‘ปศุสัตว์-ทหาร’ลุย จับ4โรงฆ่าหมูเถื่อน ‘นครปฐม-เชียงราย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376706

‘ปศุสัตว์-ทหาร’ลุย  จับ4โรงฆ่าหมูเถื่อน  ‘นครปฐม-เชียงราย’

‘ปศุสัตว์-ทหาร’ลุย จับ4โรงฆ่าหมูเถื่อน ‘นครปฐม-เชียงราย’

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

‘ปศุสัตว์-ทหาร’ลุย

จับ4โรงฆ่าหมูเถื่อน

‘นครปฐม-เชียงราย’

เจอแจ้ง3ข้อหาหนัก

กรมปศุสัตว์สนธิกำลังทหารบุกจับ 4 “โรงฆ่าหมูเถื่อน” ในพื้นที่ นครปฐม-เชียงราย เจอดำเนินคดี 3 ข้อหาหนัก ฝากประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส ให้ ปศุสัตว์ เพื่อส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เอาผิดตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่าได้รับการร้องเรียนและแจ้งเบาะแสจากประชาชนว่ามีการลักลอบฆ่าชำแหละสุกรเพื่อจำหน่ายโดยไม่มีใบอนุญาต และสร้างความเดือดร้อนเรื่องเสียงและกลิ่นเหม็นจึงสั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษเพื่อบังคับใช้กฎหมายกรมปศุสัตว์ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครปฐมประสานงานและสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ชุดกองร้อยเคลื่อนที่เร็วจังหวัดนครปฐม กรมการสัตว์ทหารบก เข้าตรวจสอบเป้าหมายตามเบาะแสที่ได้รับ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อเวลา02.30น.วันที่13 พฤศจิกายน

จากผลการเข้าตรวจสอบพบมีผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าเพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 จำนวน3 ราย โดยพบของกลางเป็นซากสุกร จำนวน 1,800 กิโลกรัม พร้อมอุปกรณ์การเชือด10 รายการรวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 300,000 บาท

นายสัตวแพทย์ สรวิศ กล่าวด้วยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามมาตรการปราบปรามโรงฆ่าสัตว์เถื่อนและการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงเพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเนื่องจากเนื้อสัตว์ที่ลักลอบฆ่าจะไม่ทราบแหล่งที่มาและไม่ได้มาตรฐานตามสุขอนามัยอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคระบาดที่สำคัญได้ จากการตรวจพบหลักฐานและของกลางดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 หลายมาตรา

เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมปศุสัตว์จึงยึดอายัด รวบรวมหลักฐานส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์แก้ว เพื่อดำเนินคดี ในข้อหา 1.ประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15ซึ่งมีโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 2แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ฆ่าสัตว์โดยไม่แจ้งการฆ่า ปรับตามรายตัว สุกร ตัวละ 2หมื่นบาท 3.ฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์ มาตรา39ซึ่งมีโทษ จำคุก3 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะเดียวกัน นายนพพร มหากันธา ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย และคณะพร้อมเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์เชียงราย ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ประกอบกิจการฆ่าสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559ในพื้นที่อำเภอแม่สรวย พบผู้กระทำผิดตาม มาตรา 15 วรรคหนึ่งและมาตรา37 นำผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแล้ว

ทั้งนี้การดำเนินคดีโรงฆ่าสัตว์เถื่อน ประกอบด้วย 1.ประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15 ซึ่งมีโทษ จำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 2แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ฆ่าสัตว์โดยไม่แจ้งการฆ่า ปรับตามรายตัว สุกร ตัวละ 2 หมื่นบาท 3.ฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์ มาตรา39 ซึ่งมีโทษ จำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายด้านปศุสัตว์โปรดแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที”อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวทิ้งท้าย

เปิดดัชนีราคาสินค้าเกษตรรอบ9ปี สศก.คาดมูลค่าผลผลิตปี’61เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376597

x

เปิดดัชนีราคาสินค้าเกษตรรอบ9ปี สศก.คาดมูลค่าผลผลิตปี’61เพิ่มขึ้น

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงไตรมาสที่ 3 (เดือนกรกฎาคม – กันยายน) ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตร ปี 2548 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 100 และจากการวิเคราะห์ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2552 – 2561 พบว่า ปี 2552 เป็นปีที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรต่ำสุด ในรอบ 9 ปี คือ อยู่ที่ระดับ 119.77 โดยปี 2557 อยู่ที่ระดับ 142.21 และปี 2561 อยู่ที่ระดับ 126.60

