ยีนส์กูรูแนะเลือกยีนส์ใส่สวยและเท่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379301

ยีนส์กูรูแนะเลือกยีนส์ใส่สวยและเท่

ยีนส์กูรูแนะเลือกยีนส์ใส่สวยและเท่

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Wrangler (แรงเลอร์) แบรนด์เครื่องแต่งกายยีนส์สัญชาติอเมริกัน เอาใจยีนส์เลิฟเวอร์จัดงาน “Wrangler Wander Ready” (แรงเลอร์ วันเดอร์ เรดดี้) เปิดตัวแฟชั่นรับ Fall/Winter 2018 ด้วยคอลเลคชั่นยีนส์เท่ๆ 4 สไตล์ ที่ออกแบบมาให้เป็นเพื่อนร่วมเดินทางกับคุณไปทุกๆ ที่ พร้อมเปิดแฟล็กชิพสโตร์ ดีไซน์ล่าสุดแห่งเดียวในโลก ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสวยงามของอุทยานธรณี “สามพันโบก” แกรนด์แคนยอนของเมืองไทย มาเป็นธีมการตกแต่งร้านอีกด้วย โดยมี อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม, ซาบีน่า อจิรภา ไมซิงเกอร์, นิว-ฐิติภูมิเตชะอภัยคุณ, ฟิลลิปส์-ณัทธนพลทินโรจน์, ชัดเจน-วิสุทธิ์ ชาวบางพรหม, อาร์ม-วรท มรรคดวงแก้ว, กัสเบล-พีรกร โพธิ์ประเสริฐ และเซเลบริตี้ที่เป็นยีนส์เลิฟเวอร์มาร่วมงานอย่างคับคั่ง

“Wrangler Wander Ready” แฟชั่นรับ Fall/Winter 2018 กับคอลเลคชั่นยีนส์เท่ๆ 4 สไตล์ ได้แก่ สไตล์ที่หนึ่ง Play : Stay True แฟชั่นที่มีความเป็นสีสัน สนุกสนาน และยังเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็น Modern และ Authentic Western เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สไตล์ที่สองOutdoor : Stay Dry สำหรับแฟนแรงเลอร์ และยีนส์เลิฟเวอร์ที่หลงใหลการท่องเที่ยวอย่างเต็มเปี่ยม หรือรักในการทำกิจกรรมกลางแจ้งออกแบบมาให้เหมาะกับการผจญภัย เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานการผสมผสานนวัตกรรมผ้ากันละอองน้ำ (WaterRepellent Technology) ทำให้กางเกงยีนส์ตัวเก่งของคุณแห้งง่าย และสวมใส่สบาย สไตล์ที่สาม Shape Keeper เป็นไอเท็มเด็ดให้สาวๆ ได้มีรูปร่างที่ดูดีเมื่อสวมใส่ รุ่น Contouring จะช่วยทำให้ดูมีสะโพก Elongating ใส่แล้วดูขาเรียวยาว และรุ่น Sliming ที่ใส่แล้วจะยิ่งดูผอมเพรียว ดูหุ่นดี และคอลเลคชั่นสุดท้าย คอลเลคชั่นพิเศษที่เป็นการออกแบบร่วมกันระหว่าง Vans X Wrangler โดยการนำเอกลักษณ์ของยีนส์Wrangler ผสมผสานกับความโดดเด่นของลายตารางหมากรุกจาก Vans

ภายในงานยีนส์กูรู จาก Wranglerได้เผยเคล็ดลับการเลือกยีนส์ตัวเก่ง ให้ใส่กันแบบสวยๆ เท่ๆ ว่า การเลือกกางเกงยีนส์สักตัวนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย ก่อนอื่นเราจะต้องเริ่มสำรวจตัวของเราก่อนว่า รูปร่าง หรือสรีระร่างกายของเราเป็นอย่างไร หากเป็นผู้หญิง ก็มักจะคิดว่า ขาสั้นไป อยากจะมีขายาว เรียวสวย ถ้าเป็นแบบนี้ก็ให้เลือกกางเกงยีนส์ที่มีคัตติ้งหรือการต่อผ้าที่ช่วยพลางสายตา เพียงเท่านี้เวลาสวมใส่กางเกงยีนส์ ก็จะทำให้ขาของหญิงสาวคนนั้นดูเรียวสวยขึ้นมาทันใด ที่สำคัญคัตติ้งยังอาจช่วยเสริมให้สะโพกดูโค้งมน สวยงาม และทำให้ดูผอมลงอีกด้วย ส่วนสาวคนไหนที่มีหน้าท้อง แต่อยากสวมยีนส์ ก็ไม่ยากเช่นกันให้เลือกกางเกงยีนส์ที่มีเอวสูง (ไม่ต้องมาก)เพราะเมื่อสวมใส่แล้ว ไม่เพียงจะเก็บหน้าท้องได้อย่างเรียบเนียนเท่านั้นแต่ยังทำให้เอวคอดและกระชับอีกด้วย

สำหรับหนุ่มๆ ก็เช่นกัน วิธีการเลือกกางเกงยีนส์เท่ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก มีกางเกงให้เลือกอยู่หลายทรง ทั้งทรงกระบอก ทรงตรง และทรงสกินนี่ ที่ถือเป็นที่นิยมของหนุ่มไทยไม่ใช่น้อย แต่หนุ่มๆ ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเรื่องของหน้าขาที่ใหญ่หรือต้นขาใหญ่ หากเลือกสกินนี่เลยตรงๆ อาจทำให้รู้สึกอึดอัด และขยับเขยื้อนร่างกายไม่คล่องตัว ดังนั้น วิธีเลือกก็อาจจะเลือกกางเกงยีนส์ที่มีช่วงต้นขาและสะโพกใหญ่สักหน่อย และยิ่งมีเนื้อผ้าสเปนเด็กซ์ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งทำให้สวมใส่ได้ง่ายและสบายมากขึ้น หากเป็นกางเกงยีนส์ที่ออกแบบมาให้ช่วงขาเป็นแบบสกินนี่ ก็จะทำให้ดูสมาร์ททีเดียว แต่ก็อย่าลืมว่าหากเลือกกางเกงยีนส์ที่ตัวใหญ่แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ตามมาก็คือขาของกางเกงยีนส์ ก็จะยาวตามไปด้วย จึงควรตัดขาให้พอเหมาะพอดีกับช่วงขาของคุณสุภาพบุรุษ และประการสุดท้ายในการเลือกยีนส์ ไม่ว่าจะเป็นสาวๆ หรือหนุ่มๆ หากรู้ตัวเองว่าเป็นคนเจ้าเนื้อ เพื่อให้สวมใส่กางเกงยีนส์แล้วดูพลางตัว ก็ควรเลือกกางเกงยีนส์สีเข้ม ซึ่งก็ทำให้ขาดูเพรียวแต่ถ้าเป็นคนรูปร่างผอม การเลือกสีอ่อน จะช่วยทำให้ขาดูมีทรงมากขึ้น

อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม นักแสดงหนุ่มที่มีชีวิตไลฟ์สไตล์ค่อนข้างลุย และทำกิจกรรมกลางแจ้งอยู่สม่ำเสมอ เผยถึงยีนส์ตัวเก่งว่า “ผมเป็นคนที่ชอบเที่ยว ชอบลุย ชอบเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ รวมถึง ชอบขี่จักรยานยนต์ การเลือกกางเกงยีนส์ไว้ใส่สักตัว ผมจะเลือกกางเกงยีนส์ที่สวมใส่แล้วสบาย ไม่อึดอัด ใส่แล้วเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว และมีการตัดเย็บที่ทันสมัย ซึ่งผมคิดว่า Wrangler คือ แบรนด์กางเกงยีนส์ที่ผมนึกถึงเป็นอันดับแรก และถือเป็นแบรนด์กางเกงยีนส์ที่อยู่ในใจผมมาตลอดครับ”

ซาบีน่า  อจิรภา ไมซิงเกอร์ นักแสดงและนางแบบ บอกว่า “จริงๆ แล้ว ผู้หญิงอย่างเราๆ หากสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำให้ตัวเองเกิดความมั่นใจ แล้วก็เรียกว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ เช่นเดียวกับการเลือกกางเกงยีนส์ที่สวมใส่แล้วเข้ารูป เก็บส่วนเกิน ช่วยเพิ่มส่วนเว้าส่วนโค้งให้กับเอวและสะโพก ยิ่งทำให้ช่วงขาดูเรียวยาวสวยด้วยแล้วทำให้เรามีความมั่นใจเกินร้อย กางเกงยีนส์Wrangler จึงเป็นอีกแบรนด์กางเกงยีนส์ที่มาช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้หญิงอย่างเราๆ ได้เป็นอย่างดีค่ะ”

ยีนส์เลิฟเวอร์ตามไปสัมผัสกับนวัตกรรมใหม่ของ Wrangler ได้แล้ววันนี้ที่ Wrangler Shop ทุกสาขาและเคาน์เตอร์ Wrangler ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

‘ลด และ เลิกใช้ถุงพลาสติก’ เจตนารมณ์แน่วแน่ของเซเว่น อีเลฟเว่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379292

‘ลด และ เลิกใช้ถุงพลาสติก’ เจตนารมณ์แน่วแน่ของเซเว่น อีเลฟเว่น

‘ลด และ เลิกใช้ถุงพลาสติก’ เจตนารมณ์แน่วแน่ของเซเว่น อีเลฟเว่น

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การตระหนักรู้คุณค่าของสิ่งแวดล้อม นับเป็นสิ่งที่สำคัญและควรได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดการกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและเพิ่มการรับรู้ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งความร่วมมือจากทุกคนในสังคมจะนำไปสู่ยุคของสังคมสีเขียวอย่างแท้จริง ที่จะร่วมกันคนละไม้คนละมือดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อลูกหลานไปได้อีกยาวนาน โดยสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างการลดและเลิกใช้ถุงพลาสติก เนื่องจากใช้ง่าย สะดวกสบาย ใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้งทำให้จำนวนขยะจากถุงพลาสติกเพิ่มขึ้นทุกวันและที่สำคัญเป็นสาเหตุหนึ่งของโลกร้อน

บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย จึงได้ดำเนินโครงการรณรงค์ลด และเลิกใช้ถุงพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ 7 Go Green ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบันต่อเนื่องมากกว่า10 ปี ด้วยมุ่งหวังที่จะสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน สังคม และประเทศชาติโดยประกาศเจตนารมณ์ “ลด และ เลิกใช้ถุงพลาสติก” ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ ตามปณิธานอันมุ่งมั่นของซีพี ออลล์ “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ที่จะร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ธานินทร์ บูรณมานิต กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย กล่าวว่า “ซีพี ออลล์ประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะลดและเลิกการใช้ถุงพลาสติกที่ร้านเซเว่นฯ และขอเชิญชวนคนไทยร่วมกันลดและเลิกใช้ถุงพลาสติกร่วมกันโดยลดการใช้ถุงพลาสติกวันละถุงก็จะช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้ สำหรับที่ผ่านมาบริษัทได้รับการสนับสนุนจากผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการที่ร้านเซเว่นฯ เป็นอย่างดี ซึ่งทุกคนต่างก็ตระหนักถึงผลกระทบของขยะถุงพลาสติกที่มีต่อโลกของเรา ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ไม่รับถุงพลาสติกกับโครงการปฏิเสธถุงได้แต้ม โดยร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทุกสาขาทั่วประเทศจะให้แต้ม 10 แต้มกับลูกค้าที่ชำระเงินผ่านบัตร7 Value Card และปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติก นอกจากนี้ ยังมีโครงการลดการใช้ถุงพลาสติกที่บริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง หลากหลายโครงการ อาทิ โครงการปฏิเสธถุง…ได้ใจ, ใช้ถุงผ้า…บอกลาถุงพลาสติก เป็นต้น

ที่ผ่านมาบริษัทได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองในท้องถิ่น อาทิ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อุทยานแห่งชาติบนเกาะต่างๆ มูลนิธิโลกสีเขียว ในการรณรงค์ลดและเลิกใช้ถุงพลาสติกไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั้ง โรงพยาบาล โรงเรียน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ปี 2560 สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้กว่า 24 ล้านใบ นอกจากนี้ยังได้รณรงค์ในพื้นที่เกาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น เกาะลันตา เกาะยาวน้อย-เกาะยาวใหญ่- เกาะหลีเป๊ะ เกาะพีพี เกาะเต่า และเกาะเสม็ด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการที่ร้านเซเว่นฯเป็นอย่างดี ซึ่งทุกคนต่างตระหนักถึงผลกระทบของขยะถุงพลาสติก ที่มีต่อโลก”

ด้าน มนัส พิกุลแย้ม ใช้บริการร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น และปฏิเสธการรับถุงพลาสติกใส่ของจากทางร้าน เพราะรู้ถึงพิษภัยและปัญหาของถุงพลาสติกเป็นอย่างดีว่าย่อยสลายยาก เพราะธรรมดาแม่บ้านไปจ่ายกับข้าวก็จะถือถุงผ้าไปใส่ของอยู่เสมอและสะดวกรวมเป็นถุงเดียวใส่ของมา แต่ถ้าหากว่ามีถุงพลาสติกกลับมาด้วย ก็จะเก็บไว้และนำกลับมาใช้สำหรับทิ้งขยะในครัวเรือน จึงเห็นด้วยกับการรณรงค์ และการประกาศเจตนารมณ์ “ลด และ เลิก ใช้ถุงพลาสติก” ของเซเว่น อีเลฟเว่น เพราะจะช่วยให้คนไทยตระหนักถึงพิษภัยของขยะถุงพลาสติกมากขึ้นถึงแม้จะไม่ได้ 100% เพราะคนยังมีความจำเป็นในการใช้ถุงพลาสติกอยู่ แต่หากทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือกันในการลดใช้และผลิตถุงพลาสติกให้น้อยลงและจริงจังมากกว่านี้ ถึงแม้จะไม่ได้ 100% ก็ค่อยเป็นค่อยไปก็ยังดีครับ”

เปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ฉลอง 250 ปีกรุงธนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379296

เปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ฉลอง 250 ปีกรุงธนบุรี

เปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ฉลอง 250 ปีกรุงธนบุรี

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประธานเปิด เรือสำเภาศรีมหาสมุทร โดยมีผู้บริหารไอคอนสยาม สุเวทย์ ธีรวชิรกุล, เกตุวลี นภาศัพท์, ณรงค์ เจียรวนนท์และ ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ต้อนรับ

“ไอคอนสยาม” อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จัดพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำครั้งแรกในประเทศไทย “เรือสำเภาศรีมหาสมุทร” สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองที่มากับสายน้ำ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการสถาปนากรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร โดยภายในนิทรรศการจัดแสดงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นำเสนอในรูปแบบนิทรรศการและใช้เทคนิคการนำเสนอที่ล้ำสมัยบอกเล่าเรื่องราวและสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชมเสมือนย้อนเวลากลับไปอยู่บนเรือจริงในอดีต พิธีเปิดจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการแสดงชุดหุ่นละครเล็กเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “หนุมานเกี้ยวนางวาริน” ซึ่งมีความสำคัญในฐานะพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประกอบแสงสีเสียง โดยมี ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมผู้บริหารไอคอนสยาม สปอนเซอร์และนักแสดงชื่อดัง อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์, เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข และ นุ่น-วรนุช ภิรมย์ภักดี และแขกผู้มีเกียรติมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ “เรือสำเภาศรีมหาสมุทร” ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

ณรงค์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด กล่าวว่า “บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ร่วมกับ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด พร้อมด้วย บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด และ ธนาคารออมสินได้ร่วมกันจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ “เรือสำเภาศรีมหาสมุทร” ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงฟื้นฟูบ้านเมือง พร้อมวางรากฐานให้กรุงธนบุรีเป็นเส้นทางการค้า และเจริญรุ่งเรืองมาจวบจนปัจจุบัน ภายในนิทรรศการมีการจัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมพระราชกรณียกิจในการฟื้นฟูบ้านเมือง และการก่อตั้งกรุงธนบุรีให้เป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญ โดยพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ“เรือสำเภาศรีมหาสมุทร” จะทำหน้าที่เป็นดังสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองที่มาพร้อมกับสายน้ำ ที่พาผู้เข้าชมย้อนไปสมัยกรุงธนบุรี สู่ยุคแห่งความรุ่งโรจน์ทางการค้าบนเรือสำเภาจากคริสต์ศตวรรษที่ 18 หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของเมืองท่าการค้าที่สำคัญแห่งเส้นทางการค้านานาชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยและผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ถึงช่วงเวลาสำคัญยิ่งของประวัติศาสตร์ประเทศไทย”

พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ “เรือสำเภาศรีมหาสมุทร” ถูกเนรมิตขึ้นอย่างตระการตาโดยมีต้นแบบมาจากเรือสำเภาสินค้าที่ชาวแต้จิ๋วเรียกว่า อั้ง เถ้า จุ้ง แปลว่าเรือสำเภาหัวแดง ภายในนิทรรศการผู้เข้าชมจะได้เยี่ยมชมพื้นที่ต่างๆ ของเรือสำเภาศรีมหาสมุทร ที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีต นำเสนอในรูปแบบนิทรรศการ และนำเสนอโดยใช้เทคนิคอินเตอร์แอ๊กทีฟที่ล้ำสมัย สร้างประสบการณ์เสมือนพาผู้เข้าชมนิทรรศการย้อนเวลากลับไปอยู่บนเรือจริงในอดีต แบ่งโซนจัดแสดงออกเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 ห้องกัปตัน จัดแสดงความเป็นมาและเรื่องราวเกี่ยวกับการค้าทางเรือ การย้ายราชธานีและการวางรากฐานให้กับกรุงธนบุรี และกรุงธนบุรีในฐานะเมืองท่าการค้า โซนที่ 2 ห้องพักลูกเรือ จัดแสดงบรรยากาศและวิถีชีวิตภายในเรือ และโซนที่ 3 คลังอารยธรรม จัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระราชกรณียกิจในการฟื้นฟูบ้านเมือง ลำดับเวลาการสงคราม เพื่อรวบรวมบ้านเมือง การเจริญสัมพันธไมตรีทางการค้าและการทูตระหว่างกรุงธนบุรีกับจีน เรื่องราวเส้นทางการค้าโลก และ “เรือ” ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ อีกทั้งยังจัดให้มีกิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์สุดประทับใจให้กับผู้เข้าชมนิทรรศการ อาทิ การทดลองชักรอกลังสินค้าเสมือนเป็นลูกเรือในสมัยก่อน และผู้เข้าชมนิทรรศการยังสามารถเปลี่ยนชุดสวมบทบาทเป็นคนชาติต่างๆ ได้ด้วยการส่องกระจก (Kinect) และถ่ายภาพร่วมกับคลังอารยธรรม พร้อมทั้งแชร์ภาพบนเรือนี้ได้อีกด้วย นอกจากนั้นบน “เรือสำเภาศรีมหาสมุทร” ยังมีจุดชมวิวอยู่ที่ชั้นบนสุดของเรือ และโซนร้านค้าร้านกาแฟให้บริการสำหรับผู้เข้าชมนิทรรศการอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ “เรือสำเภาศรีมหาสมุทร” จัดแสดงนิทรรศการตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 13 มกราคม 2562 ณ บริเวณ ริเวอร์ พาร์คไอคอนสยาม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เปิดให้ผู้ที่สนใจและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมได้ฟรี

แพทย์ชี้คนไทยมีลูกน้อยและช้าลง อาจเพิ่มความเสี่ยงทั้งแม่และทารก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379304

แพทย์ชี้คนไทยมีลูกน้อยและช้าลง อาจเพิ่มความเสี่ยงทั้งแม่และทารก

แพทย์ชี้คนไทยมีลูกน้อยและช้าลง อาจเพิ่มความเสี่ยงทั้งแม่และทารก

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพครบวงจรแห่งแรกในเอเชีย เปิดบ้านเฟอร์ทิลิตี้ คลินิก (Fertility Clinic) หรือคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก พร้อมระบุคนไทยมีลูกลดลงและช้าลงกว่าในอดีตเป็นลำดับต้นๆ ของเอเชีย การวางแผนและเตรียมความ
พร้อมก่อนการมีบุตรในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคู่สามีภรรยายุคใหม่

นายแพทย์พูลศักดิ์ ไวความดี ผู้อำนวยการคลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก เผยถึงภาพรวมของการมีบุตรในครอบครัวไทยว่า ปัจจุบันคนไทยมีบุตรน้อยลงและช้าลง จากเดิมครอบครัวไทยจะมีบุตรเฉลี่ย 4-6 คน ตอนนี้กลับมีอัตราเฉลี่ยการมีบุตรประมาณ 1.5 คนต่อครอบครัว หลายครอบครัวมีบุตรเพียงคนเดียว หรือบางครอบครัวไม่มีบุตรเลย การมีบุตรเพียงหนึ่งคนหรือไม่มีบุตรเลยอาจเกิดจากความตั้งใจ แต่หลายคู่ที่ไม่ได้ตั้งใจและมาพบภายหลังว่าประสบปัญหามีบุตรยากเพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้น เป็นที่น่าเสียดาย เพราะไม่ตระหนักว่าช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการมีบุตรควรเป็นช่วงใด ซึ่งการมีบุตรเมื่ออายุมากนั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งมารดาและทารก

“ครอบครัวไทยยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างมีสมดุล ระหว่างเรื่องหน้าที่การงานและชีวิตครอบครัว การวางแผนสร้างครอบครัวจึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการวางแผนการเงินหรือหน้าที่การงาน ดังนั้นการทราบข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับภาวะเจริญพันธุ์ของตนเอง จะช่วยในการวางแผนให้ชีวิตคู่มีความสุขและสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน อีกทั้ง เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและนวัตกรรมทางเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ที่ทันสมัยในปัจจุบัน เปิดโอกาสให้การวางแผนเรื่องการมีบุตรในอนาคตทำได้ดีขึ้นมากกว่าในอดีต และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูง โดยเฉพาะคุณผู้หญิงมีทางเลือกมากขึ้นที่จะมีบุตรที่สมบูรณ์แข็งแรงในช่วงเวลาที่ตนเองพร้อมและต้องการ มีอิสระในการวางแผนใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ สามปัจจัยสู่การประสบความสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยากนั้น คือ หนึ่ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาคู่สมรสที่มีบุตรยากที่มากด้วยประสบการณ์ มีความรอบรู้ด้านสูติศาสตร์ สอง ทีมนักวิทยาศาสตร์ทางห้องปฏิบัติการที่เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงตัวอ่อน และสาม ห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนที่มีมาตรฐาน พร้อมด้วยเทคโนโลยีในการเลี้ยงตัวอ่อนที่ทันสมัย”

ทางด้าน ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์วิปร วิประกษิต ที่ปรึกษาทางด้านพันธุศาสตร์และนักวิจัยทางด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ กล่าวเสริมว่า ด้วยเทคโนโลยีการตรวจในระดับดีเอ็นเอทั้งจีโนมในปัจจุบัน ทำให้เราสามารถตรวจกรองหาความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ในคู่สมรส เพื่อการวางแผนการตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรมก่อนการฝังตัว (Preimplantation Genetic Diagnosis)ได้อย่างเหมาะสมและจำเพาะเจาะจงของคู่สมรสแต่ละรายไป นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีในการตรวจคัดกรองความผิดปกติในระดัโครโมโซมของตัวอ่อนด้วยการตรวจ Next Generation Sequencing ซึ่งจะทำให้เรามีความมั่นใจยิ่งขึ้นในด้านผลสำเร็จของการรักษาภาวะมีบุตรยากและการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีความสมบูรณ์แข็งแรงสูงสุด”

คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก (Fertility Clinic) เป็นอีกหนึ่งคลินิกเฉพาะทางของ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ที่รองรับคู่สามีภรรยาที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก และช่วยวางแผนเตรียมความพร้อมเรื่องการสร้างครอบครัวในอนาคต ซึ่งมีแนวโน้มที่จะประสบกับปัญหาภาวะมีบุตรยากที่สูงขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศโดยให้บริการด้านการรักษาภาวะมีบุตรยากภายใต้หลักการ 3Ps ประกอบด้วยPrevention เน้นการวางแผนเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันภาวะมีบุตรยาก ป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อมารดาและทารกในอนาคต สอง Personalization ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้การดูแลเหมาะสมกับคู่สมรสแต่ละคู่ เข้าใจความต้องการและบริบทการใช้ชีวิตและการสร้างครอบครัวที่แตกต่างกันไปในแต่ละคู่ และสาม Precisionใช้การตรวจวิเคราะห์และข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้กระบวนการดูแลเป็นไปอย่างแม่นยำเพิ่มประสิทธิภาพและป้องกันภาวะแทรกซ้อนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-8269999

สุดยอดภาพถ่าย ‘หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379294

สุดยอดภาพถ่าย ‘หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว’

สุดยอดภาพถ่าย ‘หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว’

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ภาพ 1 ภาพมีค่ามากกว่า 1 ล้านความหมาย” เพราะภาพถ่ายเป็นตัวแทนที่ช่วยบันทึกเรื่องราวและเหตุการณ์อันน่าประทับใจ โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยวนั้นภาพถ่ายถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะสามารถสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา อาหารพื้นถิ่น สินค้า OTOP และวิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่นที่มีความหลากหลาย เป็นมนต์เสน่ห์ของการท่องเที่ยวมิติใหม่ ในแบบที่เรียกว่า กิน อยู่ เรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่นไทย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้จัดประกวดภาพถ่าย “หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว” ภายใต้แนวคิด “DESTINATIONS TO OTOP VILLAGE จุดหมาย…ปลายทาง หลากเสน่ห์ หลายผลิตภัณฑ์ วิถีชุมชน” เงินรางวัลรวม 600,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร โดยแบ่งการประกวดเป็น 3 ประเภท คือ ประชาชนทั่วไป ,นักเรียน นิสิต นักศึกษา และบุคลากรในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน

นิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กิจกรรมประกวดภาพถ่ายหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว เป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนในการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งได้มีการดำเนินการให้สอดคล้องกับการสนับสนุนหมู่บ้านให้มีความพร้อมในการพัฒนา 5 ด้าน (5 P) หรือหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งได้แก่ Product-การพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีอัตลักษณ์โดดเด่นเป็นสินค้าที่ระลึก Place-การพัฒนาด้านสถานที่ท่องเที่ยวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจ Preserve – การพัฒนาด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและศิลปวัฒนธรรมประเพณี People – การพัฒนาด้านผู้นำชุมชนให้มีวิสัยทัศน์ ประชาชนมีความรักและความสามัคคี และ Publics Relations / Promotion-การพัฒนาด้านการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมช่องทางการตลาด

อนุวัฒน์ หมันเส็น อายุ 25 ปี นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ใช้ทักษะความสามารถด้านการถ่ายภาพ ลั่นชัตเตอร์ โชว์ผลงานภาพ “ท่องเที่ยวสุขใจ ในหมู่บ้าน OTOP”ถ่ายทอดบรรยากาศยามเย็นริมทะเล บ้านปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล คว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภทนักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นภาพที่ถ่ายทอดมุมหนึ่งในหมู่บ้าน OTOP ที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติ ชมทะเล เดินเล่นริมชายหาดในบรรยากาศพระอาทิตย์ตกยามเย็น เป็นมนต์เสน่ห์เล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในอำเภอละงู เมืองทางผ่านสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปยังเกาะหลีเป๊ะซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดสตูลที่ใครได้พบเห็นเป็นต้องหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาบันทึกภาพความทรงจำกันอย่างแน่นอน ต่อด้วย สุชาติ เกื้อทาน อายุ 34 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว ช่างภาพฟรีแลนด์จากดินแดนเขตวัฒนธรรมริมแม่น้ำโขง บอกเล่าวิถีชุมชนผ่านภาพถ่าย “ถนนสายวัฒนธรรม” ส่งต่อสายใยผูกพันระหว่าง คน ศาสนา และวัฒนธรรม บ้านนาหมอม้า ต.นาหมอม้า อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ คว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภทประชาชนทั่วไป ภาพนี้ถ่ายทอดบรรยากาศถนนคอนกรีตที่ชาวบ้านร่วมใจกันสร้าง ตัดผ่านทุ่งนาเขียวขจีเพื่อเป็นเส้นทางสัญจรระหว่างหมู่บ้านไปยังวัดดงเฒ่าเก่า โดยในทุกๆ เช้าพระภิกษุจะเดินบิณฑบาตทุกเช้า ถือเป็นประเพณีชุมชนที่สืบทอดกันมายาวนาน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม ท่ามกลางทุ่งนาเขียวขจี วิถีชุมชนพื้นบ้านที่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ยังไม่ถูกกลืนหายไปตามกาลเวลา ปิดท้ายกันที่ อรรถพล เชิดชัยฤทธิ์ อายุ 35 ปีนักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการสำนักงานพัฒนาชุมชน อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมผ่านเลนส์กล้องด้วยภาพถ่าย “งานบุญดาราอั้ง” งานประเพณีท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ดาราอั้ง หรือปะหล่องในดินแดนอารยธรรมล้านนา บ้านนอแลต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคลากรของกรมการพัฒนาชุมชน มีโอกาสท่องเที่ยวและทำงานในหลากหลายหมู่บ้าน หนึ่งในนั้นคือ ชุมชนดาราอั้ง ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อพยพจากเมียนมา มาตั้งรกรากที่ อ.ฝาง มีวิถีชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติอยู่กันอย่างสุขธรรม ปราศจากอบายมุข ยึดถือคติคำสอนของพระพุทธศาสนา ทุกหมู่บ้านจะมีวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจ และมีประเพณีวัฒนธรรมที่เคร่งครัดเป็นเอกลักษณ์ เช่น ประเพณีงานบุญดาราอั้งที่ชาวบ้านทุกเพศทุกวัย รวมถึงเด็กๆ จะมีส่วนร่วมในงานบุญของชุมชนเหมือนในภาพงาน “งานบุญดาราอั้ง”

สุดยอดจริงๆ สำหรับภาพที่ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพถ่าย “หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว” เพราะนอกจากฝีมือการถ่ายภาพที่ยอดเยี่ยมแล้ว ภาพถ่ายเหล่านี้เมื่อได้รับการเผยแพร่หรือแชร์ออกไปจะช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวมิติใหม่! กับเสน่ห์ของแต่ละท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

SACICT ต่อยอดหัตถกรรมไทยโชว์งานแฟร์ที่เกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379299

SACICT ต่อยอดหัตถกรรมไทยโชว์งานแฟร์ที่เกาหลี

SACICT ต่อยอดหัตถกรรมไทยโชว์งานแฟร์ที่เกาหลี

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ(องค์การมหาชน) หรือ SACICT นำผลิตภัณฑ์ของสมาชิกที่ผ่านการพัฒนาต่อยอดจากโครงการด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของSACICT ไปจัดแสดงในงาน Craft Trend Fair 2018 ณ CoEx Hall C โซน International กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ กล่าวว่าSACICT มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนางานผลิตภัณฑ์ของไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนขยายโอกาสและมุ่งต่อยอดช่องทางการตลาด จึงนำผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่พัฒนาต่อยอดจากโครงการด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดำเนินการระหว่างปี 2560-2561 เช่น โครงการประกวด Innovative Craft Award โครงการไทยนวัตศิลป์ และโครงการ Craft Co Creation รวมถึงสินค้าที่สมาชิกฝากจำหน่ายรวมกว่า 128 รายการ มาร่วมทดสอบตลาดภายในงาน Craft Trend Fair 2018ณ CoEx Hall C โซน International กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นประเภทของตกแต่งบ้านอุปกรณ์สำนักงาน และสินค้าแฟชั่น ที่สร้างสรรค์จากงานหัตถกรรมหลากหลายประเภท เช่นงานเบญจรงค์ งานจักสาน งานผ้า งานไม้ และงานโลหะ คาดว่าจะสามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่เข้าชมงาน ซึ่งเป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่ชื่นชอบงานศิลปะและผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ทั้งนี้ งาน Craft Trend Fair เป็นงานแสดงสินค้าหัตถกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดย Korea Craft & Design Foundation (KCDF) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี (The Ministry of Culture,Sports and Tourism) และเป็นหนึ่งในเครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศของ SACICT โดยงานจัดขึ้นครั้งแรกในปีพ.ศ.2549 มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้งานหัตถกรรมของเกาหลีเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดเชิงพาณิชย์ รวมถึงการส่งเสริมเครือข่ายงานหัตถกรรมในเอเชียเพื่อให้เกิดการพัฒนาร่วมกัน ซึ่งในแต่ละปีมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจากในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมจัดแสดงงานกว่า 600 ราย และมียอดผู้เข้าชมกว่า 30,000 คน

ช่างผมระดับโลกบินลัดฟ้าจากอิตาลี ถ่ายทอดเทคนิคขั้นสูงให้ช่างผมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379298

ช่างผมระดับโลกบินลัดฟ้าจากอิตาลี ถ่ายทอดเทคนิคขั้นสูงให้ช่างผมไทย

ช่างผมระดับโลกบินลัดฟ้าจากอิตาลี ถ่ายทอดเทคนิคขั้นสูงให้ช่างผมไทย

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ฟรานเชสโก้ มาเรีย เฟอร์รี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคระดับสูงของแบรนด์ดาวิเนส ช่างผมระดับโลกบินลัดฟ้าจากอิตาลี เพื่อถ่ายทอดเทคนิคขั้นสูงให้กับช่างผมระดับมืออาชีพของไทยพร้อมอัพเดทผลิตภัณฑ์ดาวิเนส

ด้วยประสบการณ์เกี่ยวกับเส้นผมมากว่า 20 ปี เปี่ยมไปด้วยพลังความสร้างสรรค์ที่เตรียมพร้อมมาเพื่อถ่ายทอดเทคนิคพิเศษและเทคนิคใหม่ๆ ให้กับช่างผมมืออาชีพของไทย ผลงานของ ฟรานเชสโก้ ที่ได้รับการยอมรับและโดดเด่นไม่เหมือนใครได้แก่การนำความชำนาญด้านเทคนิคผสมผสานเข้ากับงานด้านศิลปะที่ถูกกลั่นกรองออกมาจากจิตวิญญาณจนเกิดผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้หลายคนประทับใจในผลงานของเขา ฟรานเชสโก้ เคยเป็นหนึ่งในวิทยากรที่สถาบันเส้นผมระดับโลก Pivot Pointสถาบันที่ผลิตช่างทำผมที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายราย และปัจจุบัน ฟรานเชสโก้ ได้ย้ายกลับมายัง Parma บ้านเกิดของเขาเพื่อเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมผู้ฝึกสอนของดาวิเนส

นอกจากบทบาทในฐานะวิทยากรด้านเทคนิคขั้นสูงประจำอยู่ที่ดาวิเนสแล้ว ฟรานเชสโก้ยังเดินทางไปยังไปภูมิภาคต่างๆ ของอิตาลี รวมถึงประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อถ่ายทอดหลักสูตรสำคัญที่สไตลิสต์เส้นผมระดับมืออาชีพต้องสามารถทำได้ และยกระดับฝีมือให้มากขึ้นด้วยเทคนิคขั้นสูงเพื่อให้การบริการออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ถึงแม้ว่าเขาจะสอนเทคนิคขั้นสูงในโปรแกรมยังคงมีความยืดหยุ่นปรับตัวเข้ากับผู้รับการอบรมในทุกระดับความรู้ เริ่มตั้งแต่สีขั้นพื้นฐาน ระดับชั้นเรียนตัด ไปจนถึงระดับความคิดสร้างสรรค์ขั้นสูง ฟรานเชสโก้ ไม่เคยหยุดพัฒนาตนเอง เขายังคงค้นคว้าเทคนิคอย่างต่อเนื่องโดยมุ่งเน้นหลักสูตรเฉพาะที่ไม่เพียงจะสอดแทรกความเป็นศิลปะของเส้นผม แต่ยังถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านธุรกิจและความเป็นผู้นำลงไปให้ผู้รับการอบรมได้ซึมซับในแนวทางความงามแบบยั่งยืน

ขณะที่ ดาวิเนส ได้ใช้ประสบการณ์อันยาวนานวิจัยและออกแบบผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม อาทิ แชมพู,คอนดิชั่นเนอร์, ซีรั่ม และมาส์ก เพื่อเส้นผมทุกประเภท สำหรับส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ถูกคัดสรรและสกัดมาจากแหล่งเพาะปลูกที่หลากหลายโดยไม่ทำลายแหล่งกำเนิดที่อาจมีความเสี่ยงให้พืชพรรณตามธรรมชาติในท้องถิ่นสูญพันธุ์ ในแต่ละสูตรการผลิตจะพิถีพิถันคัดพืชพรรณที่อุดมไปด้วยประโยชน์ต่อเส้นผมที่มีต้นกำเนิดจากฟาร์มทั่วประเทศอิตาลีที่เพาะปลูกแบบ Slow Food ซึ่งปลอดสารเคมี สดใหม่ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญไม่กดขี่แรงงาน ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของ ดาวิเนส มาจากส่วนผสมที่เข้มข้น และสามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติลดการทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลเส้นผมให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

นับเป็นโอกาสพิเศษที่ช่างผมไทยจะได้เรียนรู้เทคนิคขั้นสูง จาก ฟรานเชสโก้ มาเรีย เฟอร์รี่ อย่างใกล้ชิด พร้อมอัพเดทผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมของดาวิเนส ซึ่งมีขึ้นในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ เวลา 13.00-15.00 น. ที่ เกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์

‘เคนซิงตัน เขาใหญ่’จัดงานแสดงไฟ‘The Light of Love’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379307

‘เคนซิงตัน เขาใหญ่’จัดงานแสดงไฟ‘The Light of Love’

‘เคนซิงตัน เขาใหญ่’จัดงานแสดงไฟ‘The Light of Love’

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บุญเกียรติ-ทิพาภรณ์ โชควัฒนา

บริษัท ทอฝัน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้ชื่อ Kensington Khaoyai(เคนซิงตัน เขาใหญ่) บนพื้นที่ 60 ไร่ของตำบลวังกระทะ อำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมา ภายใต้การบริหารงานโดย บุญเกียรติ-ทิพาภรณ์ โชควัฒนาจัดงาน ILLUMINATION ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Light of Love” หรือ “แสงแห่งความรัก” ซึ่งเป็นงานแสดงแสง สี เสียง สุดตระการตา ครั้งแรกของเขาใหญ่ บริเวณพื้นที่สวนดอกไม้สไตล์อังกฤษ “Kensington English Garden” และ “วัดบุญราศี นิโคลาส บุญเกิดกฤษบำรุง เขาใหญ่” เพื่อส่งมอบความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตั้งแต่วันอังคารที่ 4 ธันวาคม 2561 จนถึงวันเสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 และในวันเสาร์ที่ 19 มกราคม พบกับคอนเสิร์ต ซึ่งมีศิลปินรับเชิญชื่อดัง อาทิ บุญเกียรติ โชควัฒนา,เศรษฐา ศิระฉายา, ใหม่ เจริญปุระ,อ๊อด คีรีบูน และได้รับเกียรติจาก ญาณี จงวิสุทธิ์ เป็นผู้ดำเนินรายการตลอดงานณ โครงการเคนซิงตัน เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

ภายในงาน ท่านจะได้ชมความตระการตาของหลอดไฟ LED กว่า 1 ล้านดวงพร้อมแสดง แสง สี และจังหวะเสียงเพลง ผ่านความสวยงามของสถานที่ เพื่อมอบเป็นความสุขแก่ทุกคนที่เข้าชมงาน ที่นำมาสร้างสรรค์ เป็นผลงานสะท้อนความสุขและความสนุก ของการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่หลายคนรอคอย ที่นี่..จะถูกย้อมบรรยากาศบริเวณสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ให้น่าตื่นตาตื่นใจด้วยแสงไฟหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นต้นคริสต์มาสจำลองขนาดยักษ์ ความสูง 6 เมตร ตั้งโดดเด่นบนพรม LED ผืนยาว ประดับหลอดไฟที่เคลื่อนไหว ช้า เร็วตามจังหวะเสียงเพลง วางคู่กล่องของขวัญใบโตคล้ายกับว่าสิ่งนี้ เป็นของขวัญ ชิ้นใหญ่ที่ตั้งใจนำมามอบให้กับทุกคน

นอกจากนี้ ยังมีฝูงนกฟลามิงโก้จำลองสีชมพูนีออนสดใส มาพร้อมขบวนกวางเรนเดียร์ลากเลื่อน กลุ่มใหญ่ วิ่งร่าเริงบนปุยหิมะขาวตามจังหวะเสียงเพลงอย่างมีชีวิตชีวา และมีเหล่าทหารอังกฤษจำลอง ยืนกระจายตัวทั่วพื้นที่ เสมือนคอยอารักขาแสงไฟทุกดวงที่ส่องสว่างสร้างความสุขให้ทุกคนในเวลานี้

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีไฮไลท์สำคัญ ตะลึงกับความสวยงามที่ เกินจะบรรยาย ของอุโมงค์ไฟขนาดใหญ่ ความยาวกว่า 50 เมตร ถูกประดับประดาด้วยหลอดไฟ LED จำนวนมหาศาล กับแสงระยิบระยับของดวงไฟน้อยใหญ่เคล้ากับทุกจังหวะเสียงดนตรี จนมั่นใจได้เลยว่า ไม่มีใครจะอดใจไหวที่จะลดจังหวะการเดินให้ช้าลง เพื่อเพิ่มเวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศที่อยู่ตรงหน้า พร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกเก็บเป็นความทรงจำตลอดเส้นทาง

ผู้สนใจสามารถเดินทางพบความสุขดังกล่าว พร้อมรับอากาศบริสุทธิ์ในสถานที่ที่ได้ขึ้นชื่อ ว่าเป็นแหล่งโอโซนลำดับ 7 ของโลก ณ เคนซิงตัน เขาใหญ่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯเพียง 200 กิโลเมตรเท่านั้น โดยเริ่มทำการแสดงตั้งแต่วันอังคารที่ 4 ธันวาคม 2561 ถึงวันเสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 เวลา 16.00-22.00 น. และรอบแสดงพิเศษ แสง สี เสียง จำนวน 4 รอบต่อวัน ในเวลา 18.30 น./19.00 น./19.30 น. และ 20.00 น. โดยมีค่าเข้าชมเพียงท่านละ 120 บาท หรือสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :Kensington khaoyai

‘นิทรรศการด้วยความจงรักและภักดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379308

‘นิทรรศการด้วยความจงรักและภักดี’

‘นิทรรศการด้วยความจงรักและภักดี’

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดกิจกรรม นิทรรศการ “ด้วยความจงรักและภักดี” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางในการดำเนินการขยายผลงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน กับภาครัฐ ภาคเอกชน เยาวชน และประชาชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

กิจกรรม “นิทรรศการด้วยความจงรักและภักดี” ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างและปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชน รวมทั้งผู้นำชุมชนให้เข้าใจและเข้าถึงการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการดึงศักยภาพเด็กและเยาวชน รวมทั้งผู้นำชุมชน ให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์สร้างสรรค์ต่อสังคมส่วนรวม เป็นการส่งเสริมการทำงานด้วยระบบภาคีเครือข่ายในการระดมทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนได้รู้จักและเข้าใจแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน และที่สำคัญทุกคนจะต้องรู้จักความพอประมาณ ความมีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกันในตัว รวมถึงการใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

สำหรับ นิทรรศการ ด้วยความจงรักและภักดี กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2561 ณ ลานขนถ่ายสินค้า องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ ฟังเล่าเรื่องจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ชมนิทรรศการมีชีวิต โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและศูนย์เศรษฐกิจพอเพียง ประกวดร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ประกวดสุนทรพจน์ และสินค้าชุมชนต่างๆ มากมาย

ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี ได้ให้มีการแถลงข่าวการจัดงานขึ้นในวันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 2561 ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เป็นต้นไป โดยได้รับเกียรติจากนายธนภณ กิจกาญจน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานในการแถลงข่าว พร้อมเครือข่ายที่เข้าร่วมกิจกรรม

“REfuture Award 2018”มอบรางวัลผู้นำธุรกิจบริการสร้างสรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379227

“REfuture Award 2018”มอบรางวัลผู้นำธุรกิจบริการสร้างสรรค์

“REfuture Award 2018”มอบรางวัลผู้นำธุรกิจบริการสร้างสรรค์

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 13.14 น.

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จับมือ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ร่วมกันยกระดับการพัฒนาธุรกิจบริการด้วยกิจกรรมการพัฒนาผู้นำธุรกิจสร้างสรรค์ หรือ REfuture (พลิกอนาคต) ด้วยการเตรียมความพร้อมและการเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจบริการ Digital SMEsพาลงมือทำอย่างแท้จริง โดยภายในงานได้มีการประกาศรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่พัฒนาธุรกิจบริการสร้างสรรค์ ที่ผ่านการคัดเลือกและพัฒนาจนได้ผู้ที่มีโมเดลธุรกิจยอดเยี่ยม  จำนวน  13  ราย รวมทั้งจัดแสดงผลงานทางธุรกิจที่พัฒนาแล้วอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้แนวคิดการพลิกธุรกิจแบบ REconomyคือ การใช้ทรัพยากรทางธุรกิจที่มีอยู่อย่างจำกัดมาเพิ่มมูลค่าให้แข่งขันได้ในรูปแบบธุรกิจดิจิทัล สามารถทำกำไรได้ในระยะสั้น เหมาะกับธุรกิจ SMEsที่ไม่ต้องการแข่งขันด้านราคา ด้วยแนวคิดนี้จึงทำให้สามารถพัฒนาธุรกิจได้หลากหลายมิติ อีกทั้งยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจาก MVP (Minimal Viable Product) ที่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ทำให้ธุรกิจมีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆในตลาดได้อีกด้วย

นางวันเพ็ญ รัตนกังวาล  ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานในการมอบรางวัลให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมพัฒนาธุรกิจในโครงการพัฒนาผู้นำธุรกิจบริการสร้างสรรค์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจบริการ เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้รวดเร็วหากได้รับแนวทางการพัฒนาธุรกิจที่ดี เพราะเป็นธุรกิจที่มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว เลียนแบบได้ยาก การพลิกอนาคตธุรกิจบริการ จึงเป็นอีกทางเลือกในการพัฒนาประเทศไทยของเรา หากมีการสนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจบริการเติบโตด้วยโมเดลธุรกิจที่มีความโดดเด่นแตกต่างอย่างสร้างสรรค์แบบดิจิทัลได้ คาดว่าจะช่วยสร้างธุรกิจใหม่ ๆ สอดคล้องกับยุค 4.0 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้ดียิ่งขึ้น โดยภายในงานมีการมอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการเจ้าของโมเดลธุรกิจบริการยอดเยี่ยม แบ่งรางวัลออกเป็น 4 หมวดหมู่ ได้แก่ รางวัลธุรกิจบริการพลิกโฉม รางวัลธุรกิจบริการสร้างสรรค์ รางวัลธุรกิจบริการพัฒนาคุณภาพชีวิต และรางวัลธุรกิจบริการน่าลงทุน

นายธนนนทน์ พรายจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) กล่าวว่า บทบาทของ ISMED คือ Business Deleveloperซึ่งเป็นผู้สร้างทางเลือกที่หลากหลายในการพัฒนาธุรกิจ สถาบันฯ จะใช้รูปแบบเดิมๆ หรือ คิดว่าทุกธุรกิจต้องพัฒนาแบบเดียวกันไม่ได้ กระบวนการ REfutureหรือ การพลิกอนาคต จึงเกิดขึ้น และเป็นที่น่ายินดี ที่สถาบันฯ สามารถผลักดันให้เกิดธุรกิจบริการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่มีตลาดรองรับได้ตั้งแต่ครั้งแรกทำโครงการ การพัฒนาธุรกิจสร้างสรรค์นั้นต้องใช้วิสัยทัศน์ผนวกกับความมุ่งมั่นในการค้นหาสิ่งใหม่ เพราะจะต้อง ต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ท่ามกลางความเชื่อเดิมๆ ซึ่งหากไม่ทำเช่นนี้ นวัตกรรมใหม่ๆ ก็คงจะไม่เกิดขึ้น แม้ไม่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ แต่สถาบันฯ เชื่อมั่นว่ากระบวนการที่ออกแบบขึ้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการเริ่มมีมุมมองและแนวคิดในการพลิกอนาคตธุรกิจตัวเอง ได้ลองทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือไปจากเดิมเพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ ซึ่งหากเป็นไปตามแนวคิดดังกล่าวเมื่อสิ้นสุดโครงการผู้ประกอบการ  จะพัฒนาธุรกิจต่อด้วยตัวเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

พร้อมกันนี้ภายในงานยังได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆมาร่วมเป็นกรรมการพิจารณาผลรางวัลครั้งนี้อีกด้วย อาทิ

1.  คุณนพพร เทพสิทธา ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)

2.  คุณวัชรินทร์ วิทยวีรศักดิ์ ผู้จัดการสมาคมหน่วยบ่มเพาะธุรกิจและอุทยานวิทยาศาสตร์ไทย

3.  คุณภูวดล สุวรรณธารา ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรม

4.  คุณไกรฤกษ์  ปิ่นแก้วคณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

5.  คุณเพิ่มพล  โพธิ์เพิ่มเหม  บรรณาธิการ และผู้ก่อตั้ง นิตยสารมาร์เก็ตเธียร์มาร์เก็ตเธียร์ออนไลน์

นายศรัล ดุรงค์เดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาซูม่า เซอร์วิส จำกัด ผู้เข้าร่วมโครงการในประเภท ธุรกิจบริการสร้างสรรค์  กล่าวว่า โครงการนี้ทำให้ตนและทีมงานเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆของธุรกิจ เราเริ่มต้นจากการมองเห็นว่าเรามีอะไรที่คนอื่นไม่มี แล้วนำมาพัฒนาเป็น MVP ขึ้นมาชื่อ M Safe ระบบดูแลความปลอดภัยด้านไฟฟ้าลัดวงจรภายในห้องน้ำ ในช่วงเริ่มต้นเราต้องเร่งหาความเป็นไปได้ และ รีบอุดรูรั่วเพื่อทิ้งห่างคู่แข่งด้านเทคโนโลยีที่กำลังจะตามมา ภายในโครงการเราได้จับมือกับ Seeksterแพลทฟอร์มด้านช่าง ที่จะอำนวยความสะดวกให้บริการลูกค้าของมาซูม่าอีกด้วย นับเป็นมิติใหม่ในการเข้าร่วมการพัฒนาธุรกิจของภาครัฐอย่างแท้จริง

นายนโรตม์ พิริยะรังสรรค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอชบี มิดเดิ้ล กรุ๊ป จำกัด ผู้เข้าร่วมโครงการประเภทธุรกิจบริการพลิกโฉม กล่าวว่า สิ่งที่ตนได้จากโครงการนี้ คือ ธุรกิจสามารถทำกำไรได้เพิ่มมากขึ้น และลูกค้าพึงพอใจมากขึ้น จากต้นทุนที่ต่ำลง การพลิกธุรกิจของตนไม่ได้เกิดจากการฝันถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่เกิดจากการที่ตนและหุ้นส่วนมองเห็นจุดเปลี่ยนเล็กๆในธุรกิจอย่างชัดเจน มันทำให้เรากล้าลงทุนกับการสร้าง MVP ระบบดิจิทัลPreworkที่เมื่อรวมกันซื้อแล้วเวิร์ก คือ ได้สินค้ามีมูลค่าในราคาถูกลง

นางสาวนพัฐกานต์ เกิดแสง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บ้านทิพย์รดาเอลเดอรี่แอร์ จำกัด ผู้ร่วมโครงการประเภทธุรกิจบริการเพื่อคุณภาพชีวิต กล่าวว่าธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นอัลไซมเมอร์มีจุดอ่อนเรื่องคน ถ้าเทียบกับตลาดที่โตมากขึ้นหากเราไม่มีแผนการรองรับธุรกิจ เราจะมีปัญหาอย่างแน่นอน เราจำเป็นต้องลดการพึ่งพาคนซึ่งเอาแน่นอนไม่ได้ และเพิ่มการพึ่งพาระบบ ตนมองหาแนวทางในการพัฒนาจนมาเข้าโครงการนี้ ทำให้ตนเจอระบบว่าหากเราใช้ปัญญานำทุนแล้ว เราจะสามารถสร้างธุรกิจดิจิทัลในรูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าโดยใช้เงินทุนจำกัด และเราทำได้แล้วจริงๆ

นางสาวกมลรัตน์ แซ่ลิ้ม กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เค. เอ็น. เอสซันเดย์สปอร์แอนด์เทรดดิ้ง อีกหนึ่ง ผู้เข้าร่วมโครงการในประเภทธุรกิจบริการพลิกโฉม กล่าวว่า เรามองหาว่าเราจะไม่ต้องสู้ในสงครามราคาได้อย่างไร พอมาเข้าโครงการนี้ เราเห็นชัดเลยว่า เราต้องพลิกตัวเองมาเล่นในเกมใหม่ ไม่น่าเชื่อว่าเราใช้เวลาไม่กี่เดือนในการพัฒนา MVP ระบบป้องกันเด็กจมน้ำ SwimSafeได้เรียบร้อย SMEsอย่างเราต้องเร็ว ถือว่าเป็นโครงการที่ดีกับผู้ประกอบการที่พร้อมจะเติบโต

พิธีมอบรางวัล REfuture Award 2018 แบ่งเป็น 4 รางวัล ได้แก่

1.รางวัลธุรกิจบริการสร้างสรรค์

ชนะเลิศ   คุณศรัล ดุรงค์เดช

รองชนะเลิศ   คุณศุภกิจ กิตติพงศ์ธร

รองชนะเลิศ   คุณนัฐภูมิ โล่กันภัย

รองชนะเลิศ   คุณวาริท น้อยเกิด

2.รางวัลธุรกิจบริการพลิกโฉม

ชนะเลิศ   คุณนันทิดา จำปา ชนะเลิศ

รองชนะเลิศคุณเกศกนก แก้วกระจ่าง

รองชนะเลิศคุณชณัญช์ภัค สังข์สุวรรณ

รองชนะเลิศคุณจักริน สิริกุลธร

3.รางวัลธุรกิจบริการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ชนะเลิศคุณนิสิตา ปิติเจริญธรรม

รองชนะเลิศ   คุณนพัฐกานต์ เกิดแสง

รองชนะเลิศ   ว่าที่ รต.รอมฎอน สุทธิการ

รองชนะเลิศ   คุณธนชาพร เตชะสร้อยวริจฐ์

4. รางวัลธุรกิจบริการน่าลงทุน

ชนะเลิศ   คุณนันทิดา จำปา

และรวมถึงการมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการผู้ผ่านการพัฒนาโมเดลธุรกิจบริการสร้างสรรค์ จำนวน 41 ราย

ซึ่งในงานครั้งนี้ มีนักธุรกิจ และ นักลงทุน ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีการพัฒนาธุรกิจแล้วยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถศึกษาความเป็นไปได้ในการที่จะขยายธุรกิจร่วมกันกับ ผู้เข้าร่วมโครงการอีกด้วย

โครงการนี้คือโครงการที่พัฒนาและบ่มเพาะผู้ประกอบการธุรกิจบริการให้สามารถพัฒนาและก้าวทันโลกด้วยการนำดิจิตอลแพลตฟอร์มเข้ามาเป็นองค์ประกอบในธุรกิจและสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับThailand 5.0 ที่ทุกธุรกิจจะนำ Bigdataเข้ามาใช้ในการแข่งขันกันเพื่อพัฒนาและปรับปรุงสินค้าหรือบริการให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

สำหรับงานที่จัดขึ้น (23 พ.ย.2561) เป็นงานจัดแสดงบริการที่ผ่านการบ่มเพาะจากทางโครงการเป็นเวลาเกือบ 5 เดือน อาทิระบบ IOTติดชุดว่ายน้ำที่จะมีสัญญาณดังไปยังคอมหลักเพื่อให้สามารถช่วยชีวิตได้อย่างทันท่วงทีทั้งในสระปิดและทะเลเปิดระบบที่สามารถทำให้คุณซื้อของราคาปลีกได้ในราคาส่ง ระบบที่ทำให้คุณผู้หญิงสามารถเลือกลายเล็บผ่านแอพพลิเคชั่นก่อนจะเข้ามาที่ร้านเพื่อประหยัดเวลาทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการด้วย image processing

โครงการ REfutureพลิกอนาคต.com นี้เป็นโครงการนำร่องในการพัฒนาธุรกิจบริการรูปแบบใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสร้างคุณค่า และมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ SMEsโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาแปลงเป็นทุนให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยต้องการเห็นผลลัพธ์ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ด้วยเงินลงทุนต่ำ แต่มีความคิดสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพสูง ผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจจะเรียนรู้แนวคิด สามารถติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/refuturesme หรือ ที่ Line@ : @refuture