The Coffee Academics 1 ใน 25 ร้านกาแฟในโลกที่ต้องไปเห็นก่อนตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/609798

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 13:14 น.

The Coffee Academics  1 ใน 25 ร้านกาแฟในโลกที่ต้องไปเห็นก่อนตาย

The Coffee Academics ร้านกาแฟที่ดีที่สุดในโลก Specialty Coffee ชื่อดังจากเกาะฮ่องกง เปิดสาขาแรกในไทยแล้ว ที่โครงการ สินธร วิลเลจ หลังสวน

เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ (The Coffee Academïcs) ร้าน Specialty Coffee ชื่อดังจากเกาะฮ่องกง หนึ่งในร้านที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น “25 ร้านกาแฟในโลกที่จะต้องไปเห็นก่อนตาย” (25 Coffee Shops Around The World You Have to See Before You Die) โดย BuzzFeed ทั้งยังเป็นหนึ่งใน “ร้านกาแฟที่ดีที่สุดในโลก” (The World’s Best Coffee Shops) โดย The Telegraph ในปี 2559 ได้รับการแนะนำโดย Michelin Guide ในปี 2560 แถมถูกจัดให้เป็นอันดับหนึ่งด้านกาแฟพิเศษ โดยองค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก Frost and Sullivan Report ปี 2560 ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 20 สาขาใน 7 เมืองทั่วเอเชีย และสุดพิเศษกับสาขาแรกในไทยที่โครงการ สินธร วิลเลจ หลังสวน

ร้านนี้เกิดขึ้นจากสตูดิโอแห่งหนึ่งในย่านคอสเวย์ เบย์ ฮ่องกง เมื่อปี 2553 โดย Jannifer W.F.Liu เพื่อการเรียนรู้และเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดสำหรับคนที่รักและชื่นชอบในกาแฟ พร้อมยกระดับคุณภาพของกาแฟด้วยความพิถีพิถันในการคัดเลือกเมล็ด ใส่ใจในการการคั่ว และการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีแค่ที่ เดอะ คอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ เท่านั้น

กาแฟเมนูซิกเนเจอร์ที่คอกาแฟห้ามพลาด JWF Kenya Cold Brew (200 บาท) ใช้ชื่อย่อของผู้ก่อตั้งมาเป็นชื่อเมนู ไอซ์ดริปสุดชิคที่เสริฟ์มาในแก้วไวน์ ดื่มด่ำรสชาติของ Kenyan Caracoli เมล็ดกาแฟหายากที่พิเศษตรงความละมุนและกลิ่นหอมแบบฟรุตตี้ มีรสชาติขมอมหวานกำลังดี เหมาะสำหรับคนชอบความสดชื่น ทางเลือกดีๆ ที่มีเบสหลักเป็นเอสเพรสโซ่

Jawa (220 บาท) กาแฟลาเต้มัคคิอาโต้ที่ใช้น้ำตาลโตนดจากอินโดนีเซีย สัมผัสถึงความหอมหวานของน้ำตาลโตนดผสานกลิ่นและรสชาติของใบเตยอย่างลงตัว

Thailand Blend Hot Latte (140 บาท) ไทยแลนด์เบลนด์ที่โดดเด่นด้วยคาแรคเตอร์เฉพาะ พร้อมเมเปิ้ลไซรัป และกลิ่นหอมของคาราเมล ที่รับรองได้เลยว่าคอกาแฟต้องประทับใจ

เมนูร้อนแนะนำ Okinawa (200) คาปูชิโน่ที่ใช้น้ำตาลทรายแดงจากโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น เป็นเมนูทานง่าย ที่ให้ความนุ่มกับกลิ่นหอมกรุ่นไม่เหมือนใคร

นอกจากนี้ ยังมีอาหาร ขนม และเมนูสุขภาพไว้คอยบริการ อาทิ Homemade Potato Rosti (320 บาท) Crab & Avocado Salad (360 บาท) ตามไปพิสูจน์รสชาติที่ใครๆ ต่างร่ำลือกันได้ทุกวัน ที่โครงการ สินธร วิลเลจ หลังสวน เวลา 07:00 – 21:00 น. ติดตามรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/TheCoffeeAcademicsTH/

รีเฟรชความสดชื่นด้วยคุณประโยชน์ที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ @Jamba Juice #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/605457

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

รีเฟรชความสดชื่นด้วยคุณประโยชน์ที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ @Jamba Juice

เอาใจคนเฮลท์ตี้กับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจาก Jamba Juice รวมของดีแคลอรีต่ำกับประโยชน์ที่ร่างกายต้องการ ผสมผสานแต่สิ่งที่ดี “Blend In The Good”

สำหรับคนรักสุขภาพ บ่ายๆ แบบนี้ โพสต์ทูเดย์ ชวนมาดูดดื่มเมนูเครื่องดื่มที่มีตัวเลือกและลูกเล่นในการมิกซ์แอนด์แมทช์ของดีกับของอร่อยซึ่งตอบโจทย์คนห่วงใยในสุขภาพ และหนุ่มสาวที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟ กันที่ร้าน Jamba Juice (แจมบาร์ จูซ) สาขาสยาม พารากอน สัมผัสรสชาติเครื่องดื่มแบรนด์ดังที่มีถิ่นกำเนิดจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มาในคอนเซ็ปต์ “Blend In The Good”

สำหรับ Jamba Juice ก่อตั้งขึ้นที่สหรัฐอเมริกา ในปี 1990 มีสาขามากกว่า 1,000 สาขาทั่วโลก จำหน่ายเครื่องดื่มผลไม้สด และสมูทตี้ 100% ผสานส่วนผสมอื่นๆ จากธรรมชาติที่อุดมไปด้วยแหล่งพลังงาน ปราศจากสารปรุงแต่งทุกชนิด ไร้ไขมัน ไม่ใส่น้ำตาล โดยในทุกขั้นตอนกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเลือกคัดสรรวัตถุดิบ ผ่านมาตรฐานความสะอาดและปลอดภัยจาก GFSI ( Global Food Safety Initiative) อีกทั้งยังมีนวัตกรรมที่เรียกว่า IQF (Individual Quick Freezing ) หรือกระบวนการแช่เยือกแข็งที่นำผลไม้ผ่านกระบวนการแช่เยือกแข็งอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการถนอมผลไม้ที่ดีที่สุด และคงความสดไว้ได้ดีที่สุด เพื่อการควบคุมคุณภาพและรักษาคุณประโยชน์ของผลไม้ไว้อย่างดีที่สุด

มาถึงร้านเลือกเมนูตามใจที่มีไว้ให้เลือกถึง 4 หมวด เริ่มกันที่ Classic Smoothie (ราคาเริ่มต้น 110 บาท) เครื่องดื่มน้ำผลไม้สมูทตี้เนื้อสมูทมากๆ จากเครื่องปั่นทรงพลัง โดยสามารถเลือกผลไม้สดตามชอบ อาทิ สตอร์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ มะม่วง ส้ม กล้วยหอม เสาวรส มิกซ์รวมกับเชอร์เบท หรือกรีกโยเกิร์ต เพิ่มมิติให้เมนูคลาสสิกแบบนี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

เพิ่มพลังกันต่อกับหมวด Super Food Smoothie (ราคาเริ่มต้น 130 บาท) เติมโปรตีน อัดไฟเบอร์ เน้นโภชนาการด้วยสุดยอดสมูทตี้ แนะนำ Gree Getaway ความลงตัวของรสชาติที่มาพร้อมสีเขียวธรรมชาติของสปิแนช ผสานคุณประโยชน์ของเมล็ดเจีย หอมหวานด้วยเนื้อมะม่วง เพิ่มรสเปี้ยวนิดๆ ด้วยเสาวรส เติมความกลมกล่อมด้วยกรีกโยเกิร์ต บ่ายๆ แบบนี้ได้สักแก้วคงดี ช็อกโกแลตเลิฟเว่อร์ต้องลอง PB Chocolate Love ความเข้มข้นของช็อกโกแลตแท้ ผสานพีนัทบัตเตอร์ เพิ่มคุณค่าสารอาหารด้วยกล้วยหอมและอัลมอนด์มิลค์

คนชอบแบบดื่มง่ายๆ ได้ประโยชน์แนะนำหมวด Fresh Squeezed Juice (ราคาเริ่มต้น 140 บาท) เครื่องดื่มน้ำผลไม้คั้นสดแยกกาก อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ สารต่อต้านอนุมูลอิสระ และสารอาหารอื่นที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานที่เหมาะในแต่ละวัน โดยสามารถเลือกผักและผลไม้ได้ตามที่อยากทาน อาทิ แตงโม สับปะรด ส่วนขายดียกให้ Tropical Greens น้ำสับปะรด สปิแนช แอปเปิ้ล และเมล็ดเจีย

อร่อยแคลอรีต่ำ พลังงานสูง กับ Energy Bowls (180 บาท) คุ้มค่าคุ้มราคากับขุมพลังรสชาติอร่อย ประโยชน์ครบเครื่อง ทั้งกล้วยหอม โยเกิร์ต กราโนล่า จัดมาเต็มที่ในถ้วยกระดาษรักษ์โลก เมนูนางเอกที่มาแล้วต้องลองคือ Berry Acai Bowl มีทั้งบลูเบอร์รี่ กล้วยหอม น้ำนมถั่วเหลือง โยเกิร์ต กราโนล่า และเมล็ดเจีย ยังมี Chunky Strawberry Bowl เปรี้ยวหวานกำลังดี ส่วนใครไม่ชอบเปรี้ยวลองเลี้ยวมาที่เมนูหอมหวานอย่าง Mango Peach Bowl สีเหลืองสวยรสชาติอร่อยไม่แพ้กัน

ไม่อยากให้พลาดกับ Coconut Soymilk Refresher น้ำมะพร้าวน้ำหอมสด 100% เบลนด์ในนมถั่วเหลือง ความหอมอร่อยลงตัวที่อุดมด้วย ไฟเบอร์ โปรตีน และสารต้านอนุมูลอิสระ ปิดท้ายกับเมนูใหม่อย่าง Kiwi Merry ความสดชื่นของเนื้อกีวี่ปั่นที่ผสมผสานเข้ากันอย่างลงตัวกับสับปะรดและมะม่วง

ตามมาลองของดีที่เลือกสรรมาวัตถุดิบอย่างดี กับประโยชน์ดีๆ จากธรรมชาติแบบนี้ได้ที่ร้าน Jamba Juice ทั้ง 4 สาขา ได้ทุกวัน ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ชั้น G, ดิ เอ็มควอเทียร์ ชั้น B, ศูนย์การค้าเมกา บางนา ชั้น 2 โซนเมกา ซีนีเพล็กซ์ และศูนย์การค้ารอยัล การ์เด้น พลาซ่า พัทยา โซนบีชโรด และติดตามข้อมูลและโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ www.facebook.com/jambajuicethailand

สำรวจการกินอยู่อย่างไทย ในปี 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610361

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 15:02 น.

สำรวจการกินอยู่อย่างไทย ในปี 2019

เจาะพฤติกรรมการกินอยู่ของคนไทยในปี 2019 “กินรสจัด-เน้นหวาน มัน เค็ม-กินผักผลไม้ไม่เพียงพอ”

ไม่ว่าจะปีไหนๆ โรคไม่ติดต่อ (non-communicable diseases : NCDs) ก็ยังคงครองแชมป์สาเหตุการตายอันดับ 1 ของประชากรโลกและคนไทย ซึ่งสาเหตุที่สำคัญยังคงมาจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต ทั่วโลกมีคนตายด้วยโรค NCDs ปีละกว่า 40 ล้านคน คิดเป็น 71% ของการตายทั้งหมด โดยมีประมาณค่าความสูญเสียไว้สูงถึง 47 ล้านล้านดอลลอร์ ภายในปี 2573 หากยังไม่มีการแก้ไข

เช่นเดียวกับประเทศไทย ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเกือบ 400,000 คน คิดเป็น 76% ของการตายทั้งหมด และ 50% ตายก่อนวัยอันควร คิดเป็นความสูญเสียถึง 2.2% ของ GDP ต่อปี ซึ่งสาเหตุก็มาจากพฤติกรรมการกินของคนไทย ซึ่งในปี 2019 มีเทรนด์อะไรผ่านเข้ามาในบ้านเราบ้าง มาดูกัน

วัยทำงานเน้นรสจัด วัยรุ่นเน้นรูปลักษณ์

จากการสำรวจพฤติกรรมของคนไทยบนโลกออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2561 ผ่าน #อร่อย ไปแดก #อร่อยบอกต่อ และจาก Food Influencers จำนวน 90 accounts ซึ่งมีจำนวนข้อความทั้งหมด 5,826,452 ข้อความ พบว่า ในสื่อสังคมออนไลน์อย่าง facebook ซึ่งจากประชากร ในเฟซบุ๊ก จำนวน 48 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคน Gen Y อายุ ประมาณ 19 – 36 ปี จึงพอจะอนุมานได้ว่า ในกลุ่มคน Gen Y ให้ความสนใจและมีปฏิสัมพันธ์กับโพสต์ที่เป็นเมนูหรือวิธีการ ทำอาหารเมนูน่ากิน และเมนูที่มารสจัด เช่น ยำต่างๆ

ขณะที่ในทวิตเตอร์ ซึ่งมีประชากร 9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัย Gen Z อายุระหว่าง 15-24 ปี ถึง 40% ที่นิยมใช้ พบว่า คนส่วนใหญ่มีปฏิสัมพันธ์ กับอาหารที่มีเอกลักษณ์หรือโดดเด่นมาก เช่น กุ้ง ล็อบสเตอร์ ซูชิปลาไทย เมนูแปลก ๆ เช่น แยมโซดา ร้านอาหารลับต่าง ๆ เช่น ร้านลูกชิ้นที่ไม่มีคนรู้จัก และ ชานมไข่มุก ทั้งนี้โดยภาพรวมของเทรนด์อาหารซึ่งเป็นที่ นิยมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พบว่า คนไทยยังคงนิยม รสชาติอาหารที่ได้รับความนิยมสูงคือ รสเผ็ด เช่น ยำหรือต้มยำต่างๆ และรสหวาน เช่น ขนมไทย ขนมเค้ก ต่างๆ ขณะที่ส่วนประกอบอาหารที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ กระแสไข่ดอง ปูดอง กุ้ง นอกจากนี้ยังพบแนว โน้มการกินอาหารสะดวกซื้อมากขึ้น ขณะที่แนวโน้ม อาหารเพื่อสุขภาพอย่างอาหารคลีนยังคงอยู่ในภาวะ คงที่สม่ำเสมอตั้งแต่ปี 2561

กินผักไม่เพียงพอ เน้นหวาน มัน เค็ม

อีไอซี หรือ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ทำการวิเคราะห์เรื่อง “คนไทยกินอะไรกัน?” จากการสำรวจอนามัย สวัสดิการ และพฤติกรรมการบริโภค อาหารของประชากร ปี 2556 และปี 2560 โดยสำนักงานสถิติ แห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำรวจ ประชากรครั้งละ 27,960 คน ในเขตเทศบาลและนอกเขต เทศบาล พบพฤติกรรมการกินของคนไทยที่น่าสนใจ ดังนี้ คนไทยเลือกซื้ออาหารจากความชอบเป็นหลัก ในปี 2560 ปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเมื่อเลือกซื้อ อาหารเป็นอันดับหนึ่ง คือ ความชอบ (มีผู้ตอบ 22.1% ของกลุ่ม ตัวอย่างจากการสำรวจตามมาด้วยรสชาติ (18.5%) ความ อยากกิน (18.2%) ความสะอาด (17.8%) คุณค่า (12.9%) ความ สะดวก (6.5%) โดย ราคาเป็นปัจจัยที่มีผู้ตอบน้อยที่สุดที่ 4% ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่า คนไทยให้ความสำคัญกับ ความสุขจากการกิน สะท้อนจากการเลือกปัจจัย ความชอบความอยากกินรสชาติ มากกว่าคุณภาพของอาหาร ซึ่งสะท้อน จากการเลือกปัจจัยความสะอาดคุณค่า โดยปัจจัยในกลุ่มที่ สะท้อนเรื่องความสุขจากการกิน มีผู้ตอบรวมกันอยู่ที่ 57.1%

ในปี 2556 และเพิ่มมาเป็น 58.8% ในปี 2560 ขณะที่คุณภาพ ของอาหารกลับมีสัดส่วนลดลงจาก 32.2% ในปี 2556 เหลือ เพียง 30.7% ในปี 2560 นอกจากนี้ ปัจจัยความชอบเพิ่ม ความสำคัญขึ้นมาอย่างมากจากสัดส่วนเพียง 17.7% หรือ เป็น ปัจจัยอันดับ 3 ในปี 2556 ขึ้นมาเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งในการ เลือกซื้ออาหารของคนไทยในปัจจุบัน แซงปัจจัยรสชาติซึ่งเป็น ปัจจัยอันดับหนึ่งในปี 2556 สะท้อนว่าสำหรับผู้บริโภคในปัจจุบัน อาหารอร่อยอย่าง เดียวอาจไม่พอ ควรมีสิ่งอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น รูปแบบ การนำเสนอ ประสบการณ์ หรือการบริการ เป็นต้น ทั้งนี้ ราคา ยังคงเป็นปัจจัยรั้งท้ายจาก 7 ปัจจัยดังกล่าวสำหรับคนไทย มาตั้งแต่ปี 2556 คนไทยกินบ่อยขึ้น กินรสหวานเค็มมากขึ้น และกิน ผักผลไม้ลดลง คนไทยกินบ่อยขึ้น ในปี 2560 คนไทยส่วนใหญ่กว่า 89.4% กินอาหาร 3 มื้อต่อวัน สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก 88.0% ในปี 2556 นอกจากนี้ สัดส่วนของคนที่กินอาหาร มากกว่า 3 มื้อก็เพิ่มขึ้นจาก 3.8% ในปี 2556 มาเป็น 4.1%

ในปี 2560 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งในเพศหญิงและชาย และเพิ่มในหลายช่วงอายุ ได้แก่ เด็ก (6-14 ปีวัยรุ่น (15-24 ปีและคนวัยทำงาน (25-59 ปียกเว้นผู้สูงอายุ (60 ปี ขึ้นไปที่กลับมีสัดส่วนการกินมากกว่า 3 มื้อที่ลดลง คนไทยกินรสหวาน เค็มมากขึ้น โดยสัดส่วนของ คนที่กินรสหวานเป็นอาหารมื้อหลักเพิ่มจาก 11.2% ในปี 2556 มาเป็น 14.2% ในปี 2560 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในกลุ่ม อายุน้อยกว่า 25 ปีเป็นสำคัญ และยังพบการเพิ่มขึ้นใน ทุกภูมิภาค ขณะที่รสเค็มเพิ่มจาก 13.0% มาเป็น 13.8% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของการบริโภคในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป เป็นหลัก ทั้งนี้รสชาติอาหารมื้อหลักของคนไทยมีลักษณะ ของการกินตามช่วงอายุ เช่น การกินรสหวานจะมีสัดส่วน สูงที่สุดในวัยเด็กที่ 32.5% ขณะที่ในกลุ่มวัยรุ่นและวัย ทำงานนิยมรสเผ็ดเป็นหลัก ในสัดส่วน 31.6% และ 34%

คนไทยบริโภคผักและผลไม้สดลดลง ถึงแม้ว่าคนไทย ส่วนใหญ่กว่า 98.8% จะมีการบริโภคผักและผลไม้ อย่างน้อย 1 วันในแต่ละสัปดาห์ โดยสัดส่วนดังกล่าวไม่ เปลี่ยนแปลงจากปี 2556 แต่สัดส่วนของคนที่กินผักและ ผลไม้ทุกวันกลับลดลง จาก 54.5% เป็น 41.1% โดย เป็นการลดลงในทุกกลุ่มอายุ เพศ และภูมิภาค อย่างไรก็ตาม คนไทยอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักกัน มากขึ้น และเพิ่มการกินอาหารเสริมสะท้อนถึงความ พยายามในการดูแลตัวเองที่มากขึ้น

เด็ก คนโสด คนทำงานบริษัท’ กินผักน้อย

การกินผัก ผลไม้ให้เพียงพอช่วยลดความเสี่ยงต่อโรค มะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่คนไทยยังกินผักน้อย มีงานวิจัยกว่า 20 รายงาน ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 10,948 คน พบว่า ผู้ที่บริโภคใยอาหารมากมีความเสี่ยงต่อการ เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ (colorectal adenoma) น้อยกว่ากลุ่มที่ บริโภคใยอาหารน้อยถึง 28% ซึ่งพบว่าการบริโภคใยอาหาร เพิ่มขึ้นวันละ 10 กรัม สามารถลดความเสี่ยงของการเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 9%3 อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาโครงการศึกษาพฤติกรรมการ กินผักและผลไม้ของคนไทยในเดือนพฤษภาคม 2562 โดยการ สำรวจประชากร 3 ช่วงวัย ประกอบด้วย วัยเรียน อายุ 6-14 ปี วัยรุ่นและวัยทำงาน อายุ 15- 59 ปี และผู้สูงวัย อายุ 60 ปีขึ้น ไป ในพื้นที่ กทม.และ 4 ภูมิภาค รวม 7,957 คน พบว่า หาก ใช้เกณฑ์จากองค์การอนามัยโลก (ในแต่ละวันควรบริโภคผัก ≥ 3 ทัพพี ผลไม้ ≥ 2 ส่วน รวม ≥ 5 ส่วนพบว่า กลุ่มวัยทำงานตอน กลางและตอนปลายผ่านเกณฑ์ โดยคนไทยกินผักและผลไม้ เพิ่มขึ้นตามกลุ่มอายุ และเริ่มลดลงเมื่อเข้าสู่ผู้สูงวัย อย่างไร ก็ตามหากใช้เกณฑ์ธงโภชนาการ (ผัก 4-6 ทัพพี ผลไม้ 3-5 ส่วน รวม ≥ 7 ส่วน ) ของกรมอนามัยจะพบว่าทุกกลุ่มวัยกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ ยังพบกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญของการบริโภคผักผลไม้ที่ไม่เพียงพอได้แก่กลุ่มเด็กคนโสดคนที่มีการศึกษาน้อยคนทำงานบริษัทคนที่ไม่มีรายได้และคนที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์

สำหรับการเข้าถึงผักและผลไม้ พบว่า คนที่กินผักและ ผลไม้เพียงพอ เน้นซื้อด้วยตนเองและมาจากการปลูกผัก/ผลไม้กินเองที่บ้านส่วนคนที่กินผักผลไม้ไม่เพียงพอเน้นให้คนอื่นซื้อให้โดยแหล่งซื้อผักผลไม้บ่อยที่สุดคือตลาดสดซึ่งกลุ่มที่กินผักและผลไม้เพียงพอเน้นสนับสนุนนโยบายรณรงค์ให้กินต้นไม้กินได้และนโยบายปลูกผักสวนครัวกินเองขณะที่กลุ่มที่กินผักและผลไม้ไม่เพียงพอเน้นสนับสนุนนโยบายด้านราคาและความปลอดภัยจะเห็นได้ว่าการมีความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้คนกินผักและผลไม้เพิ่มขึ้นการส่งเสริมการปลูกผักผลไม้กินเองเป็นช่องทางสำคัญที่จะส่งเสริมให้คนหันมากินผักและผลไม้มากขึ้นรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานโรงเรียนมหาวิทยาลัยให้เอื้อต่อการเข้าถึงผักและผลไม้มากขึ้นนอกจากนี้ตลาดสดเป็นแหล่งสำคัญที่ควรสนับสนุนต่อยอดเพื่อเอื้อให้คนเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพและผักผลไม้หลากหลายได้มากขึ้น

ข้อมูลจากเอกสารจับตาทิศทางสุขภาพคนไทยปี 2563 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เมื่อผู้สูงอายุในบ้านเป็น ‘โรคซึมเศร้า’ เราจะดูแลอย่างไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610306

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

เมื่อผู้สูงอายุในบ้านเป็น 'โรคซึมเศร้า' เราจะดูแลอย่างไร

อาการผิดปกติในผู้สูงอายุที่บ่งชี้ว่ามีอาการซึมเศร้า กับคำแนะนำสำหรับผู้ดูแล เพื่อแก้ปัญหาตามแต่ละพฤติกรรมอย่างตรงจุด

กินอาหารได้น้อยมาก หรือแทบไม่กินเลย จนน้ำหนักลดลง

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • ผู้สูงอายุที่กินอาหารได้น้อยลงหรือน้ำหนักลดลง มีโอกาสที่จะขาดสารอาหาร ควรดูแลให้ได้รับอาหารอย่างเพียงพอให้กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และต้องไม่มีผลกระทบต่อโรคประจำตัว ถ้าเบื่ออาหารมากจนไม่อยากกินเลย ควรกระตุ้นให้กินมากขึ้น เช่น กระตุ้นหรือชักชวนให้กินทีละน้อย แต่บ่อยขึ้น

เบื่อหน่ายมาก อะไรที่เคยชอบทก็ไม่อยากทำไม่ค่อยสนใจหรือไม่สนใจที่จะดูแลตัวเอง จากที่เคยเป็นคนใส่ใจดูแลตนเองมาก แต่ตอนนี้กลับไม่สนใจการแต่งตัวเลย ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง แม้แต่เรื่องง่ายๆ เช่น การแต่งตัว

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • พยายามกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ เอง โดยเฉพาะกิจกรรมง่ายๆ เช่น การแต่งตัว โดยอาจชวนไปดูเสื้อผ้าในตู้แล้วช่วยกันเลือกว่าวันนี้อยากใส่ชุดไหน ช่วยให้ผู้สูงอายุแต่งตัว หวีผม แปรงฟัน กินข้าว ดื่มน้ำ เมื่อทำสิ่งง่ายๆได้ ผู้สูงอายุจะเริ่มรู้สึกว่าตนไม่ได้สร้างภาระให้กับผู้ดูแลเท่าไรนัก และเริ่มรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น
  • ควรกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำความสะอาดช่องปาก เช่น ใช้แปรงสีฟันนุ่มๆ ใช้ยาสีฟันที่ไม่เผ็ดหรือใช้ยาสีฟันเด็ก ใช้น้ำยาบ้วนปากที่ไม่เผ็ดหรือน้ำยาบ้วนปากสำหรับเด็กควบคู่ไปด้วย และพบหมอฟันทุก 6 เดือน หรือบ่อยกว่านั้น
  • ควรกระตุ้นการเคลื่อนไหวของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจจะได้สบายขึ้น แต่ควรคำนึงด้วยว่าผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวอะไรที่ต้องระวังหรือไม่
  • หากผู้สูงอายุมีปัญหาทางการได้ยิน ควรพบแพทย์เพื่อใส่เครื่องช่วยฟัง หรือหากผู้สูงอายุมีปัญหาด้านการมองเห็นควรให้ตรวจสายตาและใส่แว่นตา

ชวนไปที่ไหนก็ไม่ค่อยอยากไป

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • กรณีผู้สูงอายุปลีกตัวจากผู้อื่น ใครชวนไปไหนก็ไม่อยากไป ถ้าปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้จะทำให้ผู้สูงอายุยิ่งปลีกตัวมากขึ้นอารมณ์จะยิ่งเลวร้ายลง หงุดหงิดง่ายขึ้น ควรหากิจกรรมทำโดยเริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ในครอบครัว เช่น ชวนลูกหลานมาปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ หรือเลี้ยงสัตว์

ตอนกลางคืนนอนไม่ค่อยหลับ

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • ห้ามผู้สูงอายุนอนกลางวัน แต่ถ้าง่วงมาก ให้นอนได้ระหว่าง 12.00-14.00 น. แล้วปลุก เพราะถ้านอนกลางวันมากเกินไป ตอนกลางคืนย่อมมีปัญหาการนอน เช่น อาจจะหลับยากขึ้น หากตอนกลางคืนนอนไม่หลับ อาจชวนทำกิจกรรมเบาๆ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือธรรมะ หรือฟังธรรมะ แต่ถ้านอนไม่หลับติดต่อกัน 3-4 วันขึ้นไป ควรพบแพทย์

พูดคุยน้อย ผู้ดูแลไม่ทราบว่าจะพูดอย่างไรให้ถูกใจ

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • ควรให้ความรักแก่ผู้สูงอายุ ใส่ใจความรู้สึก อารมณ์ และความคิดของผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอ
  • ให้โอกาสผู้สูงอายุพูดสิ่งที่ต้องการ ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า ความคิดและการเคลื่อนไหวจะช้าลง ทำให้บางทีแม้อยากจะพูด แต่ก็พูดไม่ทัน จึงควรค่อยๆ เปิดโอกาสให้พูด ไม่ควรขัดจังหวะ ควรรับฟังอย่างตั้งใจด้วยท่าทีที่สงบไม่แสดงความรำคาญ
  • ควรเป็นฝ่ายตั้งคำถามก่อน โดยใช้คำพูดง่ายๆ เช่น วันนี้หน้าตาคุณแม่ไม่ค่อยสดชื่นเลย มีอะไรอยากจะบอกกับลูกไหม เพื่อให้ผู้สูงอายุกล้าที่จะพูดคุย
  • ไม่ควรพูดตัดบท ควรฝึกใช้เทคนิคการพูดโดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และไม่ควรพูดแทนผู้สูงอายุ ควรเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุพูดเอง ยกเว้นมีความจำเป็นที่จะต้องพูดแทนเช่น เป็นการช่วยเหลือในกรณีผู้สูงอายุนึกคำพูดไม่ออก
  • พูดคุยเรื่องที่ผู้สูงอายุสนใจ เช่น ศาสนาที่นับถือ
  • ในกรณีที่ผู้สูงอายุปฏิเสธไม่ยอมทำกิจกรรมหรือปฏิเสธคำชักชวนต่างๆ ควรรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ควรต่อว่าหรือคะยั้นคะยอ อาจพูดว่าไม่เป็นไรและพูดให้กำลังใจ
  • ควรกระตุ้นให้ผู้สูงอายุเริ่มพูดคุยกับคนรอบข้าง ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจขึ้น หาเวลาชวนสมาชิกครอบครัวไปกินข้าวด้วยกัน เพื่อให้เกิดความผูกพัน มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และรู้สึกสุขใจ
  • พูดถึงเรื่องราวในอดีตที่มีความสุข เช่น (หากผู้ดูแลเป็นลูก)บอกว่าถ้าท่าน (ผู้ดูแล) ไม่ได้มาเป็นลูกของคุณพ่อคุณแม่ท่านคงไม่มีโอกาสมาอยู่ตรงนี้ และคงไม่มีครอบครัวดีๆอย่างนี้ เพื่อแสดงว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นคนสำคัญสำหรับท่าน คำพูดเหล่านี้เป็นเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้คุณพ่อคุณแม่มีกำลังใจมากขึ้น

มีอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • ไม่ควรโวยวายหรือโต้เถียง ถ้าโต้เถียงจะเกิดอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นได้ทั้งสองฝ่าย เป็นอุปสรรคที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ต้องรับฟังอย่างเข้าใจ ปล่อยให้ผู้สูงอายุระบายความรู้สึกออกมาก่อน จากนั้นลดสาเหตุที่ทำให้หงุดหงิด เบนความสนใจไปยังเรื่องที่มีความสุข
  • จัดให้พักผ่อนในสถานที่สงบ รับฟังอย่างตั้งใจ อาจจับมือผู้สูงอายุระหว่างพูดคุย จะทำให้สงบได้มากขึ้น การจับและนวดเบาๆ ที่หลังมือจะช่วยลดอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวการนวดและกดฝ่ามือจะช่วยลดความก้าวร้าวรุนแรง

บ่นว่าไม่สบาย ปวดนั่นปวดนี่อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ตรวจแล้วไม่พบอะไรผิดปกติ

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • การบ่นว่าปวดตลอดเวลาเป็นสัญญาณหนึ่งที่แสดงว่าผู้สูงอายุต้องการความรักและความเอาใจใส่มากขึ้น และเป็นวิธีแสดงออกของผู้สูงอายุบางรายเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแล หรือเพื่อเรียกร้องให้ดูแลใกล้ชิดขึ้น
  • ผู้ดูแลไม่ควรพูดตอกย้ำว่าผู้สูงอายุไม่ได้เป็นอะไร แม้แพทย์จะตรวจแล้วก็ตาม ในทางตรงข้าม ผู้ดูแลควรพูดถึงอาการที่ผู้สูงอายุบ่น เพื่อให้เขารู้สึกว่าได้รับความเอาใจใส่จากผู้ดูแล รู้สึกว่าผู้ดูแลรับฟังและให้ความสำคัญกับปัญหาของเขา เช่น เมื่อผู้สูงอายุบ่นปวดหัว แต่ตรวจแล้วไม่พบปัญหาสุขภาพที่น่าหนักใจ ผู้ดูแลอาจพูดว่า คุณแม่ปวดหัวหรือคะ ปวดมากไหม หนูนวดให้ไหม เพราะการจับมือหรือบีบมือเปรียบเหมือนการสัมผัสทางใจ และเมื่อนวดเสร็จแล้วอย่าลืมถามด้วยว่า หลังจากที่หนูนวดแล้ว คุณแม่รู้สึกอย่างไรบ้างคะ ดีขึ้นใช่ไหมคะ สบายใจขึ้นไหมคะ
  • การสื่อสารด้วยความรัก คอยสัมผัสและดูแลด้วยความใส่ใจเช่นนี้ เปรียบเหมือนการทดแทนหรือเติมเต็มสิ่งที่ผู้สูงอายุอยากได้รับ

บ่นว่าตนเองเป็นภาระของลูกหลาน เบื่อตัวเองมาก รู้สึกว่าตนไร้ค่า มีความคิดอยากตายหรืออยากทำร้ายตัวเอง

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

  • ควรสังเกตความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาจบ่งบอกว่ามีความคิดที่จะทำร้ายตนเอง และต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดพยายามไม่ให้คลาดสายตา
  •  ระวังสิ่งของที่ใช้เป็นอาวุธได้ เช่น เชือก มีด กรรไกร ปืนยาฆ่าแมลง หรือยารักษาโรค ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะมียาหลายชนิดอยู่กับตัว บางทีเกิดความคิดอยากจะหลับไปเลย ไม่อยากตื่นขึ้นมา ก็จะกินยาทั้งหมดที่มี
  • พยายามหาคุณค่าในตัวผู้สูงอายุ แล้วบอกให้ผู้สูงอายุรับทราบการสอบถามความคิดที่อยากจะทำร้ายตนเองของผู้สูงอายุ
  • อย่ากลัวที่จะถามผู้สูงอายุว่ามีความรู้สึกหรือมีความคิดที่อยากจะทำร้ายตนเองหรือไม่ การถามคำถามนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้าได้ระบายความทุกข์ใจหรือบอกเล่าปัญหา ซึ่งจะทำให้ผู้ดูแลเริ่มเข้าใจสามารถวางแผนการดูแล แก้ไข และป้องกันการทำร้ายตนเองของผู้สูงอายุได้ ที่สำคัญคือคำถามเกี่ยวกับความคิดที่จะทำร้ายตัวเองไม่ได้กระตุ้นให้ผู้สูงอายุเริ่มมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง โดยผู้ดูแลควรเลือกใช้คำพูดให้เหมือนกับมาจากความรู้สึกของตนเอง

 

ภาพ freepik

สัญญาณเตือนก่อน ‘หลับใน’ รู้ปัจจัยที่ทำให้ง่วง พร้อม 10 วิธีที่ช่วยให้ตาสว่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610355

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 15:17 น.

สัญญาณเตือนก่อน 'หลับใน' รู้ปัจจัยที่ทำให้ง่วง พร้อม 10 วิธีที่ช่วยให้ตาสว่าง

เดินทางกลับภูมิลำเนาอาจต้องขับรถหลายชั่วโมง ทำให้มีอาการอ่อนล้าอยากพักสายตากันบ้าง เรียกว่าภาวะง่วงนอนขณะขับรถ (Drowsy driving) หรือหลับใน ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่าง แต่ก็มีวิธีการสังเกตอาการ และการป้องกันได้หลายวิธี มาดูกัน

ภาวะง่วงนอนขณะขับรถ หรือที่เรารู้จักกันดี “หลับใน” นั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะการอดนอนอาจมีผลเช่นเดียวกันกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีผลต่อการทำงานของสมองส่วนประมวลผล (Brain processing) ทำให้ตัดสินใจแย่ลง (Impair judgment) การตอบสนองช้าลง (Slower reflexes) การตื่นตัวเป็นเวลา 18 ชั่วโมง ทำให้เราขับรถเหมือนกับว่าเรามีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเท่ากับ 0.05 (ระดับอ้างอิงตามกฎหมายเท่ากับ 0.08 ถือว่าเมาขณะขับขี่) ถ้าเราตื่นขึ้นมาเต็ม 24 ชั่วโมง แล้วขับรถตามหลังคืนที่นอนไม่หลับ ก็ดูเหมือนว่าเรามีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเท่ากับ 0.10 เลยทีเดียว

มีข้อมูลประชากรโลกวัยผู้ใหญ่ 8 ใน 10 หรือราวร้อยละ 80 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ทั้งหมดประสบภาวะปัญหาภาวะง่วงจากการนอนไม่หลับ นอนไม่พอ ขณะเดียวกันก็พบว่า ราว 1 ใน 25 ของผู้ที่ขับรถ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) ประสบปัญหาง่วงขณะขับขี่ยานพาหนะ ในประเทศไทยผู้ขับขี่มากกว่า 50% เคยหลับในขณะขับรถซึ่งอันตรายมาก เพราะการหลับในสามารถคร่าชีวิตผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้รถใช้ถนน ได้ในเวลาเพียง 4 วินาที โดยหากรถวิ่งด้วยความเร็ว 90 กม./ชม. รถจะวิ่งต่อไปอีก 100 เมตรโดยที่ไม่มีคนควบคุม ลักษณะการชนจึงรุนแรงมาก เพราะคนขับไม่ได้หักหลบหรือเหยียบเบรก ทำให้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ทันที

ภาวะง่วงนอนเกิดจากอะไร?

ร่างกายของคนเราต้องการปัจจัยพื้นฐานสามประการ ได้แก่ น้ำ อาหาร และการนอนหลับ ไม่ดื่มน้ำหรือทานอาหารนำไปสู่การเสียชีวิตที่ไม่อาจฝืนได้ จะรวดเร็วเพียงใดก็ขึ้นกับสภาพร่างกายของคนๆนั้น ขณะเดียวกัน ความต้องการด้านการนอนหลับพักผ่อนนั้น ท่านอาจพยายามฝืนที่จะไม่นอนหลับและมีกิจวัตรปกติได้ (อย่างไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์นัก) อย่างไรก็ตาม สมองจะสั่งการให้ร่างกายท่านหลับ โดยไม่คำนึงว่าในขณะนั้นท่านกำลังทำอะไรอยู่

ปัจจัยที่ควบคุมการเกิดภาวะง่วงนอน

  • นาฬิกาชีวิตที่ควบคุมอยู่ภายในร่างกาย นาฬิกาชีวิตที่ควบคุมอยู่ภายในร่างกายท่านนั้นจะส่งสัญญาณทำให้ท่านเกิดภาวะง่วงนอนสองช่วงเวลาในหนึ่งวัน โดยครั้งแรกจะเป็นช่วงค่ำที่ท่านจะเข้านอน ส่วนครั้งที่สองจะเกิดซ้ำในอีก 12 ชั่วโมงถัดไป หรือช่วงบ่ายนั่นเอง
  • ช่วงเวลากลางวันและช่วงเวลากลางคืน ก็มีผลต่อนาฬิกาชีวิตที่ควบคุมอยู่ภายในร่างกายท่านเช่นกัน
  • ช่วงเวลาที่ตื่นนานเท่าไร ยิ่งส่งผลให้เกิดความง่วงนอนมากเท่านั้น (ช่วงเวลาที่ร่างกายตื่นนานเท่าไร ช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการการนอนหลับพักผ่อนยิ่งมากขึ้นเท่านั้น)

ถึงแม้ว่าในแต่ละบุคคล ความต้องการและรูปแบบในการนอนหลับพักผ่อนจะแตกต่างกันออกไป คนส่วนใหญ่มักต้องการเวลานอนโดยเฉลี่ย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน โดยสามารถสังเกตได้จากถ้าวันพักผ่อนที่ท่านไม่ต้องทำงาน แล้วท่านตื่นสายกว่าวันทำงานอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไป จะเป็นการบอกว่าจำนวนชั่วโมงนอนของท่านในช่วงวันทำงานนั้นไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายต้องพยายามนอนชดเชยในวันที่สามารถทำได้ ถ้าท่านนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ผลกระทบก็คือการอดนอน การอดนอนจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนชั่วโมงที่ท่านนอนหลับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และจะส่งผลกระทบต่อภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจได้มากขึ้น

การมีคุณภาพการนอนที่ไม่ดี หรือการอดนอน ล้วนแต่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะง่วงนอน ลดความตื่นตัว และทำให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลง นอกจากนี้ ท่านอาจรู้สึกมีสมาธิในการทำสิ่งต่างๆ ลดลง หรือมีความจำที่ลดลง โดยในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ที่มีภาวะง่วงนอน บางครั้งก็ไม่รู้ตัวว่าตนเองมีอาการเหล่านี้อยู่ นั่นยิ่งทำให้ภาวะง่วงนอนก่อให้เกิดอันตรายได้มากขึ้น

ผลกระทบของภาวะง่วงนอนคล้ายคลึงกับภาวะเมาสุรา ในหลายรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ตามกฎหมายกำหนดให้ระดับแอลกอฮอลล์ในเลือด (Blood Alcohol Concentration: BAC) ไม่เกิน 0.08 มีงานวิจัยในปี พ.ศ. 2550 พบว่า การตื่นเป็นเวลานาน 18 ชั่วโมงส่งผลให้สมรรถภาพของร่างกายลดลงเทียบเท่ากับระดับ BAC ที่ 0.05 แต่เมื่อเวลาของตื่นเพิ่มเป็น 24 ชั่วโมง สมรรถภาพของร่างกายลดลงเทียบเท่ากับระดับ BAC ที่ 0.10 ดังนั้นถึงแม้ท่านจะอดนอนเพียงแค่ 1 ถึง 2 ชั่วโมงต่อคืน ภาวะง่วงนอนจะส่งผลความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลดลง ในอัตราที่สูงกว่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่กำหนดตามกฎหมาย

ในความเป็นจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ มีงานวิจัยเกี่ยวกับชั่วโมงของการนอนพบว่า 64% นอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อคืน และ 32% นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน ไม่ว่าท่านจะเคยมีภาวะง่วงนอนมากเพียงแค่ครั้งเดียว หรือมีภาวะง่วงนอนตลอดเวลาก็ตาม ผลที่ตามอาจถึงแก่ชีวิตได้

สัญญาณบ่งบอกว่ามีภาวะง่วงนอนขณะขับขี่ยานพาหนะ

สิ่งที่จะกล่าวดังต่อไปนี้เป็นเพียงบางส่วนของสัญญาณที่พบได้บ่อย ที่บ่งบอกว่ามีภาวะง่วงนอนขณะขับขี่ยานพาหนะ ถ้าท่านมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แสดงว่าท่านอาจจะมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่ยานพาหนะ

  • ท่านจำเหตุการณ์ขณะขับขี่ยานพาหนะในระยะทางภายในไม่กี่กิโลเมตรที่ผ่านมาไม่ได้
  • ท่านขับขี่ยานพาหนะออกนอกเส้นทางที่กำหนด
  • ท่านมีสมาธิและความสนใจในการขับขี่ยานพาหนะลดลง
  • ท่านพบว่ามีอาการหาวบ่อยขณะที่ขับขี่ยานพาหนะ
  • ท่านขับจี้ติดรถคันหน้าหรือฝ่าไฟแดงโดยไม่รู้ตัว
  • ท่านรู้สึกว่าง่วงนอน และมีความยากลำบากในการที่จะฝืนตัวเองไม่ให้หลับ

ภาวะง่วงนอนมักจะเกิดมากในสองช่วงเวลา ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะได้นอนหลับมาเพียงพอก่อนหรือไม่ จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่ พบว่า ช่วงเวลาที่พบการเกิดอุบัติเหตุจากภาวะง่วงนอนได้บ่อยมีสองช่วง ได้แก่ ช่วง 24.00-08.00 น.ของวันรุ่งขึ้น และช่วง 13.00-15.00 น. ดังนั้น ถ้าท่านจำเป็นต้องขับขี่ยานพาหนะในช่วงเวลาดังกล่าว ท่านต้องคอยเฝ้าระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาดังกล่าว และควรได้รับการนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอมาก่อน

10 วิธีแก้ง่วง

1.ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น

การขับรถทางไกลยาวๆ ความง่วงเกิดจากความเหนื่อยล้าที่ต้องโฟกัสกับเส้นทางเดิมๆ ในอิริยาบถเดิมๆ ในความง่วงระดับแรกนี้ ลองแวะปั๊มข้างทาง แวะปัสสาวะ ล้างมือล้างหน้า ลูบศีรษะและท้ายทอยให้รู้สึกเย็น ก็จะช่วยให้ตาตื่นขึ้นมาได้

2. ผ้าเย็น ยาดม

อัพเลเวลจากข้อแรกด้วยการใช้อุปกรณ์เสริมอย่าง ยาดม สูดเรียกกลิ่นสมุนไพรและเมนทอลเย็นๆ เข้าปอดสักสองสามฟอด ส่วนน้ำเย็นถ้ามีผ้าชุบเช็ดตามใบหน้า แขน ท้ายทอย เจือกลิ่นยาดมหอมๆ ไปอีกก็ช่วยให้คุณตื่นพร้อมไปต่อ ไม่ง้ออาการง่วงนอนบ่อย

3. ยืดเส้นยืดสาย

นั่งท่าเดียวท่าเดิม เท้าเกร็งอยู่กับคันเร่ง มือก็ควงคันเกียร์ คุณลองแวะปั๊มน้ำมัน จอดรถในที่ปลอดภัย แล้วทำกายบริหารสักนิดช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ยืนเท้าเอว กางขาเล็กน้อย ยกแขนด้านใดด้านหนึ่งขึ้นโน้มไปด้านข้าง แช่ไว้ 10-15 วินาที จากนั้นประสานมือยกเหนือลำตัวไปทางซ้าย ขวา จากนั้นสะบัดข้อมือ กลับมาเท้าเอว หมุนคอ ปิดท้ายด้วยพาดขาทีละข้างกับม้านั่ง แล้วย่อลงให้รู้สึกว่าได้เหยียดขาออกสุด ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่ วิธียืดเหยียด แบบครบเซ็ตตามวิถีครูพละ แต่ก็ทำให้คุณได้ออกกำลังกายไล่ความง่วงได้ดี เป็นอีก วิธีแก้ง่วง ที่น่าลอง

4. ดื่มกาแฟเย็น

ต่อไปจะเป็นเรื่องของกินมาเป็นตัวช่วย สำหรับใครที่อยากหาอะไรดื่มให้คึกคัก แนะนำกาแฟเย็นแบบกดเองที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ซึ่งหาได้ง่ายที่มีหลายสาขา หรือใครไม่ชอบก็อาจจะซื้อกาแฟจากในตู้เย็นแทนก็ได้

5. จัดเครื่องดื่มชูกำลัง

ถ้าคุณไม่ค่อยญาติดีกับเครื่องดื่มจำพวกกาแฟนัก ลองจัดเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อสิงสาราสัตว์ หรือเครื่องดื่มประเภท “แก้แฮงค์” มาลองก็เป็นอีกทางเลือก ในราคาประหยัดกว่า แต่อยู่ได้นานพอกัน จนถึงขั้นว่ามีคนเคยนำเครื่องดื่มชูกำลังไปใส่กับกาแฟ วิธีแก้ง่วง อันนี้ยังไม่เคยลองเลยไม่กล้าแนะนำ

6. กินผลไม้เปรี้ยวๆ

ลองนึกภาพมะม่วงดิบฝานแผ่นกับน้ำปลาหวาน หรือพริกเกลือแสบๆ ถ้าได้สักถุงตอนง่วงๆ ขับไปจิ้มไปคงดีงามไม่น้อย ถ้าเจอขายตามสี่แยกก็เปิดกระจกอุดหนุนหน่อย แก้ง่วงได้

7. เปิดเพลงแดนซ์มันๆ

อีกหนึ่งวิธีเรียกตัวเองกลับมาจากภวังค์แห่งความง่วงเหงาคือจัดเพลงอิเลคทรอนิกส์บีทส์คึกคัก ให้คุณได้เปิดฟัง โฟกัสกับเส้นทาง และโยกศีรษะไปตามจังหวะเพลง หรือถ้าหาเพลงไม่ได้และขับรถช่วงเวลาดึกๆ บางทีจะมีรายการวิทยุเปิดเพลงรีมิกซ์แบบนี้ยิงยาวให้ฟังแบบฟรีๆ ด้วย

8. ฟังเรื่องสยองขวัญ (หากขับตอนกลางคืน)

ลองดาวน์โหลดรายการเล่าเรื่องผี หรือเก็บ podcast เรื่องผี มาฟังตอนขับรถดึกๆ ก็น่าจะดี อย่างน้อยก็ทำให้ตื่น แต่อย่าตระหนกตกใจจนเกินเกิดอุบัติเหตุนะ

9. โทรศัพท์คุยกับเพื่อน

แม้เราจะแนะนำว่าให้คุยโทรศัพท์กับเพื่อน เล่าเรื่องเม้ามอยกันก็จริง แต่ขอย้ำว่าให้ใช้งานคู่กับ หูฟังบลูทูธ สมอลล์ทอล์ก หรือสปีกเกอร์โฟนเอา อย่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้ตอนขับรถเป็นอันขาด เพราะทั้งผิดกฎหมายและเป็นอันตรายกับผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย

10. ง่วงเต็มที่ ดึงสติแล้วแวะงีบ

ถ้าง่วงหนักจริงใครก็ฝืนสังขารไม่ได้ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเริ่มสัปหงก วูบไปวูบมาตอนขับรถทางตรง เราแนะนำว่าจอดนอนแบบจริงจังสัก 25-30 นาที ให้ร่างกายได้หลับลึกตามรูปแบบของ Power Nap สักรอบ เพราะเพื่อให้ร่างกายรู้สึกว่าได้นอนพอสมควร ซึ่ง Power Nap นี้จะสามารถทดแทนการนอนได้ประมาณ 2 ชั่วโมงต่อครั้งเลยทีเดียว แต่ถ้าทำอย่างนี้ร่างกายจะไม่ค่อยสร้าง Growth Hormones เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ดังนั้น จึงไม่ควรทำในระยะยาว แต่การจอดแวะงีบ ควรจะหาที่ๆ ปลอดภัย เช่น ปั้มน้ำมันที่มีคนค่อนข้างเยอะ ไม่ควรจอดริมถนน รวมถึงที่เปลี่ยว ซึ่งจะอันตรายมากๆ

 

ภาพ Freepik

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากกรมสุขภาพจิต และรู้ใจดอทคอม

เช็ก 9 สัญญาณแรกเริ่มภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610302

  • วันที่ 28 ธ.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

เช็ก 9 สัญญาณแรกเริ่มภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ

โอกาสดีช่วงปีใหม่ หลายคนได้กลับบ้านไปหาครอบครัว พบปะพ่อแม่หลังจากต้องห่างกันเพราะหน้าที่การงาน ลองแอบสังเกตดูอาการของท่านซิว่า เริ่มมีพฤติกรรมแบบนี้หรือไม่ เพราะนี่คืออาการแรกเริ่มของภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ

ข้อมูลจากคู่มือการดูแลผู้สูงวัย: สูตรคลายซึมเศร้า โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ระบุว่า “ภาวะซึมเศร้า” คือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง อาการหลักๆ คือผู้สูงอายุจะรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเศร้า หรือทั้งสองอย่าง โดยอาจมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการกินการนอน เรี่ยวแรง สมาธิ รวมถึงความรู้สึกที่มีต่อตัวเองร่วมด้วย

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ถ้าเป็นไม่มากนักอาจเข้าข่าย “ภาวะซึมเศร้า” แต่หากมีอาการมากและกินระยะเวลานานก็อาจพัฒนากลายเป็น “โรคซึมเศร้า” ซึ่งจะทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต ทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ไม่ดีเหมือนเดิม และบางรายที่รู้สึกท้อแท้หรือหมดหวัง อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

อาการของภาวะซึมเศร้าเป็นอย่างไร

 

  1. รู้สึกเบื่อหน่าย: ผู้สูงอายุจะรู้สึกเบื่อหน่าย สนใจสิ่งต่างๆ น้อยลงหรือหมดความสนใจ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต ไม่เบิกบานห่อเหี่ยว หดหู่ หรือเซ็ง ภาษาถิ่นเรียกว่า ก้าย (เหนือ), เป็นตะหน่ายแท่ อุกอั่ง (อีสาน), เอือน (ใต้)
  2. รู้สึกเศร้า: ผู้สูงอายุจะเศร้าโศกเสียใจง่าย น้อยใจง่าย ร้องไห้ง่าย รวมถึงมักรู้สึกท้อใจ
  3. พฤติกรรมการนอนเปลี่ยนแปลง: ผู้สูงอายุจะนอนไม่หลับหลับๆ ตื่นๆ ตื่นเช้ากว่าปกติ หรืออาจนอนมากขึ้น หลับทั้งวันทั้งคืน นอนขี้เซา
  4. พฤติกรรมการกินเปลี่ยนแปลง: เบื่ออาหาร ไม่ค่อยหิว หรืออาจกินจุขึ้น ของที่เคยชอบกินกลับไม่อยากกิน หรือบางรายอาจอยากกินของที่ปกติไม่กิน เช่น ของหวานๆ
  5. การเคลื่อนไหวของร่างกายเปลี่ยนแปลง: ผู้สูงอายุอาจเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงหรือเคลื่อนไหวมากขึ้น กระวนกระวายภาษาอีสานเรียกว่า หนหวย หรือ บ่เป็นตะอยู่
  6. กำลังกายเปลี่ยนแปลง: อ่อนเพลียง่าย กำลังวังชาลดน้อยถอยลง รู้สึกไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนเดิม ไม่ค่อยมีแรง บางรายอาจบ่นเกี่ยวกับอาการทางร่างกายหลายอย่างที่ตรวจไม่พบสาเหตุ หรือมีอาการมากกว่าอาการปกติของโรคนั้นๆ
  7. ความรู้สึกต่อตนเองเปลี่ยนแปลง: รู้สึกไร้ค่า รู้สึกผิด หรือรู้สึกแย่กับตัวเอง คิดว่าตนเป็นภาระของลูกหลาน ไม่มีความสามารถเหมือนที่เคยเป็น ความภาคภูมิใจในตนเองลดลงอับจนหนหาง หมดหวังในชีวิต
  8. สมาธิและความจำบกพร่อง: หลงลืมบ่อย โดยเฉพาะลืมเรื่องใหม่ๆ ใจลอย คิดไม่ค่อยออก มักลังเลหรือตัดสินใจผิดพลาด
  9. ทำร้ายตัวเอง: ผู้สูงอายุบางรายที่มีอาการมากๆ อาจรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป บางรายจะคิดหรือพูดถึงความตายบ่อยๆ นึกอยากตาย และอาจวางแผนทำร้ายร่างกาย เช่น เตรียมสะสมยาจำนวนมากๆ เตรียมวัสดุอุปกรณ์ จากนั้นอาจลงมือทำร้ายตัวเองด้วยวิธีต่างๆ เช่น กินยาเกินขนาด กินยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้า แขวนคอ หรือใช้อาวุธทำร้ายตนเองผู้สูงอายุบางรายอาจไม่ยอมกินยาประจำตัว เพื่อปล่อยให้อาการทรุดลงจนเสียชีวิต

แยกภาวะซึมเศร้าออกจากความเศร้าปกติได้อย่างไร

ตารางแสดงความแตกต่างระหว่าง ภาวะซึมเศร้าและความเศร้าปกติ

 

ภาพ freepik

กลับบ้านปีใหม่…เลือกของขวัญถูกใจใช้หลัก 5ป. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610272

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 14:44 น.

กลับบ้านปีใหม่...เลือกของขวัญถูกใจใช้หลัก 5ป.

คุณหมอแนะนำวิธีการเลือกซื้อของขวัญวันปีใหม่ให้เกิดคุณค่าด้วยการใช้หลัก 5 ป. พร้อมบอกวิธีการเลือกอย่างไร เช็กตรงไหนให้ได้ของดี ไม่ทำร้ายสุขภาพคนที่เรารัก

เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงที่เราต่างสรรหาของขวัญมอบให้แก่กัน ซึ่งแต่ละคนก็จะเลือกซื้อของขวัญหลากหลายชนิดแตกต่างกันไป แต่หากซื้อของขวัญที่ไม่มีคุณภาพและไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้รับและอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงการเลือกซื้อของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่ ว่า เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงที่ประชาชนจะมอบของขวัญให้แก่กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเลือกซื้อของขวัญวันปีใหม่ให้เกิดคุณค่า สามารถทำได้ด้วยการใช้หลัก 5 ป. ซึ่งได้แก่

ป. ประโยชน์

คือเลือกของขวัญปีใหม่ที่มีประโยชน์ โดยคำนึงถึงเพศ วัย และสุขภาพของผู้รับ เช่น ของเล่นสำหรับเด็กควรเป็นของเล่นที่ได้มาตรฐานและช่วยเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สมอง และ การเรียนรู้ ได้แก่ เกมส์ฝึกสมอง อุปกรณ์กีฬา เครื่องดนตรี สำหรับผู้สูงอายุควรเป็นของที่ดีต่อสุขภาพหรือเป็นของที่นำมาใช้เพื่อให้เวลาว่างเป็นประโยชน์ ได้แก่ ผลไม้ ชาสมุนไพร หนังสือ บทเพลงสบายๆ เพื่อการพักผ่อน เป็นต้น

ป.ประหยัด

คือไม่ควรมุ่งเน้นของที่มีราคาแพง หรูหรา ยี่ห้อดัง เพราะของขวัญปีใหม่ที่ราคาประหยัดแต่มีประโยชน์ จะมีคุณค่าทางจิตใจต่อผู้รับมากกว่าของขวัญราคาแพงแต่ไม่เป็นประโยชน์ เช่น สินค้าโอทอป สินค้าหัตถกรรม สินค้าจากศูนย์ศิลปาชีพ แต่ควรระวังสินค้าเลียนแบบหรือสินค้าราคาถูกแต่ด้อยคุณภาพที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น ของเล่นเด็ก เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องใช้อิเลคทรอนิคส์ เพราะอาจไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ป.ปลอดภัย

คือต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อชีวิตและสุขภาพของผู้รับ โดยเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายมาตรฐานรับรองจากหน่วยงานราชการ เช่น หากเป็นอาหารต้องมีเลขสาระบบอาหารหรือ อย. หากเป็นสินค้าอุตสาหกรรมต้องมีมาตรฐานอุตสาหกรรมหรือ มอก. นอกจากนี้ ควรมีชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า สถานที่ผลิต วันผลิต วันหมดอายุ ระบุในฉลากสินค้าด้วย

ป.เป็นไทย

คือสินค้าที่ผลิตภายในประเทศและบ่งบอกถึงความเป็นไทย เช่น ผ้าทอหรือผ้าไหมจากศูนย์ศิลปาชีพ ผลไม้ไทยๆ ทั้งสดและอบแห้ง ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ผล เช่น กล้วยไม้ บอนสี เป็นต้น และ

ป.เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คือไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เช่น ไม่บรรจุในภาชนะโฟม ใช้ได้นานไม่เสื่อมเสียง่าย หากเสื่อมสภาพสามารถนำมาซ่อมแซมหรือรีไซเคิลได้ หรือเป็นสินค้าที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ประดิษฐ์จากใบไม้ หรือเป็นของขวัญที่สามารถช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมได้ เช่น ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ผล เป็นต้น

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในตอนท้ายว่า สำหรับผู้ที่เลือกซื้อของขวัญประเภทอาหารแห้งและธัญพืชต่างๆ หากมีการจัดเตรียมและเก็บไว้นาน หรือเก็บในสภาพที่มีความชื้นเกินไปหรือร้อนเกินไป คุณภาพของอาหารก็อาจจะเสื่อมลงได้ ดังนั้น จึงควรใส่ใจสังเกตความผิดปกติ เช่น หากมีเชื้อราปนเปื้อนก็สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เพราะเชื้อราจะมีลักษณะเป็นคราบสีเขียว เหลือง ดำ หรือขาว ถ้าดมดูจะมีกลิ่นเหม็นอับ ควรหลีกเลี่ยงของขวัญประเภทอาหารที่มีแป้ง ไขมัน และน้ำตาลสูง เช่น เค้ก คุกกี้ เป็นต้น และที่สำคัญไม่ควรให้เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ ไวน์ เป็นของขวัญปีใหม่ เพราะส่งผลเสียต่อสุขภาพ

 

ภาพ FREEPIK

‘กรรมพันธุ์มะเร็ง’ มรดกตระกูลที่ไม่รับต่อก็ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610219

  • วันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 06:16 น.

'กรรมพันธุ์มะเร็ง' มรดกตระกูลที่ไม่รับต่อก็ได้

แพทย์ชี้มียีนมะเร็งพันธุกรรม เสี่ยงเป็นโรคถึง 14 เปอร์เซ็นต์ รู้ก่อนป้องกันได้ ลดความเสี่ยงส่งต่อให้ลูกหลานด้วยการตรวจพันธุกรรม

“มะเร็ง” ภัยเงียบร้ายแรงที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 มายาวนานกว่า 20 ปี หลายคนคิดว่าดูแลตัวเองดีแล้ว สุดท้ายกลับพบว่าป่วยเป็นมะเร็ง นั่นก็เพราะโรคมะเร็งมีความซับซ้อน และมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้เกิดโรค โดยผู้ป่วย 95 เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นเอง หรือถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอก อาจเรียกได้ว่าเกิดจากพฤติกรรม และอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรม ซึ่งคนส่วนใหญ่มักคิดว่าการมียีนมะเร็งทางพันธุกรรมเป็น “กรรม” ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่สามารถแก้ไขหรือป้องกันได้ แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบยีนมะเร็งทางพันธุกรรม และโอกาสในการเกิดโรค ทำให้สามารถหาทางป้องกัน และลดความเสี่ยงให้กับตัวเองและทายาทได้

ผศ.ดร.นพ.โอบจุฬ ตราชู แพทย์อายุรศาสตร์และพันธุศาสตร์การแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า โรคมะเร็งทางพันธุกรรม เกิดจากการถ่ายทอดยีนที่มีการกลายพันธุ์จากรุ่นพ่อแม่ไปยังรุ่นลูก ซึ่งความผิดปกติของยีนนี้สามารถส่งต่อไปยังทายาทรุ่นต่อไปได้อย่างไม่สิ้นสุด ผู้ที่ได้รับยีนผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มจะเกิดโรคมะเร็งเช่นเดียวกับคนในครอบครัวได้ตั้งแต่ 14-99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางการแพทย์ถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง นอกจากนี้ยังส่งผลให้สามารถเกิดโรคมะเร็งได้ตั้งแต่อายุน้อย โดยปกติความเสี่ยงโรคมะเร็งจะเริ่มเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป แต่มะเร็งทางพันธุกรรมมีความเสี่ยงเกิดโรค ในช่วงอายุ 40 ปี หรือน้อยกว่า ดังนั้นหากมีญาติในสายใกล้ชิด เช่น ยาย แม่ พี่น้องของแม่ หรือพี่น้องของเราเอง มีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือมีญาติเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุไม่ถึง 50 ปี แม้เพียงคนเดียว ให้สงสัยว่าเราอาจมียีนมะเร็งทางพันธุกรรม ควรมาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาความเสี่ยง

หรือเราจะได้รับ ‘มะเร็งทางพันธุกรรม’ เป็นมรดก

โรคมะเร็งทางพันธุกรรมนั้น เราไม่สามารถรู้ได้จนกว่าจะได้รับการตรวจ โดยแพทย์จะซักประวัติเพื่อนำไปคำนวณหาความเสี่ยง หากพบว่าคนไข้มีความเสี่ยงจากประวัติครอบครัว เช่น ครอบครัวที่มีคนเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่จำนวนหลายคน แพทย์จึงจะทำการตรวจเลือดหายีนมะเร็งทางพันธุกรรม โดยจะตรวจยีน 2 กลุ่ม คือ BRCA1 และ BRCA2 ซึ่งเป็นยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ หากพบว่ายีนทั้ง 2 กลุ่มมีความผิดปกติ หมายความว่ามีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมและรังไข่ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ หากมีความผิดปกติของยีนกลุ่ม BRCA1 อาจเพิ่มโอกาสของการเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดลูก มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในขณะที่หากมีความผิดปกติของยีนกลุ่ม BRCA2 อาจเพิ่มโอกาสของการเกิดมะเร็งตับอ่อน มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งท่อน้ำดี และมะเร็งผิวหนังเมลาโนม่า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม พบว่าคนไข้ส่วนใหญ่ไม่อยากตรวจเพราะกลัวเจอว่าตัวเองมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง ทั้งที่ความจริงแล้ว การตรวจหายีนมะเร็งทางพันธุกรรมมีข้อดีมากกว่าที่คิด เพราะแพทย์จะสามารถแนะนำให้คนไข้ปรับแนวทางการดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ รวมไปถึงเตือนคนในครอบครัวให้ระวังร่วมกัน ทั้งยังสามารถวางแผนชีวิตหลังแต่งงานได้ดีขึ้นด้วย

รู้ก่อน ป้องกันได้! อย่าปล่อยให้ ‘มะเร็ง’ เป็นมรดกของลูกหลาน

ความกังวลของผู้ที่มียีนมะเร็งทางพันธุกรรม นอกจากโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกับตัวเองแล้ว ยังกังวลว่าจะส่งต่อพันธุกรรมเหล่านี้ไปยังลูกหลาน การตรวจพันธุกรรมก่อนแต่งงานนั้นมีประโยชน์มาก เพราะจะช่วยให้คนไข้สามารถวางแผนการใช้ชีวิตหลังแต่งงานและการมีบุตรได้ปลอดภัยกับลูกมากขึ้น โดยแพทย์จะแนะนำให้ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในการเลือกเก็บไข่หรือเชื้อที่ไม่มียีนมะเร็งทางพันธุกรรมและโรคร้ายอื่น ๆ สำหรับทำเด็กหลอดแก้ว เป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงที่จะส่งต่อกรรมพันธุ์มะเร็งไปถึงรุ่นลูกได้

“การมียีนมะเร็งทางพันธุกรรม เป็นการบอกว่าคน ๆ นี้มีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญคือหากรู้แล้วต้องปฏิบัติตัวเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ และหมั่นตรวจคัดกรองค้นหามะเร็งชนิดนั้น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันคนที่ไม่เคยมีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง ตรวจไม่พบยีนมะเร็งทางพันธุกรรมก็มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งได้ จึงแนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปและมีประวัติครอบครัวผิดปกติควรพบแพทย์ หากพบว่าเป็นมะเร็งจะได้รักษาแต่เนิ่น ๆ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสหายขาดได้สูงกว่า นอกจากนี้ ปัจจุบันมียารักษามะเร็งเฉพาะจุดที่ได้ผลดี คนไข้มีทางเลือกในการรักษาเพิ่มขึ้น การรู้ตัวเร็วจึงมีแต่ข้อดีมากกว่าข้อเสีย อยากให้มองว่าการรู้ก่อนเป็นโอกาสในการต่อสู้กับโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด” ผศ.ดร.นพ. โอบจุฬ กล่าว

 

ภาพ Freepik

ปีใหม่ปาร์ตี้เยอะ กินเกินความต้องการ…เสี่ยงอ้วน!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610210

  • วันที่ 26 ธ.ค. 2562 เวลา 18:19 น.

ปีใหม่ปาร์ตี้เยอะ กินเกินความต้องการ...เสี่ยงอ้วน!!

กรมการแพทย์ ห่วงประชาชนช่วงปีใหม่กินเกินความต้องการของร่างกาย เสี่ยงโรคอ้วนและโรคแทรกซ้อน แนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มการออกกำลังกาย สามารถช่วยได้

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ที่จะถึงนี้ จะมีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ รวมทั้งท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ประกอบกับปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ อาหารที่ให้พลังงานสูง อาหารแปรรูป หรืออาหารที่มีรสหวาน มัน เค็ม เป็นรสชาติที่คนไทยชอบรับประทานมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น หากบริโภคเกินความต้องการของร่างกายประกอบกับขาดการออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายน้อย จะส่งผลทำให้ระบบเผาพลาญอาหารผิดปกติ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอ้วนและโรคอ้วนลงพุง คือภาวะที่มีไขมันสะสมในร่างกายจำนวนมากโดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง ทำให้เห็นพุงยื่นออกมาชัดเจน ส่งผลให้รูปร่างดูไม่ดี หอบ หรือเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ อาจมีผลกระทบต่อกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่างๆ

ดังนั้น ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งหากละเลยการดูแลตนเองอาจส่งผลทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงอื่นๆ ตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง

ด้านนายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่มีภาวะอ้วนหรืออ้วนลงพุง สามารถรักษาและป้องกันได้ด้วยการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยวิธีการจำกัดปริมาณอาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคนี้

สำหรับเทคนิคหรือหลักการการเลือกรับประทานอาหารตามสัดส่วนแบบง่ายๆ คือลดปริมาณข้าวหรือแป้งให้น้อยลง เพิ่มการรับประทานผักและผลไม้ที่หวานน้อย เลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อวัวหรือหมูไม่ติดมัน เนื้อไก่ไม่ติดหนัง หรือเต้าหู้ หลีกเลี่ยงน้ำหวาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น แกงกะทิ ขนมหวานต่างๆ ของทอด และอาหารฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น

แนะนำให้เปลี่ยนวิธีการปรุงอาหารด้วยการต้ม นิ่ง ย่าง พร้อมใช้สูตร 2 : 1 : 1 คือ ผัก : แป้ง : โปรตีน ในปริมาณอาหารหนึ่งจานควรมีผัก 50% ข้าวหรือแป้ง 25% โปรตีนหรือเนื้อสัตว์ 25%

ทั้งนี้ ไม่ควรรับประทานน้ำตาลและไขมันเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน เกลือไม่ควรเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน นอกจากนี้ควรเพิ่มการออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที จำนวน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ และควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพียงเท่านี้จะสามารถลดพลังงานและน้ำหนักตัวลงได้

ปีใหม่ไปต่างแดน อย่าลืม ‘วัคซีน’ ลดความเสี่ยง เลี่ยงติดโรคอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/610109

  • วันที่ 25 ธ.ค. 2562 เวลา 15:41 น.

ปีใหม่ไปต่างแดน อย่าลืม 'วัคซีน' ลดความเสี่ยง เลี่ยงติดโรคอันตราย

ท่องเที่ยวปีใหม่ใครมีแพลนเดินทางไปต่างประเทศ อย่ามองข้าม “การฉีดวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน” ลดความเสี่ยง เลี่ยงติดโรคอันตราย

การฉีดวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับผู้เดินทางไปต่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพราะประเทศที่เรา กำลังจะเดินทางไปมีโรคติดต่อประจำถิ่นหรืออาจเกิดโรคระบาดบางอย่างอยู่ หากผู้เดินทางไม่ได้เสริมสร้างภูมิคุ้มกันก่อนเข้าไปในประเทศนั้นๆ อาจจะเสี่ยงต่อการติดโรคที่อันตรายได้ ดังนั้น เราเตรียมความพร้อมตนเอง เข้าไปปรึกษาแพทย์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง

มีพาหะนำโรค คือ ยุง ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ตัวเหลือง ตาเหลือง และตับอักเสบ สำหรับผู้เดินทางไปในบางประเทศแถบแอฟริกา และอเมริกาใต้ จะต้องมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนรับรองถึงจะเข้าประเทศได้ โดยฉีด 1 ครั้งก่อนการเดินทาง 10 วัน

วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น

ติดต่อโดยการไอจามรดกัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง และอาการทางระบบประสาท สำหรับผู้เดินทางไปประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยเฉพาะผู้แสวงบุญที่ไปร่วมพิธีฮัจจ์และพิธีอุมเราะห์ จะต้องมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนรับรองถึงจะเข้าประเทศได้ โดยฉีด 1 ครั้งก่อนการเดินทาง 10 วัน

วัคซีนป้องกันโรคไข้ทัยฟอยด์

ติดต่อทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร ไข้สูง และอาการทางระบบทางเดินอาหาร สำหรับผู้เดินทางไปประเทศแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ปากีสถาน เป็นต้น แอฟริกาและอเมริกาใต้ มีทั้งวัคซีนแบบฉีดและรับประทาน ควรได้รับวัคซีนให้ครบก่อนเดินทางอย่างน้อย 1 สัปดาห์

วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ

ติดต่อทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการตับอักเสบเฉียบพลัน ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง และตับวายได้ สำหรับผู้เดินทางไปประเทศในแถบเอเชียใต้ แอฟริกาและอเมริกาใต้ ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน

นอกจากวัคซีนพวกนี้ ไม่ว่าจะมีการเดินทางหรือไม่ ทุกคนควรได้รับวัคซีนมาตรฐาน ตามแผนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติ (EPI) ให้ครบ คือ วัคซีนบีซีจี วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR) วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ (JE) และวัคซีนป้องกันบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (DTP)

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยเราควรจะต้องระวังตัวเอง ป้องกันไม่ให้เกิดโอกาสเสี่ยงเกิดโรคโดยไม่จำเป็นเพิ่มเติมจากการป้องกันด้วยวัคซีน เช่น รับประทานอาหารให้ถูกหลักอนามัย ป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยการสวมเสื้อผ้ามิชิด หรือทายากันยุง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่มีคนแออัด หากจำเป็นอาจสวมหน้ากากอนามัยป้องกันโรค เป็นต้น

 

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ภาพ Freepik