ด้านมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของประเทศมีแนวโน้มลดลง โดยปี 2556 มูลค่าผลผลิตทางการเกษตรอยู่ที่ 1.42 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงในอัตราร้อยละ 2.23 เหลือ 1.14 ล้านล้านบาท ในปี 2560 อันเป็นผลกระทบจากเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ่ในประเทศไทยที่รุนแรงมากในช่วงปลายปี 2557 จนถึงต้นปี 2559 ทำให้ผลผลิตพืชสำคัญ คือ ข้าวนาปรังลดลงอย่างมาก รวมทั้งพืชไร่ ซึ่งภาครัฐได้มีมาตรการช่วยเหลือชดเชยความเสียหายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้งดังกล่าวและเป็นกรณีพิเศษด้วยแล้ว รวมทั้งปรับระบบการบริหารจัดการน้ำและการผลิตการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่นปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปรับเปลี่ยนการผลิตตาม Agri-Map

สำหรับปี 2561 สศก. คาดว่ามูลค่าผลผลิตสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นผลมาจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญเพิ่มขึ้น อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล (ลำไย ทุเรียน และมังคุด) จากปัจจัยบวกมาจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวย ประกอบกับสินค้าสำคัญ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลไม้ ตลาดยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง

กษ.ขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด39จว. ชาวนากว่าแสนรายแห่ร่วมโครงการทะลุ1ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376678

กษ.ขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด39จว. ชาวนากว่าแสนรายแห่ร่วมโครงการทะลุ1ล้านไร่

กษ.ขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด39จว. ชาวนากว่าแสนรายแห่ร่วมโครงการทะลุ1ล้านไร่

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 18.04 น.

กษ.ขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด39จว. ชาวนากว่าแสนรายแห่เข้าโครงการทะลุ1ล้านไร่ ระบุแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง61/62 “ข้าวนาปรัง11.6ล้านไร่-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์2.5ล้านไร่-พืชไร่พืชผักอื่นๆ2ล้านไร่”

13 พ.ย.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามความคืบหน้าของโครงการสานพลังประชารัฐสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาปี ว่า มีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่เหมาะสมใน 33 จังหวัด เพื่อต้องการให้เกษตรกรหยุดปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 และรอบ 3 ในเขตชลประทานและนอกเขต เพื่อลดปริมาณข้าวล้นตลาดทำราคาตกต่ำ รวมทั้งแก้ปัญหาเขาหัวโล้น ดึงพื้นที่ปลูกข้าวโพดบุกรุกป่าลงมาปลูกในพื้นที่นา ซึ่งมีแหล่งน้ำตลอดฤดูเพาะปลูกระหว่างเดือน พ.ย.61 ถึง เม.ย.62 เช่น กำแพงเพชร เชียงราย ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ ตาก นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี นครราชสีมา นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ศรีสะเกศ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี ชัยนาท สระบุรี และปราจีนบุรี

ทั้งนี้ ยังมีเกษตรกรในภาคอีสานต้องการเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมจากการสำรวจพบว่ามีอีก 6 จังหวัด ที่มีพื้นที่มีสภาพดิน – น้ำเหมาะสม​ เช่น เลย อำนาจเจริญ มุกดาหาร ยโสธร เชียงใหม่ และบึงกาฬ รวมกว่า 5 หมื่นไร่

นายอนันต์ กล่าวว่าล่าสุดมีเกษตรกรแสดงความจำนงร่วมโครงการ 114, 775 ราย จำนวน 158,045 แปลง พื้นที่ 1,000,111.75 ไร่ และได้สมัครร่วมโครงการแล้ว 50,092 ราย จำนวน 88,094 แปลง พื้นที่ 474,907.25 ไร่ ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่พร้อมทำสัญญาจ่ายสินเชื่อให้เกษตรกรที่จุดรับสมัคร และสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ เข้าให้ความรู้เกษตรกรอย่างใกล้ชิดจะได้ผลผลิตเฉลี่ย 1.2 – 1.5 พัน กก.ต่อไร่ ส่วนสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ พร้อมตั้งจุดรับซื้อทุกอำเภอเพื่อซื้อผลผลิตข้าวโพดทุกเมล็ดจนสิ้นสุดโครงการ

