สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระราชปรีชาญาณสานสัมพันธ์ไทย-จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/357186

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  พระราชปรีชาญาณสานสัมพันธ์ไทย-จีน

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระราชปรีชาญาณสานสัมพันธ์ไทย-จีน

วันอาทิตย์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเยือนจีนของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อ พ.ศ.2543 จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นและพระราชปรีชาญาณที่ลุ่มลึกและกว้างไกลในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนให้ดำเนินไปอย่างแน่นแฟ้นและมีไมตรีจิตต่อกันฉันมิตร

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชปรีชาญาณและสายพระเนตรที่ลึกซึ้งยาวไกลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีน ซึ่งจำเป็นจะต้องปลูกฝังและสืบสานให้เกิดความเข้มแข็ง เนื่องด้วยทรงเข้าพระราชหฤทัยดีว่าจีนเป็นประเทศใหญ่มีความรู้ที่หลากหลายรอบด้าน สามารถยังประโยชน์ให้กับประเทศไทยได้ในหลายภาคส่วน จึงมีพระราชดำริในการสานสัมพันธ์กับจีนมาโดยตลอด

ทั้งนี้ เมื่อปี 2560 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสถาบันเอเชียศึกษา ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนที่มีประวัติศาสตร์เกี่ยวพันกันมายาวนานจนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่ง รองศาสตราจารย์ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จีนถือเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทสำคัญในเอเชีย ซึ่งในที่นี้รวมถึงภูมิภาคอาเซียน กล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนนั้น แบ่งเป็น 2 มิติคือ 1) มิติภายในประเทศ ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่มีชาวจีนมาตั้งรกรากอยู่เป็นจำนวนมากชาวไทยเชื้อสายจีน คือ ชาวจีนที่เกิดในประเทศไทยและเป็นเชื้อสายของผู้อพยพชาวจีนหรือชาวจีนโพ้นทะเล คนไทยเชื้อสายจีนมีประมาณ 8 ล้านคน ในประเทศไทย หรือร้อยละ 14 ของประชากรทั้งประเทศ และยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถนับได้ เพราะกลมกลืนกับคนไทยโดยการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ และ 2) มิติภายนอกประเทศคือสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักในความสำคัญของจีนทั้ง 2 มิติ

อาจารย์ดลยา เทียนทอง นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่สัมพันธ์กับจีนในมิติภายนอกประเทศนั้น มีปรากฏครั้งสำคัญที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือจีนแผ่นดินใหญ่พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อปีพ.ศ.2543 ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ นายเจียง เจ๋อ หมิน (Jiang Zemin) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและภริยา การเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเยือนจีนครั้งนั้นมีขึ้นระหว่างวันที่ 16-31 ตุลาคม 2543 เพื่อเฉลิมฉลอง25 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน และถือเป็นปีปฐมของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9ในการเสด็จพระราชดำเนินแทนองค์พระประมุขไปทรงเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลจีนได้ถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ มีการจัดพิธีสวนสนามและทรงตรวจแถวกองทหารเกียรติยศสามเหล่าทัพอย่างสง่างามและยิ่งใหญ่ ณ ลานหน้ามหาศาลาประชาชน โดยมี นายหู จิ่น เทา(Hu Jintao) รองประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

ทั้งนี้ ในตลอดระยะเวลา 15 วัน แห่งการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเยือนจีน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพำนักและปฏิบัติพระราชกรณียกิจในเมืองสำคัญหลายแห่งได้แก่ กรุงปักกิ่ง (Bejing) นครซีอาน (Xi’an) เมืองซูโจว (Suzhou) มหานครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เมืองลั่วหยาง (Luoyang) เมืองเจิ้งโจว (Zhengzhou) เมืองไคเฟิง (Kaifeng) และเมืองกุ้ยหลิน (Guilin) โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรและมีความสนพระราชหฤทัยในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเรื่องราวต่างๆในด้านศิลปวัฒนธรรมของจีน อาทิ การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมชมสถาบันวิจัยศิลปหัตถกรรมเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Arts and Crafts Research Institute) และพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ของแต่ละมณฑล เป็นต้น และในขณะเดียวกันก็ทรงเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยสู่สายตาผู้นำและบุคคลสำคัญในวงสังคมจีนด้วย ที่สำคัญทรงจัดแสดงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันเป็นศิลป์แห่งแผ่นดินที่วิจิตรตระการตาและเป็นภูมิปัญญาไทยมาแต่โบราณ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานฝีมือที่ประณีตงดงามของชาวนาชาวไร่ที่มีฐานะยากจนในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยที่พระองค์ทรงนำมาฝึกสอนทั้งสิ้น ทำให้นายหู จิ่น เทา (Hu Jintao) รองประธานาธิบดีและผู้เข้าร่วมงานต่างชื่นชมในพระบารมีและตระหนักถึงความล้ำค่าในศิลปวัฒนธรรมไทยโดยทั่วกัน

ไม่เพียงเท่านั้น มิตรไมตรีระหว่างประมุขแห่งรัฐของสองประเทศยังดำเนินไปอย่างงอกงามและเป็นรูปธรรมในก่อนหน้านี้เมื่อรัฐบาลจีนได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสุกรพันธุ์จินหัว (Jinhua) 2 คู่ และเป็ดอี้เหลียง (Yi-Liang) จำนวน 65 ตัว แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2542 โดยสุกรพันธุ์จินหัวนี้มีถิ่นกําเนิดในจังหวัดซีเจียง (Zhejiang) มีลักษณะลําตัวสีขาวและมีสีดำที่ส่วนหัวและสะโพก ซึ่งส่วนสะโพกของสุกรจินหัว เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของจินหัวแฮม (Jinhua ham) จะมีรสชาติอร่อย สีสวยสด และมีชื่อเสียงมากในตลาดระดับสูงของโลก ส่วนเป็ดอี้เหลียงเป็นเป็ดเนื้อพันธุ์พื้นถิ่นของเมืองคุณหมิง (Kuming) มณฑลยูนนาน (Yunnan) นิยมทำเป็ดปักกิ่ง เนื่องจากตัวเล็ก เนื้อนุ่ม และหนังกรอบ มีรสชาติอร่อย (สัตว์ท้องถิ่นทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นสัตว์สงวนที่รัฐบาลจีนหวงแหนมาก และไม่เคยส่งแม่พันธุ์ออกนอกประเทศเลย ยกเว้นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปแล้ว ทำให้ไม่สามารถแจกจ่ายพันธุ์ให้เกษตรกรไทยเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้) ปัจจุบันสุกรจินหัวและเป็ดอี้เหลียง ถูกเลี้ยงขยายพันธุ์และมีจำหน่ายในลักษณะผลิตภัณฑ์แปรรูปในโครงการฟาร์มตัวอย่างหลายจังหวัด ได้แก่ อ่างทอง ราชบุรี และเชียงใหม่

ด้วยพระราชจริยาวัตรอันงดงามพระราชอัธยาศัยที่นุ่มนวลอ่อนโยน พระปรีชาสามารถที่เข้าถึงจิตใจผู้คน ตลอดถึงการเอาพระราชหฤทัยใส่ในรายละเอียดของบุคคลต่างๆ ที่มีพระราชปฏิสันถาร พระราชวิริยอุตสาหะที่ปราศจากความเหน็ดเหนื่อยในตลอดช่วงเวลาแห่งการเสด็จพระราชดำเนินและพระอัจฉริยภาพในเรื่องต่างๆ ได้นำมาซึ่งความประทับใจและความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งแก่ผู้นำและประชาชนชาวจีนที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในแต่ละโอกาส ยิ่งไปกว่านั้นทรงได้รับการยกย่องเทิดทูนในการที่ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ต่อการเชิดชูคุณค่าและเอกลักษณ์ของศิลปวัฒนธรรมไทยมาโดยตลอด ซึ่งส่งผลให้เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และประชาชนชาวไทยก็มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยมากยิ่งขึ้น

การเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเยือนจีนของ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อ พ.ศ.2543 จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นและพระราชปรีชาญาณที่ลุ่มลึกและกว้างไกลในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนให้ดำเนินไปอย่างแน่นแฟ้นและมีไมตรีจิตต่อกันฉันมิตร ซึ่งไม่เพียงเป็นการปูทางไปสู่การเรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกันเท่านั้น หากทว่าจะนำมาซึ่งความร่วมมือในระดับต่างๆ ที่สอดคล้องกลมเกลียวได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/357205

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

วันอาทิตย์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ บ้านของพลเอกเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) บ้านเลขที่ 1808 ถนนพระรามที่ 6 ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร อันเป็นบ้านของพระอัยกาฝ่ายพระมารดา ทรงเป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (ภายหลังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) ประสูติแต่หม่อมหลวงบัว กิติยากร (สกุลเดิม สนิทวงศ์)  มีพระพี่น้องคือ หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์, หม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ และหม่อมราชวงศ์หญิง บุษบา กิติยากร

สำหรับพระนาม “สิริกิติ์” เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 อันมีความหมายว่า “ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร” มีชื่อเล่นว่า “คุณหญิงสิริ” ส่วนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบิพตร จะทรงเรียกว่า “แม่สิริ”

ครั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ต้องเสด็จไปดำรงตำแหน่งอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มประจำสำนักเซนต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ โดยได้ทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปอยู่ด้วย ในเวลานั้นหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ มีอายุได้ 13 ปีเศษ และเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว  ขณะที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ได้ศึกษาต่อทั้งวิชาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส และวิชาเปียโนกับครูพิเศษ หลังจากนั้นไม่นาน พระบิดาย้ายไปเดนมาร์กและฝรั่งเศส ตามลำดับ ขณะที่ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ก็ยังคงเรียนเปียโนและตั้งใจจะศึกษาต่อในวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส

ระหว่างที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ได้มีโอกาสรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบิพตร  (ขณะนั้นทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์) ซึ่งเสด็จฯ ประพาสกรุงปารีสเพื่อทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์ ทั้งนี้ เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบิพตร  โปรดการดนตรีเป็นพิเศษ ขณะที่หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ก็สนใจศิลปะเช่นกัน

วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2491  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง โดยมีหม่อมหลวงบัวและหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ เข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการเป็นประจำ และในช่วงระยะเวลาที่ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ อยู่เฝ้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  สวิตเซอร์แลนด์นั้น สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (พระนามในเวลานั้น) ได้ทรงรับเป็นธุระจัดการให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เข้าศึกษาในโรงเรียน Pensionnat Riante Rive ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งของโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  ทรงหายจากพระอาการประชวรแล้ว ก็ได้ทรงหมั้น หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เป็นการภายใน เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2492

หลังจากทรงหมั้นแล้ว หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ยังคงศึกษาต่อ กระทั่งพ.ศ.2493 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบิพตร  เสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนครเพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ตามเสด็จพระราชดำเนินกลับด้วย

เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสขึ้น ณ วังสระปทุม โดยมี สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จเป็นองค์ประธาน ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  ทรงลงพระปรมาภิไธยในทะเบียนสมรสและโปรดให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พร้อมทั้งสักขีพยานลงนามในทะเบียนนั้น หลังจากนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จออกในพระราชพิธีถวายน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบิพตร  และทรงรดน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณี ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  โปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น “สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์” พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ในการนี้ด้วย

ต่อมาในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  ทรงพระราชดำริว่า ตามโบราณราชประเพณีเมื่อสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรดให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัครมเหสีขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ดังนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ได้เสด็จฯ กลับไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงรักษาพระองค์และทรงศึกษาต่อ จนกระทั่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงมีพระประสูติกาล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมีพระชันษาได้ 3 เดือน   ทั้งสองพระองค์จึงเสด็จนิวัติประเทศไทย

เมื่อปีพ.ศ.2499 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  ทรงมีพระราชประสงค์เสด็จฯ ออกผนวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน เป็นระยะเวลา 15 วัน  ทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้ทรงพระปรีชาสามารถในอันที่จะรับพระราชภารกิจในคราวนี้ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่ผนวช

ต่อมา ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  มีพระบรมราชโองการประกาศว่า ตามราชประเพณี เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เคยมีประกาศให้ออกพระนามว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่ผนวช และได้ปฏิบัติพระราชภารกิจแทนพระองค์ด้วยพระปรีชาสามารถ สนองพระราชประสงค์เป็นที่เรียบร้อย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีว่า “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” นับว่าทรงเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระองค์ที่ 2 ของประเทศไทย โดยพระองค์แรกคื อสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง)

ตลอดระยะเวลาแห่งการดำรงพระอิสริยยศ “พระราชินี” จนถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ได้ทรงปฏิบัติภารกิจน้อยใหญ่นานัปการ ทั้งในฐานะ “พระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย” และในฐานะ “คู่บุญคู่พระราชหฤทัย” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฏร์ ทั้งโดยเสด็จตามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  และเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงเยี่ยมราษฎรในชนบททั่วทุกภูมิภาค แม้จะทรงตรากตรำพระวรกายเนื่องจากการคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่สะดวกสบายเหมือนในปัจจุบัน  ก็มิได้ทรงย่อท้อแต่อย่างใด

พระปรีชาสามารถและพระวิริยะอุตสาหะที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  ทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกาย พระสติปัญญา พระราชทรัพย์ ในพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อเกื้อกูลประโยชน์สุขของพสกนิกรนั้นได้ดื่มด่ำอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งชาติ และหยั่งลึกลงเป็นรากฐานแห่งความจงรักภักดีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นผลให้เกิดความมั่นคงและนำสันติสุขมาสู่ปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชกรณียกิจในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร ได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  ไปทั่วทุกหนแห่งในแผ่นดินไทยนี้

โครงการในพระราชดำริที่มีสาขาขยายกว้างขวางไปทั่วประเทศโครงการหนึ่งก็คือ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ พระราชดำริในการก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นั้น มีมาตั้งแต่เมื่อครั้งตามเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบทเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2498 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงเห็นชาวบ้านนุ่งซิ่นไหมมัดหมี่กันเป็นส่วนใหญ่ จึงทรงเล็งเห็นว่าชาวบ้านมีฝีมือในงานหัตถกรรมอยู่แล้ว จึงมีพระราชดำริส่งเสริมอาชีพให้แก่ชาวบ้าน เพื่อได้มีรายได้ทดแทน กรณีที่ผลผลิตทางการเกษตรต้องเสียหายไม่ได้ผล อันเนื่องจากภัยธรรมชาติ

ในช่วงแรก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ชาวบ้านทอผ้าไหมมัดหมี่ แล้วทรงรับซื้อเอาไว้ เป็นการสนับสนุน ฟื้นฟู และพัฒนาฝีมือการทอในเบื้องต้น เมื่อดำเนินการไประยะหนึ่งก็ได้มีการจัดตั้งเป็นมูลนิธิขึ้น และได้พระราชทานชื่อมูลนิธิว่า “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์” ผู้ถวายนามคือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก พระองค์ที่ 19 โดย ม.ร.ว.ทองน้อย ทองใหญ่ รองราชเลขาธิการ ได้คิดชื่อภาษาอังกฤษถวายว่า “The Foundation For the Promotion of Supplementary Occupations and Related Techniques under the Royal Patronage of Her Majesty the Queen” มีชื่อย่อว่า SUPPORT และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  ทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิ โดยมีสำนักงานของมูลนิธิอยู่ที่สวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร  พร้อมทั้งได้พระราชทานทุนเริ่มแรกจำนวนหนึ่งล้านบาทถ้วน ต่อมาในปีพ.ศ.2531 ได้มีการเปลี่ยนชื่อของมูลนิธิ เป็น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ชื่อภาษาอังกฤษว่า The Foundation of the Promotion of Supplementary Occupations and Related Techniques of Her Majesty Queen Sirikit of Thailand ชื่อย่อว่า SUPPORT เช่นเดิม

หลังจากที่ได้ดำเนินการก่อตั้งมูลนิธิศิลปาชีพฯ แล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเห็นควรให้มีการก่อสร้างอาคารศิลปาชีพขึ้นในสวนจิตรลดา เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนศิลปาชีพแขนงต่างๆ แก่ราษฎรที่ได้รับคัดเลือกเข้าเรียน โดยได้เริ่มโครงการขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2521  การฝึกอบรมศิลปาชีพนั้น จะทรงพิจารณาจากสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม และวัสดุในแต่ละท้องถิ่นในภาคต่างๆ เป็นหลัก   โดย ภาคเหนือ ส่งเสริมให้ฝึกอบรมการเย็บปักถักร้อย การทอผ้า ทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าจก การทำเครื่องประดับเงินและทอง ตามแบบศิลปะของชาวไทยภูเขา เป็นต้น  ภาคอีสาน ส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมการทอผ้าไหมมัดหมี่ เพื่อรักษาศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะไว้มิให้สูญหายแต่ให้ปรับปรุงวิธีการทอ การย้อมสี การตกแต่งสำเร็จให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการปลูกต้นหม่อนและเลี้ยงไหมอีกด้วย  ภาคกลาง ส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมการทำดอกไม้ประดิษฐ์ การทำเครื่องจักสานด้วยหวาย ไม้ไผ่ และป่านศรนารายณ์ การทอผ้าฝ้าย การปั้นตุ๊กตาชาววัง การตัดเย็บเสื้อผ้า การถนอมอาหาร เป็นต้น ภาคใต้ ส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมการทอผ้า การจักสานด้วยหวาย ไม้ไผ่ ย่านลิเภา การทอเสื่อกระจูด การเย็บปักถักร้อย การทำถมเงินถมทอง เป็นต้น  ปัจจุบันมูลนิธิมีศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วทุกภาค และมีโครงการส่งเสริมศิลปาชีพในหลายจังหวัดทั่วประเทศ อันเป็นการส่งเสริมอาชีพและขณะเดียวกันยังอนุรักษ์และส่งเสริมงานศิลปะพื้นบ้าน

สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงสนพระราชหฤทัยงานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าที่สำคัญของชาติ หนึ่งในนั้นคือ นาฏกรรมโขน ซึ่งมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์และสืบสานอยู่คู่แผ่นดินไทย ดังพระราชปรารภที่ว่า “ทุกวันนี้ประชาชนชาวไทย ไม่ใคร่มีโอกาสได้ชมโขน เนื่องจากการจัดแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโขน และงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ เพื่อรื้อฟื้นการแสดงโขนตามโบราณราชประเพณี เริ่มต้นจากการจัดสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นใหม่ สำหรับใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน ทรงกำชับให้ยึดถือรูปแบบเครื่องแต่งกายโขนแบบโบราณ แต่มีความคงทนและสวยงามยิ่งขึ้น

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลมากในการนำโขนมาสู่สังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะการฟื้นฟูโขนนั้น ไม่ใช่แค่การฟื้นฟูนาฏศิลป์ แต่เป็นการพลิกฟื้นฝีมือช่างหัตถศิลป์หลายแขนง หลายสาขาที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านงานประณีตศิลป์ของไทยนับร้อยคนให้คืนกลับมา ทั้งยังทำให้เกิดสกุลช่างในรัชกาลปัจจุบันในเรื่องของพัสตราภรณ์หรือเครื่องแต่งกาย มี อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ควบคุมดูแลเรื่องการออกแบบ และดูแลช่างที่เป็นสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ช่วยกันตัดเย็บเครื่องแต่งกายและทอผ้าเพื่อใช้การแสดงโขนโดยเฉพาะ

ต่อมา อ.สมิทธิ ศิริภัทร์ ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ด้านศิลปะของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตสร้างเครื่องแต่งกายโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพอีกทางหนึ่ง เมื่อได้รับพระราชทานพระราชานุญาต จึงเริ่มดำเนินการในปีพ.ศ.2548 ได้เริ่มตั้งคณะกรรมการเรื่องแนวทางสร้างเครื่องแต่งกายโขนขึ้นมาใหม่ และกำหนดแนวทางการแสดงเฉลิมพระเกียรติ ตอนพรหมาศ ประกอบวงแตรวงจากกองทัพบก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในงานเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ใน พ.ศ.2550

ในปีพ.ศ.2559 เริ่มมีการออกแบบฉาก ซึ่ง อ.สมิทธิ ได้เชิญ อ.สุดสาคร มาออกแบบฉากตอนพรหมาศ ส่วน อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย และเริ่มฝึกซ้อมการแสดงโดยมีเวลาซ้อมเพียง 2 สัปดาห์ ก่อนทำการแสดงครั้งแรกในเดือนธันวาคม พ.ศ.2550  ซึ่งจัดแสดงเพียง 3 รอบ โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี  เสด็จฯ ไปทอดพระเนตร เป็นปฐมฤกษ์

จากนั้นหยุดการแสดงใน พ.ศ.2551 ปีต่อมาจึงได้จัดแสดงโขนตอนพรหมาศ ฉบับปรับปรุงใหม่ เป็นครั้งที่ 2 โดยมีวงดนตรีสากล และวงดนตรีไทยเล่นประกอบโขน จัดแสดง 6 รอบ ต่อมาได้มีการเพิ่มรอบในภายหลังตามคำเรียกร้องของผู้ชม และในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปทรงเปิดนิทรรศการโขนพระราชทาน ในงานเปิดหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร และเป็นครั้งแรกที่ได้พระราชทานการแสดงโขนในปีต่อไปคือ ตอนนางลอย จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อจากโขนเฉลิมพระเกียรติ เป็น “โขนพระราชทาน” อันเป็นการแสดงที่พระราชทานลงมาให้แก่ปวงชนชาวไทยได้ชมนั่นเอง

สำหรับตอนนางลอยนั้น ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยมีการจัดแสดงถึง 2 ช่วง ในเดือนมิถุนายน และ พฤศจิกายน พ.ศ.2553 ทั้งยังเป็นปีแรกที่เปิดคัดเลือกนักแสดงรุ่นใหม่ รวมทั้งเริ่มมีการสร้างฉากที่วิจิตรตระการตา และเพิ่มเทคนิคต่างๆ เพื่อดึงดูดใจผู้ชมมากขึ้น และการแสดงโขนพระราชทานที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนั้นได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชนจนต้องเพิ่มรอบการแสดงขึ้นทุกปี  และในปีพ.ศ.2561 นับเป็นวาระพิเศษ คือการฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษของการจัดแสดงโขนพระราชทาน ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โดยได้เลือกบทโขนรามเกียรติ์ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” มาจัดแสดงตามรูปแบบโขนหลวง ซึ่งมีความสนุกสนานตระการตาไปกับทุกฉากการแสดงผสมผสานศิลปะการแสดงแบบประเพณีกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างลงตัว มีฉากสำคัญ เช่น ฉากเรือสำเภาริมฝั่งน้ำ, ฉากสนามรบ ฯลฯ นำแสดงโดยศิลปินระดับแนวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และนักแสดงรุ่นใหม่ที่ผ่านการคัดเลือก โดยจัดแสดงระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 5 ธันวาคม 2561  ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักว่าการแต่งกายแบบดั้งเดิมของไทยในชีวิตประจำวันถูกอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตกกลืนหายไป จนกลายไปเป็นแบบตะวันตกเกือบทั้งสิ้น ไม่มีเครื่องแต่งกายที่เป็นแบบฉบับประจำชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงทรงมีพระราชดำริว่าเครื่องแต่งกายสำหรับพระองค์นั้นควรจะมีแบบแผนที่ชัดเจน และที่สำคัญต้องแสดงถึงความเป็นไทยให้นานาประเทศได้รู้จัก และจะได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอคุณค่าทางศิลปะที่อยู่ในผ้าและเครื่องประดับของไทยผ่านฉลองพระองค์ชุดไทย ที่ภายหลังเรียกว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยประยุกต์จากการแต่งกายของสตรีสมัยโบราณ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น, ชุดไทยจิตรลดา, ชุดไทยอมรินทร์, ชุดไทยบรมพิมาน,ชุดไทยดุสิต, ชุดไทยจักรี, ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ  ทั้งนี้ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ถึงการแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ

อีกทั้ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ มีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นฐานการดำรงชีวิตของพสกนิกร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2553 ถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” แด่พระนามสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9   เพื่อเป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาลและปวงชนชาวไทย ในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

ในพระราชกรณียกิจด้านการทหารนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  ทรงดำรงตำแหน่งพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยต่อการดำเนินงานของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ตลอดมา โดยผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 จะเข้ามาถวายรายงานถึงผลการปฏิบัติงานพร้อมกับรับพระราชเสาวนีย์ ตลอดจนพระราชทานคำแนะนำไปดำเนินการปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ขณะที่ด้านความมั่นคงของประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมทหารที่ปฎิบัติการสู้รบ ต่อสู้ผู้ก่อการร้ายตามชายแดนถึงฐานปฏิบัติการต่างๆ แม้เป็นที่เสี่ยงภยันตราย ก็ทรงพระอุตสาหะเสด็จฯ ไปทรงดูแลทุกข์สุข ปลอบขวัญถึงฐานปฎิบัติการต่างๆ เป็นขวัญกำลังใจให้ทหารต่อสู้ปกป้องผืนแผ่นดิน นำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่อาณาประชาชน ให้สามารถทำมาหากินได้อย่างสงบสุข

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  ทรงมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนหลายหลายรูปแบบ อาทิ ทรงพระอุตสาหะสอนหนังสือราษฏรด้วยพระองค์เอง พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนจากครอบครัวที่ยากจน ทั้งในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน ทรงรับไว้เป็นนักเรียนในพระบรมราชานุเคราะห์ ส่วนบิดามารดา พี่น้องของเด็ก ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับการฝึกอบรม พระราชทานความช่วยเหลือ ให้ปรับปรุงการประกอบอาชีพให้เป็นผล หรือให้มีความรู้เป็นอาชีพเสริม เพิ่มพูนรายได้สามารถช่วยตนเอง และครองครัวให้ดำรงชีวิตเป็นสุขตามอัตภาพ โดยใช้วัตถุดิบพื้นบ้านมาทำประโยชน์ เช่น หัตถกรรมจักสานของโครงการหุบกะพง โครงการจักสานย่านลิเพา และทำเครื่องปั่นดินเผาในภาคใต้ ทั้งยังทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สอดแทรกเรื่องความรักชาติ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรักษาศิลปวัฒธรรมท้องถิ่น และประเทศ การรู้จักรักษาสุขภาพอนามัย การรู้จักพัฒนาตนเอง การเห็นความสำคัญของการศึกษา และการช่วยเหลือร่วมมือกับส่วนรวม พร้อมทั้งให้ทุกคนตระหนักว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม ต้องบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์เพื่อความเจริญพัฒนาของภูมิภาค

ทั้งนี้ พระมหากรุณาธิคุณมิได้แผ่ปกป้องเฉพาะปวงชนชาวไทย หากแต่ยังทรงแผ่ไปถึงประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแดนไทย แถบจังหวัดตราด จันทบุรี และปราจีนบุรี มีพระราชศรัทธาและพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากโดยมิได้ทรงเลือกเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์

ด้วยพระราชกรณียกิจอันหลากหลายที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์ ก็เพื่อยังประโยชน์สุขโดยถ้วนทั่วทั้งแผ่นดิน    สถาบัน องค์กร มหาวิทยาลัย หน่วยงานต่างๆ จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โล่เฉลิมพระเกียรติ รางวัล และประกาศเกียรติคุณต่างๆ เป็นจำนวนมาก อาทิ องค์กรค์การเอฟเอโอ ทูลเกล้าฯถวายเหรียญ ซีเรส เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงยกฐานะของสตรีให้มีระดับสูงขึ้น และทรงเป็นผู้ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2552, มหาวิทยาลัยทัฟฟ์ แห่งรัฐแมสซาซูเซ็ทท์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม ในฐานะที่ทรงยกระดับฐานะการครองชีพของประชาชน และช่วยบรรเทาทุกข์ของเด็กๆ ในหมู่ผู้ลี้ภัย เมื่อปีพ.ศ.2523

สหพันธ์เด็กแห่งนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพิทักษ์เด็ก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2524, สถาบันเอเชียโซไซตี้ แห่งกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลด้านมนุษยธรรม เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2528 เมื่อวันที่  14 มีนาคม 2528, ศูนย์ศึกษาการอพยพ  ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐนิวยอร์ก กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ ไปทรงรับรางวัลความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยประจำปี ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2533, องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (ยูเนสโก) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองโบโรพุทโธ ในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรม ณ ศาลาธรรม จังหวัดเชียงใหม่  เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2535

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาติ (ยูนิเซฟ) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติคุณพิเศษในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นผลให้แม่และเด็กนับล้านได้รับบริการขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2535,   กองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแห่งความเป็นเลิศในฐานะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีไทย  เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2535, มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามนุษยธรรม เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2538

รวมถึงราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ แห่งอังกฤษ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2513 ซึ่งสถาบันแห่งนี้เคยมอบให้แต่เฉพาะผู้ที่เป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นเป็นที่รู้จักระดับโลกเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีมหาวิทยาลัยและสถาบันอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญา และรางวัลประกาศกิตติคุณแด่พระองค์

นับได้ว่าเป็นบุญของชาติและพสกนิกรชาวไทย ที่มีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่งรัตนนารีโดยแท้ พระองค์มิได้ทรงเป็นพระบรมราชินีนาถ ที่มีพระสิริโฉมเป็นเลิศเท่านั้น หากแต่ยังทรงพระปรีชาสามารถเชี่ยวชาญในกิจการต่างๆ ซึ่งปรากฏผลเป็นที่ประจักษ์แก่ปวงชนโดยตลอด ทรงยึดมั่นในพระบวรพระพุทธศาสนา พระคุณธรรม พระปัญญาคุณ และพระเมตตากรุณาคุณ ซึ่งทรงดำรงไว้มั่นคงตลอดมา เป็นปัจจัยส่งเสริมให้พระเกียรติคุณขจายขจรไปทั่วในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก

อาจกล่าวได้ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  ของชาติไทย เป็นพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงได้รับการสรรเสริญพระเกียรติคุณจากนานาประเทศอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าพระบรมราชินีพระองค์อื่นใดในโลก

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2561 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ให้ทรงพระเกษมสำราญ ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ

วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/357184

วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

วันอาทิตย์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานในพิธี, สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1, พีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2, พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน พร้อมด้วย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมพิธี

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2561 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 วันที่ 12 สิงหาคม 2561 โดยจัดให้มีพิธีทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหาร และถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา 12 สิงหาคม 2561 โดยเวลา 06.40 น. ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งนิมนต์มาจากวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร จำนวน 87 รูป โดยมี พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน พร้อมด้วยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมพิธี ณ ห้องอาหารสมาชิกรัฐสภา ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 1

ต่อมา เวลา 07.30 น. ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ ณ บริเวณด้านหน้าศาลพระสยามเทวาธิราช จากนั้น ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และนำคณะผู้ร่วมพิธีร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี หน้าพระฉายาลักษณ์ ด้านหน้าอาคารรัฐสภา 2โอกาสนี้ กองดุริยางค์ทหารบกได้บรรเลงเพลงซึ่งประกอบด้วย เพลงพระราชนิพนธ์ อาทิลมหนาว แสงเดือน ชะตาชีวิต แผ่นดินของเราแสงเทียน ใกล้รุ่ง ฯลฯ และเพลงที่มีความหมายเชิดชูพระคุณแม่ เช่น ค่าน้ำนม อิ่มอุ่น เป็นต้น

