อนาคต”ทรัมป์”จะเป็นเช่นไร หลังสภาล่างโหวต”ยกแรก”ถอดถอนท่วมท้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609547

  • วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 11:05 น.

อนาคต"ทรัมป์"จะเป็นเช่นไร หลังสภาล่างโหวต"ยกแรก"ถอดถอนท่วมท้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือผู้นำสหรัฐคนที่ 3 ในที่ถูกสภาผู้แทนฯลงมติถอดถอน

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก ได้ลงมติรับรองบทบัญญิต 2 ข้อว่าด้วยการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมติแรกคือ การถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบ กับมติที่สองคือ ขัดขวางกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา

สภาผู้แทนฯสหรัฐลงมติแรก “ใช้อำนาจโดยมิชอบ” ด้วยคะแนนเสียง 230 ต่อ197เสียง

ขณะที่มติที่สองคือ “ขัดขวางการตรวจสอบของรัฐสภา” ด้วยคะแนน 229 ต่อ 198 เสียง

ในการโหวตรับรองทั้งสองญัตติไม่มีคะแนนเสียงใดจากฝั่งรีพับลิกกัน ซึ่งเป็นพรรคที่ประธานาธิบดีทรัมป์สังกัด ลงคะแนนโหวตเห็นชอบถอดถอนเลย

ผลการลงมติทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำคนที่สามในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน ที่ถูกสภาล่างตั้งข้อหาขอถอดถอน

 

ยกที่สอง

หลังจากนี้วุฒิสภาสหรัฐ จะเริ่มกระบวนการพิจารณาพร้อมลงมติว่าจะถอดถอนประธานาธิบดีหรือไม่ในเดือนมกราคมปี 2020 โดยที่ประชมวุฒิสภาสหรัฐ ซึ่งพรรครีพับลิกกันครองเสียงข้างมากอยู่นั้น จะต้องลงมติด้วยคะแนนเสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของวุฒิสภาซึ่งมีทั้งหมด 100 เสียง จึงจะมีผลให้ประธานาธิบดีถูกถอดถอน

เป็นที่สังเกตว่า ในการมติของสภาล่างสหรัฐ ไม่มีส.ส.คนใดจากฝั่งรีพับลิกกันโหวต”เห็นชอบ” ถอดถอนทรัมป์เลย เรื่องดังกล่าวจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่ถูกถอดถอน เพราะพรรครีพับลิกกันครองเสียงข้างมากอยู่ในวุฒิสภา

ในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ มีประธานาธิบดีถูกถอดถอนในสภาล่างมากแล้วสองครั้ง คือในสมัยประธานาธิบดีแอนดรูว์ จอห์นสัน ผู้นำคนที่ 17 ของสหรัฐ กับคนที่สองคือประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งทั้งคู่ถูกสภาล่างทำหน้าที่ตั้งข้อหาไต่สวนเพื่อถอดถอน แต่วุฒิสภาไม่เห็นชอบกับข้อกล่าวหาทั้งสอง ส่วนกรณีของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เขาได้ลาออกก่อนที่กระบวนการดังกล่าวจะเสร็จสิ้น

ส่งท้ายทศวรรษที่ 2010 ยุคสมัยแห่งการก่อรัฐประหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609527

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 19:42 น.

ส่งท้ายทศวรรษที่ 2010 ยุคสมัยแห่งการก่อรัฐประหาร

ปี 2019 กำลังจะสิ้นสุดลงโดยที่หลายคนยังไม่ทันตั้งตัว และยังไม่รู้ว่านี่ไม่ใช่แค่การสิ้นสุดของปี 2019 แต่ยังเป็นการสิ้นสุดของทศวรรษที่ 2010s อีกด้วย

ทศวรรษที่ 2010s ถือเป็นช่วงเวลาที่มีความพลิกผันอย่างหนักหน่วงของการเมืองโลก เพราะเต็มไปด้วยสงคราม การก่อรัฐประหาร และการปฏิวัติ ยังไม่นับความเปลี่ยนแปลงของอุดมการณ์ทางการเมืองจากเสรีนิยมที่เบ่งบานในทศวรรษที่ 2000s แต่เกิดกระแสพลิกกลับ กลายเป็นการผงาดขึ้นมาของอุดมการณ์ฝ่ายขวา

นับเฉพาะการรัฐประหาร ทศวรรษที่ 2010s มีทั้งความพยายามรัฐประหารและการยึดอำนาจที่สำเร็จมากที่สุดยุคสมัยหนึ่ง เหตุการณ์ที่ช็อคโลกที่สุด (แต่ก็พอจะคาดเดาได้ในเวลาเดียวกัน) คือรัฐประหารในประเทศไทย ปี 2014 (พ.ศ. 2557)

ย้อนกลับไปในตอนนั้น นานาประเทศไม่ยอมรับการยึดอำนาจของกองทัพไทยและถูกตำหนิจากประชาคมโลก เช่น จอห์น เคอร์รี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ประณามการก่อรัฐประหารโดยกล่าวว่ารู้สึกผิดหวัง และจะกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ

สหภาพยุโรประงับการทำข้อตกลงกับไทย เลขาธิการสหประชาชาติเรียกร้องให้ฟื้นคืนระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และการปกครองโดยพลเมืองโดยเร็ว

อย่างไรก็ตามข้อเรียกร้องของนานาประเทศที่จะให้ไทยคืนระบอบประชาธิปไตยโดยเร็วนั้นไม่เป็นผล

แม้ว่าการรัฐประหารในไทยจะเกิดขึ้นทีหลังหลายประเทศ แต่วิกฤตการเมืองไทยเป็นตัวจุดชนวนกระแสการเมืองโลกหลายอย่าง เช่น การเมืองเรื่องของสีเสื้อ และการรัฐประหารเพราะเมื่อย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 2000s โลกของเราแทบจะลืมการรัฐประหารไปแล้ว จนกระทั่งวิกฤตการเมืองไทยบ่มเพาะให้ “ผีของรัฐประหาร” กลับมาหลอกหลอนระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2006 หรือพ.ศ. 2549

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ภาพโดย Posttoday – photo

หลังจากนั้นโลกของเราเหมือนถูกปลดล็อค เพราะมี “coup d’état” เกิดขึ้นถี่ยิบ จากปี 2006 ในไทย ตามด้วยการยึดอำนาจโดยทหารในปี 2009 ที่ประเทศฮอนดูรัส

เมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 2010s การยึดอำนาจเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนสลับกันกับการปฏิวัติประชาชน การปฏิวัติมวลชนที่เชิญทหารเข้าร่วม และการโค่นล้มเผด็จการ

