‘ชาวสวนยาง’มีเฮ! ‘อาลีบาบา’จ่อเปิดประมูลออนไลน์ยางพาราในไทย คาดซื้อขายไม่ต่ำกว่าปีละ2แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382485

'ชาวสวนยาง'มีเฮ! 'อาลีบาบา'จ่อเปิดประมูลออนไลน์ยางพาราในไทย คาดซื้อขายไม่ต่ำกว่าปีละ2แสนตัน

‘ชาวสวนยาง’มีเฮ! ‘อาลีบาบา’จ่อเปิดประมูลออนไลน์ยางพาราในไทย คาดซื้อขายไม่ต่ำกว่าปีละ2แสนตัน

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.42 น.

เกษตรกรสวนยางได้เฮแน่ๆ อาลีบาบาเปิดตลาดกลางออนไลน์ประมูลยางพาราในไทย คาดซื้อขายไม่ต่ำกว่าปีละ2แสนตัน กยท.พร้อมดันสถาบันเกษตรกรส่งยางคุณภาพดี มีศักยภาพยางทุกประเภทตอบโจทย์ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ สามารถประมูลซื้อขายตรงได้สะดวกขึ้นจากไทย ตอกย้ำเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก

12 ธ.ค.นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า บริษัท อาลีบาบา ซึ่งเป็นผู้ประกอบการตลาดสินค้าออนไลน์รายใหญ่ของประเทศจีน ได้ประสานมายัง กยท.เพื่อจะจัดตั้งระบบออนไลน์สำหรับซื้อขายยางพาราในประเทศไทย จะสามารถอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการชาวจีนให้สามารถประมูลซื้อขายยางพาราของไทยได้ภายในประเทศจีนโดยตรง ซึ่งในวันนี้ผู้แทนจากอาลีบาบาได้หารือร่วมกับ กยท.เกี่ยวกับการจัดหาแหล่งรับซื้อยางพาราจากสถาบันเกษตรกรที่ กยท.รับรองคุณภาพให้ เบื้องต้นคาดว่า มูลค่าการซื้อขายไม่ต่ำกว่า 200,000 ตันต่อปี ซึ่งทาง กยท.รับรองว่า จะคัดเลือกสถาบันเกษตรกรที่ผลิตยางพาราได้คุณภาพ อีกทั้งมีศักยภาพในการรวบรวมยางพาราได้ตามความต้องการสั่งซื้อ

นายณกรณ์ กล่าวว่า ในขั้นตอนต่อไปจะหารือกันถึงสถานที่ที่จะติดตั้งระบบออนไลน์ รวมทั้งหาโปรแกรมที่เหมาะสมมาใช้ เนื่องจากไทยมีผลผลิตยางพาราหลายรูปแบบ เป็นประเทศที่ส่งออกน้ำยางข้นมากเป็นอันดับ 1 ของโลก นอกจากนี้ ยังมียางก้อนถ้วย ยางแผ่น ยางรวมควัน และยางแท่ง ซึ่งจะต้องมีโปรแกรมการประมูลซื้อขายที่สอดรับกับผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการชาวจีนที่จะรับซื้อ

ทั้งนี้ เป็นผลดีต่อการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่ใช้ยางพารามากที่สุด หากจัดทำระบบประมูลซื้อขายทางออนไลน์ ปริมาณการรับซื้อจะเติบโตขึ้น ส่งผลให้ราคายางพาราในประเทศสูงขึ้นด้วย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯขามสะแกแสงโมเดล สร้างแก้มลิงรวมผลผลิตเกษตรแก้สินค้าราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382297

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯขามสะแกแสงโมเดล  สร้างแก้มลิงรวมผลผลิตเกษตรแก้สินค้าราคาตก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯขามสะแกแสงโมเดล สร้างแก้มลิงรวมผลผลิตเกษตรแก้สินค้าราคาตก

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่เว้นแม้แต่เกษตรกรใน
อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ที่เคยประสบปัญหานี้อย่างหนัก จนเกิดการรวมตัวจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด ขึ้น เพื่อใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยเหลือสมาชิก จนกลายเป็นสหกรณ์ต้นแบบที่ดำเนินการส่งเสริมให้สมาชิกได้รับประโยชน์สูงสุดในการค้าขายผ่านสหกรณ์

นางวัณนพ เกี้ยวกลาง ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิก 3,000 กว่าราย ดำเนินธุรกิจ 4 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร ซึ่งธุรกิจรวบรวมผลผลิต ถือเป็นธุรกิจที่สร้างความศรัทธาและเชื่อมั่นจากสมาชิกได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากสมาชิกขายให้สหกรณ์ฯได้ราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป และตาชั่งได้มาตรฐาน ปัจจุบันสหกรณ์ฯรวบรวมข้าวเปลือก มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย อีกทั้งยังเป็นจุดศูนย์กลางขนส่งอ้อยระหว่างสหกรณ์กับโรงงานอีกด้วย

ล่าสุดสหกรณ์ฯ ได้รับงบสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน รวม 6 รายการ แบ่งเป็นโครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 2 รายการ ได้แก่ เครื่องสับมันสำปะหลัง 1 เครื่อง วงเงิน 6.3 หมื่นบาท เครื่องสีข้าวโพด 3 เครื่อง พร้อมช่องควบคุมวงเงิน 2.4 ล้านบาท และโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร ได้รับการสนับสนุน 4 รายการ ได้แก่ ลานตากวงเงิน 2.88 ล้านบาท เครื่องชั่ง 1 เครื่อง วงเงิน 1.5 ล้านบาท และโกดังเก็บสินค้าขนาด 8,000 ตัน วงเงิน 22.5 ล้านบาท และโรงอบขนาด 500 ตัน วงเงิน 31.5 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้น 60,843,000 บาท

สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ฯมีอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือที่จะให้บริการสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ เพื่อรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของอ.ขามสะแกแสง ได้แก่ ข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าแก่ผลผลิต เนื่องจากอุปกรณ์ที่ได้รับมาสามารถกักเก็บและชะลอผลผลิตไว้ได้ช่วงต้นฤดู ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ราคาตกต่ำ โดยเฉพาะโกดังเก็บรวบรวมผลผลิตที่มีช่องระบายอากาศอยู่ใต้พื้น จะเก็บผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อชะลอไว้ให้ได้ราคา และเป็นการสร้างแก้มลิงเก็บรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ปีที่ผ่านมา ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สหกรณ์ซื้อมา-ขายไป มีประมาณ 5,000-6,000 ตันต่อปี เมื่อมีโกดังเก็บผลผลิตที่สมบูรณ์แบบและมีโรงอบที่มีคุณภาพ คาดว่าสหกรณ์จะรวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ตันต่อปี

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ถือว่าตอบโจทย์สมาชิกและเกษตรกรอย่างแท้จริง เนื่องจากตัวสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปสามารถนำผลผลิตของตัวเองมาจำหน่ายให้สหกรณ์ฯโดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปส่งสินค้าไกล และได้ราคามากกว่าพ่อค้าเอกชน อีกทั้งยังลดต้นทุนและมีรายได้เพิ่มขึ้น

“ปีที่แล้วหลังจากที่สหกรณ์ฯ ขายผลผลิตที่เก็บเป็นแก้มลิงไว้ออกไป สามารถนำกำไรคืนให้สมาชิกได้ 20-30 สตางค์ต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ สหกรณ์ยังดูแลสวัสดิการของสมาชิกโดยเฉพาะการขายผลิตผลที่จะรวมและจัดตั้งเป็นคะแนนสะสม เพื่อให้สมาชิกนำไปลดอัตราดอกเบี้ยได้” นางวัณนพ กล่าว

สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด นับว่าเป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เป็นต้นแบบให้สหกรณ์ต่างๆ ได้ เพราะนอกจากจะใช้หลักธรรมาภิบาลมาเป็นแนวทางการบริหารงานแล้ว ยังมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ ต้องการให้สมาชิกอยู่ดีกินดี และมีสันติสุขในครอบครัว

เล็งเพิ่มศักยภาพกลุ่มเกษตรกร ยกเครื่องการผลิตพัฒนาคุณภาพไหมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382295

x

เล็งเพิ่มศักยภาพกลุ่มเกษตรกร ยกเครื่องการผลิตพัฒนาคุณภาพไหมไทย

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาต้นแบบศักยภาพการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหม่อนไหมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิตและนวัตกรรมไหมไทย เป็นการศึกษาการรวมกลุ่มการผลิตไหมไทยที่มีศักยภาพตามความเข้มแข็งของแต่ละกลุ่ม ในการดำเนินรูปแบบการผลิตไหมแปลงใหญ่ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ไหมอุตสาหกรรม ไหมหัตถกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมและผลพลอยได้จากผลิตภัณฑ์พาณิชย์ โดยได้ร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์กับกลุ่มเกษตรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าและแปรรูป และภาคเอกชน ได้แก่ หจก.เรือนไหมใบหม่อน และบริษัท สิ่งทอซาติน จำกัด (แบรนด์ PASAYA) โดยคุณชเล วุทธานันท์ กรรมการผู้จัดการ เป็นที่ปรึกษาโครงการให้มุมมองในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ และด้านอื่นที่จะช่วยขับเคลื่อนให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จทั้งโซ่คุณค่าไหมไทย

การดำเนินโครงการการพัฒนาต้นแบบศักยภาพการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหม่อนไหมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิตและนวัตกรรมไหมไทย เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง และร่วมปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาคุณภาพของวัตถุดิบไหมไทย และพัฒนาต้นแบบธุรกิจภายใต้การสร้างโซ่คุณค่าของการรวมกลุ่ม (Cluster) ส่งผลให้มีการพัฒนาความหลายกลายของสินค้าที่ตอบสนองความต้องการลูกค้า มีการตลาดใหม่ๆ ที่กลุ่มตอบโจทย์ทางการตลาดได้ และพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพ ลดต้นทุนได้

ผศ.ดร.กรทิพย์ วัชรปัญญาวงศ์ เตชะเมธีกุล หัวหน้าโครงการบูรณาการวิจัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการได้รับทุนสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สวพ.มก.) การวิจัยร่วมกันครั้งนี้เน้นวิเคราะห์หาปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อน (Key Driver) ที่ทำให้การรวมกลุ่มเข้มแข็งและประสบความสำเร็จ จัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นำผลิตภัณฑ์ของกลุ่มออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งพิจารณาสร้างความเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ด้านการตลาด ผู้ใช้ประโยชน์กลุ่มต่างๆ ทั้งในประเทศและตลาดอาเซียน นำข้อมูลที่ได้มาบูรณาการนำไปสู่รูปแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการใหม่อย่างมีศักยภาพที่แท้จริง ด้วยการใช้แนวคิดร่วมออกแบบ (Co-design) และ Customization เข้ามาร่วมพัฒนา และพัฒนาแนวทางการใช้ระบบการผลิต เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้สอดคล้องกับรูปแบบการรวมกลุ่มการผลิตไหมแต่ละประเภท รวมทั้งนำเสนอต้นแบบการรวมกลุ่มการผลิตไหมที่มีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เข้มแข็ง นำไปสู่การพัฒนาธุรกิจ รูปแบบ (Model) ใหม่ที่เข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนต้นแบบที่มีศักยภาพที่จะต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากไหม ได้แก่ การแปรรูปเสื้อผ้า สิ่งทอเคหะ และอื่นๆ ที่ทำจากไหม ช่วยเพิ่มศักยภาพให้กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตไหม และผู้ประกอบการทั้งระบบได้รับการพัฒนายกระดับและนำไปสู่เชิงพาณิชย์

กิจกรรมโครงการเริ่มดำเนินตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 12 เดือน โดยกระบวนการที่สำคัญคือ คัดเลือกกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่มีศักยภาพจากกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแปลงใหญ่อย่างน้อย 5 กลุ่มหลัก และทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่รสำรวจ และให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญทั้งกระบวนการผลิต การสร้างแนวทางความร่วมมือโซ่คุณค่าของกลุ่ม Cluster อีกทั้ง พัฒนาควบคู่กันทั้งแนวทางการสร้างและพัฒนานวัตกรรมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและรูปแบบผลิตภัณฑ์ ที่ตอบสนองแนวโน้มความต้องการของกลุ่มตลาดเป้าหมาย และได้นำเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านสิ่งทอมาพัฒนาสมบัติพิเศษให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งทำให้ผ้าไหมไทยสร้างสรรค์คุณค่าเพิ่มและมีผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีความหลากหลาย และยังคงอัตลักษณ์ผ้าไหมไทยแต่ละพื้นที่ไว้

ดีเดย์สร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯปี’62 เร่งเพิ่มพื้นที่ชลประทาน4หมื่นไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382293

x

ดีเดย์สร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯปี’62 เร่งเพิ่มพื้นที่ชลประทาน4หมื่นไร่

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายภัทรพล ณ หนองคาย ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 6 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเร่งดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ หลังได้ข้อสรุปในการย้ายจุดก่อสร้างอ่างฯ ซึ่งเดิมนั้นจะก่อสร้างบริเวณต้นลำน้ำชี ที่บ้านสะพุงเหนือ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ เป็นพื้นที่คาบเกี่ยวกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวและป่าตามมติ ครม. ประมาณ 2,000 ไร่ ทำให้เกิดข้อติดขัดไม่สามารถสร้างได้เป็นเวลานานกว่า 30 ปี กระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมหารือจนได้ข้อสรุปเลื่อนตำแหน่งที่ตั้งอ่างฯ ลงมาทางท้ายน้ำอีก 5 กิโลเมตร มาสร้างที่บ้านนาเจริญ ต.หนองแวง อ.หนองบัวแดง

สำหรับพื้นที่แห่งใหม่ที่จะก่อสร้างอ่างฯนั้น เป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างเขตป่าตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 จำนวน 303 ไร่
พื้นที่ สปก. 3,616 ไร่ พื้นที่จัดสรรให้เกษตรกร 2,548 ไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะจะนำมาปฏิรูปเนื่องจากเป็นภูเขา ทางสาธารณะ ห้วยสาธารณะ ที่สาธารณะอีก 1,068 ไร่ บริเวณหัวงานตั้งอยู่เหนือหมู่บ้านนาเจริญ ต.หนองแวง โดยมีพื้นที่โครงการครอบคลุม 3 ตำบล ได้แก่ ต.หนองแวง ต.หนองบัวแดง และ ต.นางแดด

“โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีผลกระทบต่อที่ดินและทรัพย์สินของประชาชนประมาณ 3,919 ไร่ ที่ผ่านมา กรมชลประทานให้ข้อมูลและเปิดโอกาสให้ราษฎรในพื้นที่และผู้เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นที่มีต่อโครงการ โดยจัดประชุม 2 ครั้ง เรื่องการย้ายสถานที่ก่อสร้างอ่างฯ และกำหนดขนาดอ่างฯ เพื่อได้พื้นที่ชลประทานมากที่สุด และแม้การย้ายที่ก่อสร้างจะทำให้ราษฎรหลายรายต้องเสียสละพื้นที่ทำกิน แต่ทุกคนก็เต็มใจ เพราะต้องการแหล่งเก็บน้ำมากกว่า เพราะขาดแคลนน้ำ เจอภัยแล้งมานาน อย่างไรก็ตามกรมชลประทานเตรียมมาตรการจ่ายค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สินไว้ในแผนแล้ว” นายภัทรพลกล่าว

ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง มีความจุในระดับเก็บกักน้ำ46.9 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งเพิ่มความจุจากเดิมอีก 14.9 ล้านลบ.ม. พร้อมสร้างระบบท่อส่งน้ำซ้าย-ขวา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก โดยจะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานฤดูฝนได้ 40,000 ไร่ และในฤดูแล้งได้ 8,000 ไร่ สนับสนุนน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคปีละ 2.16 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อการเกษตรกรรมปีละ 105.57 ล้านลบ.ม. และน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศปีละ 73.27 ล้านลบ.ม.

ส่วนความคืบหน้าการดำเนินโครงการนั้น ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ระหว่างจัดสรรงบประมาณและขอใช้พื้นที่ป่า พื้นที่ สปก. คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ปี 2562 แล้วเสร็จปี 2567 ทั้งนี้ โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯจึงไม่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เนื่องจากมีพื้นที่ชลประทานไม่ถึง 80,000ไร่ และไม่อยู่ในเขตป่าเพื่อการอนุรักษ์ (โซนC) ไม่มีการผันน้ำข้าม 25 ลุ่มน้ำหลัก ไม่มีการผันน้ำระหว่างประเทศ ไม่ได้ก่อสร้างในแม่น้ำสายหลัก 23 สาย นอกจากนี้ พื้นที่ก่อสร้างไม่ได้อยู่ในทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติอีกด้วย

ปศุสัตว์ร่วมจัดมหกรรมสัตว์เลี้ยงฯครั้งที่14

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382294

x

ปศุสัตว์ร่วมจัดมหกรรมสัตว์เลี้ยงฯครั้งที่14

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการจัดงานมหกรรมสัตว์ เลี้ยงแห่งประเทศไทยเชิญชวนหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กรมประมง กรมปศุสัตว์ สวนสามพราน กรมอุทยาน กรมสัตว์ทหารบก ด่านศุลกากรแม่กลอง สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล องค์การ-สวนสัตว์ฯ สวนสัตว์นครราชสีมา บริษัทการบินไทย จำกัด ฯลฯ ร่วมจัดงาน“มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14” ระหว่างวันที่ 14-16 ธันวาคม 2561 ณ ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยงฟิชวิลเลจ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์มอบให้สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ โดยศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง จ.ราชบุรี นำพันธุ์สัตว์ปีกที่ขึ้นทะเบียนพันธุ์แล้วมาแสดงให้ผู้สนใจเรื่องการขึ้นทะเบียนสัตว์ได้รับความรู้ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้ผู้เลี้ยง ประชาชนทั่วไป ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กรมปศุสัตว์ตั้งไว้ การจัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์พันธุ์สัตว์ปีกที่ขึ้นทะเบียนของกรมปศุสัตว์ เกษตรกรและเอกชนผู้เลี้ยงสัตว์ได้ทราบหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการนำสัตว์มาขึ้นทะเบียน

นอกจากจะนำพันธุ์สัตว์ปีกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมาแสดง ได้แก่ ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ ไก่เหลืองหางขาว-กบินทร์ ไก่แดงสุราษฎร์ ไก่ชีท่าพระ ไก่โรดไทย ไก่ชี้ฟ้า ไก่ฟ้าหลวง ไก่แม่ฮ่องสอน ไก่เบตง และเป็ดไข่บางปะกง โดยจัดทำเป็นโปสเตอร์ภาพ และรายละเอียดข้อมูลพันธุ์สัตว์ปีกที่ขึ้นทะเบียนทั้ง 10 ชนิดพันธุ์ ข้อมูลประกอบด้วย ความเป็นมาของสัตว์ปีกแต่ละชนิดพันธุ์ ลักษณะประจำพันธุ์ เพศผู้ เพศเมีย ลักษณะทางเศรษฐกิจ จุดเด่นของพันธุ์ การนำไปใช้ประโยชน์ และเลขทะเบียน มุ่งหวังให้ผู้เข้าชมนิทรรศการได้ความรู้เกี่ยวกับไก่พื้นเมืองสายพันธุ์ต่างๆ ที่เป็นผลงานวิชาการของกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ควรอนุรักษ์และหาดูได้ยากอีกด้วย

ส่องสหกรณ์ : บ้านคา น้ำสับปะรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382291

ส่องสหกรณ์ : บ้านคา น้ำสับปะรด

ส่องสหกรณ์ : บ้านคา น้ำสับปะรด

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นสับปะรดที่มาจากแหล่งปลูกบ้านคา จ.ราชบุรี สุดยอดสับปะรดหวานแห่งภาคตะวันตก ที่ได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดได้รวมตัวกันเป็นทั้งสหกรณ์และแปลงใหญ่รสชาติไม่หวานจัด ไม่กัดลิ้น เป็นน้ำสับปะรดแท้ 100% ดื่มแล้วสดชื่นมีคุณค่าทางโภชนาการช่วยย่อย วิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสลายไขมัน ช่วยระบาย ชะลอริ้วรอยก่อนวัย

ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่นี้ “บ้านคา น้ำสับปะรด” นับว่าเป็นอีกสินค้าทางเลือก ที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนสนิทได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่าง ๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดแปลงใหญ่ ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี 70150 โทร. 0-3272-1003 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610-7842 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

‘กรมหม่อนไหม’แจงแผนปี’62 เร่งขับเคลื่อน6นโยบายสำคัญ สืบสานงานพ่อ-สานต่องานแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382103

x

‘กรมหม่อนไหม’แจงแผนปี’62 เร่งขับเคลื่อน6นโยบายสำคัญ สืบสานงานพ่อ-สานต่องานแม่

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯกล่าวหลังเป็นประธาน ในงาน “วันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม เนื่องในโอกาสครบรอบ 9 ปี” ว่า กรมหม่อนไหมตั้งขึ้นโดยพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ด้วยพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงในการส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาตลอด และทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีหน่วยงานรับผิดชอบด้านหม่อนไหมโดยตรงทั้งระบบ นำมาสู่การจัดตั้งกรมหม่อนไหมขึ้น เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 ตลอดระยะเวลา 9 ปี ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมดำเนินงานเพื่อสนองพระราชปณิธาน ในการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรม ภูมิปัญญาด้านไหมไทย ส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมทั้งพัฒนางานวิชาการด้านหม่อนไหม เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กรมหม่อนไหมดำเนินงานภายใต้ภารกิจสำคัญ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง พึ่งตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี และนโยบายของกระทรวงเกษตรฯที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้การตลาดนำการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับมาตรฐานสินค้า เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งมุ่งสืบสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

นายกฤษฎากล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินงานในปี 2562 มีนโยบายให้กรมหม่อนไหมให้ความสำคัญขับเคลื่อนงานยกระดับโครงการพระราชดำริด้านหม่อนไหม โดยบูรณาการงานตามภารกิจของกรมให้สนองตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการ“สืบสาน รักษา ต่อยอด” โดยการ “สืบสาน” งานตามโครงการพระราชดำริด้านหม่อนไหม รวมถึงส่งเสริมการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน “รักษา” อนุรักษ์ภูมิปัญญาหม่อนไหม ลวดลายผ้าไหม ส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหม เพิ่มพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการ“ต่อยอด” พัฒนางานวิจัยเชิงรุกเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงพัฒนานวัตกรรมการผลิต พัฒนางานการตลาด ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้อย่างยั่งยืน

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสครบรอบ 9 ปี ของการสถาปนากรมหม่อนไหมปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “9 ปี กรมหม่อนไหม สืบสาน งานพ่อ สานต่องานแม่” เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อวงการหม่อนไหมของไทยสำหรับนโยบายที่กรมหม่อนไหมให้ความสำคัญในการดำเนินงานปี 2562 ประกอบด้วย 6 นโยบายหลักดังนี้ 1.ยกระดับงานโครงการพระราชดำริ โดยบูรณาการงานเลี้ยงไหมไทยพื้นเมืองในโครงการทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง เกษตรผสมผสาน ปักหมุดพื้นที่โครงการพระราชดำริด้วยระบบไอที 2.สนับสนุนนโยบายและการพัฒนาเกษตรกรตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” โดยใช้ Big Data เป็นเครื่องมือ สร้างตลาดประมูลเส้นไหม จัดทำแผนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย 3.เร่งทำฐานข้อมูลและพัฒนาระบบไอที จัดทำApplicationด้านหม่อนไหม เชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านหม่อนไหมด้วยระบบ Big Data Analysis

4.พัฒนางานอนุรักษ์การตรวจสอบมาตรฐาน รวบรวมพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้าน รวบรวมเมล็ดพันธุ์หม่อน/ไม้ย้อมสี พัฒนามาตรฐานไหมอินทรีย์ ต่อยอดงานโครงการหมู่บ้านไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติฯ จัดทำแผนพัฒนาระบบตรวจสอบรับรองเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงินและสีเขียว ในระบบอุตสาหกรรม และจัดทำมาตรฐานไข่ไหมของกรม 5.เน้นงานวิจัยเชิงรุก ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ นำร่องพัฒนาการผลิตใยไหมโดยใช้เทคโนโลยียุค 4.0 และ6.พัฒนากระบวนการบริการประชาชนและสร้างการรับรู้ โดยพัฒนาระบบขอรับพันธุ์หม่อนไข่ไหม และการขอตรวจรับรองผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานเพื่อให้บริการแก่เกษตรกรและประชาชน

จากแนวทางนโยบายทั้ง 6 ด้าน กรมตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเกษตรกรด้านหม่อนไหมไม่น้อยกว่า ร้อยละ 5 และตั้งเป้าตรวจสอบรับรองผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทานได้ 200,000 เมตรสามารถประกาศมาตรฐานไข่ไหม และเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านหม่อนไหมได้ไม่น้อยกว่า 5 ฐานข้อมูล คาดว่าผลดำเนินงานของกรมหม่อนไหมจะช่วยสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างยั่งยืน มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และช่วยยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตสินค้าหม่อนไหมของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382104

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่าเกษตรธรรมชาติ คืออะไร และผลผลิตที่ได้เป็นอย่างไรบ้างครับ

บุญส่ง จารุพาณิชย์

อ.เมือง จ.เลย

คำตอบ

เกษตรธรรมชาติเป็นวิธีการทำการเกษตรที่รบกวนทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด แต่ได้ผลกลับมาพอสมควร เป็นวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม โดยมีวิธีการตั้งแต่เรื่องการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีพลังในการเพาะปลูกเหมือนกับดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ มีการนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค สามารถให้ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นระบบการเกษตรที่มีความยั่งยืนถาวร นำไปสู่การได้ผลผลิตจากเกษตรธรรมชาติ ได้ผักที่ผลิตโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ เป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด รวมทั้งไม่ใช้สิ่งขับถ่ายจากมนุษย์ในกระบวนการผลิต จึงปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคมากที่สุด

หลักการของเกษตรกรรมธรรมชาติซึ่งเป็นแนวทางเกษตรกรรมที่เผยแพร่โดย เกษตรกรชาวญี่ปุ่น ชื่อ นายมาซาโนบุ ฟูกุโอกะ ได้วางรากฐานของเกษตรธรรมชาติของเขาไว้ 4 ประการคือ

1.ไม่มีการไถพรวนดิน การไม่ไถพรวนดินเป็นบทแรกแห่งการเกษตรธรรมชาติ เนื่องจากในธรรมชาตินั้นพื้นดินมีการไถพรวนโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว โดยการชอนไชของรากพืช สัตว์ แมลงและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ในดิน กระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปอย่างสัมพันธ์กัน พืชรากลึกจะช่วยไถพรวนดินชั้นล่าง พืชรากตื้นก็จะช่วยพรวนดินบริเวณดินชั้นบน การใส่ปุ๋ยจะทำให้รากพืชอยู่ตื้นและแผ่ขยายตามแนวนอนมากกว่าจะหยั่งลึกลงไป

2.งดเว้นการใส่ปุ๋ยเคมี การใส่ปุ๋ยเคมีเป็นการเร่งการเจริญเติบโตของพืชแบบชั่วคราวในขอบเขตจำกัดเท่านั้น ธาตุอาหารที่พืชได้รับไม่สมบูรณ์ พืชที่ใส่ปุ๋ยมักจะอ่อนแอส่งผลให้เกิดโรคและแมลงได้ง่าย ดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีติดต่อกันนานๆจะมีสภาพเป็นกรดและเนื้อดินเหนียวไม่ร่วนซุย การใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยพืชสดมีความจำเป็นโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ต้องมีการปรับสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสียไปจากเกษตรเคมีให้ดีขึ้น

3.ไม่กำจัดวัชพืช การกำจัดวัชพืชเป็นงานหนักวิธีการต่างๆ ก็ไม่สามารถทำให้วัชพืชหมดสิ้นไปได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยอมรับการดำรงอยู่ของวัชพืช เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติมิได้ประกอบด้วยพันธุ์ไม้เดียว เกษตรธรรมชาติต้องคิดค้นกฎเกณฑ์ที่วัชพืชจะควบคุมกันเอง เช่น การปลูกพืชบางชนิด ช่วยคลุมหญ้าแล้วก็เป็นปุ๋ยอินทรีย์แก่พืชที่ปลูกด้วย

4.ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารเคมีไม่เคยกำจัดศัตรูพืชได้โดยเด็ดขาด เพียงแต่หยุดได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น และปัญหามลพิษที่เกิดจากสารเคมีประเภทต่างๆ ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศและมนุษย์ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นการไปแทรกแซงธรรมชาติมากเกินไป และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศได้

ผลผลิตที่ได้จากเกษตรธรรมชาติก็คือ พืชที่ปลอดสารพิษ เป็นพืชที่มีสารพิษหรือสารเคมีทางการเกษตรที่ตกค้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พืชปลอดสารพิษ อาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นพืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือพืชที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิต กลุ่มที่สอง เป็นพืชที่ผลิตโดยวิธีทั่วไป มีการควบคุมการใช้สารเคมี และงดการใช้ เมื่อใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในผลผลิต หรือถ้ามีสารพิษตกค้างอยู่ ก็ต้องไม่เกินระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นสำคัญ

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ตั้งเป้า หนุนปลูกผักอินทรีย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382105

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ตั้งเป้า  หนุนปลูกผักอินทรีย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ตั้งเป้า หนุนปลูกผักอินทรีย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ก่อตั้งเมื่อปี 2521 ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งโครงการหลวงได้ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินทดแทน การทำลายพื้นที่ป่าและการทำไร่เลื่อนลอย โดยมีกรมชลประทานมาช่วยวางระบบชลประทานเพื่อการเกษตร การอุปโภคและบริโภค

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมา 40 ปีแล้ว วิถีชีวิตของชาวไทยภูเขาก็ได้เปลี่ยนไป จากที่เคยทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่น ก็ได้ถูกทดแทนด้วยแปลงผักและผลไม้อินทรีย์ ชาวบ้านหันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ดินและน้ำมากขึ้น เพราะถือว่านั่นคือ รากฐานที่สำคัญของการทำการเกษตร

นางนุชสุพร กฤษฎาธาร ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงกล่าวว่า ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง เป็นพื้นที่ดำเนินงานส่งเสริมอาชีพควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้มีการรักษาป่าต้นน้ำอย่างดีมาก มีการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยกรมได้ทำโครงสร้างพื้นฐานให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ระบบน้ำต่างๆ ส่วนผลผลิตที่ได้ทั้งหมดก็จะส่งให้กับฝ่ายตลาดโครงการหลวงนำไปจำหน่ายต่อไป

“กรมได้มีการสนับสนุนในเรื่องของการผลิตที่มีคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงดินไว้ใช้เอง มีการแนะนำการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี เพื่อให้สามารถใช้ปุ๋ยเพียงพอต่อความต้องการของพืช ไม่ใช้ปุ๋ยมากเกินไป เพื่อให้เกิดความสมดุลในการปรับปรุงบำรุงดิน นอกจากนี้ พืชอินทรีย์หรือพืช GAP ต้องมีผู้มาตรวจแปลงของเกษตรกรและต้องการรับทราบคุณภาพของดินในพื้นที่ว่ามีความเหมาะสมดีอย่างไร ดังนั้นกรมจึงต้องช่วยเหลือในการตรวจวิเคราะห์ดินและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีการใช้ปุ๋ยมากหรือน้อยเกินไป” นางนุชสุพร กล่าว

ปัจจุบันศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ได้จัดทำแปลงทดสอบสาธิตและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผักไม้ผล ภายใต้ระบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย ได้แก่ ระบบการเพาะปลูกที่ดิน GAP มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดินในการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี รวมถึงการทำปุ๋ยหมักพระราชทานเพื่อฟื้นฟูดินและลดต้นทุนการผลิต ซึ่งสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร

ด้านนางสุพัตรา บุตรพลวง ที่ปรึกษาศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริงกล่าวว่า จากความรู้ที่กรมพัฒนาที่ดินนำมาถ่ายทอดให้เกษตรกรนอกจากช่วยให้ดินดี ผลผลิตงามแล้ว ยังพัฒนาต่อยอดไปสู่เกษตรกรรายอื่นหรือผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ในทุกองค์ความรู้และทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนด้านชุมชนว่าเกษตรกรใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขอย่างไรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

จากความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายทำให้พื้นที่ราบเชิงเขาจำนวน 13,277 ไร่ มีความอุดมสมบูรณ์เกษตรสามารถปลูกผักหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตได้รับการยอมรับจากตลาดและผู้บริโภค