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี2561/62 แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน ข้าวนาปรังปี 61/62 ประมาณ 8.3 ล้านไร่ ซึ่งได้มีการปรับลดพื้นที่ลงจากปี 60/61 จำนวน 4.5 แสนไร่ พืชไร่พืชผักอื่นๆ 6 แสนไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.7 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน 5.6 ล้านไร่ ประกอบด้วย ข้าวนาปรังปี 61/62 จำนวน 3.3 ล้านไร่ พืชไร่พืชผักอื่นๆ 1.4 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 แสนไร่ ซึ่งมีแผนมาตรการเตรียมการรับสถานการณ์ภัยแล้ง และแนวทางแก้ไขปัญหา เร่งสำรวจและจัดทำบัญชีแหล่งน้ำ ติดตามแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง จะเสนอที่ประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์น้ำและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วันที่ 19 พ.ย.นี้

‘กฤษฎา’ฟุ้ง!ดันราคา’ไข่ไก่’ขยับขึ้นแล้ว2.50บาทต่อฟอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376671

'กฤษฎา'ฟุ้ง!ดันราคา'ไข่ไก่'ขยับขึ้นแล้ว2.50บาทต่อฟอง

‘กฤษฎา’ฟุ้ง!ดันราคา’ไข่ไก่’ขยับขึ้นแล้ว2.50บาทต่อฟอง

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 17.54 น.

“กฤษฎา”ฟุ้งดันราคา”ไข่ไก่”ขยับขึ้นแล้ว2.50บาทต่อฟอง เร่งปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงอีก1ล้านตัวในเดือนนี้เพื่อลดปริมาณไข่ไก่ที่ล้นตลาด1ล้านฟอง

13 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการดึงราคาไข่ไก่ให้ปรับตัวสูงขึ้น ว่า จากที่ได้ประสานกระทรวงพาณิชย์ และเอกชนผู้ผลิตรายใหญ่ ทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมารับซื้อไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ปรับสูงขึ้นจาก 2.30 บาท เป็น 2.50 บาท

ล่าสุด กรมปศุสัตว์ รายงานว่า จะเร่งปลดแม่ไก่ยืนกรงอายุไม่เกิน 72 สัปดาห์ 1 ล้านตัว ภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งจะทำให้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.เป็นต้นไป ไข่ไก่จะออกสู่ตลาดน้อยลงประมาณวันละ 1 ล้านฟอง ซึ่งทางสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด ชมรมผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่ลำพูน บ.ซีพีเอฟ บ.เบทาโกร บ.แสงทอง บ.ไทยเอก บ.เกษมชัยฟาร์ม และ หจก.ร่วมมิตรฟาร์‪ม ซึ่งมาประชุมร่วมกับกรมปศุสัตว์และกรมการค้าภายในมีมติร่วมกัน รวมทั้งจะเข้มงวดปลดพ่อแม่พันธุ์ที่อายุ 72 สัปดาห์ ตามมติคณะกรรมการนโยบายไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) สำหรับมาตรการระยะยาวได้กำหนดแผนการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ในปี 2562 ไม่เกิน 5 แสนตัว

สำหรับกรมการค้าภายในรับดำเนินการเก็บไข่เข้าห้องเย็นจำนวน 60 ล้านฟอง โดยจะนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณเป็นสินเชื่อ 140 ล้านบาท เพิ่มการส่งออกไข่ไก่อีก 60 ล้านฟอง ซึ่งเป็นการขายที่ต่ำกว่าทุน รวมค่าใช้จ่าย 30 ล้านบาท โดยภาคเอกชนรับผิดชอบ 15 ล้านบาท และกรมการค้าภายในสนับสนุนค่าบริหารจัดการ 15 ล้านบาท รวมทั้งทำโครงการธงฟ้าราคาประหยัดเพื่อขายไข่ไก่ใน 20 จังหวัด จำนวน 10 ล้านฟอง ทั้งนี้ เพื่อจะลดปริมาณไข่ไก่ที่ตกค้างสะสมจากช่วงกินเจและปิดภาคเรียน

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการที่ทำทั้งระยะสั้นและระยะยาวจะทำให้ราคาไข่ไก่ปรับสูงขึ้นอีก โดยมีเป้าหมายไม่ให้ต่ำกว่าต้นทุนที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คำนวณไว้เฉลี่ยฟองละ 2.80 บาท แต่ผู้ประกอบการหลายรายที่บริหารจัดการดี สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ โดยเฉลี่ยที่ฟองละ 2.40 – 2.50 บาท คาดว่าภายในไม่กี่วันนี้ราคาไข่ไก่ปรับตัวขึ้นอีก 10 สตางค์ ราคาไข่คละหน้าฟาร์มขายได้ฟองละ 2.60 บาท เกษตรกรจะมีกำไร