เฉพาะรัฐประการก่อน ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2010 เกิดรัฐประหารที่ประเทศไนเจอร์ โดยทหารบุกเข้าไปจับตัวประธานาธิบดีมามาดู ทันจา กลางทำเนียบกลางวันแสกๆ แล้วตั้ง “สภาสูงสุดเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย”

วันที่ 21 มีนาคม 2012 เกิดรัฐประหารที่ประเทศมาลี ทหารมาลีที่ไม่พอใจรัฐบาลบุกเข้ายึดทำเนียบและสถานที่สำคัญไว้ แล้วตั้ง “คณะกรรมาธิการแห่งชาติเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยและรัฐ”

การชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร ปี 2557 ภาพโดย Post Today / ภัทรชัย ปรีชาพานิช

วันที่ 12 เมษายน เกิดยึดอำนาจที่ประเทศที่กินี-บิสเซา เมื่อกองทัพขวางการเลือกตั้งกลางคัน แล้วตั้ง “สภาการเปลี่ยนผ่านแห่งชาติ” ขึ้น อ้างว่าเพราะรัฐบาลพลเรือนต้องการยืมมือต่างชาติเพื่อจะปฏิรูปกองทัพ

วันที่ 3 กรกฎาคม 2013 กองทัพอียิปต์โค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีโมฮาเมห็ด มอร์ซี แล้วฉีกรัฐธรรมนูญปี 2012 อ้างว่าเพื่อยุติความขัดแย้งในบ้านเมืองหลังเกิดการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อ แล้วทหารตั้งประธานศาลฏีกาเป็นผู้นำประเทศชั่วคราว

วันที่ 22 พฤษภาคม 2014 เกิดการรัฐประหารที่ประเทศไทย โค่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แล้วตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

วันที่ 21 กันยายน 2014 กองกำลังกบฎฮูษียึดอำนาจจากประธานาธิบดีอับดราบูฮ์ มันซูร์ ฮาดี แต่การยึดอำนาจครั้งนี้ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองเยเมนที่ยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะซาอุดีอาระเบียแทรกแซงกิจการภายในของเยเมนด้วยการส่งกองกัพเข้ามาโจมตีและปิดล้อมทางเรือ อ้างว่าเพื่อช่วยเหลือประธานาธิบดีฮาดี

กลุ่มเสื้อแดงนัดจุดเทียนไม่เอารัฐประหาร ทหารเข้าพื้นที่ห้าม เพราะ คสช.สั่งห้ามชุมนุมเกิดน 5 คน ทำให้เสื้อแดงไม่พอใจ ตะโกนโห่ร้อง ทำให้ทหารจับตัวมวลชลเสื้อแดงไปจำนวน 5 คนที่มีลักษณะการชุมนุมที่รุยแรง ที่ลานสกายวอล์กหน้าหอศิลป์ กรุงเทพ – Bangkok Post / Pattarapong Chatpattarasill

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2017 กองทัพซิมบาบเวยึดอำนาจจากประธานาธิบดีโรเบิร์ท มูกาเบ ที่ครองอำนาจมานานถึง 30 ปีจากนั้นกองทัพจัดการกับเครือข่ายอำนาจของมูกาเบที่ถูกเรียกว่าเป็น “อาชญากร” และควบคุมตัวมูกาเบไว้

วันที่ 11 เมษายน 2019 เกิดการรัฐประหารที่ซูดาน หลังเกิดการประท้วงของประชาชนที่ไม่พอใจค่าครองชีพที่แพงขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2018 จนกระทั้งกองทัพยึดอำนาจากประธานาธิบดีโอมาร์ อัลบาชีร์ ที่ครองอำนาจมานานเกือบ 30 ปี จากนั้นทหารตั้ง “สภากองทัพเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” แต่การประท้วงก็ไม่จบลงง่ายๆ

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถ่ายภาพกับทหารที่รักษาความสงบระหว่างการชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร – Bangkok Post / Pattarapong Chatpattarasill

เราจะเห็นได้ว่าประเทศที่ทำรัฐประหารสำเร็จล้วนแต่เป็นประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกา ยกเว้นไทยที่มีเศรษบกิจอยู่ในกลุ่มกำลังพัฒนา รายได้ปานกลางค่อนข้างสูง แต่ไทยเป็นทั้งตัวการทำให้เกิดกระแสยึดอำนาจและยังเกิดรัฐประหารถึง 2 ครั้งในระยะทศวรรษที่ 2000s – 2010s ซึ่งนับเป็นสถิติที่ไม่ค่อยจะน่าภูมิใจนัก

นี่กล่าวมานี้เป็นแค่การรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จ ยังมีความพยายามก่อรัฐประหารอีก ที่โด่งดังที่สุดคือความพยายามรัฐประหารที่ตุรกี ระหว่างวันที่ 15 – 16 กรกฎาคม 2016 ที่จบลงด้วยความล้มเหลวของฝ่ายกบฎ ทำการเกิดการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองครั้งใหญ่ ทำให้เกิดความร้าวฉานระหว่างสหรัฐกับรัฐบาลตุรกี ที่กล่าวหาว่าสหรัฐให้การหนุนหลังฝ่ายกบฎ ความร้าวฉานนี้ส่งผลกระทบต่อ ดุลอำนาจการเมืองโลก เพราะตุรกีสลัดตัวจากสหรัฐและนาโต้ แล้วเอนเอียงมาทางรัสเซีย จนกระทบต่อสงครามในซีเรียอีกต่อหนึ่ง

รวมแล้วมีทั้งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จถึง 42 ครั้ง ไม่เรียกว่าเป็นทศวรรษแห่งการรัฐประหารก็คงไม่ได้

“มะริด เมียนมา” ขุมทรัพย์ใหม่ของนักลงทุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609524

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 18:30 น.

