ไม่ใช่แค่สารเคมีในสมองที่ทำให้ ‘ซึมเศร้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609707

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2562 เวลา 17:07 น.

ไม่ใช่แค่สารเคมีในสมองที่ทำให้ ‘ซึมเศร้า’

จิตแพทย์เผยสาเหตุของโรคซึมเศร้า นอกจากจะเกิดจากสารเคมีในสมอง หรือเป็นเรื่องทางกรรมพันธุ์ ยังมี 5 ปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า

ปัจจุบันการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของชาวโลก แต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายราว 800,000 คน และยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 2 ในกลุ่มคนอายุ 15-29 ปี สำหรับประเทศไทย กรมสุขภาพจิต เผยว่า ภาพรวมอัตราการฆ่าตัวตายของทั้งประเทศอยู่ที่ 6.32 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปีที่แล้วมีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 4,137 คน เป็นชาย 3,327 คน หรือร้อยละ 80 และเป็นหญิง 810 คน ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า

ล่าสุดหลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าวิจัยมากว่า 2 ทศวรรษ โดยทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของสมองถึง 131 ครั้ง ในกลุ่มอาสาสมัครกว่า 12,000 คน ก็พบเครือข่ายภายในสมอง 2 ตัวที่ทำให้คนเราคิดและลงมือจบชีวิตตัวเอง ซึ่งเครือข่ายสมอง 2 เครือข่ายนี้อยู่บริเวณสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า “กลีบสมองส่วนหน้าที่ตรงกลางและด้านข้าง” ที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนนี้ทำให้เกิดความคิดในแง่ลบ และเครือข่ายที่ 2 “คอร์เท็กซ์ส่วนหน้าด้านล่างและรอยนูนกลีบหน้าผากส่วนหน้าด้านล่าง” ที่มีหน้าที่ในการตัดสินใจและควบคุมพฤติกรรม โดยการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนนี้มีผลต่อการพยายามฆ่าตัวตาย

แม้จะมีข้อมูลมากมายบอกว่าสาเหตุของโรคซึมเศร้าเกิดจากสารเคมีในสมอง หรือเป็นเรื่องทางกรรมพันธุ์ นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และอดีตผู้ทรงคุณวุฒิจากกรมสุขภาพจิต สะท้อนว่า ยังมีอีก 5 ปัจจัยภายนอกที่จะทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้

1.ความสัมพันธ์ห่างไกลกันมากขึ้น วิถีชีวิตของความเป็นเมือง บ้านเดียวกันต่างมีหน้าจอของตัวเอง ทำให้คนเกิดความรู้สึกเหงา ซึ่งความเหงาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้า ขณะที่โรคซึมเศร้าก็ทำให้เกิดอาการเหงาเช่นเดียวกัน

2.ค่านิยมการทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้ความรู้สึกภูมิใจในตัวเองลดลง กรณีเด็กและเยาวชนมีความรู้สึกว่าคุณค่าในตัวเองหายไป คนจบปริญญาโทจำนวนมากที่ไม่พร้อมไปทำงาน พร้อมกับความรู้สึกไม่ภูมิใจในตัวเอง ไม่เชื่อมั่น ตำแหน่งงานใหม่ที่เกิดขึ้นก็ได้คนไม่ตรงทักษะ เรามีคนตกงานจำนวนมาก ขณะที่ยังมีตำแหน่งงานว่างเพราะทักษะไม่ตรงกับที่ตลาดแรงงานต้องการ รวมถึงความรู้สึกเปรียบเทียบกับคนอื่นในสื่อโซเซียล ทำให้ภูมิใจในตัวเองน้อยลง

3.วิถีชีวิตห่างไกลจากธรรมชาติ การกิน การนอน การออกกำลังกายเปลี่ยนไปจากเดิม ส่งผลต่อระบบชีวภาพของร่างกาย มีงานวิจัยพบว่า จุลินทรีย์ในลำไส้สัมพันธ์กับโรคซึมเศร้า การกินยาปฏิชีวนะต้านเชื้อจุลินทรีย์บ่อยๆ จะส่งผลอย่างมาก4.ขาด Mindset ในการจัดการปัญหา ไม่ถูกฝึกทักษะทางความคิดและแก้ปัญหาเชิงรุก เช่น การฝึกคิดแง่บวกบ่อยๆ ว่า ทุกปัญหาจะต้องมีทางออกในที่สุด และเมื่อเราแก้ปัญหานั้นได้แล้ว เราจะเก่งขึ้น เชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น

5.การมีปมค้างในใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งสุด เกิดขึ้นในระดับบุคคลในครอบครัว เมื่อเกิดผลกระทบจากสังคม ขณะที่ครอบครัวก็ขาดความอบอุ่น ทั้งการดุด่า ละเลย ไม่มีเวลาให้ ล้วนเป็นปมค้างใจในเด็ก และส่งผลเปราะบางทางอารมณ์ รวมถึงเด็กบางคนถูกละเมิดทางเพศ หรือที่บ้านทะเลาะกัน ความรุนแรงจะกระทบที่เด็ก ความทรงจำที่ค้างในใจจะดึงเด็กเหล่านี้เข้าสู่อาการซึมเศร้าวิธีสังเกตุคือ การมีความทรงจำทางลบในเหตุการณ์และประเด็นที่ยังไม่ถูกคลี่คลาย

 

ภาพ Freepik

ตั้งเป้าสุขภาพดีรับปีใหม่ ทำได้แน่ แค่ต้องเปลี่ยน!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609441

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 08:04 น.

ตั้งเป้าสุขภาพดีรับปีใหม่ ทำได้แน่ แค่ต้องเปลี่ยน!!

