สมาคมประกันวินาศภัยหนุนรัฐ n มอบซอฟต์แวร์พัฒนาระบบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381925

x

สมาคมประกันวินาศภัยหนุนรัฐ n มอบซอฟต์แวร์พัฒนาระบบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รับมอบซอฟต์แวร์จาก สมาคมประกันวินาศภัยไทย มูลค่า 10 ล้านบาท สำหรับการบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการสนับสนุนในการปรับปรุงฐานข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การรายงานความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และรองรับการขยายการประกันภัยพืชผลของประเทศไทยให้ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจทุกชนิดตามนโยบายรัฐบาล

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 เห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตร ประสานงานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลเอกสารทะเบียนเกษตรกร แบบประมวลรวบรวมความเสียหายและการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย และแบบรายงานข้อมูลความเสียหายจริงของเกษตรกร รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ให้สามารถรองรับการเพิ่มพื้นที่เป้าหมายในอนาคต และรองรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้รวดเร็วและถูกต้องมากขึ้น พร้อมทั้งให้กรมส่งเสริมการเกษตรเก็บข้อมูลพื้นที่ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 โดยแยกประเภทพืชต่างๆ ระบบประกันภัย นอกจากจะช่วยบรรเทาผลกระทบยามเกิดภัยพิบัติให้กับเกษตรกรได้แล้ว อนาคตถ้าระบบนี้เป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย อีกด้านก็จะช่วยลดงบประมาณรัฐที่ใช้เยียวยาภาคการเกษตรที่ต้องเสียไปในแต่ละ 7,000-8,000 ล้านบาทต่อปี

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทย เห็นความสำคัญของการบริหารจัดการฐานข้อมูลเกษตรกรอย่างมาก จึงได้สนับสนุนซอฟต์แวร์สำหรับการพัฒนาระบบข้อมูลการขึ้นทะเบียน มูลค่า 10 ล้านบาท เพื่อช่วยให้การดำเนินโครงการต่างๆ รวดเร็วและเสถียรมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่รัฐบาลเร่งดำเนินการ ขณะนี้(ข้อมูล ณ วันที่ 5 ธันวาคม 2561 ) มีการรับสมัครเกษตรกรแล้ว จำนวน 87,604 ราย พื้นที่ 755,944.25 ไร่ ซึ่งเกษตรกรยังสามารถสมัครไปได้จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการสิ้นสุดการปลูก ทั้งนี้ เกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการ แล้ว หลังจากปลูกข้าวโพด 15 วัน ต้องมารีบแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ณ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน เพื่อเข้าสู่ระบบประกันภัยต่อไป

ด้าน นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการเป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยงภัยธรรมชาติด้านการเพาะปลูกให้เกษตรกรในโครงการประกันภัยข้าวนาปีมาตั้งแต่ปี 2544 และได้มีการพัฒนาระบบการประกันภัยข้าวนาปีมาโดยตลอดทั้งรูปแบบและวิธีในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงื่อนไขความคุ้มครอง การคิดค่าเบี้ยประกันภัยรวมถึงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับเกษตรกร ทั้งนี้ การร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการจัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศภาคการเกษตร สมาคมจึงได้มอบซอฟต์แวร์สำหรับการบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้แก่กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงระบบฐานข้อมูลให้มีประสิทธิภาพรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

นายกฯปลื้ม ปาล์มพุ่งกิโลละ3บาท เร่งดันขยับอีก3สตางค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381987

นายกฯปลื้ม  ปาล์มพุ่งกิโลละ3บาท  เร่งดันขยับอีก3สตางค์

นายกฯปลื้ม ปาล์มพุ่งกิโลละ3บาท เร่งดันขยับอีก3สตางค์

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฯปลื้ม

ปาล์มพุ่งกิโลละ3บาท

เร่งดันขยับอีก3สตางค์

นายกฯปลื้มราคาปาล์มสดเริ่มปรับตัว 3 บาทต่อกิโลกรัม หลังครม.หนุนส่งปาล์มดิบทำเชื้อเพลิง1.6แสนตัน นาน6เดือน อีกทั้งค่ายรถใหญ่หันมาเติมไบโอดีเซลบี20 มากกว่า1แสนคันแล้ว

เมื่อวันที่ 9ธันวาคม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้นำน้ำมันปาล์มดิบไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่โรงงานไฟฟ้าบางปะกง 160,000ตัน เป็นเวลา 6เดือน เพื่อช่วยดึงราคาปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้นนั้น ล่าสุด จากการลงพื้นที่ จ. ชุมพรและจ.สุราษฎร์ธานี ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า ผู้ประกอบการในท้องถิ่นเกิดความมั่นใจแนวทางของรัฐบาล ส่งผลให้ราคารับซื้อผลปาล์มสดขยับเป็น 3 บาทต่อกิโลกรัม หน้าโรงงานสกัด ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้ 3-3.20บาทต่อกิโลกรัม โดยภาครัฐจะทำให้ราคาดังกล่าวส่งถึงมือเกษตรกรชาวสวนปาล์มให้ได้