“มะริด เมียนมา" ขุมทรัพย์ใหม่ของนักลงทุน

เมืองมะริด ประตูเศรษฐกิจด้านการลงทุนแห่งใหม่ของเมียนมา ที่กำลังจะเฉิดฉายในอีกไม่กี่ปีนี้

*********************

หลังจาก “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา” เปิดประเทศให้ชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนได้ 100% พร้อมปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้เอื้อกับนักธุรกิจ “เมืองมะริด” จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดที่เมียนมาตั้งเป้าให้เป็นเมืองการค้าการลงทุนและอีกประตูเศรษฐกิจของประเทศแถบนี้

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสเมืองที่มีระบบเศรษฐกิจ วิถีชีวิต วัฒนธรรม เฉพาะตัวแห่งนี้เพื่อดูถึงสถานะความพร้อมที่คาดกันว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้ามะริดจะเป็นอีกหนึ่งเมืองที่น่าลงทุน

เปิด “เมืองมะริด” หมุดการค้า-การลงทุนใหม่

มะริด เป็นเมืองหนึ่งในเขตตะนาวศรี ตั้งอยู่ตอนใต้ของเมียนมา เป็นเมืองท่าสำคัญด้านการประมง สภาพภูมิประเทศมีทรัพยากรทางธรรมชาติสมบูรณ์มากโดยเฉพาะทรัพยากรในทะเล

วีระ ศรีวัฒนตระกูล นายกสมาคมส่งเสริมพัฒนาการค้าการลงทุนประจวบ-มะริด อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2 สมัย ฉายภาพให้ฟังว่า สภาพเศรษฐกิจของมะริดส่วนใหญ่มาจากการประมงและท่องเที่ยว ส่วนการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และพาณิชย์ตอนนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

มะริดเมื่อ 8 ปีก่อนไม่มีการพัฒนาเท่าในปัจจุบัน เนื่องจากระบบคมนาคมสาธารณูปโภค อาทิ การเดินทาง ไฟฟ้า น้ำประปา ยังไม่พัฒนา เพราะสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของประชาชนราว 1 .4 ล้านคน และภาคอุตสาหกรรมต่างๆในเมือง แต่ทว่าเมื่อ 3 ปัจจัยเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆก็เชื่อว่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุนให้หลั่งไหลเข้ามาลงทุนได้

“มะริดมีความพร้อมด้านฐานะการเงิน เพราะมีความมั่งคั่งจากอุตสาหกรรมประมง แต่สิ่งที่เป็นปัญหาเปรียบเหมือนกุญแจล็อคเอาไว้ คือความไม่พร้อมด้านสาธารณูปโภค งบประมาณจากรัฐบาลในการเข้ามาสนับสนุน”

อดีตผู้ว่าฯประจวบ มองว่า ไม่กี่ปีต่อจากนี้มะริดจะเป็นเมืองที่มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมาก เพราะปัจจุบันมีการทำถนนจากจุดผ่านแดนด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เชื่อมไปถึงมะริดตรงนี้จะเท่ากับเป็นการเปิดประตูเศรษฐกิจให้มะริดเกิดการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวมากขึ้น

นายกสมาคมส่งเสริมการลงทุนประจวบ-มะริด เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนไทยเข้าไปทำธุรกิจในเมืองมะริดมากขึ้น หนึ่งในนั้นเป็นบริษัทเอกชนไทยที่มีศักยภาพด้านบริหารจัดการน้ำที่ได้สัมปทานเข้าไปผลิตน้ำประปาเป็นเจ้าแรก ซึ่งเชื่อว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของมะริด เพราะชาวเมืองจะมีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภค และมันจะเป็นอีกปัจจัยเพื่อช่วยดึงดูดนักลงทุนให้เข้าไป

เมืองมะริด

เมียนมา เปิดกว้างพร้อมซัพพอร์ตนักลงทุน

สำหรับการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐของเมียนมา อู้ ทล่ะ ตั้น ประธานหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมจังหวัดมะริด เล่าว่า มะริดเป็นเมืองประมง เกษตร มีประชากรจำนวนกว่า 1.4 ล้านคน มีเสถียรภาพการพัฒนาเศรษฐกิจที่สูงมาก เพราะมีระบบคมนาคมทางถนนดีเชื่อมโยงกับด่านสิงขร ชายแดนไทยไม่ถึง 200 กิโลเมตร ซึ่งเชื่อว่าอนาคตมะริดจะเป็นศูนย์กลางการค้าในย่านนี้

พร้อมมองว่าภายใน5ปี มะริดจะเป็นพื้นที่ที่น่าลงทุนมาก เพราะจะมีความพร้อมสมบูรณ์ทั้งระบบขนส่ง ไฟ น้ำประปา โดยตอนมีบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการน้ำจากประเทศไทยเข้ามาดูแลพัฒนาระบบน้ำของเมือง ซึ่งตอนนี้ได้ทำเอ็มโอยูกับรัฐบาลเมียนมาแล้ว และกำลังเริ่มดำเนินการต่อไป ส่วนระบบไฟฟ้าตอนนี้กำลังพัฒนาเพื่อให้มะริดมีความมั่นคงทางด้านพลังงานมากขึ้น

ประธานหอการค้าจังหวัดมะริด ทิ้งท้ายว่า ตนเองในฐานะตัวแทนชาวเมืองจึงขอเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนไม่ว่าภาคอุตสาหรรม ประมง เกษตรหรือการท่องเที่ยว เพราะอนาคตมะริดจะเป็นอีกหนึ่งเมืองย่านนี้ที่น่าลงทุน

ขณะที่ H.E. U Myint Swe รองประธานาธิบดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา กล่าวว่า ตอนนี้สภาพเศรษฐกิจของประเทศน่าลงทุนมาก ตอนนี้กำลังมีการพัฒนาโครงการทวายน้ำลึก ดังนั้นรัฐบาลจึงอยากเชิญนักลงทุนภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนเพื่อร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมา โดยรัฐบาลจะคอยสนับสนุนและผลักดัน

น้ำประปาฝีมือคนไทย ช่วยเพื่อนบ้านให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ขณะที่ ดร.คณพศ นิจสิริภัช ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทไบรท์ บลู วอเตอร์ เอกชนไทยที่ได้รับสัมปทานผลิตน้ำประปาในเมืองมะริด กล่าวว่า บริษัทมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการทำระบบน้ำอุตสาหกรรม ประปา บริหารจัดการแหล่งน้ำ ปัจจุบันดำเนินธุรกิจหลายพื้นที่ของประเทศไทย อาทิ จังหวัดสมุทรสาคร ภูเก็ต ปทุมธานี ลำพูน เชียงใหม่ และตอนนี้กำลังขยายไปเมียนมา

สำหรับโครงการพัฒนาระบบน้ำประปาในเมืองมะริด หลังได้รับการติดต่อให้เข้าไปดำเนินการสำรวจเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี พบว่าเป็นเมืองที่มีศักยภาพมาก แต่ติดปัญหาหลักอย่างหนึ่งคือระบบสาธารณูปโภคไฟฟ้าและน้ำประปายังไม่พร้อม แต่ตอนนี้รัฐบาลเมียนมากำลังเร่งดำเนินการพัฒนาเรื่องไฟฟ้า

ส่วนน้ำประปาเพื่อใช้อุปโภคบริโภค ปัจจุบันมะริดยังใช้น้ำบาดาลซึ่งอาจมีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่และหากใช้เป็นระยะเวลานานอาจทำให้ดินทรุด และอนาคตอาจมีสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นไปเรื่อยเพราะเป็นเมืองติดทะเลซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล

ดร.คณพศ เปิดเผยว่า หลังทางบริษัทได้รับการอนุมัติโครงการพัฒนาน้ำประปาในมะริดจากรัฐบาลเมียนมา คาดว่าจะเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างได้ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2563 และจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีครึ่ง ในการเดินท่อระยะทางกว่า 60 กิโลเมตร เพื่อดึงน้ำจากต้นแม่น้ำตะนาวศรี เข้ามาสู่โรงกรองซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองมะริด จากนั้นจะสามารถส่งน้ำให้ประชาชนในเมืองได้

ประธานกรรมการบริษัทไบรท์ บลู วอเตอร์ฯ คาดว่า หลังเริ่มดำเนินการผลิตน้ำประปาจะผลิตน้ำได้วันละ 1 แสนคิว ส่วนการจัดจำหน่ายจะขายในราคาสมเหตุสมผลและถูกกว่าในปัจจุบัน นอกจากนี้คาดว่าไม่เกิน 5 ปี เมื่อเมืองมะริดมีความเจริญขึ้นอาจต้องเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ 3 แสนคิวต่อวัน เพราะมองว่าเมื่อระบบสาธารณูปโภคดีจะทำให้นักลงทุนเข้ามามากขึ้น

“เรามองว่าถ้าสามารถทำคุณภาพน้ำให้ดีได้ และขายในราคาที่ถูกลง ก็จะทำให้ประชาชนชาวเมียนมาได้ใช้ของที่มีคุณภาพ และจะเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้มะริดมีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน”

อู้ ทล่ะ ตั้น ประธานหอการค้าฯมะริด(ซ้าย) – ดร.คณพศ นิจสิริภัช ประธานกลุ่มบริษัทไบรท์ บลู วอเตอร์(ขวา)

กลุ่มเฟียต-เปอร์โยต์ ประกาศควบรวมกิจการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609516

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 17:38 น.

กลุ่มเฟียต-เปอร์โยต์ ประกาศควบรวมกิจการ

ค่ายรถสัญชาติฝรั่งเศส-อิตาลี จับมือควบรวมกิจการ จ่อขึ้นแท่นบริษัทยานยนต์ใหญ่เบอร์สี่ของโลก

PSA กรุ๊ป ผู้ผลิตรถยนต์เปอร์โยต์ของฝรั่งเศส และกลุ่ม Fiat-Chrysler Automobiles (FCA) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอิตาลี-สหรัฐ ประกาศเห็นชอบการควบรวมกิจการแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้การรวมกิจการของสองยักษ์ใหญ่ยานยนต์ครั้งนี้ ขึ้นแท่นเป็นบริษัทยานยนต์ใหญ่อันดับ 4 ของโลกในแง่การผลิต และเป็นอันดับ 3 ของโลกในแง่รายได้

คำแถลงร่วมกันของทั้ง PSA และ FCA ระบุว่า ในวันนี้ ได้ลงนามข้อตกลงควบรวมธุรกิจในแบบ 50/50 เพื่อกลายเป็นผู้ผลิตยานยนต์แบบดั่งเดิมที่มีกำลังการผลิตใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และมีรายได้เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยการควบรวมนี้จะไม่มีการปิดกิจการของโรงงานทั้งสองฝ่าย และว่าการควบรวมกิจการครั้งนี้จะทำให้บริษัทใหม่มีทรัพยากรและความเป็นผู้นำในแถวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์แบบยั่งยืนในอนาคต

คาดว่ากระบวนการควบรวมจะเสร็จสิ้นภายใน 12-15 เดือนนับจากนี้ โดยส่งผลให้บริษัทใหม่หลังการควบรวมกิจการ ขึ้นแท่นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก ต่อจากอันดับหนึ่งคือ กลุ่มเรโนต์นิสสันมิตซูบิชิ ตามด้วย โตโยต้า และโฟล์คสวาเกน ตามลำดับ ด้วยพนักงานของกลุ่ม PSA-FCA ที่รวมกันมากกว่า 400,000 คน รายได้รวมเกือบ 170,000 ล้านยูโร่ และยอดขายต่อปีประมาณ 8.7 ล้านคัน ภายใต้รถยนต์หลากหลายแบรนด์ทั้ง Fiat, Alfa Romeo, Chrysler, Citroen, Dodge, DS, Jeep, Lancia, Maserati, Opel, Peugeot และ Vauxhall

การควบรวมกิจการของกลุ่ม PSA-FCA นับว่าสวนทางต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก โดยเฉพาะในเยอรมนี ประเทศผู้นำยานยนต์โลก จากการที่ก่อนหน้านี้บริษัทยานยนต์ของเยอรมนีหลายแห่ง ทั้ง Audi, Daimler, และ Volkswagen ประกาศลดพนักงานเพื่อปรับโครงสร้างองค์กรในการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ซีอีโอกลุ่มเฟียต เชื่อว่าการรวมมือของสองบริษัทที่มีแบรนด์อันแข็งแกร่งจะช่วยให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานสะอาดในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี การควบรวมกิจการครั้งนี้อาจไม่ใช้ “เวลาที่เหมาะสม” ของทั้งสองบริษัท เนื่องจากสำหรับกลุ่มเฟียตนั้น มีตลาดรถยนต์ส่วนใหญ่ในสหรัฐ โดยคิดเป็นมากกว่า 2 ใน 3 ของรถยนต์ที่บริษัทจำหน่ายล้วนอยู่ในตลาดสหรัฐ และไม่ควรเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนของการนโยบายเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านพลังงานภายใต้คณะบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ ประกอบกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐกำลังเติบโตภายใต้การนำของเทสล่าและอีกหลายแบรนด์ที่กำลังแข่งขันอย่างดุเดือด

ส่วนกลุ่มเปอร์โยต์นั้น กำลังเผชิญปัจจัยด้านลบจากตลาดรถยนต์ในยุโรปที่ชะลอตัว แม้ว่าจะขยายตลาดไปยังจีน แต่ก็ยังขาดความแข็งแกร่งในตลาดจีนซึ่งถือเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่สุดในโลก

หลี่เจียฉี ผู้ชายที่ขายลิปสติกได้มากที่สุดในจีนใน 30 วิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609512

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 17:22 น.

