บอร์ดเฉพาะกิจกฟก.หมดวาระ เร่งสรรหากรรมการใหม่ แก้หนี้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376441

บอร์ดเฉพาะกิจกฟก.หมดวาระ เร่งสรรหากรรมการใหม่ แก้หนี้เกษตรกร

บอร์ดเฉพาะกิจกฟก.หมดวาระ เร่งสรรหากรรมการใหม่ แก้หนี้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 20.09 น.

คณะกรรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ปฏิบัติงานครบ 180 วัน เดินหน้าแก้หนี้สินสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ 468,558 ราย วงเงิน 85,823.93 ล้าน ขณะที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ เร่งสรรหา คณะกรรมการชุดใหม่ ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ พ.ศ. 2542

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ที่มีนายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้ดำเนินการครบ180 วัน หลังจากรัฐบบาลได้มีมติจัดตั้งเมื่อ ปี 2542 ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.2542 และในปี 2544 รัฐบาลได้แก้ไข พ.ร.บ. กองทุนฯ ให้มีภารกิจเพิ่มขึ้น โดยมีหน้าที่ด้านจัดการหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ ด้วยวิธีให้กองทุนฟื้นฟูฯ มีอำนาจซื้อหนี้ของเกษตรกรจากเจ้าหนี้สถาบันการเงินต่างๆ มาบริหารหนี้ใหม่เอง อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบการบริหารจัดการหนี้สินเกษตรกรของกองทุนฟื้นฟูฯ ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งได้รายงานต่อ ครม. พบว่า ตั้งแต่ ปี 2542-2556 กองทุนฟื้นฟูฯ ยังไม่สามารถดำเนินการตามเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ และขาดประสิทธิภาพในการจัดการหนี้สินเกษตรกร รวมทั้งโครงสร้างของคณะกรรมการจัดการหนี้สินเกษตรกร ก็มีองค์ประกอบไม่เหมาะสมทำให้มีผลประโยชน์ซ้อนกัน (conflict of interest) ระหว่าง คณะกรรมการจัดการหนี้สินเกษตรกรกับเกษตรกรกับลูกหนี้ และเมื่อกองทุนฟื้นฟูฯ ไปซื้อหนี้มาจากสถาบันการเงินเจ้าหนี้แล้ว ก็ไม่ได้มีการพัฒนาอาชีพเกษตรกร ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้มีรายได้มาชำระหนี้ใหม่ที่กองทุนฟื้นฟูฯ แต่อย่างใด ตามการรายงานของ

จากนั้น ในปี 2560 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่ง คสช.ที่ 26/2560 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.60 แต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ขึ้นทำหน้าที่แทนคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นการเฉพาะกิจ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรเท่าที่จำเป็นและเร่งด่วน การปรับปรุงกฎหมายและการบริหารงานของกองทุนฟื้นฟูฯ โดยได้กำหนดให้ คณะกรรมการดำเนินการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ มีวาระการทำงาน 180 วัน หากภารกิจยังไม่แล้วเสร็จให้ ครม. มีอำนาจขยายเวลาการปฎิบัติภารกิจได้คราวละ180 วัน

ทั้งนี้ ผลการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่สำคัญเร่งด่วนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ  จำนวน 6.7 ล้านคน (ข้อมูล ณ 31 ธ.ค. 60) ม่ความประสงค์ให้กองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ได้ขึ้นทะเบียนหนี้แล้ว จำนวน 468,558 ราย วงเงิน 85,823.93 ล้านบาท ส่วนเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่จะดำเนินการจัดการหนี้ได้จำนวน 55,515 ราย วงเงิน 9,796 ล้านบาท แยกเป็น 1.การแก้ไขปัญหาหนี้สินเร่งด่วนที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีหรือขายทอดตลาดตามคำพิพากษา เกษตรกรถูกบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาด 4,643 ราย ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเจรจากับสถาบันเจ้าหนี้ ผลการเจรจา ได้แก่ ชะลอดำเนินการทางกฎหมาย 2,299 ราย เจ้าหนี้ดำเนินการทางกฎหมาย 444 ราย เกษตรกรชำระหนี้เองง 158ราย และไม่เข้าสู่กระบวนการเจรจา 1,742 ราย 2.กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในกรณีต่างๆ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่ง คกก.กองทุนฟื้นฟูฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ ได้แก่ กรณีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์การจัดการหนี้สินเกษตรกร พ.ศ. 2560 อนุมัติให้กองทุนฟื้นฟูฯ จัดการซื้อหนี้ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปรับโครงสร้างหนี้ รวม 1,518 ราย วงเงินเป็นหนี้รวมจำนวน 642.54 ล้านบาท