ในช่วงบ่าย ได้จัดให้มีกิจกรรมรณรงค์และปฏิบัติการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากการจัดกิจกรรมครั้งที่ 1 ซึ่งคณะกรรมการโครงการจิตอาสาเพื่อสังคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เห็นชอบให้ปรับปรุงสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชา โรงเรียนวัดน้อยนพคุณ เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์สำหรับการเล่นกีฬา โดยเวลา 14.00 น. คณะจิตอาสาซึ่งประกอบด้วย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติบุคลากรในวงงานรัฐสภา ข้าราชการของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกันปรับปรุงป้ายสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ ทาสีตะแกรง และตาข่ายลวดเหล็กดัด ปรับปรุงลอกพื้นสนาม ปรับปรุงทางระบายน้ำด้วยการลอกท่อระบายน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานในพิธีเปิดกรวยดอกไม้ธูปเทียนแพ ถวายเครื่องราชสักการะ หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ในรัชกาลที่ 9

ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานในพิธีเปิดกรวยดอกไม้ธูปเทียนแพ ถวายเครื่องราชสักการะ หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1, พีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 และ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและ
การท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ ณ บริเวณด้านหน้าศาลพระสยามเทวาธิราช

ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1, พีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 และ พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและ การท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์ ณ บริเวณด้านหน้าศาลพระสยามเทวาธิราช

ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และนำคณะผู้ร่วมพิธีร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี หน้าพระฉายาลักษณ์ หน้าอาคารรัฐสภา 2

ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และนำคณะผู้ร่วมพิธีร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี หน้าพระฉายาลักษณ์ หน้าอาคารรัฐสภา 2

พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน พร้อมด้วยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ ร่วมพิธี

พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน พร้อมด้วยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ ร่วมพิธี

กิจกรรมรณรงค์และปฏิบัติการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ครั้งที่ 2 คณะจิตอาสา ประกอบด้วย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ บุคลากรในวงงานรัฐสภา ข้าราชการของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ร่วมกันปรับปรุงป้ายสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชา โรงเรียนวัดน้อยนพคุณ ทาสีตะแกรงและตาข่ายลวดเหล็กดัด ปรับปรุงลอกพื้นสนาม ปรับปรุงทางระบายน้ำด้วยการลอกท่อระบายน้ำ

กิจกรรมรณรงค์และปฏิบัติการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ครั้งที่ 2 คณะจิตอาสา ประกอบด้วย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ บุคลากรในวงงานรัฐสภา ข้าราชการของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกันปรับปรุงป้ายสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาราชา โรงเรียนวัดน้อยนพคุณ ทาสีตะแกรงและตาข่ายลวดเหล็กดัด ปรับปรุงลอกพื้นสนาม ปรับปรุงทางระบายน้ำด้วยการลอกท่อระบายน้ำ

‘สิ่งที่แม่สอน : เรื่องเล่าจากโต๊ะทรงงาน’ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/357191

‘สิ่งที่แม่สอน : เรื่องเล่าจากโต๊ะทรงงาน’  สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

‘สิ่งที่แม่สอน : เรื่องเล่าจากโต๊ะทรงงาน’ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

วันอาทิตย์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ต่อเนื่องตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2557 เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธาน รวมทั้งเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณในหัวข้อเรื่อง “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ กับการศึกษา” หนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นคืองานเสวนาเรื่อง “สิ่งที่แม่สอน :เรื่องเล่าจากโต๊ะทรงงาน” โดยมี ท่านผู้หญิงภรณีมหานนท์ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ, คุณหญิงรัตนาภรณ์ แชจอหอเจ้าหน้าที่กองงานศิลปาชีพ, พลเอกณรงค์แสงชนะศึก รองสมุหราชองครักษ์ และมีลอย อุ่นเฟย เจ้าหน้าที่กองศิลปาชีพ ร่วมงานเสวนา ณ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง

แนวหน้าขอนำเนื้อหาจากงานเสวนาดังกล่าวมาเผยแพร่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา 12 สิงหาคม 2561

ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ผู้ถวายงานเรื่องการต่างประเทศ และนั่งประจำโต๊ะทรงงานเวลาตามเสด็จฯ เล่าว่า “สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ออกไปทรงงาน ซึ่งไม่มีการแจ้งล่วงหน้าว่าพระองค์ท่านจะเสด็จฯ ไปที่ใด และจะทรงขับรถพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง และพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เสด็จฯ ก็ไม่เคยปรากฏอยู่ในแผนที่ด้วยซ้ำ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ลงพื้นที่ไปยังหมู่บ้านบนดอยต่างๆ เพื่อทอดพระเนตรถึงปัญหาของราษฎร สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ก็จะประทับกับพื้นเพื่อมีพระปฏิสันถารกับราษฎร จะทรงถามถึงที่ทำมาหากิน ว่ามีความแห้งแล้งเกินไปไหม มีน้ำพอใช้แค่ไหน รวมไปถึงการปลูกพืชแล้วไม่ได้ผล พระองค์ยังทรงหาวิธีที่จะช่วยราษฎรด้วยความห่วงใย

สำหรับโต๊ะทรงงานของพระองค์ จะเป็นโต๊ะพับเล็กๆ ที่กางออกแล้วใช้ผ้าปูเท่านั้น พร้อมมีตัวอย่างผ้า และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพฯ แผนกต่างๆ วางบนโต๊ะทรงงาน เพื่อให้เป็นตัวอย่างให้ราษฎร
ที่มาเข้าเฝ้าฯ ได้เห็น ทรงนำตัวอย่างเหล่านี้มาชักชวนให้เขาเรียนรู้งานศิลปาชีพ เพื่อเขาจะได้มีอาชีพ และอนุรักษ์การทอผ้าไทยไว้ให้ลูกหลานเขาเองด้วย“

คุณหญิงรัตนาภรณ์ แชจอหอ เจ้าหน้าที่กองงานศิลปาชีพ เล่าว่า “เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ประทับอยู่ที่โต๊ะทรงงานจะมีราษฎรทยอยเข้ามาที่ประทับ และพระองค์ท่านก็ไม่ได้ทรงก้มหน้าก้มตาที่จะนั่งทรงงานอย่างเดียว พระองค์ท่านจะทอดพระเนตรราษฎรที่มาเข้าเฝ้าฯทุกคน ทรงมองจนกระทั่งเขามานั่งข้างหน้า ซึ่งทุกคนก็จะก้มกราบพระองค์ท่าน โดยพระองค์จะรับสั่งว่า “สวัสดีจ๊ะ” กับผู้ที่มาเข้าเฝ้าฯ ทุกครั้ง ถ้าคนแก่ๆ จะรับสั่งว่า “สวัสดีจ๊ะแม่” ทรงเรียกชาวบ้านว่า “แม่จ๊ะแม่จ๋า” ทุกครั้ง ทรงถามความเป็นอยู่ของราษฎรว่า “กินข้าวกับอะไร” เมื่อราษฎรตอบว่า “กินข้าวกับปลาในภูเขา” พระองค์ท่านก็รับสั่งให้เจ้าหน้าที่กรมประมงที่ตามเสด็จฯ ให้นำปลาไปปล่อย หรือแม้แต่ กบ กับ เขียด ก็ทรงให้หามาปล่อย เพราะทรงกลัวว่าแหล่งอาหารถ้ากินกันประจำจะหมดไป นอกจากนี้ ทรงมีรับสั่งถามว่าในหมู่บ้านมีการทอผ้าไหม เพราะทรงเป็นห่วงว่าการทอผ้าไหมจะหมดไป พระองค์ท่านก็จะส่งครูเข้าไปช่วยสอน ทรงคิดว่าแม้จะไม่ทำเพื่อขาย แต่ต่อไปทำเพื่อใช้ เพราะฉะนั้นก็ต้องเร่งฟื้นฟูการทอผ้าไหมให้เกิดขึ้น ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงซักถาม ก็ด้วยความห่วงใยที่ทรงมีต่อราษฎรของพระองค์นั่นเอง

มีครั้งหนึ่งที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทรงทำงานจนประชวร แต่ต้องเสด็จฯ เพราะสัญญากับราษฎรไว้แล้ว ในระหว่างทรงงานตามปกติ คณะผู้ติดตามไม่มีใครรู้เลยว่าพระองค์ท่านประชวร แต่หลังจากทรงงานได้สักพัก ก็พระดำเนินออกไปทางด้านหลังเต็นท์ที่ประทับ ทรงอาเจียน พวกเราทุกคนร้องไห้ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเห็นประชาชนมาก่อนพระองค์เสมอ”

ด้าน พล.อ.ณรงค์ แสงชนะศึก รองสมุหราชองครักษ์ เล่าว่า “สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระอัจฉริยะ ทรงมองการณ์ไกล รับสั่งว่าการที่จะให้ทหารองครักษ์มาถือปืนถวายความปลอดภัยอย่างเดียวไม่พอต้องทำได้หลายอย่าง ต้องช่วยกันดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนว่าเขามีความเดือดร้อนอะไรบ้าง เมื่อไปประจำการยังพื้นที่ต่างๆ จะได้รู้แนวทางในการแก้ปัญหา บางครั้งในการถวายความปลอดภัย ต้องคอยกราบทูลเชิญให้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ กลับที่ประทับ เนื่องจากพระองค์ทรงงานดึกมาก และเส้นทางไม่ค่อยดี กลัวพระองค์จะไม่ปลอดภัย แต่พระองค์จะรับสั่งเสมอว่า “ไม่เป็นไร ฉันมาดี มาช่วยพวกเขา รับรองว่าปลอดภัย เขาไม่ทำอะไรเราแน่” เพราะฉะนั้นไปที่ไหนก็ตาม พระองค์ท่านจะไม่ทรงกลัว ทรงมั่นในพระทัยว่าทรงมาดี มาช่วยเหลือเขา เพราะฉะนั้นทุกคนคงจะไม่มาปองร้าย ”

‘พาณิชย์’ จัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งยิ่งใหญ่ 20-50% ในงาน “ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/357239

'พาณิชย์’ จัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งยิ่งใหญ่ 20-50% ในงาน “ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม”

‘พาณิชย์’ จัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งยิ่งใหญ่ 20-50% ในงาน “ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม”

วันเสาร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 20.01 น.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จับมือสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ผู้ผลิตตัวแทนจำหน่ายสินค้า และร้านค้าส่ง-ปลีกในท้องถิ่นจัดงาน “ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม” ลดราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค 20-50% ระหว่างวันที่ 11-15 สิงหาคม 2561 กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก บรรเทาค่าครอง ชีพ เพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชน มีเครือข่ายร้านโชวห่วยเข้าร่วมงานกว่า 1,100 ร้านค้าจากทั่วประเทศ คาด!…มีเงินสะพัดกว่า 500 ล้านบาท

นายสาโรจน์ สุวัตถิกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการเปิดกิจกรรม “ค้าส่งร่วมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม” ว่า ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความสำคัญต่อครัวเรือน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันให้แก่ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย ซึ่งมีหลากหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็ก หรือร้านโชวห่วยที่เน้นขายสินค้าในชีวิตประจำวัน ไปถึงร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือห้างสรรพสินค้าที่ขายสินค้าครบทุกประเภทและจัดแบ่งหมวดหมู่ของสินค้าอย่างชัดเจน จึงทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจภาคการค้า โดยเฉพาะกลุ่มท้องถิ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญกับการประกอบธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจค้าส่ง-ปลีกไทย มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการสร้างผู้ประกอบการในทุกระดับ

ให้มีศักยภาพในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 กระทรวงได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดกิจกรรมการส่งเสริมการตลาดร่วมกับสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ผู้บริหารธุรกิจค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่อยู่ในการส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากว่า 100 แห่ง และสาขารวม 1,100 ร้านค้าทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ด้านการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ของธุรกิจร้านค้าส่งค้าปลีกของไทย ให้เป็นที่รับรู้แก่ประชาชนในวงกว้าง สนับสนุนการลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภคสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์อันดีระหว่างธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของไทย และตัวแทนผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค

สำหรับการจัดงาน “ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม” เกิดจากความร่วมมือในลักษณะประชารัฐ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และภาคธุรกิจ ได้แก่ สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่าย และร้านค้าส่ง-ปลีกทั่วประเทศ ลดราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค เพื่อให้ร้านค้าโชวห่วยกว่า 1,100 ร้านค้าทั่วประเทศนำสินค้าราคาประหยัดไปจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภค เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสได้ซื้อสินค้าคุณภาพดีในราคาประหยัดในร้านค้าส่ง-ค้าปลีกแบบดั้งเดิมในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น เพิ่มสภาพคล่องทางเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเกิดการเกื้อกูลกันอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจระดับชุมชนระยะยาว ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน

นายสาโรจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “กระทรวงพาณิชย์ได้ให้การส่งเสริมและพัฒนาร้านค้าส่งค้าปลีกมาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ ณ สถานประกอบการ เพื่อยกระดับธุรกิจค้าส่งค้าปลีกในภูมิภาคให้มีการบริหารจัดการด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ด้านการตลาด การปรับภาพลักษณ์ร้านค้า ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มยอดขาย และทำให้ธุรกิจมีศักยภาพ สามารถแข่งขันได้ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเข้มแข็งที่แท้จริงให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจระดับชุมชน และก่อให้เกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทยในท้องถิ่นต่อไป”

‘สมุทรสาคร ออน เดอะ โชว์’ โชว์ศักยภาพเมืองประมง อุตสาหกรรมเกษตร ท่องเที่ยว ใจกลางกทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/356984

'สมุทรสาคร ออน เดอะ โชว์' โชว์ศักยภาพเมืองประมง  อุตสาหกรรมเกษตร ท่องเที่ยว ใจกลางกทม.

‘สมุทรสาคร ออน เดอะ โชว์’ โชว์ศักยภาพเมืองประมง อุตสาหกรรมเกษตร ท่องเที่ยว ใจกลางกทม.

วันเสาร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จังหวัดสมุทรสาคร เตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ “สมุทรสาคร ออน เดอะ โชว์”(SAMUTSAKHON ON THE SHOW) โชว์ภาพลักษณ์เมืองประมง แหล่งท่องเที่ยว ที่เพียบพร้อมด้วยศักยภาพอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม พร้อมรวบรวมผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ วัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้าน รวมทั้งอาหารและของดีประจำจังหวัด มานำเสนอในงานระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม 2561 ณ ลานกิจกรรมสแควร์โซน C และบริเวณชั้น 3 โซน Atrium ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติได้สัมผัส ณ กลางใจเมือง ในรูปแบบทันสมัยและแปลกใหม่ที่ผู้เข้าชมงานจะต้องอัศจรรย์ใจ

ประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่าจังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพเพียบพร้อม ทั้งในด้านอุตสาหกรรม การประมง เกษตรกรรม หัตถกรรม การท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สมดังคำขวัญของจังหวัดที่ว่า “เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตรเขตประวัติศาสตร์” นอกจากนี้ยังมีทำเลที่ตั้งที่ติดกับ กทม. สะดวกง่ายดายต่อการเดินทางและในแผนพัฒนาจังหวัด ปี 2561-2564 ได้กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาเอาไว้ว่า “เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เกษตรและอาหารปลอดภัย ท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ สังคมเป็นสุข”

จังหวัดสมุทรสาครเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีศักยภาพทั้งทางด้านอุตสาหกรรม การประมง และการเกษตรกรรม จากข้อมูลสถิติผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ประจำปี 2558 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของสมุทรสาครยังคงขยายตัวจากปีก่อน และยังเป็น 1 ใน 10ของจังหวัดที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัวอยู่ในระดับสูงตลอดมาในด้านของการท่องเที่ยว มีป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เหมาะกับการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศหรือแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นเมืองที่บันทึกในประวัติศาสตร์เรื่องราวของพันท้ายนรสิงห์ผู้ซื่อสัตย์ จงรักภักดี และป้อมวิเชียรโชฎก ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อป้องกันข้าศึกทางทะเลเหมาะแก่การเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และยังมีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนสินค้า OTOP เครื่องปั้นดินเผา ไม้ดอกไม้ประดับและไม้ผล ในด้านของสินค้า OTOP มีผลิตภัณฑ์จำนวน268 ราย รวม 532 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดก็คือ เครื่องเบญจรงค์ มีรายได้จากผลิตภัณฑ์ OTOPในปี 2560 รวมทั้งสิ้น 3,274 ล้านบาท ซึ่งเฉพาะเครื่องเบญจรงค์อย่างเดียวก็ทำรายได้ถึง 108 ล้านบาท

ภายในงาน “สมุทรสาคร ออน เดอะ โชว์” นำเสนอศักยภาพด้านอุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่โดดเด่นของสมุทรสาคร จำหน่ายผลิตภัณฑ์เด่นที่คัดเลือกมาแล้วว่าเป็นของที่ขึ้นชื่อภายในจังหวัด รวมกันไว้ในที่เดียว มีให้ชม ชิม ช็อป ตามอัธยาศัย นำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวและเส้นทางท่องเที่ยว ที่แบ่งตามความสนใจของกลุ่มที่มีความชอบแตกต่างกัน เช่น เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน เส้นทางแสนอร่อยสำหรับนักชิม เส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตร ฯลฯ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย เช่น ท่าฉลอม ซึ่งยังคงไว้ด้วยมนต์เสน่ห์ของชุมชนดั้งเดิม และเป็นก้าวแรกของชุมชนจีนในสยาม หรือบ้านแพ้ว ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน และยังจะได้ชมการประดิษฐ์งานฝีมือเบญจรงค์ที่ผสานไว้ทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างลงตัว ในงานยังมีวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านที่งดงาม รวมทั้งอาหารและของดีประจำจังหวัดมานำเสนอให้ได้ชมกัน

ประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าฯ จ.สมุทรสาคร

ประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าฯ จ.สมุทรสาคร

ทำความดี ตามรอยพระบาท‘สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/357026

ทำความดี ตามรอยพระบาท‘สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

ทำความดี ตามรอยพระบาท‘สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

วันเสาร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รายการแนวหน้าวาไรตี้ โดย ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย ผู้ดำเนินรายการ พร้อมกับแขกรับเชิญ จากมูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คือ พล.อ.พลางกูร กล้าหาญ เลขาธิการมูลนิธิฯ และ พล.ท.นพ. กฤษดา ดวงอุไร รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ ขอเชิญชวนคนไทยร่วมกันทำความดีตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเน้นในเรื่องการเสียสละ และให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อส่งเสริมให้แพทย์ พยาบาล และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข เพื่อช่วยเหลือทหารผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติ และเพื่อดูแลสุขภาพให้ประชาชนทั่วไป

จุดเริ่มต้นของ “มูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาท ทูลกระหม่อมอาจารย์”

เริ่มมาจากการตั้งกองทุน ชื่อ กองทุนศิษย์เก่านักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพื่อพัฒนา แพทย์ พยาบาลโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาพระองค์ท่านได้พระราชทานนามมูลนิธิว่า มูลนิธิศิษย์นายร้อยตามรอยพระบาท ทูลกระหม่อมอาจารย์ และทรงรับไว้ในพระราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2561 นำมาซึ่งความปลื้มปีติแก่ศิษย์เก่าโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าทุกรุ่นทุกนาย

ประธานกรรมการของมูลนิธิฯ คือ พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ท่านเป็นผู้ที่มีพลังเชื่อมความรัก ความสามัคคีระหว่างคนทุกหมู่เหล่าได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นเมื่อได้ท่านมาเป็นองค์ประธาน และก็มีคณะทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิษย์นายร้อยรวมถึงผู้สนับสนุนจากภาคเอกชนและประชาชนผู้มีจิตกุศล ทำให้มูลนิธิฯก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จได้ แต่อยากเน้นว่าหัวใจสำคัญของการตั้งมูลนิธิฯ คงอยู่ที่ศิษย์เก่า จปร. ทุกรุ่นทุกนาย

วัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิฯ คือ การทำความดีตามรอยพระบาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์สอนนักเรียนนายร้อย มายาวนานกว่า 30 ปี พระองค์พระราชทานเงินเดือนที่เป็นเงินออมทั้งหมดให้โรงเรียนนายร้อย เป็นเงิน 27 ล้านบาทเพื่อใช้พัฒนาด้านการศึกษา นี่คือแรงจูงใจสำคัญให้ศิษย์เก่า จปร. จำนวนหนึ่งรวมตัวกันเพื่อทำความดีตามรอยพระบาทพระองค์ท่าน มูลนิธิฯ เน้นเรื่องการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการศึกษาเพิ่มเติมของแพทย์ พยาบาล และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ดังนั้นจุดประสงค์หลักของมูลนิธิฯ มีทั้งหมด 7 ประการ คือ

1.เพื่อสืบสานพระราชปณิธานตามรอยเบื้องพระยุคลบาททูลกระหม่อมอาจารย์ พลเอกหญิง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่ทรงเสียสละทุนทรัพย์เพื่อทำนุบำรุงการศึกษา

2.ส่งเสริมและสร้างจิตสำนึกให้ศิษย์นายร้อยและประชาชนทั่วไปทำความดีตลอดไป ตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ 3.สนับสนุนให้ศิษย์นายร้อยมีความเป็นเลิศทางวิชาการ และปฏิบัติการ

4.ส่งเสริมให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างยั่งยืนเพื่อเป็นที่พึ่งแก่ทหาร ครอบครัว และประชานทั่วไป

5.เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศิษย์นายร้อยกับคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น6.เพื่อทำงานสาธารณประโยชน์อื่นๆ

7.ไม่ดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

นอกจากนั้น มูลนิธิฯ ยังมองถึงศิษย์เก่านักเรียนนายร้อยที่ต้องการพัฒนาตนเอง มูลนิธิฯ มีทุนให้ไปศึกษาต่อและมูลนิธิฯ ยังเน้นเรื่องการทำสาธารณกุศลอื่นๆ เช่น การช่วยเหลือพัฒนาโรงเรียนที่ในเขตสามจังหวัดชายแดนใต้

นักเรียนนายร้อยที่จบการศึกษาไปแล้ว คือผู้เสียสละชีวิตเพื่อประชาชน และเป็นผู้รักษาความสงบของประเทศชาติและมุ่งมั่นทำความดีเพื่อประเทศชาติ และราชบัลลังก์ตลอดชีวิต ทุกคนมีความคิดว่าเราต้องร่วมมือกับประชาชนร่วมกันทำความดีตามรอยพระบาททูลกระหม่อมอาจารย์ เพราะพระองค์ท่านทรงทำเป็นแบบอย่างมาให้เราทุกคนเห็นชัดเจนตลอดเวลา แผ่นดินนี้ ในสมัยที่พวกเราเรียนจบ เราไปรบออกศึกสงคราม เอาอกรับกระสุนเสียชีวิตไปมากมาย วันนี้เมื่อประเทศชาติสงบสุข เราก็ต้องทำประเทศชาติให้เป็นปึกแผ่น รักกัน ช่วยกันและสามัคคีกัน อยากให้ประชาชนทุกๆ คนร่วมมือร่วมใจทำดีเพื่อแผ่นดิน

ขอเรียนให้ประชาชนทราบว่า มูลนิธิฯ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการจุดประกายเพื่อให้ทุกคนเล็งเห็นการทำความดีเพื่อสานต่อพระราชปณิธานพระองค์ท่าน

จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนเข้ามาร่วมกับมูลนิธิฯ โดยสามารถร่วมบริจาคสมทบทุนได้ที่ ชื่อบัญชี “กองทุนศิษย์เก่านักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ” ธนาคารทหารไทย สาขา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เลขที่บัญชี 038-7-35140-6 / ธนาคารกรุงเทพ สาขา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เลขที่บัญชี 043-8-00944-6 / ธนาคารกรุงไทย สาขา โรงพยาบาลเด็ก เลขที่บัญชี 985-2-36263-1 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-354-3488

พบกับเรื่องราวดีๆ ที่ครบครันได้ในรายการ “แนวหน้าวาไรตี้”ออกอากาศทุกวันอาทิตย์เวลา 16.00-16.25 น. ทางTNN2 (และช่อง 784 ทางดิจิทัลทีวี) หรือTrue Visions 8ชมรายการย้อนหลังได้ที่ youtubeผู้หญิงแนวหน้า by คุณแหน


พิธีกร ดร.เฉลิมชัย ยอดมาลัย, พล.อ.พลางกูร กล้าหาญ เลขาธิการมูลนิธิฯ และ พล.ท.นพ. กฤษดา ดวงอุไร รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ

Quote of the week : ท่านพุทธทาสภิกขุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/356985

Quote of the week : ท่านพุทธทาสภิกขุ

Quote of the week : ท่านพุทธทาสภิกขุ

วันเสาร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

…เราอย่าทำเล่นกับเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไม่ใช่เรื่องสำหรับคนแก่ หรือว่าเป็นเรื่องเอาไว้สวดศพคนตายแล้ว มันเป็นเรื่องที่ต้องนำมาใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับคนเป็นๆ ถ้าใครสามารถเอาความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้ามากำกับอยู่กับชีวิตประจำวันแล้ว มันจะต่อต้านกับอารมณ์รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายคือ ไปหลงรัก หรือไปหลงเกลียด ซึ่งเป็นเหตุให้หัวเราะและร้องไห้ เราจะมีชีวิตเป็นอยู่อย่างมีความเกษม หมายความว่า อิสระและสงบเย็น…

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชิม : 11 สิงหาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/357028

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชิม : 11 สิงหาคม 2561

ชวนชิม ชวนช็อป ชวนใช้ ชวนชิม : 11 สิงหาคม 2561

วันเสาร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“แมคเซฟเวอร์ 1+1” ชวนชิมเมนูคุ้มเว่อร์ เลือกจับคู่ของว่างและของหวานได้ตามใจ 2 เมนู เมนูของคาว ได้แก่ ชิคแอนด์ชีส, แฮมเบอร์เกอร์, เบอร์เกอร์หมู, เบอร์เกอร์ไก่เปปเปอร์, แมคนักเก็ต 4 ชิ้น, เฟรนช์ฟรายส์เล็ก และเมนูของหวาน ได้แก่ แมคเฟลอร์รี่ โอรีโอ, แมคเฟลอร์รี่ ช็อกโกเลิฟ,พายข้าวโพด, พายสับปะรด, สตรอเบอร์รี่ซันเดย์, ช็อกโกแลตซันเดย์, แมคโฟลต, น้ำอัดลม ในราคาชุดละ49 บาท พิเศษ เพิ่มเพียง 20 บาท กับแมคไก่ทอดใหญ่เผ็ด วันนี้-31 ธ.ค. ที่ร้านแมคโดนัลด์ ทุกสาขาที่ร่วมรายการ และแมคดิลิเวอรี่ โทร.1711

“ไอศกรีม 1 แถม 1” ชวนชิมไอศกรีมมิกซ์อินระดับซูเปอร์พรีเมียมกันอย่างจุใจ 1 แถม 1 เพียงซื้อไอศกรีม Thailand Signature 1 ถ้วย รับฟรีทันทีไอศกรีม Thailand Signature หรือ Signature Creations ขนาด Like Itอีก 1 ถ้วยกันไปเลย วันนี้-13 ส.ค. พร้อมร่วมสมทบทุนบริจาค 12 บาท ให้กับมูลนิธิโรงพยาบาลกลาง สำหรับทุกๆ การซื้อไอศกรีม Thailand Signature Creations 1 ถ้วย ตลอดเดือน ส.ค. ที่ร้านโคล สโตน ครีมเมอรี่โทร.02-6633888

“สลัดบอกรักแม่” ชวนชิมเมนูสเต๊กสไตล์ญี่ปุ่นบนจานร้อน เมนูใดก็ได้ในราคาปกติ รับฟรี เมนูสลัดบอกรักแม่ มูลค่า 40 บาท เพียง Add Line @PepperlunchTH พร้อมสั่งอาหาร วันนี้-12 ส.ค.ที่ร้านเปปเปอร์ ลันช์ ทุกสาขา ยกเว้นสาขาดอนเมือง,ร้าน Express และ Food Heaven

“Pablo Nude” ชวนชิมชีสทาร์ตจากโอซากาเมนูใหม่ ด้วยแนวคิดสุดครีเอทให้ได้สัมผัสประสบการณ์อร่อยเยิ้มสุดฟินด้วยการเปลือยความอร่อยให้เหลือเพียงครีมชีสสุดละมุนอบสดใหม่ แล้วราดด้วยแยมแอพพริคอต ที่เป็นซิกเนเจอร์ เสิร์ฟมาในถ้วยสีนู้ดชมพู ที่เพิ่มความสนุกด้วยดีไซน์การค่อยๆ เปลือยเปลือกออกมาให้เห็นครีมชีสเนียนนุ่มน่าลิ้มลองด้านใน ในราคาชิ้นละ 350 บาท ที่ร้านพาโบล สาขาใหม่ล่าสุด ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ชั้น 6

“Mai Mai Eatery” ชวนชิมอาหารอร่อยสไตล์ฟิวชั่น รับส่วนลด 20% ในบรรยากาศชิลชิล ฟังเสียงเปียโนบรรเลงสดสบายๆ ใจกลางเมือง วันพิเศษมื้อพิเศษเอาใจคู่แม่ลูกสายกิน วันนี้-13 ส.ค. ที่ร้านใหม่ใหม่ ศูนย์การค้าเดอะ เพนนินซูล่า พลาซ่า ถ.ราชดำริ โทร.02-6521399

“70’s Once More” ชวนชิมอาหารไทยคาวหวานนานาชนิด อาทิ ขนมโบราณ, สายไหมหยอดเหรียญ, ไอติมไข่แข็ง, ขนมหม้อดินต่างๆ,น้ำอัดลมโบราณ ฯลฯ พร้อมช็อปร้านค้าโชห่วยหาบเร่ แผงลอย อาทิ ของที่ระลึก, ซีดี, เครื่องดนตรี, ของเล่นสังกะสี, เสื้อผ้า, รองเท้า ฯลฯ ในบรรยากาศย่านวังบูรพา สถานที่อันพร้อมสรรพไปด้วยสิ่งทันสมัยมากมาย จนกลายเป็นที่มาของคำเรียกโก๋หลังวัง แหล่งชุมนุมของวัยรุ่นหนุ่มสาวยอดฮิตในสมัยนั้น ให้หวนคิดถึงเรื่องราวความประทับใจในอดีตอีกครั้ง ทั้งสถานที่สำคัญ บทเพลง ภาพยนตร์ แฟชั่น อาทิตลาดมิ่งเมือง, โรงภาพยนตร์คิงส์, ห้างไนติงเกล, ร้านฉายาจิตรกร ฯลฯ พร้อมชมคอนเสิร์ตบทเพลงสากลแนวร็อก และดิสโก้ที่โด่งดังในยุค 70’s วันนี้-19 ส.ค. ที่ลานกลาง ชั้น 1 ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค โทร.02-4547777

“The Nine Hug Mom 2018” ชวนช็อปสินค้าคุณภาพกว่า 100 ร้านค้า พร้อมร่วมกิจกรรมวันแม่ อาทิ ตักบาตรพระสงฆ์ ชมการแสดงในธีมวันแม่ และไฮไลท์เด็ดจาก นาย-ณภัทร และแม่หมู-พิมพ์ผกา ที่จะมาโชว์หวานบอกรักผ่านเสียงเพลง และพูดคุยบอกความในใจ ในวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. ที่บริเวณลานไนน์ สแควร์ ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

“บอกรักแม่ที่ไลม์ไลท์” ชวนช็อปสินค้าลดสูงสุดถึง 30% ครบทุก 500 บาท รับคูปองลุ้นรับทริปและที่พัก ครบ 1,000 บาทขึ้นไปรับของพรีเมียม วันนี้-31 ส.ค. พร้อมลุ้นรับรางวัลแหวนทองคำ, ตั๋วเครื่องบิน, ทริปท่องเที่ยวเกาะพีพีและอีกมากมาย เพียงถ่ายภาพคู่กับคุณแม่มุมใดของศูนย์การค้าก็ได้ แล้วเช็คอินบอกรักแม่ที่ไลม์ไลท์ วันนี้-12 ส.ค. ที่ศูนย์การค้าไลม์ไลท์อเวนิว ภูเก็ต โทร.076-682900

“ช็อปสะดวกไม่มีสะดุด” ชวนช็อปวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจร ฉลองครบรอบ 22 ปี ลดสูงสุดกว่า 70% พร้อมรับฟรีบัตรของขวัญโฮมโปรมูลค่าสูงสุดกว่า 42,000 บาทและรับเพิ่มเครดิตเงินคืนสูงสุด 220,000 บาท เมื่อใช้บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพทั้งชำระเต็มจำนวนและผ่อนชำระ วันนี้-2 ก.ย. ที่โฮมโปรทุกสาขาทั่วไทย

“รพ.จุฬาฯ ตรวจสุขภาพฟรี” ชวนใช้บริการตรวจสมรรถภาพร่างกายกับประชาชนทั่วไปและตรวจเฉพาะทางด้านต่างๆ พร้อมร่วมกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ให้คำปรึกษาโดยบุคลากรจากทีมสหสาขาวิชาชีพต่างๆ และจำหน่ายยาสามัญประจำบ้านในราคาพิเศษ ในวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. เวลา 06.00-12.00 น. ที่อาคาร ภปร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โทร.02-2564000

“พาคุณแม่ขึ้นรถไฟฟ้าฟรี” ชวนใช้บริการรถไฟฟ้า BTS สายสีลมและสายสุขุมวิท, MRTสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง, รถโดยสารด่วนพิเศษ BRT ฟรีสำหรับคุณแม่ตลอดสาย ตลอดระยะเวลาให้บริการ เมื่อเดินทางพร้อมคุณลูก ในวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. ติดต่อขอรับคูปองได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารรถไฟฟ้าทุกสถานี โทร.02-6176000, 02-6245200

“12 สิงหา พาแม่เที่ยวดรีมเวิลด์” ชวนใช้บัตรรวมเครื่องเล่นดรีมเวิลด์ราคาพิเศษ ลด 25% สำหรับคุณแม่ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป เหลือเพียง 375 บาทจากปกติ 500 บาท สนุกสนานกับเครื่องเล่นท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข พร้อมร่วมกิจกรรมพิเศษและการแสดงมากมาย อาทิ ซุ้ม Hug Mom เขียนโปสต์การ์ดบอกรักแม่ ฯลฯ ในวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. ที่สวนสนุกดรีมเวิลด์ โทร.02-5778666

“กระจกหกด้าน” ชวนชมสารคดีกระจกหกด้าน ตอนเสน่ห์จันทบุรี ชุมชนริมน้ำ ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้าเจริญรุ่งเรืองในอดีต ในวันพุธที่ 15 ส.ค. และตอนท่องอวกาศ การศึกษาเรื่องอวกาศสู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่ของเยาวชนคนไทยในอนาคต ในวันพฤหัสบดีที่16 ส.ค. เวลา 15.45-16.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

“สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ ครั้งที่ 12” ชวนชมนิทรรศการโครงการพระราชดำริในรูปแบบมีชีวิต การประกวดพรรณไม้ พร้อมชิมและช็อปผลิตผลจากเกษตรกรทั่วประเทศ วันนี้-14 ส.ค. เวลา 09.00-20.00 น.ที่สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จตุจักร กรุงเทพฯ

“จังซีลอน จูเนียร์ ซอคเกอร์ครั้งที่ 10” ชวนชมการแข่งขันฟุตบอลและเชียร์ลีดเดอร์ ระดับอนุบาลภาคใต้ ชิงถ้วยประทานฯและทุนการศึกษารวมกว่า 100,000 บาท พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมสำหรับทุกคนในครอบครัวอีกมากมาย ระหว่างวันที่ 17-19 ส.ค. ที่ลานเดอะพอร์ท อารีน่า ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต โทร.076-600111

12โปรโมชั่นพิเศษเพื่อคุณแม่ โดย โรงแรมชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/357030

12โปรโมชั่นพิเศษเพื่อคุณแม่ โดย  โรงแรมชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ

12โปรโมชั่นพิเศษเพื่อคุณแม่ โดย โรงแรมชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลับมาพบกันอีกครั้งในวันเสาร์สุดสัปดาห์กับคอลัมน์ “แนวหน้า ฟู้ด รีวิว” ที่จะคอยสรรหาเมนูจานเด็ดพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบก่อนใคร และในสุดสัปดาห์ก่อน ได้ต้อนรับเดือนสิงหาคมด้วยอาหารมื้อพิเศษที่ให้คุณแม่ทานฟรีกันไปแล้ว สำหรับสุดสัปดาห์นี้ ยังคงเอาใจผู้อ่านสายบุฟเฟ่ต์โรงแรมขาประจำ ด้วยโปรโมชั่นพิเศษสำหรับคุณแม่ ที่รับรองว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน ต้อนรับเทศกาลสำคัญ วันแม่แห่งชาติ ในวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2561 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เต็มอิ่มกับเมนูที่เชฟแต่ละห้องอาหารบรรจงรังสรรค์ขึ้นเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ จาก 12 โรงแรมชั้นนำทั่วกรุงเทพฯเริ่มต้นกันที่

โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค จัดโปรโมชั่นมา 4 จ่าย 3 พร้อมรับของที่ระลึกสำหรับคุณแม่อาทิ ต้นไม้ของแม่, ภาพถ่ายครอบครัว และของรางวัลท้ายใบเสร็จรับเงิน สำหรับบุฟเฟ่ต์หลากหลายสไตล์ ทั้งบุฟเฟ่ต์อาหารจีน ที่ห้องอาหาร “การ์เด้น คอร์ท”, บุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น ที่ห้องอาหาร “โมริกริลล์”, บุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติ ที่ห้องอาหาร “ปาร์ค คาเฟ่” ในราคาท่านละ 899 บาทสุทธิ หรือบุฟเฟ่ต์ข้าวต้มหลากหลายเมนู ที่ห้องอาหาร “ข้าวต้มบุฟเฟ่ต์” ในราคาท่านละ 499 บาทสุทธิ ระหว่างวันที่ 11-12 ส.ค. สำรองที่นั่งโทร.02-2900125 ต่อ 7105

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว กรุงเทพฯ จัดโปรโมชั่นมา 4 จ่าย 3 สำหรับบุฟเฟ่ต์ หรือส่วนลด 25% สำหรับเมนูปกติ พร้อมรับคัพเค้กสุดอร่อย 1 ชิ้น เครื่องดื่มเมนูพิเศษ 1 แก้ว และถ่ายภาพความประทับใจด้วยโฟโต้บูท สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติหลากหลายสไตล์ ทั้งไทย ยุโรป เอเชีย และคาราวานอาหารสดใหม่ อาทิ ซุป สลัด พาสต้า สเต๊กนานาชนิด ฯลฯที่ห้องอาหาร “จตุจักร คาเฟ่” หรือเมนูอาหารสไตล์ไทยแท้หาทายาก อาทิ ต้มกุ้งย่างปรุงสดรัชกาลที่ 5,กุ้งแม่น้ำย่างราดเนื้อหอยลายผัดพริกขิง, แกงคั่วหอยหวานภูเก็ตใบชะพลู ฯลฯ ทั้งแบบอะลาคาร์ทและเซตเมนู ที่ห้องอาหาร “สวนบัว” หรือเมนูอาหารจีนตำรับกวางตุ้ง และติ่มซำบุฟเฟ่ต์ อาทิ เมนูเป็ดปักกิ่ง,กุ้งทอดครีมสลัด, ปลาหิมะนึ่งซีอิ๊ว รวมไปถึงเมนูติ่มซำมากกว่า 60 เมนู ที่ห้องอาหาร “ไดนาสตี้” หรือเมนูญี่ปุ่นจานเด่น ทั้งซูชิ, ซาชิมิ, ปลาหิมะราดซอสมิโซะ ฯลฯ และอีกหลากหลายเมนูญี่ปุ่นสุดอร่อยสไตล์อันลิมิเต็ดเจแปนนิสฟีสต์ ที่ห้องอาหาร “ฮากิ” เฉพาะวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. สำรองที่นั่งโทร.02-5411234 ต่อ 4151

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ จัดโปรโมชั่นให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมา 3 ท่านขึ้นไป สำหรับบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันยอดนิยมเสิร์ฟกันแบบไม่อั้น พร้อมวงดนตรีสด โดยมี ไก่-อัญชุลีอร บัวแก้วรองชนะเลิศอันดับ 1 จากรายการ The Voice ThailandSeason 4 มาขับร้องบทเพลงแสนไพเราะ ในราคาท่านละ 2,900 บาท++ ที่ห้องอาหาร “เดอะ พาวิลเลี่ยน”หรือรับของขวัญพิเศษ สำหรับติ่มซำคุณภาพเยี่ยมกว่า 80 รายการ ที่ห้องอาหาร “เดอะ เมย์ฟลาวเวอร์”หรืออาหารเวียดนามรสชาติต้นตำรับ หลากหลายเมนูเพื่อสุขภาพ ที่ห้องอาหาร “เธียนดอง” เฉพาะวันอาทิตย์ที่12 ส.ค. สำรองที่นั่งโทร.02-2009000 ต่อ 2345

โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำจัดโปรโมชั่นมา 4 จ่าย 2 พร้อมรับฟรีกุ้งล็อบสเตอร์1 ตัว, เครื่องดื่มสมุนไพร และช่อดอกมะลิติดหน้าอกแด่คุณแม่ สำหรับบุฟเฟ่ต์นานาชาติรสเลิศมื้อเที่ยง ทั้งไทย, จีน, ญี่ปุ่น, ยุโรป และบุฟเฟ่ต์ซีฟู้ด อาหารทะเลคุณภาพระดับพรีเมียมที่สดใหม่ อาทิ ปูอลาสก้า, ฟัวกรา, เนื้อวากิว, กุ้งแม่น้ำ ฯลฯ ปิดท้ายด้วยขนมหวานนานาชนิดและผลไม้สดตามฤดูกาล ในราคาท่านละ 1,599 บาท++ เด็กอายุ 5-12 ปี ลด 50% สมาชิกบัตรเครดิตกรุงศรีอยุธยา, กสิกรไทย, กรุงไทย และทหารไทย ลด 50% ระหว่างวันที่ 11-12 ส.ค. ที่ห้องอาหาร “เดอะ เบอร์เคลีย์ไดนิ่งรูม” สำรองที่นั่งโทร.02-3099999 ต่อ 3134, 3143

โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ จัดโปรโมชั่นลด 40% เมื่อสำรองที่นั่งออนไลน์ พร้อมรับดอกไม้แด่คุณแม่ สำหรับบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันกับหลากหลายเมนูสุดพิเศษ อาทิ ฟัวกรา, สเต๊ก, ซูชิ, ซาซิมิ รวมถึงซีฟู้ดสดใหม่ที่คัดสรรมาอย่างดี อาทิ ปู, หอยนางรม, กุ้ง ฯลฯ เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มไม่อั้น ท่ามกลางบรรยากาศเสียงเพลงจากวงดนตรีสด และซุ้มถ่ายรูปสุดเก๋ให้ได้เซลฟี่กับคุณแม่ พิเศษลด 40% เหลือเพียงท่านละ 834 บาท++ จากปกติ 1,390 บาท++ เมื่อสำรองที่นั่งทาง http://www.novotelbkk.com/th/offers/mothers-day-brunch เฉพาะวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. ที่ห้องอาหาร “เดอะสแควร์” สำรองที่นั่งโทร.02-2098888

โรงแรมเลอ เมอริดียน กรุงเทพฯ จัดโปรโมชั่นลด 50% สำหรับคุณแม่ พร้อมรับชุดของขวัญจากแบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงาม Phytomer, บัตรเงินสดมูลค่า 1,500 บาท และเพลิดเพลินกับเวิร์กช็อปสอนเคล็ดลับการทำสปาที่บ้าน สำหรับบุฟเฟ่ต์บรันช์ อาหารนานาชาติเลิศรสในราคาท่านละ 1,950 บาทสุทธิ เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีทานฟรี พร้อมมุมของเล่นและกิจกรรมทำอาหารให้คุณหนูๆ ได้เพลิดเพลินระหว่างมื้ออาหาร เฉพาะวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. หรือรับสปาร์กกลิ้งไวน์ 1 ขวด เมื่อมาสังสรรค์เป็นกลุ่มตั้งแต่ 2 ท่านขึ้นไป สำหรับบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน ในราคาท่านละ 900 บาทสุทธิ หรือรับส่วนลด 50% สำหรับคุณแม่ เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ทานฟรี สำหรับบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำในราคาท่านละ 1,100 บาทสุทธิ เฉพาะวันเสาร์ที่ 11 ส.ค. ที่ห้องอาหาร “เลเทส เรซิพี” สำรองที่นั่งโทร.02-2328888

โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ จัดโปรโมชั่นลด 50% เมื่อมา 4 ท่านขึ้นไป สำหรับบุฟเฟ่ต์นานาชาติมื้อสายและมื้อค่ำ ที่เสิร์ฟเมนูอาหารทะเลสดๆ อาทิ กุ้งล็อบสเตอร์, หอยนางรม, ปูยักษ์,หอยแมลงภู่ และมุมอาหารญี่ปุ่น ในราคาท่านละ 2,900 บาทสุทธิ ที่ห้องอาหาร “เอเทรี่ยม” และบุฟเฟ่ต์โรสต์ ที่เสิร์ฟอาหารอบต้นตำรับสไตล์อังกฤษนานาชนิด อาทิ เนื้อจากออสเตรเลีย, เนื้อแกะ
จากนิวซีแลนด์, แกมมอนแฮมอบน้ำผึ้ง, ไก่อบสมุนไพร, แซลมอนรมควัน และปิดท้ายด้วยของหวานแสนอร่อยอย่างยอร์คเชียร์ พุดดิ้ง ในราคาท่านละ 950บาท++ ที่ห้องอาหาร “ฮันส์แมน ผับ” หรือบุฟเฟ่ต์ติ่มซำต้นตำรับ เสิร์ฟพร้อมซุป ข้าวผัด หรือก๋วยเตี๋ยว และของหวานอีกนานาชนิด พร้อมเป็ดปักกิ่ง หมูหัน หมูกรอบ แบบไม่อั้น ในราคาท่านละ 999 บาท++ที่ห้องอาหาร “ซุยเซียน” เฉพาะวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. สำรองที่นั่งโทร.02-2540404 ต่อ 7777

โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ จัดโปรโมชั่นให้คุณแม่ทานฟรี! โต๊ะละ 1 ท่าน พร้อมรับพวงมาลัยดอกมะลิ สำหรับบุฟเฟ่ต์นานาชาติมื้อค่ำ อิ่มอร่อยไม่จำกัดกับเมนูอาหารจานเดี่ยว เสิร์ฟในรูปแบบอลาคาร์ทสไตล์ยุโรปที่ปรุงสดใหม่ตามออเดอร์แบบจานต่อจาน เพิ่มเติมจากอาหารในไลน์บุฟเฟ่ต์ อาทิ สเต๊กเนื้อวัวเสิร์ฟพร้อมกราแตงหัวหอมราดด้วยซอสเนื้อ, หมูดำสายพันธุ์เบอร์กเชียร์อบกับข้าวโพดรมควันพร้อมซอสบาร์บีคิว, ปลากะพงทอด และพาสต้าล็อบสเตอร์ลิงกวินี ฯลฯ ในราคาท่านละ 1,800 บาท++เด็กอายุ 6-12 ปี ท่านละ 900 บาท++ หรือรับบัตรชุดน้ำชายามบ่าย Lady Kempinski 1 เซต พร้อมพวงมาลัยดอกมะลิ สำหรับซันเดย์บรันช์ พร้อมเครื่องดื่ม ไม่ผสมแอลกอฮอล์ ในราคาท่านละ 2,400 บาท++เด็กอายุ 6-12 ปี ท่านละ 1,200 บาท ++ ที่ห้องอาหาร“บราสเซอรี ยูโรป้า” หรือรับช่อดอกไม้สีสันสวยงาม สำหรับเซตเมนูอาหารค่ำ 8 คอร์ส ในราคาท่านละ 3,200 บาท++ที่ห้องอาหาร “สระบัว บาย กิน กิน” เฉพาะวันอาทิตย์ที่12 ส.ค. สำรองที่นั่งโทร.02-1629000

โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ จัดโปรโมชั่นให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมา 4 ท่านขึ้นไป สำหรับบุฟเฟ่ต์ซันเดย์บรันช์ กับอาหารนานาชาติ อาทิ ซีฟู้ด, หอยนางรม, ขาปูอลาสก้า, บอสตันล็อบสเตอร์, ฟัวกรา,สเต๊กปรุงตามสั่ง เสิร์ฟร้อนถึงโต๊ะ, อาหารไทย,ญี่ปุ่น, จีน, อินเดีย, ตะวันออกกลาง รวมถึงขนมหวานหลากหลายชนิด รวมน้ำผลไม้และซอฟต์ดริงค์ ในราคาเริ่มต้นที่ท่านละ 2,999 บาท++ เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ทานฟรี เฉพาะวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. ที่ห้องอาหาร “สวนปาริชาติ คอร์ท” หรือรับขนมมาการองกลิ่นมะลิ สำหรับน้ำชายามบ่าย จิบชารสชาติละมุนละไมจากมาคิยาจ แฟรส์ คู่ขนมและอาหารว่างแบบบุฟเฟ่ต์ในราคาท่านละ 950 บาท++ รวมชาหรือกาแฟ ระหว่างวันที่ 11-12 ส.ค. ที่ห้องอาหาร “เดอะ ล็อบบี้”สำรองที่นั่งโทร.02-1268866 ต่อ 1201

โรงแรมอวานี ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ จัดโปรโมชั่นให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมา 3 ท่านขึ้นไปสำหรับอาหารมื้อสาย ยกทะเลมาเสิร์ฟแบบสดๆ ดื่มด่ำกับอาหารนานาชาติและอาหารทะเลสดแบบยกวัตถุดิบมาให้เลือกไปปรุงสุกในแบบที่ต้องการ สามารถนั่งชมเชฟปรุงอาหารจานนั้นได้จากครัวแบบเปิดเพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ ในราคาท่านละ 1,200 บาทถ้วน เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีทานฟรี เฉพาะวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. ที่ห้องอาหาร “สกายไลน์” สำรองที่นั่งโทร.02-4319100 ต่อ 1416

โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ จัดโปรโมชั่นมา 4จ่าย 3 สำหรับบุฟเฟ่ต์ติ่มซำสไตล์ฮ่องกงแท้ๆ แบบไม่อั้น หรือรับฟรีทันทีเค้กรสชาติใดก็ได้ขนาดครึ่งปอนด์สำหรับอาหารจีนชุดพิเศษ 2 ชุด ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ กับชุดดวงใจแม่ 8 เมนู อาทิ ออเดิร์ฟเย็น, หูฉลามน้ำแดง, เป็ดปักกิ่ง, ไก่ผัดพริกเสฉวน, ปลากะพงนึ่งมะนาว, ซี่โครงหมูตุ๋นเยื่อไผ่เห็ดหอม, บะหมี่ผัดฮกเกี้ยน, แปะก๊วยนมสด ในราคาชุดละ 8,888 บาท และชุดรักแม่ 8 เมนู อาทิ ออเดิร์ฟเย็น, หูฉลามไก่เส้น, หมูหัน,ไก่ตุ๋นเห็ดหอมเยื่อไผ่, ปลากะพงนึ่งมะนาว, ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดง, ข้าวผัดหยางโจว,โอนีแปะก๊วยเผือก ในราคาชุดละ 9,999 บาท หรือลดพิเศษ 30% สำหรับติ่มซำที่สั่งกลับบ้าน เฉพาะวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. ที่ห้องอาหาร “เดอะ เกรทวอล์” หรือกับชุดดวงใจแม่ ที่มีทั้งซูชิแซลมอน, กุ้งแม่น้ำย่างตัวโต, ข้าวผัดต้มยำ ในราคาชุดละ 530 บาท และชุดรักแม่ ที่มีซาชิมิแซลมอนสดๆ, แซลมอนย่างเนื้อแน่น,ข้าวหอมมะลิร้อนๆ ในราคาชุดละ 330 บาท เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่ม 1 แก้ว ตลอดเดือน ส.ค. ที่ห้องอาหาร “ทิโวลี่ คอฟฟี่ ช็อป” สำรองที่นั่งโทร.02-2170808 ต่อ 5291, 5303

โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ จัดโปรโมชั่นให้คุณแม่ทานฟรี! เมื่อมา 4 ท่านขึ้นไป พร้อมรับขนมไหว้พระจันทร์ฟรี 1 กล่อง สำหรับสำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติมื้อกลางวันแสนอร่อย
ในราคาท่านละ 499 บาท++ ที่ห้องอาหาร“แอม คาเฟ่” หรือบุฟเฟ่ต์ติ่มซำมื้อกลางวันกับเมนูพิเศษอาทิ ทะเลทองคำ, ไก่อบขิงต้นหอมน้ำมันหอย, ปลากะพงน้ำแดง, กุ้งอบวุ้นเส้นซอสเอ็กซ์โอ ฯลฯ ในราคาท่านละ 555 บาท++ ที่ห้องอาหาร “ฮ่องเต้” เฉพาะวันอาทิตย์ที่ 12 ส.ค. สำรองที่นั่งโทร.02-2540444 ต่อ 1562, 1582