อ.สง่า ดามาพงษ์ แนะนำเทคนิคดีๆ ที่ทำได้จริง ช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยการกิน เริ่มต้นสร้างสุขภาพที่ดีกว่าในปีที่ผ่านมา

ปีใหม่ทุกปี มักเป็นช่วงที่หลายคนใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ทำอะไรใหม่ๆ ด้วยการหันมาดูแลตัวเองอย่างถูกต้องมากขึ้น เช่น ลดน้ำหนัก กินอาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกายลดพุง แต่ความตั้งใจเหล่านี้มักจะถูกลืมไป หลังผ่านวันปีใหม่ไปได้ไม่นาน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีข้อแนะนำดีๆ และทำได้จริง ที่จะช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยการกินของคุณให้มีสุขภาพที่ดีกว่าในปีที่ผ่านมา จาก อ.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิด้านโภชนาการ ของ สสส. ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูพร้อมกัน

ลองย้อนทบทวนตัวเอง

อ.สง่า เริ่มต้นชวนคิดว่าอยากให้มองย้อนกลับไปก่อน 12 เดือนที่ผ่านมาว่า สุขภาพของตัวเองเป็นอย่างไร

  • “น้ำหนัก” เพิ่มขึ้นหรือไม่?
  • ผอมลงหรือไม่?
  • “ไปหาหมอกี่ครั้ง”?
  • เป็นหวัดกี่หน?
  • “ปวดท้อง” “ท้องเสีย” กี่ครั้ง?
  • เจ็บป่วยบ่อยหรือเปล่า ซื้อยากินหรือไม่?

เราเปลืองเงินกับค่ารักษาพยาบาลไปมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ขอให้สำรวจสุขภาพของตัวเองก่อน เป็นอันดับแรก

ทานเพลินเกินห้ามใจ – เมินออกกำลัง

ต่อมาให้ลองสำรวจกลับไปอีกว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เราได้ “ออกกำลังกาย” เป็นประจำหรือไม่? ออกๆ หยุดๆ หรือไม่ได้ออกเลย เอาแต่นั่งๆ นอนๆ อย่างเดียว

และในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เรา “กินตามใจปาก” หรือไม่? กินถูกหลักโภชนาการ “ครบ 5 หมู่” หรือไม่ กินรสชาติ “หวานจัด มันจัด เค็มจัด” หรือไม่ เรา “กินผักผลไม้” เพียงพอหรือไม่?

ลองสำรวจเพิ่มว่า เราเป็นคน “ติดหวาน”  หรือไม่? เรากินกาแฟเย็นมากเกินไปหรือเปล่า กินน้ำอัดลม กินขนมกรุบกรอบบ่อยหรือไม่?

บริหารอารมณ์–ไม่เครียดกับทุกเรื่อง

เรื่องต่อมา ขอให้สำรวจเรื่อง “อารมณ์” ว่า ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา เรามีอะไรที่มากระทบจิตใจในเชิงลบ มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ทำให้หงุดหงิด ทำให้กังวล ทำให้โกรธ ทำให้ไม่สบายใจ มีหลายเรื่องหรือไม่? แล้วเราสลัด “ความเครียด” ออกได้เร็วหรือไม่ หรือว่าเก็บมันไว้ในใจ เราสามารถขจัดออกได้กี่เรื่อง และไม่ได้กี่เรื่อง?

ในรอบปีที่ผ่านมา “สูบบุหรี่” มากน้อยแค่ไหนอย่างไร? “ดื่มสุรา” จนติดเป็นนิสัยเลยใช่หรือไม่ และได้ “พักผ่อน” เพียงพอรึเปล่า นอนถึง 6 ชั่วโมงหรือไม่?

ทั้งหมดนี้เราต้องกลับไปดูภาพรวมตัวเองในปีที่ผ่านมา เพื่อจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และวางแผนสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

สร้างจุดเปลี่ยนสุขภาพให้ดีกว่าเดิม

อ.สง่า อธิบายต่อว่า ถ้าสำรวจแล้วพบว่า รอบปีที่ผ่านมาพฤติกรรม “แย่มาก” ไม่เคยออกกำลังกาย กินสะเปะสะปะ คุณจงเริ่มเอาวันที่ 31 ธันวาคม หรือวันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนชีวิตใหม่   ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองวันนี้ จะเกิดอะไรขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า สุขภาพจะย่ำแย่ลงตามอายุ ที่เพิ่มมากขึ้นใช่หรือไม่

ดังนั้น ขอให้เริ่มจากการระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน เริ่มในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้ยิ่งดี เพื่อปูพื้นฐานไปสู่พฤติกรรมการกินที่ถูกต้อง ไปตลอดทั้ง 12 เดือนข้างหน้า

ระวังอาหารที่มีแคลอรีสูงมาก

ช่วงปีใหม่เป็นเทศกาลแห่งการกินเลี้ยง กินเค้กปีใหม่ อาหารส่วนใหญ่มักจะมีความมันจัด หวานจัดและเค็มจัด มีโปรตีนสูง ผักน้อย ดังนั้นถ้าเราจะฝึกพฤติกรรมการกิน ก็ควรจะระมัดระวัง “อาหารที่มีแคลอรี่สูง”  เพราะอาจทำให้อ้วนแบบไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว หรืออาหารหวาน  ดังนั้น ก่อนทานอาหารควรคำนึงถึงปริมาณแคลอรี่ให้มากๆ

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในทุกมื้อ

สำหรับเทคนิคการเลือกกินอาหารในงานเลี้ยง ประกอบไปด้วย

  • “สารอาหารจะต้องครบ 5 หมู่” จะไปกินเฉพาะเนื้อสัตว์อย่างเดียวไม่ได้ อาหารทุกมื้อในช่วงงานเลี้ยงต้องครบ 5 หมู่
  • “รสชาติของอาหาร จะต้องไม่หวานจัด มันจัด เค็มจัด” ซึ่งบอกไม่ได้ว่าเป็นเมนูอะไร คุณต้องไปตัดสินใจกันเอาเอง
  • “หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด ๆ  ผัด ๆ”
  • “เลือกกินอาหารประเภทต้ม, แกง, อบ, นึ่ง, ย่างและปิ้ง”  แต่ต้องระวังอย่าให้ไหม้เกรียม
  • “ระวังอาหารหวาน” ไม่ได้ห้ามกินแต่อย่ามากจนเกินไป กินแต่พอดี เค้กกินต่อไปแต่ชิ้นอาจจะบางลง

ฝึกกินผักผลไม้ให้เป็นนิสัย

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ในการปูพื้นฐานเรื่องการกินให้ดีต่อสุขภาพ ในช่วงงานเลี้ยงปีใหม่ คือ “เริ่มต้นการกินผักให้มากขึ้น” โดยอาจจะมาในรูปของผักสลัด ผักที่อยู่ในแกง หรือผักที่อยู่ในน้ำพริก อยู่ในส้มตำ หรืออยู่ในยำผัก หรือเมนูอะไรก็แล้วแต่ “อาหารปีใหม่ต้องมีผักให้ได้” และ “ฝึกตัวเองกินผลไม้ หลังจากการกินข้าว”  ไม่ใช่กินข้าวเสร็จแล้วไปหาขนมหวานกินต่อ ดังนั้น ควรมีผลไม้วางอยู่บนโต๊ะงานเลี้ยงด้วยเสมอ

เลิกเหล้าบุหรี่-จุดเปลี่ยนชีวิตใหม่

ในงานเลี้ยงมักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าคุณไม่กินเลย จะถือเป็นการวางพื้นฐานชีวิตใหม่ให้กับตัวเอง และถ้าถือโอกาสช่วงปีใหม่ทั้งที “เลิกเหล้าเลิกบุหรี่” ไปเลย ก็นับเป็นของขวัญอันล้ำค่าของชีวิตเลยทีเดียว

ของขวัญที่เราควรมอบให้กับตัวเอง ไม่ใช่แก้วแหวนเงินทอง เสื้อผ้าหรือของขวัญที่มีราคาแพง แต่เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ตามหลัก  “3 อ. 2 ส. และ 1 พ.”  คือ อาหาร, อารมณ์, ออกกำลังกาย, ไม่ดื่มสุรา, ไม่สูบบุหรี่ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ดีขึ้น เป็นของขวัญแห่งชีวิตที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงินตรา

เปลี่ยนทัศนคติอยากมีสุขภาพที่ดี

อ.สง่า แนะนำว่า ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนชีวิตใหม่ คุณต้องเปลี่ยน Mindset หรือ ทัศนคติมุมมองใหม่ เพราะถ้าไม่เปลี่ยน Mindset เสียก่อนอย่างอื่นคุณก็จะเปลี่ยนไม่ได้ ซึ่งการที่คุณจะเปลี่ยน Mindset ได้คุณต้องมีแรงจูงใจ และเป็นแรงจูงใจที่มีพลังมากพอ

แรงจูงใจที่ว่านี้ อาจจะมาจากการสำรวจสุขภาพตัวเอง ในปีที่ผ่านมา เช่น น้ำหนักตัวที่มากขึ้น ๆ ถ้าปล่อยเอาไว้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง พอคุณอ้วนมากเข้า โรคเบาหวาน, โรคความดัน, โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง ก็ตามมา แล้วคุณจะทำอย่างไร สุขภาพคุณจะเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

เลือกหาแรงจูงใจ–กล้าที่จะท้าทาย

อ.สง่า กล่าวย้ำว่า ถ้าอยากจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อสุขภาพ จริงๆ ขอให้ทำเพื่อคนอื่นดีกว่า เช่น ถ้าคุณมีแม่ ให้เปลี่ยนตัวเองเพื่อแม่ เพราะลองคิดดูว่า ถ้าคุณอายุ 30 ปี แม่อายุ 70 ปี แต่คุณป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ปากเบี้ยว กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง แม่คุณต้องมาคอยดูแล คุณจะทำอย่างไร หรือถ้าคุณแต่งงานแล้ว มีลูกตัวเล็ก ๆ คุณก็ลองตั้งเป้าหมายเปลี่ยนตัวเองเพื่อลูก จะได้อยู่เลี้ยงดูเขาเติบโต

“การเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพถ้าไม่มีแรงจูงใจมากพอ มันจะเปลี่ยนไม่ได้ ที่สำคัญอย่าตั้งเป้าหมายเปลี่ยนเพื่อตัวเอง เช่น ลดน้ำหนักเพื่อตัวเองจะได้หุ่นดี การตั้งเป้าหมายเช่นนี้ มักจะล้มเลิกกลางคัน เพราะแรงจูงใจไม่มากพอ ดังนั้นขอให้ลองทบทวนหาข้อบกพร่องในปีที่ผ่านมา แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยใช้วันปีใหม่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง”

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้โทษต่อร่างกาย ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกท้อแท้ แต่หากคุณมีวินัยและความอดทนมากพอ  ในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้แน่นอน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสร้างสุขภาพดี เป็นของขวัญเริ่มต้นสุขภาพดี รับปีใหม่ให้กับตัวเอง

 

ที่มา สสส.

อาหารไฟเบอร์สูง…จูงใจคนไดเอท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609321

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 07:16 น.

อาหารไฟเบอร์สูง...จูงใจคนไดเอท

อาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องนาน  ดีต่อระบบย่อยอาหาร ทั้งยังช่วยเรื่องการขับถ่าย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก อาหารในกลุ่มนี้มีประโยชน์กับคุณมาก

ประโยชน์หลักของไฟเบอร์ ได้แก่ ช่วยลดความดันเลือด ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตัน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยในการย่อยและการดูดซึม ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักเพราะทำอิ่มท้องแต่แคลอรี่ต่ำ ซึ่งอาหารที่มีไฟเบอร์สูงที่หาทานง่ายๆ ได้แก่

ข้าวกล้อง ในข้าวกล้องมีสารเส้นใยสูงมากกว่าข้าวขาว 3-7 เท่า การกินข้าวกล้องจะได้สารเส้นใยไปพร้อมๆกับสารอาหารบำรุงร่างกายสารพัดชนิด สารเส้นใยนี้จะช่วยซับเอาน้ำมันและน้ำตาลที่กินเข้าไปล้นเกิน ทิ้งเป็นกากอุจจาระ ซึ่งนอกจากจะช่วยควบคุมน้ำหนักแล้ว ยังสามารถช่วยควบคุมระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป และเมื่อมีกากอุจจาระมากขึ้น ก็ทำให้การขับถ่ายดีขึ้นช่วย ลดอาการท้องผูกได้อีกด้วย

คะน้า ยอดคะน้าสด อุดมไปด้วยวิตามินซี และเกลือแร่จำนวนมาก โดย เฉพาะอย่างยิ่งวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อ ให้ชุ่มชื้น และทำให้ระบบภูมิคุ้นกันโรค มีเบต้า-แคโรทีน และให้วิตามินเอสูงมาก ช่วยบำรุงสายตา คะน้าเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารช่วยยับยั้งมะเร็ง และยังมีแคลเซี่ยม ฟอสฟรัส ช่วยบำรุงกระดูก และยังมีวิตามินซี ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ชลอความแก่ ป้องกันมะเร็ง และทำให้เนื้อเยื้อของร่างกายยทำงานได้ดีช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ลดระดับอุณหภูมิในร่างกาย และแก้การกระหายน้ำ

ถั่วชนิดต่างๆ ถั่วเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง มีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งเป็นประโยขน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงในปริมาณร้อยละ 80 ของพลังงานทั้งหมด ไขมันในถั่วเป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เช่น linoleic และ linolenic acid ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบการเจริญเติบโต ผิวหนัง ผม การควบคุมความดันโลหิต ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบการแข็งตัวของเลือด ไขมันในถั่วเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน polyunsaturated fats และไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยว Monounsaturated fats ไขมันนี้จะเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ป้องกันเส้นเลือดตีบ วิตามินอีสูง อะโวคาโด อะโวคาโดอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวิตามินต่างๆ มากมาย ทั้งวิตามินเอ ดี และอี แร่ธาตุต่างๆเช่นโปแตสเซียมและ ซัลเฟอร์ และน้ำมันจากธรรมชาติ โปรตีนสูง

ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เบอร์รี่ที่เรารู้จักมีมากมายหลาย สายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, มัลเบอร์รี่ และเชอร์รี่ลูกสีแดงสดหน้าตาน่ากิน รสชาติเปรี้ยวนิดๆ หวานหน่อยๆ ผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่นั้นขึ้นชื่อว่าอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยในเรื่อง ของการป้องกันโรคหวัด และยังช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง มีส่วนช่วยในการป้องกันอาการอ่อนล้าจากการใช้สายตาอย่างหนัก และช่วยให้สายตาทำงานได้ดีขึ้นในที่มืด เบอร์รี่เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินมากมาย เช่น A, B, C, E, K และโพแทสเซียม ฯลฯ ที่ร่างกายต้องการเพื่อช่วยให้เซลล์ในร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองจากโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ทั้งการรักษาบาดแผล การป้องกันโรคมะเร็ง ลดการเป็นโรคลักปิดลักเปิด ตลอดจนโรคเกาต์หรืออาการปวดตามข้อ อีกทั้งเบอร์รี่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยพบมากที่สุดในบลูเบอร์รี่ ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ให้ดียิ่งขึ้น ลดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคทางประสาทและสมอง ตลอดจนสารสีแดงในเบอร์รี่ช่วยต้านความเสื่อมของร่างกายและชะลอความชรา ฟื้นฟูการสร้างคอลลาเจนในผิว ช่วยให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ ริ้วรอยดูลบเลือนลง ให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัย

บล็อคโคลี่ บร็อคโคลี่นั้นเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงมาก บร็อคโคลี่หนึ่งถ้วยตวงให้วิตามินซีสูงกว่า ส้มหนึ่งผลถึง 2 เท่า โดยวิตามินซีจะช่วยในเรื่องการบรรเทาอาการหวัด ซึ่งทำให้หวัดนั้นหายเร็วขึ้นนั่นเอง แต่ประโยชน์ของบร็อคโคลี่นั้นไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เพราะเจ้าตัวบร็อคโคลี่ยังอุดมไปด้วย ซัลโฟราเฟนช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็ง บำรุงสุขสุขภาพดวงตา ป้องกันโรคต้อกระจกและชะลอความแก่ได้อีกด้วย แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะบร็อคโคลี่ยังอุดมไปด้วย สารกลูต้าไธโอน ซึ่งช่วยลดอาการเสี่ยงต่อการเกิดไขข้ออักเสบ เบาหวาน โรคหัวใจ เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอล และยังช่วยลดความดันโลหิตสูงอีกด้วย

ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวาน ที่สำคัญยังจัดว่าเป็นอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการมาก ซึ่งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ การทานข้าวโอ๊ตปราศจากน้ำตาลคู่กับโยเกิร์ตและผลไม้ในตอนเช้า ถือว่าเป็นยอดอาหารรสเลิศที่ให้ประโยชน์เป็นอย่างดี

ถั่วลันเตา เป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีวิตามิน B2 , ไขมันในระดับต่ำ , โปรตีน อีกทั้งยังมีสรรพคุณในเรื่องของการขับพิษหรือขับของเหลวออกจากร่างกายได้อีก ด้วย สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ก็มักจะใช้ ถั่วลันเตา ในการบำบัดโรคเบาหวานหรือช่วยสำหรับหลายๆคนที่มักจะขาเป็นตะคริวหรือเป็น ความดันโลหิตสูง ถั่วฝักยาวจึงถือว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ในหลายๆ ด้านเลยทีเดียว

‘กลืนไม่เข้า คายไม่ออก’ หมอเผยทำกิจกรรมบำบัดช่วยได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/609192

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 06:00 น.

'กลืนไม่เข้า คายไม่ออก' หมอเผยทำกิจกรรมบำบัดช่วยได้

สุภาษิต “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ใครไม่เป็นคงนึกภาพไม่ออก แต่สำหรับคนที่อยู่ในภาวะกลืนยาก หรือมีญาติผู้ใหญ่ที่มีอาการแบบนี้ คงเข้าใจถึงความยากลำบากในการดูแล

 

ซึ่งปัญหาการกลืนของผู้ป่วยมีหลากหลายรูปแบบ เช่น กลืนน้ำได้แต่กลืนอาหารไม่ได้ หรือกลืนน้ำไม่ได้แต่กลืนอาหารได้ หรือกลืนอะไรไม่ได้เลย ทำให้ความสามารถในการรับประทานอาหารด้วยตัวเองลดลง ส่งผลเสียต่อกระบวนการฟื้นฟู อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิตแก่ผู้ป่วยได้ หากอาหารไปติดค้างที่หลอดลม หรือมีภาวะปอดอักเสบติดเชื้อจากการสำลัก

 

 

นพ.ไพฑูรย์ เบ็ญพรเลิศ แพทย์รับปรึกษา แผนกเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ภาวะการกลืนลำบากเป็นอาการของโรคที่ส่งผลกระทบต่อการกิน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเคี้ยวไม่ได้ รู้สึกเหมือนมีอาหารติดที่ลำคอ มีอาหารเหลือค้างในช่องปากหลังกลืน มีเสียงเปลี่ยนหลังการกลืน จนถึงมีการสำลักระหว่างรับประทานอาหาร

สาเหตุของภาวะกลืนลำบาก

มักมาจากผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดช่องปากหรือลำคอ ผู้ป่วยมะเร็งบางชนิด อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งเป็นอาการต่อเนื่องจากความเจ็บป่วย หรือมาจากความชรา

แนวทางการบำบัดโดยการฝึกกลืน

  • สอนผู้ป่วยรับประทานอาหารให้ถูกวิธี ถูกประเภท เช่น รับประทานอาหารให้คำเล็กลง จิบน้ำแบบคำเล็ก ๆ แทนการดื่ม หลีกเลี่ยงอาหารแข็งหรือเหนียวที่จะเสี่ยงต่อการติดคอหรือกลืนยาก หลีกเลี่ยงอาหารร้อนจัดหรือเย็นจัด และควรประเมินว่าผู้ป่วยเคี้ยวอาหารละเอียดหรือไม่ สำลักอาหารประเภทไหน เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารประเภทดังกล่าว
  • ปรับระดับอาหารให้เหมาะสมตามความสามารถในการกลืนของผู้ป่วย
  • ใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าแบบอ่อนกระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อในการกลืน
  • จัดท่าทางในการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง โดยให้ผู้ป่วยนั่งหลังตรง คอตรง ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และนั่งอยู่ในท่าที่ศีรษะสูง 90 องศา ขณะที่ผู้ป้อนอาหารให้ผู้ป่วยควรนั่ง หรืออยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาของผู้ป่วย  ไม่เร่งรัดผู้ป่วยในการกลืน ถ้ามีเสียงน้ำในคอหลังกลืนให้ผู้ป่วยกระเเอมไอหลายๆ ครั้งเพื่อป้องกันการสำลัก และผู้ป่วยควรอยู่ในท่านั่งศีรษะสูง 30–60 องศา อย่างน้อย 30 นาที หลังรับประทานอาหารเสร็จ หรือในบางรายอาจต้องเอนตัวประมาณ 60 องศา เพื่อการกลืนอย่างปลอดภัย แต่ต้องหลังจากการประเมินโดยแพทย์แล้ว
  • ออกกำลังกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืน เช่น การบริหารกล้ามเนื้อรอบปากและลิ้น ด้วยการเม้มปาก ทำปากจู๋ ฉีกยิ้ม อ้าปาก และปิดปากสลับกันไป ฝึกออกเสียง “อา – อี – อู” เป็นต้น ส่วนการบริหารกล้ามเนื้อลิ้น นักกิจกรรมบำบัดจะให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออกมาด้านหน้าให้มากที่สุด ใช้ปลายลิ้นแตะริมฝีปากบน แตะมุมปากทั้งสองข้างสลับกันซ้าย–ขวา ฝึกออกเสียง “ลาๆๆๆ ทาๆๆๆ” พร้อมกับบันทึกผลเพื่อวางแผนพัฒนาการฝึกต่อไป
  • ดูแลความสะอาดของปากและฟันทั้งก่อนและหลังการรับประทานอาหารทุกครั้ง เพื่อขจัดเสมหะหรือเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปาก ลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดปอดอักเสบได้

จะเห็นได้ว่า การกลืนลำบากถ้าไม่บำบัดอาจส่งผลให้เกิดภาวะปอดอักเสบ ติดเชื้อจากการสำลักอาหารและน้ำ หรือทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้อาหารทางสายยาง เพราะภาวะปอดอักเสบจากการสำลักจะทำให้ผู้ป่วยต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานขึ้น และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตได้

ทรัมป์สถาปนา “กองทัพอวกาศ” อย่างเป็นทางการแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609757

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 15:27 น.

ทรัมป์สถาปนา "กองทัพอวกาศ" อย่างเป็นทางการแล้ว

ประธานาธิบดีทรัมป์สถาปนา “กองทัพอวกาศ” เป็นกองกำลังใหม่ของทัพสหรัฐแล้วอย่างเป็นทางการ พิทักษ์ผลประโยชน์ชาติในอวกาศ

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามและกล่าวสถาปนากองทัพอวกาศสหรัฐ (US Space Force) อย่างเป็นทางการแล้วที่ฐานร่วมแอนดรูว์ นอกกรุงวอชิงตันดี.ซี. หน่วยงานใหม่นี้ถือเป็นการจัดตั้งกองกำลังใหม่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 70 ปี และเป็นกลุ่มกองกำลังที่ 6 ของทัพสหรัฐ นอกเหนือจาก กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ นาวิกโยธิน และกองกำลังยามฝั่ง

เดิมทีสหรัฐมีหน่วยงานที่กำกับดูแลความมั่นคงของสหรัฐในอวกาศอยู่แล้ว แต่อยู่ภายใต้สังกัดของกองทัพอากาศมาโดยตลอด

ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า กองกำลังใหม่นี้คือแนวหน้าของการรับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบจากอวกาศ ซึ่งถือเป็นแนวรบใหม่ของโลก ท่ามกลางภัยคุกคามรอบด้านกองทัพสหรัฐต้องเป็นเลิศเหนือกว่าศัตรูทั้งบนโลกและในอวกาศ

ภารกิจสำคัญของกองทัพอวกาศช่วงแรกคือการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐทุกเรื่องในอวกาศ ทั้งดาวเทียม การสำรวจและเก็บข้อมูลต่างๆในอวกาศ รวมถึงการสอดแนมข่าวกรอง แต่ยังไม่ใช่การส่งทหารขึ้นไปประจำการบนอวกาศ

การจัดตั้งกองกำลังที่ 6 ของทัพสหรัฐครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ลงนามอนุมัติงบประมาณของกระทรวงกลาโหมก้อนใหญ่ถึง 738,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนี้ 40 ล้านดอลลาร์จะเป็นทุนตั้งต้นสำหรับกองทัพอวกาศในปีแรก โดยมีผู้บัญชาการคนแรกคือ พล.อ.อ.จอห์น เรย์มอนด์ (Jay Raymond) ซึ่งควบผู้บัญชาการศูนย์สเปซคอมอีกตำแหน่ง และมีเจ้าหน้าที่ประจำการในกองทัพชุดแรกจำนวน 16,000 นาย ซึ่งมีทั้งทหารและพลเรือน

เฟซบุ๊กแฉสื่อโปรทรัมป์ ใช้ AI สร้าง “แอคเคาท์ปลอม” ปั่นข่าวเฟคนิวส์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609749

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 13:18 น.

เฟซบุ๊กแฉสื่อโปรทรัมป์ ใช้ AI สร้าง "แอคเคาท์ปลอม" ปั่นข่าวเฟคนิวส์

เฟซบุ๊กทลายแอคเคาท์ปลอมกว่า 600 บัญชี ที่ถูกสร้างโดย AI เอี่ยวสื่อใช้ปั่นข่าวเชียร์ปธน.ทรัมป์

สื่อสหรัฐรายงานว่า เฟซบุ๊กเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าได้ทลายบัญชีผู้ใช้งานมากกว่า 600 แอคเคาท์ โดยพบว่าบัญชีเหล่านี้เป็นแอคเคาท์ปลอมที่ถูกสร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์เพื่อหวังใช้ปั่นข่าวของฝ่ายสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์

เฟซบุ๊กระบุว่าพบกิจกรรมที่ผิดปกติผ่านเครือข่ายเพจที่ชื่อ “The Beauty of Life” หรือ “The BL” ซึ่งพบมีบางแอคเคาท์ใช้รูปโปรไฟล์ปลอมที่สร้างขึ้นโดยอัลกอริทึม โดยเพจดังกล่าวมักแชร์ข่าวที่ลิงก์กลับไปยังสำนักข่าว The Epoch Times รวมถึงสื่ออื่นๆในเครือของ The Epoch Media Group ซึ่งเป็นสื่อที่มักรายงานข่าวและนำเสนอเนื้อหาสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์

Nathaniel Gleiche หัวหน้าฝ่ายนโยบายความปลอดภัยของเฟซบุ๊กระบุว่า เครือข่ายเพจ The BL มีผู้กดติดตามมากกว่า 55 ล้านบัญชี ซึ่งนั่นเป็นจำนวนมากกว่าผู้กดติดตามเพจของคิมและคานเย เวสต์ แห่งบ้าน Kardashian ถึงสองเท่า โดยเฟซบุ๊กได้สั่งปิดเพจดังกล่าวแล้ว รวมถึงกำลังขยายผลตรวจสอบเครือข่ายเพจและบัญชีผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้อง โดยจะดำเนินการอย่างเหมาะสมหากพบว่าเพจเหล่านี้มีส่วนในการปั่นข่าวปลอม

หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยเฟซบุ๊กอธิบายว่า บัญชีผู้ใช้งานที่มักแชร์ข่าวและเนื้อหาจาก The BL บางแอคเคาท์เช่น บัญชีผู้ใช้ที่ชื่อว่า “Ellen Dancey” ซึ่งเป็นหนึ่งใน 600 แอคเคาท์ปลอมที่ถูกสร้างโดยเอไอนั้น ใช้ภาพโปรไฟล์ปลอมที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่าบัญชีที่ไม่เปิดเผยรูปโปรไฟล์เลย

FACEBOOK

เฟซบุ๊กยังเผยอีกว่า ช่วงที่ผ่านมายังพบว่าสำนักข่าวดังกล่าวได้ทุ่มเงินไปมากกว่า 9.5 ล้านดอลลาร์ กวาดซื้อโฆษณาบนแพลต์ฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งในตอนนี้เฟซบุ๊กสั่งระงับการแพร่โฆษณาบนเพจรวมถึงกลุ่มเฟซบุ๊กที่เกี่ยวข้องด้วยแล้วเช่นกัน

ในคำแถลงของเฟซบุ๊กระบุว่าเครือข่ายข่าวปลอม The BL ที่ถูกทลายไปนั้นประกอบด้วยบัญชีผู้ใช้ปลอม 610 บัญชี แฟนเพจ 89 เพจ กลุ่มเฟซบุ๊กอีก 156 กลุ่ม และบัญชีบนอินสตาแกรมอีก 72 บัญชี ซึ่งบัญชีปลอมเหล่านี้ส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดในเวียดนามและทั้งในสหรัฐ ทั้งหมดเชื่อมโยงกับสื่อในเครือ Epoch Media Group ซึ่งนำเสนอเนื้อหาข่าวในสหรัฐเป็นหลัก

ด้าน The Epoch Times ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ ปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องใดๆกับเครือข่ายเพจ The BL ทั้งสิ้น โดยอ้างว่า เครือข่ายเพจ The BL ที่เฟซบุ๊กปิดไปนั้นเป็นของ Epoch Times Vietnam ซึ่งเป็นสื่อในเวียดนามและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับสื่อในเครือ The Epoch Media Group ซึ่งเป็นสื่อที่จัดตั้งในสหรัฐ

สำหรับ The Epoch Times เป็นสื่อในเครือ The Epoch Media Group ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่จัดตั้งขึ้นในนครนิวยอร์กของสหรัฐตั้งแต่ปี 2000 โดยเป็นสื่อมีจุดยืนต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์และมักนำเสนอเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีน รวมถึงเป็นสื่อที่แสดงจุดยืนสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์มาโดยตลอด

ความเคลื่อนไหวของเฟซบุ๊กครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการจัดการเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมรวมถึงการจัดการด้านความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งาน ซึ่งนอกจากเฟซบุ๊กแล้วบรรดาสื่อโซเชียลมีเดียแห่งอื่นๆทั้งกูเกิล และทวิตเตอร์ ต่างก็เร่งจัดการกับเนื้อหาไม่เหมาะสมและข่าวปลอมโดยเฉพาะยิ่งใกล้ช่วงการเลือกตั้งใหญ่ของสหรัฐในปีหน้า

เรือสำราญ 2 ลำเฉี่ยวชนกลางท่าเรือเมืองตากอากาศเม็กซิโก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609737

  • วันที่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 10:40 น.

เรือสำราญ 2 ลำเฉี่ยวชนกลางท่าเรือเมืองตากอากาศเม็กซิโก

ชมคลิป สองเรือสำราญยักษ์เฉี่ยวชนขณะเทียบท่าเมืองตากอากาศในแคริบเบียน ผู้โดยสารเจ็บ 6 ราย

เกิดเหตุเรือสำราญท่องเที่ยวของบริษัท Carnival สองลำคือเรือ Carnival Glory และเรือ Carnival Legend เฉี่ยวชนกันขณะกำลังเข้าเทียบที่ท่าเรือ Cozumel ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศชื่อดังของเม็กซิโกในคาบสมุทรยูคาทาน ในทะเลแคริเบียน

คลิปวิดิโอการเฉี่ยวชนนี้ถูกถ่ายโดยผู้ใช้งานทวิตเตอร์ @BruinMatthew โดยระบุว่าเรือ Carnival Glory เกิดชนเข้ากับเรือ Carnival Legend และเกือบชนกับเรือ Oasis of the Seas ซึ่งเป็นเรือสำราญอีกลำที่อยู่ใกล้เคียง

แถลงการณ์จากบริษัท Carnival Corp ผู้ให้บริการเรือสำราญท่องเที่ยวรายใหญ่ของโลกระบุว่า เรือ Glory กำลังเคลื่อนเข้าเทียบท่า แต่เกิดชนเข้ากับเรือ Legend ที่อยู่ใกล้เคียง บริษัทกำลังประเมินความเสียหาย แต่ยืนยันไม่มีผลกระทบต่อการเดินเรือ

ผู้โดยสารที่เรือ Glory ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 6 ราย และเข้ารับการปฐมพยาบาลที่ห้องพยาบาลบนเรือแล้ว

Jordan Moseley ผู้โดยสารคนหนึ่ง กล่าวว่า เขากำลังรับประทานอาหารเช้าบนเรือ Legend ความยาว 294 เมตร ซึ่งจุผู้โดยสารได้กว่า 2,000 คน และรับรู้ได้ถึงแรงกระแทก เพราะจู่ๆก็รู้สึกได้ว่าเรือเอียงไปด้านหนึ่ง ก่อนกลับมาทรงตัวได้ปกติอีกครั้ง หลังจากนั้นไม่กี่นาทีต่อมา ผู้อำนวยการเรือประกาศว่่าเรือ Glory ชนเขากับเรือ Legend เพราะคลื่นลมค่อนข้างแรง

มีรายงานว่าขณะเกิดเหตุ มีเรือสำราญขนาดใหญ่เช่นนี้เข้าเทียบท่าที่เกาะ Cozumel พร้อมๆกันถึง 8 ลำ โดยเรือ Glory มีกำหนดเข้าเทียบท่าในเวลา 10.00 น. ของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่เรือ Legend มีกำหนดเข้าเทียบในเวลา 08.00น. ของวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยยังไม่ชัดเจนในรายละเอียดว่าเหตุดังกล่าวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ส่งท้ายทศวรรษที่ 2010 ทศวรรษแห่งการถือกำเนิดแกดเจ็ตฮิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609724

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2562 เวลา 20:37 น.

ส่งท้ายทศวรรษที่ 2010 ทศวรรษแห่งการถือกำเนิดแกดเจ็ตฮิต

ในช่วงระหว่างปี 2010-2019 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในวงการแกดเจ็ต จากเดิมที่อุปกรณ์เหล่านี้ถูกวางไว้ห่างตัวกลับกลายเป็นต้องติดตัวเจ้าของไปทุกที่ไม่ต่างจากอวัยวะชิ้นที่ 33 เรามาย้อนเวลาดูกันว่าแกดเจ็ตที่เกิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีอะไรกันบ้าง

1.Apple iPad (2010) ก่อนที่ iPad จะเปิดตัวในปี 2010 คำว่าแท็บเล็ตเหมือนจะมีอยู่เฉพาะในภาพยนตร์เท่านั้น แต่การมาของ iPad ถือเป็นการพลิกโฉมวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไปโดยสิ้นเชิง ทั้งยังกลายเป็นอุปกรณ์ที่กำหนดเทรนด์อุปกรณ์พกพาในอนาคตไปโดยปริยาย

2.Tesla Model S (2012) ใครที่คิดว่ารถยนต์จะเป็นแกดเจ็ตไม่ได้ก็ต้องคิดใหม่ เมื่อ อีลอน มัสก์ เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าเทสลาที่ทำให้บรรดาค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แทนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง ฟีเจอร์เด่นๆ อาทิ ซอฟท์แวร์ หน้าจอทัชสกรีน ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของมัสก์ดูเหมือนพาหนะจากปี 2022 มากกว่าปี 2012

3.Google Glass (2013) แว่นตาอัจฉริยะของกูเกิลที่สร้างความฮือฮาตั้งแต่ตอนเปิดตัว แต่ด้วยความที่แว่นตาอัจฉริยะยังไม่สามารถสร้างอิมแพ็คต์สำหรับเทคโนโลยีความจริงเสริม (AR) จึงต้องพับเก็บโครงการไปในปี 2015 ทว่าหลังจากเงียบหายไป 2 ปี Google Glass ก็กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิม โดยเน้นเป้าหมายที่กลุ่มธุรกิจเป็นหลัก

4.Amazon Echo (2014) ผู้ช่วยคนสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยให้อุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ บนสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ฟ้าภายในบ้านที่เชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น สามารถสั่งการด้วยเสียงผ่าน Alexa ผู้ช่วยเสมือนจริง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดไฟ เปิดเพลง ถือเป็นสมาร์ทดีไวซ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชิ้นหนึ่ง เฉพาะปีนี้ปีเดียวจำหน่ายได้มากกว่า 100 ล้านชิ้น

5.Selfie Stick (2014) หลังจากออกซ์ฟอร์ดบรรจุคำว่า “เซลฟี่” ลงในพจนานุกรมเมื่อปี 2013 อีกไม่นานโลกนี้ก็มีแกดเจ็ตชิ้นใหม่ที่เรียกว่า “ไม้เซลฟี่เกิดขึ้น” และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวและบล็อกเกอร์ จนกระทั่งในปี 2015 อุบัติเหตุจากการใช้ไม้เซลฟี่จนถึงขั้นเสียชีวิตทำให้สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เริ่มแบนไม้เซลฟี่ บวกกับกล้องสมาร์ทโฟนที่สามารถเก็บภาพในมุมกว้างมากยิ่งขึ้น ทำให้ความนิยมในไม้เซลฟี่ค่อยๆ ลดลง

