กฎจราจรใหม่..สะท้อน(วินัย) คนไทย โอนลี่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387048?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กฎจราจรใหม่..สะท้อน(วินัย) คนไทย โอนลี่

6 กันยายน 2562 – 13:15 น.
วินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ,ตำรวจ,การจราจร
เปิดอ่าน 3,985 ครั้ง

กฎจราจรใหม่..สะท้อน(วินัย) คนไทย โอนลี่ 

สโลแกนที่ว่า “วินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ” แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีผู้ฝ่าฝืนทำผิดกฎจราจร แม้แก้กฎหมาย เพิ่มโทษขนาดไหน หลายๆ คนยังทำตัวเป็น “ทองไม่รู้ร้อน” ยิ่งไปกว่านั้นบางรายยังทำผิดซ้ำซ้อน ได้รับใบสั่งซ้ำซาก ทั้งที่ของเดิมยังไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับ ตลอดจนพฤติกรรมตำรวจจราจร(บางนาย) ที่ทำตัวนอกรีตแหกแถวขูดรีดเอาเปรียบประชาชน ทำให้หลายคนไม่ไว้ใจ ซ้ำร้ายยังระแวงตำรวจจนเกิดการกระทบกระทั่งบาดหมางระหว่างประชาชนกับตำรวจ ยิ่งแล้วเป็นเรื่องของการยึด “ใบขับขี่”

ปัญหาจราจรเสมือนเป็นปัญหาโลกแตกที่ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยก็แก้ได้ไม่ถูกปม บ้างก็บอกกฎหมายจราจรเก่าคร่ำครึล้าสมัย ไม่ทันยุค หรือเอื้อประโยชน์ให้ตำรวจกินส่วนแบ่งค่าปรับ แต่บางครั้งพฤติกรรมของบางคน หรือหลายคนคงลืมสำนึก ไม่เคารพกฎหมายขาดวินัยจราจร จึงทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ “ตำรวจ” ในแต่ละยุคแก้กฎ เพิ่มนโยบายกวดขัน ซึ่งปัจจุบันมีหลายเรื่องที่เริ่งดำเนินการใบแล้ว และมีอีกเพียบที่จ่อคิวนับถอยหลังรอวันมีผลบังคับใช้

เริ่มต้นเดือนกันยายน 2562 ตำรวจได้ดำเนินการกฎเกณฑ์การจราจรไปแล้ว 2 เรื่อง เริ่มจากวันที่ 1 กันยายน ตำรวจนครบาลก็เอาฤกษ์เอาชัยนับหนึ่งกวดขันรถบนท้องถนน โดยเฉพาะแยกไฟแดงกับ โครงการปรับปรุงและพัฒนาระบบตรวจจับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจรแบบใหม่ หรือ “Red light camera system” ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบตรวจจับรถที่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรแบบอัตโนมัติ ทันทีที่เริ่มตรวจจับจริงก็เห็นผลทันตา เพราะเพียงแค่วันแรกก็มีสถิติชัดว่าคนไทยขาดสำนึกไม่มีวินัยจราจร

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) บอกว่า สำหรับวันแรกที่ใช้ระบบตรวจจับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจรแบบใหม่ หรือ Red light camera system ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบตรวจจับรถที่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรแบบอัตโนมัติ บริเวณ 30 จุดทางแยก และก่อนหน้านี้เราได้ประชาสัมพันธ์มาโดยตลอด เนื่องจากต้องการให้ประชาชนที่ใช้รถปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อการลดอุบัติเหตุในแต่ละจุดจะมีการติดตั้งป้ายเตือนก่อนถึงแยกสัญญาณไฟแดงประมาณ 50-100 เมตร ให้รู้ว่าบริเวณแยกด้านหน้ามีการติดตั้งกล้อง ส่วนคนที่ฝ่าฝืนถือว่าเป็นการจงใจ ตั้งใจ ซึ่งจริงๆ แล้วตำรวจไม่ได้มุ่งหวังที่จะออกใบสั่งเพียงอย่างเดียว เรามีความต้องการไม่อยากให้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรเพื่อความปลอดภัยมากกว่า

สำหรับ 30 จุด พบมีผู้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟโดยนับตั้งแต่เวลา 00.01 ของวันที่ 1 กันยายน จนถึงเวลา 15.00 น. พบมีผู้ฝ่าฝืนรวมรถทุกประเภททั้งหมด 538 ราย ซึ่งแยกที่พบว่ามีการกระทำความผิดมากที่สุดยังคงเป็นแยกรัชดา-พระราม 4 จำนวน 269 ราย คิดเป็น 49.9 % รองลงมา อโศก เพชรบุรี จำนวน 78 ราย คิดเป็น 14.5% เมื่อจำนวนตัวเลขออกมาแบบนี้ทำให้ตำรวจจะต้องนำไปวิเคราะห์ในเชิงลึกอีกครั้งว่า เพราะเหตุใดจึงมีการฝ่าฝืน ซึ่งจะต้องมีการนำไปแก้ไขทั้งในเรื่องโครงสร้าง กายภาพ หรือเป็นการตั้งสัญญาณไฟไม่เหมาะสม

“ตัวเลขผู้ฝ่าฝืนยังถือว่าจำนวนลดลงจากเดิมที่เราทดลองตรวจจับเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ประมาณ 948 รายด้วยกัน ถือว่าจำนวนลดลงร่วม 410 ราย คิดเป็น 43.24% ซึ่งเราคาดว่าการประชาสัมพันธ์ การติดตั้งป้ายเตือน จะทำให้มีผู้กระทำความผิดน้อยลงไป” พล.ต.ต.จิรสันต์ ระบุ

พล.ต.ต.จิรสันต์ บอกอีกว่า ที่ผ่านมามีการปรับปรุงพัฒนากล้องทั้งในเรื่องความคมชัดในเวลากลางคืน มีการนำระบบอินฟราเรดเข้ามาใช้ ทำให้เวลากลางคืนเราสามารถจับภาพได้ชัดเจนมากขึ้น ด้วยความคมชัด 12 ล้านเมกะพิกเซล นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงให้สามารถจับภาพรถได้ทุกประเภท

ถัดจากเรื่องจับรถฝ่าไฟแดงไม่กี่วัน ตำรวจก็ได้รับอนุมัติให้ประเดิมเรื่องที่สอง ซึ่งเริ่มไปแล้วเช่นกันในวันที่ 3 กันยายน นั่นคือ “รางวัลแจ้งจับเด็กแว้น” หากสามารถนำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เปิดเผยว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้อนุมัติหลักการเรื่องเงินค่าตอบแทนการแจ้งเบาะแสของภาคประชาชน และให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน เป็นต้นไป เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กแว้น ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้กำชับสั่งการให้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงตั้งแต่เดือนมิถุนายน

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ อธิบายว่า เพื่อให้ปัญหาการแข่งรถหมดไปอย่างยั่งยืนจึงมีแนวคิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้วยการแจ้งเบาะแส ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดีโอ ภาพถ่าย ระบุวันเวลาเกิดเหตุ สถานที่เกิดเหตุ พฤติการณ์ในการกระทำผิดให้แก่เจ้าหน้าที่ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ ศูนย์โซเชียลมีเดีย ตร., ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน 1599, ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 หากเบาะแสที่แจ้งมานำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีใน 3-4 ข้อหา ประกอบด้วย การแข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต, การขับรถในลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดา, ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น หรือเป็นผู้สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการแข่งรถ (แอดมินเพจ) โดยหลังจากที่ตำรวจมีการสืบสวนขยายผลจับกุมได้ ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับเงินรางวัลนำจับจำนวน 3,000 บาทต่อ 1 ครั้ง ซึ่งจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น 10 วันทำการ นับแต่มีการจับกุม และยืนยันข้อมูลบุคคลที่แจ้งเบาะแสเจ้าหน้าที่จะปกปิดเป็นความลับ

อีกเรื่องดูแล้วเหมือนจะเป็นข่าวดีอาจทำให้ประชาชนได้เฮดังๆ กับ “พ.ร.บ.จราจรทางบกฉบับใหม่” เพราะพ.ร.บ.ฉบับล่าสุดนี้ระบุให้ตำรวจยกเลิกเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ หรือยึดใบขับขี่ ทำได้เพียงขอดูได้ เพื่อออกใบสั่งไปชำระค่าปรับเท่านั้น โดยจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 20 กันยายนนี้ ขณะเดียวกันประชาชนก็สามารถพก “ใบขับขี่ดิจิทัล” แทนของจริงได้

พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ

กรณีนี้ พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา (รองผบช.ศ.) กล่าวว่า พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2562 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 กันยายน โดยมีสาระสำคัญคือเจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานเจ้าหน้าที่สามารถเรียกตรวจใบอนุญาตขับขี่ แต่ไม่มีอำนาจในการเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับอีกต่อไป จะต้องคืนให้ประชาชน โดยผู้ขับขี่จะต้องพกใบอนุญาตขับขี่ขณะขับรถ และจะต้องแสดงใบขับขี่เมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจ ซึ่งสามารถแสดงได้ 3 แบบ ได้แก่ 1.ใบอนุญาตขับขี่ตัวจริงแบบเดิม 2.ใบอนุญาตขับขี่ด้วยวิธีการทางข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือใบขับขี่ดิจิทัล ผ่านแอพพลิเคชั่น DLT QR LICENCE และ 3.สำเนาภาพถ่ายใบอนุญาตขับขี่ตามแบบฟอร์มที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดซึ่งไม่สามารถใช้ภาพที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือได้

“หลังจากประกาศใช้แล้วประชาชนสามารถพกใบอนุญาตขับขี่ได้อย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 แบบ ยืนยันว่าสามารถใช้ได้จริง เพราะบังคับเป็นกฎหมาย เพื่อความสะดวกสบายของประชาชน สำหรับกฎหมายใหม่ฉบับนี้เจ้าพนักงานจราจรไม่จำเป็นต้องยึดใบขับขี่ เนื่องจากมีระบบใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบปรับได้ โดยเจ้าพนักงานจราจรจะตรวจสอบความถูกต้องของใบขับขี่ จากนั้นจะบันทึกข้อมูลผู้ขับขี่และการกระทำความผิดลงในใบสั่ง ให้แก่ผู้ขับขี่พร้อมใบขับขี่ ส่วนต้นขั้วใบสั่งจะนำกลับไปที่สถานีตำรวจ หรือหน่วยงานจราจร เพื่อลงบันทึกตัดแต้ม เมื่อผู้ขับขี่มาเสียค่าปรับจะทราบว่าถูกตัดแต้มไปเท่าใด และหากแต้มหมดทั้ง 12 แต้ม จะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 90 วัน และแต้มจะกลับคืนมา 12 คะแนนตามเดิม โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการอบรมใหม่ และต้องสอบให้ผ่าน จะได้รับแต้มคืน

หากภายใน 3 ปี ผู้ขับขี่ถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เกินกว่า 2 ครั้ง ซึ่งในครั้งที่ 3 จะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 1 ปี และช่วงระหว่าง 1 ปี หากกระทำผิดอีกเป็นครั้งที่ 4 จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ในทันที” พล.ต.ต.เอกรักษ์ ยืนยัน

สอดคล้องกับอีกเรื่องที่จะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นั่นคือการชำระค่าปรับจากใบสั่งจราจร เพราะถึงแม้ใบสั่งของตำรวจจะยังเป็นกระดาษ แต่หลังการเชื่อมระบบหลังบ้านทั้ง กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ ธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางชำระที่สะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งวันที่ 1 ตุลาคม จะเชื่อมระบบทุกหน่วยงาน

นายธวัชชัย ชีวานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารกรุงไทย บอกว่า กรุงไทยเป็นผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจร (Police Ticket Management-PTM) ที่เชื่อมโยงทั้งธนาคาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก โดยเฟส 2 เริ่มวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะเชื่อมโยงให้เป็นระบบออนไลน์ ทำให้การชำระเงินง่ายขึ้น และจะเปิดตัวเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลใบสั่งของตนเองย้อนหลัง สามารถเช็กได้ทั้งใบสั่งแบบกล้อง (แบบที่กล้องจับภาพแล้วส่งไปทางไปรษณีย์) ใบสั่งแบบเล่ม และคาดว่าช่วงต้นปีหน้าจะมีแอพพลิเคชั่นออกมาให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายขึ้น มีระบบแจ้งเตือนให้จ่ายใบสั่ง หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มการบันทึกคะแนนความประพฤติก็จะสามารถตรวจสอบได้ทั้งบนเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น

อย่างไรก็ตามคนที่ยังไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่งจราจรยังสามารถต่อทะเบียนและชำระภาษีประจำปีได้ แต่จะยังไม่ได้ป้ายวงกลมตัวจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะออกเป็นสำเนาเอกสารชั่วคราวให้ โดยมีอายุการใช้งานได้ 30 วัน หากยังไม่ชำระค่าปรับ เมื่อพ้น 30 วันที่เอกสารชั่วคราวหมดอายุแล้ว หากถูกเรียกตรวจก็จะมีความผิดอีกกระทงฐานใช้รถยนต์โดยไม่มีเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี หรือป้ายวงกลม มีโทษปรับ 2,000 บาท ขณะเดียวกันตำรวจก็สามารถแจ้งกรมการขนส่งให้งดออกป้ายวงกลมสำหรับรถคันดังกล่าวและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนอีกด้วย แม้จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2562 แต่ระหว่างนี้ก่อนไปถึงวันเริ่ม และย้อนไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 ก็จะถูกนำข้อมูลมาเชื่อมโยงกับระบบที่ว่านี้ด้วย เนื่องจากปกติแล้วใบสั่งมีอายุความ 1 ปี ซึ่งการดำเนินการที่เข้มงวดแบบนี้จะช่วยให้ประชาชนเคารพกฎจราจรมากขึ้นก็เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน

นอกจากนี้ในช่วงปลายปียังมีอีกกติกาที่ตำรวจต้องออกมากวดขันคนที่ใช้รถใช้ถนน ซึ่งสอดรับกับหลายๆ กฎที่บังคับใช้ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับใหม่) ซึ่งจะเป็นการตัดคะแนนความประพฤติกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายจราจร โดยเริ่มในวันที่ 19 ธันวาคม 2562

กฎหมายแก้ได้ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน ไม่ล้าหลัง แต่จะไม่มีประโยชน์และขาดประสิทธิภาพ หมดความขลัง ถ้าคนยังขาดสำนึก ไม่มีวินัย ไม่เคารพกฎ..!!

เจาะลึก เอฟซีแม้ว กับ ม็อบทีละก้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387039?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึก เอฟซีแม้ว กับ ม็อบทีละก้าว

6 กันยายน 2562 – 11:15 น.
ดีเจสาวฝั่งโขง,ทักษิณ ชินวัตร,ชูธงทวนกระแส
เปิดอ่าน 4,259 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหนมานัดชุมนุม “ขับไล่ลุงตู่” บริเวณด้านหน้าร้านแมคโดนัลด์ ราชดำเนิน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2562 พวกเขาปราศรัยทางโทรโข่ง สรุปใจความว่า 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลลุงตู่ ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มนายทุน ทำให้ประชาชนอดอยาก จึงต้องการ “2 แก้” คือแก้ไขปัญหาปากท้อง และแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาจากประชาชน

เฉพาะหน้านี้ ลุงตู่ต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้มีรัฐบาลของประชาชน และมีนัดหมายจะชุมนุมต่อไปทุกวันอาทิตย์ จนกว่ารัฐบาลลุงตู่ จะลาออก

เมื่อส่องดูหน้าตาของกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย” ประมาณ 100 คน ก็เป็นคนหน้าคุ้นๆ ในม็อบ นปช. ม็อบคนเสื้อแดง และม็อบคนรักทักษิณ ระหว่างปี 2550-2556

จะว่าไปแล้ว คนเหล่านี้ก็คือ “เอฟซีชินวัตร” ที่รักและศรัทธาสองพี่น้อง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” พร้อมกับให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

พวกเขาใช้ชื่อองค์กรว่า “พลังประชาธิปไตย ไร้พรมแดน” และ “กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย” โดยจัดกิจกรรมรวมใจเป็นหนึ่งเดียว จุดเทียนนำแสงสว่างสู่สภาของประชาชนเมื่อตอนสายวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ที่ทำการรัฐสภาชั่วคราวหน้าทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ

กิจกรรมจุดเทียนดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณการขับเคลื่อนของมวลชนคนรักทักษิณและเป็นการอวยพรวันเกิดล่วงหน้าให้คนแดนไกล

แกนนำกลุ่มพลังประชาธิปไตยไร้พรมแดนคือ “อุบลกาญจน์ อมรสิน” หรือ “สาว” หรือ “ดีเจสาวฝั่งโขง” แกนนำแดงเมืองอุบลฯ

“สาว” หรือ “ดีเจสาวฝั่งโขง” ไม่ใช่แกนนำแดงบ้านๆ เธอจัดอยู่ในกลุ่มเซเลบแดง และใกล้ชิดตระกูลชินวัตร เข้านอกออกในบ้านพักของทักษิณที่ดูไบได้ตลอดเวลา

เมื่อคนแดนไกลสนับสนุนการจัดตั้งพรรคไทยรักษาชาติ ดีเจสาวฝั่งโขง ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรค และมีรายชื่อเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรค ในลำดับที่ 31

ระหว่างการหาเสียง ดีเจสาวฝั่งโขงหรืออุบลกาญจน์ ได้ลุยหาเสียงช่วยพรรคไทยรักษาชาติ และตามเปิดโปงกลุ่มนักการเมืองที่ย้ายจากเพื่อไทย ไปอยู่พลังประชารัฐ เมื่อพรรคถูกยุบ เธอก็ช่วยงานพรรคเพื่อไทย

ดีเจสาวฝั่งโขงประกาศชัดจะต้องมีกิจกรรมเสวนาการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ คสช. คู่หูของเธอคือ “นิล อุบล” หรือผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Ubon Thongming ที่ไลฟ์เฟซบุ๊กในการชุมนุมครั้งแรก

มีข้อน่าสังเกต ดีเจสาวฝั่งโขงไม่ปรากฏตัวที่การชุมนุมนัดแรก และปล่อยให้ “นิล อุบล” ดำเนินรายการไปจนจบ นี่คือกลยุทธ์ “อำพรางแก่นแกน” ไม่ต้องการให้หน่วยข่าวสันติบาล หรือ กอ.รมน.เกาะติด “เซเลบแดง”

การเคลื่อนไหวของเอฟซีทักษิณ โดยแกนนำไร้ชื่อเสียง ทำให้นึกถึง “กลุ่มคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ” เมื่อปี 2549-2550 ซึ่งก่อรูปขึ้นมาโดยนักกิจกรรมสมัครเล่น

กลุ่มคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ เป็นการต่อยอดกลุ่มการเมืองจากเว็บบอร์ดราชดำเนิน พันทิป โดยเวลานั้น มีการรวมตัวในนาม “คนรักทักษิณ” เปลี่ยนมาเป็น “คนผ่านฟ้า” แตกตัวมาเป็นกลุ่มวายุภักษ์

หลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549 บรรดานักกิจกรรม “คนเดือนตุลา” หรือ “คนเดือนพฤษภา” จะถูกจับตามอง และติดตามความเคลื่อนไหว แต่สิ่งที่ฝ่ายทหารคาดไม่ถึงคือ “กลุ่มคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ” เป็นการรวมตัวของชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่ชื่นชอบนายกฯ ทักษิณ ซึ่งได้นัดหมายเจอกันทุกวันเสาร์ที่ท้องสนามหลวง

ช่วงแรกๆ แกนนำต้องหาชื่อแฝงหรือชื่อจัดตั้ง อาจใช้ชื่อสมศักดิ์ สมชาย สมหญิง หรือสุชาติก็ว่ากันไป และเนื่องจากเป็นภาคพลเมืองของแท้ ไร้การจัดตั้งใดๆ

ปลายปี 2549 อดีตซ้ายไทยก็ปรากฏตัวที่สนามหลวง อาทิ ชูชีพ ชีวสุทธิ์, ชูพงศ์ ถี่ถ้วน และสุรชัย แซ่ด่าน ตามมาด้วยนักสู้ฮาร์ดคอร์ อย่างเช่น ดา ตอร์ปิโด

เวทีท้องสนามหลวงเมื่อปีโน้น มีลักษณะพิเศษคือ เป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มต่อต้านที่เป็นประชาชนผู้สนใจการเมืองทั่วไป เวทีไฮด์ปาร์คเล็กๆ สร้างนักพูดนิรนามจำนวนมาก และเป็นจุดเริ่มของการอภิปรายปัญหาทางประวัติศาสตร์ และวิพากษ์วิจารณ์การรัฐประหารอย่างจริงจัง

กลุ่มคนรักทักษิณ กำลังดำเนินกลยุทธ์เดียวกันกับปลายปี 2549 สร้าง “ม็อบธรรมชาติ” ขึ้นมาทีละก้าว สร้างแกนนำมวลชนขึ้นมาจากการต่อสู้

หมดเวลาของป้าธิดา ลุงเหวง น้าตู่ พี่เต้น…เวทีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต้องการคนหน้าใหม่เข้ามารับไม้ต่อ โดยวันนี้ มีเพียง “เซเลบแดง” ที่ใกล้ชิดแม้วเท่านั้น ที่คอยวางเกมอยู่เบื้องหลัง

ลุงตู่-อนุทิน-มนัญญา หวังสิ้นปีนึ้เลิก3สารเคมี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387047?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่-อนุทิน-มนัญญา หวังสิ้นปีนึ้เลิก3สารเคมี

6 กันยายน 2562 – 10:15 น.
พาราควอต,คลอร์ไพริฟอส,ไกลโฟเสต,สารเคมี,ลุงตู่,อนุทิน ชาญวีรกุล,มนัญญา ไทยเศรษฐ์
เปิดอ่าน 1,963 ครั้ง

ลุงตู่-อนุทิน-มนัญญา หวังสิ้นปีนึ้เลิก3สารเคมีจับตาต้านแรงผลประโยชน์ไหวหรือ โดย…  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

แม้ว่าผลวิจัยเกี่ยวกับการใช้อันตราย 3 ชนิด คือ “พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต” นั้นหลายชาติในโลกล้วน “แบน” สารเคมีเหล่านี้เพราะผลวิจัยระบุว่าก่อพิษมากกว่า

ปัจจุบันมีอย่างน้อย 51 ประเทศทั่วโลกที่ “ยกเลิกการใช้พาราควอต” เนื่องจากข้อกังวลด้านสุขภาพและการประเมินความปลอดภัยในสารเคมีในเอเชีย ห้ามใช้พาราควอตแล้ว 9 ประเทศ ส่วนหลายประเทศในโลกแม้ไม่เลิกใช้แต่ “จำกัดการใช้”

ส่วนไทยนั้นมีการเคลื่อนไหวให้ยกเลิกสามสารเคมีดังกล่าวตั้งแต่ยุคคสช. โดยกระทรวงสาธารณสุขเสนอให้มีการแบนสารเคมีอันตราย 3 ชนิด (พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต) เมื่อเดือนเมษายน 2560 แต่ความพยายามในไทยในการผลักดันการห้ามใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิดยืดเยื้อมาสองปีเศษ

แม้คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติ 16 ต่อ 5 เสียง สนับสนุนให้การอนุญาตใช้สารพาราควอต หนึ่งในสารเคมีอันตรายทางการเกษตรต่อไป

มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งนี้ เป็นการยืนยันมติที่ประชุมเดิมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 ว่าไม่ยกเลิกนำเข้าสามสารเคมีดังกล่าว โดยอ้างว่า ปัจจุบันยังไม่มีสารหรือมาตรการทดแทน โดยระหว่างนี้ให้กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิจัย ลดการใช้และหามาตรการทดแทน คาดว่าอีก 2 ปี จึงจะยกเลิกได้ถาวร

ปัญหานี้ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 กันยายน ว่า “ผมเข้าใจถึงเหตุผล หลักการ ความจำเป็นที่เราต้องลดการใช้สารเคมีที่มีพิษในอุตสาหกรรมการเกษตรให้ได้โดยเร็ว ทั้ง พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ 3 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ จากที่ได้รับรายงานจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ให้กระทรวงเกษตรฯ ไปหาสารชดเชยให้ได้ เราต้องมองในหลายมิติ รวมถึงการพิจารณาร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย ทั้งรัฐ ผู้บริโภค และเกษตรกร จะทำอย่างไร ไม่ให้เกิดผลกระทบในทุกด้าน

ไม่เห็นด้วยในการใช้สารเคมีทำการเกษตร แต่จะทำอย่างไรเพื่อเดินหน้าไปสู่เกษตรอินทรีย์ เกษตรจีเอ็มพีที่มีการผลิตที่ดีควบคุมได้ วันนี้ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาให้ได้โดยเร็ว” คำตอบของ สร.1 แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้สามสารเคมีในแวดวงเกษตร

สอดคล้องกับรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลคือภูมิใจไทย (ภท.) แสดงอาการลุยแหลกไม่กลัวฝ่ายที่ยังหนุนสามสารเคมีดังกล่าวหรือนายทุนใหญ่ที่หนุนหลังเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าการแบนสามสารเคมีนี้ออกจากสารบบเมืองไทย มีความจำเป็นยิ่งยวดเพราะสุขภาพของคนไทยสำคัญกว่า

“มนัญญา ไทยเศรษฐ์” รมช.เกษตรและสหกรณ์ หรือรัฐมนตรีหญิงเหล็กในกระทรวงพญานาค กล่าวไว้หลายวันก่อนว่า “ตั้งเป้าที่จะยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตรทั้ง 3 ชนิด ประกอบด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต รวมถึงปุ๋ย ยา และสารเคมีชนิดอื่นๆ ให้เร็วที่สุดภายในปี 2562 นั่นคือภายในเดือนมกราคม 2563 ต้องหายไปจากประเทศไทยทั้งหมด

ระหว่างนี้จึงได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรทบทวนการใช้สารเคมีอันตรายที่มีความเสี่ยงสูงทั้ง 3 สารเคมีนี้ให้รอบด้าน พร้อมทั้งเข้าตรวจสอบสต็อกสินค้าที่เหลืออยู่ เพื่อเร่งรัดหาสารทดแทนโดยเร็วที่สุด จากนั้นจะเตรียมเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในเดือนกันยายนนี้

ต่อมา “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องการยกเลิก 3 สารเคมีนี้ ภายในสิ้นปีนี้ว่า “ได้รับรายงานเกี่ยวกับอันตรายจาก 3 สารเคมีข้างต้นจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และไม่สนับสนุนการใช้สารพิษดังกล่าวไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ส่วนที่มีการอ้างว่า ยังยกเลิกสารข้างต้นไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่เพียงพอว่ามีอันตรายต่อสุขภาพ ขอถามกลับว่า ต้องรอให้มีคนตายก่อนหรืออย่างไร ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่รักษาคนไข้ที่ได้รับอันตรายจากสารพิษ และพยายามให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ประชาชน ให้สามารถรับมือกับภัยที่มาจากสารพิษอย่างถูกวิธี”

แม้การเดินเครื่องครั้งนี้ แกนนำรัฐบาลคือ สร.1 ยังเห็นด้วยที่จะแบนสามสารเคมีนี้แต่ต้องมีบทสรุปที่ชัด แบบนี้รมต.ค่ายสีน้ำเงินสองชีวิตคงต้องจับมือลุยและหวังว่าสิ่งที่ดำเนินการนั้นคือประโยชน์จะอยู่กับคนไทย เพราะอย่างน้อยหนึ่งในสามประเทศทั่วโลก “แบน” สามสารเคมีนี้ สื่อแล้วว่ามันมีโทษมากกว่าคุณ รวมทั้งหลายฝ่ายในสังคมไทยที่ติดตามเรื่องนี้ก็เคลื่อนไหวมาพักใหญ่แต่ก็ยังขับเคลื่อนไม่ถึงจุดฝัน เพราะกระทบทุนของบริษัทสารเคมีดังกล่าวที่หนุนหลังการห้ามแบน

ดังนั้นสตาฟฟ์ของค่ายสีน้ำเงินที่มาช่วยคุมจังหวะของ “อนุทิน และมนัญญา” ให้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้บรรลุ เพราะมองแล้วว่า การทำหน้าที่นี้ต้องทำแม้บางครั้งอาจ ”จุดไต้ตำตอ“ เพราะอย่าลืมว่าการดำเนินการเรื่องนี้จุดขึ้นในรัฐบาลที่แล้วแต่ก็ยังไม่เสร็จสิ้น และเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาโดย ”ภท.” ต้องดูแลเรื่องนี้โดยตรง ความจำเป็นที่ต้องดำเนินการให้เรื่องนี้บรรลุนั้น สองรมต.ค่ายสีน้ำเงินต้องเคลื่อนให้ถึงจุดฝันของคนไทยหลายคนที่ต้องการ

สตาฟฟ์ภท.แจ้งว่า “ยอมรับว่าอาจมีบางอย่างที่พยายามกุมสภาพเรื่องนี้ให้ยืดออกไปจนกระแสต้านซาลงไปเอง แต่หัวหน้าพรรคย้ำว่าให้สตาฟฟ์ของพรรคติดตามเกาะติดเรื่องนี้แบบใกล้ชิดและต้องแบนสามสารเคมีนี้ให้ได้ เพราะส่งผลลบต่อสุขภาพคนไทยมากกว่าผลบวกหลายเท่า ดังนั้นแม้เร็วๆ นี้อาจจะต้อง “ปะทะ” กับกลุ่มทุน ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายข้าราชการ นักวิชาการ และเอ็นจีโอบางฝ่ายหรือจุดไต้ตำตอในบางกรณี ”ก็จำเป็นต้องดับเครื่องชน”

เพจ Biothai

“แกนนำพรรคไม่หวังได้คะแนนนิยมแบบฉาบฉวย แต่อยากให้สังคมมองว่าพรรคไม่เล่นการเมือง เข้ามาก็ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน หากทำงานแล้วเสร็จ สังคมจะเห็นผลงานเอง คะแนนนิยมจากผลงานที่เป็นรูปธรรมของรมต.ในสังกัดภท.นั้นจะบ่งชี้เอง และมีผลต่อ 51 ส.ส.ว่าน่าจะรักษาเก้าอี้และมีสิทธิ์เพิ่มจำนวนในวันข้างหน้า” สตาฟฟ์ค่ายสีน้ำเงินระบุ

รอดูว่าค่ายภท.จะดำเนินการเรื่องนี้ได้ดั่งคำพูดที่ รมต.ของพรรคให้คำมั่นกับสังคมไว้หรือไม่เนื่องจากเรื่องนี้อาจจะไม่ง่าย เพราะหากหนทางสะดวกโยธิน “กัปตันเรือแป๊ะ” คงจัดการได้ลุล่วงไปแล้ว และปัญหานี้คงไม่ยืดเยื้อมาถึง ”เรือเหล็ก” ในวันนี้

ดังนั้นเมื่อ “สร.1-อนุทิน-มนัญญา” ร่วมลงเรือเหล็กลำนี้แล้ว…พันธกิจที่เดิมพันค่อนข้างสูงในเรื่องนี้…ตอนจบของสามสารเคมีจะลงเอยอย่างไร และจะต้านทานแรงผลประโยชน์ของบางกลุ่มที่ค้านการแบนสามสารเคมีนี้ได้หรือไม่…

ดังนั้นบุคคลทั้งสามในข้างต้นภายใต้รัฐบาลเรือเหล็ก…จะต้องให้คำตอบแก่สังคมไทยว่า “แบน/ไม่แบน เพราะอะไร?”

ทำไมอินโดนีเซีย ต้องย้ายเมืองหลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387038?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไมอินโดนีเซีย ต้องย้ายเมืองหลวง

6 กันยายน 2562 – 10:00 น.
จาการ์ตา,อินโดนีเซีย,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,612 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘จาการ์ตา’ เป็นเมืองหลวงของอินโดนีเซียมานานตั้งแต่โบราณแล้ว และเวลานี้จาการ์ตามีปัญหามากมายเหลือเกินและขอแจ้งให้ทราบเป็นความรู้-เพราะไม่ได้ต้องการย้าย ‘กรุงเทพมหานคร’

‘กรุงเทพมหานคร’ หรือ กทม. เป็นเมืองหลวงของประเทศไทยและเคยมีความคิดของนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งอยากจะย้ายกทม.ไปอยู่แปดริ้ว แต่ความคิดนี้ถูกโจมตีเลยต้องพับไป

กลับมาสู่นโยบายของประธานาธิบดี ‘โจโก วิโดโด’ อินโดนีเซีย ถึงเหตุผลว่าทำไมต้องย้ายเมืองหลวงไปจากนครจาการ์ตา

พูดกันแบบชาวบ้านคือ จาการ์ตา นั้น เน่าแล้วและมีปัญหามากมาย ทั้งน้ำท่วม-แผ่นดินทรุด-แผ่นดินไหว-การจราจรติดขัด

ในอีก 5 ปีข้างหน้า อินโดนีเซียจะมีเมืองหลวงใหม่อยู่ที่เกาะบอร์เนียวและจะเริ่มสร้างใน พ.ศ.2563 นี่เอง และคุ้มค่ากับงบประมาณที่ลงไป

ถ้าเป็นประเทศไทยของเราคงมีคนค้านกันแน่ แต่นี่ชาวอินโดนีเซียเขาคงเห็นแล้วว่า ‘จาการ์ตา’ เป็นอดีตไปแล้ว อนาคตหาไม่เจอสู้ทำใหม่ให้มีระบบผังเมืองที่ทันสมัยและระบบไฮเทคอื่นๆ

เมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดนีเซีย หน้าตาเป็นอย่างไรอีก 5 ปี ก็รู้!
อ๊อด เทอร์โบ


พระนอกรีตมีมาก
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ทุกวันนี้เราจะได้พบเห็นข่าวพระนอกรีตมากขึ้นทุกวัน พระเสพยาเสพติด พระเมาเหล้า พระเสพเมถุน พอถูกจับได้ก็จะพาไปสึก พระพวกนี้ก็ยินดีจะสึก หลายคนต่อมาก็บวชอีก

เมื่อไรเราจะมีมาตรการป้องกันและควบคุมพระพวกนี้ เช่น ก่อนบวชให้ตำรวจตรวจประวัติก่อน ในกรณีที่ถูกจับสึกให้ดำเนินคดีด้วยข้อหาทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย มิฉะนั้นเราจะต้องได้ข่าวพระชั่วพวกนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด กรมการศาสนา หรือ มหาเถรสมาคม ไม่เคยทำอะไรเลย

แต่ละวัน ผมอยากรู้ว่า 2 หน่วยงานนี้เคยทำงานอะไรบ้างครับ ?

ขอแสดงความนับถือ
ชาวภูเก็ต 100%

 เรียน คุณ ‘ชาวภูเก็ต 100%’
ทุกวันนี้พระนอกรีตมีมากมายหลายแบบ มาบวชหนีคดี หรือบวชเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ที่สร้างความเสื่อมศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก

ผมเองก็อยากให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นสำหรับผู้ที่จะบวช มากกว่าที่เป็นอยู่ จดหมายของคุณคงจะช่วยกระตุ้นเตือนให้เราต้องช่วยกันดูแล เมื่อพบพระประพฤติไม่เหมาะสม อย่าได้เกรงจะเป็นการสร้างความมัวหมองให้แก่ศาสนา เพราะการที่ช่วยกันดูแลพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องดี เป็นบุญกุศล ไม่เป็นบาป ไม่เป็นการทำลายศาสนา

เราต้องช่วยกันครับ อย่าไปหวังหน่วยงานของราชการเลย
อ๊อด เทอร์โบ


ปลูกต้นไม้ดีกว่า
ราชการทำเป็นต้นแบบ
(ผ่านไปยังกรมทางหลวง)

ผมมีโอกาสขับรถไปที่ อ.บ้านนา จ.นครนายก โดยใช้ถนนสายแก่งคอย-บ้านนา ได้พบเห็นการก่อสร้างส่วนขยายถนน โดยเฉพาะเกาะกลางที่ได้เห็น

ประเทศไทยเป็นประเทศร้อนชื้น และส่วนราชการทุกภาคส่วนต่างรณรงค์ให้มีการปลูกต้นไม้มาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งดีแต่พูดแต่ไม่กระทำ เท่ากับว่าราชการได้แต่สอนประชาชน แต่ส่วนราชการกลับทำตรงกันข้ามแทนที่จะลงมือกระทำเพื่อให้เป็นแบบอย่าง/ตัวอย่างที่ดีต่อประชาชน

ควรปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่และหญ้าตลอดแนวเส้นทางของเกาะกลางถนน ส่วนจะด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ จะพิจารณาให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์มากๆ

จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาด้วยครับ
สมภพ (ลำลูกกา)


รัฐบาลช่วยด้วยเถิด
รอคอยมานานแล้ว

พนักงาน ธ.ก.ส.ที่เกษียณอายุและเกษียณก่อนกำหนดได้รับความเดือดร้อนไม่มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยเรื่องดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครรส.) ที่ประชุมไปเมื่อ 27 ตุลาคม 2557 จนถึงขณะนี้เป็นเวลา 5 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีการนำเสนอให้ ครม.พิจารณา ซึ่งอดีตพนักงานที่เกษียณก็รอความหวังว่าคณะรัฐบาลชุดใหม่จะนำเข้าประชุม

รัฐบาลเชิญชวนและโน้มน้าวให้พนักงานรัฐวิสาหกิจให้เห็นประโยชน์ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและให้ย้ายจากกองทุนบำเหน็จบำนาญไปอยู่ในระบบกองทุนเลี้ยงชีพ จึงเกิดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน ธ.ก.ส. ขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2540 แต่ต่อมาก็เกิดปัญหาไม่แตกต่างจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ

กรรมการของ ธ.ก.ส.จึงได้ประชุมและเห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงมาใช้ระบบประกันความเสี่ยงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยเงินสมทบรวมกับผลประโยชน์หากได้น้อยกว่าที่ควรได้รับจากกองทุนบำเหน็จบำนาญหลังหักภาษี ทาง ธ.ก.ส.จะจ่ายส่วนต่างให้พนักงานที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเฉพาะพนักงานที่บรรจุตั้งแต่ก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2540

ขอความกรุณาจากคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังโปรดนำเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน ธ.ก.ส.เข้าประชุม ครม. ซึ่งพวกผมไม่มีรายได้ในการดำรงชีพประจำวัน

บางคนก็ปลดเกษียณมาเป็นเวลา 10 ปี บางคนก็เสียชีวิตไปแล้ว จึงมีความหวังที่จะได้เงินก้อนสุดท้ายมาใช้จ่ายประจำวันและเป็นเงินที่ทางธนาคารได้ทำข้อตกลงจะจ่ายชดเชยให้แต่ทางธนาคารก็ยังเพิกเฉย
อดีตพนักงาน (ผู้เดือดร้อน)

ป่าปริศนา ฆ่า “ครูป๊อด-บิลลี่” จอมบงการยังลอยนวล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387045?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป่าปริศนา ฆ่า “ครูป๊อด-บิลลี่” จอมบงการยังลอยนวล

6 กันยายน 2562 – 09:35 น.
บิลลี่,ฆ่าบิลลี่,อุ้มฆ่า,กะเหรี่ยง,บ้านบางกลอย,เพชรบุรี,แก่งกระจาน,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 15,458 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึกฉบับวันที่ 6 ก.ย.62

*************************

แนวเทือกเขาตะนาวศรีแบ่งกั้นพรมแดนทอดยาวจากเหนือจรดใต้ ซึ่งเป็นเทือกป่าเขาอันอุดมสมบูรณ์ทั้งผืนป่าและสัตว์ป่า นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องราวของชนชายขอบเผ่ากะเหรี่ยง-กะหร่าง ที่ดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ตามธรรมชาติ

บ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี กลายเป็นจุดความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษ์ผืนป่าตามวิถีชุมชน “คนอยู่กับป่าได้” กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยภาครัฐ

ป่าแก่งกระจาน ป่าบางกลอยนี้มีอาถรรพณ์ ในอดีต ตชด.หัวหินสิ้นชื่อด้วยฝีมือนักรบดาวแดง และปัจจุบันนักสู้เพื่อสิทธิชุมชน คน ถูกสังหาร โดยรูปคดีสาวยังไปไม่ถึงจอมบงการ

เขาคือ “บิลลี่”

17 เมษายน 2557 บิลลี่” หรือ “พอละจี รักจงเจริญ” แกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงที่เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนหายตัวไประหว่างการเดินทางออกจากหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย

บิลลี่ นักสู้แห่งบางกลอย

เมื่อไม่กี่วันมานี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงความคืบหน้าคดีการหายตัวไปของบิลลี่ ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ 5 ปี โดยยืนยันว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้วจากการพิสูจน์โครงกระดูกที่พบใต้น้ำบริเวณสะพานแขวนเขื่อนแก่งกระจาน

“บิลลี่” เกิดและอาศัยอยู่ในพื้นที่บางกลอยบน เป็นหลานชายของปู่คออี้ ผู้นำทางจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์กะหร่าง-กะเหรี่ยงในพื้นที่ดังกล่าว

บิลลี่เป็นที่ไว้วางใจของชาวบ้านและคนในพื้นที่ให้เป็นแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์แถวตะนาวศรีและเป็นตัวแทนเพื่อต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน

วันที่เขาหายตัวไประหว่างทางบิลลี่ถูกชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเจ้าหน้าที่อุทยาน ควบคุมตัวในข้อหาครอบครองน้ำผึ้งป่า 3 ขวด ซึ่งชัยวัฒน์ระบุว่า เพียงแต่เรียกมาตักเตือนและปล่อยตัวไป

ภรรยาของบิลลี่เคลื่อนไหวตามหาสามีอยู่หลายปี จู่ๆ ความตายของบิลลี่ก็ได้รับการไขปริศนา นาทีนี้ผู้คนอยากรู้ว่าจะดำเนินคดีกับจอมบงการได้หรือไม่?

นักสู้ “ครูป๊อด”

วันที่ 10 กันยายน 2554 ทัศน์กมล โอบอ้อม” อายุ 55 ปี หรือที่รู้จักกันทั่วไปใน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ว่า “ครูป๊อด” อดีตผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดเพชรบุรี ถูกคนร้ายดักสังหารเสียชีวิตคารถคู่ใจ

ทัศน์กมล โอบอ้อม เคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหนองจอก อ.ท่ายาง ลงสมัครส.ส. 2 ครั้ง แต่สอบตกหมด

ครูป๊อด นักสู้แห่งเขตงานตะนาวศรี

กว่า 20 ปีก่อนหน้านั้น ทัศน์กมล คลุกคลีอยู่กับชุมชนชาวกะเหรี่ยงในป่าแก่งกระจาน และเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือในฐานะอาสาสมัครฟื้นฟูคุณภาพชีวิต

ภาพที่ครูนำมาเผยแพร่ เจ้าหน้าที่รัฐเผาบ้านกะเหรี่ยง

ครูป๊อดเห็นต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐในการแก้ไขปัญหาชาวกะเหรี่ยง-กะหร่าง โดยการอพยพพวกเขาออกจาก “ใจแผ่นดิน” คือโป่งลึก-บางกลอย ครูป๊อดได้นำพากลุ่มชาติพันธุ์ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในกรณีดังกล่าว

นัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่พอใจการให้ข่าวสื่อมวลชนของครูป๊อด เรื่องเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับชาวกะเหรี่ยง

นรกบางกลอย

พูดถึง “ครูป๊อด” ในอดีตยังเป็นผู้ประสานงานให้ชาวกะเหรี่ยงในป่าช่วยติดตามค้นหา ตชด.ที่หายสาบสูญไประหว่างปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-พม่า เมื่อปี 2535 จนช่วยตชด.ออกจากป่าได้สำเร็จ 4 คน หลังจาก ตชด.ชุดนั้น หลงอยู่ในป่านานถึง 35 วัน

สารคดีนรกบางกลอย

อันเป็นที่มาของสารคดียอดนิยมเรื่อง “35 วัน นรกป่าบางกลอย” ที่เขียนโดยนักข่าวเดลินิวส์

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจากตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร 6 นาย ร่วมกับ กก.ตชด.14 ค่ายพระมงกุฎเกล้า 2 นาย และนายเมือง กะเหรี่ยงนำทาง ไปปฏิบัติหน้าที่หาข่าวด้านความมั่นคงตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

ยุทธการตะนาวศรีของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ครูป๊อดนำพาชาวกะเหรี่ยงต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน

วันที่ สิงหาคม 2535 เกิดเหตุยิงปะทะกับ “กองกำลังไม่ทราบ” ฝ่ายบนแนวสันเขา เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำราจและผู้นำทางเสียชีวิต ราย ส่วนที่เหลือต้องต่อสู้เพื่อการอยู่รอดหลังถูกไล่ล่าจากฝ่ายตรงข้าม

อนุสรณ์สถานเขตงานตะนาวศรี

ความจริงเพิ่งมาเปิดเผยเมื่อไม่กี่วันนี้เอง “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” ที่รบกับตชด.นั้น เป็น “นักรบดาวแดง” ชุดสุดท้ายที่ถอยร่นจาก อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาขยายงานมวลชนและจัดตั้งกองกำลังในป่าบางกลอย หรือที่เรียกกันว่า “เขตงานตะนาวศรี”

ปู่คออี้ วางดอกไม้รำลึกครูป๊อด นักสู้ผู้จากไป

แม้หลังจากนั้นป่าบางกลอยจะไม่มีนักรบดาวแดง แต่ชุดความคิดเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้นยังดำรงอยู่ในหมู่คนชาติพันธุ์ผู้ต่ำต้อยตลอดมา

การดำเนินการทางวินัยไม่ผูกพันกับความเห็นของพนักงานอัยการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387042?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การดำเนินการทางวินัยไม่ผูกพันกับความเห็นของพนักงานอัยการ

6 กันยายน 2562 – 08:13 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้ กับคดีปกครอง,ข้าราชการ,วินัย,พนักงานอัยการ,ตำรวจ,ยาเสพติด
เปิดอ่าน 1,291 ครั้ง

เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

“บำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน” หน้าที่ที่หลายท่านคงทราบกันดีว่าคงไม่พ้นอาชีพ “ตำรวจ” ซึ่งถือเป็นผู้ธำรงรักษาและเป็นผู้ใช้บังคับกฎหมาย ฉะนั้น ข้าราชการตำรวจจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ประพฤติปฏิบัติตนฝ่าฝืนหรือกระทำผิดกฎหมายเสียเอง

ข้าราชการทุกประเภทรวมทั้งข้าราชการตำรวจ หากกระทำการใดๆ ที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยเฉพาะที่มีโทษทางอาญาด้วยแล้ว แม้บางกรณีอาจไม่ต้องรับโทษทางอาญาเพราะศาลยกฟ้องจากเหตุมีข้อสงสัยในพยานหลักฐาน หรือพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องเพราะเหตุพยานหลักฐานไม่เพียงพอก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวอาจเป็นความผิดทางวินัยได้ หากมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะฟังได้ว่ากระทำผิดวินัย โดยเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรืออาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

ดังเช่น “เรื่องน่ารู้วันนี้ … กับคดีปกครอง” ที่หยิบยกมาเป็นอุทาหรณ์ในฉบับนี้… กรณีข้าราชการตำรวจมีพฤติกรรมเสพยาเสพติด ทั้งที่ปฏิบัติงานด้านการต่อต้านและปราบปรามยาเสพติดโดยตรง

ซึ่งเหตุเกิดเมื่อครั้งผู้ฟ้องคดีรับราชการตำรวจ สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดจับกุมในขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวกำลังจับกุมนายอ่ำผู้ต้องหายาเสพติดตามหมายจับของศาล แต่พบผู้ฟ้องคดีอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยและสังเกตเห็นผู้ฟ้องคดีมีอาการมึนเมาคล้ายเสพยาบ้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจัดเก็บปัสสาวะไปตรวจแล้วพบว่าปัสสาวะเป็นสีม่วง

ผู้บังคับการฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชาจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง โดยผู้บังคับการฯ พิจารณาผลการสอบสวนแล้วเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีเสพยาเสพติด(ยาบ้า)จริง แม้ภายหลังจะปฏิเสธว่าดื่มน้ำในกระติกน้ำที่ผสมยาบ้าในบ้านเกิดเหตุ แต่ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมายืนยันสนับสนุน การกระทำของผู้ฟ้องคดีถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีคำสั่งลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ

ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่อนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเกี่ยวกับการอุทธรณ์ ทำการแทนคณะกรรมการข้าราชการตำรวจมีมติยกอุทธรณ์และให้เพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีจากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ ผู้บังคับการฯ จึงมีคำสั่งเพิ่มโทษตามมติของอนุกรรมการคณะกรรมการข้าราชการตำรวจฯ

ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ตนไม่ได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เนื่องจากพนักงานอัยการได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว คำสั่งเพิ่มโทษเป็นการวินิจฉัยให้ผิดไปจากข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่ยุติไปแล้วและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งของผู้บังคับการฯ ดังกล่าว

คดีมีประเด็นน่าสนใจว่า การที่ผู้บังคับการฯ มิได้นำความเห็นของพนักงานอัยการที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ฟ้องคดีในคดีอาญาข้อหาเสพยาเสพติดไปประกอบการพิจารณาการลงโทษทางวินัยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า การสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการด้วยเหตุผลว่าคดีมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้อง กรณียังถือไม่ได้ว่ามีการพิสูจน์ความผิดของผู้ฟ้องคดีและศาลได้มีคำพิพากษาในเนื้อหาของคดีว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้กระทำความผิดที่มีโทษทางอาญาหรือไม่ ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาต้องพิจารณาดำเนินการทางวินัยโดยต้องผูกพันไปตามความเห็นของพนักงานอัยการ ทั้งในการสอบสวนทางวินัยมีกฎหมายและกฎกำหนดอำนาจหน้าที่ วิธีการสอบสวน และการพิจารณาโทษทางวินัยไว้เป็นเอกเทศต่างหากจากการดำเนินคดีอาญา ดังนั้นในการดำเนินการทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนตลอดจนการพิจารณาและใช้ดุลพินิจของผู้บังคับการฯ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในการออกคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟ้องคดี จึงไม่จำต้องพิจารณาตามความเห็นของพนักงานอัยการแต่อย่างใด

ประเด็นที่พิจารณาต่อมา คือ คำสั่งเพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีจากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ ถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารบันทึกการจับกุมและบันทึกยินยอมให้ตรวจปัสสาวะว่าผู้ฟ้องคดียินยอมให้ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด และได้รับสารภาพว่าได้เสพยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน(ยาบ้า)มาก่อนจำนวน 2 เม็ดจริง โดยลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานขณะถูกตรวจค้นและจับกุมตัวด้วยความยินยอมและสมัครใจ ปราศจากการบังคับ ขู่เข็ญใดๆ ประกอบกับเอกสารรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่แสดงผลว่าพบเมทแอมเฟตามีนในตัวอย่างปัสสาวะของผู้ฟ้องคดี จึงบ่งชี้ว่ามีสารเสพติดอยู่ในร่างกายของผู้ฟ้องคดีอันเกิดจากการเสพยาเสพติดดังกล่าว เมื่อตำรวจชุดจับกุมปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏว่าขณะถูกจับกุม ผู้ฟ้องคดีได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีหน้าที่ติดตามและสังเกตพฤติกรรมของนายอ่ำในการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยการจับกุมกรณีนี้เป็นการจับกุมนายอ่ำ ไม่ได้เตรียมการที่จะจับกุมผู้ฟ้องคดีมาก่อนและผู้ฟ้องคดีก็มิได้แสดงพยานหลักฐานใดเพื่อยืนยันว่าถูกกลั่นแกล้ง

กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์เสพยาเสพติดให้โทษ เป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามมาตรา 79 (5) แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งเพิ่มโทษผู้ฟ้องคดีจากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ จึงถือเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. 32/2562)ด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. 32/2562)

คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่หลักในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิดว่า จะต้องไม่ประพฤติตนหรือมีพฤติการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเสียเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้า ผู้ร่วมขบวนการ หรือผู้เสพก็ตาม เพราะแม้บางกรณีอาจจะไม่ต้องรับโทษทางอาญา เพราะพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องดังเช่นอุทาหรณ์ข้างต้น แต่พฤติการณ์ดังกล่าวอาจถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ที่จะถูกลงโทษถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการได้ครับ หากมีข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่ากระทำความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง!!

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นบทความเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

ทำให้ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/387037?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำให้ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว

6 กันยายน 2562 – 07:52 น.
่น้ำท่วม,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 835 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562

เป็นความอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะทุกครั้งที่เมืองไทยเกิดปัญหา คนในชาติประสบวิกฤติการณ์ต่างๆ น้ำใจของคนไทยไม่เคยจางหาย แรงช่วยเหลือจากทุกสารทิศจะส่งไปยังผู้ประสบเคราะห์กรรมแบบไม่ต้องวิงวอน วันนี้คนไทยในหลายจังหวัดกำลังได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยน้ำทะลักเข้าท่วมอย่างซ้ำซาก ขณะที่อีกหลายจังหวัดต้องประสบภาวะภัยแล้งขาดน้ำกินน้ำใช้อย่างไม่รู้จบในทุกๆ ขวบปีเช่นกัน

ปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้ง คือวงจรทุกข์เข็ญที่วนเวียนอยู่มาช้านาน แม้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้งบประมาณเยียวยาช่วยเหลือกันมาหลายครั้ง ทั้งมีผลวิจัย ผลการศึกษา แผนแม่บท วาระแห่งชาติ ออกมามากมาย แต่สุดท้ายการแก้ไขแบบยั่งยืนยังไปไม่ถึงไหน เม็ดเงินหลายพันล้านบาทจากงบประมาณที่ลงไปไม่ต่างจากการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ซ้ำร้ายการแก้ปัญหายิ่งยากเหมือนการเข็นครกขึ้นภูเขา ขณะที่ฝ่ายการเมืองทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างมุ่งจะสาดโคลนใส่กันด้วยการเอาปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม มาจุดเป็นประเด็นเพื่อฟาดฟันห้ำหั่นกันโดยหลงลืมประชาชนตาดำๆ

ความจริงแล้วตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สภาวะโลกเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก สิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ทั่วโลกโดนทำลายไปด้วยความตั้งใจและไม่ตั้งใจจากน้ำมือมนุษย์…โดยฝ่ายที่เห็นคุณค่าต่างออกมาปกป้อง และร่วมกันขับเคลื่อนหาหนทางคลี่คลายแก้ไข แต่ฝ่ายที่มุ่งหาแต่ประโยชน์ก็จะละเลย ทิ้งขว้าง มุ่งทำลายโดยไม่สนใจปัญหาที่สะสมจะส่งผลร้ายแรงในยุคถัดไปหรือไม่ ขณะเดียวกันฝ่ายที่นิ่งเฉยก็ทำเสมือนทองไม่รู้ร้อน เพราะเห็นว่า ทุกข์เข็ญยังเดินมาไม่ถึงตัวจะต้องแคร์อะไร

“น้ำ” คือปัจจัยสำคัญของสิ่งมีชีวิตทั่วโลก โดยเฉพาะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดในการหล่อเลี้ยงชีวิตและความเป็นอยู่ แต่ทำไมการดูแลบำรุงรักษาทรัพยากรน้ำกลับถูกละเลยอย่างน่าใจหาย หลายสิบปีที่ผ่านมาการแก้ไขเรื่องทรัพยากรน้ำในด้านต่างๆ ไม่ต่างจากการลูบหน้าปะจมูก กล่าวคือ ยามใดเมื่อประเทศเกิดวิกฤติภัยแล้ง หรือน้ำท่วม ฝ่ายบริหารจะลุกขึ้นมาเร่งแก้ไขปัญหากันจ้าละหวั่น ทุ่มงบประมาณลงไปแบบไม่อั้น แต่เมื่อภัยเหล่านี้ยุติลง ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ถึงตรงนี้คงถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายควรจับมือร่วมกันทำนุบำรุงรักษาทรัพยากรน้ำ และสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยไม่ต้องมองว่า “เป็นผลงานของใคร” และที่สำคัญการผลักดันแผนแม่บทของชาติเพื่อแก้น้ำแล้ง น้ำท่วม ต้องบังเกิดในทันที เพราะประโยชน์ที่จะเกิดจากการรังสรรค์รักษาทรัพยากรน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติด้านต่างๆ สุดท้ายก็จะตกไปสู่คนไทยในวันนี้และวันข้างหน้า…ไม่ต้องทำมากจนเว่อร์วัง แค่แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และรู้จริง ทำให้ได้เหมือนเพลงที่คุ้นหูในวัยเด็กว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แผ่นดินของเรา นี่แสนอุดมสมบูรณ์…..หมากม่วงหมากขาม หมากพร้าวหมากลาง พืชผลต่างๆ ล้วนงามตระการ…สร้างบ้านแปงเมือง ให้เกียรติไทยลือเลื่อง ไปทั่วทุกถิ่นฐาน …ปวงราษฎร์ทั้งหลาย ได้อยู่เป็นสุขสำราญ…

บิ๊กตู่ ยกเครื่องการข่าวรับสงคราม ไฮบริด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386809?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บิ๊กตู่ ยกเครื่องการข่าวรับสงคราม ไฮบริด

5 กันยายน 2562 – 12:25 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,655 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง   โดย…  พลซุ่มยิง 

คงมีไม่กี่เหตุผล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เข้ามากำกับดูแลงานด้านความมั่นคง เพราะนอกจากต้องรักษาเสถียรภาพรัฐบาลต่อการบริหารประเทศให้อยู่ครบ 4 ปี ในสภาวะเสียงปริ่มน้ำแล้ว ก็ยังต้องดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญสงครามลูกผสม หรือไฮบริด ที่กำลังลดทอนความเชื่อถือของรัฐบาล

การจัดวางไลน์ตัวบุคคลในตำแหน่ง 5 เสือของเหล่าทัพ นอกจากต้องรองรับการเกษียณอายุราชการผู้บัญชาการเหล่าทัพแล้ว ยังต้องเป็นเสาหลักค้ำจุนรัฐบาลในการขับเคลื่อนงานไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เช่นเดียวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่อยู่ในการกำกับดูแลของพล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้พิจารณาวางตัวบุคคลเพื่อรองรับการเกษียณอายุราชการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในปี 2563 ด้วยเช่นกัน

หลายปัญหาที่มีความซับซ้อนกำลังถาโถมรัฐบาล ‘ประยุทธ์ 1/2’ ทั้งด้านการเมือง การก่อเหตุรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ที่ถูกผสมผสานจนแยกแยะไม่ออก อย่างกรณีการลอบวางระเบิดหลายจุดใน กทม. แม้เวลาล่วงเลยมาเดือนกว่าแล้ว แต่ยังไม่รู้ตัวผู้บงการและมูลเหตุจูงใจแท้จริง

ในขณะเดียวกันข่าวปลอม หรือ ‘เฟคนิวส์’ ที่กำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไข โดยการจัดตั้งศูนย์เฟคนิวส์เซ็นเตอร์ขึ้นมากลั่นกรองที่ครอบคลุมทุกมิติให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล เพราะ ‘เฟคนิวส์’ ไม่เพียงแค่ทำลายความเชื่อมั่น รัฐบาล แต่หมายรวมถึงการ ‘ดิสเครดิต’ ตัวผู้นำประเทศ ในฐานะที่กำกับงานด้านความมั่นคง

เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ หลังกองอำนวยการภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.4 สน.) ต้องเผชิญกับ ‘เฟคนิวส์’ มีเนื้อหาบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสี ชี้นำสังคม เจตนาเพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติของเจ้าหน้ารัฐ  ผ่านเพจ Suara Patani, ข่าวความจริง สามจังหวัดภาคใต้, Patani Kita, Fajar Harian, ประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนปาตานี, เพจ Cerita Patani

  พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวบุคคล เพื่อเข้ามาสวมบทบาทคุมงานด้านการข่าวของรัฐบาลโดยเฉพาะการวิเคราะห์ เจาะลึก และประเมินทิศทางด้านข้อมูลข่าวสาร เพื่อตั้งรับและปฏิบัติการเชิงรุก ตั้งแต่การแต่งตั้ง นายอนุกูล เจิมมงคล ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ซึ่งถือเป็นลูกหม้อคนสำคัญอีกคนหนึ่ง

พร้อมทั้งขยับให้ “บิ๊กอั้น” พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา รองปลัดกระทรวงกลาโหม ข้ามห้วยมานั่งในตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แทน พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ จะเกษียณอายุราชการกันยายนนี้ และเตรียมนั่งเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้คนใหม่เนื่องจากมีความพร้อมมากที่สุด หลังทำหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวมานาน 2 ปีเต็ม

ทั้งนี้ ‘พล.อ.สมศักดิ์’ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 19  และได้ข้ามไปเรียนนายร้อย VMI-Virginia Military Institute สหรัฐอเมริกาจนจบหลักสูตรปริญญาตรี และต่อโทสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าที่ Virginia Polytechnic Institute and State University สหรัฐอเมริกาด้วย

และเป็นทีมงานของ “บิ๊กช้าง” พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งสำนักนโยบายและแผนกลาโหม กระทรวงกลาโหม เคยผ่านตำแหน่งสำคัญๆ ได้แก่ อาจารย์ส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า, รองผู้อำนวยการโครงการสงครามพิเศษ กรมยุทธการทหารบก, ผู้อำนวยการกองการฝึกและศึกษา กรมยุทธศึกษาทหารบก, ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผน กรมยุทธการทหารบก, ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม และรองปลัดกระทรวงกลาโหม

พร้อมๆ กับการวางตัวให้ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค อดีตรองโฆษกรัฐบาลคสช. ไปดำรงตำแหน่งเป็นเจ้ากรมข่าวทหาร กองบัญชาการกองทัพไทยเพื่อหวังให้การทำงานด้านการข่าวระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ สอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่ พล.ท.ณฐตพล บุญงาม เจ้ากรมข่าวทหารคนปัจจุบัน ถูกย้ายข้ามห้วยเพื่อมารอจ่อคิวเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติในอนาคต

 สงครามการเมืองหรือสงครามเฟซบุ๊ก หรืออาจจะเป็นสงครามในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังปรับรูปแบบการต่อสู้ โดยใช้โฆษณาชวนเชื่อผ่านโลกโซเชียลมีเดียมาสร้างเงื่อนไขท้าทายบทบาทของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 

จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์รับมือพร้อมตอบโต้ด้วยวิธีการเดียวกัน

ลุงตู่ขี่พายุ สู้ปมถวายสัตย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386821?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่ขี่พายุ สู้ปมถวายสัตย์

5 กันยายน 2562 – 12:15 น.
พายุโพดุล,น้ำท่วม,น้ำป่าหลาก,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,คาจิกิ,กรมอุตุฯ,ปมถวายสัตย์ไม่ครบ,รักแผ่นดิน
เปิดอ่าน 2,823 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย…  ฅนไท  หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

พายุ“โพดุล”ไปแล้ว ทิ้งร่องรอยความเสียหายจากแนวที่พายุพัดผ่าน ทั้งน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ถนน-บ้านเรือนพังไปหลายสิบจังหวัด “คาจิกิ”กำลังมาซ้ำ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า จะเข้ามาถล่ม 59 จังหวัด

ขณะที่ประชาชนเดือดร้อนกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ฝ่ายการเมืองกำลังก่อพายุ “ปมถวายสัตย์ไม่ครบ” รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จึงต้องแก้ปัญหาพายุทั้งสองฝั่ง ทั้งพายุธรรมชาติที่ต้องบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และพายุทางการเมือง
   พลเอกประยุทธ์ และรัฐบาลเลือกแก้ปัญหาพายุ ที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่รัฐบาลก่อน จะเห็นได้ว่า ตัวนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกหลายคน เลือกลงพื้นที่ในจังหวัดซึ่งได้ความเดือดร้อนจากอุทกภัยและวาตภัยเป็นหลัก

โดยจัดลำดับพายุทางการเมืองเป็นเรื่องทีหลัง เลือกเวลาในการไปตอบอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ ในวันสุดท้ายของสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร 18 กันยายน ขอช่วยเหลือความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อสร้างคะแนนนิยม เป็นเกราะคุ้มกันพายุทางการเมือง

ในขณะที่ฝ่ายค้าน มุ่งมั่นที่จะอภิปรายปมถวายสัตย์ให้ได้ เห็นเรื่องภัยธรรมชาติที่พี่น้องคนไทยประสบชะตากรรม เป็นเรื่องรอง ถึงขนาดที่โฆษกพรรคอนาคตใหม่ คุณช่อ พรรณิการ์ วานิช แถลงเร่งรัด ให้นายกฯ มาชี้แจงญัตติ โดยบอกว่า “น้ำท่วม เดี๋ยวคงลด คงไม่ท่วมไปจนปิดสมัยการประชุม” 

ยังไม่เห็นพรรคอนาคตใหม่ แสดงความเห็นใจหรือช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ ขณะที่ทั้งรัฐบาลและแม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ปัญหาการเมืองที่ถกกันในสภาควรจะมาทีหลัง ปัญหาของพี่น้องคนร่วมชาติไหม?

นักการเมืองต้องคิดให้ดี และถ้าปมถวายสัตย์ไม่ครบตามมาตรา 161 พลเอกประยุทธ์ มาตอบสั้น ๆ ว่า “เรื่องนี้อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญแล้ว พร้อมรับผลการตัดสินของศาล” พรรคอนาคตใหม่ที่คิดว่าปมนี้จะเป็น “จุดตาย” จะเดินหน้าอย่างไรต่อ? น่าคิด

แต่เชื่อว่า พรรคฝ่ายค้านคงไม่ยอมที่จะหยุดอภิปราย

การที่รัฐบาลเลือกวันที่ 18 กันยายน วันประชุมสภา เป็นวันสุดท้ายที่จะพูดคุยกันเรื่องญัตตินี้ เพราะจะได้อภิปราย ไม่เกิน 1 วัน หลังเที่ยงคืนวันที่ 18 กันยายน ไม่สามารถอภิปรายต่อได้ เพราะปิดสมัยประชุมสภาแล้ว และเมื่อปิดเทอมสภา ทุกคนต้องกลับบ้านจนกว่า สภาจะเปิดเทอมใหม่

ปมถวายสัตย์จึงต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่จบที่การอภิปรายในสภา

เรื่อง น้ำ(ลาย)ท่วมสภา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386808?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

5 กันยายน 2562 – 10:10 น.
พายุโพดุล,วงในวงนอก,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ปิยบุตร แสงกนกกุล
เปิดอ่าน 2,485 ครั้ง

คอลัมน์…   วงในวงนอก   โดย…   อสนีบาตaussaneebard@hotmail.com

พายุ “โพดุล” หอบลมฝนเข้ามาแบบจัดหนักอัดเต็ม อ่วมกันไปทุกอณูพื้นที่ เป็นพายุลูกแรกๆ ที่เข้ามาทักทายประเทศไทย ในช่วงปี 2562 ยังมีอีกหลายลูกทยอยเข้ามาตามพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ส่วนจะได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ หรือพาดผ่านเบาบางก็ต้องติดตามเฝ้าระวังกันต่อไป ขนาดพายุลูกแรกๆ ยังส่งผลให้ภาคเหนือตอนล่างลงไปถึงภาคอีสานต้องเผชิญสถานการณ์อุทกภัยสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ทางการเกษตรมากมาย

แต่มองอีกด้านหนึ่งก่อนหน้านี้สภาพพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบภาวะแล้งหนักมาก แม่น้ำโขงแห้งขอด ขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร ครั้นพระพิรุณถล่มทำให้น้ำฝนตกลงอ่างเก็บน้ำมากขึ้น ข้อมูลกรมชลประทานรายงานว่า ผลจากพายุ “โพดุล” ทำให้อ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคเหนือมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชนในช่วงหน้าแล้งอีกด้วย

   “มีร้ายย่อมมีดีเข้ามา” จึงหวังว่า “ฟ้าหลังฝน” พี่น้องเกษตรกรจะได้รับการฟื้นฟูดีขึ้น

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลคือกรณีน้ำสะสมบนเทือกเขา นอกจากทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มเกรงจะมีท่อนซุงไถลลงมาอวดโฉม ถ้าเป็นเช่นนั้นจะเป็นการประจานความหายนะทางธรรมชาติล้วนมาจากฝีมือมนุษย์นั่นเอง

ตอนนี้ทุกภาคส่วนกำลังระดมเครื่องไม้เครื่องมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อย่างเมื่อวานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ ลงพื้นที่ จ.สุโขทัย และพิษณุโลก พร้อมกำชับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงไปให้ความช่วยเหลือในจังหวัดอื่นๆโดยเร็ว

นอกจากรัฐบาลลงไปติดตามให้ความช่วยเหลือยังได้เห็นคุณหญิงหน้าแฉล้ม “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ส.ส.นอกสภา คณะพรรคเพื่อไทยลงพื้นที่ด้วยซึ่งก็ไปคนละช่วงเวลากับทางรัฐบาล

….ช่วยกันคนละไม้คนมือ เห็นแล้วชื่นใจครับ…..

ทว่าท่ามกลางความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนก็มีนักการเมืองอีกจำนวนหนึ่งง่วนอยู่กับการฝึกลับฝีปากเตรียมตัวอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ทุกฝ่ายทุ่มเทสรรพกำลังช่วยเหลือพี่น้องประชาชนประสบอุทกภัย แต่นักการเมืองเหล่านี้ก็ทุ่มเทเหมือนกัน ทุ่มเทหาทางน็อก พล.อ.ประยุทธ์ ให้อยู่หมัดทั้งการวางหมากเกมอภิปรายจะให้ประชุมไม่ลับบ้างเพื่อเป็นการเปิดหน้ายั่วอารมณ์ “บิ๊กตู่” ยังหวังผลท้าทายกระบวนศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วยเนื่องจากคำร้องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มีการอภิปรายหลุดคำพูดล้ำเส้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ก็หาทางรับผิดชอบกันเองแล้วกัน

ปิยบุตร แสงกนกกุล

สดับตรับฟังชาวบ้านชาวเมือง ร้อยทั้งร้อยส่งเสียงทิศทางเดียวกัน ขออนุญาตใช้ภาษาดิบๆ บอกผ่านมา

  “จะตายห่าอยู่แล้ว ยังจะมาอภิปรายอะไรกัน”

ยิ่งทำให้นึกถึงอีกเรื่องขึ้นมาโดยพลันกรณี ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แสดงความกระเหี้ยนกระหือรือขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้วิธีคิดพิสดารผ่านสโลแกน “ชีวิตพี่น้องจะดีขึ้นต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน”

แปลไทยเป็นไทยแก้รัฐธรรมนูญมาก่อนแก้ปัญหาปากท้อง ทำนองนั้น

นักการเมืองประเภทนี้มองถึงผลประโยชน์ตนเองมาก่อนปัญหาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนมามีหลัง

ฉนั้นการอภิปรายในวันที่ 18 กันยายนนี้ จึงตกอยู่ในสภาพเยี่ยงเดียวกันต่อให้โชว์ลีลาน้ำ(ลาย)ท่วมสภาก็ไม่มีคุณค่าพอกับการเอาเวลาไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังประสบอุทกภัยหรอกนะครับ