ข่าวลือรีดเงินผ้าอนามัย สะท้อนความกลัวรัฐขึ้นภาษีของประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609412

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

ข่าวลือรีดเงินผ้าอนามัย สะท้อนความกลัวรัฐขึ้นภาษีของประชาชน

40% ของผู้หญิงอายุต่ำกว่า 21 ปีผู้หญิงในประเทศยากจนต้องใช้สิ่งของอื่นแทนผ้าอนามัยที่มีราคาแพง หรือแม้แต่ในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศร่ำรวยกลับมีผู้หญิงอายุ 14-21 ปี ถึง 1 ใน 10 คนที่ไม่สามารถซื้อผ้าอนามัย

จากการให้ข่าวว่ารัฐบาลกำลังจะเก็บภาษีผ้าอนามัยจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงดุเดือดและติดเทรนด์ในโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว แม้ทางกรมสรรพสามิตจะชี้แจงว่าไม่มีการเก็บภาษีสรรพสามิตผ้าอนามัย เก็บเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับสินค้าอื่นแล้วก็ตาม

โดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงแต่ละคนจะมีประจำเดือนราว 2,535 วัน หรือเกือบ 7 ปีตลอดช่วงชีวิต แต่ละวันต้องใช้ผ้าอนามัยราว 3-4 ชิ้น เท่ากับว่าผู้หญิง 1 คนต้องใช้ผ้าอนามัยราว 7,605-10,140 ชิ้น และหากราคาผ้าอนามัยเฉลี่ยอยู่ที่ชิ้นละ 5 บาทเท่ากับว่าผู้หญิงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายผ้าอนามัยสูงถึง 38,025-50,700 บาท

นี่ยังไม่นับรวมกับค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ยาแก้ปวดท้องประจำเดือน การลางานหรือหยุดโรงเรียน

สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าค่าใช้จ่ายในการซื้อผ้าอนามัยต่อเดือนในราคาหลักร้อยบาทต้นๆ ไม่ได้เป็นภาระ แต่สำหรับกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อาจจะสูงเกินไป จนผ้าอนามัยกลายเป็นของใช้ที่อยู่เกินเอื้อมอย่างที่เคยเป็นประเด็นในโลกโซเชียลในบ้านเราเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่าผ้าอนามัยแพงจนต้องยอมอดข้าว

ปัญหานี้ไม่ได้มีเฉพาะในบ้านเรา สำนักข่าวบีบีซี เผยผลสำรวจขององค์กรการกุศลด้านสิทธิมนุษยชน Plan International เมื่อปี 2018 ว่า 40% ของผู้หญิงอายุต่ำกว่า 21 ปีผู้หญิงในประเทศยากจนต้องใช้สิ่งของอื่นแทนผ้าอนามัยที่มีราคาแพง โดยกระดาษทิชชูถือเป็นสิ่งของทดแทนอันดับ 1 ตามด้วยถุงเท้า เศษผ้าเก่า หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่ในประเทศอังกฤษซึ่งเป็นประเทศร่ำรวยกลับมีผู้หญิงอายุ 14-21 ปี  1 ใน 10 คนไม่สามารถซื้อผ้าอนามัย

หากรัฐบาลยังเดินหน้าเก็บภาษี ราคาผ้าอนามัยอาจสูงเกินไปสำหรับผู้หญิงบางกลุ่ม การไม่ได้เข้าถึงผ้าอนามัยเพื่อสุขอนามัยที่ดีทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้ขาดโอกาสสำคัญในชีวิต อาทิ นักเรียนบางคนต้องหยุดโรงเรียน ทั้งๆ ที่ผ้าอนามัยเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานในชีวิตของผู้หญิง ในหลายประเทศมีการรณรงค์เรียกร้องให้รัฐบาลยกเว้นภาษีผ้าอนามัย ขณะที่บางประเทศ อาทิ สกอตแลนด์ รัฐบาลได้ตั้งจุดแจกผ้าอนามัยฟรีตามโรงเรียนต่างๆ เพราะเห็นว่าการมีประจำเดือนเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มองว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการมีประจำเดือนเป็นภาระ นานนา โจเซฟีน โรลอฟฟ์ นักเคลื่อนไหวชาวเยอรมัน มองว่าผู้หญิงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการมีประจำเดือน และผ้าอนามัยก็ไม่ถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย การเก็บภาษีผ้าอนามัยเป็นการเลือกปฏิบัติกับผู้หญิง