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากค่ายรถใหญ่และรถบรรทุกที่หันมาเติมน้ำมันไบโอดีเซลบี 20 มากกว่า 100,000คันแล้ว ตามนโยบายสนับสนุนให้สถานบริการน้ำมันขายไบโอดีเซลบี20 ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง นายกฯย้ำว่า การช่วยเหลือเกษตรกรมีทั้งมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ 1,500บาทต่อไร่ และการช่วยเหลือเรื่องราคาที่จะทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ทั่วถึงกัน เพราะเกษตรกรบางคนมีสวนปาล์มอยู่ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ หรือมีข้อจำกัดอื่น ๆ ทำให้ไม่เข้าเกณฑ์การช่วยเหลือค่าครองชีพ ดังนั้น จึงดีใจกับเกษตรกรที่ราคาปาล์มเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว โดยรัฐบาลพร้อมจะดูแลแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องต่อไป

กรมชลฯลุยโครงการไทยนิยม อัดฉีดงบประมาณ5,700ล้านบาท ดัน3โปรเจกท์กระตุ้นศก.พัฒนาท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381927

x

กรมชลฯลุยโครงการไทยนิยม อัดฉีดงบประมาณ 5,700ล้านบาท ดัน3โปรเจกท์กระตุ้นศก.พัฒนาท้องถิ่น

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมชลฯลุยโครงการไทยนิยม

อัดฉีดงบประมาณ5,700ล้านบาท

ดัน3โปรเจกท์กระตุ้นศก.พัฒนาท้องถิ่น

เน้นปชช.มีส่วนร่วมแบบประชารัฐ

กรมชลประทานพอใจผลงานโครงการไทยนิยมยั่งยืน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น แก้ปัญหาสังคม สร้างความมั่นคงในพื้นที่ สั่งเร่งพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน รับซื้อน้ำยางเกษตรกรจำนวนมหาศาล 7,200 ตันมาใช้ทำถนนยาวกว่า 400 กม. พร้อมจ้างงานภาคเกษตรกรรมทะลุเป้าเกือบพันราย

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืนของกรมชลประทานว่า ขณะนี้ ได้ทำการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วร้อยละ 42 หรือประมาณ 5,700 ล้านบาท โดยนำมาใช่้ในการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน การส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ และการจ้างแรงงานชลประทาน ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากระดับชาติสู่ระดับพื้นที่ ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบประชารัฐ โดยการวิเคราะห์ปัญหาความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับการนำมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทานนั้น มีทั้งหมด 1,596 โครงการ งบประมาณ 9,966 ล้านบาท จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการฟื้นฟูแหล่งน้ำชลประทานเพื่อบรรเทาเหตุอุทกภัยและภัยแล้ง โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดพื้นที่รับประโยชน์ทั้งสิ้นจำนวน 2.1 ล้านไร่ ครัวเรือนได้รับประโยชน์ 361,704 ครัวเรือน และปริมาตรน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 14 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้มีพื้นที่ได้รับประโยชน์แล้วจำนวนกว่า 1.01 ล้านไร่ มีครัวเรือนรับประโยชน์จำนวน 217,274 ครัวเรือน ได้พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 60 ไร่

ส่วนการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ มีทั้งหมด 317 โครงการ งบประมาณ 3,548 ล้านบาท กรมชลประทานได้ดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร โดยการนำน้ำยางพาราข้นมาเป็นส่วนผสมเพื่อซ่อมแซมปรับปรุงถนนคันคลองชลประทาน ซึ่งผลการวิจัยเราพบว่า การใช้น้ำยางพารามีความเหมาะสมทั้งในด้านคุณสมบัติด้านวิศวกรรม ทำให้ถนนลูกรังที่ผสมน้ำยางมีความแข็งแรงมากขึ้น สภาพผิวถนนเป็นที่พึงพอใจของเกษตรกรที่ใช้ขนส่งสินค้าเกษตรหรือใช้สัญจรทั่วไป ภายในปีนี้กรมชลประทานมีแผนซ่อมแซมปรับปรุงถนนคันคลองชลประทาน ที่เป็นถนนลูกรังรวมระยะทางทั้งสิ้น 400 กิโลเมตร ต้องการใช้น้ำยางพาราประมาณ 7,200 ตัน ขณะนี้สนับสนุนน้ำยางพาราจากเกษตรกรไปแล้วจำนวน 3,500 ตัน

อธิบดีกรมชลประทาน เผยต่อว่า สำหรับการจ้างแรงงานชลประทานเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร พัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิต ได้ดำเนินการทั่วประเทศยกเว้นกรุงเทพมหานคร พบว่า ผลการดำเนินงานสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จาก 7,520 คน เป็น 9,144 คน เบิกจ่ายงบประมาณแล้ว 149 ล้านบาท จาก 188 ล้านบาท คาดว่าเมื่อสิ้นโครงการ จะช่วยจ้างแรงงานมาซ่อมแซมระบบชลประทาน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยได้อีกหลายร้อยคน

“เป้าหมายของการทำงานครั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน เพิ่มพื้นที่การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ พัฒนาประสิทธิภาพแหล่งน้ำของชลประทาน ซึ่งจะนำสู่การพัฒนา แก้ไขปัญหาในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง รวมทั้งยังการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ตลอดจนเสริมสร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เสริมสร้างความมั่นคงของชาติ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดอบรมหลักสูตร เร่งพัฒนาความรู้ผู้สอบบัญชีเท่าทันเทคโนโลยียุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381929

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดอบรมหลักสูตร  เร่งพัฒนาความรู้ผู้สอบบัญชีเท่าทันเทคโนโลยียุค4.0

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’จัดอบรมหลักสูตร เร่งพัฒนาความรู้ผู้สอบบัญชีเท่าทันเทคโนโลยียุค4.0

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดอบรมหลักสูตร การประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ เน้นผู้สอบบัญชีรู้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัยสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์

 

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นยุคของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้การดำเนินงานธุรกิจของสหกรณ์มีการปรับตัวให้ก้าวทันยุคสมัย โดยนำคอมพิวเตอร์และนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาใช้อำนวยความสะดวกในการบริหารงานของสหกรณ์มากขึ้น มีการใช้โปรแกรมระบบบัญชีประมวลผลข้อมูล เพื่อช่วยให้ระบบการเงินการบัญชีของสหกรณ์มีความเข้มแข็ง มีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงและความเสียหายแก่ระบบสารสนเทศของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูล พ.ศ.2553 เพื่อให้มีระบบบริหารจัดการและการควบคุมงานด้านคอมพิวเตอร์อย่างมีระบบและเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งกำหนดภาพกว้างที่สหกรณ์ต้องนำไปกำหนดวิธีปฏิบัติในรายละเอียดให้เหมาะสมกับสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของแต่ละสหกรณ์

 

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า กรมยังเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ในฐานะผู้สอบบัญชีสหกรณ์ที่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ ปีงบประมาณ 2562 ขึ้น เพื่อให้ผู้สอบบัญชีได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายใน และการรักษาความปลอดภัยสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชี
คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่สหกรณ์อาจนำมาใช้ และสามารถให้คำแนะนำเพื่อให้สหกรณ์มีแนวทางกำหนดวิธีการควบคุมภายในที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และลักษณะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์ รวมทั้งช่วยให้ผู้สอบบัญชีใช้เป็นแนวทางประเมินความเสี่ยงในการสอบบัญชีและการควบคุมภายในของสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์ได้ โดยมีผู้สอบบัญชีที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสหกรณ์ ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์และเป็นสหกรณ์กลุ่ม พร้อมรับการตรวจสอบ เข้ารับการอบรม 2 รุ่น รุ่นละ 30 คน

“เทคโนโลยีต่างๆ มีการพัฒนาให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้สอบบัญชีทุกคนต้องมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อให้สอดรับกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ พัฒนาตนเองให้เป็น CYBER AUDITOR หรือ ผู้สอบบัญชีที่มีสมรรถนะด้านไอทีในระดับสูง มีองค์ความรู้และทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสอบบัญชี เพื่อสร้างคุณภาพและความเชื่อมั่นของผลงานการสอบบัญชี รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดแก่งานสอบบัญชี ถือเป็นการช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศที่มีมากกว่า 10 ล้านคน”

ชายคาพระพิรุณ : 10 ธันวาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381926

586851

ชายคาพระพิรุณ : 10 ธันวาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดอบรมหลักสูตร การประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ เน้นผู้สอบบัญชีรู้เท่าทันเทคโนโลยี สามารถประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัยสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นยุคของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้การดำเนินงานธุรกิจของสหกรณ์มีการปรับตัวให้ก้าวทันยุคสมัย โดยนำคอมพิวเตอร์และนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาใช้อำนวยความสะดวกในการบริหารงานของสหกรณ์มากขึ้น มีการใช้โปรแกรมระบบบัญชีประมวลผลข้อมูล เพื่อช่วยให้ระบบการเงินการบัญชีของสหกรณ์มีความเข้มแข็ง มีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงและความเสียหายแก่ระบบสารสนเทศของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูล พ.ศ.2553 เพื่อให้มีระบบบริหารจัดการและการควบคุมงานด้านคอมพิวเตอร์อย่างมีระบบและเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งกำหนดภาพกว้างที่สหกรณ์ต้องนำไปกำหนดวิธีปฏิบัติในรายละเอียดให้เหมาะสมกับสภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของแต่ละสหกรณ์

