‘รมว.เกษตรฯ’สั่งผันน้ำแม่กลองเติมลุ่มเจ้าพระยา บรรเทาภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463413

news_default

‘รมว.เกษตรฯ’สั่งผันน้ำแม่กลองเติมลุ่มเจ้าพระยา บรรเทาภัยแล้ง

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.39 น.

“รมว.เกษตรฯ” สั่งผันน้ำแม่กลอง เติมลุ่มน้ำเจ้าพระยา ช่วยพื้นที่ประสบภัยแล้ง วอนเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หนุนเลี้ยงสัตว์บก-น้ำ เสริมรายได้แทน ยอมรับปีนี้น้ำน้อยจริงๆ

30 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.เกษตรและสหกรณ์) กล่าวถึงแผนการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ว่า ได้เร่งบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค จะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน

ส่วนการทำการเกษตรจะต้องขอความร่วมมือกับเกษตรกรไม่ปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก เช่น ข้าวนาปรัง แต่จะมีการส่งเสริมปลูกพืชอายุสั้น พืชใช้น้ำน้อย ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ อาทิ ไก่ เป็ด วัว และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำ อาทิ ปลา กุ้ง ในแหล่งน้ำสาธารณะ เพื่อเป็นการเสริมรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร ก่อนถึงช่วงฤดูฝน

“ต้องยอมรับว่าปีนี้น้ำน้อยจริงๆ การจะปลูกพืชตามฤดูกาลคงไม่สามารถทำได้ปกติ จากการประเมินเรื่องภัยแล้งนั้นจะเป็นแค่บางพื้นที่ เช่น ซีกตะวันตก บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง ไม่พบภาวะแล้ง เหมือนเช่นทางฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้ดำเนินการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเติมที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปกติจะผันน้ำปีละประมาณ 800 ล้าน ลบ.ม. แต่ต้องปรับแผนเพิ่มเป็น 2,000 ล้าน ลบ.ม. และคงใช้ระยะเวลานิดหนึ่ง เพราะจะต้องมีการเพิ่มเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ ซึ่งเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องแปลงสภาพคลองส่งน้ำ เพียงแต่เพิ่มอัตราไหลของน้ำให้เร็วขึ้น” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ขึ้นปฏิบัติการทำฝนหลวงทุกวันเท่าที่สภาพอากาศอำนวย เพื่อช่วยเติมน้ำตามเขื่อนต่างๆ และเกือบทุกที่ทั่วประเทศ และจากสภาวะอากาศที่กรมอุตุนิยมวิทยารายงาน ระบุว่า ปีหน้าฤดูฝนจะดีกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าเดือนพฤษภาคม 2563 ก็จะเข้าสู่ฤดูฝน คงจะประสบสภาวะภัยแล้งไม่นาน

เดินหน้าCSRน้ำดื่มชลประทาน2พื้นที่เต่างอย ขยายผลนำศาสตร์พระราชาสร้างฝายอนุรักษ์ป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463296

news_default

เดินหน้าCSRน้ำดื่มชลประทาน2พื้นที่เต่างอย ขยายผลนำศาสตร์พระราชาสร้างฝายอนุรักษ์ป่า

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางณภัทร เวียงคำมา ผู้อำนวยการส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานตระหนักถึงความสำคัญของกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม(CSR) จึงดำเนิน “โครงการน้ำดื่มชลประทานเพื่อประชาชนในพื้นที่ชนบท” เป็นกิจกรรมที่กรมดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี เพื่อสร้างความเท่าเทียมให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้บริโภคน้ำดื่มสะอาดตามมาตรฐานสากล เป็นไปตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ. ศ. 2561-2580) ด้านจัดการน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และสอดคล้องกับกิจกรรมที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดเป็นประเด็นจัดงานวันน้ำโลก ปี 2562 คือ “ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการติดตั้งระบบกรองน้ำดื่มได้มาตรฐาน ในพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ล่าสุดกรมเข้าไปดำเนินโครงการใน 2 หมู่บ้านคือ หมู่ที่ 2 บ้านคำข่า และหมู่ที่ 3 บ้านนาตาล ต.นาตาล อ.เต่างอย จ.สกลนคร ซึ่งได้รับการร้องขอจากนางสมหมาย มุงคณ ผู้ใหญ่บ้านคำข่าและนายนิเวศ ชาภูคำ ผู้ใหญ่บ้านนาตาลว่า ชาวบ้านทั้ง 2 หมู่บ้านขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด ต้องซื้อน้ำรับประทาน 20 บาทต่อถัง 20 ลิตร แม้ระบบน้ำบาดาลสมบูรณ์แล้วแต่น้ำไม่สามารถดื่มได้ เพราะค่าสนิมสูง ดังนั้น กรมชลประทานจึงได้เข้าไปติดตั้งระบบกรองบน้ำดื่มที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ชาวบ้านกว่า 1,500 คน ของทั้งสองหมู่บ้านมีน้ำดื่มสะอาดบริโภค ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ชาวบ้าน พร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับชาวบ้านและสมาคมยี่สิบสองนอ ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่ให้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อทำงานเพื่อสังคมในพื้นที่ชนบท นำศาสตร์พระราชาเรื่องฝายต้นน้ำมาขยายผลสร้างในพื้นที่ต้นน้ำของหมู่บ้านดังกล่าว สร้างความชุ่มชื่นให้ป่าไม้ สร้างความสมดุลให้ธรรมชาติ รวมทั้งยังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ป่าอยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

“กรมชลประทาน นอกจากนี้รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ มีภารกิจพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำป้องกันภัยอันเกิดจากน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ให้ประชาชนมีน้ำพอสำหรับกิจกรรมต่างๆ รวมถึงดูแลรักษาคุณภาพน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคที่ได้มาตรฐานแล้ว ยังให้ความสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างความสมดุลให้ธรรมชาติด้วย”ผอ.ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่กล่าว

เตือนระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463293

news_default

เตือนระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางวันแดดแรงอากาศร้อนและแห้ง ส่วนกลางคืนอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลงระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุดเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไฟ มักพบเข้าทำลายระยะที่ต้นมังคุดเริ่มออกดอกและติดผลอ่อน จนถึงระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน โดยจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช สำหรับการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะออกดอกและติดผลอ่อน อาจทำให้ดอกและผลอ่อนมังคุดร่วง ส่วนผลอ่อนมังคุดที่ไม่ร่วงเมื่อมีการพัฒนาผลโตขึ้น จะเห็นรอยทำลายของเพลี้ยไฟชัดเจน เนื่องจากผิวเปลือกมังคุดจะมีลักษณะขรุขระที่เรียกว่า ผิวขี้กลาก ทำให้ผลผลิตมังคุดมีคุณภาพต่ำ การเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน ส่งผลทำให้ต้นมังคุดชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น หงิกงอ ใบไหม้ และต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์

แนวทางป้องกันแก้ไขการระบาดของเพลี้ยไฟ ให้เกษตรกรสำรวจการระบาดของเพลี้ยไฟบนดอกและยอดอ่อน หากพบเพลี้ยไฟจำนวนมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ตัวต่อ 4 ดอก หรือ 1 ตัวต่อยอด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟต้านทานสารฆ่าแมลงได้

ชสท.จับมือสภาทนายความร่วมพัฒนา ผู้บริหารสหกรณ์ฯด้านกม.-วิชาการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463297

news_default

ชสท.จับมือสภาทนายความร่วมพัฒนา ผู้บริหารสหกรณ์ฯด้านกม.-วิชาการ

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานคณะกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) เปิดเผยว่า ชสท.และสภาทนายความ ในพระราชูปถัมภ์ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนา ฝึกอบรม สัมมนา ประชุมวิชาการ พัฒนาบุคลากรและกิจกรรมทางวิชาการอื่น รวมทั้งข้อกฎหมาย เนื่องจากที่ผ่านมาการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ กว่า 4,000 สหกรณ์ เกิดปัญหาด้านวิชาการ กฎหมายและพัฒนาบุคลากร เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรไม่มีเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายเกือบ 100% และปัจจุบันการทำธุรกิจการค้ามีความซับซ้อนขึ้น และมีการปรับปรุงแก้กฎหมายตลอดรวมทั้งพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับที่ 3 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 ทำให้การทำงานของสหกรณ์การเกษตรเจอปัญหาบ่อยครั้ง ดังนั้นผู้บริหารสหกรณ์ จำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้ซึ่งความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับสภาทนายความฯครั้งนี้ จะทำให้ผู้บริหารสหกรณ์ทำงานอย่างมั่นใจ มีประสิทธิภาพในการทำงานให้บริการแก่สมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเกษตรกร

“สหกรณ์การเกษตรที่ดำเนินธุรกิจและมีปัญหาด้านข้อกฎหมาย เรามักพบหลังปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เช่น คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เวลาไปทำเรื่องกู้เงินกับสถาบันการเงิน คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ต้องค้ำประกันเป็นการส่วนตัวทั้งคณะ แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดใหม่ ก็ให้ค้ำประกันใหม่เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งดูแล้วไม่เป็นธรรม หรือกรณีทำธุรกรรมของสมาชิกสหกรณ์ มีการนำสินค้ามาขาย โดยให้สหกรณ์เป็นผู้รวบรวม เพื่อนำไปขายให้ผู้ค้า การทำสัญญาบางครั้งเสียเปรียบ ทำให้สหกรณ์ไม่สามารถฟ้อง หรือดำเนินการบังคับคดีผู้ค้ากับสหกรณ์ได้ จึงต้องป้องกันปัญหา โดยหารือกับสภาทนายความฯ จะออกรูปแบบสัญญาต่างๆ ให้สหกรณ์ใช้เป็นแบบฟอร์มเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และถ้ามีปัญหาปรึกษาสภาทนายความได้ทั้งระดับประเทศ และจังหวัด”นายศิริชัย กล่าว

ด้านว่าที่ร้อยตรี ดร.ถวัลย์ นายกสภาทนายความ ในพระราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เป็นความร่วมมือทางวิชาการ ด้านกฎหมาย โดยจะนำความรู้ตรงนี้ไปช่วยสหกรณ์การเกษตร และสมาชิกสหกรณ์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะบุคคลเหล่านี้ยังมีจำนวนมากที่ไม่รู้กฎหมายการเกษตร รวมทั้งกฎหมายการเงิน หรือการทำสัญญา ตรงกับวัตถุประสงค์หลักของสภาทนายความฯ ในการช่วยเหลือด้านกฎหมาย ทั้งนี้ สภาทนายความฯ มีสำนักงานสภาทนายความครอบคลุมทุกจังหวัด มีศาลจังหวัด 112 แห่งทั่วประเทศ สหกรณ์การเกษตร และสมาชิกสหกรณ์ที่มีปัญหาข้อกฎหมาย ติดต่อได้ที่สำนักงานสภาทนายความฯ หรือศาลจังหวัดที่ท่านอาศัยอยู่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด

เกษตรฯประกาศปี’63ลุย6แนวทาง ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463294

news_default

เกษตรฯประกาศปี’63ลุย6แนวทาง ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิต

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรจัดงานพบสื่อมวลชน Meet the Press ส่งสุขปีใหม่  ให้เกษตรกร ประกาศปี 2563 เป็นปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมนำการเกษตร ขับเคลื่อนผ่าน 6 แนวทางหลักที่ต้องดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดส่งความสุขถึงมือเกษตรกรทุกพื้นที่

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศขับเคลื่อน 6 แนวทางหลัก เป้าหมาย
สำคัญคือ ใช้หลักตลาดนำการเกษตรขับเคลื่อนทุกพื้นที่ ใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมกับพืชและสถานการณ์ผ่านสำนักงานส่งเสริมและและพัฒนาการเกษตร ที่ 1 – 6 สำนักงานเกษตรจังหวัด 77 จังหวัด และศูนย์ปฏิบัติการ 50 ศูนย์ สำหรับ 6 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ขยายผลโครงการพระราชดำริสู่เกษตรกรอื่นในชุมชนกว่า 1,000 คน โดยตัวอย่างผลสำเร็จเกิดจากการขยายผลโครงการบนพื้นที่สูง รวมถึงศูนย์ศึกษาพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีผลผลิตทางการเกษตรมายมาย ต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกรอื่นในชุมชนและเครือข่าย

2.บริหารจัดการสินค้าเกษตรยึดหลักตลาดนำการเกษตรผ่านโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เช่น แปลงใหญ่กล้วยหอมทอง จ.เพชรบุรี มีพื้นที่ 1,401 ไร่ สมาชิก 465 ราย มีตลาดรองรับทั้งในและนอกประเทศ ใช้นวัตกรรมหลังเก็บเกี่ยวช่วยยืดอายุส่งออก 3.พัฒนาองค์กร วิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรรุ่นใหม่ต่อเนื่อง ต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีรายได้นอกเหนือจากทำการเกษตร มีเกษตรกรรุ่นใหม่มาต่อยอดแนวคิด และใช้นวัตกรรมให้เกิดประโยชน์ เช่น บ้านสวนขวัญ ชุมชนริมคลองบ้านบางขาม ของ จ.ลพบุรี พัฒนาแนวคิดจากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อยากให้คนในชุมชนมีรายได้ จึงพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

4.สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและบูรณาการทำงาน สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เป็นกลไกสำคัญในงานส่งเสริมการเกษตร ผ่านการจัดงานวันเริ่มต้นฤดูผลิตใหม่ (Field day) ใน 882 ศพก.และเครือข่าย ทั่วประเทศ ให้ชุมชน วิเคราะห์ปัญหา มีฐานเรียนรู้ ที่จะนำตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกรในพื้นที่มาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ในพื้นที่เกษตรของตัวเอง ตัวอย่าง การจัดงาน Field day การผลิตพริกไทยคุณภาพ ของ ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี

5.ช่วยเหลือให้บริการเกษตรกร เรียนรู้ป้องกันแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น มีกรมฯคอยสนับสนุน เช่น การจัดการหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ของจ.ชัยภูมิ ผ่านศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน มี ศูนย์ส่งเสริมการอารักขาพืช สนับสนุนแมลงหางหนีบ และ ชุมชนนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์จนสามารถส่งต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ได้เห็นผล 6. พัฒนาองค์กร ระบบทำงาน พัฒนาเจ้าหน้าที่ ไปถึงเกษตรกรในพื้นที่ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม เช่น เกษตรกรรุ่นใหม่ ของจ.สงขลามีแนวคิด มะพร้าว zero waste คือ ใช้ทุกส่วนของมะพร้าว แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มได้

ชายคาพระพิรุณ : 30 ธันวาคม 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463299