หลี่เจียฉี ผู้ชายที่ขายลิปสติกได้มากที่สุดในจีนใน 30 วิ

ในประเทศจีน พนักงานขายลิปสติกที่ฮอตที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่ผู้หญิง แต่กลับเป็นผู้ชาย

ผู้ชายคนนี้คือ หลี่เจียฉี หนุ่มจากเมืองหูหนานวัย 27 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ Lipstick Brother

หลี่เจียฉีสร้างสถิติไว้มากมาย ปี 2018 เขาเป็นเจ้าของสถิติกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ที่ขายลิปสติกได้มากที่สุดภายในเวลา 30 วินาที

หรือจะเป็นการขายลิปสติกได้ 15,000 แท่งภายในเวลาเพียง 5 นาทีในวันคนโสด 11.11 ของจีนเมื่อปีที่แล้ว และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครโค่นสถิตินี้ลงได้

นอกจากนี้ เจ้าตัวยังไลฟ์แข่งขายลิปสติกกับ แจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้งอาลีบาบา กรุ๊ป ในวันคนโสด ซึ่งปรากฏว่าหลี่เจียฉีทำยอดได้ถึง 1,000 แท่ง ขณะที่แจ็ก หม่า ขายได้พียง 10 แท่งเท่านั้นในเวลาเท่ากัน

จงเทียนหัว รองประธานอาวุโสของอาลีบาบา พูดถึงหลี่เจียฉีว่า มีชาวจีนกว่า 36 ล้านคนเข้ามาดูหลี่เจียฉีไลฟ์ขายลิปสติกในวันคนโสด และคาดว่าหลี่เจียฉีสร้างยอดขายให้อาลีบาบาได้ถึง 1,000 ล้านหยวนในเทศกาลนี้

ยอดขายถล่มทลายที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีน โดยเฉพาะสาวๆ ที่จะต้องเสาะหารีวิวสินค้าใหม่ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เทคนิคการขายของหลี่เจียฉี เขาเริ่มจากการแนะนำสินค้าสั้นๆ ด้วยท่าทางน่าเชื่อถือ ลองใช้ให้ดูกันจะจะ พูดอย่างตรงไปตรงมา ชิ้นไหนสวยก็บอกว่าสวย ไม่สวยก็บอกว่าไม่สวย ควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ

ก่อนจะตบท้ายด้วยการดึงความสนใจของคนดูด้วยประโยคติดปากว่า “โอ้ววว มายยย ก๊อดดด ซื้อเลยๆๆๆ”

เอกลักษณ์แบบนี้แหละที่ทำให้คนดูชอบ จางซี สาวเซี่ยงไฮ้วัย 28 ปีแฟนคลับของหลี่เจียฉี เผยกับเว็บไซต์ Sixth Tone ว่า “ไลฟ์ของหลี่เจียฉีทำเอาคนดูเคลิ้มตาม ดูแล้วรู้สึกว่าจะต้องรีบไปซื้อตาม สไตล์ของหลี่เหมือนเป็นการร่ายมนต์ใส่คนดู ต่างจากอินฟลูเอนเซอร์คนอื่นที่ดูแข็งทื่อ”

หลี่เจียฉีเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวจีนในปี 2017 หลังจากที่เจ้าตัวรีวิวลิปสติก 380 แท่งภายในเวลา 2 ชั่วโมงในไลฟ์ขายของของเว็บไซต์ Taobao

แต่กว่าจะมีชื่อเสียงเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ขายลิปสติกทางออนไลน์ได้มากที่สุด เขาต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่นานจนเกือบล้มเลิกอาชีพนี้ไปแล้ว

เดิมหลี่เจียฉีทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านความงาม (BA) ของแบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกแบรนด์หนึ่ง

แต่ด้วยความที่ต้องการหารายได้เพิ่ม จึงเริ่มไลฟ์ขายเครื่องสำอางโดยที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการไลฟ์ต้องทำอะไรบ้าง

ช่วง 2-3 เดือนแรกผลลัพธ์ไม่เป็นตามคาด มีทั้งฟีดแบ็กในแง่ลบ และคำถามตามมาว่าเป็นผู้ชายแต่ทำไมใช้เครื่องสำอาง ทำเอาเจ้าตัวอยากจะล้มเลิกแล้วหางานอื่นทำแทน

จุดเปลี่ยนของชีวิตหลี่เจียฉีมาจากคำพูดของเจ้านายที่บอกว่า “ลองทำต่ออีก 3 วัน ถ้า 3 วันแล้วยังไม่ดีขึ้นค่อยหยุดทำ” เขาจึงลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

การไลฟ์ครั้งต่อมาเริ่มดีขึ้นๆ คนดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 2 เท่า 4 เท่า ชาวจีนก็เริ่มยอมรับว่าผู้ชายก็ใช้เครื่องสำอางได้ หลี่เจียฉี เผยว่า ถ้าเขาไม่ลองทำต่ออีก 3 วันตามที่เจ้านายแนะนำ เขาอาจจะไม่มีโอกาสมาถึงจุดนี้ก็เป็นได้

ทุกวันนี้หลี่เจียฉีกลายเป็นตัวแทนของคนจีนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจกับภาพลักษณ์ของตัวเอง โดยเฉพาะหนุ่มๆ ทำให้เขามีผู้ติดตามในช่องทางโซเชียลถึง 45 ล้านคน และจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 20%

นอกจากนี้ หลี่เจียฉียังเป็นเสมือนเครื่องหมายการันตีให้กับเครื่องสำอางที่เขาแนะนำในรายการ และมักจะช่วยให้สินค้านั้นๆ ขายหมดเกลี้ยงในเวลาสั้นๆ

ในขณะที่เจ้าตัวทำรายได้ราวเดือนละ 10 ล้านหยวน

สื่อธุรกิจ Caixin ของจีนเปิดเผยว่าเจ้าของแบรนด์ต้องจ่ายเงินราว 100,000 หยวนสำหรับการไลฟ์ขายลิปสติกในแพลตฟอร์มของ Taobao 10 นาทีของหลี่เจียฉี 60,000 หยวนสำหรับเครื่องสำอางอย่างอื่น และ 30,000 หยวนสำหรับอาหาร

ส่วนคลิปสั้นๆ 15 วินาทีใน Douyin หรือ TikTok ในชื่อสามัญ ราคาสูงถึง 500,000 หยวน และ 1.2 ล้านหยวน หากคลิปยาว 60 วินาที สนนราคา 1.2 ล้านหยวน

เรื่องราวของผู้ชายคนนี้บอกเราอย่างหนึ่งว่าการไลฟ์ขายของให้รุ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไป เพียงแต่ต้องสร้างเอกลักษณ์ให้ชัดเจน แตกต่างจากคนอื่น และจริงใจกับคนดู

ภาพ : IC

 

กองทัพปากีฯประณาม ศาลตัดสินโทษประหาร”มูชาร์ราฟ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609495

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 15:37 น.

