กษ.จับมือ8หน่วยงาน พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386043

x

กษ.จับมือ8หน่วยงาน พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลว่า กระทรวงเกษตรฯโดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ร่วมกับ 8 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็น เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และมีรายได้มั่นคงจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมภายใน 20 ปี

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมอาศัยน้ำฝนและสภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงการดำเนินงานของ ส.ป.ก. เพียงหน่วยงานเดียวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็น ด้วยงบประมาณที่จำกัดทำให้การดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปอย่างล่าช้า ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็วและให้พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส.ป.ก. จึงขอความร่วมมือจากพันธมิตรที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้ง 8 หน่วยงานมาช่วยกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าว ซึ่งทั้ง 9 หน่วยงานจะดำเนินงานตาม MOU ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่และงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน อาทิ ส.ป.ก.จะดูแลเรื่องการอนุญาตใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน กรมชลประทานสนับสนุนงานด้านพัฒนาแหล่งน้ำ
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะสนับสนุนเรื่องการขยายเขตไฟฟ้า กรมทรัพยากรน้ำจะช่วยเรื่องการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจะเข้ามาร่วมพัฒนาและจัดหาแหล่งน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานจะให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน กรมพัฒนาที่ดินจะช่วยแนะนำให้ความรู้ความเหมาะสมของสภาพดินและการพัฒนาคุณภาพดิน เป็นต้น มุ่งหวังให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน

สศก.ร่วมเวที‘COP24’ ถกแผนภาคเกษตรรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386044

x

สศก.ร่วมเวที‘COP24’ l ถกแผนภาคเกษตรรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า สศก. ในฐานะผู้แทนการเจรจา
ของกระทรวงเกษตรฯเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 24 (COP 24) ระหว่างวันที่ 2-8 ธันวาคม 2561 ณ เมืองคาโตวีเซ สาธารณรัฐโปแลนด์ โดยที่ประชุมได้หารือร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร (Issues Related to Agriculture) และแนวทางการดำเนินงานเรื่อง “แผนปรับตัวแห่งชาติ” (National Adaptation Plan) ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรเป็นการดำเนินงานภายใต้“การทำงานร่วม Koronivia” (Koronivia Joint Work program on Agriculture) ซึ่งการเจรจามุ่งหวังให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติ อาทิ ที่ดินเพื่อการเกษตร การจัดการมูลสัตว์ ความมั่นคงด้านอาหาร และภาวะเศรษฐกิจสังคมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตาม Roadmap ภายในปี ค.ศ.2020 ด้านประเทศไทยและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เน้นความต้องการให้ประเทศภาคีตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อระบบการเกษตร ซึ่งเป็นภาคที่มีความเสี่ยงสูง โดยเน้นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีมาตรการช่วยเหลือด้านต่างๆ อาทิ
การถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านประเทศพัฒนาแล้วในรูปแบบศูนย์ข้อมูลกลาง การดำเนินการร่วมกันขององค์กรภายใต้
UNFCCC และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนสภาพภูมิอากาศสีเขียว หรือ Green Climate Fund เพื่อรับมือและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาคการเกษตร

ทั้งนี้ สศก. ในฐานะหน่วยงานประสานงานกลางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคการเกษตร อยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบและข้อสรุปที่ได้จากการเจรจาฯ เตรียมจัดทำเป็นท่าทีในการเจรจาตามแนวปฏิบัติของประเทศภายใต้คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติภายใต้กลุ่ม 77 และจีน (G77 and China) เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป ขณะนี้ สศก.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนภูมิอากาศด้านการเกษตร ที่เน้นการปรับตัวและผลประโยชน์ร่วมซึ่งสามารถส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร โดยตามรายงานฉบับ 2 ปี ของประเทศไทย พบว่า ภาคการเกษตรปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases หรือ GHGs) ร้อยละ 17.32 ในปี 2015 ลดเหลือร้อยละ 15.98 ในปี 2017

ก.เกษตรฯเซ็นเอ็มโอยูเอกชน หนุนปลูกข้าวโพดเพิ่มรายได้ชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386045

x

ก.เกษตรฯเซ็นเอ็มโอยูเอกชน n หนุนปลูกข้าวโพดเพิ่มรายได้ชาวนา

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ โครงการสานพลังประชารัฐสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาว่า กระทรวงเกษตรฯมีนโยบาย“การตลาดนำการผลิต” การบริหารจัดการสินค้าเกษตรเพื่อสร้างสมดุลทางการตลาด การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การเชื่อมโยงการผลิตการตลาดภาครัฐและเอกชน จึงจัดทำบันทึกความร่วมมือโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ประจำปี 2561/62 ขึ้นระหว่างกระทรวงเกษตรฯโดย นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯร่วมกับสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เพื่อส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชทดแทนข้าวนาปรัง เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวโพดเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ลดการบุกรุกป่าและต้นน้ำลำธาร ใช้เทคโนโลยีเหมาะสม ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร โดยสนับสนุนความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี ปัจจัยการผลิตทุกฝ่าย ตลอดทั้งส่งเสริมด้านการตลาด