5.Apple Watch (2015) แม้หลายค่ายจะพยายามพัฒนานาฬิกาอัจฉริยะออกมาแต่ก็ยังไม่มีใครโค่นบัลลังก์สมาร์ทวอตช์ที่ทั้งสวยงามและมีฟังก์ชั่นครบของแอปเปิลไปได้ Apple Watch จึงกลายเป็นแอคเซสซอรี่ชิ้นสำคัญของคนในยุคนี้ได้อย่างง่ายดาย

6.Apple AirPod (2016) หลังจากแอปเปิลเปิดตัว AirPod ครั้งแรกในปี 2016 เจ้าหูฟังไร้สายนี้ก็เข้าไปอยู่ในใจและ “หู” ของคนรักเสียงดนตรีทั่วทุกมุมโลก และกลายเป็นแกดเจ็ตที่สาวกแอปเปิลผู้รักเสียงเพลงจะต้องมีเช่นเดียวกับ iPod ที่แอปเปิลเปิดตัวก่อนหน้า AirPod จึงขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในแกดเจ็ตที่ประสบความสำเร็จที่สุดของแอปเปิลชิ้นหนึ่ง

7.Nintendo Switch (2017) หลังจากเปิดตัวเกมบอยไปเมื่อ 28 ปีที่แล้วก็ถึงเวลาที่นินเทนโดกลับมาทวงบัลลังก์เจ้าแห่งเกมอีกครั้งด้วย Nintendo Switch เครื่องเล่นเกมพกพาที่สามารถต่อเข้ากับทีวีได้ ตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือน มี.ค. 2017 จนถึงเดือน ก.ย.ปีนี้ Nintendo Switch ทำยอดขายได้ทั่วโลกกว่า 41 ล้านชิ้น

เฟสบุ๊กรับทำบัญชีผู้ใช้รั่วลงดาร์กเว็บ 267 ล้านราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609718

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2562 เวลา 18:25 น.

เฟสบุ๊กรับทำบัญชีผู้ใช้รั่วลงดาร์กเว็บ 267 ล้านราย

เฟซบุ๊กยอมรับทำข้อมูลชื่อ-เบอร์โทรของบัญชีผู้ใช้งาน 267 ล้านราย รั่วไหล ส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้งานชาวอเมริกัน

เฟซบุ๊กแถลงยอมรับผ่านสื่อว่า พบการรั่วไหลของข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานจำนวน 267,140,436 รายลงในดาร์กเว็บซึ่งเป็นเว็บไซต์ของกลุ่มจารกรรมทางไซเบอร์

รายงานระบุว่า ข้อมูลทื่รั่วไหลนี้ส่วนใหญ่เป็นของผู้ใช้งานในสหรัฐ ประกอบด้วยหมายเลขผู้ใช้ ID หมายเลขโทรศัพท์ ชื่อผู้ใช้ และ user name

ผู้พบการรั่วไหลดังกล่าวคือ Comparitech และBob Diachenko นักวิจัยด้านความปลอดภัย ซึ่งพบว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกแชร์อยู่ในแพลตฟอร์มดาร์กเว็บที่มีต้นทางในเวียดนาม ซึ่งเกิดจากการทื่แฮกเกอร์สามารถเจาะเข้าถึง API ของเฟซบุ๊ก

โฆษกของเฟซบุ๊กยอมรับกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า บริษัททราบถึงการรั่วไหลครั้งนี้แล้ว แต่เชื่อว่าข้อมูลที่หลุดออกไปเป็นข้อมูลเก่า โดยบริษัทกำลังยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้งานให้รัดกุมยิ่งขึ้น

ออสซี่วิจารณ์ยับ นายกหนีเที่ยวพักร้อน ขณะไฟป่าลุกลามวิกฤต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609701

  • วันที่ 20 ธ.ค. 2562 เวลา 15:49 น.

ออสซี่วิจารณ์ยับ นายกหนีเที่ยวพักร้อน ขณะไฟป่าลุกลามวิกฤต

นายกออสเตรเลียแถลงขอโทษ หลังถูกวิจารณ์หนักลาพักร้อนเที่ยวฮาวาย ขณะที่ไฟป่าลุกลามขั้นวิกฤต

นายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากการที่เขามีกำหนดลาพักร้อนเพื่อพาครอบครัวยังเกาะฮาวาย ขณะที่หลายพื้นที่โดยเฉพาะแถบตะวันออกของออสเตรเลีย ยังคงเผชิญกับปัญหาไฟป่าลุกลามอย่างหนัก และยังไม่มีทีท่าจะควบคุมได้

ในคำแถลงการณ์ของนายมอร์ริสัน ระบุว่า เขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความผิดใดๆก็ตามที่ชาวออสเตรเลียหลายคนซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุไฟป่าได้รับ เกี่ยวกับการลาพักร้อนของเขากับครอบครัวในช่วงสุดสัปดาห์นี้ อีกทั้งเขายกเลิกทริปลาพักร้อนกับครอบครัวที่เกาะฮาวายแล้ว

คำขอโทษของนายกมอร์ริสันมีขึ้นหลังเกิดกระแสข่าวว่าเขาเตรียมลาพักร้อน โดยไม่แจ้งล่วงหน้าและกำลังเดินทางไปฮาวาย ขณะที่สถานการณ์ไฟป่าในประเทศกำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ

ออสเตรเลียกำลังเผชิญปัญหาไฟป่าอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สืบเนื่องจากปัญหาคลื่นความร้อนที่เข้าปกคลุมทั่วออสเตรเลีย จนส่งผลให้ช่วงสองวันที่ผ่านมาทำลายสถิติอุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดในรอบ 6 ปี

เหตุไฟป่าในออสเตรเลียได้เผาทำลายบ้านเรือนไปแล้วกว่า 700 หลัง เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วนับล้านไร่ มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 7 ราย ที่รัฐเซาท์ออสเตรเลียยังคงเผชิญกับไฟป่ากว่า 100 จุด เช่นเดียวกับที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ก็ยังคงมีจำนวนไฟป่ามากว่า 100 จุด

ที่ผ่านมานายกมอร์ริสัน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความจริงจังในการแก้ปัญหาไฟป่า รวมถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรม ละเลยต่อผลกระทบด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จนเกิดแฮชแท็กวิจารณ์ทั่วโลกออนไลน์