ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 2 ‘สี่-สมาน เดินวิ่งวิถีไทย เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/354466

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 2  ‘สี่-สมาน เดินวิ่งวิถีไทย เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง’

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่ง ครั้งที่ 2 ‘สี่-สมาน เดินวิ่งวิถีไทย เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง’

วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ แถลงข่าวการจัดงาน พร้อมด้วย รศ.นพ.องค์การ เรืองรัตนอัมพร,ประจวบ กันธิยะรองผู้ว่าฯ เชียงใหม่, ชยันต์ ศิริมาศ รองผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด และ สุริยัณห์ จิรสัตย์สุนทร ปลัดจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ จังหวัดเชียงใหม่ ร้อยเอ็ด และสุราษฎร์ธานี จัดงานแถลงข่าว “โครงการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เดิน-วิ่ง การกุศล ครั้งที่ 2” สานต่อพระปณิธานสู่สานพลังใจผสานความร่วมมือ 4 ภาค ภายใต้แนวคิด “สี่-สมาน เดินวิ่งวิถีไทยเพื่อผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ” โดยมี ศ.นพ.นิธิ มหานนท์เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วย รศ.นพ.องค์การเรืองรัตนอัมพร รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ จัดโครงการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่ง การกุศลครั้งที่ 2 ให้รายละเอียด ณ อาคารศูนย์การแพทย์มะเร็งวิทยาจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (หลักสี่)

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่ง การกุศล จัดขึ้นเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และแสดงออกถึงเจตนารมณ์ของการสืบสานพระปณิธานการจัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ป่วยยากไร้และด้อยโอกาส อีกทั้งยังเป็นการจัดหารายได้เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งด้อยโอกาส โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน

“ในปีนี้ พระองค์ท่านทรงมีพระดำริอยากให้การจัดโครงการดังกล่าว ขยายขอบข่ายการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง ไม่เฉพาะเพียงแค่ผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เท่านั้น แต่อยากให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ ในโอกาสนี้ ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี องค์นายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พระราชทานถ้วยรางวัล พร้อมภาพฝีพระหัตถ์เพื่อจัดพิมพ์ลงบนโล่รางวัลแก่ผู้ที่ชนะการแข่งขันระยะฮาล์ฟมาราธอน และมินิมาราธอน ในโครงการ”

ด้าน รศ.นพ.องค์การ เรืองรัตนอัมพร รองประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดโครงการ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่งการกุศล ครั้งที่ 2 เผยว่า โครงการ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เดิน-วิ่ง การกุศลครั้งที่ 2 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สี่-สมาน เดินวิ่งวิถีไทย เพื่อผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ” โดย สี่-สมาน หมายถึง การผสานความร่วมมือ 4 ภาคที่แสดงถึงอัตลักษณ์วิถีความเป็นไทยในแต่ภูมิภาค เพื่อแสดงออกถึงเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านสีสัน ตัวอักษร และสิ่งสำคัญคือบุคลิกนิสัยของคนไทย นั่นคือ การแบ่งปันน้ำใจ และรอยยิ้มในการช่วยเหลือเผื่อแผ่สู่คนไทยด้วยกัน ซึ่งก็เป็นหนึ่งในพันธกิจการดำเนินงานของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในด้านของการสืบสานการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อร่วมสนับสนุนสืบสานเอกลักษณ์และวัฒนธรรมอันดีงามของไทยเราให้ยั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้ รูปแบบการจัดงานเดิน-วิ่งการกุศล จะเป็นการรวมพลังคนไทยก้าวพร้อมกัน 4 ภาค หรือหมายถึงการออกตัวของนักวิ่งพร้อมทั้ง 4 จังหวัด ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน 2561 โดยผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมสามารถเลือกเส้นทางเดินวิ่งตามแบบวิถีไทยในแต่ละภาค ได้แก่ ภาคกลาง-กรุงเทพมหานคร ณ ศูนย์การแพทย์จุฬาภรณ์เฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ถนนแจ้งวัฒนะ ภาคเหนือ-จังหวัดเชียงใหม่ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ภาคอีสาน-จังหวัดร้อยเอ็ด ณ บึงพลาญชัยและภาคใต้-จังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ สนามกีฬากลางสุราษฎร์ธานี ภายใต้รูปแบบอัตลักษณ์เดียวกัน คือ นักวิ่งหรือผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง4 ภาค จะได้รับเสื้อวิ่ง เบอร์วิ่ง เหรียญรางวัล และถ้วยรางวัลพระราชทานแก่นักวิ่งที่ชนะการแข่งขันจะเหมือนกันทั้ง4 จังหวัด แบ่งระยะวิ่งเป็น 4 ระยะ คือ1.ฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21 กิโลเมตร ค่าสมัคร 600 บาท 2.มินิมาราธอน ระยะทาง10.5 กิโลเมตร ค่าสมัคร 500 บาท 3.เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร ค่าสมัคร 400 บาท และ4.ระยะเดินวิ่งเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ระยะทาง 2 กิโลเมตร ค่าสมัคร 400 บาทโดยรายได้จากค่าสมัครจะร่วมสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง 4 โรงพยาบาลตามภาคของผู้สมัคร ภาคกลาง เพื่อผู้ป่วยมะเร็งด้อยโอกาส โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ภาคเหนือ ทุนราชสมาทร (ผู้ป่วยมะเร็ง) โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ภาคอีสาน กองทุนมะเร็งเฉลิมพระเกียรติจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และภาคใต้ กองทุนโรงพยาบาลมะเร็งสุราษฎร์ธานี