ขณะที่ กรณีเกษตรกรขาดคุณสมบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์การจัดการหนี้สินเกษตรกร พ.ศ. 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นคนกลางในการเจรจากับเจ้าหนี้แต่ละสถาบันการเงิน โดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรลูกหนี้ ได้แก่ 1.ลูกหนี้ ธ.ก.ส. เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ NPLs 36,605 ราย วงเงินเป็นหนี้ 6,382.67 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงค้าง 3,829.38 ล้านบาท ธ.ก.ส.ปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 61โดยพักชำระเงินต้นครึ่งหนึ่ง และดอกเบี้ยทั้งหมด สามารถผ่อนชำระหนี้เงินต้นครึ่งหนึ่ง แต่ไม่เกิน 15 ปี ผ่อนเรียบร้อย ดอกเบี้ยจะพิจารณายกให้ และนำเงินต้นครึ่งหนึ่งที่พักชำระหนี้ไว้มาปรับโครงสร้าง ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม ไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร 2.ลูกหนี้ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ NPLs 2,389 ราย วงเงินเป็นหนี้ 630.59 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างธนาคาร ทั้งสองนำเสนอคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ตามมติ ครม.  3.ลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ 573 ราย วงเงินเป็นหนี้ 383.45ล้านบาท ให้เกษตรกรลูกหนี้ชำระเพียงร้อยละ 50 ของเงินต้นคงค้างเพียงครั้งเดียว ภายใน 30 มิ.ย. 62 4.ลูกหนี้ของสหกรณ์การเกษตร เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ 15,973 ราย วงเงินเป็นหนี้ 2,345.01 ล้านบาท โดย ยินยอมให้กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรชำระหนี้แทนได้ 238 สหกรณ์ สมาชิก 1,398 ราย วงเงินเป็น หนี้ 599.10 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้สหกรณ์ฯ ช่วยเหลือสมาชิก เช่น การลดดอกเบี้ย ขยายเวลาผ่อนชำระฯ เป็นต้น โดยสหกรณ์จะช่วยเหลือ หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ  และ5.ลูกหนี้ของนิติบุคคลอื่น ได้มีการเจรจากับนิติบุคคลต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกร โดยนิติบุคคลให้ลูกหนี้ติดต่อโดยตรง เพื่อให้ความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ ได้เห็นชอบให้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยว่ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ อยู่ในระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน วิธีการเสนอกฎหมาย โดยให้แก้ไข พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ มาตรา 16, 23 และมาตรา 37/9 ซึ่งได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียตามรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้ง ได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาระบบงานฯ ของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ เช่น ด้านการเงินและบัญชี ด้านบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน ด้านข้อมูลสารสนเทศและระบบโปรแกรม ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร การบริหารจัดการคดีความ การปรับปรุงแก้ไขระเบียบ เป็นต้น

สำหรับแนวทางการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกร คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ ได้ประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรใหม่ตามข้อสังเกตของ สตง. โดยมอบหมายสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ดำเนินการเพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับการจัดการหนี้ มีรายได้ มีการจัดการความรู้ การผลิต การตลาด ซึ่งได้อนุมัติโครงการฟื้นฟูเกษตรกรฯ ให้กับองค์กรเกษตรกร 665 โครงการ เกษตรเข้าร่วม 10,659 ราย วงเงิน 67.03 ล้านบาท และฟื้นฟูเกษตรกร ที่ได้รับอุทกภัย 1,114 โครงการ

“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวันที่ 8 พ.ย. 61 ที่ผ่านมา ได้ครบวาระ 180 วัน ในการปฎิบัติภารกิจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ และตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 26/2560 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.60 ได้มีการกำหนดให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. 2542 ต่อไป”แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

คกก.กองทุนฟื้นฟูเฉพาะกิจฯเดินหน้าแก้หนี้สินสมาชิกแล้วกว่า468,558ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376389

คกก.กองทุนฟื้นฟูเฉพาะกิจฯเดินหน้าแก้หนี้สินสมาชิกแล้วกว่า468,558ราย

คกก.กองทุนฟื้นฟูเฉพาะกิจฯเดินหน้าแก้หนี้สินสมาชิกแล้วกว่า468,558ราย

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 17.16 น.

คณะกรรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ปฏิบัติงานครบ 180 วัน เดินหน้าแก้หนี้สินสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ 468,558 ราย วงเงิน 85,823.93 ล้าน ขณะที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ เร่งสรรหา คณะกรรมการชุดใหม่ ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ พ.ศ.2542

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ที่มี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้ดำเนินการครบ180 วัน หลังจากรัฐบบาลได้มีมติจัดตั้งเมื่อ ปี 2542 ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.2542 และในปี 2544 รัฐบาลได้แก้ไข พ.ร.บ. กองทุนฯ ให้มีภารกิจเพิ่มขึ้น โดยมีหน้าที่ด้านจัดการหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ ด้วยวิธีให้กองทุนฟื้นฟูฯ มีอำนาจซื้อหนี้ของเกษตรกรจากเจ้าหนี้สถาบันการเงินต่างๆ มาบริหารหนี้ใหม่เอง อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบการบริหารจัดการหนี้สินเกษตรกรของกองทุนฟื้นฟูฯ ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งได้รายงานต่อ ครม.พบว่า ตั้งแต่ ปี 2542-2556 กองทุนฟื้นฟูฯ ยังไม่สามารถดำเนินการตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ และขาดประสิทธิภาพในการจัดการหนี้สินเกษตรกร รวมทั้งโครงสร้างของคณะกรรมการจัดการหนี้สินเกษตรกร ก็มีองค์ประกอบไม่เหมาะสมทำให้มีผลประโยชน์ซ้อนกัน (conflict of interest) ระหว่าง คณะกรรมการจัดการหนี้สินเกษตรกรกับเกษตรกรกับลูกหนี้ และเมื่อกองทุนฟื้นฟูฯ ไปซื้อหนี้มาจากสถาบันการเงินเจ้าหนี้แล้ว ก็ไม่ได้มีการพัฒนาอาชีพเกษตรกร ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้มีรายได้มาชำระหนี้ใหม่ที่กองทุนฟื้นฟูฯ แต่อย่างใด ตามการรายงานของ

จากนั้น ในปี 2560 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่ง คสช.ที่ 26/2560 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.60 แต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ขึ้นทำหน้าที่แทนคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ตาม พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นการเฉพาะกิจ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรเท่าที่จำเป็นและเร่งด่วน การปรับปรุงกฎหมายและการบริหารงานของกองทุนฟื้นฟูฯ โดยได้กำหนดให้ คณะกรรมการดำเนินการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ มีวาระการทำงาน 180 วัน หากภารกิจยังไม่แล้วเสร็จให้ ครม.มีอำนาจขยายเวลาการปฎิบัติภารกิจได้คราวละ180 วัน

ทั้งนี้ ผลการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่สำคัญเร่งด่วนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ  จำนวน 6.7 ล้านคน (ข้อมูล ณ 31 ธ.ค.60) ม่ความประสงค์ให้กองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ได้ขึ้นทะเบียนหนี้แล้ว จำนวน 468,558 ราย วงเงิน 85,823.93 ล้านบาท ส่วนเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่จะดำเนินการจัดการหนี้ได้จำนวน 55,515 ราย วงเงิน 9,796 ล้านบาท แยกเป็น 1.การแก้ไขปัญหาหนี้สินเร่งด่วนที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีหรือขายทอดตลาดตามคำพิพากษา เกษตรกรถูกบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาด 4,643 ราย ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเจรจากับสถาบันเจ้าหนี้ ผลการเจรจา ได้แก่ ชะลอดำเนินการทางกฎหมาย 2,299 ราย เจ้าหนี้ดำเนินการทางกฎหมาย 444 ราย เกษตรกรชำระหนี้เองง 158ราย และไม่เข้าสู่กระบวนการเจรจา 1,742 ราย 2.กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในกรณีต่างๆ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่ง คกก.กองทุนฟื้นฟูฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ ได้แก่ กรณีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์การจัดการหนี้สินเกษตรกร พ.ศ.2560 อนุมัติให้กองทุนฟื้นฟูฯ จัดการซื้อหนี้ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปรับโครงสร้างหนี้ รวม 1,518 ราย วงเงินเป็นหนี้รวมจำนวน 642.54 ล้านบาท

ขณะที่กรณีเกษตรกรขาดคุณสมบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์การจัดการหนี้สินเกษตรกร พ.ศ.2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นคนกลางในการเจรจากับเจ้าหนี้แต่ละสถาบันการเงิน โดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรลูกหนี้ ได้แก่ 1.ลูกหนี้ ธ.ก.ส. เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ NPLs 36,605 ราย วงเงินเป็นหนี้ 6,382.67 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงค้าง 3,829.38 ล้านบาท ธ.ก.ส.ปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 2 ต.ค.61 โดยพักชำระเงินต้นครึ่งหนึ่ง และดอกเบี้ยทั้งหมด สามารถผ่อนชำระหนี้เงินต้นครึ่งหนึ่ง แต่ไม่เกิน 15 ปี ผ่อนเรียบร้อย ดอกเบี้ยจะพิจารณายกให้ และนำเงินต้นครึ่งหนึ่งที่พักชำระหนี้ไว้มาปรับโครงสร้าง ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม ไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร 2.ลูกหนี้ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ NPLs 2,389 ราย วงเงินเป็นหนี้ 630.59 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างธนาคาร ทั้งสองนำเสนอคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ตามมติ ครม.