ส่วนความเห็นจากอีกฝั่งหนึ่งมองว่าการลดภาษีจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากเงินภาษีในส่วนนี้ เมื่อปี 2016 รัฐแคลิฟอร์เนียไฟเขียวให้ยกเว้นภาษีผ้าอนามัยฉลุย แต่ในเวลาต่อมากลับถูก เจอร์รี่ บราวน์ ผู้ว่าการรัฐ ใช้สิทธิ์ระงับข้อยกเว้นนี้ โดยให้เหตุผลว่า “การลดภาษีก็ไม่ต่างกับรายจ่ายใหม่ของทางการ”

แต่ไม่ว่ารัฐจะเก็บหรือยกเว้นภาษีผ้าอนามัย สิ่งที่คนไทยทุกคนกังวลอยู่ลึกๆ ก็คือการที่รัฐประกาศว่าจะเก็บภาษีเพิ่มเติมจากภาษีที่คนไทยจ่ายให้รัฐบาลเป็นประจำ เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชะงักงันเช่นเวลานี้แล้ว คนไทยส่วนใหญ่ยังกังวลว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ที่เราจ่ายไปจะถูกนำไปใช้โดยไม่มีประสิทธิภาพ

จากดัชนีภาพลักษณ์คอ์รัปชันของไทยประจำปี 2018 พบว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 99 โดยคะแนนลดลงจากปีก่อนหน้า 1 คะแนน เหลือ 36 คะแนน หมายความว่าการคอร์รัปชันของไทยยังสูง ประชาชนจึงอาจกังวลใจว่าภาษีที่จ่ายไปไม่ต่างอะไรกับการส่งเงินให้คนที่บริหารเงินไม่เป็น หรือส่งให้ “คนโกง” เลยด้วยซ้ำ

ประเด็นเรื่องรัฐบาลจะขึ้นภาษีจึงบเป็นที่ถกเถียงอย่างดุเดือดทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม และไม่ว่าจะเป็นภาษีอะไรก็ตาม

ศาลปากีสถานสั่งประหารชีวิต “นายพลมูชาร์ราฟ” ข้อหากบฏ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609385

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 15:01 น.

ศาลปากีสถานสั่งประหารชีวิต "นายพลมูชาร์ราฟ" ข้อหากบฏ

ศาลปากีสถานตัดสินประหารชีวิต “เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ” อดีตผู้นำเผด็จการ ในโทษฐานก่อกบฏ พยายามฉีกรธน.และประกาศภาวะฉุกเฉิน

ศาลพิเศษในกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานได้มีคำตัดสินโทษประหารชีวิตแก่ เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ อดีตผู้บัญชาการกองทัพและอดีตประธานาธิบดีของปากีสถาน จากการที่นายมูชาร์ราฟประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ 3 พ.ย.2007 ซึ่งถือเป็นความพยายามล้มล้างรัฐธรรมนูญ

องค์คณะผู้พิพากษาศาลพิเศษนี้ ประกอบด้วยหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงเปชวาร์ ผู้พิพากษาศาลสูงแคว้นสินธ์ และผู้พิพากษาศาลสูงลาฮอร์ นั่งบัลลังก์พิจารณาคดีเพื่อเอาผิดกับนายมูชาร์ราฟ ซึ่งถูกฟ้องร้องในปี 2013 จากความผิดฐานระงับใช้รัฐธรรมนูญ และประกาศภาวะฉุกเฉินอย่างผิดกฎหมายเมื่อปี 2007