กองทัพปากีฯประณาม ศาลตัดสินโทษประหาร"มูชาร์ราฟ"

“พลเอกมูชาร์ราฟ อดีตผบ.ทบ.ปากีสถานและประธานาธิบดี ผู้รับใช้ประเทศชาติมานานกว่า 40 ปี เสียสละสู้สงครามปกป้องเอกราช ไม่สามารถเป็นกบฏทรราชตามที่ตัดสินได้”

เอเอฟพีรายงานว่า จากกรณีที่ศาลพิเศษในกรุงอิสลามบัดของปากีสถานได้มีคำตัดสินด้วยมติ 2-1 ลงโทษประหารชีวิตพลเอกเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ วัย 72ปี อดีตผู้บัญชาการทหารบกของกองทัพปากีสถาน และอดีตประธานาธิบดีผู้ครองอำนาจประเทศมานานถึง 9 ปี จากการก่อรัฐประหารในปี 1999 จากฐานความผิดที่พลเอกมูชาร์ราฟใช้อำนาจพิเศษประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2007 ซึ่งถือเป็นความผิดฐานพยายามล้มล้างรัฐธรรมนูญ

คำตัดสินของศาลพิเศษปากีสถาน ส่งผลให้พลเอกมูชาร์ราฟ ถือเป็นผู้นำกองทัพคนแรกของประเทศที่ถูกตัดสินลงโทษด้วยการประหารชีวิตจากข้อหากบฏ

พลเอกมูชาร์ราฟ ซึ่งถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากความผิดดังกล่าวในปี 2013 ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากปากีสถานในปี 2016 ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ โดยพบว่าขณะนี้เขาเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลที่นครดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์

โดยภายหลังมีคำตัดสินของศาลพิเศษ ทางด้านกองทัพปากีสถานได้ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจผลคำตัดสินของศาลพิเศษดังกล่าว โดยระบุในตอนหนึ่งของคำแถลงการณ์ว่า “อดีตผู้บัญชาการทหารบก และประธานาธิบดีแห่งปากีสถาน ผู้รับใช้ประเทศชาติมานานกว่า 40 ปี ต่อสู้กับอริศัตรูในสงครามเพื่อปกป้องประเทศ ไม่สามารถเป็นผู้ทรยศชาติได้” พร้อมทั้งระบุอีกว่า “ดูเหมือนกระบวนการยุติธรรมจะไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลย”

อันวาร์ มันศูร์ ข่าน อัยการสูงสุดของปากีสถานกล่าวในการตัดสินโทษประหารชีวิตว่า “การกระทำของพลเอกมูชาร์ราฟเป็นภัยต่อรัฐธรรมนูญ”

อย่างไรก็ดี ไม่แน่ชัดว่านายมูชาร์ราฟจะสามารถเดินทางกลับปากีสถานได้หรือไม่ เพราะเขายังคงเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลในนครดูไบ ขณะที่หลังจากศาลพิเศษมีคำตัดสินดังกล่าว ได้มีกลุ่มผู้สนับสนุนนายพลมูชาร์ราฟ รวมตัวประท้วงแสดงความไม่พอใจพร้อมเรียกร้องความยุติธรรม

สำหรับอดีตประธานาธิบดีมูชาร์ราฟ ขึ้นสู่อำนาจผ่านการรัฐประหารในปี1999 ก่อนจะครองอำนาจเป็นผู้นำปากีสถานนานถึง 9 ปี

กระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2007 เขาได้ทำการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อหวังระงับใช้รัฐธรรมนูญ ช่วงก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินว่าการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยของเขามีความชอบธรรมหรือไม่

พร้อมทั้งยังสั่งจำกุมผู้นำกลุ่มการเมือง รวมถึงปลดคณะผู้พิพากษา การกระทำครั้งนั้นส่งผลให้เกิดการประท้วงใหญ่ในหลายพื้นที่ของปากีสถาน ซึ่งทั้งบรรดานักกฎหมายและนักการเมืองทั่วประเทศต่างร่วมประท้วงด้วย กระทั่งมูชาร์ราฟยอมลงจากตำแหน่งในปี 2008 ก่อนที่ต่อมาในปี 2013 จะถูกฟ้องร้องเอาผิดด้วยข้อหาดังกล่าว

เรือบรรทุกเครื่องบินจีนประกอบเองลำแรกเข้าประจำการแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609476

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 14:01 น.

เรือบรรทุกเครื่องบินจีนประกอบเองลำแรกเข้าประจำการแล้ว

สีจิ้นผิงเป็นประธานรับมอบเรือบรรทุกเครื่องบินจีนประกอบเองลำแรก “ซานตง” เข้าประจำการในกองทัพเรือจีน

เมื่อวานนี้ (17 ธ.ค.) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ได้เป็นประธานรับมอบเรือบรรทุกเครื่องบินซานตงเข้าประจำการในกองทัพเรือจีน ซึ่งเรือลำดังกล่าวถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินฝีมือจีนประกอบขึ้นเองลำแรก และเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองที่เข้าประจำการในกองทัพเรือของจีน ต่อจากเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงที่จีนซื้อต่อมาจากรัสเซีย

รายงานของซินหัวระบุว่า ประธานาธิบดีสีได้เดินไปเป็นประธานพิธีรับมอบเรือซานตงที่ท่ายูหลินในมณฑลไหหลำทางใต้ของจีน

การนี้ ผู้นำจีนได้มอบธงประจำกองทัพปลดแอกประชาชนจีน พร้อมหนังสือรับรองการตั้งชื่อเรือแก่กัปตันเรือ และผู้ตรวจการเมือง ก่อนที่ผู้นำจีนจะเดินตรวจแถวทหารกองเกียรติยศพร้อมตรวจดูอุปกรณ์และการทำงานต่างๆภายในเรือ

เรือซานตงคือเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สองของกองทัพจีน ซึ่งประกอบโดยบริษัท Dalian Shipbuilding Industry ความยาวตัวเรือ 315 เมตร สามารถบรรทุกเครื่องบินได้รวม 38 -40 ลำ จำนวนนี้ 32 ลำเป็นเครื่องบินรบแบบ Shenyang J-15 และเฮลิคอปเตอร์ 8ลำ

ส่วนเรือเหลียวหนิง ซึ่งถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนนั้น เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นคุซเนตซอฟของโซเวียต ที่จีนนำมาปรับปรุงเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของประเทศ

สำหรับทั้งเรือซานตงและเหลียวหนิงมีลักษณะการออกแบบดาดฟ้าเรือสำหรับการปล่อยเครื่องบินในแบบ ski-jump style หรือหัวดาดฟ้าเรือเชิดขึ้น ซึ่งเป็นดีไซน์แบบเก่าที่ประหยัดงบประมาณ แตกต่างเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐที่ใช้เทคโนโลยี catapult ในการดีดตัวเพื่อส่งเครื่องบินทะยานขึ้นจากดาดฟ้าเรือ โดยสื่อท้องถิ่นในรัสเซียยังรายงานด้วยว่าเรือรบลำใหม่ของจีนนี้ ได้รับการออกแบบภายแนวคิดและวิศวกรรมของรัสเซีย

ออสเตรเลียเจอวันอากาศร้อนสุดในรอบ 6 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609460

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 12:01 น.