3.ลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ 573 ราย วงเงินเป็นหนี้ 383.45ล้านบาท ให้เกษตรกรลูกหนี้ชำระเพียงร้อยละ 50 ของเงินต้นคงค้างเพียงครั้งเดียว ภายใน 30 มิ.ย.62 4.ลูกหนี้ของสหกรณ์การเกษตร เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ 15,973 ราย วงเงินเป็นหนี้ 2,345.01 ล้านบาท โดย ยินยอมให้กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรชำระหนี้แทนได้ 238 สหกรณ์ สมาชิก 1,398 ราย วงเงินเป็น หนี้ 599.10 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้สหกรณ์ฯ ช่วยเหลือสมาชิก เช่น การลดดอกเบี้ย ขยายเวลาผ่อนชำระฯ เป็นต้น โดยสหกรณ์จะช่วยเหลือ หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และ 5.ลูกหนี้ของนิติบุคคลอื่น ได้มีการเจรจากับนิติบุคคลต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกร โดยนิติบุคคลให้ลูกหนี้ติดต่อโดยตรง เพื่อให้ความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ ได้เห็นชอบให้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยว่ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ อยู่ในระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน วิธีการเสนอกฎหมาย โดยให้แก้ไข พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ มาตรา 16 , 23 และมาตรา 37/9 ซึ่งได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียตามรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้ง ได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาระบบงานฯ ของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ เช่น ด้านการเงินและบัญชี ด้านบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน ด้านข้อมูลสารสนเทศและระบบโปรแกรม ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร การบริหารจัดการคดีความ การปรับปรุงแก้ไขระเบียบ เป็นต้น
สำหรับแนวทางการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกร คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ ได้ประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรใหม่ตามข้อสังเกตของ สตง.โดยมอบหมายสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ดำเนินการเพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับการจัดการหนี้ มีรายได้ มีการจัดการความรู้ การผลิต การตลาด ซึ่งได้อนุมัติโครงการฟื้นฟูเกษตรกรฯ ให้กับองค์กรเกษตรกร 665 โครงการ เกษตรเข้าร่วม 10,659 ราย วงเงิน 67.03 ล้านบาท และฟื้นฟูเกษตรกร ที่ได้รับอุทกภัย 1,114 โครงการ

“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวันที่ 8 พ.ย.61 ที่ผ่านมา ได้ครบวาระ 180 วัน ในการปฎิบัติภารกิจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ และตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 26/2560 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.60 ได้มีการกำหนดให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ ตาม พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.2542 ต่อไป” แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ ระบุ

เคลียร์พื้นที่ปลูก’มัน’41จว.! กษ.ยันสกัดโรคระบาดใบด่างได้ แบ่งเฝ้าระวัง3ระดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376356

เคลียร์พื้นที่ปลูก'มัน'41จว.! กษ.ยันสกัดโรคระบาดใบด่างได้ แบ่งเฝ้าระวัง3ระดับ

เคลียร์พื้นที่ปลูก’มัน’41จว.! กษ.ยันสกัดโรคระบาดใบด่างได้ แบ่งเฝ้าระวัง3ระดับ

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.16 น.

กษ.เคลียร์พื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง41จังหวัด ยืนยันสกัดโรคระบาดใบด่างมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านได้ แบ่งพื้นที่เฝ้าระวังโรค3ระดับ วางมาตรการตรวจติดตามพื้นที่เสี่ยงสูง เข้มข้นทุก2สัปดาห์ ป้องกันโรคเข้าสู่แหล่งผลิตมันสำปะหลังแหล่งสำคัญของประเทศ

12 พ.ย.61 น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าสถานการณ์เฝ้าระวังการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan Cassava Mosaic Virus (SLCMV) ที่พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทยประมาณ 40 กิโลเมตร ว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศอย่างเข้มข้น โดยแบ่งพื้นที่การตรวจสอบออกเป็น 3 ระดับ คือ

พื้นที่เสี่ยงมาก เป็นพื้นที่ติดชายแดนในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างจำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จ.อุบลราชธานี , จ.ศรีสะเกษ , จ.สุรินทร์ , จ.บุรีรัมย์ , จ.สระแก้ว , จ.จันทบุรี และแหล่งจำหน่ายพันธุ์ จ.นครราชสีมา และ จ.ปราจีนบุรี รวมพื้นปลูกทั้งหมด 3.1 ล้านไร่ สำรวจแล้ว 3.077 ล้านไร่ ผลการสำรวจ พบต้นที่แสดงอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ SLCMV จำนวน 195 ต้น ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการถอนทำลายต้นที่แสดงอาการ โดยการฝังกลบและพ่นด้วยสารฆ่าแมลงในแปลงที่พบอาการและแปลงใกล้เคียง เพื่อป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบเรียบร้อยแล้ว และเข้าตรวจติดตามเพื่อเฝ้าระวังในแปลงดังกล่าวทุก 2 สัปดาห์

ส่วนพื้นที่แหล่งผลิตพันธุ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี กรมวิชาการเกษตรประกาศเป็นเขตควบคุมศัตรูพืช ตาม พ.ร.บ.กักพืช ปี 2507 ที่หมู่ 3 และหมู่ 6 ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และประกาศเขตควบคุมศัตรูพืชเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ในท้องที่หมู่ 10 ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี

พื้นที่เสี่ยงปานกลาง ได้แก่ พื้นที่ติดชายแดนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รวม 11 จังหวัด ได้แก่ จ.น่าน , จ.เชียงราย , จ.พะเยา , จ.อุตรดิตถ์ , จ.เลย , จ.หนองคาย , จ.บึงกาฬ , จ.นครพนม , จ.มุกดาหาร , จ.อำนาจเจริญ และ จ.ฉะเชิงเทรา รวมพื้นปลูกทั้งหมด 0.9 ล้านไร่ สำรวจแล้ว 0.75 ล้านไร่ ไม่พบอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ SLCMV

พื้นที่เสี่ยงน้อย พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วไปจำนวน 31 จังหวัด รวมพื้นปลูกทั้งหมด 4.9 ล้านไร่ สำรวจแล้ว 4.65 ล้านไร่ ไม่พบอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ SLCMV

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ทราบว่าโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดเข้าใกล้แนวชายแดนประเทศไทย เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรต้องทำงานกันอย่างหนัก เพื่อสำรวจแบบสแกนกันทุกพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีโรคใบด่างมันสำปะหลังหลุดรอดเข้ามาระบาดในประเทศไทย และถึงจะตรวจพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการที่คล้ายโรคใบด่างก็จำเป็นที่จะต้องทำลายเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน โดยตั้งเป้าไว้ว่าภารกิจการสำรวจดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถเคลียร์พื้นที่กันได้อย่างรวดเร็วมาก ทำให้ทราบผลการสำรวจก่อนกำหนด และมั่นใจว่าประเทศไทยยังไม่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังหลุดรอดเข้ามาระบาดในประเทศอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม แม้จะวางใจได้ว่าในพื้นที่เสี่ยงปานกลางและเสี่ยงน้อย รวม 41 จังหวัด ไม่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังแน่นอนแล้ว แต่ภารกิจหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการสำรวจและเฝ้าติดตามต่อไปเป็นระยะ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงต่อการระบาดที่ จ.ปราจีนบุรี และ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายพันธุ์มันสำปะหลัง กรมวิชาการเกษตรจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจติดตามการระบาด ทุก 2 สัปดาห์ ส่วนในพื้นที่เสี่ยงปานกลางและเสี่ยงน้อย จะส่งมอบพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรเข้าไปตรวจติดตามการระบาดตามคำแนะนำในคู่มือการสำรวจ และเฝ้าระวังประมาณต้นเดือน ธ.ค.นี้

รักษาแชมป์ส่งออก! กษ.สั่งเร่งวิจัยพัฒนา’ข้าวหอมมะลิไทย’ หลังเจอคู่แข่งเบียดตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376342

รักษาแชมป์ส่งออก! กษ.สั่งเร่งวิจัยพัฒนา'ข้าวหอมมะลิไทย' หลังเจอคู่แข่งเบียดตลาดโลก

รักษาแชมป์ส่งออก! กษ.สั่งเร่งวิจัยพัฒนา’ข้าวหอมมะลิไทย’ หลังเจอคู่แข่งเบียดตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.49 น.

กษ.จ่อเยียวยา”ชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้”โดนฝนทิ้งช่วงทำข้าวหอมมะลิผลผลิตต่ำ เสนอครม.ช่วยพันธุ์ข้าวปลูกฤดูใหม่ สั่งทุกกรมเร่งวิจัยพัฒนาข้าวหอมมะลิไทยรักษาแชมป์ส่งออก หลังเจอคู่แข่งเบียดตลาดโลก

12 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ราคาข้าวหอมมะลิปีนี้มีราคาดี แต่ชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้บางจังหวัดภาคอีสาน ประสบภาวะฝนทิ้งช่วง และร้องเรียนมาว่าจากสภาพอากาศที่เกิดขึ้นส่งผลผลผลิตข้าวได้ปริมาณน้อย ซึ่งในกรณีที่เกิดภัยแล้งรุนแรง ทางจังหวัดจะประกาศเป็นเขตภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกษตรกรจะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง แต่หากไม่มีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาช่วยเหลือตามความเหมาะสม

สำหรับกระทรวงเกษตรฯ มีความห่วงใยเกษตรกร ซึ่งอาจมีปัญหาเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ไม่เพียงพอไว้ปลูกในฤดูกาลต่อไป ดังนั้น กรมการข้าวจะสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อเสนอกระทรวงฯ ช่วยเหลือ ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับเพาะปลูก แต่ทั้งนี้ ต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติงบประมาณ

นายกฤษฎา กล่าวว่า ส่วนข้าวหอมมะลิของไทย ที่ตลาดโลกขยับราคาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แสดงถึงว่ายังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมาก ทั้งนี้ จะต้องพัฒนาและรักษาคุณภาพของข้าวหอมมะลิให้ดียิ่งขึ้น จึงสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ เร่งวิจัยและพัฒนาปรับปรุงคุณภาพข้าว เช่น กรมการข้าว ให้วิจัยเมล็ดพันธุ์ว่ายังคงมีลักษณะทางพันธุกรรมตามเดิมหรือไม่ รวมทั้งปรับปรุงให้คุณลักษณะที่ดียิ่งขึ้น และให้กรมวิชาการเกษตร ศึกษาวิธีการปลูกว่า ทำอย่างไรจะได้ข้าวที่เมล็ดสมบูรณ์และผลผลิตต่อไร่สูงไร่ ส่วนกรมพัฒนาที่ดิน วิจัยถึงการปลูกข้าวซ้ำๆ ในพื้นที่เดิม ส่งผลให้สูญเสียอาหารธาตุ​ในดินหรือไม่​ หากสูญเสียต้องปรับปรุงคุณภาพดินอย่างไร

“ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านได้พัฒนาการปลูกข้าวหอมเพื่อแข่งขันในการส่งออก โดยพื้นที่เพาะปลูกแหล่งใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ ผลผลิตซึ่งมาจากพื้นที่ที่มีน้ำพัดพาตะกอนดินมาทับถมเป็นหน้าดินใหม่ตลอด ส่วนทุ่งกุลาร้องไห้เป็นทุ่งนาที่ไม่มีการเปลี่ยนหน้าดิน จึงให้ทุกหน่วยเกี่ยวข้องเร่งนำผลการศึกษาทุกมิติมาพัฒนาข้าวหอมมะลิไทยให้คงความหอมที่เหมือนกลิ่นใบเตย ความขาวเหมือนดอกมะลิ และความนุ่มที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลกได้ต่อไป” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ป้องจุดเสี่ยงท่วม16จว.! กษ.ตั้งศูนย์อำนวยการรับมือฤดูฝนภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376336

ป้องจุดเสี่ยงท่วม16จว.! กษ.ตั้งศูนย์อำนวยการรับมือฤดูฝนภาคใต้

ป้องจุดเสี่ยงท่วม16จว.! กษ.ตั้งศูนย์อำนวยการรับมือฤดูฝนภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.38 น.

“กฤษฎา”สั่งตั้งศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์รับมือฤดูฝนภาคใต้ ป้องจุดเสี่ยงท่วมประจำ16จว. เผยนายกฯห่วงน้ำท่วมใต้ สั่งย้ำให้ทุกหน่วยงานดูแลช่วยเหลือปชช.เกษตรกรอย่างรวดเร็ว

12 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ปัจจุบันเข้าสู่ฤดูฝนภาคใต้แล้ว ให้กระทรวงเกษตรฯ ตั้งศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์ เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปริมาณฝนและน้ำท่าที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งทุกพื้นที่จะต้องประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด 16 จังหวัด เพื่อบูรณาการหน่วยงานแก้ไขปัญหาจุดเสี่ยงน้ำท่วมเป็นประจำ

ทั้งนี้ มอบให้รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานศูนย์ฯ โดยมีสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ เป็นฝ่ายเลขาฯ ประสานกับกรมต่างๆ เข้าพื้นที่สำรวจความเสียหาย และประสานความร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) โดยให้ศูนย์อำนวยการฯ สรุปสถานการณ์เป็นรายวันจนกว่าสถานการณ์กลับสู่ปกติ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันเหตุการณ์

“ให้ทุกพื้นที่ทำตามที่สั่งการไว้ 8 ข้อครบถ้วน จะบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใย สั่งย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งลงพื้นที่ดูแลช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรอย่างรวดเร็ว” รมว.เกษตรฯ กล่าว

เคาะตัวเลข‘หอมแดง’ปี’62 n ผลผลิตรวมพุ่ง1.68แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376190

x

เคาะตัวเลข‘หอมแดง’ปี’62 n ผลผลิตรวมพุ่ง1.68แสนตัน

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตร มีมติเห็นชอบผลพยากรณ์สถานการณ์หอมแดง ปี 2562 ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2561 โดยคาดว่า จะมีเนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 66,652 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วร้อยละ 0.21 เนื้อที่เก็บเกี่ยว รวม 66,135 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 1.22 ผลผลิตรวม 168,854 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 1.32 ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 2,553 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 0.08

ทั้งนี้ แนวทางบริหารจัดการสินค้าหอมแดงในปี 2562 ซึ่งจะมีผลผลิตออกตลาดมากในช่วงต้นปีนั้น (มกราคม – มีนาคม) ภาครัฐได้กำหนดมาตรการไว้อย่างรอบด้าน โดยกรมศุลกากร ได้มีมาตรการเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าหอมแดงจากต่างประเทศ และประเมินราคาเพื่อเสียภาษีนำเข้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะใช้ขบวนการสหกรณ์ในการรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตในประเทศ โดยสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ เพื่อช่วยเร่งระบายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ รวมถึงชะลอการจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน จะประสานห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด ช่วยเร่งกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการเจรจากับประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยเพื่อลดข้อกีดกันการนำเข้าหอมแดงจากประเทศไทย

“แอน สิเรียม” ปลื้มปิติ! สามีวัย 54 “เทดด์” เข้ารับปริญญาโทจากออกซ์ฟอร์ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/ent/news/570928

  • วันที่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 19:30 น.

"แอน สิเรียม” ปลื้มปิติ! สามีวัย 54 “เทดด์” เข้ารับปริญญาโทจากออกซ์ฟอร์ด

“แอน สิเรียม” ปลื้มใจหนัก สามี “เทดด์” รับปริญญาโทจากออกซ์ฟอร์ด หลังใช้เวลากว่า 30 ปี

เป็นอดีตนางเอกสาวรุ่นใหญ่สำหรับ ที่เราไม่ค่อยได้เห็นเธอในหน้าจอทีวีมาพักใหญ่ แต่เธอก็ยังคอยอัพเดทเรื่องราวผ่านทางอินสตาแกรมให้แฟนๆ ได้ติดตามกัน สำหรับอดีตนางเอกสาวรุ่นใหญ่ “แอน-สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์” ที่ตอนนี้ชีวิตกำลังแฮปปี้สุดๆ กับสามีนักธุรกิจ “เทดด์”สามีชาวอังกฤษวัย 54 ปี และลูกสาวคนสวย อย่าง “น้องนนนี่”

และมีอีกเรื่องราวดีๆ เมื่อสามี “เทดด์” ได้เรียนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และเข้ารับปริญญาเมื่อวานนี้ ซึ่งเธอนั้นได้เผยว่าสามีเธอนั้นได้ใช้เวลาเรียนกว่า 30 ปี งานนี้ทั้งตัว “แอน” และ “เท็ดด์” คงจะปลื้มใจกันสุดๆ พร้อมทั้งยังได้โพสต์ภาพความประทับใจนี้มาฝากใฟ้แฟนๆ ได้ชมกันอีกด้วย

“คุณปู่ไพวงษ์” โชว์ภาพ “น้องปีใหม่” ส่งรอยยิ้มสดใสมาอวยพรวันเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/ent/news/570922

  • วันที่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 18:30 น.

"คุณปู่ไพวงษ์” โชว์ภาพ "น้องปีใหม่” ส่งรอยยิ้มสดใสมาอวยพรวันเกิด

“น้องปีใหม่” ส่งรอยยิ้มสุดหวานร่วมอวยพรวันเกิด “คุณปู่ไพวงษ์” สุดน่ารัก

ในวันนี้ 15 พฤศจิกายน 2561 เป็นวันเกิดของ “คุณไพวงษ์ เตชะณรงค์” คุณพ่อของ “สงกรานต์ เตชะณรงค์” หรือคุณปู่ของ “น้องปีใหม่” นั่นเอง แน่นอนว่า “น้องปีใหม่” ก็ไม่พลาดที่จะอวยพรวันเกิดคุณปู่ ด้วยการส่งรอยยิ้มหวานแบบสุดๆ ไปให้ พร้อมมีข้อความและสติ๊กเกอร์ตกแต่งว่า happy birthday และรูปเค้ก

ซึ่งงานนี้ก็ดูคุณปู่จะปลื้มเอามากๆ ถึงกับโพสต์ภาพลงอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมแคปชั่นว่า “ปีใหม่อวยพรวันเกิดปู่ #peamaitae”

ส่องภาพหนุ่มตี๋ขี้เล่น! เป๋า วฤธ สวมชุดการ์ตูนอวดความน่ารักที่ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/ent/news/570921

  • วันที่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 17:55 น.

ส่องภาพหนุ่มตี๋ขี้เล่น! เป๋า วฤธ สวมชุดการ์ตูนอวดความน่ารักที่ญี่ปุ่น

ส่องภาพ เป๋า วฤธ จัดเต็มความทะเล้น! สวมชุดสไปเดอร์แมน-โดราเอมอน ตะลอนประเทศญี่ปุ่น

เป็นอีกหนึ่งหนุ่มหล่ออารมณ์ดีที่หลายๆคนเห็นแล้วต้องหลงรัก สำหรับ ไฮโซเป๋า วฤธ หงสนันทน์ ซึ่งเจ้าตัวได้แจ้งเกิดไปในละคร เพื่อนรักเพื่อนริษยา เมื่อหลายปีก่อน รวมถึงก่อนหน้านี้ได้มีผลงานอีกเรื่อง บ่วงรักซาตาน อีกเรื่องเสิร์ฟความฟินให้แฟนได้ติดตาม

ล่าสุด หนุ่มเป๋า บินลัดฟ้าไปเที่ยวกับพี่ชายและแก๊งเพื่อนอย่างสนุกสนานที่ญี่ปุ่น โดยเจ้าตัวได้แต่งชุดเป็นสไปเดอร์แมนยืนเกาะกับเสาร์ไฟ รวมถึงยังมีชุดโดราเอม่อนอีกต่างหาก พร้อมเก็บภาพน่าเอ็นดูมาให้ได้กดไลค์กัน แถมยังมีคลิปลิปซิงค์อีกต่างหาก

ผู้ชายอะไรทะเล้นขี้เล่นเสียจริง อิจฉาสาว พลอย ชวพร สุดๆๆ!!

https://www.instagram.com/p/BqAX3_llYH0/

โสดและสวยมาก! “ไอซ์ ปรีชญา” เป๊ะทุกมุมมอง ทั้งหน้าตาและหุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/ent/news/570918

  • วันที่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 17:15 น.

โสดและสวยมาก! “ไอซ์ ปรีชญา” เป๊ะทุกมุมมอง ทั้งหน้าตาและหุ่น

ส่องภาพ “ไอซ์ ปรีชญา” สาวมากความสามารถที่แซ่บไม่น้อยหน้าใคร

เป็นอีกหนึ่งนักแสดงสาวสวยมากความสามารถ อย่าง “ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร” ที่ล่าสุดเหมือนจะโดนกระแสดราม่าอย่างเบาๆ กับเรื่องราวความสัมพันธ์ของของอดีตแฟนหนุ่ม “ฮั่น อิสริยะ” หรือ “ฮั่น เดอะสตาร์” กับนักแสดงสาวอารมณ์ดี “ซอ จียอน” ว่าทั้งคู่กำลังดูใจกันอยู่ แต่ต่อมาหนุ่ม “ฮั่น” ก็ได้ออกมาเคลียร์ชัด ๆ ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

วันนี้เราจึงได้รวบรวมภาพของสาว “ไอซ์” ที่บอกเลยว่าตั้งแต่เธอโสดนั้น ดูจะสวยขึ้นแถมแซ่บมากขึ้นทุกวันด้วย เอาเป็นว่าจะสวยแซ่บขนาดไหน อย่ารอช้าไปชมกันเลยดีกว่า