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางหาตลาดกระจายสินค้า ได้แก่ เข้าโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน เป็นอาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาล ในค่ายทหาร รวมถึงในเรือนจำ ซึ่งจะทำให้ปัญหาไข่ไก่ซึ่งล้นการบริโภคภายในประเทศ การแปรรูป และส่งออก อยู่ประมาณวันละ 1 ล้านฟอง สามารถแก้ไขได้ ราคาไข่ไก่จะมีเสถียรภาพ พร้อมได้ปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตขนไข่ไก่ข้ามเขต เป็นแบบออนไลน์ สามารถอำนวยความสะดวกเกษตรกรได้ทันที

เกษตรกรเฮ!เตรียมรับเงิน ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376384

x

เกษตรกรเฮ!เตรียมรับเงิน ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวข้าว

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรส่งมอบรายชื่อเกษตรกรกว่า 4 ล้านราย ที่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือในโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561/62 แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ครบถ้วนแล้ว เกษตรกรสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ตามสถานที่แจ้งปิดประกาศ และตามแผน ธ.ก.ส. ที่พร้อมจ่ายเงินตามพื้นที่

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ซึ่งเกษตรกรสามารถแจ้งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ได้หลังจากการปลูก 15 วัน และมีคณะกรรมการลงไปตรวจสอบแปลงว่ามี การปลูกข้าวจริง ตามที่ได้แจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรนั้น สำหรับผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ตามที่ตั้งแปลง ปี 2561/62 (ช่วงปลูกของแต่ละจังหวัดตามกรอบระยะเวลาการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2561) มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนทั้งประเทศ จำนวน 4,226,683 ครัวเรือน พื้นที่รวม 57,772,544.88 ไร่ โดยเป็นรายชื่อเกษตรกรที่ได้รับสิทธิในโครงการ จำนวน 4,058,321 ครัวเรือน พื้นที่รวม 54,969,523.17 ไร่ สำหรับการส่งมอบรายชื่อเกษตรกรที่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือในโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561/62 แก่ ธ.ก.ส. เรียบร้อยแล้ว โดยทาง ธ.ก.ส. จะเริ่มทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือให้เกษตรกรไร่ละ 1,500 บาท ตามพื้นที่ปลูกข้าวจริงไม่เกินครัวเรือนละ 12 ไร่ หรือคิดเป็นเงินไม่เกินครัวเรือนละ 18,000 บาท

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถตรวจสอบสิทธิของตนเองตามโครงการ ดังกล่าวได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่การเกษตร และเกษตรกรที่ได้รับสิทธิสามารถติดตามขั้นตอนการจ่ายเงินช่วยเหลือได้ที่ ธ.ก.ส. ใกล้บ้านท่าน

รวมพลังประชารัฐสร้างต้นแบบ สานต่อ‘เกษตรทฤษฎีใหม่’สู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376390

x

รวมพลังประชารัฐสร้างต้นแบบ สานต่อ‘เกษตรทฤษฎีใหม่’สู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย จัดเสวนา “สู่ฝันของพ่อ สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่” รวบรวมทุกเครือข่ายภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคเอกชน หาแนวทาง
ขับเคลื่อนขยายผลและเสริมสร้างเครือข่ายโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เข้มแข็ง ยั่งยืน ณ วัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกรจำนวนมากประสบผลสำเร็จจากการนำแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปปรับใช้ สามารถปลดหนี้สิน ครอบครัวมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีเป้าหมายในการขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ 70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยเกษตรกรอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยให้หน่วยงานราชการ ทุกหน่วยงานมาร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการสำคัญในแผนขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย

ด้าน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานเป็นหนึ่งหน่วยงานหลักที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการขยายผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ อีกทั้งเป็นแหล่งข้อมูลความรู้เรื่องน้ำที่ปัจจัยสำคัญหลักในการทำการเกษตร ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ กรมชลประทานจึงได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “สู่ฝันของพ่อ…สานต่อทฤษฎีใหม่” ณ วัดมงคลชัยพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี ขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดพื้นที่ตลาดนัดความรู้ให้คนทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ เครือข่ายต่างๆ ที่มีประสบการณ์การทำงานมาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันวางแผนขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่ในระดับลุ่มน้ำ เพื่อจะออกแบบต้นแบบที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงต่อไป