เดินหน้าแก้น้ำท่วมเมืองชัยภูมิ กรมชลพร้อมสร้างโครงการบรรเทาอุทกภัยระยะที่1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382102

x

เดินหน้าแก้น้ำท่วมเมืองชัยภูมิ กรมชลพร้อมสร้างโครงการบรรเทาอุทกภัยระยะที่1

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายภัทรพล ณ หนองคาย ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 6 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานขออนุมัติเปิดดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) หลังออกแบบก่อสร้างเสร็จแล้ว เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ เนื่องจากตัวเทศบาลเมืองอยู่ที่ลุ่ม ภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ มีลำน้ำลำปะทาวไหลพุ่งตรงผ่านกลางเมืองชัยภูมิ ก่อนจะมาบรรจบลำน้ำชีทางทิศใต้ ดังนั้น เมื่อถึงฤดูมรสุมที่ฝนตกเกินเกณฑ์เมื่อใด น้ำท่าจากเทือกเขาภูแลคาจะไหลบ่าลงลำปะทาวเข้าท่วมเขตเทศบาลทันที โดยเฉพาะบริเวณวงเวียนศาลเจ้าพ่อพระยาแล ศาลากลางจังหวัด โรงพยาบาล และใจกลางอำเภอเมืองทั้งหมด ท่วมสูงประมาณ 1 เมตร นอกจากนี้ ในการระบายน้ำต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากลำน้ำชีมีระดับสูงเช่นกัน ในเกือบทุกๆปีจะมีพื้นที่น้ำท่วมขังรอการระบายกว่า 30,000 ไร่ ทำให้ราษฎรเดือดร้อน และเศรษฐกิจเสียหายจากเหตุอุทกภัยครั้งละ 600-800 ล้านบาท

สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) ประกอบด้วยงานสำคัญๆคือ การขุดคลองผันน้ำจากลำปะทาวทางฝั่งตะวันออก
ตั้งแต่หน้าประตูระบายน้ำ(ปตร.)โนนทันให้มาลงที่สระเทวดาด้านท้ายเมือง (ก่อนลงลำน้ำชี) ความยาว 8.4 กิโลเมตร ผันน้ำได้ปริมาณ 150 ลบ.ม.ต่อวินาที การขุดคลองห้วยดินแดงซึ่งเป็นคลองธรรมชาติที่มีอยู่แล้วให้เชื่อมกับลำปะทาว ความยาว 1.33 กิโลเมตร จากสภาพคลองเดิมที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งสร้างปตร.กุดสวง กับปตร.ห้วยเสียว เพื่อใช้เป็นอาคารบังคับน้ำทำหน้าที่ผันน้ำเข้าในคลองห้วยดินแดงไปเชื่อมต่อกับลำปะทาว ซึ่งจะสามารถผันน้ำได้ประมาณ 50 ลบ.ม.ต่อวินาที

“ช่วงฤดูน้ำหลากจะมีน้ำบ่าเข้าตัวเมืองชัยภูมิมาจากทางฝั่งตะวันออก และตะวันตก รวม 325 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวินาที ในขณะที่ตัวเมืองระบายน้ำได้เต็มศักยภาพที่ 145 ลบ.ม.ต่อวินาที ยังมีน้ำส่วนเกินอีก 180 ลบ.ม.ต่อวินาที ดังนั้น หากดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) แล้วเสร็จ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำได้อีก 200 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อรวมกับศักยภาพในการระบายน้ำในปัจจุบันจะทำให้สามารถระบายน้ำได้ถึง 345 ต่อวินาที เพียงพอกับปริมาณน้ำที่ไหลบ่าเข้าตัวเมืองในช่วงฤดูน้ำหลาก ซึ่งจะให้สามารถควบคุมการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายภัทรพลกล่าว

นอกจากนี้ โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) ยังจะดำเนินการการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำอีก 7 แห่ง พร้อมพัฒนาแหล่งเก็บน้ำบริเวณสระเทวดาเพื่อชะลอน้ำไว้ใช้ส่งให้พื้นที่เพาะปลูกในอีก 5 ตำบล 17 หมู่บ้าน โดยฤดูฝนจะสามารถส่งน้ำได้ 18,610 ไร่ ฤดูแล้ง 1,850 ไร่ มีราษฎรได้รับประโยชน์ 11,824 ครัวเรือน ส่วนระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อชะลอน้ำที่หลากมาจากเทือกเขาภูแลคา ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยซัน อ่างเก็บน้ำน้ำตาด อ่างเก็บน้ำบ่อทองคำ อ่างเก็บน้ำห้วยเสียว และปรับปรุงฝายห้วยยางบ่า กักเก็บน้ำได้รวม 16 ล้านลบ.ม. ซึ่งโครงการ ทั้งหมดจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2567