วันที่ 22 ม.ค. 2562 เศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โตโยต้า-พานาโซนิครุกตลาดรถยนต์พลังไฟฟ้า

โตโยต้า-พานาโซนิครุกตลาดรถยนต์พลังไฟฟ้า

โตโยต้า-พานาโซนิคเตรียมประกาศตั้งกิจการร่วมค้า หวังลดต้นทุนแบตเตอรี่แข่งผู้ผลิตจีน

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 20:55 น.

เปิดผลสำรวจ 3 กลุ่มธุรกิจไทยจ่ายโบนัส-ขึ้นเงินเดือนมากที่สุด

เปิดผลสำรวจ 3 กลุ่มธุรกิจไทยจ่ายโบนัส-ขึ้นเงินเดือนมากที่สุด

“เอ็กซ์พีริส”เผยผลสำรวจกลุ่มธุรกิจไทย พบ กลุ่มอุตฯยานยนต์-ชิ้นส่วน, กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขึ้นเงินเดือน-จ่ายโบนัสมากสุด

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 19:34 น.

ครม.อนุมัติปรับทัพผู้บริหารกระทรวงคมนาคม

ครม.อนุมัติปรับทัพผู้บริหารกระทรวงคมนาคม

ครม.ไฟเขียวปรับทัพผู้บริหารกระทรวงคมนาคม “กฤชเทพ” ขึ้นแท่นอธิบดีกรมทางหลวงชนบทคนใหม่ ขับเคลื่อนแผนลงทุนแสนล้านบาท

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 17:01 น.

กสทช.มีมติให้ยุติการให้บริการ "มือถือ2G" ในวันที่ 31 ต.ค.62

กสทช.มีมติให้ยุติการให้บริการ “มือถือ2G” ในวันที่ 31 ต.ค.62

กสทช. เห็นชอบให้ยุติการให้บริการ 2G ในวันที่ 31 ต.ค. 2562 และกำหนดมาตรการยกเลิกมาตรฐานเครื่อง 2G

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 16:25 น.

ครม.ไฟเขียว ค่ายา-เวชภัณฑ์-ค่าบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าควบคุม

ครม.ไฟเขียว ค่ายา-เวชภัณฑ์-ค่าบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าควบคุม

มติครม.ไฟเขียว ค่ายา-เวชภัณฑ์-ค่าบริการทางการแพทย์เป็นสินค้าควบคุม รมว.พาณิชย์ยัน รัฐบาลไม่ได้เข้าไปควบคุม พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 13:51 น.

‘ขวัญเงิน ขวัญทอง’ แบรนด์เครื่องเงินสุโขทัย

‘ขวัญเงิน ขวัญทอง’ แบรนด์เครื่องเงินสุโขทัย

มรดกของประเทศกับงานหัตถศิลป์ไทย ที่มีหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงเครื่องประดับเงินสุโขทัยแบรนด์ “ขวัญเงิน ขวัญทอง”

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

หน่วยงานรัฐ ยกเครื่องใหม่ ยุคไร้เอกสาร

หน่วยงานรัฐ ยกเครื่องใหม่ ยุคไร้เอกสาร

ครีเดนเผยหน่วยงานภาครัฐทยอยทรานส์ฟอร์เมชั่น นำร่องใช้ระบบสร้างเอกสาร ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ชูช่วยลดต้นทุน

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

ตั้งอนุกรรมการดูแลค่ายาโรงพยาบาล

ตั้งอนุกรรมการดูแลค่ายาโรงพยาบาล

กกร.เล็งเรียกประชุมตั้งอนุกรรมการ หาก ครม.ไฟเขียวยาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ขึ้นบัญชีควบคุม 22 ม.ค.นี้

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 08:04 น.

ผุดหน่วยคุมนโยบายที่ดิน 'บิ๊กตู่'กำชับเร่งดำเนินการ

ผุดหน่วยคุมนโยบายที่ดิน ‘บิ๊กตู่’กำชับเร่งดำเนินการ

บอร์ดที่ดินไฟเขียวนโยบายบริหารที่ดินทั่วประเทศ บูรณาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 07:59 น.

ถกอาลีบาบาเคาะขายยางช่องออนไลน์

ถกอาลีบาบาเคาะขายยางช่องออนไลน์

กยท.ยกทีมหารืออาลีบาบาจีนลุยตลาดขายยางออนไลน์หวังมีข่าวดี พร้อมหนุนสหกรณ์ตั้งโรงงานแปรรูปน้ำยางข้น

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 07:56 น.

สมาคมฯชี้ท่องเที่ยวเริ่มฟื้น

สมาคมฯชี้ท่องเที่ยวเริ่มฟื้น

สมาคมโรงแรมฯ หวัง ตรุษจีนเริ่มคึก ดันอัตราการเข้าพักโรงแรมไตรมาสแรกแตะ 80% ไม่หวั่นบาทแข็ง พร้อมร่วม ททท.ลดใช้พลาสติก

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 07:14 น.

รื้อทีโออาร์แหลมฉบังเฟส 3 ขยายเวลา 2-3เดือน

รื้อทีโออาร์แหลมฉบังเฟส 3 ขยายเวลา 2-3เดือน

กทท.ยอมปรับทีโออาร์แหลมฉบังเฟส 3 เอกชนขอเพิ่มสัดส่วนรายได้ 20% จ่อแก้กฎหมายร่วมทุนอีอีซี

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 07:05 น.

ค้าปลีกกระตุ้นตรุษจีน 3ค่ายใหญ่โหมจัดกิจกรรม

ค้าปลีกกระตุ้นตรุษจีน 3ค่ายใหญ่โหมจัดกิจกรรม

ซีพีเอ็นทุ่ม 200 ล้าน ช่วยจ่ายไหว้กินเที่ยว โรบินสันอัด 2 แคมเปญใหญ่ ฝั่งเดอะมอลล์จัดลุ้นโชค

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 06:27 น.

โลกเสพติดเทคโนโลยี อีริคสันชี้คนมีมือถือมากกว่า1เครื่อง

โลกเสพติดเทคโนโลยี อีริคสันชี้คนมีมือถือมากกว่า1เครื่อง

อีริคสัน ระบุผลสำรวจ ผู้บริโภคทั่วโลก พบ 10 แนวโน้มเทคโนโลยีเปลี่ยนพฤติกรรม พร้อมคาดปี 2567 คนจะใช้ 5จี ทะลุ 1,500 ล้านราย

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 06:22 น.

'ราชาเฟอร์รี่'ทุ่มงบ ขยายท่าเรือรับเติบโต

‘ราชาเฟอร์รี่’ทุ่มงบ ขยายท่าเรือรับเติบโต

ราชาเฟอร์รี่ ตั้งเป้าปี 2562 โตไม่ต่ำกว่า 10% ผนึกพันธมิตร-รุกออนไลน์ ขยายฐานลูกค้า

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 06:17 น.

ปรับตัวยุคดิจิทัล ปั้นแบรนด์โดนใจลูกค้า

ปรับตัวยุคดิจิทัล ปั้นแบรนด์โดนใจลูกค้า

จากข้อมูลวิจัยของเฟลชแมน ฮิลลาร์ด พบว่าในจำนวนแบรนด์ระดับโลก 50 แบรนด์ มีเพียง 2% เท่านั้นที่สามารถสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 06:13 น.

เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นสาม พิมพ์สองจุด เนื้อทองคำ ปี 2504 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610380

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 08:59 น.

เหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นสาม พิมพ์สองจุด เนื้อทองคำ ปี 2504

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสอันดีเข้าเทศกาลปีใหม่ และมีโอกาสได้ชมสุดยอดพระเครื่องนิรันตรายจากแดนใต้ ซึ่งก็คือเหรียญหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นสาม พิมพ์สองจุด เนื้อทองคำ สร้างในปี พ.ศ.2504

ที่นับว่าเป็นโอกาสอันดี เพราะเหรียญหลวงพ่อทวด เนื้อทองคำจะมีโอกาสที่ได้ส่องของแท้ ของจริงยากมาก เพราะประการหนึ่งคือสร้างน้อยมาก และทุกคนที่มีต่างก็หวงแหน วันนี้ได้มีโอกาสมาส่อง เพื่อนำมาถ่ายทอดให้เป็นความรู้จึงถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ครับ

เหรียญหลวงพ่อทวด โดยรวมเมื่อหยิบมา ความคมชัดของตัวหนังสือเป็นสิ่งสำคัญ ตัวหนังสือต้องเป็นแท่ง พื้นเหรียญต้องไม่บวม พื้นต้องแน่น มีตำหนิเส้นสายที่เป็นธรรมชาติของแม่พิมพ์ เส้นสายต่างๆต้องคมชัดสวยงาม เช่นเส้นเกศามีความเป็นธรรมชาติ เสมือนจริง เส้นจีวรต่างๆมีความคมชัด บังเอิญว่ารูปที่ถ่ายนำมาลงนั้นพื้นเหรียญบางส่วนยังไม่ได้ทำความสะอาดปัดผงฝุ่นที่จับเกาะ แต่เมื่อส่ององค์จริงก็เห็นตำหนิต่างๆชัดเจนครับ

เพราะเราต้องมองเจตนาของช่างแกะแม่พิมพ์ที่ต้องการถ่ายทอดความสวยงามขององค์พระให้เสมือนจริงและสวยงามมากที่สุด อีกทั้งตำหนิต่างๆที่เกิดขึ้นจากการแกะแม่พิมพ์นั้น บางส่วนเช่นเส้นขนแมวที่ปรากฏขึ้นมาแบบไม่เจตนาของช่างที่แกะแม่พิมพ์ ได้กลายเป็นจุดตายในการพิจารณาแยกแยะระหว่างของแท้และของปลอมครับ

มาดูจุดพิจารณาของเหรียญหลวงพ่อทวดรุ่นสาม พิมพ์สองจุด ประคดเต็มเนื้อทองคำนี้กันครับ

เริ่มจากด้านหน้าเหรียญ

1.มีติ่งแหลมบนซุ้มกลาง

2.มีเส้นซ้อนภายในซุ้มทั้ง 4 มองเหมือนกลีบบัว

3.มีเส้นที่แกะเกินซ้อนด้านใน

4.มีเส้นเชื่อมระหว่างแถบบนกับลายกนก

5.เส้นหน้าผากคมชัด

6.มีเส้นขนแมวคมในร่องกนกฝั่งซ้ายองค์พระ

7.ลูกกระเดือกกลมคมชัด

8.มีติ่งเกินที่หัวยันต์ตัวที่สามจากล่างฝั่งซ้าย

9.ปลายจีวรด้านขวาองค์พระมีติ่งแหลม

10.ชายจีวรคมชัด

11.ติ่งเล็กๆปลายหัวไหล่ซ้ายองค์พระ

12.จุดเล็กๆสามจุด ด้านในแขนช่วงล่างฝั่งขวาองค์พระ

13.เส้นขนแมวคมๆเหนือหัว “ ห “

14.เส้นขนแมวคมๆท้ายตัว “ ห “

15.เส้นขนแมวคมๆหางตัว “ ห “

16.เส้นขนแมวคมๆด้านล่างตัว “ ว “

17.เส้นขนแมวคมๆด้านบนหัว “ พ “

18.เส้นขนแมวคมๆปลายตัว “ ง “วิ่งลงมาหาเส้นซุ้ม

ส่วนจุดพิจารณาด้านหลังเหรียญมีดังนี้

1.มีเส้นแตกเป็นในพิมพ์เหนืออักขระยันต์ด้านบนฝั่งซ้ายองค์พระ

2.มีขีดเส้นแตกเหนืออักขระยันต์ฝั่งซ้ายองค์พระ

3.เส้นเกศาคมชัด

4.ปลายไหล่มีติ่งแหลม

5.มีเส้นวิ่งจากสระโอผ่านลงมาที่ตัว “ ย “

ด้านขอบข้างเหรียญเนื้อทองคำนั้น จะเป็นขอบข้างเลื่อย แล้วนำมาขัดแต่งขอบเหรียญ จะเห็นร่องรอยขัดแต่งเก็บความเรียบร้อยของเหรียญ

เหรียญรุ่นสามแบบเสมานี้นอกจากเนื้อทองคำแล้ว ยังมีเนื้อทองคำลงยาซึ่งมีลงยาสีแดง และสีเขียว มีเนื้อเงินลงยาซึ่งมีสีแดงและสีเขียวเช่นกัน และมีเนื้อเงิน เนื้อทองแดง เนื้ออัลปาก้า เฉพาะเนื้อทองแดงและเนื้ออัลปาก้า ถือว่ามีแม่พิมพ์จำนวนมาก นอกจากนี้ในเหรียญรุ่นสามที่จัดสร้างในปี พ.ศ.2504 ยังมีที่เป็นเหรียญรูปไข่อีกด้วย

เหรียญหลวงพ่อทวดรุ่นสามนี้ ด้วยจำนวนจัดสร้างเป็นจำนวนมากจึงมีประสบการณ์จากการบูชา เป็นจำนวนมากทั้งจากทหารตำรวจในพื้นที่ที่ห้อยบูชา ระหว่างเดินลาดตระเวนแล้วเกิดการต่อสู้กับโจรในพื้นที่ ปรากฏว่าระหว่างยิงต่อสู้กัน ผู้ที่ห้อยเหรียญรุ่นนี้โดนกระหน่ำยิงแต่ไม่โดน เป็นที่เลื่องลือในเรื่องแคล้วคลาดนิรันตราย ยังมีเรื่องอุบัติเหตุ อันนี้เป็นประสบการณ์ของคนในพื้นที่มากมายเป็นที่มาของความศรัทธาที่เกิดขึ้นแทบกล่าวได้ว่าในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ หากเป็นชาวพุทธแทบทุกบ้านจะมี หลวงพ่อทวดบูชาอยู่อาจจะเป็นพระบูชา พระเครื่องหรือรูปถ่ายที่ใส่กรอบไว้ครับ

ปีใหม่นี้ขออาราธนาบารมีของหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข สมปรารถนาในทุกสิ่ง ขอให้ทุกท่านตั้งจิตอธิษฐานถึงหลวงพ่อทวด พร้อมกล่าว นะโม 3 จบ ว่าคาถา “ นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา “ ท่านจะสมหวังในทุกสิ่งครับ

สวดมนต์ข้ามปีเสริมดวงชีวีตาม “วิถีพุทธ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610379

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 08:43 น.

สวดมนต์ข้ามปีเสริมดวงชีวีตาม “วิถีพุทธ”

โดย อุทัย มณี  (เปรียญ)

หากจำไม่ผิดการสวดมนต์ข้ามปีเริ่มต้นจาก วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพ ฯ ยุคนั่นผู้เขียนยังทำงานอยู่ที่ช่อง 11 ทุกสิ้นปีจะมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เป็นงานใหญ่ประจำปีที่ชาวพุทธกรุงเทพมหานครให้ความสนใจมาก

ในระยะหลังภาครัฐ คณะสงฆ์ หน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสนใจ ประชาชนร่วมสวดมนต์เป็นแสนคน สถานที่ของวัดสระเกศ ฯ แออัดไม่เพียงพอรองรับจึงขยายไปยังท้องสนามหลวงและพุทธมณฑล

หน่วยงานภาครัฐที่รับลูกเข้ามาทำหน้าที่แทนหลัก ๆ คือ กรมการศาสนาและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

กรมการศาสนา ยึดที่มั่น “ท้องสนามหลวง” ซึ่งการจัดแต่ละครั้งมีคนมาร่วมจำนวนเรือนแสน มีทั้งเด็ก เยาวชน วัยรุ่น และคนสูงวัย เพราะการสวดมนต์รับปีใหม่แบบนี้ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า “จะทำให้ชีวิตปีหน้ารุ่งเรืองหรือสดใสขึ้น”

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีฐานที่มั่นคือ “พุทธมณฑล” หากจะว่าไปแล้วจำนวนคนน้อยกว่าท้องสนามหลวง อาจเป็นเพราะไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองและไม่สะดวกกับการเดินทาง

การจัดสวดมนต์ข้ามปีปีที่แล้วของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ดังยิ่งกว่าพลุแตกภายใต้การนำของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม คุณพี่วีระ โรจน์พจนรัตน์ ประชาชนให้ความสนใจไม่เฉพาะประเทศไทย แต่เกือบทุกประเทศเพื่อนบ้านที่นับถือพระพุทธศาสนาเช่น พม่า ลาว กัมพูชา ศรีลังกา จีน เวียดนาม หรือแม้กระทั้งอินโดนีเซีย เพราะท่านร่วมกับ พระโสภณวชิราภรณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เดินสายขอความร่วมมือจากประเทศดังกล่าวทุกประเทศ พร้อมกับนิมนต์สังฆราช ประมุขสงฆ์และผู้นำชาวพุทธในประเทศดังกล่าวมาร่วมสวดมนต์ข้ามปี ณ ท้องสนามหลวง และขอให้จัดสวดมนต์ข้ามปีในศาสนสถานสำคัญ ๆในประเทศนั่นด้วย

ส่วนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดอยู่ที่พุทธมณฑลแบบเรียบง่ายสไตร์ “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” และก็ตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศและในต่างประเทศ และปีนี้พิเศษกว่าทุกปีได้ “สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี” หรือเจ้าคุณธงชัย พระปรมาจารย์ด้านเจ้าพิธีกรรมไปทำพิธีปัดเคราะห์ต่อชะตา พร้อมกับพระเถราจารย์อีก 76 จังหวัด อันนี้คือกำหนดการวันที่ 30 ธันวาคม ส่วนวันที่ 31 ก็คงมิพิธีสวดมนต์ข้ามปีตามปกติ

ปีนี้ไม่กี่วันก่อนผู้เขียนเชิญอธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรมา มาออกรายการ “เดอะพิเพิ่ลโชว์” ช่อง 5 ท่านเล่าว่า “กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม คงจัดที่เดิมคือ ท้องสนามหลวง และวัดอรุณราชวราราม ร่วมทั้งวัดอื่น ๆ ทั้งในและต่างประทเศ ไม่มีประมุขสงฆ์ต่างชาติมาร่วม ซึ่งปีนี้พิเศษกว่าทุกปีเพราะทุกจังหวัดจะมีไฟพระพระฤกษ์ประทานจาก ”มเด็จพระสังฆราช” เพื่ออัญเชิญไปในการประกอบกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ประจำปี 2563 ขณะเดียวกันในช่วงปีใหม่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ กิจกรรมไหว้พระ 10 วัด สืบสิริสวัสดิ์ 10 รัชกาลในกรุงเทพ..”

สำหรับชาวพุทธต่างจังหวัดก็อย่าลืมวัดใกล้บ้านซึ่งส่วนใหญ่ก็จัดเกือบทุกวัดอยู่แล้ว เว้นบางวัดที่มีแต่หลวงปู่ หลวงตาเฝ้าวัด ก็อาจจะไม่มี แต่ก็ไม่เป็นไร ส่วนใหญ่ทุกบ้านมีพระพุทธรูปอยู่แล้ว ฟังการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ก็ได้ชาวพุทธเราอยู่ที่ไหนก็ทำความดีได้ ไม่ว่าบ้าน วัด หรือที่ใด ๆ ขอให้มีใจคิดดี พูดดี ทำดี บุญเกิดขึ้นได้ทุกที่..และที่สำคัญอย่าลืมไหว้พระที่บ้านซึ่งเป็นอรหันต์ของลูกคือ พ่อและแม่ ด้วย อันนี้แหละคือมงคลอันสูงสุดของชีวิตตอนรับปีใหม่ ส่งท้ายปีเก่า

คนพะเยาทำบุญส่งท้ายปีจัดทอดผ้าป่าสามัคคีพัฒนาการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610276

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 15:02 น.

คนพะเยาทำบุญส่งท้ายปีจัดทอดผ้าป่าสามัคคีพัฒนาการศึกษา

พะเยา-จัดผ้าป่าสามัคคีพัฒนาการศึกษาได้ยอด 212,414 บาท จัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษาบริการ “พระนิสิต-นิสิต”พร้อมปฏิบัติธรรมส่งท้ายปี

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.พระครูพิศาลสรกิจ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานวิทยาเขตพะเยา มหาวิทยาลัยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต (มจร.วข.)พะเยา เปิดเผยว่า ทาง มจร.วข.พะเยา ต.แม่กา อ.เมือง ได้เปิดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาในจ.พะเยา เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2534 ณ วัดศรีโคมคำ(พระอารามหลวง) ต.เวียง อ.เมือง

ต่อมาในปี 2558 ได้ย้ายการเรียนการสอนมายังสถานที่แห่งใหม่มาตั้งในท้องที่ ต.แม่กา อ.เมือง ซึ่งมีบริเวณพื้นที่กว้างขวาง แต่ยังขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกในการให้บริการด้านการเรียนการสอน ดังนั้นทาง มจร.วข.พะเยา จึงได้จัดพิธีทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีขึ้น เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ยอดผ้าป่าจำนวน 212,414 บาท จะได้นำไปใช้ประโยชน์ด้านการจัดให้บริการการเรียนการสอนต่อไป

รก.ผอ.สำนักงานวิทยาเขต ฯ กล่าวว่า ได้มีการจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมส่งท้ายปี เสริมมงคลบารมี ปี 2563 ขึ้น โดยมีพุทธศาสนิกชนผู้สนใจเข้าร่วมปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน จำนวนมาก ระหว่างวันที่ 16-26 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา และร่วมถวายการอุปถัมภ์พระนิสิต นิสิต ผู้ปฏิบัติธรรม ทอดผ้าป่าสามัคคีสมทบกองทุนพัฒนาและส่งเสริมการศึกษา เพื่อมอบเป็นทุนการศึกษาแก่พระนิสิตและพัฒนามหาวิทยาลัย และสืบชะตาหลวงขึ้นในวันเดียวกันด้วย ซึ่งมีทั้งศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า บุคลากรผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก เข้าร่วมกิจกรรมสั่งสมบุญในครั้งนี้

ความอัศจรรย์แห่งพระกุมารชีพ ผู้ทำให้จีนซาบซึ้งในพุทธศาสนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/610045

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2562 เวลา 18:30 น.

ความอัศจรรย์แห่งพระกุมารชีพ ผู้ทำให้จีนซาบซึ้งในพุทธศาสนา

พระกุมารชีวะ หรือกุมารชีพ เป็นนักแปลพุทธศาสนปกรณ์ผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีน ผู้แปลพระสูตรครั้งใหญ่ในสมัยยุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้น หรือยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก (ค.ศ. 304 –439) ประวัติของท่านป็นที่แพร่หลายกันโดยทั่วไป ในที่นี้ จะเน้นการนำเสนอเรื่องราวที่เหลือเชื่อเกี่ยวกับท่านกุมารชีพเป็นหลัก ดังนี้

เมื่อครั้งที่มารดาของท่านตั้งครรภ์รู้สึกปัญญาเฉียบแหลมขึ้นมาก ต่อมาท่านมารดาเดินทางไปมหาอารามในเมืองชาคีร์เพื่อสดับพระธรรมเทศนา ทันใดนั้นท่านเกิดความรู้ความเข้าใจภาษาของชาวชมพูทวีปในบัดดล พระอรหันต์ธรรมโฆษได้ยินเรื่อง จึงกล่าวว่า มารดาท่านคงกำลังตั้งครครภ์บุตรผู้มีปัญญาเฉียบแหลม แล้วเทศนานิมิตประเสริฐต่างๆ ที่มารดาของพระสารีบุตรประสบขณะตั้งครรภ์ท่าน โดยเหตุนี้ พระกุมารชีพจึงได้สมญญานามว่า พระสารีบุตรองค์ที่สอง

เมื่อครั้งท่านกุมารชีพมีอายุเพียง 7 ปีก็เริ่มตามเสด็จพระมารดาใช้ชีวิตบนเส้นทางการศึกษาพุทธธรรมอย่างยากลำเค็ญ สองแม่ลูกเข้าพำนักในวัดแห่งหนึ่ง กุมารชีพได้คารวะท่านพุทธสิงหะแห่งนิกายหินยานผู้มีชื่อเสียง เริ่มต้นศึกษาอภิธรรมสูตร

ท่านอาจารย์พุทธสิงหะเห็นกุมารชีพมีหน้าตาเฉลียวฉลาดก็สอนบทสวดสิบบทก่อน ทันทีที่ท่านอาจารย์สอนจบกุมารชีพก็ท่องออกมารวดเดียวจบ ความทรงจำที่ดีเลิศอัศจรรย์ของกุมารชีพ ทำให้อาจารย์พุทธสิงหะตกตะลึงนิ่งไป (ส่วนนี้คัดมาจาก “พระธรรมโฆษาจารย์กุมารชีพ”)

นับจากนั้น กุมารชีพก็ท่องอ่านบทสวดทุกวัน วันละพันบท แต่ละบทมีอักษร 32 ตัว พันบทก็เท่ากับ 32,000 ตัวอักษร ท่านไม่เพียงมีความทรงจำดีเลิศอย่างน่าตกใจ ยังมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงเหตุผลที่อาจารย์ได้อธิบายเป็นอย่างดี แม้คัมภีร์บางบทยากจะเข้าใจ ท่านก็ยังพอเข้าใจได้บ้าง

เพียง 1 ปี บทสวดที่กุมารชีพท่องได้ทั้งหมดมี 3 แสนบท คัมภีร์อีก 10 เล่ม มีผู้เคยคำนวณว่าเฉพาะพุทธธรรมที่กุมารชีพได้ศึกษาครั้งเยาว์วัย ที่มีความเข้าใจอย่างละเอียดและสามารถท่องขึ้นใจได้นั้นมีอยู่ประมาณ 4 ล้านตัวอักษร (ส่วนนี้คัดมาจาก “พระธรรมโฆษาจารย์กุมารชีพ”)

เมื่อครั้งท่านยังเป็นสามเณรพำนักอยู่ที่อารามแห่งหนึ่งในเมืองคัชการ์ วันหนึ่งท่านเห็นกระถางธูปยักษ์ (บ้างก็ว่าบาตรยักษ์) คิดเล่นซุกซนแบบเด็กๆ จึงนำมาวางไว้บนศีรษะ แต่แล้วก็เกิดนึกขึ้นมาได้ว่า “เราเป็นเพียงกุมารน้อยไฉนจะยกของใหญ่โตเช่นนี้วางบนศีรษะได้เล่า?”

ในพลันที่คิดได้ดังนั้น กระถางธูปก็ล้มลงกับพื้นอย่างน่าอัศจรรย์ และในขณะจิตเดียวกันนั้น ท่านบังเกิดรู้ความแจ้งว่า สรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเกิดมาแต่จิตตัวเดียว นับแต่นั้นท่านมุมานะศึกษาพระอภิธรรมนานถึง 2 ปี โดยปราศจากข้อกังขา ทั้งยังศึกษาพระเวทของพาหิระลัทธิ และแพทย์ศาสตร์ มายาศาสตร์

ครั้งหนึ่งระหว่างศึกษาอยู่ ณ วัดซินซื่อ เมืองคัชการ์ ท่านพบปัญจวิมศติสาหะริกาปรัชญาปารมิตาสูตรเก็บรักษาไว้ในวังเก่าข้างวัด จึงนำออกมาศึกษา แต่มารบันดาลให้พระสูตรไร้อักษร ท่านทราบว่าเป็นการกระทำของมาร จึงตั้งอธิษฐานมุ่งมั่นศึกษาพระธรรมยิ่งๆ ขึ้น มารจึงหลีกไป อักษรในพระสูตรปรากฎขึ้นอีกครา

ในช่วงวัยหนุ่ม ท่านเผชิญกับเหตุสุดวิสัย ถูกบีบบังคับให้ต้องวิวาห์กับองค์หญิงจั่งแห่งแคว้นกุฉา หากไม่ยินยอมชาวเมืองจะถูกประหารชีวิต ท่านเล็งเห็นวิบากของสรรพสัตว์ และเพื่อประโยชน์ในการรักษาชีวิตเพื่อเผยแผ่พระธรรม ท่านจึงต้องยินยอมสละพรหมจรรย์

ในกาลต่อมา ศิษย์ของท่านเกิดความกังขาว่าเหตุใดอาจารย์จึงไม่รักษาพรหมจรรย์ ท่านจึงเล่าเหตุผลให้ประจักษ์ แต่ยังมีบางพวกบางกลุ่มยังกังขา ท่านเห็นดังนั้นจึงคิดปราบอกุศลจิต แสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการสั่งให้ศิษย์นำเข็มมาจำนวนหนึ่ง พร้อมด้วยน้ำเปล่าและน้ำส้มสายชู จากนั้นทำการกลืนเข็มหนึ่งชามพร้อมดื่มน้ำตามลงด้วย แล้วท่านดึงเข็มทีละเล่มออกจากผิวหนังจนครบถ้วน เมื่อครบแล้วบอกกับศิษย์ว่า ผู้ใดคิดจะกระทำจะมีครอบครัว ต้องทำให้ได้อย่างท่านเสียก่อนจึงจะอนุญาต

ก่อนที่ท่านจะมรณภาพนั้น ได้ประกาศสัจจาธิษฐานว่า งานแปลพระสูตรของท่านมิได้มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย หลังปลงร่างสังขารแล้ว ล้นของท่านจะไม่ไหม้ไฟเป็นสัจจะพยานในความถูกต้องเที่ยงตรง ซึ่งปรากฎว่าหลังจากท่านมรณะภาพและมีการปลงร่างสังขารแล้ว ทุกส่วนของท่านแปรเป็นอัฐิธาตุทั้งสิ้น

ยกเว้นแต่ลิ้นของท่านยังคงสดอยู่เปลวเพลิงมิอาจทำอันตรายได้เลย จึงมีการแยกสรีระธาตุของท่านไปประดิษฐาน ณ สถูปทรงประทีปแบบจีนแห่งหนึ่ง ส่วนลิ้นนำไปประดิษฐาน ณ พระเจดีย์ทรงจีนอีกแห่งหนึ่ง ณ วัดเฉ่าถังซื่อ นครซีอาน (ฉางอาน)

เผยแพร่ครั้งแรกในเพจคลังพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2559

พระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ เนื้อดิน หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/609786

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 10:47 น.

พระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ เนื้อดิน หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว

อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมพระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ เนื้อดินกันครับ องค์นี้หลังอูมนูนคล้ายไข่ผ่าซีก มีรอยจารคมลึก ในแบบหลังอูมนูนลึกเช่นนี้มีบางคนเคยเอาเข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์พบว่า มีโลหะคล้ายตะกรุดบรรจุอยู่ด้านในองค์พระด้วยครับ

ส่วนจุดพิจารณานั้นนอกจากภาพรวมของพิมพ์พระซึ่งมีความอ่อนช้อยและเนื้อแห้งเก่าแล้ว สิ่งที่ต้องดูต่อไปคือ

1.ฝุ่นขาวเล็กๆในองค์พระสำหรับพระเนื้อดินของหลวงปู่บุญ สอบถามจากผู้รู้ถือเป็นจุดจ่ายเงินครับ

2.บริเวณด้านล่างใต้ฐานจะมีเส้นบางๆปรากฎอยู่

ส่วนด้านหลังสำหรับองค์ที่มีจารสดแบบองค์นี้นั้น ยันต์ตัว “อะ”ที่จารสดจะลึกกว่ายันต์ตัวอื่น ที่ขอบยันต์จะมีรอยปลิ้นปรากฏอยู่

สำหรับเนื้อหามวลสารของพระพิมพ์นี้มีด้วยกัน 4 ชนิดคือ เนื้อดิน เนื้อผงผสมว่าน เนื้อยาจินดามณีและเนื้อยาจินดามณีจุ่มรัก ในจำนวนนี้เนื้อดินเผาจะมีจำนวนมากที่สุด บางองค์หลังเบี้ยอูมนูน บางองค์บาง มีทั้งจารอักขระด้านหลังและหลังเรียบ ส่วนเนื้อผงคลุกรัก เนื้อผงผสมว่าน และเนื้อผงยาจินดามณีนั้นมีจำนวนน้อยมาก

หลวงปู่บุญท่านสร้างพระเครื่องพิมพ์สะดุ้งกลับขึ้นมาทั้งหมด 3 พิมพ์ คือ พระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ, พระพิมพ์นางพญาสะดุ้งกลับ และ พระพิมพ์ลีลากลับด้าน ใน 3 พิมพ์นี้ พระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับ ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักมากที่สุดและพบเห็นบ่อยกว่าอีกสองพิมพ์

มีการสันนิษฐานกันว่าพระพิมพ์เศียรโล้นสะดุ้งกลับนั้น น่าจะเป็นรูปเหมือน หลวงปู่บุญ เพราะสอดคล้องกับรูป หลวงปู่บุญ ที่ท่านถ่ายไว้ในลักษณะสะดุ้งกลับ ซึ่งเป็นรูปภาพบูชาที่นิยมกันในหมู่นักสะสมเช่นกัน

มีบันทึกถึงพุทธคุณของพระเศียรโล้นสะดุ้งกลับไว้โดยคุณสุธน ศรีหิรัญ ว่า” เมื่อครั้งที่หลวงปู่เพิ่มมีชีวิตอยู่ได้เคยเล่าให้ผู้เขียน(คุณสุธน ) ฟังอยู่เสมอในเรื่องความสัมพันธ์ของพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ที่เสด็จมาเยี่ยมหลวงปู่บุญ ในปีพ.ศ.2475 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรญาณาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร์ ขณะนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการปฏิวัติ

และได้มีการส่งคณะผู้แทนของคณะราษฎร์เดินทางไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงแปรพระราชฐานประทับแรมอยู่ ณ พระที่นั่งไกลกังวล หัวหิน โดยออกเดินทางด้วยรถไฟขบวนพิเศษ ในขณะนั้น พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ทรงดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงประจำเมืองนครปฐม

เมื่อทราบข่าวดังกล่าว ก็ทรงสั่งการให้นักเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งในครั้งนั้นมีสถานที่ตั้งอยู่ที่ห้วยจระเข้ นครปฐม วางกำลังยับยั้งขบวนรถไฟพิเศษนี้ไว้ที่สถานีนครปฐม เมื่อขบวนรถไฟพิเศษแล่นถึงสถานีต้นสำโรง คณะผู้แทนได้ทราบว่า มีการวางกำลังอยู่ที่สถานีนครปฐม จึงได้เดินทางกลับไปยังกรุงเทพฯ แล้วเปลี่ยนการเดินทางไปทางทะเล โดยใช้เรือรบหลวงสุโขทัยเป็นพาหนะได้เข้าเฝ้าในหลวงได้สำเร็จและถวายเอกสารสำคัญให้ลงพระปรมาภิไธย

ครั้นเมื่อคณะราษฎร์ได้ยึดอำนาจสำเร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้สั่งการให้ข้าหลวงประจำจังหวัดนครปฐม เข้ามารายงานตัวในกรุงเทพฯ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ทรงวิตกกังวลพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่าจะถูกประทุษกรรมนานาประการจึงได้รำลึกนึกถึงหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้วที่ทรงศรัทธาเลื่อมใสเสมอขณะที่อยู่ในเมืองนครปฐม

คิดจะไปขอบารมีกฤตยาคมของหลวงปู่เป็นที่พึ่ง จึงเดินทางในเวลาดึกสงัดของคืนนั้นโดยเรือเร็ว มาตามคลองเจดีย์บูชาแล้ว เลี้ยวขวาออกเม่น้ำนครชัยศรี ถึงวัดกลางบางแก้ว เข้านมัสการหลวงปู่บุญ เล่าความหวั่นวิตกกังวลพระทัยให้หลวงปู่ทราบ เพื่อขอให้ชี้ทางแก้ไข

หลวงปู่จึงได้ทำสมาธิบริกรรมพระเวทย์ทำพิธีรดน้ำพระพุทธมนต์ถวายแล้วถวายพระเครื่อง ตลอดจนมงคลวัตถุให้แก่พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภาและประสาทพรว่า “ไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ เรื่องที่ร้ายจะกลายเป็นดี”เล่ากันว่าพระเครื่องที่หลวงปู่ถวายในครั้งนั้นคือพระผงคลุกรักพิมพ์สะดุ้งกลับ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการกลับร้ายกลายเป็นดีนั้นเอง

หลวงปู่เพิ่มเล่าถึงการสร้างพระสะดุ้งกลับ (มารวิชัยกลับด้าน) ของหลวงปู่บุญนั้น การปลุกเสกจะใช้พระพุทธมนต์ถอยหลังกลับ การเดินลมปราณผ่านกระแสจิต ทำได้ยากกว่าการปลุกเสกธรรมดา และหากจิตไม่เข้มขลังแก่กล้าจะเป็นอันตรายในการปลุกเสกต่อผู้ปลุกเสกเอง

พระปางสะดุ้งกลับของหลวงปู่หลายพิมพ์ มิได้สร้างสะดุ้งกลับเพียงรูปแบบเฉพาะพิมพ์ทรงเท่านั้น หากแต่ท่านสร้างตามตำหรับแบบฉบับที่เป็นเฉพาะอิทธิวิธีที่ท่านมีอยู่ นับเป็นพระเครื่องที่มีกฤตยาคมลึกล้ำ ซึ่งหลวงปู่ได้สร้างขึ้นไว้

หลังจากพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ได้รับน้ำพระพุทธมนต์ และพระเครื่องจากหลวงปู่บุญแล้วได้ลากลับไปด้วยความมั่นพระทัย เมื่อเดินทางไปกรุงเทพฯ หลังจากรายงานพระองค์แล้วได้รับการกักพระองค์ เพื่อสอบสวนจากคณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในระยะเวลาหนึ่งจึงได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระ เพียงไม่กี่วันจากนั้น รัฐบาลใหม่ก็สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในรัชกาลที่ 8

หลังจากเพียงไม่กี่วันที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ได้เสด็จมาหาหลวงปู่บุญพร้อมถวายเครื่องสักการะหลายสิ่ง รวมทั้งโต๊ะหมู่บูชาประดับมุกลวดลายงดงามซึ่งมีอยู่ถึงทุกวันนี้ รวมทั้งได้อุปถัมภ์วัดกลางบางแก้ว และเสด็จมาเยี่ยมดูแลทุกข์สุขหลวงปู่เป็นเนืองนิจ ตราบจนหลวงปู่มรณภาพ

แสวงบุญมัณฑะเลย์ : ยลโฉมเมืองอารยะธรรมโบราณ (ตอนจบ) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/609780

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 09:57 น.

แสวงบุญมัณฑะเลย์ : ยลโฉมเมืองอารยะธรรมโบราณ  (ตอนจบ)

 โดย อุทัย มณี (เปรียญ)

การเดินทางโดยเครื่องบินจากประเทศไทยสู่ มัณฑะเลย์ประเทศเมียนมา ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ถึงสนามบินเมืองมัณฑะเลย์ การเข้าเมืองก็ง่ายไม่ต้องกรอกเอกสารอะไรเลย ไม่เหมือนสมัยก่อนเวลาจะเข้าเมืองต้องกรอกเอกสารเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาอาจจะลำบาก หลังจากเมื่อตอนที่แล้วคณะสงฆ์ซึ่งประกอบด้วยคณะสงฆ์จากจังหวัดตรัง วัดธรรมกาย และพวกเราในฐานะสื่อมวลชนกราบสักการะเจดีย์หยกกันแล้ว เป้าหมายต่อไปคือ “สะพานอูเบ็ง”

สะพานอูเบ็ง เป็นสะพานไม้สักที่เก่าแก่และยาวที่สุดในโลก ความยาว 1.2 กิโลเมตร สร้างจากไม้สักที่รื้อมาจากพระราชวังเก่าแห่งกรุงอังวะ เมื่อครั้งย้ายราชธานีมายังอมรปุระ จำนวน 1,086 ต้น เพื่อใช้ทำเป็นเสาและสะพาน มีอายุกว่า 170 ปี เหตุผลการสร้างตามประวัติศาสตร์ปนตำนานเล่าว่าเนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินยุคนั่นต้องการที่จะย้ายพระพุทธรูปองค์หนึ่งไปอีกฝั่ง จึงจำเป็นต้องสร้างสะพานไม้ขึ้น

ส่วนสะพานชื่อ “อูเบ็ง” เรียกตามชื่อวิศกรคนสร้างซึ่งเป็นคนมุสลิมชื่อว่า “อูเบ็ง” ผิดหรือถูกผู้เขียนไม่ทราบ โต่โน่มัคคุเทศก์ชาวพม่าเล่ามามานี้ ช่วงที่คณะเราไปนักท่องเที่ยวมีแต่ชาวจีน เห็นคนไทยบ้างเล็กน้อย น้ำด้านล่างสะพานแห้งหมดแล้ว มีแต่ฝุ่น แต่พวกเราก็ไม่วายเดินใต้สะพานรบกวนให้ช่างกล้องมือหนึ่งของวัดธรรมกายคือ “หลวงพี่มหานพพร” เก็บภาพทุกซอกทุกมุม หากพวกเราไม่อยากถ่าย..หลวงพี่นพพร ท่านก็จะบอกว่า “มุมนี้สวย มุมนี้เด่น” พวกเราก็ไม่มีใคร..ปฎิเสธ..

หลังจากเที่ยวสะพานอูเบ็งเสร็จ พวกเราก็กลับเข้าโรงแรมที่พัก พรุ่งนี้มีกำหนดการเดินทางไปกราบเจดีย์ที่ได้ชื่อว่า “ทัชมาฮาลแห่งลุ่มน้ำอิระวดี” และ“เจดีย์มิงกุน” หรือ “เจดีย์จักรพรรดิ” ซึ่งอยู่ที่เมืองสกาย เมืองหลวงเก่าแก่อีกแห่งของพม่าอยู่ห่างจากเมืองมัณฑะเลย์เดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง กำหนดนัดพบเคลื่อนขบวน  07.30 น.

ในวันรุ่งขึ้นหลวงพี่นพพร กับโตโน่มารับพวกเราแต่เช้าเพื่อเดินทางไปเมืองสกาย เป้าหมายไปกราบนมัสการเจดีย์ เจดีย์ชินพิวเม” และ “เจดีย์มิงกุน”

“เจดีย์ชินพิวเม” หรือ เมี๊ยะเต็งดาน ได้ชื่อว่าเป็น “ทัชมาฮาลแห่งลุ่มน้ำอิระวดี” มีอายุ 203 ปี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2359 โดยพระเจ้าบากะยีดอว์ พระราชนัดดาของพระเจ้าปดุงเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่มีต่อพระมหาเทวีชินพิวเม ซึ่งถึงแก่พิราลัยก่อนเวลาอันควร เจดีย์องค์นี้มีความสำคัญ คือ สถาปัตยกรรมสร้างตามหลักภูมิจักรวาลทางพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเอายอดพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีเจดีย์จุฬามณีอยู่บนสุดเหนือเขาพระสุเมรุ และมีเทือกเขาทั้งเจ็ดรายล้อมด้วยขุนเขาและมหาสมุทรตามหลักไตรภูมิ สีขาวสวยสง่าตื่นตาตื่นใจมาก..

ที่นี่มีทั้งเด็กและคนขายดอกไม้มารุมเพียบ และเสียค่าเข้าไปชม ในคณะเราพระสงฆ์ก็ไม่เว้น..ถูกเก็บค่าเข้าไปชมหมด..หากคุณผู้อ่านต้องการภาพมุมไหนสวยงามจะมีเด็กชาวพม่าพม่าเจ้าถิ่น จะคอยถ่ายภาพสวยทุกมุมมอง เขามีการแบ่งโซนกันชัดเจน แก็งค์มหาเจดีย์จะไม่ข้ามไปถ่ายรูปที่วัด แก็งค์วัดไม่ไปถ่ายรูประฆัง แต่ทุกคนพูดเหมือนกัน หาเงินไปโรงเรียน และผู้เขียนโชคดีที่ เจดีย์มินกุน” มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งหลังจากให้เงินไป 5,000 จ๊าตหรือประมาณ 100 บาทไทย จะเดินไปได้น้องบอกจะเป็นบอดี้การ์ดให้และคอยถ่ายภาพให้ตลอดจนขึ้นรถกลับ

เจดีย์มินกุนสร้างในช่วง พ.ศ. 2333–2340 โดยพระเจ้าปดุง พระองค์มีพระราชดำริจะสร้าง “เจดีย์มิงกุน” หรือ “เจดีย์จักรพรรดิ” ที่ใหญ่ที่สุดกว่าเจดีย์ใดๆและใหญ่กว่า “พระปฐมเจดีย์” ในสยามประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในสุวรรณภูมิ งานก่อสร้างเจดีย์มิงกุนดำเนินไปได้เพียง 7 ปีเท่านั้น พระเจ้าปดุงเสด็จสวรรคตหลังจากที่ทรงพ่ายแพ้สยามในศึกสงคราม 9 ทัพ ส่วนมหาเจดีย์ที่ยิ่งใหญ่ตามความมุ่งหวังของพระองค์ แล้วเสร็จเพียงแค่ฐาน แต่ก็ยังสูงถึง 50 เมตรส่วนรอยแตกร้าวที่ฐาน เกิดจากเหตุแผ่นดินไหวในปี พ.ศ. 2381 ว่ากันว่าหากพระเจดีย์สร้างเสร็จตามแผน จะเป็นเจดีย์ที่ใหญ่อลังการที่สุดและสูงที่สุดในโลก ด้วยความสูงถึง 152 เมตร

และตรงข้ามมหาเจดีย์มิงกุนจะมีก้อนหินใหญ่ยักษ์อยู่ 2 ก้อน คือสิงห์คู่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งไว้สำหรับเฝ้าหน้าเจดีย์มิงกุน แต่ส่วนหัวสิงห์ถูกแผ่นดินไหว หักตกลงแม่น้ำอิระวดี ถามคนท้องถิ่นเล่าว่า “อดีตที่นี้คือเมืองท่าใหญ่ที่สุดของพม่า การสร้างเจดีย์มิงกุนนี้ต้องเกณฑ์คนมานับหมื่นคน แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ” มีอีกหลายแห่งที่ไปเที่ยวแต่ไม่มีเวลาเล่ารายละเอียดขอรวบรัดคือว่า

หลังจากกลับจากเมืองสกายในช่วงหัวค่ำ หลวงพี่นพพร และฝ่ายประชาสัมพันธ์ของวัดธรรมกาย พาพวกเราไปดูสถานที่จัดงานซึ่งเป็นสนามบินเก่าของเมืองมัณฑะเลย์ ช่วงที่เราไปเห็นมีเด็ก ๆ วัยรุ่นที่เป็นอาสาสมัครหลายร้อยคนกำลังจัดสถานที่ มีกัลยาณมิตรจากวัดพระธรรมกาย มีพระสงฆ์ไทยหลายสิบรูป ช่วยกันจัดสถานที่และเตรียมของที่จะใส่บาตร 30,000 รูปในวันรุ่งขึ้น

ณ ที่นี้ทำให้เราเห็นว่า ประเทศเมียนมา เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาที่แท้จริง คหบดีที่นี้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา เสียสละทั้งทรัพย์และกำลังกายเพื่อพระพุทธศาสนา คนรวยคนจนที่นี้ดูไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นประมุขรัฐ รัฐมนตรี หรือนายทหาร ตอนใส่บาตรต้องนั่งอยู่กับพื้น และที่แปลกตาที่สุดในชีวิตผู้เขียนไม่เคยเจอมาก่อนคือ จำนวนพระ 30,000 รูป นั่งเต็มพื้นที่ไปหมด ชาวพุทธพม่ามากันนับแสนคน..คิดเล่น ๆ แต่จริง..การจัดงานตักบาตรพระมากมายแบบนี้มหาเถรสมาคม รัฐบาลไทยก็ทำไม่ได้..

จักรยานคู่ใจ เลือกอย่างไรให้เข้าขา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610447

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2562 เวลา 14:30 น.

จักรยานคู่ใจ เลือกอย่างไรให้เข้าขา

ด้วยความที่จักรยานเป็นพาหนะที่ให้ความคล่องตัวสูง ช่วยเลี่ยงปัญหารถติดของคนเมืองได้ แถมบางคนก็ยังยกให้การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายสุดโปรด ถ้าจะซื้อสักคันจะเริ่มต้นเลือกจักรยานแบบไหนให้เป็นจักรยานคู่ใจ ต้องมาดูกัน

เลือกตามการใช้งาน

สิ่งแรกเมื่อตัดสินใจจะซื้อจักรยานสักคัน แนะนำว่าควรเริ่มต้นเลือกจากการเลือกประเภทของจักรยาน ซึ่งจักรยานในปัจจุบันก็มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นจักรยานทั่วไป จักรยานแข่ง จักรยานสำหรับปั่นเพื่อการออกกำลังกาย โดยแต่ละประเภทย่อมมีดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยการจะเลือกซื้อจักรยานสักคัน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือควรเลือกซื้อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งาน ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้ปั่นเองและเพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน

เลือกให้เหมาะกับสรีระ

สำหรับจักรยานนอกจากการเลือกที่มีดีไซน์สวยงาม เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจในขณะปั่นแล้ว การเลือกจักรยานให้เหมาะกับรูปร่างของผู้ปั่นถือเป็นอีกข้อสำคัญที่ควรคำนึงถึง เช่น การเลือกจักรยานตามความสูงของผู้ปั่น ที่ตัวนักปั่นเองจะสามารถรู้สึกได้ถึงความคล่องตัว ซึ่งจะมีวิธีการวัดไซส์ที่ค่อนข้างละเอียดสำหรับจักรยานที่ใช้เพื่อการแข่งขัน ดังนั้น ผู้ปั่นจึงควรเลือกไซส์จักรยานให้เหมาะกับส่วนสูงและรูปร่างของตัวเอง โ ดยอาจจะสอบถามมาตรฐานการวัดไซส์จากทางร้านค้า

ตั้งงบประมาณ

หลังจากเลือกประเภทของจักรยานที่ถูกใจได้แล้ว อีกสิ่งที่ควรให้ความสำคัญหลังจากนี้ก็คือการตั้งงบประมาณคร่าวๆ ว่าอยากได้จักรยานราคาประมาณไหน ซึ่งจักรยานในทุกวันนี้ก็มีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนเลยทีเดียว นอกจากประเมินราคาของตัวจักรยานแล้วก็อย่าลืมคำนึงถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ด้วย เช่น หมวกกันกระแทก อุปกรณ์ที่ช่วยเรื่องความปลอดภัยทั้งหลายซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่นักปั่นต้องมีไว้เพื่อความปลอดภัย

คำนึงถึงเส้นทางการปั่น

การเลือกเส้นทางสำหรับปั่นก็นับเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะถนนในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ถึงแม้จะมีการรณรงค์ให้คนกรุงหันมาปั่นจักรยานกันมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในการปั่นบนท้องถนนอยู่บ้าง เพราะฉะนั้น นักปั่นมือใหม่จึงควรศึกษาเส้นทางให้แน่ใจก่อนเลือกปั่น หากจะปั่นไปทำงานทุกวัน ควรจะเลือกเส้นทางไหนเพื่อความปลอดภัย เส้นทางสะดวกหรือไม่ หรือการเลือกปั่นสำหรับออกกำลังกายในระยะทางสั้นๆ จะปั่นในสวนสาธารณะที่มีเลนจักรยาน หรือการเข้าร่วมกลุ่มนักปั่น ก็ช่วยให้ได้ข้อมูลดีๆ ที่หลากหลายจากเพื่อนนักปั่น

เลือกร้านดีหายห่วง

เมื่อได้ประเภท ได้ราคาที่ถูกใจ และดีไซน์ที่เหมาะกับการใช้งานแล้ว สิ่งสุดท้ายก่อนตัดสินใจซื้อก็คือการตัดสินใจเลือกผู้ช่วยดีๆ อย่างร้านตัวแทนขายจักรยาน หากเลือกร้านดีๆ ที่มีบริการดูแลหลังการขาย ก็เหมือนได้เพื่อนรู้ใจเพิ่มมาอีกคน แต่ถ้าหากใจเร็วด่วนได้ รีบตัดสินใจ ก็อาจจะต้องปวดใจกับปัญหาจุกจิกที่ตามมา เพราะฉะนั้น ควรใช้เวลาสักนิดก่อนจ่ายเงิน เพื่อจะได้ปั่นกันไปได้อย่างสบายใจและปั่นกันไปได้นานๆ

 

ภาพ freepik

ถาม-ตอบ “เมาแล้วขับ” กับ “ความผิด” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610366

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 19:28 น.

ถาม-ตอบ "เมาแล้วขับ" กับ "ความผิด"

รู้แล้วอย่าทำ “เมาแล้วขับ” เพราะขับรถขณะเมาสุรามีโทษทางอาญา เสียค่าปรับ ถูกจับติดคุก พักการใช้ใบขับขี่ หรือถูกเพิกถอนใบขับขี่ตลอดชีพ

สถิติอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปรากฏตัวเลขไม่น้อยเลยสักปี ลองคิดดูดีๆ ว่าครั้งต่อไปจะ “เมาแล้วขับ” หรือ “เมาไม่ขับ” คุณเลือกได้

ถาม : เมาแค่ไหน เรียกว่า เมาแล้วขับ ?

ตอบ : แค่ไหนเรียกว่า “เมา” ตอบยากมาก แต่ถ้าพิจารณาจากคำว่า “เมา” ตามหลักกฎหมายคือ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่า “เมา” แล้ว ส่วนบุคคลที่ยังมีอายุไม่ถึง 20 ปี หรือผู้ที่ถือใบอนุญาตขับขี่ชั่วคราว (ใบอนุญาตแบบ 2 ปี) ทางกฎหมายระบุเอาไว้ว่า หากชมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเมาแล้ว

ถาม : “เมาแล้วขับ” เป็นความผิดในคดีอาญาหรือไม่ ?

ตอบ : การเมาแล้วขับเป็นความผิดในคดีอาญา 100% เพราะมีโทษทางอาญาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ (โทษทางอาญา 5 ประการได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน) สำหรับบางคนที่ทำตัวดีมาตลอด แต่วันดีคืนร้ายขับรถขณะเมาสุราจนโดนข้อหาเมาแล้วขับเป็นครั้งแรก เท่ากับคุณได้กระทำความผิดอาญาแล้ว และหากทำผิดเป็นครั้งที่ 2, 3, 4…โทษเมาแล้วขับก็จะเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่สามารถลดโทษได้

ถาม : เมาแล้วขับ ต้องเสียค่าปรับเท่าไหร่ ?

ตอบ : สำหรับค่าปรับเมาแล้วขับ สามารถแบ่งตามข้อหาได้ดังนี้

  • เมาแล้วขับ มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบขับขี่ และสามารถยึดรถไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน
  • เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบขับขี่
  • เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส มีโทษจำคุก 2-6 ปี ปรับตั้งแต่ 40,000-120,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบขับขี่
  • เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษจำคุก 3-10 ปี ปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งเพิกถอนใบขับขี่

ถาม : เมาแล้วขับ ประกันชั้นไหนคุ้มครองบ้าง ?

ตอบ : หากเกิดอุบัติเหตุขณะที่มีแอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็จะได้รับความคุ้มครองตามข้อตกลงตามกรมธรรม์ที่ทำเอาไว้ แต่หากมีแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งคือการเมาแล้วขับตามกฎหมาย ทางบริษัทประกันก็จะให้ความคุ้มครองเช่นเดิม แต่ไม่ได้คุ้มครองตัวคุณ จะไปคุ้มครองให้แก่คู่กรณีเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะทำประกันชั้น 1 ก็ตาม คุณก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ ทั้งสิ้น

ถาม : พ.ร.บ. ให้ความคุ้มครองการเมาแล้วขับหรือไม่ ?

ตอบ : ถึงแม้ว่าการเมาแล้วขับนั้นประกันภาคสมัครใจจะไม่ให้ความคุ้มครองแก่ตัวผู้ขับเลยก็ตาม แต่ยังเหลือตัวช่วยอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือ ความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. รถยนต์ โดยจะจ่ายค่าสินไหมและค่ารักษาพยาบาลขั้นต้นให้กับบุคคลทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่ไม่รวมค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตัวรถยนต์ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเมามากแค่ไหนก็ตาม คุณก็จะยังคงได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.อยู่

ถาม : หลังจากรับโทษเมาแล้วขับจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ?

ตอบ : หลังจากโดนข้อหาเมาแล้วขับแล้วนอกจากเสียค่าปรับ ต้องทำการอบรม รายงานตัว และยังต้องมีเครื่องติดตามตัว อีกทั้งยังต้องบำเพ็ญประโยชน์ โดยส่วนใหญ่ศาลจะกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ หลังจากจ่ายในส่วนของค่าปรับข้อหาเมาแล้วขับ ด้วยการคุมความประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง และเงื่อนไขอื่นๆ อาทิ การอบรมระเบียบวินัยจราจร ห้ามยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และห้ามออกจากบ้านในช่วงเวลาที่กำหนด (ตั้งแต่ 22.00–04.00 น.) โดยใช้เครื่องติดตามที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ที่เป็นเครื่องติดตามตัว

คู่มือวางแผนการใช้โบนัสตาม Gen #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/610198

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 15:45 น.

คู่มือวางแผนการใช้โบนัสตาม Gen

ต่อยอดโบนัสด้วยการเลือกลงทุนให้เหมาะกับช่วงวัย เพิ่มความมั่นใจเรื่องการเงินในอนาคต

สิ่งหนึ่งที่คนทำงานรอคอยในช่วงสิ้นปี นอกจากวันหยุดยาว คงหนีไม่พ้น “เงินโบนัส” ส่วนจะได้มากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่การประเมินผลงานและผลประกอบการของแต่ละบริษัท ไม่ว่าคุณจะได้เงินโบนัสแล้วหรือยังคงลุ้นอยู่ ก็ควรวางแผนต่อยอดเงินโบนัสให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งหนึ่งในวิธีให้เงินทำงานแทนเราก็คือ “การลงทุน” โดยแต่ละช่วงอายุวัยทำงานก็มีจุดประสงค์การลงทุนที่แตกต่างกัน วันนี้เราขอแนะนำวิธีบริหารเงินโบนัสให้งอกเงย และเกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละช่วงวัย

Gen Z วัยหนุ่มสาวไฟแรง

วัยรุ่น Gen Z ที่กำลังสนุกกับงานแรกในชีวิต เป็นวัยที่เติบโตมาท่ามกลางเทคโนโลยีทันสมัยและโซเชียลมีเดีย  อาจยังไม่มีภาระหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบเท่าไหร่ ยังมีเวลาและพละกำลังทำงานไปอีกนาน เมื่อได้เงินโบนัสจากงานแรกในชีวิต แน่นอนว่าป็นสิ่งที่ทำให้คุณยิ้มแก้มปริไปนานเลย

แต่ก็อย่าชะล่าใจไป น้องใหม่ควรต่อยอดเงินโบนัสด้วยการลงทุนในความเสี่ยงปานกลาง-สูง โดยแบ่งเงิน 25% ของเงินโบนัสทั้งหมดนำไปลงทุนในกองทุน เช่น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน พันธบัตรรัฐบาล นอกจากนี้ ควรนำไปฝากออมทรัพย์ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง คิดดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดตามจำนวนเงินฝากที่เพิ่มขึ้น และจ่ายดอกเบี้ยแบบรายเดือน

Gen Y วัยสร้างความมั่นคง

หนุ่มสาว Gen Y ผู้มีประสบการณ์ทำงานมาพอตัว ปีที่ผ่านมามาหลังจากหักลบกลบหนี้แล้วเงินโบนัสยังเหลือไปลงทุนบ้างหรือเปล่า? วัยนี้เป็นวัยที่ต้องมีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง แต่ก็เป็นช่วงวัยที่มีภาระรายจ่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ คอนโด หรือวางแผนแต่งงาน

ดังนั้น การลงทุนที่เหมาะสมกับหนุ่มสาว Gen Y คือการลงทุนในหุ้น ผลตอบแทนจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่ซื้อมากับราคาที่ขายไป และเงินปันผล คือส่วนแบ่งผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทที่ให้กับผู้ถือหุ้น ปัจจุบันเราสามารถติดตามราคาหุ้นแบบเรียลไทม์ได้ง่ายๆ ด้วยแอปพลิเคชั่นทางการเงิน เข้ากับไลฟ์สไตล์คนวัยทำงานสุดๆ

และสำหรับคนที่วางแผนสร้างครอบครัวมีลูก ควรเลือกประกันชีวิตประเภทเงินออม ซึ่งข้อดีคือคุณจะมีความคุ้มครองชีวิตในระยะยาว เพราะไม่สามารถถอนออกก่อนระยะเวลาที่ทำสัญญาไว้  ประกันชีวิตแบบเงินออมมีทั้งระยะสั้น 10-15 ปี และระยะยาวไปจนถึง 20 ปี อีกทั้งเงินที่ได้จากประกันชีวิตแบบเงินออมยังไม่ต้องเสียภาษีใดๆ

Gen X วัยสะสมความมั่งคั่ง

วัยที่มีความมั่นคงทั้งการงานและการเงิน มีเงินเหลือเก็บมากกว่าวัยอื่นๆ แต่ก็ต้องการความมั่งคั่งเพื่ออนาคตการศึกษาของลูก และเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ เงินโบนัสที่เหลือควรเลือกแผนการลงทุนระยะยาว ที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะต้องมีเงินสำรองค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและครอบครัว เช่น กองทุน RMF ประกันสุขภาพ รวมทั้งประกันบำนาญเพื่อวางแผนเกษียณโดยเฉพาะ ซึ่งจะไม่มีผลตอบแทนหรือเงินคืนเหมือนประกันชีวิตสะสมทรัพย์ แต่จะคืนให้เป็นเงินบำนาญจ่ายให้เราจำนวนเท่ากันทุกปีตั้งแต่เริ่มเกษียณ ในกรณีที่เสียชีวิตก่อนเกษียณจะได้รับเงินชดเชยที่สูงกว่าเบี้ยที่เคยจ่ายมาทั้งหมด แต่ถ้าเสียชีวิตหลังเกษียณจะได้เงินชดเชยเป็นมูลค่าปัจจุบันของเงินบำนาญส่วนที่ยังไม่ได้รับ หรือเบี้ยที่เคยจ่ายมาทั้งหมด แล้วหักด้วยเงินบำนาญที่เคยรับไปแล้ว

เห็นแล้วใช่ไหมว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหนก็ควรสร้างความมั่นคงในหน้าที่การเงินไปพร้อมๆ กับการเสริมสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน ตัวเลขเงินโบนัสจะมากหรือน้อยไม่สำคัญเท่ากับความสามารถในการบริหารจัดการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะฉะนั้น เริ่มลงทุนวัยทำงานตั้งแต่วันนี้ ความสำเร็จที่หวังไว้อยู่ไม่ไกลแน่นอน

 

ภาพ Freepik