ปวดประจำเดือน สัญญาณเตือนโรคทางนรีเวช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/352206

ปวดประจำเดือน สัญญาณเตือนโรคทางนรีเวช

ปวดประจำเดือน สัญญาณเตือนโรคทางนรีเวช

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหากวนใจคุณสุภาพสตรีส่วนใหญ่ คงหนีไม่พ้นอาการปวดประจำเดือน บางรายอาจสามารถทนได้ แต่บางรายอาจปวดทรมานจนกระทบกับชีวิตประจำวัน สาวๆ หลายคนอาจเข้าใจว่า อาการปวดประจำเดือนนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ทราบหรือไม่ว่าแท้จริงแล้วการปวดประจำเดือน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคร้ายหลายชนิดทางนรีเวชวิทยา

แพทย์หญิงชลิดา เรารุ่งโรจน์ สูติ-นรีแพทย์ เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวชวิทยาให้ข้อมูลว่า อาการปวดประจำเดือนหรือปวดบริเวณท้องน้อยของคุณสุภาพสตรีนั้น เกิดได้จากหลายสาเหตุและมักนำไปสู่โรคหลายโรคทางนรีเวชวิทยา เช่น เนื้องอกในมดลูก ช็อกโกแล็คซีสต์ และเนื้องอกรังไข่ เป็นต้น ทั้งนี้ อาการปวดท้องประจำเดือน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดปฐมภูมิ เป็นการปวดท้องประจำเดือนที่ตรวจแล้วไม่พบพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนในร่างกาย มีการหลั่งสารโพรสต้าแกลนดิน (Prostaglandin) ทำให้มดลูกมีการบีบตัวในช่วงประจำเดือน ส่วนใหญ่จะปวดตั้งแต่เริ่มแรกที่เรามีประจำเดือน หรือภายใน 2-3 ปีแรกหลังมีประจำเดือน ส่วนชนิดทุติยภูมิ เป็นการปวดท้องประจำเดือนที่มีพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกราน เช่น เนื้องอกในมดลูก ช็อกโกแล็ตซีสต์ หรือเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ เป็นต้น เดิมอาจไม่เคยมีอาการปวดท้องประจำเดือนมาก่อน แต่จู่ๆ กลับมีอาการปวดขึ้นมา หรือมีอาการปวดท้องมากขึ้นจากปกติ

แพทย์หญิงชลิดา เรารุ่งโรจน์

การรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน สามารถแบ่งได้ตามระดับความเจ็บปวด และการตอบสนองต่อการรักษาชนิดนั้นๆ เช่น การทานรับประทานยาพาราเซตามอล หากอาการไม่ดีขึ้นให้ลองเปลี่ยนมารับประทานตัวยาที่ออกฤทธิ์เข้มข้นขึ้นในกลุ่ม NSAID อย่างไรก็ดี หากอาการปวดมีความรุนแรง กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาพยาธิสภาพ เพราะอาการปวดประจำเดือนมักสัมพันธ์กับกลุ่มโรคทางนรีเวชวิทยา อาทิ เนื้องอกในมดลูกช็อกโกแล็คซีสต์ และเนื้องอกรังไข่ เป็นต้น

หากตรวจพบและวินิจฉัยแล้วว่า สมควรต้องได้รับการผ่าตัด ปัจจุบันมีการผ่าตัดแบบส่องกล้อง ซึ่งมีข้อดีคือ “แผลเล็ก เจ็บน้อยฟื้นตัวไว” ผู้ป่วยสามารถลุกเดินและใช้ชีวิตตามปกติได้ใน 1 วันหลังเข้ารับการผ่าตัด แต่ทั้งนี้ วิธีการผ่าตัดขึ้นอยู่กับรอยโรคของผู้ป่วย หากพบก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่ ก็จำเป็นต้องใช้ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง

อย่างไรก็ตาม ควรหมั่นสังเกตตัวเอง หากมีอาการปวดประจำเดือนเป็นประจำ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คดูอย่างละเอียด ก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นโรคร้านทางนรีเวชวิทยา

ใครจะเชื่อว่าการใช้โรลออนระงับกลิ่นกาย อาจทำให้ความตายอยู่ใกล้กว่า

‘ปั้นหน้าใหม่…ให้แจ้งเกิด’ศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/352203

‘ปั้นหน้าใหม่...ให้แจ้งเกิด’ศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

‘ปั้นหน้าใหม่…ให้แจ้งเกิด’ศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อความสวยความงาม คือความสำคัญอันดับต้นๆ ที่อยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ เพราะภาพลักษณ์ที่ดูดีงดงาม จะช่วยสร้างบุคลิกภาพที่ดีและเสริมความมั่นใจ นำไปสู่โอกาสที่ดีอีกมากมายในชีวิต วอนจิน ไทยแลนด์ร่วมมือกับผู้นำของวงการเอนเตอร์เทนเมนต์อย่างช่อง one31 สร้างอีกหนึ่งปรากฏการณ์ครั้งสำคัญเปิดตัวแคมเปญ “ปั้นหน้าใหม่…ให้แจ้งเกิด” เฟ้นหาคนมีฝันเพื่อปั้นเป็น “นักแสดงหน้าใหม่” ของช่อง one31 เพราะศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

งานแถลงข่าวปรากฏการณ์นี้จัดขึ้นที่ ออดิทอเรียม จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ไปเมื่อเร็วๆ นี้โดย นายแพทย์กนธร ปราณีประชาชน ผู้อำนวยการแพทย์ วอนจิน ประเทศไทย แบรนด์ศัลยกรรมความงามที่ได้รับการยอมรับจากสมาพันธ์ศัลยแพทย์เกาหลี (The Korean Association of Plastic Surgeons) ให้เป็นแบรนด์ศัลยกรรมชั้นนำของประเทศเกาหลีใต้ ในปี 2016 ได้อัพเดทเทรนด์ความงามครึ่งปีแรกว่า หนุ่มๆ สาวๆ ส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับ “ความเป็นธรรมชาติ” ซึ่งความคิดนี้สอดคล้องกับเทรนด์ความงามสไตล์เกาหลี ที่เน้นความสวยงามแบบเป็นตัวเอง ซึ่งเป็นนิยามของความงดงามที่ยั่งยืนมากที่สุด

“เทรนด์ศัลยกรรมของเกาหลีนิยมความสวยที่เป็นธรรมชาติ คือการทำให้สวยหรือดูดีขึ้นแบบไม่หลอกตาหรือดูโอเวอร์เกินจริง ซึ่งคนไทยสมัยใหม่ที่ไม่ปิดกั้นเรื่องการทำศัลยกรรม ก็นิยมเทรนด์นี้กันมากขึ้นต่างจากในสมัยก่อนที่เน้นให้เด่นชัด เช่น การทำจมูกที่ชอบให้ดั้งโด่ง สูง ซึ่งจะดูไม่เป็นธรรมชาติ ขัดกับโครงหน้าของคนเอเชีย โดยทีมศัลยแพทย์นอกจากจะต้องเชี่ยวชาญเรื่องฝีมือการผ่าตัดแล้ว ยังต้องมีความชำนาญในการค้นหาความงามที่สวยที่สุดของแต่ละคนอีกด้วย”

นอกจากนี้ ในแต่ละช่วงวัยก็มีความนิยมในการทำศัลยกรรมที่แตกต่างกัน เช่น ในกลุ่มอายุประมาณ 20-35 ปี มักจะปรึกษาศัลยแพทย์เรื่องรูปทรงจมูกและดวงตา ซึ่งเป็นอวัยวะที่เห็นได้ชัดบนใบหน้า โดยต้องการให้ดั้งจมูกโด่งสวยยิ่งขึ้น ขณะที่ดวงตาก็ต้องการให้กลมโตสวยงาม ด้านกลุ่มอายุประมาณ 40 ขึ้นไป จะเริ่มกังวลเรื่องริ้วรอย และความหย่อนคล้อยของผิว จึงนิยมการทำศัลยกรรมที่ช่วยยกกระชับ หรือทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เช่น การฉีดไขมัน เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะเป็นวัยใด เพศใด ทุกคนล้วนมีความต้องการให้ตัวเองดูดีขึ้น เพราะมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นใจ โดยสะท้อนออกมาเป็นบุคลิก ท่าทาง การพูด และการแสดงอย่างชัดเจน มีผลต่ออีกหลายๆ โอกาสในชีวิต ทั้งหน้าที่การงาน รวมถึงโอกาสสู่วงการบันเทิง

นพ.กนธร ปราณีประชาชน

นพ.กนธร ยังเสริมอีกว่า ปัจจุบันวงการศัลยกรรมในประเทศไทยมีการเปิดกว้างและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น วอนจิน ไทยแลนด์ในฐานะหนึ่งในผู้นำในวงการศัลยกรรม ต้องการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ให้ประชาชนทั่วไปมองศัลยกรรมในมุมใหม่ว่า ไม่ได้อันตราย หรือน่ากลัวอย่างที่คิด หากทำอย่างถูกต้องโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และสถานที่ที่ได้มาตรฐาน

ล่าสุด วอนจิน ไทยแลนด์ ร่วมมือกับผู้นำของวงการเอนเตอร์เทนเมนต์อย่างช่อง one31 สร้างอีกหนึ่งปรากฏการณ์ครั้งสำคัญเปิดตัวแคมเปญ “ปั้นหน้าใหม่…ให้แจ้งเกิด” เฟ้นหาคนมีฝัน เพื่อปั้นเป็น “นักแสดงหน้าใหม่” ของช่อง one31 เพียงใช้บริการที่วอนจิน ไทยแลนด์ ก็มีสิทธิ์บินไป “เนรมิตหน้าใหม่” ที่เกาหลีฟรี พร้อมรับโอกาสเป็นนักแสดงในละครฟอร์มยักษ์เรื่อง “หน้ากากแก้ว”สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 5 กันยายนนี้

สามารถอัพเดทข่าวสารในแวดวงศัลยกรรมและความงามผ่านทาง https://www.wonjinthailand.com/วอนจินคือโอกาส และ http://www.facebook.com/one31Thailand/ หรือนัดหมายเข้ารับ
คำปรึกษาที่โทร.02-0237049 และ097-251-5683

เดินหน้าเปิดพื้นที่สำหรับ ‘แม่’ หนุนให้นมลูกอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/352216

เดินหน้าเปิดพื้นที่สำหรับ ‘แม่’  หนุนให้นมลูกอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ

เดินหน้าเปิดพื้นที่สำหรับ ‘แม่’ หนุนให้นมลูกอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ครอบครัวดารา แอม-พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์และภรรยา ชวัลพัชร์

จากข้อมูลของ WHO และ UNICEF ระบุว่า ในประเทศไทยมีทารกเพียงร้อยละ 46 เท่านั้นที่ได้กินนมแม่ตั้งแต่ชั่วโมงแรกของชีวิต และมีทารกเพียง 12% ที่ได้กินนมแม่ถึงช่วงอายุ 6 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นอัตราส่วนที่ต่ำมาก ทั้งที่นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดที่แม่จะมอบให้แก่ลูกได้ในช่วงหกเดือนแรกของชีวิต และการพลาดโอกาสในช่วงที่สำคัญต่อพัฒนาการนี้ไปอาจไม่สามารถทดแทนได้จากสิ่งอื่น โดยสาเหตุหลัก คือการใช้ชีวิตของผู้หญิงในยุคปัจจุบันที่จะต้องทำงานนอกบ้าน และรับผิดชอบงานในหลายๆ ด้าน จนสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้สามารถให้นมลูกได้เอง อีกทั้งพื้นที่สำหรับการให้นมลูกหรือพื้นที่ที่จะสามารถปั๊มนมเก็บไว้ให้ลูกยังถือว่ามีน้อยมากในสังคมไทย

“พีเจ้น” ผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการให้นมแม่เป็นปีที่ 35 เพื่อสร้างสุขภาพและสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง อันเป็นก้าวแรกของการสร้างสังคมคุณภาพ โดยครั้งนี้ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลวิภาวดี สร้างห้องให้คำปรึกษาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ “Pigeon Breastfeeding Consultation Room” ห้องที่ 30 ของโครงการ เพื่อมอบให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน โดยจะเป็นสถานที่ที่ให้ความรู้ ถูกสุขลักษณะสำหรับการให้นมอย่างมีคุณภาพ เพื่อเป็นอีกหนึ่งโครงการในการเพิ่มพื้นที่คุณภาพสำหรับแม่และลูกในโรงพยาบาลให้กับสังคมไทยที่ทางพีเจ้นได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง

สุวรรณา โชคดีอนันต์, พิจิตต์ วิริยะเมตตากุล

สุวรรณา โชคดีอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มุ่งพัฒนา อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก “พีเจ้น” เปิดเผยว่า การให้ความสำคัญ
ในการให้นมแม่อย่างถูกต้องและปลอดภัยคือเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของบริษัท เสมอมา จนเกิดเป็นโครงการสร้างห้องให้คำปรึกษาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของพีเจ้น หรือ “Pigeon Breastfeeding Consultation Room” บนแนวคิดที่มีร่วมกันคือการสร้างพื้นที่สำหรับแม่และลูกน้อย ที่จะเป็นสถานที่ที่จะให้คุณแม่และลูกน้อยได้มีช่วงเวลาอบอุ่น ปลอดภัย ถูกสุขอนามัย มีอุปกรณ์และเครื่องมือที่สนับสนุนการให้นมแม่อย่างมีประสิทธิภาพครบครัน รวมไปถึงการมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา ให้ความรู้อย่างใกล้ชิดและถูกต้องแก่คุณแม่

“พีเจ้น ได้ริเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2011 จนถึงปัจจุบัน โดยมีการเพิ่มจำนวนห้องทุกปีในโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเป็นการสร้างคุณภาพในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สำหรับแม่และเด็กที่สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากคุณแม่ที่ต้องให้นมลูก ล้วนต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ สถานที่ที่สะอาด และมีบรรยากาศเอื้อต่อการให้นม ซึ่งเด็กแรกเกิดไปจนถึง 6 เดือนมีความจำเป็นและต้องการดื่มนมแม่ในทุกๆ 2-3 ชั่วโมง และจะดื่มนมแม่นานครั้งละประมาณ 5 นาที ห้องให้นมแม่จึงเป็นสถานที่ที่สนับสนุน ส่งเสริม และอำนวยความสะดวกสำหรับคุณแม่ที่ต้องการให้นมลูก โดยครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างห้องให้นมแม่ห้องที่ 30 ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดีจากโรงพยาบาลวิภาวดีในการสานต่อเจตนารมณ์อย่างมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือสังคม และเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคุณแม่และลูก”

ด้านพิจิตต์ วิริยะเมตตากุล กรรมการรองผู้จัดการโรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่าภายในห้องให้นมแม่แห่งนี้จะมีทีมแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาแก่คุณแม่เกี่ยวกับการให้นมอย่างถูกวิธี โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะก่อให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อันเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ที่จะก่อให้เกิดภาพสมบูรณ์ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสังคมไทย

“Pigeon Breastfeeding Consultation Room” ณ โรงพยาบาลวิภาวดี เปิดให้บริการด้านคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการให้นมแม่ พร้อมอำนวยความสะดวกให้คุณแม่ในการเป็นพื้นที่ให้นมกับลูกน้อย ด้วยอุปกรณ์ที่ครบครัน ที่หน่วยงานสูตินารีเวชชั้น 2 ตึก 2 และหน่วยงานเนอสเซอรี่ชั้น 6 สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 02-5611111 ต่อ 2219-2220

LIFE & HEALTH : การรักษา โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/352202

LIFE&HEALTH : การรักษา โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก

LIFE&HEALTH : การรักษา โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โรคมะเร็ง เป็นกลุ่มของโรคที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติอย่างควบคุมไม่ได้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก สาเหตุของมะเร็งนั้นมีหลากหลาย ซับซ้อนและเข้าใจเพียงบางส่วนเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่ทราบถึงสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งอย่างชัดเจน

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิงเลขาธิการ กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เปิดเผยว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กซึ่งอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี มีอุบัติการณ์ในแต่ละปีสูงกว่า 1,000 ราย โดยโรคมะเร็งเด็กที่พบมากที่สุดคือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ร้อยละ 30 รองลงมาคือโรคมะเร็งสมอง ร้อยละ 20 โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองร้อยละ 15 โรคมะเร็งต่อมหมวกไต ร้อยละ 10ส่วนโรคมะเร็งไต โรคมะเร็งกระดูกและกล้ามเนื้อลาย โรคมะเร็งตับ โรคมะเร็งลูกนัยน์ตา และโรคมะเร็งอื่นๆ พบในสัดส่วนที่เท่ากัน คือร้อยละ 5 แต่พบว่าโรคมะเร็งในเด็กมีโอกาสรักษาหายได้มากกว่าผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเด็ก แบ่งเป็น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดยร้อยละ 80 ของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็กเป็นชนิด acute lymphoblastic leukemia (ALL) ส่วนอีกประมาณร้อยละ 20 เป็นชนิด acute myeloid leukemia (AML)

สำหรับอาการและอาการแสดงของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวจะมีอาการซีด ไข้ และเลือดออกง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือดออกตามใต้ผิวหนัง โดยจะเห็นได้เป็นจ้ำเลือดตามแขน ขา และนอกจากนี้ยังพบว่ามีตับ ม้าม และต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งสาเหตุที่มีอาการเหล่านี้เนื่องจากในไขกระดูกตามปกติจะเป็นแหล่งกำเนิดของเซลล์ต่างๆ คือ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด ไขกระดูกนี้จะอยู่ในโพรงกระดูกโดยสังเกตได้จากเนื้อเยื่อแดงอยู่ในโพรงกระดูก โดยไขกระดูกนี้จะมีอยู่ในกระดูกเกือบทุกชิ้น ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ไขกระดูกเหล่านี้จะเต็มไปด้วยเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ดังนั้นทำให้ไขกระดูกนี้ไม่สามารถสร้างเซลเม็ดเลือดปกติได้ เช่น เม็ดเลือดแดงจะมีน้อยลงจะมีอาการซีด เกร็ดเลือดต่ำก็ทำให้เลือดออกได้ง่าย รวมทั้งเม็ดเลือดขาวต่ำทำให้ติดเชื้อได้ง่าย เพราะเซลเม็ดเลือดขาวที่เป็นมะเร็งไม่สามารถจับกินเชื้อโรคได้นอกจากนี้การที่ตับ ม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโตเกิดจากเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวแพร่กระจายไปตามตับ ม้าม และต่อมน้ำเหลือง ถึงอย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีอาการซีด หรือมีจุดเลือดออกตามเนื้อตามตัวทุกรายไม่ได้เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้งหมด ทั้งนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการซีด เช่น การขาดธาตุเหล็ก โรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม โดยที่ทั้งสองโรคนี้ไม่ใช่มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือสาเหตุอื่นๆ ทำให้จุดเลือดออกตามตัวจากเกร็ดเลือดต่ำซึ่งมีสาเหตุอื่นๆ อีกมาก

มะเร็งในเด็กโดยทั่วไปมีอัตราการหายขาดและรอดชีวิตประมาณร้อยละ 75 ทั้งนี้คำว่าหายขาดหมายความว่าหลังจากหยุดการรักษาไปอย่างน้อย 5 ปีแล้วไม่มีโรคกลับอีกจึงถือว่าผู้ป่วยหายขาด ซึ่งทั้งนี้อัตราการหายขาดและรอดชีวิตของโรคมะเร็งในเด็กดีกว่าผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก สำหรับในเรื่องของการรักษาโดยส่วนใหญ่จะใช้วิธีการรักษา ดังนี้

l การผ่าตัด ในรายที่มะเร็งมาด้วยเรื่องก้อน

l การให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กทุกรายจำเป็นต้องได้รับ

l การฉายแสง ซึ่งในปัจจุบันเทคนิคการฉายแสงดีกว่าเดิมเป็นอย่างมาก โดยเครื่องมือการฉายแสงสามารถยิงรังสีลงตรงไปที่ตัวก้อนเนื้องอก โดยที่ไม่ทำลายเนื้อเยื้ออวัยวะข้างเคียง

l การปลูกถ่ายไขกระดูกในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีโรคกลับที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

ปัจจุบันอัตราการรอดชีวิตที่หมายถึงการหายขาดจากโรคของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันในเด็กเป็นชนิด ALL มีได้ประมาณร้อยละ 80 จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ส่วนชนิด AML มีอัตราการรอดชีวิตประมาณร้อยละ 50 จากการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด แต่ถ้าได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80 เช่นเดียวกัน

แต่การปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นเซลล์ตัวอ่อนจากผู้ให้จะต้องมีเนื้อเยื่อ HLA (Human Leukocyte Antigen) ตรงกันกับผู้ป่วย โดยผู้ที่จะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันได้จะต้องเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน แต่โอกาสที่พี่น้องท้องเดียวกันจะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันเพียง 25% เท่านั้น ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าพี่น้องของผู้ป่วยจะมีโอกาสให้ไขกระดูกกับผู้ป่วยได้ทุกราย สำหรับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกันที่จะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันกับบุคคลทั่วๆ ไปมีโอกาสประมาณ 1: 50,000 เท่านั้น ปัจจุบันแพทย์ทางโรคมะเร็งในเด็กได้ค้นคว้าวิจัยเอาไขกระดูกจากแม่ พ่อหรือบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกันมาใช้ในการปลูกถ่ายไขกระดูกได้สำเร็จ ซึ่งเดิมใช้ไม่ได้เนื่องจากมีปฏิกิริยาต่อต้านเป็นอย่างมาก แต่การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูงรายละ ประมาณ 1 ล้านบาท

ด้วยพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาทินัดดามาตุ ประทานเงินจำนวน 1 ล้านบาท ในปี 2544 เพื่อสมทบทุนก่อตั้ง “กองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ” เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งที่ยากไร้ทั่วประเทศ ผ่านทางกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งและโรคเลือดในโรงพยาบาลต่างๆ กว่า 25 แห่งทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีผู้ป่วยโรคมะเร็งในเด็กอีกเป็นจำนวนมากที่ขาดโอกาสในการเข้ารับการรักษาเนื่องมาจากความขาดแคลนทุนทรัพย์ กำลังรอรับการช่วยเหลือจากกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ แต่กองทุนฯยังขาดแคลนปัจจัยสนับสนุนอีกมากและคงเป็นเรื่องที่น่ายินดีหากท่านได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมแบ่งปันน้ำใจช่วยคืนชีวิตใหม่ที่สดใสให้แก่หนูน้อยเหล่านั้น เพียงร่วมบริจาคเข้าบัญชีชื่อ “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาอ่อนนุช บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 133-2-08742-3 โดยใบเสร็จรับเงินสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.childrencancerfund.org

ผศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

OV 66 BOWLING #2 โบว์ลิ่งการกุศลสานสัมพันธ์ OV66

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/352198

OV 66 BOWLING #2  โบว์ลิ่งการกุศลสานสัมพันธ์ OV66

OV 66 BOWLING #2 โบว์ลิ่งการกุศลสานสัมพันธ์ OV66

วันพุธ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สปิริต วชิราวุธ รวมพลัง OV 66

นักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย รุ่น 66 จัดการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล “OV 66 BOWLING #2” ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศ พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร นายกสมาคมศิษย์เก่าวชิราวุธวิทยาลัย เพื่อสานสัมพันธ์ OV 66 และรายได้จากการแข่งขันสำหรับใช้ในกิจกรรมสาธารณกุศล โดยได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร นายกสมาคมศิษย์เก่าวชิราวุธวิทยาลัย เป็นประธานเปิดงาน ณ Blu-O Rhythm & Bowl เอสพานาด รัชดา เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2561

พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร นายกสมาคมศิษย์เก่าวชิราวุธวิทยาลัย ประธานเปิดงานกล่าวว่า นักเรียนวชิราวุธได้รับการอบรมสั่งสอนให้เป็นสุภาพบุรุษ มีระเบียบวินัยมีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทำให้นักเรียนเก่าวชิราวุธเจริญเติบโตก้าวหน้าในหน้าที่การงานไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐหรือเอกชนก็ตาม ที่สำคัญคือ สปิริต วชิราวุธ ทำให้พวกเราไม่ว่าจะอยู่รุ่นใดก็ตามเมื่อได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนวชิราวุธ ล้วนแต่มีความรักความสามัคคี มีความสนิทสนมกลมเกลียว ซึ่งเป็นที่มาของงานในวันนี้ในฐานะรุ่นพี่ก็ชื่นชมยินดีต่อน้องๆ OV 66 และขอให้รักษาสิ่งดีๆ นี้ไว้ให้มั่นคงตลอดไป

พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร ประธานกล่าวเปิดงาน

ธีรศักดิ์ สิทธพรวัฒนากุล ประธานจัดการแข่งขันในฐานะประธานรุ่น OV 66 กล่าวว่า การจัดการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล “OV 66 BOWLING #2” นี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนๆ OV 66 ได้พบปะสังสรรค์ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในแต่ละครั้งก็จะมีรูปแบบกิจกรรมที่แตกต่างกันไป ซึ่งครั้งนี้เป็นโบว์ลิ่งการกุศลที่ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยใช้กีฬาเป็นสื่อกลาง ซึ่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายก็จะนำไปใช้ในกิจกรรมสาธารณกุศลต่อไป เป็นที่น่ายินดีว่าในการจัดงานทุกครั้งก็ได้รับความร่วมมือจากเพื่อนๆ เป็นอย่างดีเสมอมา แสดงให้เห็นถึงพลังของนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยที่มีความรัก ความสามัคคีที่เหนียวแน่น แม้เราจะเรียนจบมานานแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการร่วมกลุ่มทำกิจกรรมสร้างสรรค์อยู่เสมอๆ

บรรยากาศในการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล “OV 66 BOWLING #2” เต็มไปด้วยความอบอุ่นมีชาว OV 66มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ซึ่งไม่เฉพาะแต่ตัว OV 66 เท่านั้น ยังรวมไปถึงครอบครัวที่มีความรัก ความสนิทสนมเป็นอย่างดีโดยมีทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 30 ทีม ซึ่งนักกีฬาของแต่ละทีมก็เล่นกันสุดฝีมือแต่ก็ไม่ได้หวังผลแพ้ชนะ สิ่งสำคัญนั่นคือความสนุกสนาน การได้มาพบปะสังสรรค์ มาแสดงพลังของชาว OV 66 นั่นเอง

ประธานงานโยนโบว์ลเปิดเกม

ประธานงานโยนโบว์ลเปิดเกม
อรรคพล หงษ์เหิน, ผรณเดช พูนศิริวงศ์, ฉัตรชาติ
ดาวประดับวงศ์, ดช.ประภัสร์พงษ์ (VC96) และ
ดช.ปรานต์ (VC99) ดาวประดับวงศ์

อรรคพล หงษ์เหิน, ผรณเดช พูนศิริวงศ์, ฉัตรชาติ ดาวประดับวงศ์, ดช.ประภัสร์พงษ์ (VC96) และ ดช.ปรานต์ (VC99) ดาวประดับวงศ์
ด.ช.วุฒิภัทร พึงพิพัฒน์ (VC98), ทัชชา-ธนน-ด.ช.ฐกร ภานุรุจพงศ์, ดารณี-ดร.วฺฒิพงษ์-
ด.ช.วุฒิเวช พึงพิพัฒน์

ด.ช.วุฒิภัทร พึงพิพัฒน์ (VC98), ทัชชา-ธนน-ด.ช.ฐกร ภานุรุจพงศ์, ดารณี-ดร.วฺฒิพงษ์- ด.ช.วุฒิเวช พึงพิพัฒน์
สิงหเลิศ โหตรภวานนท์, เอกพจน์ ผ่องแผ้ว, สุรศักดิ์ เจียมอ่อน และ ภานิชพล วรอิน

สิงหเลิศ โหตรภวานนท์, เอกพจน์ ผ่องแผ้ว, สุรศักดิ์ เจียมอ่อน และ ภานิชพล วรอิน
พีรภูมิ ปราบอริพ่าย และ แรกขวัญ จิระกุล
สองพิธีกรสร้างความสนุกสนานแก่ผู้ร่วมงาน

พีรภูมิ ปราบอริพ่าย และ แรกขวัญ จิระกุล สองพิธีกรสร้างความสนุกสนานแก่ผู้ร่วมงาน
สิงหเลิศ โหตรภวานนท์, จักรัตน์ พั้วช่วย, คมจักร บูรณสงคราม, ศรัณ ยุพาพินท์, บรรพต จันทรัศมี และเตชะหัทย์ เหมะกุล

สิงหเลิศ โหตรภวานนท์, จักรัตน์ พั้วช่วย, คมจักร บูรณสงคราม, ศรัณ ยุพาพินท์, บรรพต จันทรัศมี และเตชะหัทย์ เหมะกุล
รรินทรา-รินรดา-ธนภณ บุญนิธิรักษ์, ผรณเดช พูนศิริวงศ์ และ นคเรศ อัมพรรัตน์

รรินทรา-รินรดา-ธนภณ บุญนิธิรักษ์, ผรณเดช พูนศิริวงศ์ และ นคเรศ อัมพรรัตน์
ทรงยศินทร์ ชนปทาธิป มาพร้อมภรรยาและลูกสาว ร่วมด้วย วิภาดา-
ด.ช.วิเศษชนต์-ผรณเดช พูนศิริวงศ์

ทรงยศินทร์ ชนปทาธิป มาพร้อมภรรยาและลูกสาว ร่วมด้วย วิภาดา- ด.ช.วิเศษชนต์-ผรณเดช พูนศิริวงศ์
ธีรศักดิ์ สิทธพรวัฒนากุล ประธานรุ่น OV 66 มอบของที่ระลึก
แก่ประธานเปิดงาน

ธีรศักดิ์ สิทธพรวัฒนากุล ประธานรุ่น OV 66 มอบของที่ระลึก แก่ประธานเปิดงาน
ธีรศักดิ์ สิทธพรวัฒนากุล, พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร, ผรณเดช พูนศิริวงศ์,
คมจักร บูรณสงคราม,เตชะหัทย์ เหมะกุล และ นคเรศ อัมพรรัตน์

ธีรศักดิ์ สิทธพรวัฒนากุล, พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร, ผรณเดช พูนศิริวงศ์, คมจักร บูรณสงคราม,เตชะหัทย์ เหมะกุล และ นคเรศ อัมพรรัตน์

น.ท.โสภณ ตุมะยูร (รน.) และ ภคภพ ช.เจริญยิ่ง พาลูกสาว
มาร่วมเล่นโบว์ลิ่ง

น.ท.โสภณ ตุมะยูร (รน.) และ ภคภพ ช.เจริญยิ่ง พาลูกสาว มาร่วมเล่นโบว์ลิ่ง
อรรคพล หงษ์เหิน รับถ้วยรางวัลรองอันดับ 1 โดยมี ทนะ วัชรพุกก์ ร่วมยินดี

อรรคพล หงษ์เหิน รับถ้วยรางวัลรองอันดับ 1 โดยมี ทนะ วัชรพุกก์ ร่วมยินดี
นักกีฬาตัวน้อยรับรางวัลบู้บี้

นักกีฬาตัวน้อยรับรางวัลบู้บี้
สีหน้าของผู้ชนะ สิงหเลิศ โหตรภวานนท์ เป็นตัวแทนทีมรับถ้วยรางวัลชนะเลิศ

สีหน้าของผู้ชนะ สิงหเลิศ โหตรภวานนท์ เป็นตัวแทนทีมรับถ้วยรางวัลชนะเลิศ

เฝ้าระวังโรคผิวหนังและสัตว์มีพิษที่มากับฤดูฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351947

เฝ้าระวังโรคผิวหนังและสัตว์มีพิษที่มากับฤดูฝน

เฝ้าระวังโรคผิวหนังและสัตว์มีพิษที่มากับฤดูฝน

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.47 น.

เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ทุกพื้นที่ของประเทศไทยก็ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน บางพื้นที่ฝนไม่เยอะก็โชคดีหน่อย แต่บางพื้นที่ฝนมากก็มีน้ำท่วมขัง แต่ไม่ว่าจะน้ำน้อยน้ำมาก การดูแลสุขภาพในช่วงหน้าฝนก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ ทั้งโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากอากาศเปลี่ยนแปลง ความเย็นชื้นของฤดูฝน ยังรวมไปถึงการต้องระมัดระวังแมลงและสัตว์มีพิษที่มาพร้อมกับหน้าฝนอีกด้วย สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยถึงโรคผิวหนังและแมลงสัตว์มีพิษที่ต้องระวัง พร้อมแนะนำวิธีการดูแลสุขภาพในช่วงหน้าฝน

เชื้อรากับหน้าฝน ในฤดูฝนหลายพื้นที่มีน้ำท่วมขัง หลายคนจึงต้องใส่รองเท้าลุยน้ำออกจากบ้าน โดยเฉพาะคนที่ใส่รองเท้าคัชชู ผ้าใบ รองเท้าบู๊ต การใส่รองเท้าลุยน้ำ รองเท้าก็เกิดการเปียกชื้น ยิ่งถ้าต้องใส่คู่เดิมทุกวันๆ แน่นอนว่าเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อราทั้งในรองเท้าและที่ผิวหนังของเราได้ ในช่วงหน้าฝนนี้จึงควรมีรองเท้าสำรองพลัดเปลี่ยน ให้รองเท้าได้พักบ้าง เพื่อทำให้แห้งบ้าง รวมถึงถุงเท้าก็ควรต้องเปลี่ยนทุกวัน ดูแลทำความสะอาดถุงเท้า รองเท้าเป็นประจำ ที่สำคัญเมื่อออกไปลุยน้ำนอกบ้านมาแล้วก็ต้องดูแลล้างเท้าให้สะอาด ทำให้ผิวหนังแห้งโดยเร็ว เพื่อป้องกันโรคน้ำกัดเท้าได้

โรคเท้าเหม็น เกิดจากเท้ามีเหงื่อออกเยอะ แล้วมีเชื้อแบคทีเรียบางตัวที่ชอบความชื้น จึงมักอยู่บริเวณนี้บางคนที่ฝ่าเท้าหนาหน่อยหรือเหงื่อออกง่ายหน่อย ก็จะเชื้อเชิญทั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียมาอยู่ด้วยกันเลย วิธีสังเกตง่ายๆ บางทีเพื่อนๆ ก็จะบอก เพราะบางทีตัวเองชินกับกลิ่นตัวเอง หรือที่เท้าอาจจะเห็นเป็นหลุมๆ เกิดจากแบคทีเรียพวกนั้นเติบโตขึ้นแล้ว ไปย่อยผิวหนังให้เป็นหลุมๆ จะต้องทำการรักษา แล้วเรื่องกลิ่นเท้าจะดีขึ้น ซึ่งจะมียาทาเฉพาะที่ หรือกลุ่มยารักษาสิวบางชนิดที่ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียได้ ส่วนแอลกอฮอล์ สามารถช่วยได้เป็นครั้งคราว ซึ่งการรักษาต้องฆ่าเชื้อเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควรถึงจะหาย

ยิ่งถ้าใครมีแผลที่บริเวณเท้า ต้องดูแลเป็นพิเศษและรักษาแผลให้หาย ดูว่าแผลเกิดจากอะไร ผื่นจากเชื้อราที่อักเสบหน่อย อาจได้เชื้อมาจากสัตว์บางชนิด ซึ่งอาจจะมีตุ่มน้ำตุ่มหนองขึ้นมาได้อีกที่หนึ่งที่เป็นบ่อยและลองสังเกตดูจะเป็นตามซอกของนิ้วนางกับนิ้วก้อยเท้า ซึ่งโดยธรรมชาติจะปิดที่สุดจะอับที่สุด มันจะไม่เหมือนหัวแม่โป้งเท้าที่จะใหญ่หน่อย

อันตรายอีกอย่างที่มักพบในช่วงฤดูฝน คือ แมลงกัดต่อย อย่าง ด้วงก้นกระดก ที่จะชุกชุมในช่วงฤดูฝน พอๆ กับยุง ด้วงก้นกระดกเป็นแมลงมีพิษชนิดหนึ่ง โดยลักษณะเป็นแมลงเล่นไฟ คนส่วนมากมักจะโดนพิษของแมลงชนิดนี้ในเวลากลางคืน หากโดนพิษจะรู้สึกแสบที่ผิวหนังและมีรอยแดงไหม้ ดังนั้น หากด้วงก้นกระดกมาเกาะที่ตัวเรา ห้ามตบหรือขยี้โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ด้วงก้นกระดกปล่อยพิษออกมา ควรหาพัดหรือเป่าให้มันบินออกจากตัวเรา แต่ถ้าโดนพิษก็ไม่ควรสัมผัสผิวหนังบริเวณนั้น เพื่อป้องกันการขยายวงกว้าง ทางที่ดีคือไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

การไปเที่ยวทะเลในช่วงฤดูฝน สิ่งที่ต้องพึงระวังหากต้องโดยสารเรือก็คือคลื่นลมแรง ไม่ใช่เพียงเท่านั้นการลงเล่นน้ำในทะเลก็ต้องระวัง แมงกะพรุน เช่นกัน ถ้ามองเห็นตัวก็พอหลีกเลี่ยงได้ แต่บางครั้งบางทีหนวดแมงกะพรุนหลุดโดนน้ำทะเลซัดเข้าชายฝั่ง เราก็อาจสัมผัสได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งแมงกะพรุนมีหลายชนิดมาก แต่ที่พบได้มากในบ้านเราก็คือ แมงกะพรุนไฟ และแมงกะพรุนกล่องที่มาจากออสเตเรีย พิษของแมงกะพรุนทั่วไป จะอยู่ในหนวดในกระเปาะ เมื่อพอมันหลุดมาเป็นพิษต่อผิวหนัง จะรู้สึกแสบทันที หรือบางคนก็จะติดอยู่กับตัว หรือบางครั้งเด็กไม่รู้แล้วนำไปจับเล่น วิธีการดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้น คือการกำจัดพิษของแมงกะพรุนให้ออกไป โดยใช้น้ำส้มสายชูราดหรือประคบ อย่าถู ประคบทิ้งไว้ประมาณ 30 วินาที จะช่วยลดพิษที่ผิวหนังได้ไม่ว่าจะเป็นแมงกะพรุนชนิดไหนก็ตาม ทั้งนี้ส่วนใหญ่เมื่อโดนพิษแมงกะพรุนจะมีอาการแสบร้อน ถือว่าเป็นเป็นปกติ แต่ถ้ามีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อาการหอบ หายใจไม่ออก ควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะอาจทำให้เกิดการช็อก หมดสติ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทั้งนี้ ผู้สนใจการดูแลป้องกันสุขภาพผิวหนังในช่วงฤดูฝน สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.dst.or.th

แอ่วเชียงราย ‘ตามใจคุณพี่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351952

แอ่วเชียงราย ‘ตามใจคุณพี่’

แอ่วเชียงราย ‘ตามใจคุณพี่’

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บริษัท เว็บ สวัสดี จำกัด(มหาชน) ฉลองครบรอบ 20 ปี ร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษในเดือนกรกฎาคมนี้ พาเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย4 แห่งด้วยกัน คือ วัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว ไร่ชาฉุยฟง และพาเดินชมสินค้าพื้นถิ่นที่ตลาดแม่สาย แวะชมสามเหลี่ยมทองคำ และเชียงแสน ในแพ็กเกจ “ตามใจคุณพี่”!!

เพราะเราอยากสนับสนุนให้คนไปเที่ยวเชียงราย เพื่อกระจายรายได้สู่ประชาชน และเป็นแรงใจ แรงเชียร์ และอีกหนึ่งกำลังใจเพื่อชาวเชียงรายในทริปพิเศษเที่ยวเชียงราย 3 วัน 2 คืน (ที่พักฟรี) จ่ายเพียงค่าธรรมเนียมและทัวร์ เพื่อการโปรโมทฯ แพ็กเกจ ในราคา1,111 บาท/ท่าน สนใจเข้าไปจองสิทธิพิเศษนี้ได้ในเว็บ sawadee.com หรือ LINE:@SAWADEE

เชียงราย ณ ดินแดนเหนือสุดของสยามแห่งนี้ เป็นถิ่นที่เปี่ยมไปด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมล้านนาที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่สภาพพื้นที่ของจังหวัดถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาสูงใหญ่ มีถ้ำและแม่น้ำโขงที่บรรจบเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ พรมแดนแห่งมิตรภาพ 3 ชนชาติ “ไทย-ลาว-พม่า” อันเป็นความงดงามทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

นอกจากนี้ เชียงราย ยังมีโบราณสถานและสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ล้านนาอย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นพระธาตุดอยตุง วัดหลวง วัดร่องขุ่นหรือแม้แต่บ้านศิลปินแห่งชาติของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี สถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายอยากไปเที่ยวชมให้เห็นกับตา บวกกับความเป็นวิถีคนเมืองพื้นถิ่นของชาวเชียงราย ที่มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย รวมทั้งชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงคอยาวที่ดึงดูดสายตาและเชิญชวนให้มาเยือน

สนใจจองสิทธิพิเศษท่องเที่ยวกับแพ็กเกจ “ตามใจคุณพี่”!! สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-0161999

มิสแกรนด์ภูเก็ต คว้ามงกุฎ‘มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2018’ตามคาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351976

มิสแกรนด์ภูเก็ต คว้ามงกุฎ‘มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2018’ตามคาด

มิสแกรนด์ภูเก็ต คว้ามงกุฎ‘มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2018’ตามคาด

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นไปตามความคาดหมาย “มอส-น้ำอ้อย ชนะพาล” มิสแกรนด์ภูเก็ต วัย 24 ปี คว้ามงกุฎ “มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2018” ไปครองในการประกวดรอบตัดสินเมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม 2561 ณ ฮอลล์ 100 ไบเทค บางนา เป็นตัวแทนสาวไทยไปร่วมประกวด “มิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล 2018” ปลายปีนี้ ที่เมียนมา

มอส-น้ำอ้อย ชนะพาล เป็นสาวงามชัยภูมิ เธอผ่านเวทีประกวดมาแล้วหลายเวที กระทั่งเดินทางมาคว้าตำแหน่ง “มิสแกรนด์ภูเก็ต” ก่อนที่จะได้สวมมงกุฎ “มิสแกรนด์ไทยแลนด์” คนที่ 6 มีส่วนสูง 180 เซนติเมตร น้ำหนัก 57 กิโลกรัม สัดส่วน 34-24-37 สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากคณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ

หลังจากได้รับตำแหน่ง “มิสแกรนด์ไทยแลนด์2018” มอส-น้ำอ้อย ชนะพาล ได้โพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัวของเธอว่า “ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณพี่ณวัฒน์ที่มองเห็นศักยภาพในตัวหนูและให้โอกาสหนูขอบคุณทีมภูเก็ตที่ดูแลและส่งมาจนถึงฝั่งฝัน ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวที่รักทุกคนที่เป็นแรงบันดาลใจเป็นกำลังใจที่ดีให้หนูเสมอมา ขอบคุณแฟนนางงามทุกคนที่คอยให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ ให้คำสอนต่างๆจนมีมอสได้ในทุกวัน นับจากนี้ไปจะรักษาโอกาสที่ได้มานี้ให้ดีที่สุด จะทำทุกอย่างให้ดีให้สมกับโอกาสที่ได้รับมาค่ะ” อีกทั้ง เธอยังได้โพสต์ภาพตัวเองก้มกราบพ่อแม่ ลงในอินสตาแกรม@moss_cnp พร้อมแคปชั่นว่า “ที่สุดของชีวิตลูกคนนี้จะตอบแทนได้ เรามีบ้านแล้วนะ มีรถเพิ่มให้ด้วย พ่อกับแม่จะได้พักสักที ดวงใจของหนู รัก”

สำหรับรางวัลที่เธอได้รับ คือมงกุฎเพชรมีมูลค่า 1,200,000 บาท พร้อมด้วยสายสะพายเกียรติยศ บ้านพร้อมที่ดิน รถยนต์ 1 คัน และรางวัลอื่นๆ มูลค่ารวมกว่า 6 ล้านบาท อาทิ ทุนการศึกษาถึงระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี อีกทั้งเธอยังเป็นสาวใต้คนที่ 4 ที่ได้รับตำแหน่งโดยก่อนหน้านี้เธอยังได้ตำแหน่งพิเศษ ทั้งนางงามยิ้มสวย, รองอันดับ 1 ขวัญใจภูเก็ต และ1 ใน 5 รางวัลนางงามเสียงดี มาด้วยโดยเธอจะได้เป็นตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมประกวด “มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2018” ที่ประเทศเมียนมา ในเดือนตุลาคม 2561 ที่จะถึงนี้

ส่วนรองอันดับ 1 มิสแกรนด์ นครปฐม จุ๊กจิ๊ก-จิรัชยา สุขอินต๊ะ รองอันดับ 2 มิสแกรนด์ สกลนคร อิ๊ง-อิงชนก ประสาตร์ รองอันดับ 3 มิสแกรนด์บุรีรัมย์ บิว-นันทภัค ไกรหา และ รองอันดับ 4 มิสแกรนด์ สระแก้ว ตังเม-เมธาวี ธีรลีกุล

สัมผัสนากลางกรุงริมแม่นํ้าเจ้าพระยา พร้อมเรียนรู้การทำเกษตรกรรม-ชมผลิตภัณฑ์จากข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/351975

สัมผัสนากลางกรุงริมแม่นํ้าเจ้าพระยา  พร้อมเรียนรู้การทำเกษตรกรรม-ชมผลิตภัณฑ์จากข้าว

สัมผัสนากลางกรุงริมแม่นํ้าเจ้าพระยา พร้อมเรียนรู้การทำเกษตรกรรม-ชมผลิตภัณฑ์จากข้าว

วันอังคาร ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพื่อร่วมฟื้นอดีต 200 ปีที่ผ่านมาบนพื้นที่ ท้องมังกรของตระกูลเก่าแก่  ที่ค้าขายข้าวบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา “ฮ่วย จุ่ง ล้ง” หรือท่าเรือกลไฟในสมัยนั้น เติบโตขึ้นจากการทำธุรกิจมาตลอดยาวนาน เรียกได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของยุคทองของการค้าขายข้าวเพราะใช้การขนส่งทางเรือเป็นสำคัญ แต่เมื่อการค้าขายทางเรือเริ่มลดบทบาทลง ทำให้ ฮ่วย จุ่ง ล้ง เริ่มถูกลดทอนบทบาทในการเป็นโกดังเก็บข้าว จนรกร้างว่างเปล่า กลายเป็นที่พักอาศัยของเหล่าหลงจู๊และคนงานเก่าแก่ที่เคยทำงาน ณ ผืนดินแห่งนี้ แต่หากการเดินทางนั้นยังไม่สิ้นสุด เมื่อ ฮ่วย จุ่ง ล้ง ในวันนี้ได้รับการฟื้นฟูพัฒนามาสู่“ล้ง 1919”  โดย บริษัท ชิโน พอร์ต ลูกหลานของตระกูลหวั่งหลี ผู้พัฒนาโครงการ จึงขอชวนทุกคนย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของการค้าขายในอดีต นั่นคือ “เกษตรกรรมและการค้าขายข้าว” จึงริเริ่มโครงการ “นาล้ง2018” ขึ้น ภายใต้แนวคิด “นากลางกรุงริมแม่น้ำเจ้าพระยา” เนรมิตให้ล้ง 1919 กลายเป็นพื้นที่เขียวชอุ่มไปด้วยนา จะจัดขึ้นระหว่างวันที่8-19 สิงหาคม 2561 ณ ล้ง 1919 ถ.เชียงใหม่เขตคลองสาน

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี ผู้บริหารโครงการล้ง 1919 เล่าย้อนกลับไปให้ฟังว่า “ผืนแผ่นดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา หรือฮ่วย จุ่ง ล้ง ในอดีต ครอบครัวหวั่งหลีได้ดำเนินกิจการค้าขายข้าวเป็นธุรกิจหลัก เมื่อในวันนี้ เราได้พัฒนาที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ให้กลายเป็น ล้ง 1919 ขึ้น จึงอยากมีกิจกรรมดีๆ ให้คนไทย โดยเฉพาะคนในเมืองที่ในชีวิตนี้อาจไม่เคยมีโอกาสได้เห็นนาข้าวของจริง ให้ทุกคนที่สนใจได้มาเรียนรู้ถึงความสำคัญของการปลูกข้าวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำหลักทั้งในประเทศ รวมทั้งการส่งออก นอกจากนั้นยังมีไฮไลท์ข้าวหลากหลายสายพันธุ์ จากภาคต่างๆ ของประเทศไทยให้ชมภายในงาน รวมถึงผลิตภัณฑ์จากข้าวจากทั่วประเทศให้ทุกคนได้มาชมกัน”

“สำหรับไฮไลท์ในครั้งนี้ เราได้รับความร่วมมือจากเกษตรกร ชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ที่จะยกแปลงนามาปลูกกันบนพื้นที่ล้ง 1919 โดยเราจะเรียกว่านาล้ง มีต้นข้าวในทุกช่วงอายุมาจัดแสดง ตั้งแต่ต้นกล้า ตั้งท้อง จนถึงออกรวง จะเขียวชอุ่มชุ่มชื่นกันบนพื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยา มีแปลงนาสาธิตให้ทดลองดำนา นอกจากนั้น จังหวัดร้อยเอ็ดจะนำข้าวหอมมะลิ จากทุ่งกุลา ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิคุณภาพดีที่สุดในโลก มาหุงด้วย “มวย” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการหุงข้าวที่ สืบทอดต่อกันมาของชาวร้อยเอ็ด ที่จะทำให้ข้าวเม็ดสวย นุ่ม ฟู และมีกลิ่นหอมเต็มที่ รวมถึงนำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวหอมมะลิต่างๆ มาให้ชม ชิม และช็อป ทั้งคุกกี้ข้าวหอมมะลิ ชาข้าวหอมมะลิ รวมถึงแป้งข้าวหอมมะลิด้วย ทั้งหมดนี้จะนำมาจัดแสดงในงานตลอด 12 วันเต็ม”

บุคคลทั่วไป สามารถเข้าชมโครงการ “นาล้ง 2018” ครั้งแรกของนากลางกรุงริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จะได้เห็นความสวยงามของผลิตผล “ข้าว” ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างครบครันและสมบูรณ์ที่สุด เห็นถึงรากเหง้าดั้งเดิมของคนไทย ที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักในการส่งออก รวมถึงการได้เห็นการจะมาเป็นข้าว ที่พร้อมเสิร์ฟทุกคนบนโต๊ะอาหาร ทุกมื้อของคนไทย กันในระหว่างวันที่ 8-19 สิงหาคม 2561 ณ โครงการล้ง 1919 ท่าประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถ.เชียงใหม่ เขตคลองสาน เปิดให้เข้าชมฟรี! รายละเอียดเพิ่มเติมทางเฟซบุ๊คแฟนเพจLHONG1919

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี

พลอย ชิดจันทร์ ตกใจ! สามีจัดโปรโมชั่นให้ในวันครบรอบแต่งงาน 13 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/ent/news/569978

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 18:10 น.

พลอย ชิดจันทร์ ตกใจ! สามีจัดโปรโมชั่นให้ในวันครบรอบแต่งงาน 13 ปี

พลอย ชิดจันทร์ ตกใจ! สามีชาวฮ่องกงจัดโปรโมชั่นพิเศษให้ ฉลองวันครบรอบแต่งงาน 13 ปี

สวยเป๊ะไม่เปลี่ยนจริงๆ สำหรับคุณแม่ลูกสี่ พลอย ชิดจันทร์ ถึงแม้จะออกจากวงการบันเทิงไปทำหน้าที่ภรรยาและคุณแม่เต็มตัวให้กับสามีชาวฮ่องกง เคน ฮุง และลูกๆทั้งสี่แล้ว เวลาว่าจะเห็นได้ว่าสาวพลอยนั้นหมั่นไปออกกำลังกายให้เฟิร์มอยู่เสมอ แถมมีโมเมนต์หวานๆ กับสามีออกมาให้ได้ติดตามอยู่ตลอด

ล่าสุด 5 พ.ย. เป็นวันครบรอบแต่งงาน 13 ปีของทั้งคู่ งานนี้ สาวพลอย ได้โพสต์ภาพขณะแช่น้ำอุ่นอย่างสบายใจ เพราะสามีตื่นแต่เช้ามาเตรียมให้โชว์ความหวานในวันพิเศษ  โดยแคปชั่นภาพไว้ว่า…

“Anniversary Morning be like แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเหมือนกัน เช้านี้นางตื่นก่อน แล้วมาเตรียมน้ำอุ่น ๆ ให้แช่ เฮ้ย !? คือ ตกใจ เช้านี้นางเป็นอะไร แล้วเราก็ อ๋อ นึกขึ้นได้โปรโมชั่น วันครบรอบ 13 ปีนี่เอง

การดูแล takecare ใส่ใจ ตักกับข้าวให้ หรืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้กันเท่านี้แหละ เป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ ดีใจกว่าอะไรทั้งหมด แต่ถ้าจะขอได้ ขอให้เป็นแบบนี้ทุกวันเลยได้ไหม 555 มันจะดีมากกกก ๆๆๆ ที่สุด เป็นสามีดีเด่นในสามโลกเลย

ฮี่ ๆๆ ล้อเล่น ให้ยูเป็นตัวของตัวเองแบบนี้แหละ ดีแล้ว มีสุข มีมุกตลก เสียงหัวเราะฮา ๆ มีเศร้า งอนกัน โกรธกัน มีความตึง ความต้องง้อ ทะเลาะตะโกนใส่กัน เป็นบางครา นี่แหละ รสชาติของ 13 ปี thanks you for your take care this morning, it’s meant a lot for me love the way you taking care and I love you the most, and It’s will be forever, till our last breath #PK13anniversary @chapyinkenhung”

13 ปีผ่านไปรักยังหวานลูกสี่ก็มีเวลาสวีทเสมอ!!