ส่วนการแข่งขันจะมีเฉพาะในระยะฮาล์ฟมาราธอน และมินิมาราธอน เท่านั้น โดยจะแบ่งประเภทรุ่นการแข่งขัน ออกเป็นกลุ่มเพศชาย รุ่นอายุ
ไม่เกิน 29 ปี/30-39 ปี/40-49 ปี/50-59 ปี/60 ปีขึ้นไป และกลุ่มเพศหญิงรุ่นอายุไม่เกิน 29 ปี/30-39 ปี/40-49 ปี/50-59 ปี/60 ปีขึ้นไปโดยนักวิ่งชายและหญิงที่วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกในระยะการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนและมินิมาราธอนของแต่ละภาค จะได้รับรางวัลเกียรติยศถ้วยรางวัลพระราชทาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รวมจำนวน 16 รางวัล (ภาคละ 4 รางวัล) และผู้ชนะเลิศอันดับที่ 1-3 ในแต่ละรุ่นอายุการแข่งขันของแต่ละภาค จะได้รับโล่รางวัลภาพจำลองภาพฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รวมจำนวน 240 รางวัล (ภาคละ60 รางวัล) และพิเศษสำหรับผู้วิ่งเข้าเส้นชัยในระยะฮาล์ฟมาราธอนทุกคน จะได้รับเข็มกลัดพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ที่จัดทำขึ้นพิเศษเพื่อเป็นเกียรติยศให้กับนักวิ่งระยะ 21 กิโลเมตร ทุกคน

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนสมัครออนไลน์พร้อมกันทั่วประเทศ 4 ภาค ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2561 หรือจนกว่าจะเต็มจำนวนทางเว็บไซต์ www.cracharityrun.com หรือสมัครด้วยตนเอง สอบถามเพิ่มเติมโทร.06-45855230/064-5855256/06-4-5855257

มินิ แมทช์ชิ่ง สืบสานงานเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/354434

มินิ แมทช์ชิ่ง สืบสานงานเงิน

มินิ แมทช์ชิ่ง สืบสานงานเงิน

วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สยามเจมส์ กรุ๊ป ผู้นำในธุรกิจที่ให้บริการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับทุกไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวได้อย่างครบครันนำโดย นายณัฐพลปฐมกุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้า และ นางสาวเพ็ญพักตร์ ศิริศุภลักษณ์ ผู้จัดการการตลาดอาวุโสเดินหน้า โครงการ “สืบสานงานเงิน” จัดกิจกรรม Mini Matching ลงพื้นที่คัดเลือกผู้ประกอบการที่ จังหวัดน่าน เพื่อช่วยพัฒนาทักษะฝีมือและต่อยอดโอกาสในการขายระดับสากลสำหรับผู้ประกอบการและช่างฝีมือเครื่องเงินทั่วประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก นายสำเริง สวัสดีนฤนาท อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน, นายเงียบ แสงจำปา พาณิชย์จังหวัดน่านและ รศ.ดร.สุภาวี ศิรินคราภรณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบเครื่องประดับ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบมาร่วมงาน ณ โรงแรม น่านตรึงใจ บูทีค จังหวัดน่าน เมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ กิจกรรม Mini Matching เป็นกิจกรรมเริ่มต้นของโครงการ “สืบสานงานเงิน” ที่ สยามเจมส์ กรุ๊ปสนับสนุนผู้ประกอบการและช่างฝีมือเครื่องเงินที่สมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 30 รายทั่วประเทศ ในเรื่องการขยายช่องทางการค้า โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ ได้มีโอกาสนำเสนอสินค้าเครื่องเงินและผลงานต่างๆ แบ่งเป็น สินค้าประเภทไลฟ์สไตล์ อาทิ ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เป็นต้น สินค้าประเภทแฟชั่น อาทิ เครื่องประดับ กระเป๋าถือ เป็นต้น ต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ทีมผู้บริหารจากสยามเจมส์ กรุ๊ป และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามที่โครงการฯ ได้กำหนดไว้ เพื่อรับสิทธิ์เซ็นสัญญาจำหน่ายสินค้ากับทางสยามเจมส์ กรุ๊ป และผู้ประกอบการ รวมทั้งช่างฝีมือที่มีศักยภาพและผลงานที่โดดเด่นอีกส่วนหนึ่งจะมีโอกาสเข้าร่วมการอบรมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์กับโครงการฯ ต่อไป

ChAMP เมนเทอร์ชิพ แห่งแรกของไทย เส้นทางลัดสำหรับนิสิต เริ่มต้นชีวิตทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/354433

ChAMP เมนเทอร์ชิพ แห่งแรกของไทย  เส้นทางลัดสำหรับนิสิต เริ่มต้นชีวิตทำงาน

ChAMP เมนเทอร์ชิพ แห่งแรกของไทย เส้นทางลัดสำหรับนิสิต เริ่มต้นชีวิตทำงาน

วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์

เรียนจบแล้วไปไหน จะทำอะไรดีงานสายนี้ใช่เราหรือไม่ และอีกหลากหลายคำถามของนิสิตที่กำลังจบปริญญาตรีที่จะก้าวขึ้นอีกขั้นบันไดของชีวิต สู่โลกการทำงาน แล้วใครจะช่วยตอบคำถามได้ดี ถ้าไม่ใช่รุ่นพี่นิสิตเก่าที่ผ่านมาก่อนและยังสั่งสมบ่มเพาะประสบการณ์จนประสบความสำเร็จอย่างสูงในองค์กรที่มีชื่อเสียง หนึ่งในเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด โครงการ ChAMP (Chulalongkorn Alumni Mentorship Program) โดย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโครงการ Mentorship แห่งแรกของไทย ปัจจุบันโครงการฯ ได้ผลิตนิสิตและบัณฑิตแล้ว 6 รุ่น 349 คน โดย Mentor (รุ่นพี่นิสิตเก่า) 2 คน จะดูแล Mentee (รุ่นน้องที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ) 4 คน สามารถติดตามรายละเอียด ได้ที่ https://www.facebook.com/ChAMPChula/ โดยจะเปิดรับสมัครรุ่นที่ 7ในเดือนสิงหาคมนี้

รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า “สิ่งที่พัฒนานิสิตนอกเหนือจากความรู้ที่มหาวิทยาลัย คือ ทักษะต่างๆ ที่จะใช้ในการดำเนินชีวิตประกอบอาชีพในอนาคต โดย โครงการ ChAMP ได้เริ่มขึ้นจากรุ่นพี่นิสิตเก่าที่มีความเห็นร่วมกันที่อยากจะพัฒนาทักษะนี้ให้แก่นิสิต ซึ่งเป็นมุมมองของคนที่ลงมือปฏิบัติงานจริง ไม่ใช่มุมมองแบบนักวิชาการ โดยรุ่นพี่จะรวมตัวช่วยให้คำแนะนำแก่นิสิตรุ่นน้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่จะเพิ่มพูนทักษะและความรู้ให้นิสิตมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งนิสิตที่เข้าร่วมโครงการฯ นี้ จะค้นพบเป้าหมายชีวิติที่ชัดเจน ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ รวมถึงความสัมพันธ์ของรุ่นพี่และรุ่นน้องที่อาจไม่ได้ดูแลและจบลงเพียงระยะเวลา 1 ปี แต่ดูแลให้คำปรึกษากันไปตลอดชีวิต นี่คือข้อได้เปรียบของนิสิตที่มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ ChAMP”

พิณ-พัทธ์ธีรา อิศราประทีปรัตน์ นิสิตปี 4 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับ 1 ChAMP รุ่น 6 เปิดเผยว่า “พิณเป็นเด็กต่างคณะที่ได้รับโอกาสเข้าร่วมในโครงการฯ นี้ พิณรู้สึกโชคดีมาก เพราะหลังจากช่วงที่ฝึกงานเสร็จแล้ว พิณรู้สึกว่า เราทำได้ไม่ดี สายอาชีพที่เราเรียนมาอาจไม่ใช่ ทำให้เริ่มมองหาทางอื่นที่ตัวเองอาจจะถนัดมากกว่า แต่พี่ Mentor เป็นผู้ช่วยให้เราค้นพบตัวเองและทำให้รู้ว่า พิณเป็นคนเสพติดความสำเร็จ จะเลือกทำแต่สิ่งที่เราทำได้ดี ซึ่งไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้น คือ สิ่งที่ใช่ จึงทำให้พิณเปลี่ยนแนวคิด เพื่อให้บรรลุผล”

โม-มาลีพรรณ ผาสุพงษ์ บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ChAMP รุ่น 4 เผยว่า “โมเป็นรุ่นแรกที่ข้ามสายพันธุ์จากอักษรฯ มาอยู่ในโครงการฯ นี้ของบัญชีค่ะ เป็นรุ่นบุกเบิกเลย โมเป็นคนชอบเรียนรู้ ชอบทำกิจกรรมกว่าจะรู้ตัวก็อยู่ปี 4 แล้ว และเกิดคำถามว่า จบแล้วจะไปไหน พอรู้จักโครงการฯ เลยตัดสินใจมาสมัครและผ่านการคัดเลือก โครงการฯ นี้ตอบโจทย์โมมาก ทำให้โมได้เรียนรู้ตรรกะ แนวคิด ทัศนคติ วิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างจากสายที่เราเรียนมา รู้ว่าอาชีพไหนที่เหมาะกับเราจริงๆ คำตอบจากพี่ๆ เป็นแหล่งข้อมูลที่ได้รับการบ่มเพาะมาอย่างดี เปรียบเสมือนไวน์ชั้นดีที่ส่งต่อจากขวดเก่าสู่ขวดใหม่ เป็นคำตอบจากประสบการณ์จริง เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถกดหาได้จากอินเตอร์เนต โมรู้สึกเหมือนตัวเรา เป็นดินสอที่ได้รับการเหลาให้คมมากขึ้นในทุกๆ ครั้งที่เจอกัน เราสามารถวางภาพและเส้นทางในอนาคตแบบที่เป็นจริงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ พี่ๆ ยังเป็นแรงกระเพื่อมชั้นดีที่ทำให้โมอยากแบ่งปันและถ่ายทอด สิ่งที่โมได้รับจากโครงการ ChAMP ให้กับเพื่อนๆ ที่ไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการฯ นี้ และโมก็ได้ทำแล้วจริงๆ ในรุ่นของโม เช่น Career Round Table ง่าย 1 วัน Mentor แบ่งตามสายงานอาชีพและให้นิสิต แต่ละคนเข้ามาเรียนรู้หาคำตอบที่สงสัยกัน”

ซี-ปิยทัศน์ จันทสารวิวัฒน์ บัณฑิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ChAMP รุ่น 2 เผยว่า“ผมสมัครเข้าร่วมโครงการฯ เพราะอยากรู้จักพี่ๆ ในสายงานในบริษัทที่อยากทำ เมื่อเข้ามาร่วมกับโครงการฯ แล้ว ผมได้มุมมองใหม่ๆ ที่คิดไม่ถึง เป็นสิ่งที่กลั่นกรองออกมาจากผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาแล้วจริงๆ การเรียนรู้เกิดได้จาก 2 ทาง คือ จากการพบด้วยตัวเองและเกิดจากการถ่ายทอดประสบการณ์จากคนอื่น ซึ่งพี่ๆ Mentor คืออย่างหลัง เมื่อโครงการฯ รุ่นผมจบลงและผมได้ลงสนามการทำงานผมก็เจอกับปัญหา ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับผม คำแนะนำที่ไม่สิ้นสุดไปตามโครงการฯ จากพี่ๆ Mentor ทำให้ผมเปลี่ยนระบบความคิด สามารถรับมือกับสิ่งที่เจอในตอนเริ่มต้นทำงานได้ดีขึ้น พี่ๆ เป็นเหมือน Mentor ของเราตลอดชีวิต ทุกวันนี้เรายังมีการนัดเจอกันเองและโครงการฯ ยังมีกิจกรรมให้พวกเราได้กลับมาเจอกันเสมอด้วยครับ”

ทั้งนี้ โครงการ ChAMP (Chulalongkorn Alumni Mentorship Program) ยังเป็นโครงการเดียวของไทยที่ได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็นหนึ่งสุดยอดโครงการ 2017 Innovations That Inspire โดย AACSB (Association to AdvanceCollegiate Schools of Business) สถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจและการบัญชีทั่วโลกจากสหรัฐอเมริกาให้เป็นโครงการนวัตกรรมทางการศึกษาที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจอย่างมีประสิทธิผล (Engagement with Business)

(ซ้าย)โม-มาลีพรรณ ผาสุพงษ์, ซี-ปิยทัศน์ จันทสารวิวัฒน์ และพิณ-พัทธ์ธีรา อิศราประทีปรัตน์