ออสเตรเลียเจอวันอากาศร้อนสุดในรอบ 6 ปี

ออสเตรเลียเผย เมื่อวานนี้ทั่วประเทศมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ 40.9 องศา ทำลายสถิติร้อนสุดรอบ 6 ปี คาดร้อนกว่านี้ได้อีก

สำนักพยากรณ์อากาศออสเตรเลีย (The Bureau of Meteorology) เปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 ธ.ค.) พบว่าทั่วประเทศมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดที่ 40.9 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าร้อนทำลายสถิติในรอบ 6 ปี จากเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2013 ซึ่งวัดอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดที่ 40.3 องศาเซลเซียส

ออสเตรเลียใช้วิธีวัดอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศเนื่องจากเป็นวิธีการวัดที่แม่นยำที่สุด โดยการบันทึกสถิติสูงที่สุดครั้งนี้ อยู่ในช่วงเดียวกับที่ออสเตรเลียกำลังเผชิญปัญหาไฟป่าและภัยแล้งในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่รัฐนิวเซาท์เวลส์ และควีนส์แลนด์

 

Sky News Weather

อย่างไรก็ดี สำนักพยากรณ์อากาศคาดว่า สัปดาห์นี้ทั่วประเทศอาจเจออุณหภูมิสูงอีกขึ้นอีกจนอาจทำลายสถิติดังกล่าว

ทั้งนี้ ออสเตรเลียกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนปกคลุมทั่วประเทศ จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดไฟป่าขึ้นหลายร้อนจุดทั่วประเทศ ปัญหาไฟป่าที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน ถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงการรับมือเหตุไฟป่า รวมถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายเมืองในออสเตรเลียเจออุณหภูมิสูงทำลายสถิติหลายเมือง อาทิ นครเพิร์ธ รัฐเวสต์เทิร์นออสเตรเลีย เจออุณหภูมิสูงทะลุปรอทติดต่อกันสามวันเกิน 40 องศา

มะกันรวมตัวชุมนุม หนุนถอดถอนทรัมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609448

  • วันที่ 18 ธ.ค. 2562 เวลา 10:41 น.

มะกันรวมตัวชุมนุม หนุนถอดถอนทรัมป์

ชาวอเมริกันทั่วประเทศหลายร้อยกลุ่มรวมตัวชุมนุม สนับสนุนสภาผู้แทนฯเตรียมลงมติถอนถอนทรัมป์วันนี้

สื่อสหรัฐรายงานว่า ในย่านไทม์สแควร์ใจกลางมหานครนิวยอร์ก กลุ่มผู้ชุมนุมได้รวมตัวกันราวร้อยคน เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐที่มีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากอยู่ เตรียมลงมติโหวตถอดถอนทรัมป์อย่างเป็นทางการในคืนวันพุธนี้ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน

นอกจากที่ใจกลางนครนิวยอร์กแล้ว มีรายงานว่าผู้ชุมนุมที่สนับสนุนการถอดถอนทรัมป์ได้นัดรวมตัวกันในหลายพื้นที่ทั่วสหรัฐจำนวนราว 500 แห่ง เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนกระบวนการถอดถอนทรัมป์ อาทิเช่น จตุรัสใจกลางนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ของสหรัฐ ได้มีผู้ชุมนุมราวร้อยคน รวมตัวแสดงจุดยืนสนับสนุนการลงมติของสภาผู้แทนฯสหรัฐเช่นกัน

สำหรับการลงมติถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ของสภาผู้แทนฯสหรัฐ จะเริ่มการพิจารณาญัตติการถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ช่วงคืนวันพุธตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน และอาจมีการลงมติในวันพฤหัสบดีนี้

ปล่อยแพะ ดีกว่าปล่อยพาล อย่าทำให้คุกเป็นแค่ที่พักของคนอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609421

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 20:25 น.

ปล่อยแพะ ดีกว่าปล่อยพาล อย่าทำให้คุกเป็นแค่ที่พักของคนอันตราย

เราจะทำอย่างไรไม่ให้คนที่ยังไม่สำนึกออกมาเพ่นพ่านในสังคมก่อนเวลาอันควร บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

ในภาพยนต์เรื่อง Shawshank Redemption มีคำพูดที่สะเทือนใจอยู่ประโยคหนึ่งซึ่งตัวละครบอกว่า “คนที่อยู่ในคุกนี้เป็นคนบริสุทธิ์ทุกคนนั่นแหละ” (Everyone in here is innocent) และความบริสุทธิ์ของตัวละครหลักในเรื่องก็เป็นจุดพลิกผันสำคัญของภาพยนต์เรื่องนี้

คำพูดนี้ไม่ได้หมายความว่าในคุกมีแต่แพะ แต่หมายความว่าในหมู่คนผิดจริงๆ มีคนที่ถูกกล่าวหาผิดๆ รวมอยู่ด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อกล่าวหาลอยๆ เพราะมีการศึกษาในหลายประเทศ เช่นที่สหรัฐมีองค์กร The Innocence Project (โครงการผู้บริสุทธิ์) ซึ่งรายงานไว้ในปี 2014 ในสหรัฐมีผู้ต้องขังที่ไม่ได้ผิดถึง 2.3% – 5% แต่คนเหล่านี้ต้องสิ้นอิสระภาพ เพราะช่องโหว่ในกระบวนการทางกฎหมาย

บางคนติดคุกเกือบค่อนชีวิตจึงจะได้รับการพิสูจน์ว่าไม่มีความผิดแล้วได้รับอิสรภาพในช่วงปลายชีวิต แต่มันคุ้มกันหรือ?