586851

ชายคาพระพิรุณ : 30 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผ่านไปไม่เท่าไหร่ ก็เข้าจะสู่ปีใหม่กันอีกคราแล้ว วันนี้ ขุนเกษตรา ขออนุญาตเติมความสุขส่งท้ายปีหมูต้อนรับปีหนูด้วยคำอวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกาย สบายใจ ปราศจากทุกข์โศก โรคภัยทั้งหลายทั้งปวง ทำการเกษตรประสบผลสำเร็จ ราคาผลผลิตดีขึ้นๆไปนะครับ แล้วเราค่อยมาดูกันว่า หลังจากปีใหม่แล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะมีแคมเปญอะไรออกมาส่งเสริมและสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรกันบ้าง…แต่สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการวางแผนบริหารจัดการน้ำและการแก้ปัญหาภัยแล้งที่กำลังมาถึงด้วยนะครับ สำหรับในส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ก็ได้ถือโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เชิญชวนประชาชนให้มาทำบัญชี 3 มิติ สร้างความสำเร็จในชีวิตรับปีใหม่ โดย นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บอกว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้เป็นโอกาสอันดีที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทุกคน เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโดยนำหลักการทำบัญชี 3 มิติ มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ได้แก่ รู้ตนเอง รู้สภาพแวดล้อมและรู้อนาคต ยึดตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพึ่งตนเอง รู้จักความพอประมาณ และไม่ประมาท สามารถคิด วางแผน ลงมือทำ ทบทวน นำไปพัฒนาอาชีพของตนเอง โดยมีบัญชีเป็นภูมิคุ้มกันและคู่มือชีวิต ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์เศรษฐกิจในยุคปัจจุบันที่จำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างมีสติ ไม่ประมาท พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยบัญชี 3 มิติ เริ่มจาก มิติแรก “รู้ตนเอง” รู้ถึงการใช้จ่ายเงินในแต่ละวัน รู้รายได้ รู้รายจ่าย รู้หนี้สิน เปรียบเทียบรายได้ รายจ่าย ฝึกนิสัยการใช้เงิน เริ่มต้นจากลงมือทำบัญชีประจำวัน โดยคิดวิเคราะห์ถึงรายรับ รายจ่าย สิ่งที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกไป ซึ่งไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ – รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจและการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ มีภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต ช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่ายและมองเห็นช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ มิติที่สอง คือ “รู้สภาพแวดล้อม” คิดและวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีอย่างเป็นระบบ รู้การตลาด รู้สังคม รู้สิ่งแวดล้อม รู้ภูมิอากาศ ภูมิปัญญาพื้นถิ่น สร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในชุมชน มีการจัดสรรด้านรายจ่าย ลงทุนและเงินออมอย่างเหมาะสม สร้างนิสัยรักการออม และนำไปสู่ความพอเพียง มิติสุดท้าย คือ “รู้อนาคต”นำข้อมูลทางบัญชีและหลักวิชาการมาใช้วางแผนการประกอบอาชีพ ทำให้รู้ทิศทางการตลาด รู้การวางแผนจัดการอาชีพล่วงหน้า สร้างการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่คิด-วางแผน-ลงมือทำ-ทบทวน ทำให้สามารถกำหนดแผนการประกอบอาชีพและแผนในการดำเนินชีวิตได้ นำไปสู่ความยั่งยืน…อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ย้ำอีกว่า การมีวินัยทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นในการวางแผนการดำเนินชีวิต ซึ่งหากนำหลักบัญชี 3 มิตินี้ ไปวางแผนปรับใช้ให้เหมาะสม ทำบัญชีได้ ใช้ข้อมูลเป็น สามารถนำข้อมูลที่ได้รับไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองและคนในครอบครัว มองเห็นช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ สามารถวางแผนการลงทุนและการผลิตได้ดียิ่งขึ้น ก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันและเกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน นำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

หลังจากเที่ยวปีใหม่กันแล้ว กรมปศุสัตว์เชิญเที่ยวงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 19 มกราคม 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกร นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะ เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ตลาดแพะ ให้กว้างขวางทั้งตลาดในพื้นที่และตลาดประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อส่งเสริมการตลาด ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยกรมปศุสัตว์ได้จัดติดต่อกันมาแล้ว 16 ครั้ง และในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 17…ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ให้ข้อมูลว่า กรมปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงแพะ จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงแพะมาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติในปี 2550 มีแพะที่เลี้ยงรวม 444,774 ตัว เกษตรกร 38,653 ครัวเรือน และจนถึงปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้มีการสำรวจพบว่า มีแพะรวม 832,533 ตัว เกษตรกร 65,850 ครัวเรือนจะเห็นว่าในระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มีแพะเพิ่มขึ้น 387,759 ตัว เกษตรกรเพิ่มขึ้น 27,197 ราย ซึ่งกรมปศุสัตว์มีแผนงานโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะ โดยการขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ ตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบัน มีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะจำนวน 501 กลุ่ม ชมรมแพะระดับจังหวัด 64 ชมรมจังหวัด เครือข่ายระดับเขต 9 เขต และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ งบประมาณจากจังหวัด งบประมาณจากกลุ่มจังหวัด และงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรที่ผลผลิตมีปัญหาด้านการตลาด ได้แก่การทำนา การทำสวน ให้ปรับเปลี่ยนเป็นเลี้ยงแพะเป็นอาชีพมากขึ้น จากการประมาณการพบว่าจำนวนแพะที่ใช้บริโภคในประเทศ ประมาณปีละ 377,000 ตัว โดยมีการส่งออกแพะไปยังตลาดมาเลเซีย ประมาณ 100,000 ตัว/ปี ตลาดลาว และเวียดนาม ประมาณ 40,000 ตัว/ปี นอกจากนั้น มีการนำเข้าแพะจากประเทศเมียนมา จำนวน 39,231 ตัว/ปี จะเห็นว่า โดยสรุปภาพรวมการผลิตแพะในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดเลย…นับว่าเป็นอีกอาชีพที่น่าส่งเสริม

ขุนเกษตรา

แนะพืชทางเลือกหลังนาสิงห์บุรีสร้างกำไรงาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/463298

news_default

แนะพืชทางเลือกหลังนาสิงห์บุรีสร้างกำไรงาม

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ของจ.สิงห์บุรี พบมีพื้นที่เหมาะสม (S1/S2) ปลูกข้าว 287,652 ไร่ จากการผลิตข้าวนาปีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,166.22 บาท/ไร่ ข้าวนาปรัง ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,072.11 บาท/ไร่ ซึ่งปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรปรับเปลี่ยนการทำเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าหลากหลายช่วงหลังหมดฤดูทำนาหรือทดแทนการทำนาปรัง โดยนิยมปลูกพืชหลังนาที่มีอายุสั้น ใช้น้ำน้อย เป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้ง สร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรเป็นอย่างดี

จากการศึกษาของสศท.ที่ 7 จังหวัดชัยนาท ถึงพืชทางเลือกหลังนา ที่น่าสนใจของจ.สิงห์บุรีมีหลายชนิด อาทิ
ถั่วลิสงฝักสด แตงโม ข้าวโพดข้าวเหนียว ถั่วเหลืองฝักสด ซึ่งเกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดในอำเภออินทร์บุรี อีกทั้ง ตลาดยังต้องการต่อเนื่อง โดยการซื้อขายผลผลิตจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อจากเกษตรกรถึงแหล่งผลิต รวมถึงเกษตรกรบางรายนำไปจำหน่ายที่ตลาดสำคัญในจังหวัด เช่น ตลาดเกษตรกร และตลาดประชารัฐ เป็นต้น หากพิจารณาการผลิตสินค้าแต่ละชนิด พบว่า

ถั่วลิสงฝักสด ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 15,000 บาท/ไร่/รอบการผลิตระยะเวลาเก็บเกี่ยว 85-90 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 9,000 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 20 บาท/กก. แตงโม ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,560 บาท/ไร่/รอบการผลิต ปลูกได้เกือบตลอดทั้งปี ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการปลูกคือกันยายนถึงมกราคมของปีถัดไป ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90-100 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 8,440 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 10 บาท/กก.

ข้าวโพดข้าวเหนียว มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 7,060 บาท/ไร่/รอบการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 55 – 65 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 2,940 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 10 บาท/กก. ถั่วเหลืองฝักสด มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,070 บาท/ไร่/รอบการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 62-65 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 6,530 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 18 บาท/กก.

ด้านนายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7)กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ เกษตรกรยังทำการเกษตรผสมผสานเพื่อสร้างรายได้และให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ซึ่งยังมีสินค้าทางเลือกอีกหลายชนิดที่น่าสนใจและตลาดต้องการ เช่น ด้านปศุสัตว์ การเลี้ยงแพะเนื้อ (ขุน) มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 85-90 บาท/กก. ระยะเวลาเลี้ยง 6 เดือน ซึ่งจะได้น้ำหนักที่ 30-35 กก. เกษตรกรจับขายในราคา 120-125 บาท/กก. ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 35 บาท/กก. จะส่งขายให้เครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นที่ต้องการ
ของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้านประมง เลี้ยงปลาช่อน มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 126,000 บาท/รอบการผลิต ระยะเวลาเลี้ยง 6-8 เดือน (ปลาช่อน 10,000 ตัว/รอบการผลิต) ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 58,000 บาท/รอบการผลิต จำหน่ายทั้งปลาสดและแปรรูป

วีดีโอซีรี่ส์ เสริมความรู้ อันตรายจากภาวะหัวใจล้มเหลว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463285

วีดีโอซีรี่ส์ เสริมความรู้ อันตรายจากภาวะหัวใจล้มเหลว

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าอวัยวะที่เรียกว่า “หัวใจ” เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในการมีชีวิต เพราะไม่เพียงแต่เป็นศูนย์กลางของระบบไหลเวียนเลือดที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายผ่านทางเส้นเลือดแล้ว ยังถือเป็นอวัยวะที่บ่งบอกถึงความแข็งแรงของร่างกายได้อีกด้วย และเมื่อหลอดเลือดของหัวใจมีความผิดปกติ จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้นจนก่อให้เกิดปัญหาหัวใจวายหรือที่เรียกกันว่า ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) และเสียชีวิตในที่สุด โครงการ Every Beat Matters “เพราะทุกจังหวะมีความหมาย” จึงจุดประกายร่วมรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญในการรับรู้ข้อมูล การสังเกตสัญญาณเตือน และการปฏิบัติตัวในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจอย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ ความรู้เกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลวจึงมีความสำคัญและเพื่อให้ทุกๆ คนสามารถเข้าใจและเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลวนี้ได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น โครงการ Every Beat Matters จึงได้จัดทำวีดีโอชุดทีมสหสาขาวิชาชีพ(Multidisciplinary Team Video Series) เพื่อส่งเสริมและให้ความรู้ในเรื่องภาวะหัวใจล้มเหลวแก่ผู้ป่วยในการดูแลและรักษาที่ถูกต้อง โดยได้รับความร่วมมือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทีมสหสาขาวิชาชีพทั้ง 10 ท่าน ผ่านวีดีโอซีรี่ส์ 10 ตอน ได้แก่

ตอนที่ 1 Medical Expert Video – Episode 1 ภาวะหัวใจล้มเหลวกับผลกระทบในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวนั้นสูงขึ้นๆ อย่างต่อเนื่องและมากกว่าการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งบางชนิด ซึ่ง 1% ของประชากรทั้งหมดมีภาวะหัวใจล้มเหลว โดยช่วงอายุของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวในประเทศไทยมีอายุน้อยกว่า ผู้ป่วยในประเทศแถบตะวันตกประมาณ 10 ปี

ตอนที่ 2 Medical Expert Video – Episode 2 ภาวะหัวใจล้มเหลวในผู้สูงอายุและคนวัยทำงาน เล่าถึงการสังเกตกลุ่มอาการเสี่ยงที่เป็นสัญญาณให้แก่ผู้ป่วยในการเข้าพบแพทย์ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งโดยส่วนใหญ่ภาวะหัวใจล้มเหลวมักจะเกิดในกลุ่มผู้สูงอายุเกิน 65 ปี แต่ในปัจจุบันสามารถเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ในกลุ่มคนวัยทำงานหรือมีอายุน้อยลงได้ เมื่อเทียบกับในอดีตโดยมีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องหมั่นสังเกตกลุ่มอาการเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว อย่างการหอบเหนื่อยตอนออกแรง ข้อเท้าบวม หอบขณะหลับ ฯลฯ ซึ่งเมื่อมีอาการเสี่ยงเหล่านี้ควรจะต้องรีบเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคและรักษาโดยทันที

ตอนที่ 3 Medical Expert Video – Episode 3 สาเหตุและอาการสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงลง หรือ กล้ามเนื้อหัวใจมีการแข็งตัวเป็นระยะเวลานาน ซึ่งภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถพบบ่อยได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โดยจะต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นต้นเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลวอย่าง การทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่บ่อยครั้ง เป็นต้น ซึ่งหากผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงเป็นระยะเวลานานควรจะหมั่นเช็คสัญญาณเตือนของการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวอยู่สม่ำเสมอ เพื่อที่จะสามารถตรวจพบและรักษาได้อย่างทันท่วงที

ตอนที่ 4 Medical Expert Video – Episode 4 การวินิจฉัยและแนวทางการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งจะมาเผยเคล็ดลับในการดูแลหัวใจและรับมือกับภาวะหัวใจล้มเหลวให้ได้ดียิ่งขึ้นโดยเริ่มจากวิธีง่ายๆ อย่างการสำรวจอาการและสัญญาณบ่งชี้ของภาวะฯ ด้วยตัวเอง การพบแพทย์เพื่อปรึกษาและวินิจฉัยโรคฯ การเข้ารับการรักษาโรคอย่างถูกต้องโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมไปถึงการที่ผู้ดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่มีส่วนช่วยสำคัญในการช่วยดูแลผู้ป่วยทั้งในด้านกำลังใจและการให้ความช่วยเหลือ และสุดท้ายคือการที่ผู้ป่วยเองจะต้องฝึกการคิดเชิงบวก เพื่อให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างมีความสุข

ตอนที่ 5 Medical Expert Video – Episode 5 ภาวะแทรกซ้อนและปัจจัยเสี่ยงต่างๆสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว สามารถเกิดขึ้นในผู้ป่วยบางรายแต่ผู้ป่วยควรจะตระหนักรู้เกี่ยวกับอาการแทรกซ้อนที่มากับโรค เพื่อที่จะได้เฝ้าระวังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของการเกิดอาการแทรกซ้อนรวมไปถึงสามารถสำรวจอาการได้ด้วยตนเอง ซึ่งสิ่งสำคัญในการป้องกันอาการแทรกซ้อนของภาวะหัวใจล้มเหลวจะประกอบไปด้วย การหมั่นดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และ การไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง

ตอนที่ 6 Medical Expert Video -Episode 6 การดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ที่มาช่วยสรุปเกี่ยวกับวิธีการดูแลตัวเองเพื่อให้ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยประกอบไปด้วย การเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดการทานอาหารที่มีส่วนประกอบของโซเดียม ให้ไม่เกิน 2-3 กรัมต่อวันหมั่นจดบันทึกน้ำหนักตัว เพราะหากน้ำหนักเพิ่มขึ้น 1-2 กิโลกรัมภายใน 24 ชั่วโมง ถือเป็นสัญญาณว่าอาการฯ กำลังแย่ลงต้องรีบไปพบแพทย์ รวมไปถึงการปรับพฤติกรรมเสี่ยงให้น้อยลง อย่างงดสูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ และควรทานยาให้ครบถ้วนตรงเวลาตามที่แพทย์กำหนด

ตอนที่ 7 Nurse Video – การสังเกตอาการเบื้องต้นของภาวะหัวใจล้มเหลว เพราะในปัจจุบันผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวนอกจากมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังพบผู้ป่วยในระยะสุดท้ายซึ่งจะมีอาการน้ำท่วมปอดอยู่บ่อยครั้งจนกระทั่งเสียชีวิตลงที่สุด ซึ่งหากผู้ป่วยรู้แนวทางการสังเกตอาการเบื้องต้นของภาวะหัวใจล้มเหลวเองได้นั้นจะช่วยให้การเข้ารักษากับบุคลากรทางการแพทย์เป็นไปได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อชะลอความรุนแรงของโรค และลดอัตราการเสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้อีกด้วย โดยสามารถสังเกตได้จากอะไรง่ายๆ อย่างพฤติกรรมหรือกิจวัตรประจำวัน เช่น การทานอาหาร การออกกำลังกาย
ที่แต่ก่อนสามารถออกกำลังได้ในปริมาณมาก แต่ตอนนี้ไม่สามารถออกกำลังได้เหมือนก่อน หรือจากประวัติด้านสุขภาพของคนในครอบครัวว่ามีการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวหรือไม่ เป็นต้น

ตอนที่ 8 Pharmacist Video – การใช้ยาอย่างปลอดภัยในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว โดยส่วนมากแล้วการใช้ยากับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวจะเหมาะกับผู้ป่วยที่มีผนังหัวใจบาง มีการบีบตัวน้อยกว่าปกติ ฯลฯ ซึ่งปริมาณการใช้ยาจะขึ้นอยู่กับลักษณะอาการของผู้ป่วย อาการร่วมที่เกิดขึ้น โดยหลักการใช้ยารักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวจะใช้ยาหลายกลุ่มในการรักษา อาทิ ยาที่มีส่วนช่วยในการพยุงหัวใจ ยาช่วยรักษาและบรรเทาอาการ อย่าง ยาขับปัสสาวะ ยาที่ช่วยในการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น

ตอนที่ 9 Nutritionist Video – อาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ในการป้องกันไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อน หรือโรคร่วมได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะต้องระวังการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ความคุมปริมาณการบริโภคน้ำให้เหมาะสมต่อวัน และระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการแทรกซ้อนได้นั่นเอง

ตอนที่ 10 Cardiac Rehabilitationist – การออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว เพราะมีส่วนช่วยทำให้อาการเหนื่อยของผู้ป่วยลดลง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้การทำงานของหัวใจดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการทำงานของเยื่อบุผนังหัวใจดีขึ้น ซึ่งเมื่อเยื่อบุผนังหัวใจดีขึ้นจะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักน้อยลง แต่การออกกำลังกายในผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวนั้นควรจะออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และอยู่ภายในการแนะนำ กำกับดูแล จากบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Every Beat Matters “เพราะทุกจังหวะมีความหมาย” ได้ โดยสามารถเข้าไปรับชมข้อมูลที่เว็บไซต์โครงการ www.everybeatmatters.in.th หรือหากต้องการความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลวแก่ผู้ป่วย รวมถึงผู้ดูแลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปร่วมแบ่งปันประสบการณ์ได้ที่ Facebook Page และ YouTube

นายเลิศ กรุ๊ป สานต่อเทศกาลงานดอกไม้ใจกลางกรุง กับงาน‘Nai Lert Flower & Garden Art Fair 2020’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

นายเลิศ กรุ๊ป สานต่อเทศกาลงานดอกไม้ใจกลางกรุง กับงาน‘Nai Lert Flower & Garden Art Fair 2020’

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้งกับงาน “Nai Lert Flower & Garden Art Fair 2020” งานที่คนรักดอกไม้รอคอย ซึ่งจัดเป็นครั้งที่ 34 พร้อมคอนเซ็ปต์ “The World” พร้อมความงดงาม และกิจกรรมต่างๆ มากมาย ซึ่งมีแม่งานอย่าง ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประธานจัดงานดอกไม้ปาร์คนายเลิศ ให้ข้อมูลการจัดงาน พร้อมต้อนรับเหล่าพันธมิตรหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), ฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย, บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก, ธนาคารกสิกรไทย, รอยัล ออร์คิด ฮอลิเดย์, อาร์เอส มอลล์ และพันธมิตรอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีเซเลบริตี้ นำโดย แพร-วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และ ศักดิ์ชัย กาย มาร่วมทำกิจกรรมรังสรรค์ความยิ่งใหญ่ในงานครั้งนี้ ณ เดอะ กลาสเฮาส์ ปาร์คนายเลิศ

ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประธานจัดงานดอกไม้ปาร์คนายเลิศ กล่าวว่า งานดอกไม้ปาร์ค นายเลิศ ถือเป็นงานดอกไม้สุดยิ่งใหญ่ใจกลางกรุง จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อสืบทอดงานศิลปวัฒนธรรมไทย และงานหัตถศิลป์จากชุมชนสู่บุคคลทั่วไป อีกทั้ง ยังเป็นการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจ ให้ความสำคัญและชื่นชมกับธรรมชาติรอบตัวมากขึ้น ซึ่งงาน “Nai Lert Flower & Garden Art Fair” ที่ผ่านมา ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมชมงานเป็นจำนวนมาก และในปีนี้กลับมาพร้อมกับความยิ่งใหญ่ที่จะสร้างความประทับใจอีกครั้ง โดยกำหนดจัดงานในระหว่างวันที่ 30 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2563 ที่จะถึงนี้

“งานครั้งนี้ จะจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “The World” ซึ่งได้รวบรวมไฮไลท์สุดพิเศษไว้อย่างมากมาย ตั้งแต่ไฮไลท์ของงานกับการสร้างสรรค์ศิลปะ Flower Carpet พรมกลีบดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้คนรักดอกไม้ มาสัมผัสความสวยงามและยิ่งใหญ่ พร้อมด้วยกิจกรรมไฮไลท์ต่างๆ ที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ FLOWERS X ART การจัดแสดงประติมากรรมดอกไม้จากองค์กรและศิลปินชื่อดังกว่า 24 ผลงาน พิเศษสุดในปีนี้ กับนิทรรศการศิราภรณ์ดอกไม้ของนางในวรรณคดี รวมทั้ง ตื่นตาตื่นใจกับ “Chinese Lantern Extravaganza” เยี่ยมชมแสงสีจากโคมไฟอันสวยงามจากประเทศจีนที่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย จัดโคมไฟทั่วงานดอกไม้ปาร์คนายเลิศเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสเทศกาลปีใหม่ของประเทศจีน

รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ทั้งการออกร้าน กิจกรรมเวิร์กช็อปต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้เพลิดเพลิน แสดงทักษะและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการแข่งขันประกวดประติมากรรมดอกไม้ภายใต้แนวคิด “FLORAL CHANDELIER” หรือโคมระย้าดอกไม้ และการแข่งขันจัดสวนภายใต้แนวคิด “APOTHECARY GARDEN” หรือ “พลังพฤกษาแห่งความยั่งยืน” ที่รับรองว่าความพิเศษของกิจกรรมทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นภายในงาน Nai Lert Flower & Garden Art Fair 2020 จะสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานได้อย่างแน่นอน”

ด้าน ศักดิ์ชัย กาย กล่าวถึงการทำหน้าที่รังสรรค์พรมกลีบดอกไม้ในงาน Nai Lert Flower & Garden Art Fair 2020 ครั้งนี้ว่า “โจทย์ของงานปีนี้คือ The World โดยจะสื่อผ่านลวดลายสัญลักษณ์ประจำประเทศต่างๆ ที่บ่งบอกถึงความเป็นนานาชาติบนพรมกลีบดอกไม้ขนาดใหญ่ถึง 575 ตร.ม. ซึ่งจากโจทย์ดังกล่าว พรมดอกไม้ในปีนี้ จะมาความยากขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านๆ มา ทั้งความละเอียดของลวดลาย ความยากของการแข่งกับเวลาอันเนื่องมาจากการใช้ดอกไม้สดในการจัดทำ แต่เชื่อมั่นว่า จากความร่วมมือกันของทีมงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่มาร่วมกันสร้างสรรค์พรมดอกไม้ในครั้งนี้มากกว่า 400 คน จะทำให้ไฮไลท์ของงานในครั้งนี้ยิ่งใหญ่ และอลังการ สมกับคอนเซ็ปต์ The World อย่างแน่นอน”

“Nai Lert Flower & Garden Art Fair 2020” กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 30 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.00-21.00 น. ณ ปาร์คนายเลิศ ซอยสมคิด ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ บัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 150 บาท เด็กและนักเรียน ราคา 80 บาท รายได้จากการจัดงานจะนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก เพื่อช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่อไป

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของงานได้ที่ www.nailertflowershow.com Facebook และ Instagram : Nai Lert Flower & Garden Art Fair หรือโทร. 02-253 0123

กรมวิทย์บริการตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด สนับสนุนการลดอุบัติเหตุจราจรในเทศกาลปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/463281

กรมวิทย์บริการตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด สนับสนุนการลดอุบัติเหตุจราจรในเทศกาลปีใหม่

วันจันทร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้บริการสอบเทียบเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือดจากลมหายใจ เพื่อสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของเครื่อง และให้บริการตรวจวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด สนับสนุนการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบก สามารถนำผลไปใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีได้

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงทางการแพทย์และสาธารณสุข ให้บริการตรวจวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด และสอบเทียบเครื่องวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจ เพื่อสร้างความมั่นใจในผลการวัด เป็นการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกที่เกิดจากผู้ขับขี่ยานพาหนะเมาสุรา โดยส่วนกลางส่งตรวจได้ที่สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ และส่วนภูมิภาคส่งตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ การแพทย์เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี และสงขลา ซึ่งให้บริการสอบเทียบเครื่องวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจ โดยใช้วัสดุอ้างอิงรับรองและสารมาตรฐาน ได้รับการรับรองความสามารถตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และหากห้องปฏิบัติการพบว่าเครื่องมีค่าความผิดพลาดเกินเกณฑ์มาตรฐานกำหนดจะทำการปรับตั้งค่าใหม่ เพื่อให้เครื่องสามารถตรวจวัดค่าปริมาณแอลกอฮอล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลการวัดที่ถูกต้องแม่นยำ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

ทั้งนี้ เครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจควรผ่านการสอบเทียบตามรอบระยะเวลาทุกๆ 6 เดือน โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะมีใบรับรองผลการสอบเทียบและติดสติ๊กเกอร์รับรองไว้ที่ตัวเครื่อง นอกจากนี้ ผู้ใช้ควรดูแลรักษาเครื่องวัดแอลกอฮอล์ฯ ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เช่น ไม่ควรเก็บไว้ในอุณหภูมิสูง ระวังไม่ให้เกิดการตกกระแทก ตรวจสอบแบตเตอรี่สม่ำเสมอ ใช้หลอดที่สะอาดในการเป่า และระวังไม่ให้มีน้ำลายเป่าเข้าไปอยู่บริเวณหัววัดภายในเครื่อง เป็นต้น

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวอีกว่า ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุแล้วในผู้ขับขี่ที่บาดเจ็บรุนแรงไม่สามารถเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจได้ เจ้าหน้าที่ในสถานพยาบาลจะทำการเจาะเลือด และส่งตรวจวิเคราะห์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไปยังห้องปฏิบัติการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และส่วนภูมิภาคที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ สมุทรสงคราม ชลบุรี ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี สงขลา และตรัง ทั้งนี้ ควรส่งภายใน 4 ชั่วโมงเพื่อได้ค่าที่ใกล้เคียงกับการเกิดอุบัติเหตุ โดยทำการตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่อง GAS Chromatography-Headspace (GC-Headspace) ให้ผลที่เที่ยงตรงและแม่นยำ ได้รับการรับรองความสามารถตามมาตรฐาน ISO 15189 และ ISO/IEC 17025 สำหรับช่วง 7 วันอันตรายจะดำเนินการตรวจวิเคราะห์ให้แล้วเสร็จภายใน 48 ชั่วโมง

“อย่างไรก็ตาม หากพบว่าผลการตรวจวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจ หรือปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่มีค่าเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือผู้ขับขี่ที่มีอายุไม่ถึง 20 ปี ผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถ หรือผู้ขับขี่ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถแบบชั่วคราว ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้ถือว่าเมาสุราเช่นกัน” นายแพทย์โอภาส กล่าวทิ้งท้าย