(ซ้าย)โม-มาลีพรรณ ผาสุพงษ์, ซี-ปิยทัศน์ จันทสารวิวัฒน์ และพิณ-พัทธ์ธีรา อิศราประทีปรัตน์

โขนศิลปาชีพฯ ‘พิเภกสวามิภักดิ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/354435

โขนศิลปาชีพฯ 'พิเภกสวาภักดิ์'

โขนศิลปาชีพฯ ‘พิเภกสวามิภักดิ์’

วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดแสดงโขนรามเกียรติ์ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” ตามรูปแบบโขนหลวง ฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษของการจัดแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดแสดง “โขน” ซึ่งนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติเป็นประจำทุกปี และในปี 2561 นับเป็นวาระพิเศษคือการฉลองครบรอบ 1 ทศวรรษของการจัดแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โดยได้เลือกบทโขนรามเกียรติ์ ตอน “พิเภกสวามิภักดิ์” มาจัดแสดงตามรูปแบบโขนหลวง ซึ่งมีความสนุกสนานตระการตาไปกับทุกฉากการแสดงผสมผสานศิลปะการแสดงแบบประเพณีกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างลงตัว มีฉากสำคัญเช่น ฉากเรือสำเภาริมฝั่งน้ำ, ฉากสนามรบ ฯลฯ นำแสดงโดยศิลปินระดับแนวหน้ากองการสังคีตกรมศิลปากร, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และนักแสดงรุ่นใหม่ที่ผ่านการคัดเลือก โดยจัดแสดงระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 5 ธันวาคม 2561 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปที่ไทยทิคเก็ต เมเจอร์ทุกสาขา โทร.02-2623456 หรือ http://www.thaiticketmajor.com/www.thaiticketmajor.com บัตรราคา 400/ 600/ 800 / 1,000 / 1,500 และ 1,800 บาท รอบนักเรียน นักศึกษา บัตรราคา 200 บาท (หยุดการแสดงทุกวันจันทร์) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Khon Performanceโขนพระราชทาน

พบวัตถุคล้ายระเบิดส่งไปบ้านสองอดีตผู้นำสหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568732

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 21:23 น.

พบวัตถุคล้ายระเบิดส่งไปบ้านสองอดีตผู้นำสหรัฐ

พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิด ถูกส่งไปยังบ้านอดีตประธานาธิบดีโอบามา และ บิล-ฮิลลารี คลินตัน

สำนักข่าวนิวยอร์กไทมส์รายงานว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบ้านพักของนายบิล และนางฮิลลารี คลินตัน ได้ตรวจพบกับพัสดุต้องสงสัยซึ่งถูกส่งมายังตู้จดหมายหน้าบ้านพักของนางคลินตันในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐ

จากการตรวจสอบพบว่าเป็นวัตถุต้องสงสัยระเบิด ชนิดเดียวกับที่มีถูกส่งไปยังบ้านพักของนายจอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีสัญชาติฮังการีเมื่อวันอังคาร (23 ต.ค.) ว่าด้วยเช่นกัน

ขณะที่สำนักข่าวเอ็นบีซีได้รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจลับซึ่งทำการอารักขาอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ก็ได้รับแจ้งว่าพบพัสดุบรรจุวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดถูกส่งไปยังบ้านของนายโอบามาในกรุงวอชิงตันดี.ซี. เช่นกัน

ด้านสำนักงานตำรวจลับสหรัฐได้ระบุในแถลงการณ์ว่า ขณะนี้ทางสำนักงานเอฟบีไอจะทำการสอบสวนครั้งนี้อย่างเต็มรูปแบบ

ภาพ เอเอฟพี

หนุ่มแท็กซี่จีนมาสก์หน้าขณะขับรถเจอสั่งพักงาน3วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568726

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 19:37 น.

หนุ่มแท็กซี่จีนมาสก์หน้าขณะขับรถเจอสั่งพักงาน3วัน

หนุ่มแท็กซี่จีนมาสก์หน้าขณะขับรถ เจอนายจ้างพักงาน 3 วันแถมถูกตำรวจอบรมชุดใหญ่ เนื่องจากเป็นการเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

เมื่อเร็วๆ นี้ “เฉินอี้ฉุน” คนขับแท็กซี่ในมณฑลเจ้อเจียงของจีน สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตจากความรักสวยรักงามของเขา

ในคืนที่เงียบเหงาไร้ผู้โดยสาร เฉินตัดสินใจหยิบมาสก์ขึ้นมาโปะหน้าเพื่อสร้างความกะปรี้กะเปร่า ก่อนจะเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันทั้งที่มาสก์ยังอยู่บนหน้า บังเอิญมีหญิงสาวในปั๊มเห็นเข้าจึงแชะรูปไว้แล้วโพสต์ลงโซเชียลตามระเบียบ ไม่นานรูปของเฉินก็ถูกแชร์ไปทั่ว ไม่เว้นแม้แต่หน้าฟีดของพี่แท็กซี่รายนี้

เฉินดังจนกระทั่งมีนักข่าวมาสัมภาษณ์ ซึ่งเจ้าตัวยังบอกนักข่าวอีกว่า เขาช็อปปิ้งเครื่องสำอางครั้งละ 30,000 หยวน หรือ 142,130 บาท แล้วก็มักจะช่วยภรรยาเลือกสกินแคร์ด้วย

แต่เรื่องนี้จบแบบไม่แฮปปี้เอนดิ้งก็ตรงที่ต่อมาคุณตำรวจตามตัวพี่แท็กซี่วัย 25 ปีคนนี้จนพบ เลยถูกอบรมไปยกใหญ่ว่าทำแบบนี้มาสก์อาจจะหลุดมาบังหน้าบังตาได้นะ เมื่อเรื่องถึงหูนายจ้าง พี่เฉินจึงถูกพักงานอีก 3 วันเป็นของแถม

ที่มา www.m2fnews.com

ลาวพบเพิ่มอีก 2 ศพ เหตุเขื่อนเซเปียนแตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568718

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 18:22 น.

ลาวพบเพิ่มอีก 2 ศพ เหตุเขื่อนเซเปียนแตก

พบเพิ่มอีก 2 ศพ เหยื่อเขื่อนเซเปียน ขณะที่สาเหตุเขื่อนแตกยังคงเป็นปริศนา

เฟซบุ๊กสำนักข่าวสารประเทศลาวได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า จากเหตุเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยในพื้นที่ของเมืองสะหนามไซ แขวงอัตตะปือ ทางตอนใต้ของลาว แตกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น แม้ว่าทางการจะยุติการค้นหาร่างของผู้สูญหายไปเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีการพบผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกสองราย เป็นศพผู้หญิง 1 ราย และเด็กชายอายุ 7 ปี อีกหนึ่งราย

 

 

ส่งผลให้ขณะนี้ ตัวเลขล่าสุดของผู้เสียชีวิตจากเหตุเขื่อนดังกล่าวอยู่ที่ 42 ศพ โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี 15 ศพ ขณะที่อีก 29 ศพยังคงสูญหาย ตามรายงานของสื่อทางการลาว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมาแล้วถึง 3 เดือน แต่ทางการลาวก็ยังไม่สามารถตอบคำถามถึงสาเหตุของเขื่อนแตกได้ รวมถึงจำนวนของผู้เสียชีวิตที่น้อยกว่าความเป็นจริงที่มวลน้ำได้ไหลเข้าทำลายหลายหมู่บ้าน

 

 

 

 

ด้านสำนักข่าวเอเชียไทมส์รายงานว่า มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างจำนวนของผู้เสียชีวิต เนื่องจากมีหมู่บ้านที่ได้รับควาเสียหายอย่างหนักจากเขื่อนดังกล่าวถึง 7 หมู่บ้านในแขวงอัตตะปือ ซึ่งมีประชากรรวมกันราวกว่า 7,000 คน

 

ทีตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจจะอยู่ราวที่ 2,000 ราย หรือสูงกว่าเล็กน้อย แต่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีใครเต็มใจจะเผยออกมา เนื่องจากการปกครองที่เข้มงวดของทางการลาว แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิต 40 รายนั้นไม่ค่อยน่าเชื่อถือ รายงานของเอเชียไทมส์ระบุ

 

 

ขณะที่สื่อทางการของลาวระบุว่า บริษัทต่างชาติที่ลงทุนพัฒนาเขื่อดังกล่าวนั้นจะรับผิดชอบความเสียหายในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบภัย นอกจากนี้ยังได้สร้างบ้านพักชั่วคราวอีกราว 140 หลัง เป็นมูลค่า 800,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อชดเชยให้กับผู้ที่ไร้ที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ทางบริษัท Xe-Pian Xe-Namnoy Power Co, Ltd (PNPC) ยังได้มอบเงินให้รัฐบาลลาวเป็นจำนวนราว 10 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือด้านการบรรเทาทุกข์ การฟื้นฟู และการเยียวยาในขั้นต่างๆ

ทั้งนี้ รายงานของทางการลาวไม่ได้ระบุถึงกระบวนการสอบสวนเหตุเขื่อนแตกดังกล่าวแต่อย่างใด

อินโดฯ ตั้งเป้าท่องเที่ยวแซงหน้าไทยใน 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568710

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 17:05 น.

อินโดฯ ตั้งเป้าท่องเที่ยวแซงหน้าไทยใน 5 ปี

อินโดนีเซียตั้งเป้าพัฒนาการท่องเที่ยวให้แซงหน้าประเทศไทยภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ชี้ท่องเที่ยวอินโดฯโตเร็วสุดในอาเซียน

จาการ์ต้าโพสต์รายงานว่า ทางการอินโดนีเซียโดยนาย Arief Yahya รมว.การท่องเที่ยว ได้กล่าวในงานการประชุมรัฐมนตรีซึ่งจัดขึ้นในกรุงจาการ์ต้าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาระบุว่า ภาคการท่องของอินโดนีเซียจะสามารถแซงหน้าประเทศไทย รวมถึงอีกหลายประเทศในอาเซียนได้ในอีกภายใน 5 ปีข้างหน้า

“เราสามารถแซงหน้า อะเมซิ่งไทยแลนด์ และ มาเลเชียทรูลี่เอเชียได้ เนื่องจากคาดว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของอินโดนีเซียจะโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายใน 5 ปีข้างหน้านี้” นาย Yahya กล่าว

ขณะที่ตามรายงานของสื่ออินโดฯยังระบุว่า ในปี 2014 ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของอินโดฯถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 70 ของโลก แต่สามารถก้าวกระโดดขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลกในปี 2017

โดยตลอดปี 2017 ที่ผ่านมานี้ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวในอินโดฯแล้วถึง 14 ล้านคน มีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวถึง 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5แสนล้านบาท)

ขณะที่ในปี 2018 นี้มีนักท่องเที่ยวมาเยือนอินโดแล้วถึง 17 ล้านคน มีเงินสะพัดถึง 17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  ดังนั้น นายYahya คาดว่าในปี 2019 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของอินโดนีเซียจะมีเงินสะพัดกว่า 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ อินโดนีเซียได้รับการประกาศให้มีการเติบโตทางด้านการท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลก ในปี 2017 และเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของอินโดนีเซียขยายตัวกว่าร้อยละ 22 ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 6.4 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอาเซียนอยู่ที่ราวร้อยละ  7

‘ควีน’ แหวกธรรมเนียม มีพระดำรัสถึง “เบร็กซิต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568702

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 16:05 น.

'ควีน' แหวกธรรมเนียม มีพระดำรัสถึง "เบร็กซิต"

ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ทรงมีพระดำรัสถึงระบุถึง “เบร็กซิต” เป็นครั้งแรก ไม่บ่อยนักตามธรรมเนียมราชวงศ์ที่จะกล่าวถึงประเด็นการเมือง

เมื่อวานนี้ ( 23 ต.ค.) สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ทรงมีพระดำรัสในระหว่างงานเลี้ยงรัฐพิธีต้อนรับสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ แห่งเนเธอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีแม็กซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ระหว่างเสด็จเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ

 

 

โดยระหว่างงานเลี้ยงรัฐพิธีซึ่งจัดขึ้นที่พระราชวังบักกิ้งแฮมนั้น สมเด็จพระราชินีทรงมีพระดำรัสต้อนรับสมเด็จพระราชาธิบแห่งเนเธอร์แลนด์นั้น โดยตอนหนึ่งของพระราชดำรัสนั้นควีนทรงกล่าวถึงกระบวนการนำอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป หรือ “เบร็กซิต” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่พระองค์ทรงมีพระดำรัสต่อสาธารณะถึงประเด็นดังกล่าว และนับว่าไม่บ่อยนักที่สมเด็จพระราชินีจะพูดถึงประเด็นทางการเมือง ตามธรรมเนียมของราชวงศ์

 

ตอนหนึ่งของพระราชดำรัสทรงกล่าวว่า “ค่านิยมร่วมกัน” คือสิ่งที่ผูกอังกฤษกับยุโรปอยู่เสมอ ซึ่งไม่อาจมีกระบวนการใดแบ่งแยกได้ และอังกฤษควรใช้โอกาสนี้มองหาพันธมิตรใหม่ในอนาคต ทั้งด้านนวัตกรรม การค้า ในระดับนานาชาติ ในขณะที่เรามองไปสู่การเป็นหุ้นส่วนใหม่กับยุโรป “ค่านิยมระหว่างสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์” เป็นสินทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้”

 

การออกมามีพระราชดำรัสในครั้งนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกของสมเด็จพระราชินีที่ทรงกล่าวถึงประเด็นเบร็กซิตเป็นครั้งแรก ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีงานเลี้ยงรัฐพิธีครั้งนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลียม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอร์แลนด์ ก็ทรงมีพระราชดำรัสต่อสมาชิกรัฐสภาเวสต์มินสเตอร์ในกรุงลอนดอนว่า ทรงรู้สึกเสียใจต่อเบร็กซิต แต่เนเธอร์แลนด์ในฐานะสมาชิกอียู ต่างก็เคารพในการตัดสินใจของชาวอังกฤษ

 

 

อย่างไรก็ดี กระบวนการเบร็กซิตครั้งนี้ นับว่าเต็มไปด้วยความยากลำบากภายใต้การนำของรัฐบาลนางเทเรซา เมย์ เนื่องจากหลายชาติในยุโรป รวมถึงสหรัฐ ต่างไม่พอใจแผนเบร็กซิตของเธอ จนกระทั่งล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา ประชาชนชาวอังกฤษกว่า 7 แสนคน ได้ออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้มีการลงประชามติครั้งใหม่เพื่อตัดสินใจอีกครั้งว่าจะออกจากสมาชิกสหภาพยุโรปหรือไม่

 

ไต้หวันรวบ 52 แรงงานไทย ลักลอบค้า-เสพยาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/568673

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 14:18 น.

ไต้หวันรวบ 52 แรงงานไทย ลักลอบค้า-เสพยาเสพติด

ตร.ไต้หวันบุกรวบคนไทยลักลอบค้ายาเสพติดให้แรงงานไทยที่ทำงานในโรงของไต้หวัน

เรดิโอไต้หวันอินเตอร์เนชั่นแนลรายงานว่า เมื่อวานนี้ (23 ต.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวันได้ทำการบุกทลายแก๊งค้ายาเสพติดในโรงจำนวน 16 โรงงาน แถบนิคมอุตสาหกรรมหนานกัง จังหวัดหนานโถว ในแถบภาคกลางของไต้หวัน รายงานระบุว่าก่อนหน้านั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบตัวหัวหน้าแรงงานชาวไทยที่ชื่อว่า “จิราวัฒน์” (ออกเสียงชื่อตามเสียงภาษาจีน) ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊งค้ายาชาวไทยที่นิยมจำหน่ายยาเสพติดชนิด แอมเฟตามีน โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นบรรดาแรงงานชาวไทยที่ทำงานในโรงงานของไต้หวัน เนื่องจากแรงงานเหล่านี้่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ยาชนิดดังกล่าวจึงเป็นที่นิยมในหมู่แรงงานไทย

ซึ่งจากการขยายผลการสอบสวนนานถึง 3 เดือน จนตำรวจนำกำลังเข้าตรวจสอบโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมหนานกังจำนวน 16 แห่ง พร้อมทั้งจับกุมตัวแรงงานไทยเป็นจำนวน 52 ราย ซึ่งพัวพันทั้งการเสพและค้ายาเสพติด นอกจากนี้ ยังรวบระดับหัวหน้าได้อีก 11 คน

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวันสืบสวนพบว่า แรงงานไทยจำนวนมากติดยาเสพติด โดยในตอนแรกเสพเพื่อให้มีกำลังในการทำงานใช้แรงาน จนกระทั่งเกิดการเสพติด เหล่าแก๊งค้ายาเสพติดจึงใช้ช่องทางนี้ทำงานได้อย่างมหาศาล ด้วยการส่งสายไปจำหน่ายยาเสพติดตามโรงงานต่าง ๆ จนขยายเป็นอาณาจักรค้ายาเสพติด แบ่งงานกันทำ ทำให้มีคนงานไทยจาก 16 โรงงาน จำนวน 52 คน เข้าพัวพันการค้ายาเสพติดในครั้งนี้

รายงานของสื่อไต้หวันยังระบุอีกว่า หากแรงงานไทยที่ติดยาเสพติดแล้ว ไม่สามารถหยุดการเสพแอมเฟตามีนได้ ก็จะส่งผลให้ไม่มีสมาธิในการทำงาน รายได้ลดลง แต่ก็ต้องการเสพยาต่อไป จึงต้องไปกู้เงินจากแก๊งค้ายาเพื่อมาซื้อยาเสพต่อ จนกลายเป็นวัฏจักรอันเลวร้าย

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจไต้หวันย้ำว่า หลังจากนี้จะเข้มงวดในการกวาดล้างยาเสพติดในนิคมอุตสาหกรรม พร้อมทั้งขยายผลสิบไปยังแหล่างต้นต่อเพื่อทำลายแก๊งค้ายาให้ราบคาบต่อไป

 

ภาพ : http://news.ltn.com.tw/