ข้อกล่าวหาดังกล่าวทำให้นายมูชาร์ราฟ กลายเป็นผู้นำกองทัพปากีสถานคนแรก ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏ โดยผู้พิพากษาศาลพิเศษปากีสถานมีมติ 2-1 เสียงให้ประหารชีวิตนายมูชาร์ราฟ

สำหรับอดีตประธานาธิบดีมูชาร์ราฟ ขึ้นสู่อำนาจผ่านการรัฐประหารในปี1999 ก่อนจะครองอำนาจเป็นผู้นำปากีสถานนานถึง 9 ปี

ในเดือนพฤศจิกายน 2007 เขาได้ทำการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อหวังระงับใช้รัฐธรรมนูญ ก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินว่าการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยของเขามีความชอบธรรมหรือไม่ พร้อมทั้งยังสั่งจำกุมผู้นำกลุ่มการเมือง รวมถึงปลดคณะผู้พิพากษา การกระทำครั้งนั้นส่งผลให้เกิดการประท้วงใหญ่ในหลายพื้นที่ของปากีสถาน ซึ่งทั้งบรรดานักกฎหมายและนักการเมืองทั่วประเทศต่างร่วมประท้วงด้วย กระทั่งมูชาร์ราฟยอมลงจากตำแหน่งในปี 2008 ก่อนที่ต่อมาในปี 2013 จะถูกฟ้องร้องเอาผิดด้วยข้อหาดังกล่าว

ทั้งนี้ ในการตัดสินประหารชีวิตนายมูชาร์ราฟ ไม่ได้อยู่ในปากีสถาน เนื่องได้จากขออนุญาตเดินทางออกไปรับการรักษาโรคประจำตัวที่นครดูไบ โดยก่อนหน้านี้นายมูชาร์ราฟได้บันทึกคลิปวิดิโอของตนเองขณะเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล พร้อมระบุว่าด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ของตนประกอบกับมารดาที่อายุมาก จึงไม่อาจเดินทางกลับปากีสถานเพื่อฟังคำตัดสินได้ในเร็วๆนี้

โกลด์แมนแซคส์ ประกาศไม่ปล่อยเงินกู้ให้บริษัทขุดน้ำมันในอาร์กติก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609374

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 14:16 น.

โกลด์แมนแซคส์ ประกาศไม่ปล่อยเงินกู้ให้บริษัทขุดน้ำมันในอาร์กติก

โกลด์แมนแซคส์ถือเป็นแบงก์ใหญ่แห่งแรกในสหรัฐที่ประกาศไม่ปล่อยเงินกู้ให้บริษัทน้ำมันในอาร์กติก หันมุ่งหนุนลงทุนพลังงานสะอาด

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า โกลแมนแซคส์ (Goldman Sachs) ได้เปิดเผยว่า ทางธนาคารได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการปล่อยเงินกู้สินเชื่อใหม่ โดยธนาคารจะไม่ปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทพลังงานที่มีแผนใช้เงินดังกล่าวในการขุดเจาะน้ำมันในแถบอาร์กติก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของธนาคาร ซึ่งนอกจากการขุดน้ำมันในแถบอาร์กติกแล้ว ยังรวมถึงการปล่อยเงินกู้หรือการลงทุนสำหรับบริษัทพลังงานความร้อนถ่านหินด้วย

นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนลงทุนเป็นจำนวนเงินสูงถึง 750,000 ล้านดอลลาร์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า สำหรับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงโครงการด้านความยั่งยืนอื่นๆที่เกี่ยวข้องอาทิ การขนส่ง การศึกษา และการผลิตอาหารเพื่ออนาคต

ความเคลื่อนไหวของโกลแมนแซคส์ มีขึ้นหลังจากที่บรรดานักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม และนักวิทยาศาสตร์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวในการผลักดันข้อผูกพันลดการปล่อยค่าคาร์บอน ในการประชุมCOP25 ที่กรุงมาดริดของสเปน

“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือทำเท่านั้น ยังรวมถึงพลังของภาคธุรกิจและการลงทุนที่ต้องร่วมลงมือทำด้วย” David Solomon ซีอีโอของโกลแมนแซคส์ระบุต่อสำนักข่าวไฟแนนเชียล ไทมส์ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Sierra Club รวมกับRainforest Action Network ซึ่งทั้งสองเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมในสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเปิดเผยว่า โกลแมน แซคส์ และ เจพี มอร์แกนเชส (JPMorgan Chase) เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินของสหรัฐที่สนับสนุนการปล่อยก๊าซคาร์บอน จากการที่สนับสนุนด้านเงินทุนแก่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่หลายแห่งของโลก รวมถึงซาอุดิอารัมโก ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของซาอุดิอาระเบียที่เพิ่งเปิดขายหุ้นไอพีโอไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

จะดีกว่ามั้ย หากผ้าอนามัยไม่เสียภาษี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609358

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 12:35 น.

จะดีกว่ามั้ย หากผ้าอนามัยไม่เสียภาษี

หลายประเทศรวมถึงบางรัฐในสหรัฐพิจารณายกเลิกภาษีผ้าอนามัย เพราะถือเป็นสินค้าอุปโภคจำเป็นสำหรับสตรี

จากกรณีที่มีกระแสในโลกโซเชียลถึงการเก็บภาษีผ้าอนามัยของสตรีนั้น แม้ทางกรมสรรพสามิตจะออกมายืนยันว่าภาครัฐไม่มีนโยบายเก็บภาษีดังกล่าว เนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับการดำรงชีพ โดยมีเพียงการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT7%) เฉกเช่นสินค้าทั่วไปอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวได้มีการพูดถึงประเด็นเรื่องความจำเป็นของผ้าอนามัยซึ่งเป็นสิ่งของจำเป็นสำหรับสตรี ที่มีการเสนอว่า จะดีกว่ามั้ยหรือเป็นไปได้หรือไม่ หากมีการยกเว้นภาษี(มูลค่าเพิ่ม)สำหรับผ้าอนามัย

เรื่องนี้ในต่างประเทศเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาหลายชาติแล้ว โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ในรัฐยูทาห์ของสหรัฐ เพิ่งมีการผ่านกฎหมายในการยุติเก็บภาษีผ้าอนามัย (Tampon Tax) โดยถือเป็นหนึ่งนโยบายยกเครื่องระบบภาษีของรัฐที่เตรียมส่งให้ผู้ว่าการรัฐลงนามก่อนจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในสิ้นปีนี้

รัฐยูทาห์เป็นรัฐล่าสุดจากทั้งหมด 32 รัฐก่อนหน้าจากตลอดช่วงสี่ปีที่ผ่านมาที่มีการหยิบยกประเด็นยกเว้นภาษีผ้าอนามัยแบบถาวร แต่จำนวนนี้มีเพียง 7 รัฐที่ยกเลิกการเก็บภาษีผ้าอนามัยอย่างถาวรคือ คอนเน็กติกัต ฟลอริด้า อิลลินอยส์ นิวยอร์ก โอไฮโอ เนวาดา และโรดไอแลนด์ ขณะที่แคลิฟอร์เนียคาดว่าจะเป็นรัฐต่อไปในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว

นอกจากสหรัฐแล้ว บางประเทศอย่างในเยอรมนี ก็เพิ่งมีการผ่านกฎหมายยกเว้นภาษีผ้าอนามัยเช่นกัน จากเดิมที่เยอรมนีเคยจัดประเภทผ้าอนามัยอยู่ในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเตรียมจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคมปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ผ้าอนามัยที่จำหน่ายในเยอรมนีจากเดิมเก็บภาษีสูงถึง 19% ในฐานะสินค้าฟุ่มเฟือย เหลือเพียง 7% ซึ่งเทียบเท่าภาษีสินค้าทั่วไปเท่านั้น

เช่นเดียวกับในรวันดาก็เป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่มีการถกเถียงเรื่องภาษีผ้าอนามัย โดยระบุว่าไม่ว่าผ้าอนามัยแบบสอดหรือแบบแผน ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่ไม่ควรเสียภาษีใดๆทั้งสิ้น ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลรวันดาได้ยกเว้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับผ้าอนามัย จากเดิมที่เคยเก็บภาษีสูงถึง 18% ในฐานะสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อช่วยเหลือเด็กผู้หญิงและสตรีที่มีฐานะยากจนซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ ให้สามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคจำเป็นเหล่านี้ได้

ขณะที่เคนย่า ถือเป็นประเทศแรกๆของโลกที่ยกเว้นการเก็บภาษีผ้าอนามัยไปตั้งแต่ปี 2004 แล้ว

กรณีของทั้งรัฐยูทาห์ และรวันดานั้นน่าสนใจตรงที่ว่า แม้แต่รัฐที่มีความต่างด้านความเท่าเทียมทางเพศมากที่สุดของสหรัฐ หรือประเทศที่ประชาชนเผชิญความยากจนที่สุด ยังผลักดันการยกเว้นภาษีผ้าอนามัยได้เป็นผลสำเร็จ โดยยึดหลักการที่ว่าผ้าอนามัยเป็นสินค้าอุปโภคจำเป็นสำหรับการดำรงชีพต่อสตรี ทั้งนี้ทั้งนั้น “ผ้าอนามัย”ไม่ควรเป็นสินค้าชนิดเดียวเท่านั้นที่ได้รับการจัดว่าเป็นสินค้าอุปโภคจำเป็น ยังมีสินค้าอีกหลายประเภทที่ควรได้รับการพิจารณาตามความเหมาะสมเช่น

โบอิ้งยุติผลิต 737MAX ชั่วคราว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/609331

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 10:25 น.

โบอิ้งยุติผลิต 737MAX ชั่วคราว

โบอิ้งหยุดสายการผลิตเครื่อง 737MAX “อย่างไม่มีกำหนด” เซ่นยังแก้ปัญหาความปลอดภัยไม่ได้

โบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์ของสหรัฐประกาศว่า ทางบริษัทจะหยุดสายพานการผลิตเครื่องบินรุ่น 737MAX เป็นการชั่วคราวในเดือนมกราคมปีหน้า หลังจากยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยในเครื่องรุ่นดังกล่าวได้นับตั้งแต่เหตุของ ไลอ้อนแอร์ตกทะเลชวาของอินโดนีเซีย และเหตุเอธิโอเปียนแอร์ไลน์ตกหลังบินขึ้นเพียงไม่กี่นาที เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 300 คน

ก่อนหน้านี้ โบอิ้งหวังว่าเครื่อง737MAX จะสามารถเทคออฟให้บริการให้อีกครั้งภายในปีนี้ แต่ทว่า FAA ซึ่งกำกับดูแลด้านการบินของสหรัฐ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เครื่อง737MAX จะยังไม่ได้การรับรองด้านความปลอดภัยภายในปีนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากยังคงคลุมเคลือในการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคด้านความปลอดภัยของเครื่องบิน

ผลวิเคราะห์ของ FAA ชี้ให้เห็นว่าอาจมีปัญหาอีกหลายสิบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตลอดอายุการใช้งานของเครื่องบิน เว้นเสียแต่โบอิ้งต้องยกเครื่องดีไซน์ของ 737MAX ใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้โบอิ้งกำลังอยู่ระหว่างออกแบบระบบควบคุมอัตโนมัติ(MCAS)ใหม่ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นสาเหตุของการตกทั้งสองครั้งการประกาศยุติสายการผลิตชั่วคราวในเดือนมกราคมปีหน้า อย่างไม่มีกำหนดนี้ โบอิ้งระบุว่าจะไม่กระทบต่อพนักงงานโดยจะไม่มีการปลดคนงานในโรงงานที่เรนตัน ซึ่งมีอยู่ราว 12,000 ออกแต่อย่างใด และพนักงานยังคงรับเงินเดือนตามปกติ

ในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ได้ปรากฎภาพของเครื่อง737MAX นับร้อยลำค้างสต็อกที่โรงงานโบอิ้งในเรนตัน แม้ว่าก่อนหน้านี้โบอิ้งจะประกาศลดกำลังการผลิตเครื่องรุ่นดังกล่าวที่ 42 ลำ จากเดิมที่สามารถผลิตได้ 52 ลำต่อเดือน