สหรัฐเป็นประเทศที่ไม่ลดโทษพร่ำเพรื่อ นักโทษคดีอุกฉกรรจ์มักจะติดคุกกันหัวโต เพื่อที่จะได้สำนึกผิด เกิดความยำเกรงในกฎหมาย หรืออย่างน้อยก็หมดอิสรภาพอยู่ในนั้นจนแก่เฒ่า หมดกำลังที่จะทำร้ายผู้คนอีก

ตรงกันข้ามกับประเทศไทย ซึ่งนักโทษคดีร้ายแรงมักจะได้รับโอกาสลดโทษเป็นระยะๆ แม้ผู้เขียนจะรู้ว่ากรมราชทัณฑ์มีมาตรฐานที่ชัดเจนในการประเมินผู้ต้องขัง แต่กรณีของนายสมคิด พุ่มพวงทำให้ผู้เขียนชักไม่แน่ใจแล้วว่ามาตรฐานของกรมราชทัณฑ์ดีพอแค่ไหน

ในสหรัฐ การจะลดโทษผู้กระทำความผิด จะต้องพิจารณาครั้งแล้วครั้งเล่า โดยใช้คณะกรรมการทัณฑ์บน (Parole Board) ซึ่งประกอบด้วยผู้คนจากหลากหลายพื้นเพและสาขาอาชีพในการพิจารณาว่าควรจะปล่อยตัวผู้กระทำความผิดแล้วหรือยัง

ดังนั้นจึงเป็นการยากมากที่ฆาตกรต่อเนื่อง ฆาตกรฆ่าข่มขืน ฆาตกรหั่นศพจะได้รับโอกาสออกมาเพ่นพ่านข้างนอกอีก เช่นในกรณีของชาร์ลส์ แมนสัน ฆาตกรชื่อดังในทศวรรษที่ 60 – 70 ผู้วางแผนและลงมือฆ่า 7 ศพ ต้องโทษประหารชีวิต แต่เมื่อรัฐแคลิฟอร์เนียยกเลิกโทษนี้ก็เหลือแค่จำคุกตลอดชีวิตพร้อมโอกาสได้รับทัณฑ์บน แต่แมนสันติดคุกตั้งแต่ปี 1971 จนถึงปี 2017 จนตายไปเมื่ออายุ 83 ก็ยังไม่เคยได้รับโอกาสได้ออกไป

เขาติดคุกได้ 7 ปี ก็ได้โอกาสทัณฑ์บน แต่ไม่ผ่านการพิจารณา หลังจากนั้นก็เข้ารับพิจารณาอีก 12 ครั้ง ในระหว่างนั้นในปี 1997 แมนสันไม่ยอมมาพบคณะกรรมการทัณฑ์บนอีก การพิจารณาจึงต้องทำแบบลับหลัง แต่ก็ไม่ผ่านอยู่ดี ครั้งหลังสุดในปี 2012 (ซึ่งเป็นครั้งที่ 12) คณะกรรมการทัณฑ์บนระบุว่า แมนสันไม่มีสภาพพร้อมที่จะออกไปดำรงชีวิตแบบคนปกติ แล้วเลื่อนกำหนดพิจารณาออกไปถึง 15 ปี แทนที่จะเป็นทุกๆ 7 ปีเหมือนเคย แต่ก่อนที่จะถึงปี 2027 ที่เขาจะฟังคำชี้ขาดอีกครั้ง แมนสันก็ตายเสียก่อน

เราจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการทัณฑ์บนทำงานอย่างไม่บกพร่อง คือให้โอกาสผู้ต้องขังอยู่สม่ำเสมอ แต่เพราะผู้ต้องขังไม่มีทีท่าจะเป็นคนปกติได้ จึงต้องอยู่ในคุกต่อไป

ปัญหาก็คือเราไม่มีคุกมากพอสำหรับขังคน

สหรัฐเป็นประเทศที่มีผู้ต้องขังมากที่สุดในโลก ข้อมูลนี้อาจจะน่าตกใจเล็กน้อย แต่เราจะยิ่งตกใจมากกว่านี้หากรู้ว่าประเทศไทยมีผู้ต้องขังมากที่สุดอันดับที่ 6 ของโลก (วัดที่จำนวนประชากรคนคุก) ที่ต้องตกใจก็เพราะอันดับที่ 1 – 5 ล้วนแต่เป็นประเทศใหญ่ที่มีประชากรมหาศาล คือสหรัฐ จีน บราซิล รัสเซีย และอินเดีย

พูดสั้นๆ ก็คือไทยมีอัตราส่วนของคนติดคุกมากที่สุดอันดับต้นๆ ของโลก

ดังนั้นเราจึงพอที่จะเข้าใจได้หากกรมราชทัณฑ์ต้องแก้ปัญหาด้วยการระบายผู้ต้องขังออกมา แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ในบรรดา “นักโทษชั้นดี” มีคนชั้นเลวออกออกมาคุกคามชีวิตประชาชนด้วย

แถมนักโทษชั้นดีที่มีความประพฤติดีจริงๆ ยังพลอยโดนหางเลขไปด้วย เพราะนับจากนี้ประชาชนจะมองพวกเขาด้วยความหวาดระแวง ส่วนกรมราชทัณฑ์อาจจะต้องเข้มงวดมากขึ้นในการพิจารณาลดหย่อนโทษ (ซึ่งหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น)

อีกอย่างที่ต้องคิดให้หนักคือ กระบวนการอบรมผู้กระทำความผิดที่เราใช้อยู่ตอนนี้ทำให้คนไม่ดีกลายเป็นคนดีของสังคมหรือไม่ เพราะเมื่อดูจากสถิติจะพบว่าในปี 2558 มีอัตราผู้กระทำผิดถูกจับเข้าคุกอีกครั้ง 17% แต่ในปี 2559 กระโดดขึ้นมาที่ 25% และในปี 2560 พุ่งพรวดขึ้นมาเป็น 33%

การที่อดีตนักโทษกกลับมาเป็นนักโทษอีกครั้งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Recidivism ประทศที่มีอัตราสูงมากคือสหรัฐ 60% และอังกฤษ 50% คดีส่วนใหญ่ที่กลับมาเข้าคุกอีกเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง

หากแก้ไขจุดนี้ยังไม่ได้ ผู้เขียนอยากจะแนะนำให้กรมราชทัณฑ์รอบคอบกับการลดโทษผู้กระทำความผิดในคดีใช้ความรุนแรง เพราะสถิติมันบอกชัดอยู่

อย่างที่ผู้เขียนพาดหัวไว้ว่า “ปล่อยแพะ ดีกว่าปล่อยพาล” บางทีเราควรทุ่มเทเวลาให้กับช่วยคนบริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อความอยุติธรรมจะดีกว่า ส่วนคนกระทำความผิดร้ายแรงนั้นไม่ต้องรีบปล่อยออกมาก็ได้

ปล่อยมาแล้วเป็นแบบนายสมคิด พุ่มพวง จะเป็นการทำงานที่เสียภาษีประชาชนไปเปล่าๆ