นอกจากรวบรวมเครือข่ายผู้มีประสบการณ์จริงในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่มาไว้ด้วยกันแล้ว ภายในงานยังมีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจ เช่น ความเป็นมา กลับสู่รากเหง้าเกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก Tentative Formula สู่โคก หนอง นา โมเดล, เส้นทางคนรุ่นใหม่ Start Up เกษตรทฤษฎีใหม่, การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชาของลุ่มน้ำปราจีน (ลุ่มน้ำย่อยห้วยโสมง) และลุ่มน้ำป่าสัก เป็นต้น รวมไปถึงการจัดนิทรรศการที่แบ่งเป็น 5 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 เรื่องราวของรากเหง้าเกษตรทฤษฎีใหม่ โซนที่ 2 ตามรอยเท้าพ่อ..สู่ฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก โซนที่ 3 สานฝันของพ่อ..พัฒนาลุ่มน้ำป่าสักตามแนวพระราชดำริ โซนที่ 4 แปลงตัวอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ (โคก หนอง นา โมเดล) และสุดท้ายตลาดนัดเกษตรทฤษฎีใหม่และเครือข่าย

“กรมชลประทานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเกษตรทฤษฎีใหม่จะขยายวงกว้างออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นแนวทางที่จะพัฒนาการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งในการพูดคุยเสวนาครั้งนี้จะใช้กลไกหลัก 3 อย่าง คือ S-Support (หนุน/ปลดล็อก) D-Driver (คน/พื้นที่) และ F-Function (กลไกราชการ) เพื่อให้ได้ตัวชี้วัด กลไกการขับเคลื่อนระยะยาว รวมถึงข้อสรุปที่จะสนับสนุนการทำงานให้สำเร็จเป็นไปตามแผนขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทยได้จริงต่อไป” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

เอกชนลั่นรับซื้อข้าวโพดทุกฝัก ขานรับปลูกหลังนา-เกษตรฯเข้มบริหารจุดรับซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376387

x

เอกชนลั่นรับซื้อข้าวโพดทุกฝัก ขานรับปลูกหลังนา-เกษตรฯเข้มบริหารจุดรับซื้อ

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายระพีภัทร จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาว่า กระทรวงเกษตรฯ มีความพร้อมเดินหน้าเต็มที่ หลังจับมือกับบริษัทเอกชนประกาศจุดรับซื้อในพื้นที่กว่า 1 ล้านไร่ใน 33 จังหวัด อีกทั้ง นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดลงพื้นที่ตรวจตราการบริหารจัดการในเรื่องปัจจัยการผลิต (น้ำ,ปุ๋ย,เมล็ดพันธุ์) และจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความโปร่งใส เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีเข้าแทรกแซง

ปัจจุบันมีบริษัทภายใต้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ แจ้งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร อย่างน้อยจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1. บริษัท บีอาร์เอฟ ฟีด (ไทยแลนด์) จำกัด 2. บริษัท ลีพัฒนาอาหารสัตว์ จำกัด 3. บริษัท เบทา โกร จำกัด และ 4. บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น นอกจากนี้ มีเอกชนในพื้นที่รับซื้อ 8 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าในท้องถิ่นที่เป็นคู่ค้าเดิมของสหกรณ์ หรือเป็นผู้รับซื้อรายใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งผลการจับคู่กับเอกชนเพื่อรับซื้ออาหารสัตว์พบว่า ส่วนใหญ่มีการจับคู่คู่ค้าเรียบร้อยแล้วและมีบริษัทเอกชนวางแผนเข้ารับซื้อแล้ว

สำหรับบริษัทภายใต้สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยยินดีสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ราคาพิเศษ ผ่านร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่รับบัตรเกษตรสุขใจ (A-Shop) และจะดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง ด้วยวิธี Train The Trainer ผ่าน Video Conference เบื้องต้นมีบริษัทจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ แจ้งข้อมูลแล้วอย่างน้อย 4 บริษัท ได้แก่ 1. บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด 2. บริษัท ชินเจนทา ซีดส์ จำกัด 3. บริษัท เมล็ดพันธุ์ เอเชีย จำกัด และ 4. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด เป็นต้น โดยทุกบริษัทสามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้ทุกจังหวัด เกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้ตามความชอบ

ขณะนี้มีสหกรณ์จำนวน 274 สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ และเป็นจุดรวบรวมผลผลิต โดยเป็นสหกรณ์รวบรวมพร้อมปรับปรุงคุณภาพ 21 สหกรณ์ สหกรณ์เป็นจุดรวบรวมอย่างเดียว 132 สหกรณ์ สหกรณ์ที่พร้อมให้เอกชนเช่าพื้นที่เพื่อเป็นจุดรวบรวม 121 สหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์ทั้ง 274 สหกรณ์ได้ส่งรายชื่อให้กับ ธ.ก.ส. เรียบร้อยแล้วเพื่อประสานในการเป็นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่รับบัตรเกษตรสุขใจ

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายดำเนินโครงการดังกล่าวให้เกิด
สัมฤทธิผล และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรตามนโยบายตลาดนำการผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีการเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนากับสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยในเร็วๆ นี้

ปศุสัตว์ลุยค้น ยึดหมูเกือบ2ตันไร้ที่มา เสี่ยง‘อหิวาต์แอฟริกา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376466

ปศุสัตว์ลุยค้น ยึดหมูเกือบ2ตันไร้ที่มา เสี่ยง‘อหิวาต์แอฟริกา’

ปศุสัตว์ลุยค้น ยึดหมูเกือบ2ตันไร้ที่มา เสี่ยง‘อหิวาต์แอฟริกา’

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปศุสัตว์ลุยค้นยึดหมูเกือบ2ตันไร้ที่มาเสี่ยง‘อหิวาต์แอฟริกา’วัดใจครม.ช่วยชาวสวนปาล์ม

ปศุสัตว์ นำทีมตรวจค้นห้องเย็น 3 แห่ง เขตยานนาวา พบซากสุกรแช่แข็งไม่ทราบแหล่งที่มาเกือบ 2 ตัน มูลค่ากว่า 2.5 แสน เสี่ยงติดเชื้อโรค “อหิวาห์แอฟริกาในสุกร” คาดถูกลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่กองสารวัตรและกักกัน ร่วมกับด่านกักกันสัตว์ท่าเรือกรุงเทพ เข้าตรวจค้นห้องเย็นไม่ทราบชื่อ 3 แห่ง ในพื้นที่แขวงสวนหลวง และแขวงยานนาวา เขตยานนาวา กทม.โดยพบซากสุกรแช่แข็ง ไม่ทราบแหล่งที่มาจำนวนมาก

สำหรับปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้าซากสุกรจากต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย และมาตรการป้องกันการเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) โดยพบซากสุกรแช่แข็ง ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือสถานที่ผลิตที่ชัดเจน ไม่มีเอกสารหลักฐานผ่านการตรวจสอบจากสัตวแพทย์ หรือหนังสือรับรองสุขศาสตร์ซากสุกร จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ มีความเสี่ยงติดเชื้อโรคระบาดปะปนมากับซากสุกรดังกล่าว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้อายัดซากสุกรแช่แข็ง 640 ตัว น้ำหนักประมาณ 1,900 กิโลกรัม หรือเกือบ 2 ตัน มูลค่าประมาณ 250,000 บาท ไว้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

นายสัตวแพทย์สรวิศ เปิดเผยด้วยว่า ปัจจุบันยังมีการลักลอบนำเข้าซากสัตว์จากต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงการเคลื่อนย้ายซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ซากสัตว์ดังกล่าวไม่ได้รับการตรวจสอบจึงมีความเสี่ยงที่อาจเป็นพาหะของโรคระบาดได้ กรมปศุสัตว์จึงมีมาตรการเข้มงวด ตรวจสอบการลักลอบนำเข้าซากสัตว์จากต่างประเทศ และควบคุมการเคลื่อนย้ายภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันโรคระบาดสัตว์ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี กรมปศุสัตว์ อำนวยความสะดวกในการอนุญาตนำเข้าและเคลื่อนย้ายซากสัตว์ภายในประเทศให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งประชาชนที่ต้องการข้อมูล หรือพบเห็นการกระทำผิดสามารถติดต่อให้ข้อมูลหรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดผ่านทางแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ในโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ทุกระบบ

รักษ์เกษตร : หลักการเพาะเมล็ดพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376385

รักษ์เกษตร : หลักการเพาะเมล็ดพืช

รักษ์เกษตร : หลักการเพาะเมล็ดพืช

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมมักจะประสบปัญหาในการเพาะเมล็ดครับ เวลาที่ผมเพาะเมล็ดพืช ก็ไม่ค่อยงอกตามที่ต้องการ ขอทราบวิธีการด้วยครับ

รัตนชัย อ่อนสมัน

อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

คำตอบ

การเพาะเมล็ดพืช สำคัญอยู่ที่ต้องรู้ลักษณะของเมล็ดพืชนั้นๆ เพราะพืชแต่ละชนิดมีเมล็ดพันธุ์ที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง นับจากเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้ จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต และถ้าจะให้ดีเกษตรกรควรเริ่มต้นจากการหาเมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วนำมาเพาะกล้า การเพาะเมล็ดพันธุ์ได้เป็นผลสำเร็จ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก

วิธีการเพาะเมล็ด ที่นิยมกัน มุ่งหมายให้พืชที่ได้มีลำต้นแข็งแรง และให้ผลผลิตสูง มีดังนี้

1. ทำการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์พืชที่มีคุณภาพที่ดี ทนต่อโรคและแมลง มีอัตราการงอกสูง โดยดู วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต และวันที่หมดอายุ

2. เมล็ดพืชที่เพาะ ถ้ามีเปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง ควรกะเทาะเปลือก หรือลอกเปลือกออกให้หมด วิธีการนี้ จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น

3. ให้แช่น้ำเมล็ดพืช จะทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัวลง จึงช่วยให้เมล็ดพืชงอกได้เร็วขึ้น โดยนำมาแช่ในน้ำอุณหภูมิปกติ หรือน้ำอุ่น ให้ใช้น้ำร้อนผสมน้ำเย็น อัตราส่วน 1:1 แช่นาน 30 นาที และปล่อยจนน้ำเย็น แช่ทิ้งไว้นาน 10-12 ชม. จึงนำมาห่อผ้าเปียกไว้ รดน้ำ 2-3 วัน พอเริ่มมีรากงอกออกมา ให้นำไปเพาะลงในถาดเพาะกล้า หรือถุงเพาะกล้า

4. การเตรียมวัสดุเพาะกล้าพืช โดยให้ผสมดินร่วน ปุ๋ยคอกเก่าแห้งอย่างละเอียด และขี้เถ้าแกลบ ในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 เมื่อผสมวัสดุดีแล้ว ให้นำใส่ในภาชนะเพาะ เช่น ถาดเพาะ กระถาง หรือถุงพลาสติก โดยใส่วัสดุเพาะกล้าลงในภาชนะ ประมาณ 2 ใน 3 ของความสูงของภาชนะบรรจุ ไม่ควรใส่ให้สูงล้นเต็มภาชนะ เพราะเวลารดน้ำจะทำให้เมล็ดพันธุ์ไหลหลุดติดไปกับน้ำ

5. เกลี่ยผิวหน้าวัสดุเพาะให้เรียบ และทำเป็นหลุมหรือร่องเล็กๆ ตามขนาดความยาวของภาชนะ ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 3 ซม. ลึกประมาณ
1 ซม.

6. ถ้าเป็นหลุมปลูก ให้โรยเมล็ดพันธุ์ลงไปเลย ควรหยอดเมล็ด 2-3 เมล็ด/หลุม ถ้าโรยเป็นแถว ควรโรยบางๆ และกลบวัสดุปลูกทับเมล็ดพันธุ์พืชที่โรยไว้

7. ให้หว่านปูนขาวบางๆ ลงบนผิวของวัสดุปลูก เพื่อป้องกันมด หรือแมลงเข้าทำลายเมล็ดพันธุ์ และควรวางภาชนะเพาะกล้าในที่ร่มรำไร และรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น

8. เมื่อเมล็ดเริ่มมีใบ ควรวางภาชนะเพาะกล้าให้ได้รับแสงสว่างในช่วงครึ่งวันเช้า หรือใช้วัสดุพรางแสงกั้นบนภาชนะที่ใช้เพาะกล้า เพื่อให้กล้าผักเริ่มปรับตัวแข็งแรงขึ้น และไม่กระทบกระเทือนต่อสภาพการย้ายปลูกในแปลงปลูก

ที่สำคัญคือ การดูแลและการจัดการกล้าพืชที่เพาะโตและแข็งแรง เมื่อทำการย้ายกล้าลงแปลงปลูกแล้ว จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก รองก้นหลุมก่อนปลูก เพื่อช่วยปรับสภาพดิน เพราะเมื่อต้นกล้าโต ก็จะต้องการธาตุอาหารอย่างมากด้วยนะครับ

วิวัฒน์ ศัลยกำธร

เกษตรฯตั้งวอร์รูม รับฤดูฝน16จว.ใต้ ป้องจุดเสี่ยงน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376465

เกษตรฯตั้งวอร์รูม  รับฤดูฝน16จว.ใต้  ป้องจุดเสี่ยงน้ำท่วม

เกษตรฯตั้งวอร์รูม รับฤดูฝน16จว.ใต้ ป้องจุดเสี่ยงน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เกษตรฯตั้งวอร์รูม

รับฤดูฝน16จว.ใต้

ป้องจุดเสี่ยงน้ำท่วม

นายกฯเร่งช่วยปชช.

รมว.เกษตรฯสั่งตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์-เฝ้าระวังน้ำท่วมใต้ที่เข้าหน้าฝน กำชับบูรณาการกับผู้ว่าฯ 16 จว.เฝ้าระวังจุดเสี่ยงท่วมซ้ำซาก เผยนายกฯห่วงสั่งทุกหน่วยลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ด้านปภ.สรุปอุทกภัยที่ประจวบฯเริ่มคลี่คลาย น้ำลดต่อเนื่อง 2.7 หมื่นคนเดือดร้อน สังเวย 1 เช่นเดียวกับ จ.ชุมพร 7 อ.อ่วม พื้นที่เกษตรเสียหาย 8 พันไร่

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ว่า ขณะนี้ภาคใต้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ดังนั้น ตนจึงได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯตั้งศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์ เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปริมาณฝนและน้ำท่าที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งทุกพื้นที่ต้องประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด 16 จังหวัด เพื่อบูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาจุดเสี่ยงน้ำท่วมเป็นประจำ

ทั้งนี้ มอบให้รองปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธานศูนย์ฯ โดยมีสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ เป็นฝ่ายเลขาฯประสานกับกรมต่างๆเข้าพื้นที่สำรวจความเสียหาย และประสานความร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) โดยให้ศูนย์อำนวยการฯสรุปสถานการณ์เป็นรายวันจนกว่าสถานการณ์กลับสู่ปกติ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรทันเหตุการณ์

รมว.เกษตรฯยังได้กำชับให้ทุกพื้นที่ทำตามที่สั่งการไว้ 8 ข้อให้ครบถ้วน ซึ่งจะบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนได้ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยสั่งย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งลงพื้นที่ดูแลช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรอย่างรวดเร็ว

น้ำท่วม’ประจวบฯเริ่มคลี่คลาย

ด้าน นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากสภาวะร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่วันที่ 7 – 12 พฤศจิกายน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่ 3 จังหวัดได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และเพชรบุรี รวม 13 อำเภอ 82 ตำบล 675 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 30,694 ครัวเรือน 71,702 คน ผู้เสียชีวิต 3 ราย ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 1 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี

ส่วนอีก 2 จังหวัด ยังมีสถานการณ์อุทกภัยรวม 10 อำเภอ 79 ตำบล 673 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 30,694 ครัวเรือน 71,702 คน ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.บางสะพานน้อย อ.บางสะพาน และอ.ทับสะแก รวม 17 ตำบล 152 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 12,398 ครัวเรือน 27,961 คน เสียชีวิต 1 ราย จนถึงขณะนี้ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

จ.ชุมพร น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 7 อำเภอได้แก่ อ.ปะทิว สวี เมืองชุมพร หลังสวน ทุ่งตะโก ท่าแซะ และละแม รวม 62 ตำบล 521 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 18,296 ครัวเรือน 43,741 คน เสียชีวิต 2 ราย โรงเรียน 65 แห่ง ถนน 1,014 สาย สะพาน 57 แห่ง พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับผลกระทบ 8,991 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

นายชยพลกล่าวต่อว่า ปภ.ร่วมกับจังหวัด ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยสนับสนุนระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังต่อเนื่อง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น นอกจากนี้ ได้กำชับจังหวัดที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วให้เร่งสำรวจและจัดทำบัญชีความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ต่อไป

อู่ตะเภาน้ำสูงหลังฝนถล่มต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วม ที่หมู่ที่ 6 ต.พังลา อ.สะเดา จ.สงขลา หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่หลายวัน น้ำจากเขาน้ำค้าง และจากเทือกเขาแก้วไหลลงคลองอู่ตะเภา ตอนบน ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นหลายนิ้ว หากฝนยังตกต่อเนื่องอีก จะทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ และน้ำจากคลองอู่ตะเภาตอนบน ในช่วงกลางคืนก็จะไหลเข้าคลองอู่ตะเภาหาดใหญ่ แต่ถ้าฝนทิ้งช่วงหยุดตก ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาจะลดลงทันที เนื่องจากช่วงกลางคืนน้ำในคลองอู่ตะเภาตอนบนไหลเข้าสู่คลองอู่ตะเภา ที่อ.หาดใหญ่แล้ว แต่คลองอู่ตะเภาตอนบน ยังสามารถรับปริมาณน้ำฝนได้อีกจำนวนมาก