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า กรมยังเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ในฐานะผู้สอบบัญชีสหกรณ์ที่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายในและการรักษาความปลอดภัย สำหรับสหกรณ์ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ ปีงบประมาณ 2562 ขึ้น เพื่อให้ผู้สอบบัญชีได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการประเมินมาตรฐานขั้นต่ำในการควบคุมภายใน และการรักษาความปลอดภัยสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชี
คอมพิวเตอร์ในการประมวลผลข้อมูล มีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่สหกรณ์อาจนำมาใช้ และสามารถให้คำแนะนำเพื่อให้สหกรณ์มีแนวทางกำหนดวิธีการควบคุมภายในที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และลักษณะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์ รวมทั้งช่วยให้ผู้สอบบัญชีใช้เป็นแนวทางประเมินความเสี่ยงในการสอบบัญชีและการควบคุมภายในของสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์ได้ โดยมีผู้สอบบัญชีที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสหกรณ์ ที่ประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์และเป็นสหกรณ์กลุ่ม พร้อมรับการตรวจสอบ เข้ารับการอบรม 2 รุ่น รุ่นละ 30 คน

“เทคโนโลยีต่างๆ มีการพัฒนาให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้สอบบัญชีทุกคนต้องมีความรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อให้สอดรับกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ พัฒนาตนเองให้เป็น CYBER AUDITOR หรือ ผู้สอบบัญชีที่มีสมรรถนะด้านไอทีในระดับสูง มีองค์ความรู้และทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสอบบัญชี เพื่อสร้างคุณภาพและความเชื่อมั่นของผลงานการสอบบัญชี รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดแก่งานสอบบัญชี ถือเป็นการช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ให้สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศที่มีมากกว่า 10 ล้านคน”

ขุนเกษตร

กษ.เชิดชูรางวัลวันดินโลกน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ’รัชกาลที่9′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381914

กษ.เชิดชูรางวัลวันดินโลกน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ'รัชกาลที่9'

กษ.เชิดชูรางวัลวันดินโลกน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ’รัชกาลที่9′

วันอาทิตย์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 17.48 น.

กษ.เชิดชู”รางวัลวันดินโลก”ร่วมกับเอฟเอโอ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ”รัชกาลที่ 9″ สืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรดินให้เกิดความยั่งยืน

9 ธ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงรางวัลวันดินโลก ปี 2561 ภายใต้หัวข้อ ร่วมคิดร่วมทำแต่วันนี้ เพื่อปฐพีไร้มลพิษ ว่า ประเทศไทยร่วมกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้ก่อตั้งรางวัลวันดินโลก เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาทรัพยากรดินให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการขจัดความหิวโหยตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการดินทั่วโลกได้จัดกิจกรรมวันดินโลกที่โดดเด่น รวมทั้งเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และสร้างจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรดินและการจัดการดินอย่างยั่งยืน

ด้าน นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในนามรองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การมอบรางวัลวันดินโลกในปีนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะนับเป็นปีแรก และจะมอบเป็นประจำทุกปีในวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันดินโลก และวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

สำหรับกิจกรรมงานวันดินโลกที่ FAO กรุงโรม ตัวแทนนักเรียนไทย 2 คน ประกอบด้วย น.ส.ชลิตา อมรชัยพิริยากุล และ น.ส.มนสิชา พรหมพันธ์ใจ จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “ทางออกในการแก้ไขปัญหามลภาวะของดิน” และในระหว่างการประชุมเสวนางานวันดินโลก ศาสตราจารย์ Rattan Lal ประธานสมาพันธ์นักวิทยาศาสตร์ดินโลก และผู้ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินดีเด่นประจำปีนี้ (Glinka Soil Award) ได้กล่าวยกย่องพระอัจฉริยภาพ พระปรีชาสามารถ และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้านการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน และได้กล่าวคำแปลพระนาม Bhumibol Adulyadej จากภาษาสันสกฤต เป็นภาษาอังกฤษ ให้ผู้เข้าร่วมงานวันดินโลกได้รับทราบความหมายได้อย่างไพเราะอย่างยิ่ง ในงานเฉลิมฉลองวันดินโลก

กระทรวงเกษตรฯ ถวายราชสดุดี เทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 สืบสานศาสตร์พระราชา ณ ลุ่มน้ำปราจีนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381850

