อัพเดท 9 เทรนด์อาหารมาแรงแห่งปี 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609948

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2562 เวลา 07:00 น.

อัพเดท 9 เทรนด์อาหารมาแรงแห่งปี 2020

ส่องกระแสเทรนด์อาหารในอนาคต มีอะไรใหม่ๆ และน่าสนใจบ้าง

ปี 2020 ที่จะถึง ใครลิสต์ New Year’s resolutions อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเรื่องสุขภาพ สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้นอกเหนือจากเทรนด์การออกกำลังกาย ก็คือเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งจากข้อมูลในงาน Fi Asia 2019 หรือฟู้ดอินกรีเดียนท์ เอเชีย 2019 งานใหญ่แห่งวงการอาหารระดับภูมิภาคเอเชีย ได้รายงานอัพเดทเทรนด์อาหารแห่งอนาคตในปี 2020 ไว้ดังนี้

1.อาหารสำหรับโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) เป็นอาหารที่คำนึงถึงข้อมูลส่วนบุคคล เพศ วัย ระดับกิจกรรมการใช้ชีวิต อัตราการเปลี่ยนแปลงกลูโคสในหลอดเลือดหลังการบริโภคอาหาร อาหารที่ชอบ รูปแบบการออกกำลังกายที่ชอบ และเป้าหมายด้านโภชนาการ เช่น เพื่อลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก รักษาน้ำหนัก หรืออื่น ๆ รวมถึงโรคประจำตัวต่างๆ ซึ่งอาจจะต้องลดความหวาน เค็ม มัน เสริมโปรตีน เสริมแคลเซียมเฉพาะตามแต่ความต้องการ หรือขาดเหลือของแต่ละบุคคล

2.อาหารพร้อมทานที่มี 5 ปัจจัยหลักเพื่อสุขภาพ ด้วยภาวะความเร่งรีบในสังคมยุคดิจิตัลที่มีการแข่งขันกันสูง อาหารพร้อมทานจะเป็นปัจจัยที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด และต้องเป็นอาหารพร้อมทานที่คำนึงถึง 5 ปัจจัยหลักเพื่อสุขภาพด้วย คือ มีปริมาณน้ำตาลที่น้อย มีไขมันอิ่มตัวต่ำ ไขมันรวมต่ำ มีใยอาหารสูง และมีโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ

3.ลดน้ำตาล ใช้ความหวานจากธรรมชาติ เมื่อทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงผลกระทบและโรคร้ายที่มากับความหวานในน้ำตาล นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางอาหารจะเข้ามามีบทบาทในการมองหาแหล่งความหวานทางเลือกใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งในช่วงปี 2019 กระแสความนิยมหันมาเลือกใช้หญ้าหวานสกัด (สตีเวีย) เริ่มกลับมาอีกครั้ง ทั้งในอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเชือว่าในปี 2020 กระแสลดน้ำตาลแทนที่ด้วยความหวานจากธรรมชาติก็จะยังคงได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

4.เครื่องดื่มพลัสคุณค่า บำรุงสมอง ลำไส้ และผิว ปัจจุบันมีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเจ้าใหม่ ๆ เปิดตัวเข้าสู่ตลาดมากมาย ซึ่งนอกจากรสชาติความอร่อยแล้ว การคำนึงถึงการใส่ใจสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ และเทรนด์ที่กำลังนิยมกันในช่วงนี้ก็คือการเพิ่มส่วนผสมบำรุงสมองและระบบประสาท รวมถึงการเติมใยอาหาร หรือสารอาหารที่ช่วยในการดูแลระบบลำไส้ เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่บริโภคผักและผลไม้น้อย โดยที่ไม่ลืมในเรื่องของการดูแลผิวพรรณด้วย เรียกได้ตอบโจทย์ครบในครั้งเดียว

5.โปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์และโปรตีนสายพันธุ์ใหม่ มีการประมาณการว่าในปี 2562 มูลค่าการตลาดอาหารโดยเฉพาะกลุ่มประเภทโปรตีนจากพืชและนมพืชจะเติบโตขึ้น มีแนวโน้มขยายตัว 6.4% ตามความนิยมบริโภคอาหารโปรตีนสูงเพื่อสร้างสมดุลทางโภชนาการทดแทนเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น โปรตีนจากพืชตระกูลถั่ว เห็ด และสาหร่าย รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชเมล็ดถั่ว ตลอดจนโปรตีนจากการหมักเชื้อจุลินทรีย์

6 เครืองดื่มสีใส แต่มีสีมีรส ตลาดเครื่องดื่มที่ไม่มีสีจะกลับมีบทบาทและคึกคักขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากความอิ่มตัวของตลาดน้ำสี การคิดค้นสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ที่สร้างมูลค่า เป็นเครื่องดื่มสีใสที่ให้ความรู้สึกสะอาด ปลอดภัย ใกล้เคียงน้ำเปล่า แต่มีรสชาติและให้ความรู้สึกสดชื่น เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งก็เริ่มมีเห็นวางจำหน่ายกันบ้างแล้วตามร้านสะดวกซื้อในปัจจุบัน

7.น้ำดื่มสะอาดบรรจุขวด และน้ำมะพร้าว ด้วยสภาพอากาศที่ทวีความร้อนขึ้นทุกวัน น้ำดื่ม ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตก็ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดที่สูง ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ มองหาน้ำดื่มที่สะอาด สดชื่น และบรรจุขวดอย่างปลอดภัย นอกจากน้ำดื่มทั่วไปแล้ว น้ำมะพร้าวก็ถือเป็นตัวเด่นของปีนี้ จากแนวโน้มของตลาดน้ำมะพร้าวคาดการณ์กันว่ามูลค่าตลาดน้ำมะพร้าวทั่วโลกมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นถึง 50% ภายในปี 2020

8.วัตถุดิบและส่วนผสมจากท้องถิ่น เนื่องจากความหลากหลายทางภูมิภาคและวัฒนธรรมท้องถื่นสามารถสร้างมูลค่าได้จากสินค้าที่มีความแปลกใหม่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม ทำให้สินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่เกิดจากการแปรรูปนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาใช้ สามารถสร้างเรื่องราวและคุณค่าได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ส้มบางสายพันธุ์ ข้าวบางสายพันธุ์ กล้วยบางสายพันธุ์ หรือแม้แต่การเพาะปลูกเก็บเกี่ยวและผลิตในเฉพาะบางพื้นที่ก็สามารถสร้างมูลค่าความแตกต่างได้อย่างมหาศาลขึ้นมาได้

9.การแปรรูปแมลง แมลงเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง สามารถทดแทนเนื้อสัตว์ได้ และการเพาะเลี้ยงแมลงเพื่อนำมาบริโภคก็สร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมน้อยมาก อีกทั้งแมลงยังสามารถเพาะเลี้ยงให้เป็นอาหารที่ไร้กลูเตน เหมาะสำหรับคนแพ้กลูเตนที่มีอยู่มากในปัจจุบัน ซึงประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการส่งออกแมลงไปขายทั่วโลกและคาดการณ์ว่าตลาดในปี 2020 จะเติบโตสูง ใครที่กำลังมองหาอาชีพใหม่ลองศึกษาการเพาะเลี้ยงแมลงก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว

 

ภาพ Freepik

รวมที่สุด ‘Fake News สุขภาพ’ ปรากฏการณ์ข่าวปลอมในรอบ 1 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609851

  • วันที่ 23 ธ.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

รวมที่สุด 'Fake News สุขภาพ' ปรากฏการณ์ข่าวปลอมในรอบ 1 ปี

 “กัญชารักษามะเร็ง” เต็ง 1 Fake News ด้านสุขภาพ สสส.เปิดปรากฏการณ์ข่าวปลอมด้านสุขภาพในรอบ 1 ปี จากการสำรวจพฤติกรรมบนโลกออนไลน์

ข้อมูลจากเอกสารจับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2563 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุ จากการสำรวจพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ ระหว่างเดือน กรกฎาคม 2561-มิถุนายน 2562 พบว่า 4 เพจ บน Facebook Page ที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Fake News ด้านสุขภาพ ได้แก่ ‘ชัวร์ก่อนแชร์’ ‘อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์’ ‘หมอแล็บแพนด้า’ และ ‘ความรู้สนุก ๆ แบบหมอแมว’ เมื่อเลือกดูเฉพาะ 5 ข่าวที่ได้รับ engagement มากที่สุดของแต่ละเพจ โดยคัดเลือกเฉพาะข่าวที่ไม่ซ้ำกัน สรุปเป็น 18 ข่าว ได้ดังนี้

    1. กัญชารักษามะเร็ง
    2. อังกาบหนูรักษามะเร็ง
    3. หนานเฉาเว่ยรักษาสารพัดโรค
    4. บัตรพลังงานรักษาสารพัดโรค
    5. ไข่มุกย่อยยากสะสมตามร่างกาย
    6. ยาฉีดต้าน HIV
    7. คนเป็นเบาหวานห้ามกินทุเรียน
    8. ฉี่จักจั่นรักษาโรค
    9. มันหมูสารพัดสรรพคุณ
    10. ความฉลาดของลูกได้จากแม่
    11. อาหารเค็มคืออาหารที่มีไอโอดีน
    12. เนื้อไก่มีฮอร์โมนเร่งโต
    13. น้ำมะพร้าวแก้อาการบ้านหมุน
    14. ไข่มุกปลอมทำจากยาง
    15. ดี คอนแทค รักษาดวงตา
    16. ผงชูรสเป็นสารอันตราย
    17. เครื่องตรวจสุขภาพควอนตั้ม
    18. จุกนมปลอมใส่น้ำผึ้งสำหรับทารก

จะพบว่าประเด็น ‘น้ำมันกัญชาอังกาบหนูหนานเฉาเหว่ย และบัตรพลังงาน’ เป็น 4 ข่าว อันดับต้นแห่งปีที่มีข้อความมากที่สุด ได้รับ engagement มากที่สุด และได้รับการแชร์มากที่สุด

ขณะที่ข่าวปลอมเรื่อง ‘ความฉลาดของลูก ได้จากแม่มากกว่าพ่อ’ ติดอันดับข่าวปลอมที่ได้รับ Engagement มากที่สุดและได้รับการแชร์มากที่สุด

สำหรับช่องทางที่มีการพูดถึง Fake News มากที่สุด ซึ่งในที่นี้หมายถึงการพูดถึงข่าวปลอมในทุกแง่ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ข่าวปลอม การให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอม หรือการพูดคุยเกี่ยวกับข่าวปลอมนั้นๆ ซึ่งพบว่า Facebook เป็นช่องทางที่มีการพูดถึงข่าวปลอมมากที่สุดถึง 65% ซึ่งมีทั้งการเผยแพร่ข่าวปลอม และการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอม ตามด้วย Twitter 13% ข้อความจากสำนักข่าวต่างๆ ซึ่งเป็นการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวปลอม 12% Youtube 6% Pantip 3% และอินสตาแกรม 1%

ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.)

งานวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606864

  • วันที่ 22 ธ.ค. 2562 เวลา 09:00 น.

งานวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศ

อนุภาคฝุ่นจิ๋วแต่ฤทธิ์ไม่จิ๋ว วารสารทางการแพทย์ Epidemiology ตีพิมพ์พิษสงร้ายของมลพิษทางอากาศ พบความเชื่อมโยงฝุ่นจิ๋วจากท่อรถยนต์กับมะเร็งสมองเป็นครั้งแรก

ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม็คกิลล์ ในเมืองมอนทรีอัล ประเทศแคนาดา ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Epidemiology พบความเชื่อมโยงระหว่างมะเร็งสมองกับการได้รับมลพิษขนาดเล็กทางอากาศเป็นครั้งแรก โดยพบว่าเพียงได้รับมลพิษทางอากาศขนาดเล็ก 10,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตร เป็นเวลา 1 ปี ทำให้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสมองเพิ่มขึ้นถึง 10%

การวิจัยครั้งนี้ติดตามเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครวัยผู้ใหญ่จำนวน 1.9 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเมืองโตรอนโตและมอนทรีอัลของแคนาดาตั้งแต่ปี 1991-2016 โดยระดับอนุภาคขนาดเล็กจากมลพิษของทั้งสองเมืองนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 6,000-97,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งมีความหนาแน่นระดับเดียวกับเมืองใหญ่ๆ

ทีมวิจัยได้ข้อสรุปว่า ชาวเมืองที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก 50,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไปมีโอกาสเป็นมะเร็งสมองเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับคนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีอนุภาคขนาดเล็ก 15,000 ชิ้นต่อลูกบาศก์เซนติเมต

ทั้งนี้ มีการพบอนุภาคขนาดเล็กในมลพิษทางอากาศในสมองของมนุษย์ตั้งแต่ปี 2016 เพียงแต่ขณะนั้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับมะเร็งสมอง รวมทั้งยังมีงานวิจัยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาระบุว่ามลพิษทางอากาศอาจเข้าไปทำลายอวัยวะทุกชิ้นและเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์

นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศยังส่งผลด้านอื่นกับสมอง อาทิ สติปัญญาลดลง สมองเสื่อม และปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิตทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่าประชากรโลกเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศราวปีละ 4.2 ล้านคน

จับตาคิมส่งซิกใช้มาตรการเชิงรุก ปีหน้าฟ้าใหม่อาจคุยกับทรัมป์ด้วยกำลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610470

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2562 เวลา 17:23 น.

จับตาคิมส่งซิกใช้มาตรการเชิงรุก ปีหน้าฟ้าใหม่อาจคุยกับทรัมป์ด้วยกำลัง

คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือมีแถลงการณ์เนื่องในวันปีใหม่ สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมกับ “มาตรการเชิงรุก” เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ และเกาหลีเหนือจะใช้ “แนวทางใหม่” หากสหรัฐยังไม่หยุดคว่ำบาตรและกดดันเกาหลีเหนือ

แถลงการณ์นี้เป็นการส่งสัญญาณอย่างตรงไปตรงมาว่าคิมอาจจะระงับการเจรจากับสหรัฐที่ไม่คืบหน้าและใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นเพื่อต่อรองให้สหรัฐยุติมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ โดยระยะหลังเกาหลีเหนือทำการทดลองขีปนาวุธบ่อยครั้งขึ้นคาดว่าเพื่อกดดันสหรัฐ

การแสดงท่าทีของคิมทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงส่งท้ายปี 2020 เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองโลก

สำนักข่าว KCNA รายงานว่า คิมเน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับระบบการทำงานด้านเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสร้างระเบียบวินัยที่แข็งแกร่งและเสนองานเพื่อแก้ไขสถานการณ์ร้ายแรงของภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญของเศรษฐกิจของประเทศ

คิมยังเน้นถึงความจำเป็นในการเพิ่มการผลิตทางการเกษตรให้มากขึ้น และให้คำแนะนำสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์การศึกษาและมาตรฐานสาธารณสุข

อีซังมิน โฆษกของกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้กล่าวว่า รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังเฝ้าดูการประชุมพรรคเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด แต่เขาไม่ได้คาดการณ์อะไรเรื่องที่คิมเรียกร้องให้มีมาตรการความมั่นคงเชิงรุก

ชองซองชัง นักวิเคราะห์อาวุโสของสถาบันเซจง (Sejong Institute) ของเกาหลีใต้กล่าวว่า เป็นครั้งแรกภายใต้การปกครองของคิมที่การประชุมประจำปีของคณะกรรมการกลางของพรรคใช้เวลานานกว่า 1 วัน

ชองซองชัง ชี้ว่าคิมมีความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญในการเผชิญกับการคว่ำบาตรและแรงกดดันจากสหรัฐ และยิ่งมีการสกัดกั้นแรงงานของเกาหลีเหนือไม่ให้ออกไปทำงานในประเทศต่างๆ ยิ่งทำให้สถานการณ์ของคิมย่ำแย่ลง

ชองซองชัง ยังเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ในระหว่างการประชุมพรรค คิมจะยังย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเสริมความแข็งแกร่งโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ เพราะพบเห็นผู้บัญชาการกองกำลังเชิงกลยุทธ์ของกองทัพเกาหลีเหนือในระหว่างการประชุมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

คิมได้พบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สามครั้งในช่วงสองปี แต่การเจรจาต่อรองเริ่มไม่คืบหน้า ในการประชุมครั้งล่าสุดของทั้งสองในเดือนมิถุนายนจบลงโดยไม่มีผลอะไรแต่ยังตกลงที่จะดำเนินการเจรจาต่อไป แต่การประชุมระดับการทำงานในสวีเดนเมื่อเดือนตุลาคมต้องยุติเพราะฝ่ายชาวเกาหลีเหนือกล่าวโทษสหรัฐว่ายังคงมี “ท่าทีและทัศนคติแบบเดิมๆ”

เกาเหลีเหนือกล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้ว่าได้ทำการทดสอบ “ที่มีความสำคัญ” สองครั้งที่ศูนย์ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ทำให้คาดว่าอาจมีการยิงงขีปนาวุธพิสัยไกลหรือดาวเทียม

ภาพถ่ายโดย STR / KCNA VIA KNS / AFP ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2019 และเผยแพร่โดยสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของทางการของเกาหลีเหนือเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ระหว่างที่คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือเข้าร่วมการประชุมสมัยที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานของเกาหลี ในกรุงเปียงยาง และมีแถลงการณ์ดังกล่าว

จับตาเทคโนโลยีคุกคามมนุษย์ในปี2020 โลกดิจิทัลจะล่วงล้ำสิทธิส่วนตัวมากขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610456

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2562 เวลา 15:06 น.

จับตาเทคโนโลยีคุกคามมนุษย์ในปี2020 โลกดิจิทัลจะล่วงล้ำสิทธิส่วนตัวมากขึ้น

มูลนิธิ Thomson Reuters Foundation ได้สอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ในยุคดิจิทัลในปี 2020 ซึ่งแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือ รัฐบาลจะใช้ระบบจดจำใบหน้าเพื่อเฝ้าระวังด้านความมั่นคง ไปจนถึงการเก็บข้อมูลส่วนตัวของเราโดยยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ต เป็นประเด็นร้อนที่ต่อเนื่องมาจากปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ปัญญาประดิษฐ์และกระแสดาต้าอิซึ่มกำลังเข้าครอบงำชีวิตของเราในทุกด้าน

-โฆษณาการเมืองที่ล็อคเป้ามาที่เรา –

แมนธิว ไรซ์ผู้อำนวยการกลุ่ม Open Rights ในสก็อตแลนด์กล่าวว่า ข้อมูลส่วนบุคคลกำลังกลายเป็นหัวใจหลักในการดำเนินการทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ฝ่ายต่างๆ ซื้อชุดข้อมูลเชิงพาณิชย์เพื่อพยายามเข้าถึงคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และทำการตัดสินใจว่าจะเข้าถึงคนกลุ่มนี้ทางออนไลน์ด้วยวิธีการใด

วิธีการนี้ (targeted political ad) ก้าวล่วงกฎหมายคุ้มครองข้อมูลและบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่เกิดขึ้นในปี 2020 คาดว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะให้ความสนใจกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลและวิธีการใช้งานข้อมูลเหล่านี้อย่างมาก

– โฆษณาที่แอบส่องพฤติกรรมของเรา –

คาโรลินา อิวานสกาทนายความมูลนิธิ Panoptykon กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในเวลานี้มีกระแสร้องเรียนต่อการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อกำหนดเป้าหมายการโฆษณาออนไลน์ (Behavioral advertising) โดยมีการร้องเรียนต่อหน่วยงานข้อมูลทั่วสหภาพยุโรปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

หน่วยงานด้านการปกป้องข้อมูลของไอร์แลนด์ได้ทำการสอบสวนว่า Google แอบส่องพฤติกรรมของเราเพื่อใช้ในการโฆษณาหรือไม่ และ บริษัท ICO ของอังกฤษได้ตีพิมพ์รายงานเปิดโปงการกระทำอันเลวร้ายของอุตสาหกรรมโฆษณาในเรื่องนี้

ปี 2020 หน่วยงานต่างๆ จำเป็นจะต้องจัดการกับกรณีเหล่านี้ให้มากขึ้น อาจทำการปรับหรือออกกฎควบคุมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลของผู้คนโดยบริษัทต่างๆ

(Photo by CHARLY TRIBALLEAU / AFP

– การตัดสินใจโดยอัลกอริทึม –

แซนดร้า วอทเชอร์ ศาสตราจารย์แห่งสถาบันอินเทอร์เน็ตออกซ์ฟอร์ด (Oxford Internet Institute) กล่าวว่า ขณะนี้กฎระเบียบด้านการป้องกันข้อมูลทั่วไป (GDPR) ของสหภาพยุโรปมุ่งเน้นไปที่ความโปร่งใสต่อผู้ใช้ ความยินยอมของผู้ใช้ และการแจ้งเตือนผู้ใช้ การรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้ แต่ไม่มีระบุว่าข้อมูลของเราถูกประเมินไปอย่างไรหลังจากถูกเก็บข้อมูลไปแล้ว

หมายความว่าผู้ใช้มีสิทธิ์น้อยมากที่จะตั้งคำถามหรือโต้แย้งวิธีประเมินผลโดยอัลกอริทึมในการประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากตัวตนดิจิทัลของเราจะเป็นสิ่งที่ชี้นำเส้นทางชีวิตของเราและส่งผลต่อโอกาสในชีวิตของเรา

ในปี 2020 กลุ่มตรวจสอบข้อมูลของสหภาพยุโรปจะเผยแพร่ข้อเสนอแนะหลายประการเกี่ยวกับวิธีปรับปรุงสิทธิ์ของข้อมูล นี่เป็นโอกาสที่ดีมากในการให้คำแนะนำในการเปลี่ยนแปลง GDPR โดยเสนอแนะการควบคุมเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการใช้อัลกอริทึมประเมินข้อมูลของเรา

Photo by Nicolas ASFOURI / AFP

– เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า –

เจมส์สัน สปิแวก ผู้ช่วยด้านนโยบาย ศูนย์ความเป็นส่วนตัวและเทคโนโลยีประจำศูนย์กฎหมายจอร์จทาวน์ กล่าวว่าในปี 2562 เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว เนื่องจากผู้คนตระหนักว่าเทคโนโลยีนี้มีความเสี่ยงต่อสิทธิพลเมืองและเสรีภาพเพียงใด

เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงตอบสนองด้วยการสั่งห้ามใช้และออกกฎระเบียบควบคุมในทุกระดับรัฐบาล การโต้เถียงในเรื่องนี้จะถึงจุดเดือดในปี 2020

ในสหรัฐอาจมีการออกนโยบายของรัฐบาลกลางรัฐหรือท้องถิ่นใหม่ว่าจะให้หรือไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้การจดจำใบหน้า และอาจมีกฎสำหรับบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยี และ/หรือมีการดำเนินการบังคับกฎหมายควบคุมโดยคณะกรรมาธิการการค้า หรือสำนักงานอัยการสูงสุด

Photo by David TALUKDAR / AFP

– การใช้เทคโนโลยีชีวมิติ –

คาร์ลี ไนด์ ผู้อำนวยการสถาบัน Ada Lovelace กล่าวว่า ในปี 2020 เทคโนโลยีชีวมิติ (Biometrics) นั้นมีแนวโน้มที่จะได้ถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลในยุโรปและอาจมากกว่านั้น

เรากำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญเพราะเกิดความกังวลในหมู่สาธารณชนเกี่ยวกับความแพร่หลายของเทคโนโลยีการจดจำใบหน้า แม้แต่ในประเทศจีนมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 84% อยากได้โอกาสที่จะตรวจสอบหรือลบข้อมูลใบหน้าของพวกเขาที่ถูกที่รวบรวมไป

ทางการของสหภาพยุโรปได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมีกฎระเบียบด้านการจดจำใบหน้าในปี 2020 ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการควบคุมอุปกรณ์การจดจำใบหน้าที่ใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งจะเปิดตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

Photo by Handout / Press Office of President of Afghanistan / AFP

– การตรวจค้นแบบดิจิทัลทุกซอกทุกมุม –

ซิลกี คาร์โล ผู้อำนวยการองค์กร Big Brother Watch ว่าด้วยเรื่องสิทธิส่วนบุคคลบอกว่า ในโทรศัพท์ของเรามีข้อมูลที่กองเป็นภูเขาเลากา และตำรวจต้องการมันมากขึ้นเรื่อยๆ ในระหว่างการสอบสวนที่ ตั้งแต่ข้อมูลว่าเราไปที่ไหน เราพูดคุยกับใครบ้าง สิ่งนี้เรีกว่า “การตรวจค้นแบบดิจิทัลทุกซอกทุกมุม” (digital strip searches) โดยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมมักจะถูกตำรวจขอให้ส่งมอบโทรศัพท์เพื่อนำมาตรวจสอบ เรื่องนี้เกิดขึ้นทั่วโลก

ในสหราชอาณาจักร เหยื่อที่ถูกข่มขืนจำเป็นต้องให้ตำรวจดาวน์โหลดโทรศัพท์ของตนเป็นประจำ และตำรวจสามารถเก็บข้อมูลเป็นเวลา 100 ปี จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผู้ตกเป็นเหยื่อถึงเกือบ 50% ไม่ยอมแจ้งความให้ดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำต่อพวกเขา

ซิลกี คาร์โลกล่าว่า ไม่มีกฎหมายในสหราชอาณาจักรที่ให้อำนาจในเรื่องนี้ และเป็นไปได้ว่าเราจะเห็นการเผชิญหน้าระหว่างตำรวจ หน่วยงานกำกับดูแลข้อมูล และผู้สนับสนุนความเป็นส่วนตัวในปี 2020

ปลาหวีเกศถึงทากอัญมณีจิ๋ว สัตว์ป่าในอาเซียนที่สูญพันธุ์ไปในทศวรรษนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610441

  • วันที่ 30 ธ.ค. 2562 เวลา 12:55 น.

ปลาหวีเกศถึงทากอัญมณีจิ๋ว สัตว์ป่าในอาเซียนที่สูญพันธุ์ไปในทศวรรษนี้

ทศวรรษที่ 2010 – 2019 กำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่วันนี้ แต่เราคงจะลืมไปแล้วว่านี่เป็นทศวรรษที่มีพืชและสัตว์โลกสุญพันธุ์ไปมากที่สุดช่วงเวลานั้น

เมื่อบีบให้พื้นที่แคบลงมาเหลือเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสัตว์ไม่น้อยที่หายไปตลอดกาลเช่นกัน เอาเฉพาะประเทศไทยก็มีสัตว์จำนวนหนึ่งที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่าไปไม่กลับ

จากการขึ้นบัญชีสัตว์สูญพันธ์โดยสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) พบว่า สมัน (Rucervus schomburgki) กวางเงางามที่เคยอาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มภาคกลางของไทยเท่านั้น รวมถึงในบริเวณกรุงเทพมหานครปัจจุบันได้รับการยืนยันโดย IUCN ว่าสูญพันธุ์ไปในปี 2006 แต่ยังมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งเชื่อว่าสมันยังไม่สูญพันธุ์และยังอาจพบอยู่ในประเทศลาว ซึ่งโพสต์ทูเดย์เคยเอ็กซ์คลูซีฟเคยนำเสนอแบบเจาะลึกไปแล้ว จนกระทั่งในเดือนพฤศจิกายน 2014 IUCN จึงทำการประเมินอีกครั้ง และยืนยันในปีถัดมา (อีกครั้งหนึ่ง) ว่าสมันสูญพันธุ์แล้ว

ถ้าเราไม่ถือว่าสมันเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ในทศวรรษนี้เพราะมีการประเมินข้ามทศวรรษ แต่ก็ยังมีสัตว์ในไทยที่ถือว่าสุญพันธุ์ไปตลอดกาลในช่วงทศวรรษนี้ นั่นคือ ปลาหวีเกศ (Platytropius siamensis) เป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ด คล้ายปลาสังกะวาดและปลาเนื้ออ่อนผสมกัน มีหนวดยาว 4 คู่ แต่หนวดจะแบนไม่เป็นเส้น คล้ายกับเส้นผมของผู้หญิงจึงเป็นที่มาของชื่อ

รูปปลาหวีเกศ ถ่ายในปี พ.ศ. 2507

ปลาหวีเกศพบอาศัยอยู่เฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น แต่ไม่พบตั้งแต่ปี 1975–1977 แม้จะมีการสำรวจเป็นระยะตามลำน้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางปะกงแต่ก็ไม่พบมัน ดังนั้นในปี 2011 IUCN จึงประกาศให้ปลาหวีเกศเป็นสัตว์สูญพันธุ์

ปัจจุบัน ปลาหวีเกศเหลือแต่เพียงซากที่ถูกดองเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยากรมประมงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันสมิธโซเนียนเท่านั้น โดยฮิว แมคคอร์มิค สมิธ ที่เก็บตัวอย่างได้จากตลาดปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486

นอกจากไทยแล้ว เพื่อนบ้านรอบๆ เราก็สูญเสียสัตว์ป่าไปคนละประเภทสองประเภท คือ หนูยักษ์ Buhler’s coryphomys ที่อาศัยอยู่ในอินโดนีเซียและเกาะติมอร์ ได้รับการประเมินย้ำอีกครั้งในปี 2017 – 2019 ว่าสูญพันธุ์

อินโดนีเซียยังสุญเสียกุ้งน้ำจืด Macrobrachium leptodactylus พบที่ภาคตะวันตกของเกาะชวาเมื่อปี 1888 แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบมันอีก ทำให้ IUCN ต้องประกาศว่ามันสูญพันธุ์ในปี 2013 แต่ก็มีผู้โต้เถียงว่ากุ้งชนิดนี้อาจเป็นอีกพันธุ์หนึ่งและถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพันธุ์เฉพาะ

หมูป่าอินโดจีน (Sus bucculentus) มีถิ่นฐานในลาวและเวียดนามไม่มีการบันทึกว่าพบเห็นตั้งแต่ปี 1892 นักวิทยาศาสตร์รู้จักมันแค่ตัวอย่างหัวกะโหลกสองหัวเท่านั้น ก่อนหน้านี้เคยระบุว่า “สูญพันธุ์?” จนกระทั่งในปี 2016 จึงประเมินใหม่ว่า “สูญพันธุ์” โดยไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไป

หอยทากอัญมณี ภาพจาก phys.org

หอยทาก Plectostoma sciaphilum มีลักษณะสวยงามและมีเปลือกที่ซับซ้อน พบเฉพาะที่เนินเขาหินปูนลูกเดียวโดดๆ บูกิตปันจิง (Bukit Panching) ประเทศมาเลเซีย แต่ในทศวรรษที่ 2000 บริษัทผลิตปูนได้ระเบิดภูเขาทิ้งเพื่อนำหินมาทำปูน จึงทำลายถิ่นที่อยู่ของพวกมันไปตลอดกาล และไม่มีการพบเห็นมันมาตั้งแต่ปี 2001 ดังนั้น IUCN จึงประกาศว่า ทากที่สวยงามนี้สูญพันธุ์ในปี 2014

ความสวยงามของหอยทากชนิดนี้ต้องตาต้องใจผู้พบเห็นมาก จนมันถูกเรียกว่า microjewel หรือ อัญมณีจิ๋ว แต่ในวันนี้ อัญมณีของอาณาจักรสัตว์และพืชได้สูญพันธุ์ไปตลอดกาลแล้ว

ไอเดียจากความบังเอิญที่ทำเงิน300ให้กลายเป็นล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610419

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 19:58 น.

ไอเดียจากความบังเอิญที่ทำเงิน300ให้กลายเป็นล้าน

บางครั้งไอเดียที่ดีที่สุดก็มาจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวที่สุด

ในกรณีของ กวิตา ศุกละเด็กสาววัย 17 ปีในขณะนั้น เธอค้นพบประโยชน์ของเครื่องเทศและสมุนไพร ที่ช่วยยืดอายุการเก็บผักและผลไม้โดยบังเอิญระหว่างที่อยู่ในประเทศอินเดีย ดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้เครื่องเทศประกอบอาหารและเป็นยารักษาโรค

ไอเดียนี้เกิดขึ้นระหว่างเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านที่อินเดีย เธอเผลอดื่มน้ำจากก๊อกเข้าไปจึงกังวลว่าจะท้องเสียเนื่องจากคุณภาพของน้ำไม่สะอาดพอ ย่าจึงชงชาจากเครื่องเทศพื้นบ้านให้ดื่ม

ปรากฏว่า ชาเครื่องเทศช่วยให้เธอไม่มีอาการอย่างที่กังวล นั่นจึงทำให้ กวิตาในวัย 12 ปี สนใจสรรพคุณต่างๆ ของเครื่องเทศ และเริ่มทำการทดลองทันทีหลังกลับมาถึงบ้านที่สหรัฐ

เธอเปิดห้องทดลองของตัวเองในโรงรถ โดยเลือกใช้สตรอเบอร์รี่ซึ่งเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างบอบบางและเน่าเสียได้ง่ายจุ่มลงในน้ำเครื่องเทศหลายๆ ชนิด จากนั้นสังเกตว่าเครื่องเทศชนิดไหนยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราได้ดีที่สุด

หลังจากได้ข้อสรุปจากการทดลองที่เรียบง่ายแต่ใช้เวลาพัฒนาหลายปีแล้ว กวิตาก็ลงมือขั้นต่อไปด้วยการใส่เครื่องเทศลงไปในแผ่นกระดาษขนาด 5×5 นิ้ว และมีการจดลิขสิทธิ์เรียบร้อยขณะที่เธออายุเพียง 17 ปีเท่านั้น โดยเครื่องเทศทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค จึงนำมาใช้กับอาหารได้อย่างปลอดภัยไร้สารพิษตกค้าง

ส่วนวิธีใช้นั้นแสนสะดวก เพียงนำกระดาษไปวางไว้ในช่องสำหรับแช่ผักในตู้เย็น กล่องหรือถาดบรรจุผลไม้ เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อรา ทำให้ยืดอายุการเก็บผักผลไม้ให้คงความสดใหม่ได้อีก 2-4 เท่าแม้ไม่ได้เก็บในตู้เย็น ส่วนตัวกระดาษนั้นใช้งานได้ 1 เดือน

เริ่มแรกนั้นเธอผลิตกระดาษในห้องครัวที่บ้าน โดยนำผลิตภัณฑ์ชื่อ FreshPaper ไปจำหน่ายที่ตลาดสำหรับเกษตรกรโดยตรงเพราะเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย

ตอนแรกเธอลงทุนแค่ 300 เหรียญสหรัฐ ยังไม่รวมค่าจดทะเบียนลิขสิทธิ์ 1,500 เหรียญสหรัฐ

นี่คือทุนสำหรับวิจัยและพัฒนาสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพที่น่าจะน้อยที่สุดแล้วเท่าที่เราเคยได้ยินมา แต่มันทำเงินได้มากมายจากการลงทุนแค่นั้น

ด้วยสิ่งประดิษฐ์ง่ายๆ แต่ใช้ได้ผลจริง ดีไซน์ที่ดูเก๋ และเงินลงทุนที่ไม่มากมายเกินไป ทำให้กวิตาได้รับการยอมรับจากสถาบันต่างๆ จากความสำเร็จนี้ และทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัล INDEX Design to Improve Life Award ซึ่งเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้านการออกที่มอบให้โดยมกุฏราชกุมารีแห่งเดนมาร์ก

กวิตาไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสำเร็จทางธุรกิจ เธอยังมองข้ามช็อตไปที่ความสำเร็จร่วมกันของคนทั้งโลก

ปัญหาของโลกเราในเวลานี้คือมีขยะจากอาหารเหลือทิ้งมากเกินไป ทั้งที่เกิดจากการกินทิ้งกินขว้างและเกิดจากการเก็บรักษาไม่ดีพอ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า 25% ของปริมาณอาหารของโลกนั้นสูญเสียไปเนื่องจากการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ทุกปี

ในจุดนี้เอง กวิตาจึงมองว่า ผลิตภัณฑ์ FreshPaper ก็อาจมีส่วนช่วยรักษาอาหารให้คงทนยิ่งขึ้นและลดปัญหาอาหารเหลือทิ้ง ที่สำคัญคือ FreshPaper ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนและอุปกรณ์ในการผลิตที่ซับซ้อน จึงไม่เป็นการผลิตโดยบั่นทอนสิ่งแวดล้อมเพื่อที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมเหมือนกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ

FreshPaper กล่าวในทวิตเตอร์ของบริษัทว่า “40% ของอาหารในสหรัฐต้องสูญเปล่าไป ขณะที่ 40 ล้านคนอเมริกันเผชิญกับความไม่มั่นคงด้านอาหาร เราทุกคนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงง่ายๆ เพื่อลดขยะ โดยเริ่มต้นในห้องครัวของเรา”

ความสำเร็จของเธอในวันนี้แม้จะเกิดจากสิ่งที่เรียบง่าย แต่กลับกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้กับทุกคน

ภาพจาก kavitafresh

ปีหน้าได้ใช้ยารักษาอัลไซเมอร์ เริ่มทดลองที่เอเชียและประเทศตะวันตก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610415

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 18:04 น.

ปีหน้าได้ใช้ยารักษาอัลไซเมอร์ เริ่มทดลองที่เอเชียและประเทศตะวันตก

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่ายาที่ผลิตโดยบริษัทจีนและเพิ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาอัลไซเมอร์ จะเริ่มการทดลองใช้ในเอเชีย สหรัฐและยุโรปในปีหน้า หากสำเร็จจะเป็นการสร้างความหวังให้กับการรักษาโรคนี้ให้กับผู้ป่วยนับล้านคนทั่วโลก รวมถึงครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วยเหล่านี้

บริษัท Shanghai Green Valley Pharmaceutical Co. วางแผนที่จะรับสมัครผู้ป่วยประมาณ 2,046 คนที่มีอาการของโรคอัลไซเมอร์ไม่รุนแรงถึงปานกลางเพื่อรับการทดสอบยาตัวนี้ โดยจะเปิดจุดรับสมัคร 200 แห่งในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิกเป็นเวลา 18 เดือน

ยาตัวนี้มีชื่อว่า Oligomannate ได้รับการอนุมัติอย่างมีเงื่อนไขในประเทศจีนเมื่อเดือนที่แล้ว โดยบรรจุในแคปซูลขนาด 150 มก. และวางจำหน่ายในประเทศจีนวันแรกในวันที่ 29 ธันวาคม ผู้ป่วยจะต้องรับประทานวันละ 3 แคปซูลวันละ 2 ครั้ง ค่ายาตกสัปดาห์ละ 895 หยวน (ราว 3,858 บาท)

บริษัท Green Valley ประกาศแผนการนี้ในงานแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งในวันนี้ (29 ธันวาคม) หรือเกือบ 2 เดือนหลังจากมีการประกาศเปิดตัวยาชนิดนี้ หลังจากที่บริษัทได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลของจีนโดยเป็นยารักษาโรคอัลไซเมอร์ตัวใหม่ในรอบ 17 ปี ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เพราะโรคนี้มีความซับซ้อนมากและทำให้ผู้ผลิตยาทั่วโลกต้องลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อทดลองตัวยามากกว่า 190 ชนิดโดยที่มีผลสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

บริษัท Green Valley ไม่เป็นไม่รู้จักนอกประเทศจีน จึงเกิดความสงสัยขึ้นในวงกว้างว่าเหตุใดบริษัทนี้จึงประสบความสำเร็จในการผลิตยารักษาอัลไซเมอร์อย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ยักษ์ใหญ่ด้านเวชภัณฑ์ในประเทศตะวันตกต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษกว่าจะทำได้

การอนุมัติตามเงื่อนไขกำหนดให้ผู้ผลิตยาต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการทำงานของยาและความปลอดภัยและประสิทธิภาพระยะยาว บริษัทยังกล่าวอีกว่ามีแผนที่จะลงทุน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐใน 10 ปีข้างหน้าเพื่อทำการรวบรวมผลดังกล่าว รวมถึงการทดลองระดับโลกเพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานและขยายการใช้งานในการรักษาโรคต่างๆ เช่นโรคพาร์คินสันและหลอดเลือดสมองเสื่อม

โรคอัลไซเมอร์ส่งผลกระทบต่อประชาชน 10 ล้านคนในประเทศจีนและ 5.8 ล้านคนในสหรัฐ นักวิจัยประเมินว่ามีคนทั่วโลก 50 ล้านคนที่มีภาวะสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุถึง 70%

นักท่องเที่ยวมาฮ่องกงลดฮวบ 53%ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610401

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 14:09 น.

นักท่องเที่ยวมาฮ่องกงลดฮวบ 53%ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส

หนังสือพิมพ์ซิงต่าว (Sing Tao Daily) ในฮ่องกงรายงานว่า นักท่องเที่ยวขาเข้าที่เดินทางมายังฮ่องกงในช่วงคริสต์มาสตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคมถึง 26 ธันวาคม ลดลงถึง 53% เพราะการประท้วงที่ยืดเยื้อทำให้นักท่องเที่ยวเลี่ยงที่จะเดินทางมา

ซิงต่าว ได้รับข้อมูลจากเจสัน หว่อง ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของฮ่องกง ซึ่งใช้ข้อมูลจากกรมตรวจคนเข้าเมือง หว่อง เผยว่าเฉพาะกลุ่มทัวร์จีนแผ่นดินใหญ่ที่มาเยือนฮ่องกงลดลงเกือบ 90% โดยรวมแล้วมีคนมาเที่ยวเพียง 620,000 คนทั้งๆ ที่ช่วงคริสต์มาสเป็นช่วงเวลาทองของการท่องเที่ยวและการช้อปปิ้งฮ่องกง

ในระยะหลัง ผู้ประท้วงมักทำแฟลชม็อบภายในห้างสรรพสินค้า โดยเล็งเป้าหมายไปที่ศูนย์การค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับแผ่นดินใหญ่ เมื่อเข้าไปก่อกวนแล้วอาจถึงขั้นทำลายข้าวของร้านค้าที่พกเขาคิดว่าเกีย่วพนกับแผ่นดินใหญ่ให้ได้รับความเสียหาย

แม้แต่ในวันคริสต์มาสอีฟและวันคริสต์มาส ซึ่งเป็นวันหยุดและวันสันทนาการของชาวฮ่องกง ผู้ประท้วงก็ยังบุกไปที่ห้างสรรพสินค้าในเกาลูนและปะทะกับตำรวจจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 20 ราย

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เหตุการณ์ความไม่สงบไม่เพียงทำให้ชาวเมืองจำนวนมากหลีกเลี่ยงการไปห้างสรรพสินค้าเท่านั้น นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็ยังไม่แห่แหนกันมาเหมือนเคย ฮ่องกงซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางสำหรับนักช้อปมียอดค้าปลีกในเดือนตุลาคมทำสถิติลดลงถึง 24% และตอนนี้กำลังเผชิญกับภาวะถดถอยครั้งแรกในรอบทศวรรษ

“ประชาชนจำนวนไม่น้อยและนักท่องเที่ยวที่มาฮ่องกงย่อมต้องรู้สึกผิดหวังที่เห็นการเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสอีฟของพวกเขาถูกทำลายโดยกลุ่มก่อการจลาจล การกระทำที่ผิดกฎหมายดังกล่าวไม่เพียงแต่บั่นทอนให้อารมณ์รื่นเริง แต่ยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจในท้องถิ่นด้วย” แคร์รี่ หลั่ม ผู้บรหารสูงสุดของฮ่องกงกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมหลังเกิดการปะทะกัน 2 วันติดในวันคริสต์มาสอีฟและวันคริสต์มาส

Photo by DALE DE LA REY /AFP

ปีนี้มีการสังหารหมู่ในสหรัฐมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/610391

  • วันที่ 29 ธ.ค. 2562 เวลา 12:38 น.

ปีนี้มีการสังหารหมู่ในสหรัฐมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ฐานข้อมูลที่รวบรวมโดยสำนักข่าว AP หนังสือพิมพ์ USA Today และมหาวิทยาลัย Northeastern University พบว่ามีการสังหารหมู่ในสหรัฐในปี 2562 มากกว่าปีใดๆ หากจะย้อนหลังไปถึงอย่างน้อยในช่วงทศวรรษที่ 1970

โดยรวมแล้วมีการสังหารหมู่ 41 ครั้ง ซึ่งการสังหารหมู่ในที่นี้หมายถึงการฆาตกรรมที่มีผู้เสียชีวิต 4 คนขึ้นไปซึ่งไม่รวมผู้กระทำความผิด ในจำนวนนั้นมี 33 กรณีเป็นการกราดยิงสังหาร รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตกว่า 210 คน

การสังหารหมู่ส่วนใหญ่แทบจะไม่เป็นข่าวในระดับประเทศ แสดงถึงความล้มเหลวในการทำให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น สาเหตุเพราะการสังหารหมู่ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นในสถานที่สาธารณะ เช่นการสังหารหมู่ในเมืองเอลปาโซและเมืองโอเดสซาในรัฐเท็กซัส เมืองเดย์ตันในรัฐโอไฮโอ เมืองเวอร์จิเนียบีช รัฐเวอร์จิเนีย และเมืองเจอร์ซีย์ซิตี รัฐนิวเจอร์ซีย์

การสังหารส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคนที่รู้จักกันมาก่อน เกี่ยวกับความขัดแย้งในครอบครัว ยาเสพติด หรือความรุนแรงในแก๊ง หรือผู้ที่มีโกรธแค้นเพื่อนร่วมงานหรือญาติ

แต่ในหลายกรณีเจตนาของผู้กระทำผิดยังคงเป็นปริศนาอยู่

เช่น กรณีที่มีการสังหารหมู่ครั้งแรกของปี 2562 เมื่อชายวัย 42 ปีใช้ขวานจามแม่กับพ่อเลี้ยงแฟนสาวและลูกสาววัย 9 เดือนจนตายในเมืองแคลกามัส รัฐโอเรกอน ส่วนคนที่อยู่ในเหตุการณ์อีก 2 คนเป็นเพื่อนร่วมห้องและเด็กหญิงอายุ 8 ปีพยายามหลบหนีได้สำเร็จ การอาละวาดของคนร้ายสิ้นสุดลงเมื่อตำรวจตอบโต้ยิงฆาตกรจนเสียชีวิต

กรณีนี้ คนร้ายมีเรื่องทะเลาะกับตำรวจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ทราบว่าเหตุจูงใจที่ผลักดันให้เขาโจมตีคนในครอบครัวตัวเองคืออะไร เขาเพิ่งผ่านฝึกอบรมงานที่ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ และแม้จะมีการโต้เถียงกับญาติของเขาเป็นครั้งคราวแต่ส่วนใหญ่กล่าวว่าไม่มีอะไรผิดปกติจนต้องกังวลว่าเขาอาจจะทำเรื่องไม่คาดฝัน

ปัญหาการก่อเหตุสังหารหมู่จึงไม่ได้มีแค่ปมเงื่อนเรื่องอาวุธปืนเสรี แต่ยังมีปมเงื่อนเรื่องแรงจูงใจที่เป็นปริศนาในหลายๆ กรณีด้วย