาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นบนพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน มุ่งหวังให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น-มีรายได้ที่มั่นคงยั่งยืน

27 ธ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ร่วมกับ 8 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็น เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีรายได้มั่นคงจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมภายใน 20 ปี

ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมอาศัยน้ำฝนและสภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงการดำเนินงานของ ส.ป.ก.เพียงหน่วยงานเดียวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็น ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้การดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปอย่างล่าช้า ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปด้วยความรวดเร็วและให้พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส.ป.ก. จึงขอความร่วมมือจากพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้ง 8 หน่วยงาน ให้มาช่วยกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว ซึ่งทั้ง 9 หน่วยงาน จะดำเนินงานตาม MOU ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่และงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน โดย ส.ป.ก.จะดูแลเรื่องการอนุญาตใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน กรมชลประทานจะสนับสนุนงานด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะให้การสนับสนุนเรื่องการขยายเขตไฟฟ้า กรมทรัพยากรน้ำจะเข้ามาช่วยในเรื่องของการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะเข้ามาร่วมพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานจะให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน กรมพัฒนาที่ดินจะช่วยแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับความเหมาสมของสภาพดินและการพัฒนาคุณภาพดิน กรมส่งเสริมการปกครอง

เตือนเฝ้าระวัง โรค‘ใบจุดสีม่วง’ โผล่ในกระเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385321

x

เตือนเฝ้าระวัง โรค‘ใบจุดสีม่วง’ โผล่ในกระเทียม

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้สภาพอากาศเย็น มีหมอกตอนเช้า กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียม ให้เฝ้าระวังโรคใบจุดสีม่วงที่พบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช อาการเริ่มแรกจะพบแผลจุดเล็กฉ่ำน้ำ กลมหรือรี หากแผลแห้งจะเปลี่ยนเป็นจุดแผลสีขาว ต่อมาแผลขยายออกตามความยาวของใบ ลักษณะเป็นรูปไข่ เนื้อเยื่อยุบตัว แผลมีสีม่วงเข้มหรือสีน้ำตาลอมม่วง ตรงกลางแผลซีดจางกว่าเล็กน้อย มีแถบสีขาวหรือสีเหลืองส้มล้อมรอบแผล กรณีอากาศชื้นจะพบบนแผลมีผงสปอร์สีดำของเชื้อรา สาเหตุโรค เมื่อมีหลายแผลขยายต่อกัน จะทำให้ใบแห้ง ต้นโทรม ผลผลิตลดลง หากโรคระบาดรุนแรง ใบจะแห้งตายหมด ทำให้ไม่ได้ผลผลิต กรณีเชื้อราเข้าทำลายที่ส่วนหัว จะทำให้หัวเน่าและเก็บไว้ได้ไม่นาน

ทั้งนี้ ก่อนปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียม เกษตรกรควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมโดยใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อปรับสภาพดิน และเลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค จากนั้นให้แช่หัวพันธุ์หรือต้นกล้าพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ควรแช่นาน 15-20 นาที อีกทั้ง ในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค เกษตรกรควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่สกุลหอมและกระเทียมสลับหมุนเวียน

สำหรับในแปลงปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง หอมแบ่ง และกระเทียมที่มีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรหมั่นตรวจทำความสะอาดเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปริมาณสะสมเชื้อสาเหตุของโรคไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเพาะขยายพันธุ์ข้ามฤดูกาล หากพบโรคให้เกษตรกรพ่นสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้พ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่ง หากโรคยังคงระบาดควรพ่นซ้ำทุก 5-7 วัน แต่ไม่ควรเกิน 4 ครั้ง และให้พ่นสลับกับสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุโรค

ไฟเขียวชะลอนำเข้ามะพร้าว ชง2มาตรการเพิ่มสกัดราคาดิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385322

x

ไฟเขียวชะลอนำเข้ามะพร้าว ชง2มาตรการเพิ่มสกัดราคาดิ่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช โดยมีนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยนายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯเปิดเผยว่า คณะกรรมการมีมติให้ชะลอนำเข้ามะพร้าวตามความตกลงของ WTO และ AFTA ปี 2562 ออกไปก่อนจนกว่าจะมีข้อมูลจากคณะทำงานระดับจังหวัด โดยช่วงกลางเดือนมกราคม 2562 จะประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชอีกครั้ง ซึ่งจะนำข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกร เกี่ยวกับปริมาณมะพร้าวที่ผลิตได้ในประเทศ มาประกอบการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ได้เสนอแนวความคิดเพิ่มเติม เพื่อให้การบริหารจัดการมะพร้าวปี 2562 มีความสมดุลมากขึ้นคือ 1) การกำหนดสัดส่วนการซื้อมะพร้าว โดยมีแนวคิดว่าต้องซื้อภายในประเทศให้หมดก่อนแล้วค่อยนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสัดส่วนจะพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง และ2)การใช้มาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard Measure : SSG) ภายใต้ความตกลงเกษตรขององค์การการค้าโลก (WTO) มีการกำหนดให้นำเข้ามะพร้าวได้และถ้าเป็นมะพร้าวแปรรูปและส่งออกไป ผู้ประกอบการสามารถขอคืนภาษีได้ โดยในปีที่ผ่านมาไม่ได้กำหนดปริมาณ แต่ปี 2562 กระทรวงเกษตรฯเสนอว่าถ้าไม่กำหนดปริมาณเลยและมีการนำเข้าจำนวนมากจะมีผลกระทบต่อราคาเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้น จึงใช้มาตรการปกป้องพิเศษ โดยดูจากข้อมูลตัวเลขช่วง 3 ปีย้อนหลังว่ามีปริมาณการนำเข้าเท่าไหร่ โดยเฉลี่ย 3 ปีอยู่ที่ 156,655 ตัน เพราะฉะนั้นในกรอบการนำเข้า ถ้านำเข้ามาเพื่อแปรรูปแล้วส่งออกไปในรูปผลิตภัณฑ์ ถ้าไม่เกิน 156,655 ตัน จะขอภาษีคืนได้ แต่ถ้าเกินกว่า 156,655 ตัน ต้องเสียภาษีในอัตราเพิ่มขึ้นเป็น 72% ถือเป็นมาตรการที่เข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพของราคามะพร้าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้เปิดตลาดเมล็ดถั่วเหลือง ปี 2562 เนื่องจากมีปริมาณไม่เพียงพอ ซึ่งประเทศไทยผลิตได้ประมาณ 40,000 กว่าตัน ขณะที่เราต้องการบริโภคทั้งภาคอุตสาหกรรมหรือการผลิตอาหารสัตว์เกือบ 3,000,000 ตัน อย่างไรก็ตาม การนำเข้าจะเป็นไปตามกรอบการเปิดตลาดในปี 2562 มีผู้ประกอบการที่นำเข้าได้ 6 สมาคม และ 20 บริษัท และได้กำหนดให้ผู้ประกอบการร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง โดยกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำตามชั้นคุณภาพ คือ เกรดถั่วเหลืองเพื่อสกัดน้ำมัน ราคาหน้าฟาร์ม 17.50 บาท/กก. ราคาหน้าโรงงาน กทม. 18.25 บาท/กก. เกรดถั่วเหลืองเพื่ออาหารสัตว์ ราคาหน้าฟาร์ม 17.75 บาท/กก. ราคาหน้าโรงงาน กทม. 18.50 บาท/กก. และเกรดถั่วเหลืองเพื่อแปรรูปอาหาร ราคาหน้าฟาร์ม 19.75 บาท/กก. ราคาหน้าโรงงาน กทม. 20.50 บาท/กก. ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบการบริหารจัดการนำเข้า 3 ปี ซึ่งต้องพิจารณากันปีต่อปีเพื่อพิจารณาการการเปิดตลาดต่อไป

รายงานพิเศษ : ชุมนุมสหกรณ์ฯบุรีรัมย์โชว์ผลงาน ศูนย์รวมผลิตข้าวคุณภาพครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385325

รายงานพิเศษ : ชุมนุมสหกรณ์ฯบุรีรัมย์โชว์ผลงาน  ศูนย์รวมผลิตข้าวคุณภาพครบวงจร

รายงานพิเศษ : ชุมนุมสหกรณ์ฯบุรีรัมย์โชว์ผลงาน ศูนย์รวมผลิตข้าวคุณภาพครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นหนึ่งในจังหวัดที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในประเทศไทย และผืนดินนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟมาก่อน จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แมงกานีส แมกนีเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส เป็นต้น

ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด เป็นองค์กรของสมาชิกที่จัดตั้งขึ้น เพื่อทำธุรกิจร่วมกัน ในการรับซื้อข้าวจากสหกรณ์สมาชิกและเกษตรกร ปัจจุบันมีสมาชิกเป็นสหกรณ์การเกษตรระดับอำเภอในจ.บุรีรัมย์รวมทั้งสิ้น 43 สหกรณ์ ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกจากสหกรณ์สมาชิกมาแปรรูปเป็นข้าวสาร จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ทั้งในจ.บุรีรัมย์และจังหวัดอื่นๆ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ตลอดจนจัดหาวัสดุการเกษตรมาจำหน่ายให้สหกรณ์สมาชิกในราคายุติธรรม อีกทั้ง ทำธุรกิจรับฝากเงินจากสมาชิกด้วย

นางรุ่งอรุณ เชาวกรกุล ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันชุมนุมสหกรณ์ฯ จะเน้นผลิตข้าวหอมมะลิที่ปลูกและเก็บเกี่ยวในจ.บุรีรัมย์ แปรรูปจำหน่ายเป็นหลัก โดยมีโรงสีข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP การผลิตข้าวสาร มีกำลังการผลิต 100 ตันต่อวัน ฉางบรรจุข้าวเปลือกพร้อมอุปกรณ์ รถบรรทุกสิบล้อ 1 คัน และไซโลข้าวเปลือก ความจุ 250 ตัน  อีกทั้ง ยังมีการพัฒนาและควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่ปรับสภาพพื้นที่ปลูกข้าว การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการสีแปรสภาพเป็นข้าวสาร โดยการนำข้าวหอมมะลิของเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรมาเข้าโรงสี สีข้าวหอมมะลิ และบรรจุถุงเพื่อพร้อมจำหน่ายให้กับผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังได้เข้าร่วมโครงการต่างๆ ไม่ว่าโครงการเกิดบุญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งเน้นพัฒนาคุณค่าข้าวหอมมะลิของสหกรณ์ไทยให้ไปสู่ระดับสากล รวมถึงการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ในการจัดงบประมาณสนับสนุนเครื่องปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เข้ามาติดตั้งในโรงสี ซึ่งส่งผลให้มีคุณภาพข้าวที่สูงขึ้น

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของชุมชนสหกรณ์จะประกอบด้วย ข้าวขาวหอมมะลิ และข้าวกล้องหอมมะลิ โดยจะมีขนาดบรรจุแบบ 1 กิโลกรัม 2 กิโลกรัม และ 5 กิโลกรัม ซึ่งมีทั้งถุงบรรจุแบบธรรมดาและสุญญากาศ สำหรับการผลิตข้าวเพื่อจำหน่ายนั้น มีทั้งผลิตเพื่อจำหน่ายของชุมชนสหกรณ์เองและการรับจ้างผลิตให้ผู้ส่งออกข้าวที่เราผลิตจำหน่ายเอง อย่างข้าวภายใต้ยี่ห้อสหกรณ์ ซึ่งจะมีวางจำหน่ายตามร้านสหกรณ์ รวมถึงข้าวกล้องหอมมะลิ จะวางจำหน่ายเฉพาะในห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ และดิเอ็มโพเรียมล้วนแต่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาของชุมชนสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด สร้างประโยชน์ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ลดขั้นตอนการตลาด และค่าใช้จ่ายในการซื้อขาย รวมถึงผู้ผลิตขายข้าวได้ราคา ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าคุณภาพดี ราคาเหมาะสม เป็นธรรม ที่สำคัญผู้บริโภคมีส่วนช่วยให้เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากการขายข้าวได้ราคา ทำให้ชีวิตความอยู่ของชาวนาที่เป็นสมาชิกในจังหวัดบุรีรัมย์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ตรวจพื้นที่ปลูกหอมหัวใหญ่ตาคลี แนะใช้หอมเซทให้ผลผลิตเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385323

x

ตรวจพื้นที่ปลูกหอมหัวใหญ่ตาคลี แนะใช้หอมเซทให้ผลผลิตเร็ว

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)  เปิดเผยสถานการณ์หอมหัวใหญ่ในจ.นครสวรรค์ ซึ่งมีการปลูกที่อ.ตาคลี ต.พรมนิมิต และต.ช่องแค หอมหัวใหญ่เป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนระยะสั้น เกษตรกรจะปลูกช่วงฤดูแล้ง หลังเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีการเตรียมดินเพื่อเพาะกล้าและเริ่มปลูกลงแปลงเดือนพฤศจิกายน ระยะเวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 60-90 วัน  ผลผลิตหอมหัวใหญ่จ.นครสวรรค์จะเก็บเกี่ยวชุดแรกต้นเดือนมกราคม 2562 โดยจะออกสู่ตลาดมากที่สุดเดือนมีนาคม และเก็บเกี่ยวหมดเดือนเมษายน 2562

จากการติดตามโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จ.นครสวรรค์ (สศท.12) ถึงสถานการณ์ ผลผลิตหอมหัวใหญ่ ปีเพาะปลูก 2561/62 (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2561)  พบว่าจ.นครสวรรค์ มีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 684 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วร้อยละ 11 ผลผลิตรวมประมาณ 2,623 ตัน ลดลงจากปีที่แล้วร้อยละ 11 โดยผลผลิตเฉลี่ย 3,835 กิโลกรัม/ไร่ เนื่องจากที่ผ่านมาสภาพอากาศมีฝนตกชุก ส่งผลให้หัวพันธุ์บางส่วนได้รับความเสียหาย และเกิดโรคหอมเลื้อย เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกลง

สำหรับผลผลิตหอมหัวใหญ่ของจังหวัด จะออกสู่ตลาดมากที่สุดเดือนมีนาคม 2562 ประมาณ 1,618 ตัน  ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาราคาผันผวน เกษตรกรควรปรับวิธีการปลูก โดยแบ่งพื้นที่บางส่วนปลูกแบบหอมเซท  (การเก็บหัวแห้งขนาดเล็กเพื่อใช้ปลูกในฤดู) เนื่องจากการปลูกโดยใช้หอมเซทจะเก็บเกี่ยวและให้ผลผลิตเร็วกว่าปลูกแบบเพาะกล้า ซึ่งขณะนี้จ.นครสวรรค์มีสัดส่วนปลูกแบบหอมเซทประมาณร้อยละ 25

ด้านนางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการสศท.12 กล่าวเสริมว่า ช่วงนี้การเจริญเติบโตหอมหัวใหญ่ อยู่ในช่วงลงหัว ซึ่งสภาพอากาศร้อนและมีฝนตก อาจทำให้หัวโตช้า และบางส่วนเสียหายจากโรคหอมเลื้อย (Collectotrichum gloeosporioides (Penz.) Sacc) ซึ่งจะระบาดในแปลงปลูกที่มีความชื้นสูง อาจทำให้การระบาดของโรคหอมเลื้อยมากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตเสียหายได้ เกษตรกรควรดูแลอย่างใกล้ชิด โดยโรคหอมเลื้อยหอมหัวใหญ่ จะพบโรคบริเวณโคนใบ หรือระดับกอดิน ทำให้ใบ ลำต้น โค้งงอ หักพับ ต้นเอนเลื้อย การป้องกัน กำจัด และลดการแพร่กระจาย ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงเมื่อพบโรคให้เก็บต้นหรือใบที่เป็นโรคออกทำลาย และฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช สอบถามข้อมูลดูแลและป้องกันกำจัดได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ หรือขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 โทร. 0-5680-3525 หรือ อีเมล zone12@oae.go.th

กษ.จัดเต็มของขวัญปีใหม่2562 3โครงการส่งความสุขให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385324

x

กษ.จัดเต็มของขวัญปีใหม่2562 3โครงการส่งความสุขให้เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯเตรียมมอบของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน ผ่านโครงการ“ส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2562” ตลอดเดือนธันวาคม 2561 – มกราคม 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายครัวเรือน ให้เกษตรกรและประชาชน เป็นการมอบความสุขจากการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เกษตรที่สวยงาม พร้อมได้ความรู้ ซึ่งประชาชนและเกษตรกรได้รับประโยชน์ 757,374 ราย ประกอบไปด้วย 3 กิจกรรมหลักดังนี้

1. มอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง ผ่านโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ เช่น โครงการชลประทานขนาดเล็กที่สร้างแล้วเสร็จในปี 2561 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 6 โครงการ ส่งมอบแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จให้เกษตรกร 15,321 บ่อ สร้างความเข้มแข็งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง และคนกรีดยาง ตามพื้นที่เปิดกรีดจริง1,800 บาท/ไร่ ไม่เกิน 15 ไร่/ราย) และสร้างความเข้มแข็งให้ชาวสวนปาล์มน้ำมัน ตามพื้นที่ปลูกจริง ไร่ละ 1,500 บาท/ไร่ ไม่เกิน 15 ไร่/ราย เป็นต้น ซึ่งประชาชนและเกษตรกรได้รับประโยชน์ 470,274 คน

2. เพิ่มพลังปีใหม่จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ อาทิ ไข่ไก่ นม ยู เอช ที ไทย – เดนมาร์ค จำหน่ายกระเช้าของขวัญ จากสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยที่ได้เครื่องหมาย Q สินค้า และผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจ กลุ่มและสหกรณ์ อาทิ ข้าวสาร สมุนไพร อาหารทะเลแปรรูป และผลิตภัณฑ์ยางพารา เป็นต้น ที่จุดจำหน่ายของหน่วยงาน ในพื้นที่ส่วนกลางและภูมิภาค และตลาดออนไลน์ ประชาชนและเกษตรกรได้รับประโยชน์ 14,000 คน

และ3.ปีใหม่เที่ยวทั่วไทยสุขใจไปกับกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วย 1) การเปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว เช่น สถานีเรดาร์ฝนหลวงอมก๋อย จ.เชียงใหม่ ศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ด้านปศุสัตว์ 7 แห่ง แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร 16 จุด อาทิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย (วาวี) จ.เชียงราย ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (แม่จอนหลวง และขุนวาง) จ.เชียงใหม่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาประมงอ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร และเปิดศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ 21 ศูนย์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากิ่วลม – กิ่วคอหมา จ.ลำปาง โครงการชลประทานสมุทรปราการ (ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สมุทรปราการ) โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว (อ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี) เป็นต้น ประชาชนและเกษตรกรได้รับประโยชน์ 197,300 คน

2) เปิดสถานที่ให้ประชาชนเข้าชมฟรี เช่น สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำให้ประชาชนเข้าชมฟรี 3 แห่ง (สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดกรุงเทพมหานคร ระยอง และจันทบุรี) ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยยกเว้นค่าบัตรผ่านประตู และพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ประชาชนเข้าชมฟรี เป็นต้น ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรม 500 คน และ 3) จุดบริการประชาชน ให้บริการจุดพักรถ ห้องน้ำ ขนม และน้ำดื่ม 159 จุด ใน 76 จังหวัด ประชาชนได้รับประโยชน์ 75,300 คน