กระทรวงเกษตรฯ ถวายราชสดุดี เทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 สืบสานศาสตร์พระราชา ณ ลุ่มน้ำปราจีนฯ

กระทรวงเกษตรฯ ถวายราชสดุดี เทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 สืบสานศาสตร์พระราชา ณ ลุ่มน้ำปราจีนฯ

วันอาทิตย์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 08.03 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน วันดินโลก “สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี”  พร้อมด้วยนายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ข้าราชการ ประชาชน ร่วมกันถวายราชสดุดี เทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงานวันดินโลกขึ้น ในโอกาสองค์การสหประชาชาติ และ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชติ (FAO) กำหนดให้ วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น“วันดินโลก”เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมสำคัญนี้ เพื่อเผยแพร่และขยายผลการดำเนินงานพัฒนาระบบกสิกรรมโดยน้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ มาบูรณาการในรูปแบบประชารัฐ เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ และพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ กรมชลประทาน จึงได้ร่วมกับ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อจัดงานวันดินโลก ปี 2561 ขึ้น ภายใต้ชื่องาน “สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี”

สำหรับกิจกรรมในงานตลอดทั้ง 3 วัน มีการจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” การบูรณาการระหว่างดิน น้ำ และพืช รวมถึงนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคีความร่วมมือต่างๆ และยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งการจัดทำแปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่, การแสดงบนเวที การจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้และหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปล่อยสัตว์น้ำ บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ จากส่วนราชการและนักศึกษา, การบริจาคโลหิต, การให้บริการตรวจหาสารเคมีในเส้นเลือด รวมถึงการประกวดแข่งขันในหัวข้อเกี่ยวกับงานวันดินโลก นอกจากนี้ ประชาชนที่มาร่วมงานยังจะได้เลือกชมและซื้อสินค้าจากร้านจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรในพื้นที่ทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์, ผลิตภัณฑ์ OTOP นวัตวิถี, สินค้าธงฟ้าราคาประหยัด และชิมผลไม้พื้นถิ่น อาหารพื้นบ้าน โดยตลอดทั้งงานยังมีการเปิดให้บริการนั่งรถรางชมเขื่อนนฤบดินทรจินดา ถ่ายภาพกับทุ่งปอเทือง อีกด้วย

นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรี มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดงานเนื่องในวันดินโลก ปี 2561 “สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี” เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในจังหวัด และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนผู้มาร่วมงาน ได้ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานศาสตร์พระราชา และเกษตรทฤษฎีใหม่จากเครือข่ายในพื้นที่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้

ทั้งนี้ ขอเชิญผู้สนใจไปเที่ยวชมงาน “สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี” จะจัดขึ้น ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี  ตั้งแต่วันนี้  8 – 10 ธันวาคม 2561 เป็นเวลา 3 วัน เวลา 08.30 – 16.30 น. 

‘กฤษฏา’ออกทีโออาร์ใหม่ภายใน 11 ธ.ค.นี้ ทำถนนยางพาราทุกชุมชนทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381767

'กฤษฏา'ออกทีโออาร์ใหม่ภายใน 11 ธ.ค.นี้  ทำถนนยางพาราทุกชุมชนทั่วประเทศ

‘กฤษฏา’ออกทีโออาร์ใหม่ภายใน 11 ธ.ค.นี้ ทำถนนยางพาราทุกชุมชนทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 16.27 น.

“กฤษฏา” ยันออกทีโออาร์ใหม่ ภายใน 11 ธ.ค.ทำถนนยางพาราทุกชุมชนทั่วประเทศ 7.5 หมื่นกม.ต้องใช้น้ำยางสดเท่านั้น ซื้อโดยตรงจากสถาบันเกษตรกร หวั่นเกษตรกรกังวลเปลี่ยนใช้น้ำยางข้นแทน ชี้ไม่เอื้อรายใหญ่ ”

8 ธ.ค. 61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีแกนนำเกษตรกรชาวสวนยาง เรียกร้องนายกรัฐมนตรี ให้แก้ไขสเปกก่อสร้างถนนยางพาราขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้วประเทศ เพราะกังวลเอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการน้ำยางข้น 9 รายในกรุงเทพฯว่าได้เรียนนายกรัฐมนตรี ให้ทราบเรียบร้อยแล้วว่าตนได้ไปประสานกับกรมทางหลวง กรมบัญชีกลาง ทำราคาใหม่ และทีโออาร์ก่อสร้างถนนยางพาราซอยซีเมนท์ ที่ระบุชัดเจนว่าต้องใช้ส่วนผสมน้ำยางสด  โดยจะกำหนดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 11 ธ.ค.นี้

“เกษตรกรชาวสวนยาง ไม่ต้องกังวล โครงการทำถนนทุกชุมชนจะใช้น้ำยางสด ที่ซื้อจากสถาบันเกษตรกรโดยตรง และจะไม่มีการเปลี่ยนจากน้ำยางสด ไปใช้น้ำยางข้น  ทั้งนี้จะกำหนดในทีโออาร์ทำถนนพาราซอยซีเมนท์ ผสมปูนซีเมนท์ กับน้ำยางสด กำลังร่างสเปกใหม่  ซึ่งก่อนหน้านี้กำหนดน้ำยางสดผสมสารเคมี ต้องนำมาผสมกันในแทงค์ ที่กรุงเทพ และจะส่งออกไปต่างจังหวัด มีสเปกแบบนั้น ทำให้ยุ่งยาก ผมเองได้ประสานกรมทางหลวง กำหนดสเปก ทีโออาร์ใหม่ สามารถผสมได้เองในท้องถิ่นทั้งผู้รับจ้าง รับเหมาจากอปท. โดยกระทรวงเกษตรฯเรียนนายกฯเรียบร้อย แล้วว่าเราจะเป็นหน่วยงานกลางประสานให้ทั้งหมด ยืนยันออกสเปก ไม่เกินวันที่ 11ธ.ค.นี้ การทำถนนกว่า7.5 หมื่นกิโลเมตร งบกว่า 9.2 หมื่นล้านบาท ต้องใช้น้ำยางสด “นายกฤษฏา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าเหนื่อยไหมต้องชนเองทุกเรื่อง นายกฤษฏา กล่าวว่าไม่อยากพูดออกอากาศ ตนมาทำเพื่อชาติบ้านเมือง เมื่อมาเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯต้องทำให้จบทุกปัญหาความเดือดร้อนเกษตรกร อีกไม่กี่เดือนพ้นหน้าที่

‘กฤษฏา’กล่อมเอกชนแปรรูปยาง เพิ่มใช้ยาง 5 แสนตันต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381635

‘กฤษฏา’กล่อมเอกชนแปรรูปยาง เพิ่มใช้ยาง 5 แสนตันต่อปี

‘กฤษฏา’กล่อมเอกชนแปรรูปยาง เพิ่มใช้ยาง 5 แสนตันต่อปี

วันศุกร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 17.40 น.

‘กฤษฏา’กล่อมเอกชนแปรรูปยาง เพิ่มใช้ยาง 5 แสนตันต่อปี

7 ธ.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัทผู้ผลิตแปรรูปยางพารา 8 บริษัท ได้แก่ บริษัทผลิตเครื่องนอน อุปกรณ์เกี่ยวกับการแพทย์ ท่อยาง สายยาง สายพานลำเลียง บริษัทผลิตล้อยางรถยนต์ที่มีผู้ประกอบการเป็นคนไทย ว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ให้ความร่วมมือรับซื้อน้ำยางสด ยางแผ่น ยางแท่ง จากสถาบันการเกษตรกรโดยตรง แต่มีปัญหาเรื่องระเบียบจัดซื้อจัดจ้างที่เน้นเรื่องราคาต่ำสุด

ทั้งนี้ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้และหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ต้องหันไปซื้อวัสดุอุปกรณ์จากผู้ประกอบการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ เช่น จีน ที่มีราคาถูกแต่คุณภาพต่ำกว่าของผลิตในไทย เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเคยซื้อสายพานขนลำเลียงถ่านหินโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จากในประเทศ แต่เมื่อมีกำหนดราคาขั้นต่ำทำให้ต้องซื้อจากจีน อีกทั้งโมเดลหุ่นยางสำหรับฝึกนักศึกษาแพทย์ และใช้ในการเรียนการสอน ที่ยังต้องสั่งจากต่างประเทศราคาตัวละ 3-4 หมื่นบาท แต่ผลิตในไทยตัวละ 6 พันบาท ทางโรงพยาบาลซื้อไม่ได้ เพราะไม่มี มอก.

นายกฤษฏา กล่าวอีกว่า ได้รับข้อเสนอไปหารือกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อปรับแก้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ โดยอาจจะประกาศเป็นรายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยางพาราในประเทศเท่านั้น และต้องมีมาตรฐาน มอก.ไทย ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯและการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ไปจัดทำรายการครุภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากยางพารามีกี่ประเภทเพื่อส่งให้สำนักนายกฯจัดทำประกาศระเบียบจัดซื้อจัดจ้างออกมาใหม่โดยเร็ว เพื่อให้การใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นอีกปีละ 4-5 แสนตัน จากปริมาณผลผลิตยางออกมาต่อปี 4.5 ล้านตัน

นอกจากนี้ผู้ประกอบการ เสนอให้ขยายมาตรการช้อปช่วยชาติ ไปถึงเทศกาลสงกรานต์ ช่วงเดือนเม.ย.ของทุกปี เนื่องจากประชาชนเดินทางกันมาก ทั้งช่วงปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ อาจเพิ่มยอดใช้ยางได้มากขึ้น ซึ่งบริษัทผลิตยางล้อ ระบุว่าได้ซื้อยางพาราจากสถาบันเกษตรกร เพิ่มมากขึ้น จากปกติซื้อปีละ 2 พันตัน คิดเป็นร้อยละ 3 ของยางพาราที่ใช้ทั้งหมด แต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีการรณรงค์ใช้ยางเพื่อชาติ เปลี่ยนล้อยาง และช้อปเพื่อชาติ ทำให้ความต้องการล้อยางมากขึ้น จึงสั่งซื้อยางจากสหกรณ์เพิ่มขึ้น 2 พันตันภายใน 1 เดือนจากสหกรณ์

นายกฤษฏา กล่าวว่าราคายางวันนี้ที่ตลาดต่างประเทศทุกแห่งปรับตัวขึ้น 50 สตางค์ ซึ่งสวนทางกับดัชนีตลาดหุ้นดาวโจนส์ เพราะจากมาตรการเพิ่มใช้ยางในไทย ทำให้ตลาดกังวลถึงสต็อกยางโลกจะลดลง เนื่องจากปริมาณการผลิตยางคงที่ แต่รัฐบาลไทยส่งเสริมการใช้มากขึ้น จึงส่งผลต่อราคาในตลาดโลกด้วย โดยเฉพาะการนำยางไปทำถนนทุกหมู่บ้าน 7.5 หมื่นแห่ง ที่มีการโจมตีกันมากว่าออกสเปกเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการน้ำยางข้นในกรุงเทพ 9 ราย และเรียกร้องให้เกษตรกรสวนยางออกมาเคลื่อนไหว

“ยืนยันว่าไม่ได้ใช้น้ำยางข้นทำถนนพาราซอยซีเมนท์ ที่กำลังก่อสร้างขณะนี้ เป็นสูตรพาราซอยซีเมนท์ใช้น้ำยางดิบที่ อปท.ซื้อสถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจในท้องถิ่นได้โดยตรง และราคาก่อสร้างจะถูกลงเหลือกิโลเมตรละ1.2 ล้านบาท จาก 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้อปท.ใดที่มีกองช่างก็สามารถก่อสร้างได้เองทำให้เหลือกิโลเมตรละ 9 แสนบาทเท่านั้น” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรี เป็นห่วงเรื่องต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นทำให้เกษตรกรเดือดร้อน สั่งการให้กระทรวงเกี่ยวข้องเร่งหาวิธีทางแก้ไขลดต้นทุนให้ได้ โดยเฉพาะค่าปุ๋ย ที่เป็นสัดส่วนถึงร้อยละ30ของการทำเกษตรทุกชนิด ซึ่งนายกฯต้องการให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยราคาถูกมีคุณภาพดี เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด ดังนั้นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้สหกรณ์การเกษตร ผลิตปุ๋ย2สูตรเพื่อจำหน่ายทั่วไป โดยเป็นปุ๋ยสั่งตัด และปุ๋ยผสมต่างๆซึ่งรัฐให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ นอกจากนี้ปรับปรุงพันธุ์ยางโดยศูนย์วิจัยยางของ กยท.มี5แห่งทั่วประเทศได้พัฒนาสายพันธุ์ดีให้น้ำยางต่อไร่สูง ให้กระจายพันธุ์ออกสู่เกษตรกรเปลี่ยนต้นยางเดิมต้นโทรมมีอายุมาก 15 – 25 ปี

ส.ป.ก.ระดมทีมกฎหมาย-ช่างรังวัดลุยสแกน’ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน’ทุกตารางนิ้ว11ธ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381560

ส.ป.ก.ระดมทีมกฎหมาย-ช่างรังวัดลุยสแกน'ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน'ทุกตารางนิ้ว11ธ.ค.

ส.ป.ก.ระดมทีมกฎหมาย-ช่างรังวัดลุยสแกน’ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน’ทุกตารางนิ้ว11ธ.ค.

วันศุกร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.37 น.

เลขาธิการฯส.ป.ก.ลั่นพื้นที่”ไร่ฟ้าประทาน-ฟลอร่าพาร์ค”วังน้ำเขียว เกือบ400ไร่ ส.ป.ก.เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เรียกระดมทีมกฎหมาย-ช่างรังวัดพร้อมเครื่องมือครบเซ็ต ลงตรวจสอบ11ธ.ค.ทุกตารางนิ้ว พร้อมรื้อมติคปจ.ปี53 ชี้รมว.เกษตรฯเร่งทำตามกฎหมายและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

7 ธ.ค.นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่าในวันนี้ได้เรียกประชุมฝ่ายกฎหมายและฝ่ายรังวัด ส.ป.ก.เพื่อสั่งการให้จัดทีมปฏิบัติการจากส่วนกลางลงไปช่วย นายสุระชัย ยุทธชนะ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา และ ส.ป.ก.ในพื้นที่เร่งดำเนินการรังวัดตรวจสอบพื้นที่ ไร่ฟ้าประทาน และฟลอร่าพาร์ค รวมเนื้อที่เกือบ 400 ไร่ ที่เอกชนรายใหญ่เข้าถือครองทำประโยชน์โดยไม่รับอนุญาตในที่ดิน ส.ป.ก.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ช่วงวันที่ 11 ธ.ค.นี้ โดยนายนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำทุกกรณีต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง พร้อมกับให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ตนได้พิจารณาหนังสือคำชี้แจงการเข้าใช้ที่ดิน ส.ป.ก.จากผู้บริหารไร่ฟ้าประทานและฟลอร่าพาร์ค ที่ยื่นมาเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ได้นำมาตรวจสอบกันระหว่างคำชี้แจง กับข้อเท็จจริงในพื้นที่ปรากฏในปัจจุบันยังเปิดเป็นกิจการของเอกชน โดยอ้างว่ามีเอกสารหลักฐานการยินยอมให้ใช้พื้นที่ได้ที่ดินจากคนที่สละสิทธิการที่ถือเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ทั้งสองแปลง

“ยืนยันว่าที่ดินไร่ฟ้าประทาน และฟลอร่าพาร์ค เป็นที่ดินของ ส.ป.ก.เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผมจะดำเนินการให้ดีที่สุดยุติธรรมเป็นไปตามกฎหมายซึ่งจะได้ข้อสรุปและมีคำสั่งออกมาโดยเร็วที่สุดภายใน 15 วัน ตามข้อสั่งการ รมว.เกษตรฯ” เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าว

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ส.ป.ก.เมื่อเอกชนมีหนังคำชี้แจง ส.ป.ก.ส่งเอกสารมาโต้แย้งข้อกล่าวหา สิ่งที่ทำต่อไปคือ ไปดูข้อเท็จจริงว่าสอดคล้องเป็นไปตามระเบียบ ส.ป.ก.หรือไม่

“เอกชนส่งคำชี้แจงมามีข้อกล่าวอ้างหลายอย่างต้องประมวลให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ได้เข้าไปขออนุญาตจากคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน (คปจ.) จังหวัดนครราชสีมา ขอใช้พื้นที่จัดงานแสดงพืชสวนไม้ดอกเพื่อนำรายได้เข้าการกุศล จึงได้มีการอนุมัติให้ใช้พื้นที่และต่อมาบริษัทฟลอร่าพาร์ค ได้ขอจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อให้ประชาชนได้มาเรียนรู้ด้านพืชสวน ได้ทำเรื่องขออนุมัติต่ออีกช่วง ซึ่งต้องย้อนหลังไปเปิดมติ คปจ.ตั้งแต่ ปี 53 ดูเอกสารข้อเท็จจริงทั้งหมดที่อ้างว่าได้เข้าใช้พื้นที่ ส.ป.ก.เพื่อนำรายได้เข้าการกุศลอย่างไร ตรงนี้ผมอยากให้ไปรื้อดูมติชัดๆ จึงส่งนิติกร นายช่างรังวัด ไปลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุด รวมทั้งกลไกการขออนุญาต เมื่อผมประชุมทีมเตรียมพร้อมจะลงไปวังน้ำเขียว ทั้งช่าง เครื่องมือต่างๆ ไปให้ครบ ซึ่งขณะนี้เอกชนยังไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ ในที่ดินมาแสดง” นายวิณะโรจน์ กล่าว

เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินฯ กล่าวว่า ขณะนี้ครบกำหนด 30 วัน จากที่ รมว.เกษตรฯ สั่งให้เอกซเรย์พื้นที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศ โดยวันอังคารที่ 11 ธ.ค.นี้ จะได้ได้ครบหมดทุกจังหวัด ซึ่งพบว่ามีการเปลี่ยนมือไม่มาก เป็นเกษตรกรรายเดิมอยู่ในพื้นที่เกือบ 40 ล้านไร่ รวม 2.8 ล้านครัวเรือน หรือ 10 ล้ายราย ตนให้แนวทาง ส.ป.ก.ทุกจังหวัดต้องพัฒนาเกษตรกรมีความเข้มแข็งให้ได้ อยู่รอด อยู่ดี อยู่ยั่งยืน ซึ่งรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานที่ดินให้ ส.ป.ก.หลายหมื่นไร่ ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกิน