ปีหน้าจับตาสนามท้องถิ่นหลากพรรคฟัดกันดุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386425?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปีหน้าจับตาสนามท้องถิ่นหลากพรรคฟัดกันดุ

3 กันยายน 2562 – 09:42 น.
เลือกตั้งท้องถิ่น
เปิดอ่าน 1,998 ครั้ง

โดย….  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

หลังการคืนอำนาจของ คสช.ผ่านการเลือกตั้ง ส.ส.และการสรรหาส.ว.ไปแล้ว จนได้มีรัฐนาวาเรือเหล็กบังเกิดขึ้น “นิพนธ์ บุญญามณี” รมช.มหาดไทย ระบุไว้หลายวันก่อนว่า “เลือกตั้งท้องถิ่นน่าจะเกิดขึ้นช่วงต้นปีหน้าเป็นต้นไป” หลังถูกแช่แข็งมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี !

หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า เมืองไทยยังเหลือวาระเลือกตั้งท้องถิ่นหลังศึกสนามใหญ่ยุติ และความจริงนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ “หมดวาระ” มานาน แต่ คสช.ออกคำสั่งระงับการเลือกตั้งเพราะเกรงจะเกิดบรรยากาศความขัดแย้งในบ้านเมืองขึ้น แต่นัยดังกล่าวนั้น ขั้วตรงข้ามลุงตู่อ่านจังหวะออกว่าเป็นเพราะอะไร…เหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงชะลอการกาแต้มของท้องถิ่นไว้เนิ่นนาน ?

หากเพ่งลงไปยัง อปท. 7,800 กว่าแห่ง บริหารงบประมาณเฉลี่ยปีละ 3 แสนล้านบาท ถือว่า “งบไม่มาก” เพราะในจำนวนนี้เป็นงบสวัสดิการเป็นส่วนใหญ่มากกว่า 90% และมีงบลงทุนไม่มากนัก แม้การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้น รัฐบาลวางบทบาทให้อปท.ดูแลพื้นที่ตัวเองมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่งบลงทุนเพื่อพัฒนาพื้นที่รวมทั้งอำนาจที่กระจายลงไปนั้น ความจริงแล้วส่วนใหญ่ “ส่วนกลาง” ยังคงกำกับดูแล ท้องถิ่นพัฒนาตัวเองในวงเงินที่จำกัดจำเขี่ย…แต่พรรคการเมืองยังคงต้องหวังยึดพื้นที่ท้องถิ่นไว้ในการบริหารจัดการ เพื่อเป็นต้นทุนฐานเสียงในวันข้างหน้า…ตรงนี้คือ “คำตอบ” ที่ชัดเจนสุด !

เพราะการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นที่หมดวาระ “กว่า 1.4 แสนตำแหน่ง” นั้น (กฎหมายใหม่ให้เลือก 97,940 ตำแหน่ง และน่าจะเริ่มเลือกตั้งช่วงมี.ค. 2563 เป็นต้นไป แบบสลับฟันปลาคราวละสามเดือน)

บุคลากรเหล่านี้เป็นเสมือนรากฐานของพรรครัฐบาล รวมทั้งพรรคฝ่ายค้านที่จะเป็น “แต้มสะสมขั้นต้น” ที่พอจะชี้เป็นชี้ตายได้บ้างเกี่ยวกับอนาคตของพรรคและคีย์แมนในพื้นที่นั้นๆ

และเป็นไปได้สูงยิ่งว่านโยบายของพรรคต่างๆ ที่เสนอไว้บนสนามใหญ่จะโดนนำมาร่วมเสนอกับเวทีท้องถิ่นเพื่อผนวกกับนโยบายเฉพาะที่ใช้กับพื้นที่นั้นๆ โดยตรงในการสะสมคะแนน

คนการเมืองอ่านกันออกว่า การเมืองท้องถิ่น “แข่งขันกันดุและสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสนามส.ส.เลย”…ที่ผ่านมาจะเห็นว่าหากพรรคใดได้รับความนิยมบนสนามระดับชาติ พรรคนั้นๆ จะถูกอ้างอิงโดยผู้สมัครท้องถิ่นนั้นๆ ว่าพรรคสนับสนุน และบางครั้งก็แข่งขันกันเองโดยมีโลโก้พรรคแปะอยู่บนป้ายหาเสียง !

ส่วนบางสนามนั้น บางพื้นที่จะเลือกขั้วตรงข้ามมาทำงานการเมืองท้องถิ่นแทน เช่นบางตระกูลในจังหวัดนั้นๆ ได้เป็น ส.ส.หรือรมต. คู่แข่งที่พ่ายแพ้จะได้รับการหนุนในสนามท้องถิ่นแทน หรือสนามกทม.ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะพบว่าพรรครัฐบาลแพ้พรรคฝ่ายค้านมาหลายสมัยแล้ว…

ดังนั้นคราวนี้คนการเมืองหลายพรรคมองและประเมินแล้วว่า “จำเป็นยิ่งยวด” ที่จะต้องมี “สนามท้องถิ่น” ไว้ในการกำกับดูแล และวันนี้เมื่อรู้แจ้งเห็นชัดแล้วว่า การกุมสภาพของ “กัปตันลุงตู่บนเรือเหล็ก” นั้นมั่นคงในระดับหนึ่ง การค่อยๆ ให้ท้องถิ่นขยับเรื่องนี้ในวาระอันใกล้จึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ ซึ่งวันนี้ผู้สมัครบางพรรค ทยอยเปิดตัวประกาศลงชิงสนามท้องถิ่นกันแล้ว เช่น เพื่อไทยบนสนามอบจ. โดยแกนนำพรรคบอกว่า “ห้ามแพ้” (เชียงใหม่, เชียงราย, ร้อยเอ็ด, ปทุมธานี), อนาคตใหม่ ตามที่แกนนำพรรคบอกว่าจะส่งชิง 30 อบจ. และหวังสอบผ่าน “20 จังหวัด”, ภูมิใจไทย แต่พรรคอื่นๆ เช่น พลังประชารัฐ, ชาติพัฒนา, ชาติไทยพัฒนา, ประชาธิปัตย์ ยังอุบไต๋…

ยังแว่วมาว่า พรรคที่มีฐานเสียงใกล้เคียงกัน เช่น เพื่อไทยกับอนาคตใหม่, พลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์บางพื้นที่ อาจจะต้องมีบางพรรค “หลบ” ไม่ส่งผู้สมัคร เพราะฐานคะแนนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน หากส่งไปก็ตัดแต้มกันเองเป็นการยื่นโอกาสให้ขั้วตรงข้ามแบบสบายๆ แต่ ณ ตอนนี้โอกาส “หลบ” นั้นยังไม่มีแวว เพราะแต่ละพรรค “ต่างไม่ยอมกัน” เนื่องจากหากใคร “หลบ” ก็จะโดนครหาและมีบทลงโทษสั่งสอนทันที…

กรณีนี้เคยเกิดมาแล้วยุค “ไทยรักไทยฟีเวอร์” เพราะคราวนั้น “ทักษิณ ชินวัตร” ประกาศเมินสนามเมืองหลวงและไปทำงานระดับชาติแทน แต่เหตุผลที่แท้จริงคือ ไม่มีบุคคลที่จะลง เนื่องจาก “ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์” รองนายกรัฐมนตรีและแกนนำทรท.ตอนนั้นไม่ลงสมัครตามกระแสที่คนในทรท.ร้องขอ เนื่องจาก ”คนดีไม่มีเสื่อม” ไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการจากทักษิณ ประกอบกับไม่พอใจที่โดนย้ายจาก รมว.ยุติธรรมมาเป็นรองนายกฯ เหตุเพราะไปขัดขากับปลัดกระทรวงยุติธรรมที่ชื่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์…

คราวนั้นทักษิณไปหนุน “ปวีณา หงสกุล” ที่ลงสมัครในนามอิสระ แต่สังคมก็รับรู้ว่าเจ๊ปิ๊กนั้นมาลงสนามเวทีนี้เพราะใคร…และบทสรุปก็ชี้คำตอบให้ทรท.และทักษิณชัดเจน

หรือการเล่นเก้าอี้ดนตรี ส.ส. ซึ่งร่างทรงอย่าง “เกษม นิมมลรัตน์” ลาออกจากผู้แทนฯ เชียงใหม่ เขต 3 ไปทำงานท้องถิ่นเพื่อเปิดทางให้ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” ที่พ้นโทษแบน 5 ปี มาสวมเสื้อ ส.ส.เพื่อไทย แม้วันนั้นเจ๊แดงจะคัมแบ็กได้ง่ายๆ เพราะพื้นที่นครพิงค์คือฐานหลักของพรรค แต่หากเป็นสนามอื่นแล้วมีกรณีนี้เกิดขึ้น…จะเดินได้ฉลุยแบบนี้หรือ…

เพราะสังคมมีการเรียนรู้และจับตาคนการเมืองทุกสนามตลอดว่าควรกาแต้มให้ใครมาทำงานในพื้นที่และคงไม่ยอมให้ปาหี่การเมืองกลับมาอีกคราว…

แต่คราวนี้เป็นไปได้สูงยิ่งที่ “อดีตส.ส.หลากพรรค” ซึ่งพลาดโอกาสเดินเข้ารัฐสภาในคราวนี้จะผันตัวลงสนามท้องถิ่นหลายเวที และน่าจะเป็นศึก ”ช้างชนช้าง” กันหลายคู่ โดยการใช้ปัจจัยเพื่อให้ได้ชัยชนะนั้น ไม่ยิ่งหย่อนกว่าสนามส.ส. และดีไม่ดีปัจจัยจะพุ่งสูงหลายเท่าตัวด้วยซ้ำไป…

หากไล่ไทม์ไลน์ที่ภาครัฐวางไว้เบื้องต้นนั้น เวทีแรกของสนามท้องถิ่นที่น่าจะคลี่ม่านกาแต้มคือในช่วงปลายไตรมาสแรกปี 2563 เป็นต้นไป คนกรุงเทพฯ อาจได้เข้าคูหาเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ส่วนต่างจังหวัดนั้นคนภูธรอาจได้ไปใช้สิทธิ์เลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)และเมืองพัทยาเป็นลำดับแรกๆ ส่วนสนามอื่นๆ คือ เทศบาล (นคร, เมือง, ตำบล) รวมทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) คงจะต้องรอคิวอีกนิด ตามการสลับเหลื่อมเวลา

และรอชมปีหน้าว่า พรรคใดจะเฮ พรรคใดจะแห้ว!

  5พันบ้านกาบัตร7,852แห่ง
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า “ถือเป็นครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์การปกครองท้องถิ่น เพราะไม่มีครั้งไหนที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,852 แห่งทั่วประเทศ ที่ผู้บริหารและสมาชิกสภาหมดวาระพร้อมกัน

เท่าที่ทราบ กกต.มีแผนจัดการเลือกตั้งที่ในแต่ละรูปแบบไม่พร้อมกัน คือ 1.กทม., เมืองพัทยา และอบจ. 2.เทศบาล 3.อบต. มีระยะเวลาในการเว้นวรรคการเลือกตั้งในทั้งสามข้อ สนามละประมาณ 3 เดือน ซึ่งประชาชนต้องไปใช้สิทธิ์เลือก 2 ครั้ง คือ อบจ.กับ อบต. เว้นกทม.ที่อาจเลือกพร้อมกันคือผู้ว่าฯ กทม.กับ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)

งบประมาณที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้งน่าจะอยู่ที่ 5,000 กว่าล้านบาท ตอนนี้รอแต่ความชัดเจนระหว่างกกต.กับรัฐบาลที่จะหารือกันว่าจะเลือกตั้งเมื่อไร” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

สถิติการออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมา คือ 74.69% ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นล่าสุดอยู่ที่ 78-80% ฉะนั้น โอกาสที่การเมืองท้องถิ่นจะตื่นตัวมากกว่าและปัจจัยที่น่าจะทำให้ชาวบ้านร้านตลาดออกไปใช้สิทธิ์มากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มาคือ 1.คนรุ่นใหม่ตื่นตัวกับการเมือง 2.พรรคการเมืองประกาศตัวชัดเจนที่จะส่งตัวแทนสมัครท้องถิ่น 3.ผู้บริหารท้องถิ่นชุดปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งไม่ต่ำกว่า 5-7 ปี(คสช.อยู่ในตำแหน่ง 5 ปี) ก็อาจมีผลคือมีทั้งคนชอบไม่ชอบ มั่นใจว่าหากมีการเลือกตั้งท้องถิ่น ประชาชนจะมาใช้สิทธิมากว่าเดิม”

p31

สังฆราชเตือนรัฐมนตรี ให้มีสติ-อย่าเหลิงอำนาจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386406?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังฆราชเตือนรัฐมนตรี ให้มีสติ-อย่าเหลิงอำนาจ

3 กันยายน 2562 – 09:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สังฆราช,เตือนสติ,รัฐมนตรี,ตลาดอตก,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,ตลาดไฮโซ
เปิดอ่าน 1,037 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“สมเด็จพระสังฆราช” ประทานพรให้ ครม. ซึ่งนายกรัฐมนตรีนำรัฐมนตรีเข้าเฝ้า น่าสนใจและเป็นสัจธรรมที่ต้องจดจำไว้ไม่เฉพาะรัฐมนตรีแต่รวมถึงคนไทยทุกคนด้วย

นั่นคือให้ทำงานอย่างมีสติไม่ให้ตัวเองเหลิงอำนาจ ซึ่งเป็นต้นตอแห่งกิเลสทั้งมวล และขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมาย

ระยะนี้รัฐบาลมีกำลังใจมากมาย ดังเป็นที่ทราบกันอยู่และหวังว่าจะทำงานให้สมกับที่ประชาชนฝากความหวังไว้

โปรดพึงระลึกถึงอยู่เสมอว่าขอให้มีสติ-อย่าเหลิงอำนาจ!
อ๊อด เทอร์โบ


อย่าเปลี่ยนนโยบายเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรี
จดหมายจากคุณ ‘คมศักดิ์’ บางเขน ต่อไปนี้น่าสนใจมากและเรื่องจะใช้การตลาดนำการเกษตรซึ่งน่าจะมีนานแล้ว และตลาดอ.ต.ก.ก็น่าจะทำโดยเร่งด่วน

มองดูอนาคตแล้วจะให้ครบทุกจังหวัดคงยาก เพราะตลาดราม-ตลาดของเอกชนนั้นเป็นคู่แข่งสำคัญ

แต่ก็ขอให้กำลังใจว่าจะทำอย่างไรถึงจะสู้กับของเอกชนได้และทำอย่างไรตลาดอ.ต.ก.จะติดลมบน
อ๊อด เทอร์โบ


ตลาดอ.ต.ก.ทั่วประเทศ
ต้องลบล้างภาพตลาดไฮโซ

ผมเป็นแฟน “คม ชัด ลึก” วันก่อนเห็นข่าว รมช.เกษตรฯ คนดัง ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ แล้วอดไม่ได้ที่จะต้องนำมาบอกต่อๆ กันไปว่าจะเป็นไปได้หรือไม่?

นั่นคือการประกาศนโยบายตลาดนำการเกษตรและจะจัดทำตลาดอ.ต.ก.ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งผมเห็นว่ายากมากโดยเฉพาะจะทำสำเร็จได้ในรัฐบาลนี้ต่อให้อยู่ครบ 4 ปีก็ตาม และกลัวว่าพอมีการปรับครม.แล้วเกิดเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีแล้วโครงการนี้จะล้มเลิกไปแบบที่ผ่านมาในหลายๆ กระทรวง

คนชอบจ่ายตลาดบ่อยๆ และอยากจะเรียนมายังท่านรัฐมนตรีว่าตลาดอ.ต.ก.เป็นตลาดคนรวย-ของแพง พูดกันติดปากว่าเป็นตลาดไฮโซ

เกรงว่าพอใช้คำว่าตลาดอ.ต.ก.แล้วภาพลักษณ์เดิมๆ จะยังติดอยู่และทำอย่างไรจึงจะหายไปได้-ห่วงจริงๆ
คมศักดิ์ (บางเขน)


คนไทยไม่มีความสุข-เครียด
ของแพง-เศรษฐกิจแย่

ขอนำผลวิจัยเชิงสำรวจของ ‘เอยูโพลล์’ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เรื่องความเครียดของคนไทยจากประชาชนเขต กทม.-เชียงใหม่-ขอนแก่น-สงขลา ดังนี้

ปัญหาเศรษฐกิจทำให้คนไทยกว่าร้อยละ 80 รู้สึกแย่ โดยประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อพิจารณาความเครียดในแต่ละด้าน พบว่าคนที่มีความเครียดจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะคนที่มีความเครียดเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน จะรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า (ร้อยละ 88.32) รู้สึกหมดกำลังใจ (ร้อยละ 85.80) ไม่อยากพบปะผู้คน (ร้อยละ 83.85) สิ่งที่เห็นเด่นชัดคือคนที่มีปัญหาด้านต่างๆ จะรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่ามากกว่าความรู้สึกด้านอื่นๆ

ส่วนใหญ่เครียดเรื่องปากท้องมากที่สุด โดยมีความเครียดคล้ายคลึงกับการสำรวจในครั้งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มีความเครียดในเรื่องสภาพเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องอื่นๆ (ร้อยละ 73.07) โดยปัญหาที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความเครียด คือสินค้าราคาแพง ปัญหาหนี้สิน/รายรับไม่พอกับรายจ่าย ค่าครองชีพสูง รองลงมาคือเรื่องการงาน (ร้อยละ 48.68) ซึ่งได้แก่ปริมาณ/ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ ความมั่นคงและความก้าวหน้าในงานที่ทำ และปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม (ร้อยละ 48.11) ได้แก่ ปัญหาการจราจร/รถติด ปัญหาขยะ เสียงดัง น้ำเสีย ตลอดจนความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตามลำดับ

วิธีปฏิบัติตนเพื่อแก้ปัญหาเมื่อตนเองรู้สึกเครียดในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน เรื่องการงานและเรื่องสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเครียด โดยมีหลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นหลักการใช้ชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน ซึ่งผลสำรวจพบว่าการจะเผชิญหน้ากับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้คนไทยส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้จ่ายอย่างประหยัด โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง หาอาชีพเสริมและพยายามทำงานให้มากขึ้น

  มีการวางแผนการใช้อย่างเป็นระบบ เป็นต้น ส่วนความเครียดในเรื่องการงานนั้น จะตั้งใจทำงาน รับผิดชอบหน้าที่ให้ดีที่สุด หาอาชีพเสริมหรือหางานพิเศษทำ พยายามปล่อยวาง ทำใจยอมรับความเป็นจริง มีสติ และหากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข

เละคานนท์ สาวไส้ ‘ส้มหวาน’ ‘แดง’ ยึดตัวจริง อบจ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386415?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เละคานนท์ สาวไส้ ‘ส้มหวาน’ ‘แดง’ ยึดตัวจริง อบจ.

3 กันยายน 2562 – 09:10 น.
ส้มหวาน,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,รายงานพิเศษ,เลือกตั้งท้องถิ่น,นายก อบจ,อบจนนทบุรี
เปิดอ่าน 10,301 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 3 ก.ย.62

******************************

เย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทีมงานพรรคอนาคตใหม่แจกข่าวไปทุกสำนัก พาดหัวตัวโปรย “ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย” เมื่อ 2 ผู้เสนอตัวเป็นตัวแทนพรรค ลงเลือกตั้งชิงตำแหน่ง นายก อบจ.นนทบุรี ได้ดีเบตกัน ก่อนให้สมาชิกพรรคเมืองนนท์ลงคะแนนทางออนไลน์

ผลปรากฏว่า ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ” อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 นนทบุรี ได้คะแนนเหนือกว่านักธุรกิจหนุ่ม-พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี แต่เรื่องไม่จบ เมื่อมีกองเชียร์ขาใหญ่ออกมาโวยว่ามีการตั้งธงไว้ล่วงหน้าแล้ว

จริงหรือเท็จ?

ประเด็นร้อนในสื่อโซเชียลหลังการดีเบตเลือกผู้เสนอตัวชิงนายก อบจ.นนทบุรี เริ่มจาก “วสุ ผันเงิน” อดีตนายก อบต.บ้านใหม่ ในฐานะผู้สนับสนุน โทมัส” พิชเยนทร์ หงษ์ภักดี” ได้โพสต์เฟซบุ๊คเล่าเบื้องหลังการดีเบตครั้งประวัติศาสตร์ว่า

ธนาธร กับว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.นนท์ 

“เหตุเกิดเมื่อวาน (31 ส.ค.62) ก่อนทีมเราขึ้นดีเบต นายก.อบจ นนทบุรี 1 วัน นัดทีมเราไปซ้อมล่วงหน้า แต่ขอเปลี่ยนกติกากะทันหัน ทีมเราขอยกเลิกเพราะรู้แล้วว่าธงของธนาธร คืออะไร คือใคร”

วสุ ผันเงิน ได้ชี้ว่า ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ เป็นบุคคลที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เลือกไว้แล้ว ดังนั้นทีมของวสุ ก็ไม่ยอมขึ้นดีเบต ทำให้ธนาธรเรียกเข้าไปเคลียร์ที่ตึกไทยซัมมิท

ในเฟซบุ๊ก วสุ พูดถึง “กติกาเก่า-กติกาใหม่” แต่ก็ไม่ยอมอธิบายขยายความ และอ้างว่าธนาธรยกมือไหว้ขอโทษตัวเขา พร้อมขอร้องให้ทีมวสุขึ้นดีเบต

วสุ ธนาธร และ ปิยบุตร

“เราหมดศรัทธาจริงๆ เราตั้งใจมาช่วยพรรคทำงาน แต่คุณแค่อนาคตเก่า พรรคมีหลงจู๊ตั้งธง สั่งการแค่นั้น”

อย่างไรก็ตามได้มีสมาชิกอนาคตใหม่นนทบุรี หลายคนเข้ามาเมนต์ว่า “วสุ รู้ตัวว่าแพ้โหวต จึงตีรวน ไม่ส่งโทมัสขึ้นเวที”

ใครจริง ใครเท็จ..พลพรรคอนาคตใหม่เมืองทุเรียนคงรู้ซึ้งดี?

วสุคือใคร?

เมื่อการเลือกตั้งส.ส.ครั้งที่แล้วมา วสุ ผันเงิน ได้ลงสมัคร ส.ส.เขต 3 นนทบุรี ในสังกัดพรรคเสรีรวมไทย ซึ่งวสุเองได้เป็นกำลังสำคัญให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มาแต่ปลายปี 2561

วสุเคยเป็น ส.อบจ.นนทบุรี เขต อ.บางใหญ่ ก่อนจะมาเป็นนายก อบต.บ้านใหม่ และลาออกมาสมัคร ส.ส.

ปลายปี 2556 วสุเคยร่วมเวทีต้านคนโกงกับกลุ่มอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ นนทบุรี ในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ของกปปส.

วสุ ผันเงิน

ช่วงที่เป็น ส.อบจ.นนทบุรี วสุได้ร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่น อ.บางใหญ่ สนับสนุน พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี และประมุขกลุ่มผึ้งหลวง

วสุห่างจากกลุ่มผึ้งหลวงมาสมัครส.ส.ในสีเสื้อวีรบุรุษนาแก ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคอนาคตใหม่และเตรียมทีมลงสมัครนายก อบจ.นนทบุรี

ก่อนหน้าวันดีเบตอนาคตใหม่ วสุยังทำแปลกๆ โพสต์หนุน “โทมัส” นักธุรกิจหนุ่มผ่านเฟซบุ๊กของวสุ และเพจเสรีรวมไทย นนทบุรี

แดงเมืองนนท์

ช่วงปี 2552-2556 กลุ่มคนเสื้อแดงเมืองนนท์ จัดได้ว่าเป็นกำลังหลักให้กลุ่มนปช. และทัั้งหมดล้วนเป็นฐานคะแนนของพรรคเพื่อไทย ยกเว้นแดงอิสระบางกลุ่ม

ชินวัตร จันทร์กระจ่าง“ ชื่อนี้ฝ่ายความมั่นคงนนทบุรี รู้จักเขาดีอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 2553 “ชินวัตร” ในนามเครือข่ายชาวนนทบุรีต่อต้านรัฐประหารและอยุติธรรม และปี 2556 ชินวัตรเป็นแกนนำกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาชน (กวป.) จัดการชุมนุมคู่ขนานกับกลุ่ม กปปส.

ชินวัตร จันทร์กระจ่าง

ปีที่แล้วชินวัตรเข้าร่วมกับเครือข่ายคนรุ่นใหม่ พรรคอนาคตใหม่ และสนับสนุน ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ มาตั้งแต่เป็นผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี เขต 4 และร่วมกันฟอร์มทีมนายก อบจ.นนทบุรี

สมนึก ธนเดชากุล

จึงไม่น่าแปลกใจที่พรรคอนาคตใหม่นนทบุรี มาใช้ห้องประชุมชั้น 5 อาคารเทศบาลนครนนทบุรี จัดดีเบตได้ เพราะ “สมนึก ธนเดชากุล” นายกเทศมนตรีนครนนทบุรีนั้น เป็นคนของพรรคเพื่อไทย

นายกสมนึก เพิ่งผิดหวังที่ลูกรัก “นิทัศน์ ศรีนนท์” พ่ายภรรยา “ฉลอง เรี่ยวแรง” ค่ายพลังประชารัฐ แบบพลิกล็อกถล่มทลาย

ยุทธศาสตร์สู้อุทกภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386397?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุทธศาสตร์สู้อุทกภัย

3 กันยายน 2562 – 07:36 น.
พายุโพดุล,อุทกภัย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พายุ
เปิดอ่าน 928 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 3 กันยายน 2562

 พายุโพดุลผ่านพ้น ตามด้วยพายุดีเปรสชันระดับ 2 ที่กำลังพัดเข้าบริเวณประเทศไทยทางภาคคะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ แต่ก็จะส่งผลกระทบให้เกิดฝนตกหนักหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสานที่เกิดภาวะน้ำท่วมหนักหลายพื้นที่นั้น จะต้องประสบกับอุทกภัยต่อเนื่องไปอีก ทั้งนี้เป็นไปตามพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา การคาดการณ์สถานการณ์น้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งระบุเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าในช่วงปลายฤดูฝนจะมีพายุเข้าประเทศไทยประมาณ 2 ลูก ทั้งนี้จากภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นซึ่งนอกเหนือจากรัฐบาลต้องเร่งเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึงและทันการณ์แล้ว ความร่วมแรงร่วมใจกันของประชาชนก็จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อไม่นานมานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกฝากถึงประชาชนจิตอาสา ข้าราชการ และเอกชนในท้องถิ่น ทุกจังหวัด ร่วมใจกันปฏิบัติภารกิจพลังจิตอาสา ด้วยการร่วมกันนำเครื่องจักรมาช่วยกันเปิดทางน้ำ ร่วมแรงกันขุดและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ รับมือภาวะฝนตกหนัก รวมทั้งร่วมมือร่วมใจกันคนละเล็กละน้อย เท่าที่กำลังทุกคนจะทำได้ เสียสละค่าน้ำมันสำหรับเครื่องจักร เพราะหากรอการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องจักรใหม่ ที่ต้องผ่านกระบวนการงบประมาณที่จะต้องใช้เวลาอาจไม่ทันเวลาเมื่อฝนมา โดยขอพลังจิตอาสาร่วมมือกันแก้ปัญหาในเฉพาะบริเวณที่เป็นจุดขวางทางน้ำ ทางน้ำที่ตื้นเขิน หรืออาจร่วมแรงกันช่วยขุดทางน้ำ 

สำหรับปัญหาฝนตกแล้วเกิดน้ำท่วมแทบทุกครั้งนั้น ปัจจัยแรกมาจากสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะป่าไม้ที่ถูกลายลงจำนวนมาก ซึ่งต้องแก้ไขกันในระยะยาว ขณะเดียวกันสิ่งกีดขวางทางเดินของน้ำตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้นั้นก็เป็นปัญหาสำคัญ อย่างเช่น การตัดถนน การก่อสร้างชุมชนต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพอันเอื้ออำนวยต่อการระบายน้ำ หากมองปรากฏการณ์ก็อาจจะรู้สึกว่ามีปริมาณน้ำฝนมากน้ำจึงท่วม แต่หากดูจากการกักเก็บน้ำในเขื่อนต่างๆ ทางภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกจะพบว่าระดับน้ำในหลายเขื่อนยังไม่พ้นภาวะวิกฤติน้ำน้อย นั่นก็เพราะน้ำฝนไม่ได้เติมอ่างเก็บน้ำเพียงพอปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมมีมากมายหลายด้าน แต่สิ่งควรจะต้องเร่งแก้ไขก็คือปัจจัยที่มาจากการกระทำของคนที่ทำให้แหล่งรับน้ำต่างๆ ตามธรรมชาติในพื้นที่ลุ่ม เช่น หนอง บึง แอ่งน้ำ ลำ

คลองถูกทำลายลงด้วยการถม ปรับพื้นที่ สร้างถนน ชุมชน ที่อยู่อาศัยตลอดจนแห่งอุตสาหกรรม ยิ่งไปกว่านั้นภายในเขตชุมชนใหม่หลายแห่งมักไม่ได้สร้างระบบการระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพเพียงพอ เมื่อฝนตกหนักจึงทำให้เกิดน้ำท่วมสร้างความเสียหายมหาศาล ในภาวะเช่นนี้ รัฐบาลอยู่ในช่วงของการกอบกู้ ช่วยเหลือ เยียวยาและสังคมก็ให้กำลังใจกันและกัน เมื่ออุทกภัยผ่านพ้นก็น่าจะได้บูรณาการแผนงานอย่างจริงจังโดยเฉพาะการปฏิรูปลักษณะทางกายภาพของการระบายน้ำที่ต้องอาศัยทุกภาคส่วน และการผลักดันเป็นยุทธศาสตร์ในอนาคต

Welcome to Thai Temple เช่าวัดลอกคราบทัวร์จีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386261?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Welcome to Thai Temple เช่าวัดลอกคราบทัวร์จีน

2 กันยายน 2562 – 12:20 น.
ทัวร์จีน,วัด
เปิดอ่าน 3,580 ครั้ง

  ชาวเน็ตดาหน้าแฉวัดไทยหลายแห่งถูกทุนจีนยึดเป็นแหล่งหากินจนชาวบ้านเสื่อมศรัทธา!

“คม ชัด ลึก” ตามรอย ทัวร์จีน ไปพบว่าโปรแกรมท่องเที่ยวของทัวร์เหล่านี้ส่วนใหญ่เน้นพาลูกทัวร์ซึ่งเป็นชาวจีนทั้งหมดไปรับประทานอาหารต่อด้วยการช็อบปิ้งและชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

กิจกรรม เข้าวัดไหว้พระ ก็ถูกจัดอยู่ในโปรแกรมหลักที่นักท่องเที่ยวชาวจีนชื่นชอบ แต่จากการสังเกตวัดหลายแห่งที่ไกด์พาลูกทัวร์ไป พบว่ามีความผิดปกติบางอย่าง!

สิ่งแรกที่เห็นคือบางวัดเหมือนจะมีอุโบสถ หรือโบสถ์ 2 หลัง แต่เมื่อเข้าไปภายในพบว่าสิ่งปลูกสร้างคล้ายเป็นโบสถ์หลังที่สองนั้น แท้จริงแล้วเป็นอาคารสร้างไว้เพื่อเป็นศูนย์จำหน่ายวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังสำหรับทัวร์จีนโดยเฉพาะ

ที่แปลกไปกว่านั้นยังมีอาตี๋อาหมวยคอยให้บริการตามจุดจำหน่ายสินค้าประเภทของที่ระลึกต่างๆ ผิดจากวัดทั่วไปที่ปกติจะให้ชาวบ้านหรือพ่อค้าแม่ค้าคนไทยมานั่งขายของ ยิ่งในส่วนที่เป็นจุดเช่าพระและวัตถุมงคล ส่วนมากจะเป็นกิจการของวัดหรือไม่ก็มีเซียนพระมาตั้งแผงเสริม แต่วัดที่ให้นักธุรกิจเช่าที่ไปแล้วก็จะใช้คนของเขาเข้ามาจัดการทั้งหมด

ขณะที่เพจดัง ‘บิ๊กเกรียน’ ส่องเจอวัดใน จ.ชลบุรี ทัวร์ศูนย์เหรียญพานักท่องเที่ยวชาวจีนไปไหว้พระ เดินกันขวักไขว่ทั้งวันไม่มีใครรู้ตัวเลยว่ากำลังถูกคนชาติเดียวกันจัดฉากพาไปรีดเงินจากการหลอกขายวัตถุมงคล ดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องบูชาพระและสิ่งสมมุติที่อุปโลกน์ขึ้นมาในราคาแพงหูฉี่

พฤติกรรมลักษณะนี้เจ้าของสถานที่น่าจะรู้และเห็นแต่ไม่นำพา เพราะสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย!

การหากินของธุรกิจทัวร์พวกนี้ใช้วิธีเช่าสถานที่ภายในวัด แล้วลงทุนสร้างอาคารให้มีลักษณะคล้ายอุโบสถ หรือเสนาสนะ ขึ้นมาใหม่ใกล้ๆ พระอุโบสถเดิมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีนเป็นการเฉพาะ พร้อมสร้างบรรยากาศด้วยการเพิ่มศาลท้าวพระพรหม เต็นท์ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อเติมความขลัง

พฤติกรรมของไกด์เมื่อพาคณะทัวร์เข้าวัดแล้วจะจัดการต้อนทุกคนไปตามจุดต่างๆ ที่เตรียมไว้ เริ่มจากพาไปซื้อดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นพาไปให้พระสงฆ์ทำพิธีสวดมนต์ให้พรก่อนปล่อยเดินเลือกซื้อวัตถุมงคลที่ตั้งตู้ขายอยู่ในอาคารเดียวกันแบบเบ็ดเสร็จ

ทั้งหมดถูกจัดฉากขึ้นมาแม้กระทั่งพระสงฆ์ที่คอยนั่งประพรมน้ำมนต์ก็จ้างมาค่าเหนื่อยวันละ 500 บาท ทำงานทั้งวันเช้ายันเย็น เงินจากการทำบุญใครประจำจุดไหนก็เก็บใส่ย่ามไปตามสบาย ส่วนเงินในตู้บริจาคยกให้วัด

ผลประโยชน์ที่นายทุนจีนซึ่งบางทีใช้นอมินีเป็นคนไทย ได้รับจากการลงทุนเช่าที่ธรณีสงฆ์หากินนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลของนักท่องเที่ยวจีนที่หมดไปกับการถูกหลอกให้ซื้อของที่ระลึกรวมถึงวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังที่ตั้งราคาขายไว้สูงอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากพฤติกรรม นักเซ็งลี้ บนที่ธรณีสงฆ์ถูกตีแผ่ จึงถึงเวลาของฝ่ายบ้านเมืองที่ต้องเข้ามาตรวจสอบ

ล่าสุด 28 สิงหาคม 2562 ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ และตำรวจสันติบาล จ.ชลบุรี​ บุกไปตรวจค้นวัดเขาไม้แก้ว​ ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบว่ามีชาวจีน 8 คน โกนหัวโล้นคล้ายพระกำลังเชิญชวนนักท่องเทีี่ยว​ให้เช่าพระราคาองค์ละหลักหมื่นถึงเฉียดแสนบาท แต่พอเห็นตำรวจก็พากันวิ่งหนีกระเจิงอย่างไม่คิดชีวิต

ส่วนภายในอาคารประกอบพิธีหลังใหญ่พบพระสงฆ์ไทยกำลังนั่ง​ประพรมน้ำมนต์​ให้นักท่องเที่ยว​อยู่ แต่ก็ไม่ได้ถูกจับกุม นอกจากชายชาวจีนที่วิ่งหลบหนีไปเท่านั้นที่ถูกตามรวบตัวกลับมาได้ ก่อนส่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิกถอนวีซ่าและขับออกนอกประเทศไปฐานเข้ามาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ขณะ พระครูสุนทร รัตนาภิรมย์ เจ้าอาวาสวัดเข้าไม้แก้ว ให้ข้อมูลว่าการแบ่งพื้นที่ให้ทัวร์จีนเช่าได้ขออนุญาตจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแล้ว และบริษัทเพิ่งพาทัวร์เข้ามาเที่ยวแค่ 3 เดือน จ่ายค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท วันหนึ่งมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาประมาณ 20-30 คันรถ

พระคุณเจ้าบอกว่าที่ยอมให้นายทุนเช่าที่ทำธุรกิจพุทธพาณิชย์ก็เพราะวัดต้องการรายได้เพิ่มเพื่อนำไปทำนุบำรุงศาสนา เช่น สร้างกุฏิ อาคาร และเป็นค่าใช้จ่ายในวัด รวมทั้งให้ทุนการศึกษาเด็กในโรงเรียนของวัดทั้ง 3 แห่ง

“พระทุกองค์ทางวัดก็ทำพิธีพุทธาภิเษกให้เพื่อความเป็นสิริมงคลส่วนจะแพงหรือถูกคงแล้วแต่ความพอใจของผู้ซื้อ เพราะไม่ได้บังคับขาย อีกอย่างพระมีทั้งทำจากเงิน ทองแดง และทองคำ ราคาก็แตกต่างกัน ดังนั้นการลงข่าวเช่นนี้ทำให้วัดเสียหายและไม่ถูกต้อง จึงอยากให้มารับฟังข้อเท็จจริงด้วย”

พระคุณเจ้าแจกแจงสิ่งที่ทำไปเป็นเจตนาบริสุทธิ์ ไม่คิดว่าโลกจะติเตียน (โลกวัชชะ) ส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาก็ไม่เคยว่ากระไร แถมชอบใจได้เผยแผ่พระพุทธศาสนา

“จากการตรวจสอบก็ไม่พบความผิดอะไร แต่แทนที่จะเสียหายน่าจะเป็นเรื่องดีที่พานักท่องเที่ยวมาชมวัด เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวต่างชาติ”

เดชา ก่อเกิด ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดชลบุรี เห็นต่างจากสายตาชาวพุทธที่มักมองเพียงมุมอนุรักษ์ แต่สำนักพุทธฯ มองกว้างกว่า และเห็นว่าการเปิดพื้นที่วัดให้เอกชนเช่าใช้ในเชิงพาณิชย์นอกจากวัดมีรายได้เพิ่มแล้วพระพุทธศาสนาก็ได้เผยแผ่สู่ชาวโลก

เดชา อธิบายว่า ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ วัดมีสิทธิ์ยกที่ให้เอกชนเช่าได้ แต่ต้องขออนุญาตอย่างถูกต้องว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร จากนั้นก็ทำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะสงฆ์ รายงานเจ้าคณะอำเภอ จังหวัด และนำเข้าสำนักพุทธฯ เพื่อเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดในการขออนุญาต ซึ่งทางวัดก็ทำอย่างถูกต้องแล้ว เพียงแต่ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่เอารัดเอาเปรียบ หรือหลอกขายสินค้าในราคาแพง

“กรณีนี้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแล ถ้าพบความผิดหรือทำให้วัดเสียหายก็ให้ยกเลิกไปเท่านั้น แต่นี่เป็นเพียงการพานักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม ไหว้พระ ทำบุญ และก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไร”

ขณะที่ตัวแทนบริษัทผู้เช่า อ้างว่านักท่องเที่ยวชาวจีนทุกคนมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา การได้มากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นมงคลชีวิต ส่วนใครจะทำบุญหรือซื้อพระเครื่องหรือไม่บริษัททัวร์ไม่ได้บังคับและพระที่จำหน่ายทุกองค์ก็มีราคาติดแจ้งไว้อย่างถูกต้อง

  ศรัทธาบนความเสื่อม?
หลักการทำนุบำรุงและเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยยึดแนวทางทุนนิยมผูกขาดนำหน้าความศัทราจากพุทธศาสนิกชนนั้น วัดเขาไม้แก้ว ถือเป็นวัดรุ่นหลังๆ ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงจรธุรกิจนี้

เฉพาะใน จ.ชลบุุรี ตรวจสอบพบว่ามีวัดไม่น้อยกว่า 10 แห่ง ทำกิจการในลักษณะเดียวกันคือเปิดพื้นที่วัดให้ทุนจีนเช่า จัดฉากเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวชาวจีนคล้ายทัวร์ศูนย์เหรียญที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าครั้งหนึ่งสมัย ‘บิ๊กโจ๊ก’ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ยังผงาดอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เคยสั่งลูกน้องไปจับแก๊งทัวร์จีนที่วัดดังใน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง เหมือนกันมาแล้วเมื่อปีก่อน แต่ก็ทำได้แค่เอาตัวชาวจีนที่เป็นพนักงานขายพระเครื่องและของที่ระลึกไปเปรียบเทียบปรับและขับออกนอกประเทศฐานไม่มีใบอนุญาตทำงาน

ขณะที่ จ.ภูเก็ต จุดหมายท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ในความชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวจีน วัดหลายแห่งตกอยู่ภายใต้อิทธพลของทุนข้ามชาติมาหลายปีแล้ว

เมื่อปี 2560 วัดชื่อดังแห่งหนึ่งใน ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต สร้างควาฮือฮาด้วยการสร้าง โบสถ์ปลอม ขึ้นมาเพื่อบริการทัวร์จีนอย่างเอิกเกริก

พฤติกรรมของทัวร์จีนที่นั่นก็คล้ายๆ กันคือ ไกด์ชาวจีนจะพานักท่องเที่ยวไปซื้อดอกไม้ธูปเทียนในจุดที่เตรียมไว้ในราคาเริ่มต้นชุดละ 50 บาท แล้วพาไปไหว้สักการะพระพรหม ต่อด้วยการกราบไหว้ ลูบต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ที่มีดอกไม้ปลอมสีเหลืองพันอยู่ที่ลำต้นคล้ายกับเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์

เสร็จจากต้นโพธิ์นักท่องเที่ยวจะถูกนำทางเข้าไปยังเสนาสนะขนาดใหญ่ที่สร้างคล้ายโบสถ์ ภายในมีพระประธานขนาดใหญ่อยู่ 3 องค์ มีตู้รับบริจาค มีพระสงฆ์นั่งสวดให้พรและพรมน้ำมนต์ ส่วนบริเวณด้านซ้ายขวาของประตูทางเข้าจะมีเจ้าหน้าที่เป็นชาวจีนสวมเสื้อสีเหลืองยืนประจำตู้ขายพระเครื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระปลอมเลี่ยมทอง แต่ตั้งราคาขายสูงปรี๊ด

สำนักงานพระพุทธศาสนาเคยเข้าไปตรวจสอบวัดแห่งนี้แล้วก็ปล่อยไปเหมือนไม่มีอะไรในกอไผ่ โบสถ์ปลอมที่ฮือฮาในโซเชียล ท่านอธิบายว่าเป็นเพียงเสนาสนะวัดที่ต้องการก่อสร้างให้มีอัตลักษณ์ความเป็นวัด

ส่วนการจัดทัวร์จีนเข้าไปไหว้พระและให้เช่าบูชาวัตถุมงคลกับนักท่องเที่ยวจีนนั้น เป็นการบริหารจัดการของวัดกับคนเช่าพื้นที่ทำสัญญาปีต่อปี ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท หรือปีละ 600,000 บาท เพราะการเช่าที่วัดหากเช่าไม่เกิน 3 ปี เจ้าอาวาสมีสิทธิ์ทำสัญญาโดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.)

เป็นอันว่าการที่วัดจะยกที่ธรณีสงฆ์ให้ใครเช่าทำอะไรนั้น ถือเป็นกิจของสงฆ์ ฆารวาสไม่เกี่ยว เพราะแม้แต่ บิ๊กโจ๊ก ลุยเองยังต้องหมอบ

รับมือปัญหาฆ่าตัวตายภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386258?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รับมือปัญหาฆ่าตัวตายภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ

2 กันยายน 2562 – 11:00 น.
อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด,ฆ่าตัวตาย,วิกฤติเศรษฐกิจ,หนี้
เปิดอ่าน 1,542 ครั้ง

รับมือปัญหาฆ่าตัวตายภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

แม้ปัญหาการฆ่าตัวตายจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ในช่วงเดือนที่ผ่านมามีการนำเสนอข่าวจากสำนักข่าวในประเทศหลายแห่งถึงกรณีการฆ่าตัวตายจากปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเงินและหนี้สินด้วยวิธีการต่างๆ

จากกระแสดังกล่าว นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทยเสนอแนะว่ารัฐบาลควรตั้งศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายจากพิษเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน ขณะที่ฝั่งรัฐบาลโดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็ตอบโต้ว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนมาโดยตลอด และได้แจ้งให้ประชาสัมพันธ์หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

ในเรื่องนี้ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ จากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าตัวเลขคนไทยฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นจริงแต่ตัวเลขยังไม่สูงเทียบเท่าสมัยวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 โดยสถิติปัจจุบันจากกรมสุขภาพจิตระบุว่า อยู่ที่ 6.32 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ขณะที่เมื่อปี 2540-2542 ตัวเลขพุ่งสูงสุดไปกว่า 8.59 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน

ล่าสุดอธิบดีกรมสุขภาพจิตเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบจำนวนผู้ที่ทำร้ายตนเองจนเสียชีวิตเฉลี่ยเดือนละ 345 ราย ซึ่งตกเป็นวันละ 11-12 ราย ทางกรมยังแสดงความวิตกกังวลการนำเสนอข่าวจากสื่อมวลชน ซึ่งพบค่อนข้างบ่อยและอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ

ทั้งนี้สาเหตุของการฆ่าตัวตายมีได้หลายประการ ได้แก่ อาการจากโรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล โรคทางจิตใจ หรือแม้แต่ความเครียด ซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจถือว่าเป็นหนึ่งในต้นตอของความเครียดดังกล่าว

“ปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเครียดหนักๆ ได้ แต่ถ้าหากเรารู้ก่อน เราเตรียมตัวก่อนจะช่วยรับมือได้ โดยเฉพาะคนรอบข้างที่อยู่ใกล้คนที่มีอาการเครียด เพราะบ่อยครั้งเราไม่ทันอารมณ์ตัวเอง ต้องให้คนอื่นบอกหรือให้คนอื่นคอยมองอารมณ์ว่า ณ ตอนนี้เราเป็นอย่างไร” อาจารย์ณัฐสุดา กล่าว

อาจารย์ณัฐสุดาอธิบายเพิ่มเติมว่า การช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาเศรษฐกิจและมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย คนรอบข้างถือว่ามีบทบาทเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้ที่สามารถเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างผู้ประสบปัญหาให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

“ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องเงินทองก็จริง แต่เงินทองอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญเทียบเท่าการมีคนอยู่เคียงข้าง คนใกล้ชิดเองอย่ากลัวที่จะไปคุย การถามตรงๆ สามารถทำได้เพราะมีงานวิจัยแล้วว่าการถามตรงๆ ไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการฆ่าตัวตาย”

อาจารย์ณัฐสุดา อธิบายอีกว่า หากดูจากสถิติจะพบว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มักเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง และมักอยู่ในวัย 30-59 ปี ซึ่งนับเป็นอายุช่วงวัยทำงาน มีความรับผิดชอบในชีวิต ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเครียดและคิดฆ่าตัวตาย

“ปัญหาการฆ่าตัวตายในสังคมไทยเป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว ในสังคมปัจจุบันที่มีความโดดเดี่ยวมากขึ้น เป็นสังคมเมืองที่มีการแข่งขันสูง ไม่มีระบบช่วยเหลือหรือระบบเครือข่ายที่สนับสนุน เช่น ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน”

อย่างไรก็ตามอาจารย์ณัฐสุดาเชื่อว่าสังคมไทยปัจจุบันมีความเข้าใจในเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น มีการตีตราลดลง คนไทยเริ่มมองว่าการไปพบจิตแพทย์ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเสียสติเสมอไป ดังนั้น ตัวเลขของคนฆ่าตัวตายไม่น่าจะพุ่งสูงเหมือนในอดีต

“ช่วงหลายปีมานี้คนเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตกันมากขึ้น ไม่ได้มองว่าการไปหาหมอคือต้องเป็นจิตเภทเท่านั้น และทุกวันนี้มีสายด่วนสุขภาพจิต มีความพยายามพัฒนาระบบช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในระดับรัฐโดยกรมสุขภาพจิตในเอกชน อย่างของมหาวิทยาลัยเองก็มี”

อาจารย์ณัฐสุดาชี้ว่าการแก้ปัญหาการฆ่าตัวตายในประเทศไทยอีกวิธีคือการเปลี่ยนภาพของการนำเสนอข่าวคนฆ่าตัวตายให้มีความสร้างสรรค์มากขึ้น เพราะการนำเสนอการฆ่าตัวตายอย่างโจ่งแจ้งชัดเจนมากเกินไป ก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ หรือ Copycat ได้

วิธีการที่ถูกต้องคือการนำเสนอข่าวในเชิงป้องกัน หลีกเลี่ยงการใช้พาดหัวข่าวที่ดึงดูด ไม่ควรใช้ภาพที่ไม่เหมาะสม และควรเพิ่มแนวทางการดูแล การขอคำแนะนำหรือคำปรึกษาจากหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการนำเสนอข่าวในเชิงสอบถามความรู้สึกของบุคคลรอบข้างหรือผู้สูญเสียคนรัก หรือคนในครอบครัวจากการฆ่าตัวตายจะช่วยให้แก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า อาจารย์ณัฐสุดาเน้นย้ำ

  แก้ไข
บทความเรื่อง แม้แต่ “ถนน” ก็ยังเหลื่อมล้ำ  ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ ผศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงในคอลัมน์รู้ลึกกับจุฬา ฉบับวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562 เกิดข้อผิดพลาดในขั้นตอนการผลิตดังนี้

“มีงานวิจัยที่หาว่าทำไมถึงตายบนถนน และใครตาย ผลสำรวจออกมาว่ากว่าร้อยละ 7 คือคนขับมอเตอร์ไซค์ อีกร้อยละ 10 คือคนเดินบนถนน”

ข้อความที่ถูกต้องคือ
“มีงานวิจัยที่หาว่าทำไมถึงตายบนถนน และใครตาย ผลสำรวจออกมาว่ากว่าร้อยละ 70 คือคนขับมอเตอร์ไซค์ อีกร้อยละ 10 คือคนเดินบนถนน”

กองบรรณาธิการคม ชัด ลึก ขออภัยท่านผู้อ่าน และ ผศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ มา ณ ที่นี้

ลุงตู่ ไม่มีเวลา ฮันนีมูน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386256?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่ ไม่มีเวลา ฮันนีมูน

2 กันยายน 2562 – 10:50 น.
วงในวงนอก,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ถวายสัตย์,จุรินทร์  ลักษณะวิศิษฏ์,อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดอ่าน 1,760 ครั้ง

คอลัมน์… วงในวงนอก  โดย…   อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

ผ่านมาถึงวันนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารงานมาได้เกินหนึ่งเดือนนิดๆ แล้วนะครับ แต่ถ้าถามฝ่ายค้านก็คงได้คำตอบอีกแบบนึงว่า “ยังไม่ได้บริหารเลย”

“จะนับว่าบริหารมากี่วัน กี่เดือนได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาล “บิ๊กตู่” ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งไม่ครบถ้วน จึงไม่อาจรับรองความเป็นรัฐบาลอย่างถูกต้องได้”

….ตรงนี้ก็แล้วแต่มุมมอง ก็ว่ากันไปตามสไตล์ฝ่ายค้านนะครับ….
อย่างไรก็ตามความคับข้องใจเกี่ยวกับปมถวายสัตย์คงต้องรอคำตอบปลายทางที่…ศาลรัฐธรรมนูญ แต่เท่าที่…อสนีบาต…รับฟังนักกฎหมายหลายท่าน ให้ข้อเสนอแนะทิศทางเดียวกัน

“ประเด็นปัญหานี้ไม่ถึงกับทำให้ “รัฐบาลบิ๊กตู่” ต้องล่มสลายหายไปจากแผนที่โลกชั่วพริบตา  เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเรื่องความผิดไว้  แนวทางการวินิจฉัยของศาลจะเป็นการอธิบายให้คำแนะนำต่อพล.อ.ประยุทธ์ และครม.ดำเนินการอย่างไรต่อไปมากกว่า

เมื่อพิจารณาอีกแง่มุม ตัดประเด็นฝ่ายค้านเล่นเกมการเมืองออกไป ก็อยากมองไปที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในทางโลกสวยที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมา ด้วยเหตุที่ว่า กรณีการถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนไม่เคยปรากฏรัฐบาลไหนมาก่อน ในเมื่อมีมุมมองความขัดแย้งทางข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ  ชอบแล้วในการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะคำตัดสินของศาลถือเป็นที่สิ้นสุดจะได้ยึดเป็นบรรทัดฐานต่อไป

ฉะนั้นอดใจสักนิด รอสักหน่อย ไม่น่าเกินเดือนกันยายนนี้ ได้ทราบโดยทั่วกันครับ

กล่าวถึงวงในเกี่ยวกับปม “ถวายสัตย์” ซะยาว  ขอพาคุณผู้อ่านกลับมาตั้งวงนอกชวนคุยเกี่ยวกับระยะเวลาการทำงานของรัฐบาลชุดนี้กันต่อ ขณะที่คอการเมืองกำลังรอติดตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ฟาก “ลุงตู่”  ไม่ได้รอลุ้นเหมือนอย่างที่เราเข้าใจ ตรงกันข้ามกลับใช้เวลาทุกนาทีเดินหน้าเก็บแต้มบริหารประเทศไปเรื่อยๆ

ทราบมาจากทีมงานขมองอิ่มตึกไทยคู่ฟ้าวางโรดแม็พการทำงานทั้งในและนอกประเทศชนิดจัดหนักจัดเต็มกันเลยทีเดียว

เห็นได้จากสัปดาห์ที่ผ่านมา “ลุงตู่” หอบครม. ซึ่งมี รมต.ทุกพรรคการเมืองลงพื้นที่ติดตามแก้ปัญหาภัยแล้ง จ.บุรีรัมย์-สุรินทร์ ถัดจากนั้นต้นเดือนกันยายนนี้ เตรียมจัดประชุมครม.สัญจร โดยเล็งพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดอ่อนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะจังหวัดในภาคอีสาน ปักหมุดล่วงหน้าไว้ที่ จ.มุกดาหาร ครับ!

ส่วนแผนงานต่างประเทศสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตระเตรียมกำหนดการโชว์ตัวผู้นำตามธรรมเนียมปฏิบัติเริ่มจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง จากนั้นไปยังประเทศยักษ์ใหญ่คู่ค้าสำคัญ ทว่ามีวาระแทรกเข้ามา  21-28 กันยายน จะไปจับมือ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ บนเวทีประชุมสมัชชา สหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 74 (UNGA 74)  ที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นการประเดิมเยือนต่างประเทศของ “บิ๊กตู่” สมัยสอง

เดินสาย “นันสต็อป” แบบนี้ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงรัฐบาลยุคก่อนๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองไม่ได้มียศตำแหน่งใหญ่โตหรือสืบทอดมาจากคสช.เหมือนปัจจุบัน  เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ พวกเขาจะหาวันนัดพบปะสังสรรค์ ประหนึ่งเลี้ยงฉลองความสำเร็จในการเข้าสู่อำนาจพร้อมกับสร้างภาพให้เห็นถึงความสมัครสมานในการร่วมมือบริหารประเทศ

บรรดาสื่อมวลชนหูไวตาไวจับประเด็นขึ้นพาดหัวทันที เป็นภาพของการ “ร่วมฮันนีมูน” เปรียบเปรย เหมือนบรรดาคู่สมรส ร่วมสังสรรค์คืนสุขหลังเข้าประตูวิวาห์

ครานี้จึงเป็นข้อสังเกตเมื่อถึงยุคสมัยใหม่บรรยากาศแบบนี้ไม่ค่อยได้เห็น หรือ “ถ้ามี” ก็คงไปสังสรรค์แบบเงียบๆ ไม่เอิกเกริก

ครั้นจะนัดหมายโรงแรมหรูประกาศจัดบุฟเฟ่ต์คาร์บิเนตรับประทานหูฉลาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ผู้คนยังต้องต่อคิวกดตังค์ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกันอยู่อย่างนี้ มันก็ดูกระไรอยู่ หนำซ้ำโดนวิพากษ์วิจารณ์ถล่มจมดินอย่างแน่นอน

อีกอย่าง “พล.อ.ประยุทธ์” ซึ่งเป็นผู้นำคสช.มากว่า 4 ปี  กระโดดมาเป็นนายกฯ จากกระบวนการเลือกตั้งเข้ามาอยู่ในวงล้อมพรรคการเมืองร้อยพ่อพันธุ์แม่  ขืนหัวหน้ารัฐบาลดำริจัดเลี้ยงสังสรรค์ มันก็ดูประดักประเดิด

กล่าวตามประสาวัยรุ่น  “มันไม่ใช่แนวของท่าน”

ประการต่อมาแต่ละคนที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีเหมือนจะมองข้ามช็อตของการสรวลเสเฮฮาไปแล้ว  ต่างออกสตาร์ทผลิตผลงานตามนโยบายที่เคยหาเสียงให้เป็นผลงานเร็วที่สุด  อย่างเช่น  จุรินทร์  ลักษณะวิศิษฏ์  รมว.พาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เวลาไม่เกินเดือนผลักดันโครงการประกันรายได้เกษตรกร ปลูกข้าว ปาล์ม ผ่านครม.เป็นที่เรียบร้อย

หรือ “หมอหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย นอกจากสั่งการให้ รมว.คมนาคม ภายใต้สังกัดพรรคลุยเมกะโปรเจกท์ซ่อมสร้างหลายพันล้านบาท  ตัวท่านเองในฐานะเจ้ากระทรวงสาธารณสุขลงนามประกาศคำสั่งต่างๆ ด้วยการคืนสิทธิ หมอพื้นบ้าน ไฟเขียวกัญชาเพื่อการวิจัยและรักษาโรค แบบว่าไม่ต้องรอออกเป็นกฎหมายใช้วิธีลัดแบบนี้สะดวกรวดเร็วกว่า สร้างความพึงพอใจกันถ้วนหน้า  รวมไปถึงกลุ่มรัฐมนตรีสับเซตในพลังประชารัฐก็เช่นกัน  รีบจับงานใหญ่อยากถมทะเลให้เสร็จภายในช่วงอายุรัฐบาลนี้ซะด้วย

ขยันขันแข็งเร่งปั๊มผลงานเอาใจพี่น้องประชาชนกันขนาดนี้ แล้วจะเอาช่วงไหนล่ะครับไปจัดงานฮันนีมูน แถมระยะเวลาที่ผ่านมาหนึ่งเดือนก็ดูเหมือนหมดเวลาแห่งความสุขีสโมสร  จากนี้มรสุมทางการเมืองหลายลูกกำลังโหมเข้ากระหน่ำพร้อมรับมือให้ทัน

  …สิ้นสุดทางเลื่อนฮันนีมูนแล้วครับ…

ติวเข้มว่าที่นอภ.ใหม่..บริหารพื้นที่มีสมรรถนะสูง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ติวเข้มว่าที่นอภ.ใหม่..บริหารพื้นที่มีสมรรถนะสูง

2 กันยายน 2562 – 10:45 น.
นายอำเภอ,สายตรวจระวังภัย,ติวเข้ม
เปิดอ่าน 1,272 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  

“นายอำเภอ” ถือเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการในอำเภอ​ และรับผิดชอบงานบริหารราชการอำเภอ​ ซึ่งต้องปฏิบัติ​งาน​ในหน้าที่​ของ กรม​การปกครอง​ กระทรวง​มหาดไทย​ และกระทรวงหรือกรมอื่นๆ​ นอกจากนี้ยังต้องปฏิบัติ​หน้าที่ในฐานะหัวหน้าปกครองในพื้นที่​ (Area-based) อีกทั้งนโยบายของรัฐบาลที่สั่งการให้ปฏิบัติ​ในระดับพื้นที่​

นอกจากบทบาทในการบริหารจัดการพัฒนาพื้นที่ ยังต้องป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมถึงอบายมุขอื่นๆ อีกด้วย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยจะเห็นว่าฝ่ายปกครองท้องถิ่นแต่ละจังหวัดภายใต้การอำนวยการของนายอำเภอ ได้มีการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยในชุมชน หมู่บ้าน ตลอดจนกวดขันบ่อนการพนันไพ่ ไฮโล ไก่ชนผิดกฎหมาย ตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ หรือบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ดังนั้นคนที่มาเป็นนายอำเภอต้องมีความรู้ความสามารถครบเครื่อง มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ

แม้นายอำเภอจะผ่านการสอบคัดเลือกและอบรมหลักสูตรนายอำเภอมาแล้ว ก่อนเข้ารับตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังมีความจำเป็นต้อง “ติวเข้ม” โดยกรมการปกครอง เช่นเดียวกับครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ร.ต.ท.​อาทิตย์​ บุญ​ญ​ะ​โ​ส​ภัต​ อธิบดี​กรม​การปกครอง​ ได้ประธานพิธีเปิดโครงการ “นายอำเภอทบทวน​” ประจำ​ปีงบประมาณ​ 2562​ แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ​ จำนวน​ 120 คน​ โดยมี​ ร.ต.ท.ภพชนก​ ช​ลา​นุ​เคราะห์​ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่​ กล่าวรายงาน

ร.ต.ท.อาทิตย์ อธิบายว่า กรมการปกครอง​ ได้จัดโครงการเตรียมความพร้อมทบทวนนายอำเภอ​ เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอใหม่​ ทั้งในด้านความรู้​ ความสามารถ​ สมรรถนะ​ และทักษะในการปฏิบัติราชการ รวมทั้งการบริหารงานสมัยใหม่​ ตลอดจนการปรับกระบวนทัศน์​ ทัศนคติ​ ค่านิยมให้ทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ​ อันจะส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล​ เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ​ และตอบสนองต่อเป้าหมายการบริหารราชการแผ่นดิน​ ตลอดจนประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกันกระทรวงมหาดไทย ยังได้บรรจุ 5 หลักสูตรเข้มเข้าโรงเรียนนายอำเภอ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และเสริมสร้างสมรรถนะที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ ทั้งด้านวิชาการ ด้านร่างกายและจิตใจ ด้วยการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนการพัฒนาทัศนคติและแนวคิดให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล การใช้กลยุทธ์และวิทยาการบริหารสมัยใหม่ เพื่อให้สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์ยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง

สำหรับ รูปแบบการเรียนการสอนเน้นกรณีตัวอย่าง การศึกษาวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมวิชา ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยแบ่งเป็น 5 หมวดสำคัญ ได้แก่ การเป็นนายอำเภอในฐานะตัวแทนรัฐบาล, การเป็นนายอำเภอในฐานะผู้บริหารพื้นที่, การเป็นนายอำเภอในฐานะผู้ปกครองท้องที่, การเป็นนายอำเภอที่มีสมรรถนะสูง และการศึกษาดูงาน

หวังว่านายอำเภอใหม่ไฟแรงที่ผ่านหลักสูตรเข้มข้น จะนำความรู้ความสามารถที่มี ไปบริหารจัดการพื้นที่รับผิดชอบอย่างมีประสิทธิภาพ เห็น เป็นอีกหนึ่งที่พึ่ง เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน..!!

“แม้ว-ยุทธ” กร้าว เชียงรายข้า ใครอย่าแตะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386257?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แม้ว-ยุทธ” กร้าว เชียงรายข้า ใครอย่าแตะ

2 กันยายน 2562 – 09:55 น.
ทักษิณ,เชียงรายยูไนเต็ด,กว่างโซ้ง,อู๋ฮั่น,มิตติ ติยะไพรัช,ยงยุทธ ติยะไพรัช,ยุทธ ตู้เย็น,พรรคไทยรักษาชาติ,ยิ้ม วิสาระดี,นายกอบจเชียงราย
เปิดอ่าน 12,831 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 2 ก.ย.62

**************************

ต้องบันทึกไว้ในแฟ้มวงศ์วานนักเลือกตั้งเมื่อคนในครอบครัว “ติยะไพรัช” ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้ว 3 คน คือ “ยุทธ แม่จัน” หรือ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” กรณียุบพรรคพลังประชาชน, อู๋ฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช กรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ และ สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” กรณีเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงราย

ในฐานะกองเชียร์เพื่อชาติ “ยุทธ แม่จัน” ก็ช่วยลูกสาว “แม่เลี้ยงโฮม” ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ และหนุนน้องสาว “ละออง ติยะไพรัช” ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย

มาดามยิ้ม” มาแล้ว

เมื่อ 30 สิงหาคม 2562 แฟนเพจ ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อดีต ส.ส.เชียงราย ได้อัพเพลทภาพของเธอที่มีคำแนะนำตัวสั้นๆ “ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.เชียงราย” พร้อมคำขวัญ “เจียงฮายยิ้มได้”

ยิ้ม วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์

จริงๆ “ยิ้ม” วิสาระดี ได้เปิดตัวที่จะลงสนาม นายก อบจ.เชียงรายไปแล้ว เมื่อค่ำวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ที่สิงห์ สเตเดี้ยม รังเหย้าของ “สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด” ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่

พลพรรคกว่างโซ้ง อาจรู้สึกแปลกใจว่าทำไมต้องแต่งตั้งอดีต ส.ส.เชียงราย มารับหน้าที่ผู้จัดการทีมคู่กับ มาดามฮาย” ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช ประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย

เปิดตัวสู้ศึกนายกฯ อบจ. เชียงราย

“ยิ้ม” ลูกสาวคนเดียวของวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย เที่ยวนี้ไม่ได้ลงสมัคร ส.ส.เพราะบิดาลงเองที่เขต 3 ก่อนลงสมัคร ส.ส.แทนบิดา เมื่อปี 2550 “ยิ้ม” ไปเรียนจบปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวูลองกองออสเตรเลีย และปริญญาโท ในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนอร์ทแทมเบีย เมืองนิวคาสเซิล อังกฤษ

ยงยุทธ กองเชียร์ ตัวท็อป

ย้อนไปดูในแฟนเพจของยิ้ม จึงได้พบคำตอบว่าเหตุใดยิ้มจึงเลือกเปิดตัวกับสโมสรฟุตบอลในดวงใจของคนเจียงฮาย

ทักษิณ”ติวเข้ม

วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ แต่งงานกับ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เมื่อต้นปี 2553 โดยจุลพันธ์นั้นเป็นลูกชายคนเล็กของสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนปัจจุบัน

แฟนเพจ “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เมื่อ 15 กรกฎาคม 2562 “ยิ้ม” ได้โพสต์ภาพเธอกับสามีได้เข้าอวยพรวันเกิดทักษิณ ชินวัตร ล่วงหน้าที่ฮ่องกง

ยิ้มไปพบ 2 อดีตนายกฯ ที่ฮ่องกง

“ได้อวยพรวันเกิดล่วงหน้า พร้อมทานอาหารเที่ยง ติวเข้ม 3 ชั่วโมงแบบตัวต่อตัวกับ 2 นายกในดวงใจ เมื่อได้รับโอกาส..เมื่อได้เป้าหมายที่ชัดเจน ‘ยิ้ม’ ก็จะเดินไปให้ถึง เชียงรายเราจะก้าวไกล เราจะทำเชียงรายให้เป็นจังหวัดของโลก เราเดินหน้าไปด้วยกันนะคะ”

นั่นหมายความว่า ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ติวเข้ม “ยิ้ม” สำหรับการวางแผนสู่ศึกนายก อบจ.เชียงราย

ลูกหนังการเมือง

ถ้ายังจำกันได้ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นสพ.เดอะซัน เปิดเผยรายชื่อกลุ่มทุนที่สนใจซื้อสโมสรฟุตบอล “คริสตัล พาเลซ” โดยหนึ่งในนั้นมี “ทักษิณ” อดีตนายกรัฐมนตรีไทยรวมอยู่ด้วย และมีข่าวเพิ่มเติมว่า ทักษิณจะให้ลูกชายยงยุทธ คือ มิตติ ติยะไพรัช ไปดูแลทีมบอลอังกฤษ หากว่าซื้อได้จริง

ทำไมทักษิณจึงไว้วางใจ “อู๋ฮั่น” คนนี้มากนัก ถึงขนาดได้เป็นเลขาธิการพรรคไทยรักษาชาติ? คำตอบอยู่ที่ผลงานการสร้างสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด จากลีกบ้านนอกก้าวขึ้นสู่ไทยลีก และคว้าแชมป์บอลถ้วย 3 ปีติดต่อกัน

บิ๊กฮั่น มาดามฮาย และมาดามยิ้ม

วันนี้ทีมกว่างโซ้งมหาภัย หรือ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด อยู่ในระดับท็อปโฟร์ของไทยลีก และฤดูกาลนี้มีโอกาสเบียดบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ไทยลีกสมัยแรก

มิเพียงเท่านั้น “อู๋ฮั่น” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของยงยุทธ ยังดูแลทีม “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี เนื่องจากผู้ก่อตั้งทีมเชียงใหม่คือ “พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ รักและเมตตามิตติเสมือนลูกชาย จึงยกให้ตระกูล “ติยะไพรัช” บริหารทีมเชียงใหม่

ฮั่นก็คงเหมือนพ่อที่ต้องรับบทกองเชียร์นอกสนามฟุตบอล เมื่อศึกชิงเก้าอี้นายก อบจ.เชียงรายมาถึง

ลุงตู่-ธนาธร ลุ้นระทึกกับอนาคตของอนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/386259?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่-ธนาธร ลุ้นระทึกกับอนาคตของอนาคตใหม่

2 กันยายน 2562 – 09:20 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 5,105 ครั้ง

ลุงตู่-ธนาธร ลุ้นระทึกกับอนาคตของอนาคตใหม่

 รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจและ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”ลุงตู่-ธนาธร ลุ้นระทึก!” กับอนาคตของอนาคตใหม่

“สมชาย” กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่กำลังลุ้นชะตาของตัวเองกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

โดย พล.อ.ประยุทธ์ จะโดนวินิจฉัยเรื่องการเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ (หัวหน้าคสช.) ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นไป และวันที่ 18 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัย หากสถานะนายกฯของพล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุด ครม.ก็จะพ้นไปด้วย
และเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนของครม. แม้การประชุมครม.ครั้งล่าสุด ครม.มีการรับพระราชทานพระราชดำรัสและพระราชหัตถเลขาในการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เพราะนายกฯ กราบบังคมทูลขอพระราชทานเพื่อเป็นสิริมงคล

และสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ก็เคยมีการรับพระราชทานพระราชดำรัสและพระราชหัตถเลขาในการถวายสัตย์ปฏิญาณตนเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

แม้นายกฯ บอกว่า กรณีนี้ไม่ทราบว่าจบหรือไม่ เพราะฝ่ายค้านยืนยันยังยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปในเรื่องนี้รวมทั้งผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วย
“วีระศักดิ์” ประเมินว่า แกนนำพรรคอนาคตใหม่บอกว่าปัญหานี้และคำตอบควรอยู่ที่นายกฯ ในเรื่องดังกล่าวนั้น แต่ความจริงคำตอบเรื่องนี้น่าจะมาจากศาลรัฐธรรมนูญและนายกฯ อาจตอบญัตติว่าเรื่องนี้ศาลรัฐธรรรมนูญกำลังพิจารณา

 “บากบั่น” สรุปว่า พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าจะไปตอบญัตตินี้ด้วยตัวเองและอาจบอกว่าเรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนคดีของธนาธรที่ยังไม่มีการวินิจฉัยแม้คดีจะดำเนินการก่อนกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น

“บากบั่น” กล่าวว่า กรณีหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เรื่องการถือหุ้นสื่อ (วี-ลัค มีเดีย) นั้น เรื่องนี้อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม รัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งกำหนดคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส. ว่าห้ามถือหุ้นสื่อ แบบนี้ว่าอ้างไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แม้จะอ้างว่าบริษัทกำลังจะปิดกิจการจึงโอนหุ้นก็ตาม
“สมชาย” กล่าวว่า นอกจากคดีถือหุ้นสื่อนั้น ธนาธรยังมีห้าคดีติดตัวคือ คดีอาญาสามคดี และคดีการเลือกตั้งสองคดี โดยคดีการถือหุ้นสื่อนั้น ศาลรัฐธรรมนูญกำลังวางกรอบดำเนินการเรื่องนี้ แม้ธนาธรบอกว่าโอนหุ้นสื่อไปก่อนลงสมัคร ส.ส. (วันที่ 6 ก.พ.) แต่ข้อมูลของกรมพัฒนาธูรกิจการค้าระบุในวันที่ 21 มีนาคม โดยระบุว่ามีการโอนหุ้นตัวนี้ในวันดังกล่าวซึ่งเป็นหลักฐานทางราชการ แม้ธนาธรอ้างว่าโอนหุ้นไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ก็ตาม

และช่วงนั้นผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ โดนตัดสิทธิลงสมัคร ส.ส. เพราะถือหุ้นสื่อ (วันที่ 19 มี.ค.) ตอนนั้นมีการพูดกันว่าหัวหน้าพรรคทราบเรื่องนี้และอาจไปโอนหุ้นย้อนหลัง

กฎหมายระบุว่าผู้สมัคร ส.ส.ห้ามมีหุ้นสื่อ แต่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่ถือหุ้นบริษัทนี้และบริษัทนี้ตีพิมพ์นิตยสารหลายเล่ม ถามว่าแม้ธนาธรจะอ้างว่าบริษัทกำลังจะปิดกิจการก็ตามจึงโอนหุ้นให้มารดา ถามว่ามารดาของธนาธรจะซื้อบริษัทที่กำลังจะปิดกิจการแบบนี้หรือ

ธนาธรยื่นศาลรัฐธรรมนูญว่าอยากให้ไต่สวนเพราะเตรียมพยานไว้หลายคนคือตัวเอง มารดา ทนายความที่เป็นพยานในการโอนหุ้น และอาจมีภริยารวมทั้งหลานของธนาธรไปชี้แจง
 “วีระศักดิ์” ประเมินว่า แม้ธนาธรจะอ้างว่าโอนหุ้นไปตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม เพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่าตอนนั้นธนาธรไปหาเสียงที่ต่างจังหวัดแม้จะมีหลักฐาน (อาทิ ภาพถ่ายและใบเสร็จค่าทางด่วนกลับเข้ากทม.) มายืนยันก็ตาม ส่วนการนำพยานไปไต่สวนคือการชี้ชะตาของธนาธรเพราะเป็นเกมสำคัญ

“บากบั่น“ กล่าวว่า การขึ้นศาลต้องสาบานตนก่อนเบิกความ หากเบิกความเท็จจะมีความผิด ดังนั้นการตัดสินคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ครั้งนี้ของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะไต่สวนเพิ่มเติมหรือพิจารณาจากเอกสารและตัดสินเลยก็ได้ตามดุลพินิจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนประเด็นอนาคตของพรรคอนาคตใหม่ที่มีกระแสข่าวว่าอาจจะโดนยุบพรรคตามที่แกนนำพรรคเพื่อไทยระบุไว้จนแกนนำพรรคอนาคตใหม่แสดงความไม่พอใจนั้น

“วีระศักดิ์” กล่าวว่า ตรงนี้คือรอยปริของพันธมิตรการเมืองคือพรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่

 “บากบั่น” ประเมินว่า แบบนี้แสดงว่าท่าทีของแกนนำพรรคอนาคตใหม่โกรธแกนนำพรรคเพื่อไทย

“สมชาย” วิเคราะห์ว่า คำร้องที่ส่งให้กกต.วินิจฉัยให้ยุบพรรคอนาคตใหม่มีห้ากรณี โดยเรื่องธนาธรให้เงินกู้กับพรรคอนาคตใหม่นั้นน่าจะหนักที่สุด เพราะกฎหมายเลือกตั้งไม่เคยเขียนไว้ว่าให้พรรคการเมืองกู้เงินได้ เจตนาของกฎหมายมองว่าหากมีการให้กู้เงิน ผู้ให้กู้จะควบคุมบริหารจัดการพรรคนั้นๆ ได้ กฎหมายจึงเขียนห้ามไว้

และสิ่งที่แกนนำพรรคเพื่อไทยพูดเรื่องของพรรคอนาคตใหม่ว่าอาจจะโดนยุบพรรคหลังพรรคประชาชนปฏิรูปนำร่องการยุบพรรคนั้น ประเด็นนี้ไม่เคยโดนเปิดมาก่อนจนแกนนำพรรคเพื่อไทยนำมาเปิดเผย ประวัติศาสตร์การเมืองนั้นระบุว่ามีการยุบพรรคการเมืองไปแล้วหนึ่งร้อยสามสิบสามพรรค และแบ่งเป็นพรรคขนาดใหญ่แปดพรรค

โดยฐานความผิดของการยุบพรรคตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่ามีสิบสองมูลฐานที่จะยุบพรรคได้ ตอนนี้พรรคอนาคตใหม่เข้าข่ายหลายมูลฐาน แต่สิ่งที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่บอกว่าไม่มีเหตุนำไปสู่การยุบพรรคนั้น หากพิจารณาตามนี้จะพบว่ามีเหตุยุบพรรค ดังนั้นสิ่งที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ระบุไว้อาจจะทำไปแบบปากกล้าขาสั่นและพูดปลุกใจคนในพรรค

หากพรรคโดนยุบนั้น กฎหมายระบุว่า ส.ส.ทั้งสองระบบ สามารถหาพรรคใหม่สังกัดได้ เพราะมีตัวอย่างมาแล้ว (กรณีอดีตส.ส.พรรคพลังประชาชนย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคพลังประชาชนโดนยุบ) ยกเว้นกรรมการบริหารพรรคที่โดนตัดสิทธิทางการเมือง