สำหรับแนวทางการดำเนินการความร่วมมือดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯจะสนับสนุนโครงการ พร้อมประชาสัมพันธ์โครงการ ให้ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนประสานหน่วยงานที่ร่วมโครงการ ขณะที่สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ด้วยราคาพิเศษ หรือรายการส่งเสริมการขายรูปแบบอื่นในร้านที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมทั้งสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย จะให้ความร่วมมือรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการที่เกรดคุณภาพเบอร์ 2 ความชื้นร้อยละ 14.50 ในราคาไม่ต่ำกว่า 8.29 บาท/กิโลกรัม ณ โรงงานกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยกำหนดมาตรฐานรับซื้อเดียวกัน ซึ่งมีตารางหักความชื้นของกระทรวงพาณิชย์เป็นเกณฑ์ ทั้งนี้ การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะรับซื้อที่มีคุณภาพตามเกณฑ์เท่านั้น และจะร่วมกับรัฐพิจารณาแนวทางดำเนินการสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ไม่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์กรมปศุสัตว์กำหนด

“โครงการฯนี้จะช่วยปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเชื่อมโยงแหล่งรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับภาคเอกชนตามแนวทางประชารัฐลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ และสร้างรายได้ให้เกษตรกร นอกจากนี้ ยังพัฒนาเป็นต้นแบบการปรับแผนการผลิตให้ยั่งยืน มีเป้าหมายให้เกษตรกรมีรายได้ มีอาชีพที่มั่นคงยั่งยืนจากกิจกรรมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ช่วงหลังฤดูทำนา เพิ่มปริมาณผลิตผลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อให้เกษตรกรมีแหล่งรับซื้อผลิตผลข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีเสถียรภาพในการผลิตสินค้า ลดการพึ่งพาจากภายนอกประเทศ”นายลักษณ์ กล่าว

กรมประมงส่งสุขปีใหม่’62 เปิดอควาเรี่ยม7แห่งให้ชมฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386040

x

กรมประมงส่งสุขปีใหม่’62 เปิดอควาเรี่ยม7แห่งให้ชมฟรี

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมงเปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดให้ทุกหน่วยงานในสังกัด จัดกิจกรรมภายใต้ “โครงการส่งสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2562” ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลักได้แก่ 1. มอบของขวัญเกษตรกรไทย มีกิน มีใช้ มีรายได้พอเพียง 2.เพิ่มพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ 3.ปีใหม่เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีการจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ รวมทั้งให้จัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้เกษตรกรที่จะนำสินค้ามาจำหน่ายช่วงเทศกาลปีใหม่

โดยในส่วนกรมประมงเปิดสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในความดูแลของกรมประมง 7 แห่งให้ประชาชนเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2561 – 12 มกราคม 2562 ได้แก่ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในกรมประมง เลขที่ 50 เกษตรกลางบางเขน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 0-2940-6543 สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง ตั้งอยู่ในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก เลขที่ 2 หมู่ 2 ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง 21160 โทร. 0-3865-3741 สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา ตั้งอยู่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาประมงอ่าวคุ้งกระเบน เลขที่ 31 หมู่ 4 ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี 22120 โทร.0-3943-3216-8 ซึ่งที่นี่มีการจัดกิจกรรมเยี่ยมชมการเลี้ยงปลาในกระชังในศูนย์ฯด้วย สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ศปจ. เขต 1 พะเยา ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 1 พะเยา ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา 56000 โทร. 05-4431-1251 สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ศปจ. เขต 2 นครสวรรค์ ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 2 นครสวรรค์ ต.เชิงชม อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000 โทร. 0-5627-4501 สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภาคอีสาน ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 3 สกลนคร ต.เชิงชม อ.เมือง จ.สกลนคร 47000 โทร. 0-4271-1447 สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งอยู่บริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี 15140 โทร. 0-3651-0520 ให้เป็นของขวัญแก่เกษตรกรและประชาชนชาวไทย ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังคืนความสุขให้คนในชาติ จึงขอเชิญประชาชนไปเที่ยวชมอควาเรี่ยมของกรมประมง ซึ่งนอกจากจะได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังได้ความรู้ด้านสัตว์น้ำทั้งน้ำจืดและทะเลอีกมากมาย

ชายคาพระพิรุณ : 31 ธันวาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386042

586851

ชายคาพระพิรุณ : 31 ธันวาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สวัสดีปีใหม่ครับ ขุนเกษตรา ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งพระสยามเทวาธิราช และพลังแห่งความยึดมั่นในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จงคุ้มครองดลบันดาลให้ทุกท่านมีความสุขความเจริญ มีกำลังใจกล้าแข็ง กำลังกายสมบูรณ์แข็งแรง เพื่อสามารถเผชิญและเอาชนะอุปสรรคทั้งมวล…สำหรับปี 2562 หน้าเกษตรได้รับเกียรติจากกูรูด้านการเกษตร 2 ท่านมาเสริมทัพเป็นคอลัมนิสต์ประจำคือคุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรและคุณชาญพิทยา ฉิมพาลี อดีตอธิบดีกรมการข้าว ที่จะร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่เข้มข้นมากขึ้น ติดตามอ่านกันได้นะครับ

สำหรับในปีนี้กระทรวงเกษตรฯ ก็มีของขวัญปีใหม่มอบให้แก่ประชาชน ผ่านโครงการต่างๆ เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายครัวเรือนให้กับเกษตรกรและประชาชน อย่างเช่นโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ซึ่งเป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายต้องการให้ “การตลาดนำการผลิต” ปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยเชื่อมโยงแหล่งรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับภาคเอกชนตามแนวทางประชารัฐ เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาผลผลิตตกต่ำ และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งจากเดิมมีพื้นที่เป้าหมาย 2 ล้านไร่ ใน 33 จังหวัด แต่โครงการนี้ได้รับความสนใจจากเกษตรกร ครม.จึงอนุมัติเพิ่มเติมอีก 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย มุกดาหาร ยโสธร และอำนาจเจริญ และจากข้อมูล ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2561 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ แล้วจำนวน 95,620 ราย รวมเป็นพื้นที่ 807,155.50 ไร่ คิดเป็น 74.80 % ของเกษตรกรผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมลงนาม MOU บันทึกความร่วมมือโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ประจำปี 2561/62 ขึ้นระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย โดยแนวทางการดำเนินการความร่วมมือดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะให้ความร่วมมือสนับสนุนโครงการ พร้อมกับการประชาสัมพันธ์โครงการ ให้ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนประสานหน่วยงานที่ร่วมโครงการเพื่อส่งเสริมให้โครงการประสบความสำเร็จ ขณะที่สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย จะให้ความร่วมมือในการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ด้วยราคาพิเศษ หรือรายการส่งเสริมการขายในรูปแบบอื่นในร้านที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมทั้งสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย จะให้ความร่วมมือในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการที่เกรดคุณภาพเบอร์ 2 ความชื้นร้อยละ 14.50 ในราคาไม่ต่ำกว่า 8.29 บาท/กิโลกรัม ณ โรงงานกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยกำหนดมาตรฐานในการรับซื้อเดียวกัน ซึ่งมีตารางหักความชื้นของกระทรวงพาณิชย์เป็นเกณฑ์ ทั้งนี้ การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะรับซื้อที่มีคุณภาพตามเกณฑ์เท่านั้น และจะร่วมกับรัฐในการพิจารณาแนวทางดำเนินการสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กรมปศุสัตว์กำหนด…สำหรับโครงการนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งมั่นให้เกิดความสำเร็จ และหาแนวทางลดความเสี่ยง เพื่อเกิดประโยชน์กับเกษตรกรอย่างเต็มที่…

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ก็ควงแขนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมศุลกากรและผู้แทนจากภาคมหาวิทยาลัย (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล) แถลงข่าวบูรณาการหน่วยงานร่วมต้านโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เข้าประเทศไทย โดยย้ำว่าโรคนี้ไม่ติดคนและสัตว์ชนิดอื่น แต่ส่งผลกระทบก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) มีพบมากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชีย แต่ยังไม่เคยพบการเกิดโรคในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้มีการเข้มงวดและป้องกันการลักลอบนำเข้าสุกร ซากสุกรและผลิตภัณฑ์สุกรที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอดและเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเข้ามาสร้างความเสียหายแก่ประเทศไทย กรมปศุสัตว์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมศุลกากร และสถาบันการศึกษาจึงได้บูรณาการการตรวจสอบและจับกุมการลักลอบนำเข้าสุกร ซากสุกรและผลิตภัณฑ์สุกรให้มีประสิทธิภาพ โดยได้ข้อสรุปร่วมกันคือ 1. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้กำชับโดยประกาศให้เจ้าหน้าที่ที่ด่านทั้ง 50 ด่าน เข้มงวดตรวจสอบผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของสุกรที่มาจากประเทศที่พบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรทั้ง 15 ประเทศ 2. ด่านศุลกากรประจำสนามบินนานาชาติและช่องผ่านแดนต่างๆ ได้เข้มงวดตรวจสอบสัมภาระของนักท่องเที่ยวโดยเครื่องเอกซเรย์ อย่างไรก็ดีได้ขอความร่วมมือเกษตรกรให้ยกระดับการเลี้ยงสุกรให้มีระบบการป้องกันโรคที่ดีตามมาตรฐาน ให้สังเกตอาการสุกรอย่างใกล้ชิด หากพบสุกรแสดงอาการป่วยและมีจำนวนสุกรตายผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือ call center 063-225-6888 หรือที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ขุนเกษตรา

เตือนเฝ้าระวังโรค‘หอมเลื้อย’ แนะเกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/386041

x

เตือนเฝ้าระวังโรค‘หอมเลื้อย’ แนะเกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูก

วันจันทร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้อุณหภูมิลดต่ำลง มีหมอกในตอนเช้า และมีฝนตกเล็กน้อยบางแห่ง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงและหอมหัวใหญ่ให้เฝ้าระวังโรคหอมเลื้อย ที่สามารถพบได้ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น มักพบแสดงอาการของโรคบนใบ กาบใบ หรือส่วนหัว โดยเริ่มแรกพบจุดเล็กสีเขียวหม่นฉ่ำน้ำ ต่อมาแผลขยายใหญ่เป็นแผลรูปกลมหรือรี เนื้อแผลยุบลงเล็กน้อย บนแผลมีหยดของเหลวสีชมพูอมส้ม เมื่อแผลแห้งจะเห็นเป็นตุ่มเล็กสีน้ำตาลดำ เรียงเป็นวงรีซ้อนกันหลายชั้น ถ้าแผลขยายใหญ่หรือหลายแผลมาชนกัน จะทำให้ต้นหักพับ แห้งตายหรือเน่าตายทั้งต้น ทำให้ผลผลิตลดลง หากแสดงอาการของโรคในระยะที่ต้นหอมยังไม่ลงหัว จะพบแสดงอาการต้นแคระแกร็น ใบบิดเป็นเกลียว ไม่ลงหัว ถ้าเป็นโรคในระยะที่ต้นหอมเริ่มลงหัว จะทำให้หัวลีบยาว บิดโค้งงอ ส่วนกาบใบที่อยู่บริเวณเหนือหัวหอม (คอหอม) มักยืดยาว มีระบบรากสั้นกว่าปกติ ทำให้ไม่ได้ผลผลิต

ทั้งนี้ ให้เกษตรกรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมเชื้อสาเหตุโรค ถ้าพบต้นที่เป็นโรค ให้ถอนต้นที่พบเชื้อรานำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที จากนั้น ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชโพรคลอราช 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์เบนดาซิม 50% เอสซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่ง กรณีโรคยังคงระบาด ให้พ่นซ้ำทุก 5 วัน แต่ไม่ควรเกิน 4 ครั้ง และควรพ่นสลับกับสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อสาเหตุโรค

ทั้งนี้ ก่อนการปลูกหอมแดง เกษตรกรควรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด 2-3 แดด โดยไถให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจตกค้างในดิน และช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก จากนั้นให้ใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อปรับสภาพดิน และเลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค โดยแช่หัวพันธุ์ก่อนปลูกด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา 10-20 กรัม ต่อหอมแดง 1 กิโลกรัม หรือสารป้องกันกำจัดโรคพืชโพรคลอราช 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แช่นาน 15-20 นาที อีกทั้งในแปลงที่เคยมีการระบาดของโรครุนแรง เกษตรกรควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชสกุลหอมและกระเทียมสลับหมุนเวียนอย่างน้อย 2 ปี

สกู๊ปพิเศษ : เคาะจีดีพีเกษตรปี’61 โต 4.6% สศก.ระบุ ปี’62 ยังคงขยายตัวคาดกรอบทั้งปีโต2.5-3.5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385593

สกู๊ปพิเศษ : เคาะจีดีพีเกษตรปี’61 โต 4.6%   สศก.ระบุ ปี’62 ยังคงขยายตัวคาดกรอบทั้งปีโต2.5-3.5%

สกู๊ปพิเศษ : เคาะจีดีพีเกษตรปี’61 โต 4.6% สศก.ระบุ ปี’62 ยังคงขยายตัวคาดกรอบทั้งปีโต2.5-3.5%

วันศุกร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในปี 2561 ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรหลายตัวมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งคาดการณ์ในช่วงปี 2562 โดยจะเห็นได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2561 พบว่า ขยายตัวร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนสาขาประมงหดตัวลง ซึ่งปัจจัยบวก เป็นผลจากกระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นการปฏิรูปภาคเกษตร ด้วยหลักการตลาดนำการผลิตควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยได้ดำเนินนโยบายที่สำคัญต่างๆ รวมทั้งปริมาณน้ำและสภาพอากาศยังคงเอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตรทำให้พืชส่วนใหญ่เจริญเติบโตได้ดีและมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ด้าน ปัจจัยลบ เกิดจากช่วงต้นฤดูเพาะปลูก หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวนาปีที่สำคัญประสบภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ของต้นข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวต่อไร่ลดลง ซึ่งเมื่อพิจารณาเป็นรายสาขา พบว่า

สาขาพืชในปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 5.4 เมื่อเทียบกับปี 2560 มีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำหลักบริเวณ  ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (อ่างเก็บน้ำภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์) ที่เพียงพอ ประกอบกับในช่วงฤดูฝนมีปริมาณน้ำเหมาะสม นอกจากนี้ ภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่เหมาะสม การจัดหาแหล่งน้ำ และการใช้พันธุ์ที่ดี ส่งผลให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มการดูแลเอาใจใส่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การผลิตพืชบางส่วนยังคงได้รับความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมและภาวะแห้งแล้งในบางพื้นที่ แต่ในภาพรวมไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตในสาขาพืชมากนัก

ผลผลิตพืชที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญ และปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรสามารถเพาะปลูกข้าวได้สองรอบตามปกติ ประกอบกับราคาข้าวที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรจึงขยายเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นในพื้นที่นาที่เคยปล่อยว่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกแทนพืชอื่น เช่น อ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง

อ้อยโรงงาน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากนโยบายภาครัฐสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกอ้อยโรงงานทดแทนในพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมประกอบกับโรงงานน้ำตาลให้การสนับสนุนและส่งเสริมการปลูกอ้อย เกษตรกรมีการใช้ท่อนพันธุ์ดีและมีการดูแลเอาใจใส่ สับปะรดโรงงาน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปี 2558 – 2559 ราคาสับปะรดอยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้เกษตรกรมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น ประกอบกับปริมาณน้ำฝนอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มผลผลิตสับปะรดเพิ่มขึ้น ยางพารา มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากในปี 2553 – 2555 ราคายางพาราที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกยางพาราแทนพื้นที่พืชไร่ ไม้ผล พื้นที่นา และพื้นที่โค่นต้นยางที่มีอายุมาก ประกอบกับเนื้อที่กรีดได้ส่วนใหญ่เป็นต้นยางพาราที่อยู่ในช่วงอายุที่ให้ผลผลิตสูง

ปาล์มน้ำมัน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันปลูกใหม่ในปี 2558 เริ่มให้ผลได้ในปีนี้ ประกอบกับในช่วง 1 – 2 ปี ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ต้นปาล์มมีความสมบูรณ์และมีจำนวนทะลายเพิ่มขึ้น ลำไย มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นลำไยที่ปลูกในปี 2558 เริ่มให้ผลผลิต และเกษตรกรบำรุงดูแลรักษาต้นลำไยเป็นอย่างดี ทุเรียน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุเรียนที่ปลูกในปี 2556 เริ่มให้ผลผลิต และสภาพอากาศเอื้ออำนวย ทำให้ทุเรียนออกดอกและติดผลดี ผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น และ เงาะ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรดูแลรักษาดี ทำให้ต้นเงาะมีความสมบูรณ์ รวมทั้งสภาพอากาศเอื้ออำนวย

ด้านราคา สินค้าพืชที่มีราคาเฉลี่ยในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2561 ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการของตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยมีคำสั่งซื้อข้าวเข้ามามากขึ้น รวมทั้งมีการส่งมอบข้าวตามสัญญาซื้อขายกับต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ขยายตัวขึ้น รวมทั้งการดำเนินมาตรการ รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา มันสำปะหลัง มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณผลผลิตลดลง ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะโรงงานแป้งมันและลานมัน ประกอบกับภาคเอกชนมีการกำหนดราคาส่งออกมันเส้นขั้นต่ำ ทำให้ราคามันสำปะหลังที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวสูงขึ้น ลำไย มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาผลิตลำไยนอกฤดูกาลเพิ่มขึ้น เพื่อลดปัญหาราคาตกต่ำในช่วงฤดูกาลปกติที่มีผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดกระจุกตัว (เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม) อีกทั้งคุณภาพผลผลิตตรงตามความต้องการของตลาด ทุเรียนและมังคุด มีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

สาขาปศุสัตว์ ปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยสินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญทุกชนิดเพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร โคเนื้อ ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ ซึ่งเป็นผลจากการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน มีการเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยให้สัตว์เติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

สำหรับผลผลิตไก่เนื้อ เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยการผลิตไก่เนื้อของไทย มีระบบการผลิตที่ปลอดภัย ทำให้มีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งความต้องการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาเนื้อไก่ที่ยังคงต่ำกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ผลผลิตไข่ไก่ เพิ่มขึ้นเนื่องจากเกษตรกรมีการจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคไข่ไก่

ผลผลิตสุกร เพิ่มขึ้นจากความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่องของตลาดภายในประเทศ ประกอบกับเกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์ม ที่ดี มีการป้องกันโรคระบาดในสุกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ การผลิตโคเนื้อ มีการขยายการผลิตโคมีชีวิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีผลผลิตโคเนื้อเพิ่มขึ้น น้ำนมดิบ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการผลิต มีการคัดทิ้งแม่โคที่ไม่สมบูรณ์และให้น้ำนมน้อย ส่งผลให้อัตราการให้น้ำนมต่อแม่ต่อปีเพิ่มขึ้น

ด้านราคา ในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2561 สินค้าปศุสัตว์ส่วนใหญ่ที่มีราคาเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับปี 2560 ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร และโคเนื้อ เนื่องจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น แม้จะมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่องทั้งปี แต่ผลผลิตยังคงมีมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ภาครัฐได้มีมาตรการให้ลดปริมาณการผลิตสินค้าปศุสัตว์ โดยปลดระวางแม่พันธุ์สุกร นำสุกรชำแหละเข้าห้องเย็น รวมทั้งมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคสุกรหัน โคเนื้อ และไก่เนื้อ ส่งผลให้ราคาสินค้าปศุสัตว์ในช่วงครึ่งหลังของปีปรับตัวสูงขึ้นจากครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม ราคาเฉลี่ยทั้งปียังคงต่ำกว่าปี 2560 สำหรับไข่ไก่และน้ำนมดิบ มีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเกษตรกรได้รับแรงจูงใจจากเกณฑ์การรับซื้อน้ำนมดิบที่ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ส่วนราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่

สาขาประมงในปี 2561 หดตัวร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยกุ้งทะเลเพาะเลี้ยง มีผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงจากการที่เกษตรกรส่วนใหญ่ชะลอการลงลูกกุ้ง ซึ่งเป็นผลจากผลผลิตกุ้งของโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนเกิดภาวะกุ้งล้นตลาด สำหรับปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือในภาคใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผลผลิตประมงน้ำจืด อาทิ ปลานิล ปลาดุก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันเป็นผลมาจากปริมาณน้ำมีเพียงพอต่อการเลี้ยง เกษตรกรสามารถขยายเนื้อ เพิ่มรอบการเลี้ยง และเพิ่มอัตราการปล่อยลูกพันธุ์

ด้านราคา ในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2561 ราคากุ้งขาวแวนนาไม (ขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม) ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งสอดคล้องกับราคาในตลาดโลกที่ลดลงตามภาวะอุปทานส่วนเกิน สำหรับปลานิลขนาดกลาง และปลาดุกบิ๊กอุย (ขนาด 2 – 4 ตัวต่อกิโลกรัม) ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยลดลงเช่นเดียวกัน โดยเป็นการลดลงตามปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

สาขาบริการทางการเกษตรในปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 4.0 เมื่อเทียบปี 2560 ซึ่งเป็นผลจากการจ้างบริการเตรียมดิน ไถพรวนดิน และเกี่ยวนวดข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพิ่มขึ้น
ในส่วนของอ้อยโรงงานมีการใช้บริการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก  การรื้อตออ้อยเพื่อปลูกใหม่ทดแทนของเดิม และขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อยโรงงาน นอกจากนี้ ภาครัฐได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตทดแทนแรงงาน ทั้งในด้านการเตรียมดิน การเพาะปลูก และการเก็บเกี่ยวผลผลิต

สาขาป่าไม้ในปี 2561 ขยายตัวร้อยละ 2.0 เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยผลผลิตป่าไม้สำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ไม้ยางพารา ครั่ง ถ่านไม้ และรังนกนางแอ่น ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากการตัดโค่นสวนยางพาราเก่าเพื่อปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีและพืชอื่น สำหรับผลผลิตครั่ง มีการขยายตัวจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลให้ครั่งมีการเจริญเติบโตและฟื้นตัวได้ดีขึ้น ขณะที่ถ่านไม้ มีการขยายตัวจากการใช้ในครัวเรือน ด้านผลผลิตรังนกนางแอ่นเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเปิดตลาดรังนกของประเทศจีน ทำให้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 มีการส่งออกที่ดีขึ้น  ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5 – 3.5 โดยทุกสาขายังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปัจจัยสนับสนุนการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง และสภาพอากาศโดยทั่วไปประกอบกับปริมาณน้ำที่ยังคงเอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร

ดันยางทำถนน1หมู่บ้าน1กม.ฉลุย เพิ่มยอดรับซื้อ4.1หมื่นตัน/เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385590

x

ดันยางทำถนน1หมู่บ้าน1กม.ฉลุย เพิ่มยอดรับซื้อ4.1หมื่นตัน/เดือน

วันศุกร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จัดทำแบบสำรวจการดำเนินงานของสหกรณ์/กลุ่ม/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ที่รับซื้อน้ำยางสดหรือแปรรูปน้ำยางข้น สำหรับการเข้าร่วมโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร กยท.เขตทุกเขต เสร็จแล้ว สรุปปริมาณรับซื้อน้ำยางสด/กำลังการผลิตและแปรรูปน้ำยางข้นทั่วประเทศจำนวน 41,352 ตัน/เดือน แบ่งตามเขตต่างๆดังนี้ เขตภาคใต้ตอนบน 5,250 ตัน/เดือน เขตภาคใต้ตอนกลาง 6,090 ตัน/เดือน เขตภาคใต้ตอนล่าง 10,984 ตัน/เดือน เขตภาคกลางและภาคตะวันออก 3,311 ตัน/เดือน เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1,633 ตัน/เดือน เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 10,670 ตัน/เดือน และเขตภาคเหนือ 3,414 ตัน/เดือน

นอกจากนี้ กยท.แจกรายชื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ทั้ง 77 จังหวัด ที่จะนำน้ำยางพาราไปใช้สร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนล์ทั่วประเทศ 75,032 หมู่บ้านแล้ว โดยในจังหวัดนั้นเป็นสหกรณ์ที่ขึ้นทะเบียนกับกยท.ที่อปท.สามารถไปเลือกซื้อน้ำยางสดจากกว่า 300 สถาบันทั่วประเทศได้ โดยในแต่ละจังหวัดจะมีทั้งเกษตรจังหวัดและกยท.จังหวัดคอยอำนวยความสะดวก อย่างไรก็ตาม กยท. ขอให้สหกรณ์รับซื้อยางพาราจากเกษตรกร/สถาบัน โดยอิงราคากลางที่กยท.กำหนดในวันนั้นๆ เพราะจะสูงกว่าราคาตลาดกลางยางพารา แต่จะบวกเพิ่มมากกว่าราคากลางที่กยท.กำหนดก็ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาวสวนยาง ไม่ให้โดนกดราคาเมื่อนำยางมาขาย

ไฟเขียว2โครงการแก้ไข่ราคาตก เร่งลดปริมาณในระบบ เก็บเข้าห้องเย็น-ส่งตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385589

x

ไฟเขียว2โครงการแก้ไข่ราคาตก เร่งลดปริมาณในระบบ เก็บเข้าห้องเย็น-ส่งตปท.

วันศุกร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ครั้งที่ 2/2561ว่า ที่ผ่านมาราคาไข่ไก่อ่อนตัวลงเกิดจากปริมาณไข่มากกว่าความต้องการ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมปศุสัตว์ จึงดำเนินโครงการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ปี 2561 มุ่งเน้นแก้ปัญหาด้วยการปรับสมดุล demand และ supply โดยขอความร่วมมือให้บริษัทผู้นำเข้าปู่ย่าพันธุ์และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ทั้ง 16 ราย ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ PS Support หรือมาตรการส่งออกไข่ไก่ไปต่างประเทศ เพื่อลดปริมาณไข่ไก่ในระบบช่วยพยุงราคาไข่ไก่ในประเทศให้สูงขึ้นแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ม.ค. – ต.ค. 2561 และพ.ย. – ธ.ค. 2561 โดยลดจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรงได้ 1.8 ล้านตัว (จาก 50 กว่าล้านตัว) และลดจำนวนแม่พันธุ์ไก่ไข่ 1.9 แสนตัว รวมทั้งเก็บรวบรวมและส่งออกไข่ไก่ 149 ล้านฟอง จากการดำเนินการทำให้ราคาไข่ไก่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในช่วงเทศกาลกินเจ และ
ปิดเทอม ความต้องการบริโภคไข่ก็มีลดลงไปบ้าง

ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มีมติเห็นชอบกรอบการใช้เงินกองทุนรวมฯ เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2561 วงเงิน 17.613 ล้านบาท ที่กรมการค้าภายในเสนอขอเพื่อดำเนินโครงการเก็บสต๊อกไข่ไก่เข้าห้องเย็น วงเงิน 2.163 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบริหารจัดการการส่งออกเพื่อผลักดันการส่งออกไข่ไก่ไปต่างประเทศวงเงิน 15 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการอยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) พิจารณาเห็นชอบก่อนเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาอนุมัติตามระเบียบต่อไป คาดว่าจะเร่งส่งออกได้ทันก่อนปีใหม่นี้

สำหรับแผนลดจำนวนนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ และปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ ปี 2562 ที่ประชุมยังไม่มีมติลดจำนวน เนื่องจากฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ที่อยู่ในระบบแล้ว ยังมีฟาร์มหลังบ้านหรือเกษตรกรที่เลี้ยงไก่ไว้เพื่อบริโภคในครอบครัวและจำหน่ายในชุมชนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เกิดจากรัฐเข้าไปสนับสนุน จึงให้กรมปศุสัตว์ไปสำรวจตัวเลขให้ชัดเจนและรีบดำเนินการแจ้งให้ที่ประชุมทราบภายในวันที่ 15 ม.ค. 2562

เลาะรั้วเกษตร : ถึงมือผู้ตรวจการฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/385591

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ถึงมือผู้ตรวจการฯ

วันศุกร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันก่อนอ่านบทสัมภาษณ์พิเศษของ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พลเอกวิทวัส รชตะนันท์ ท่านบอกว่าช่วงที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการทำงานของรัฐมนตรี หรือผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสักเท่าไร การตรวจสอบการทหน้าที่ของสมาชิกสภานิติบัญญัติ ประเภท ขาด ลา มาสายตรวจสอบแล้วก็ไม่ได้มีใครทำผิดอะไร ทำให้การทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ดูเงียบเหงาไม่หวือหวา

ทำให้ต้องย้อนกลับไปเปิดรัฐธรรมนูญดูว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่อย่างไร

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ระบุไว้ในมาตรา 230 ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ 1) เสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใดๆ บรรดาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรม แก่ประชาชน หรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ

2) แสวงหาข้อเท็จจริง เมื่อเห็นว่ามีผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ขจัดหรือระงับความเดือดร้อน หรือความไม่เป็นธรรมนั้น

อันที่จริงถ้าดูตามรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีหน้าที่สำคัญมาก และภารกิจหนักหนามาก ปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับ ที่รัฐบาลพยายามผลักดัน ซึ่งกฎหมายเหล่านั้นทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และเสียประโยชน์ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการเกษตร ก็หลายฉบับ ที่เห็นๆ คือ พ.ร.บ. ส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ฉบับหนึ่งละ

ท้ายของการให้สัมภาษณ์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงปัญหาที่ดินส.ป.ก. นี่ก็เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งที่สะสมมานาน และเกี่ยวข้องกับเกษตรกรจำนวนมาก ทำงานนี้งานเดียวก็สาหัสแล้ว ถ้าท่านจะศึกษาปัญหาและแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ที่แปลกใจ คือผู้ตรวจการแผ่นดิน มานั่งพิจารณาเรื่องการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด (พาราควอท ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส) ที่เป็นประเด็นความขัดแย้งของคน 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่คัดค้านการใช้สารเคมี โดยอ้างถึงความปลอดภัย และสุขภาพของประชาชน และมีผลงานวิจัย ที่ยังคลางแคลงใจถึงการได้มาของข้อมูลที่นำมาอ้าง

อีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มที่ยังเห็นความจำเป็นและประโยชน์ของการใช้สารเคมีดังกล่าว โดยยืนยันความปลอดภัยของผู้ที่ใช้ และคลุกคลีอยู่กับสารเคมีเหล่านั้นมานาน รวมทั้งประโยชน์ที่เกษตรกรและภาคการเกษตรโดยรวมจะได้รับ

ผู้ตรวจการแผ่นดินประชุมพิจารณาเรื่องนี้กี่ครั้งไม่มีข้อมูลยืนยัน แต่ในวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผู้ตรวจการแผ่นดิน เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุม สุดท้ายมีมติให้ยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดนั้น และต้องยุติการจำหน่ายภายใน 1 ปี โดยเชื่อข้อมูลของฝ่ายคัดค้านเพียงฝ่ายเดียว ไม่เห็นถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร และประโยชน์ที่ภาคเกษตรจะได้รับ รวมทั้งไม่เห็นแก่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีหน้าที่พิจารณาเรื่องนี้ตามกฎหมาย และ คณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ

น่าสังเกตว่า มีการเสนอเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เหมือนมีการวางแผนในการนำเสนอข้อมูลมาเป็นอย่างดี…

อันดับแรก คือ หมอธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แกนนำกลุ่มสนับสนุนให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ออกมายินดีกับมติของผู้ตรวจการแผ่นดิน แถมบอกว่าเป็นวันที่คนไทยมีความสุขที่สุด…

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แห่ง ไบโอไทย ก็ออกมารับลูก โดยพุ่งเป้าไปที่ กรมวิชาการเกษตร ของ อธิบดี เสริมสุข สลักเพ็ชร์ ว่าถ้าไม่ดำเนินการตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมอบหมาย ก็อาจจะถูกฟ้องศาลปกครอง

ต่อมาเมื่อไม่กี่วันมานี้รายการ ห้องข่าวไทย พีบีเอส นำเสนอข่าว บริษัทยักษ์ใหญ่ทางการเกษตรของไทย จะยกเลิกการนำเข้าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด แม้ว่าจะได้รับอนุญาตให้นำเข้าได้อีกหลายปีก็ตาม เหมือนกับจะบอกว่าขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่ยังยอมแพ้….แล้วบริษัทผู้นำเข้าสารเคมีทางการเกษตรอีกมากมาย ทำไมไม่เอาอย่างบ้าง…..

ยังไม่ได้ดูไทยแพน ว่ามีการตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไร……… ก็มีอยู่เท่านี้แหละถ้าเกี่ยวข้องกับสารเคมี 3 ชนิดนี้…..ไทยแพน ไบโอไทย หมอธีระวัฒน์. กระทรวงสาธารณสุข คราวนี้มีผู้ตรวจการแผ่นดินเพิ่มมาอีกองค์กรหนึ่งซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจะออกมาชี้ขาดว่าใครผิดใครถูก โดยใช้เวลาศึกษาข้อมูล และปัญหาที่เป็นข้อขัดแย้งเพียงไม่เท่าไร

แว่นขยาย