‘มนัญญา’ลั่น ปฏิรูปกรมวิชาการเกษตร จัดระเบียบซื้อ-ขาย3สาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461601

news_default

‘มนัญญา’ลั่น ปฏิรูปกรมวิชาการเกษตร จัดระเบียบซื้อ-ขาย3สาร

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“มนัญญา”ลั่นถึงเวลา ปฏิรูปกรมวิชาการเกษตรเรื่องอนุญาตนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรขจัดปัญหาผลประโยชน์ใต้โต๊ะเล็งจัดระเบียบ ตั้งแต่โรงงานผลิตสารเคมีเกษตรถึงร้านค้า รวมถึงคนซื้อ กำชับทุกร้านค้าต้องแยกส่วนขายให้ชัด ตั้งกรรมการศึกษา300สารเดินหน้า หาตัวที่ต้องยกเลิกเป็นชนิดต่อไป

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดคือพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเลื่อนการยกเลิกใช้ไปอีก 6 เดือนว่าตนสั่งการให้กรมวิชาการเกษตร เตรียมออกประกาศกระทรวงเกษตรฯ3ฉบับ รองรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่จะออกมา เพื่อดูแลเกษตรกรและประชาชน จากผลกระทบของสารเคมีดังกล่าว รวมถึงเกษตรกรที่ต้องได้ซื้อสินค้าที่การผลิตมีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ จากนี้ไปจะปฏิรูปกรมวิชาการเกษตรเรื่องอนุญาตนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรทั้งหมด ไม่ให้มีปัญหาผลประโยชน์ใต้โต๊ะ ใต้ดินกันอีกต่อไป

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงเกษตรฯ 3 ฉบับ ประกอบด้วย เรื่องกำหนดให้โรงงานผลิตสารเคมีหรือวัสดุปัจจัยทางการเกษตร ต้องมีมาตรฐานไอเอสโอ 9001 เรื่องขั้นตอนการผลิต และเรื่องบริษัทหรือโรงงานที่จะผลิตสารเคมี ต้องมีไอเอสโอ14001 ซึ่งเป็นมาตรฐานเรื่องการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย และโรงงานต้องมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับตรวจสอบสารเคมีมาตรฐานไอเอสโอ 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานกำหนดให้บริษัทผู้ผลิตต้องมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจสอบสารเคมีที่บริษัทผลิตจำหน่าย ถึงสารตกค้าง โดยทั้ง 3 ฉบับ เป็นไปตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ขณะนี้ร่างดังกล่าวยกร่างเสร็จแล้ว เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน ซึ่งนัดประชุมเดือนธันวาคมนี้ เพื่อทราบ และประกาศในราชกิจจาฯ

น.ส.มนัญญากล่าวอีกว่า ความต้องการของตนคือ ยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด แต่เมื่อคณะกรรมการฯมีมติออกมา ก็ต้องเคารพ แต่เพื่อคุ้มครองประชาชน ตนเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องจัดระเบียบโรงงานผลิตสารเคมีเหล่านี้ให้มีมาตรฐาน ประกาศทั้ง 3 ฉบับจะมีผลทำให้ทุกบริษัทที่ผลิตปุ๋ย หรือสารเคมีเกษตร ต้องมีการผลิตที่มีมาตรฐาน จะทำแบบเดิมไม่ได้ ที่นำเข้ามาขายแล้ว มีคนมาซื้อจะนำไปผลิตในยี่ห้อต่างๆตามใจชอบไม่ได้ เช่น สารพาราควอต ไปผสมเป็น3-4ยี่ห้อ ได้มาตรฐานหรือไม่ก็ไม่ทราบ ดังนั้นต่อไปบริษัทต้นทางต้องปฏิบัติตามประกาศ 3 ฉบับ และต้องรับผิดชอบ

สำหรับร้านจำหน่ายสารเคมี ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด เพราะมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 มีผลบังคับเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 แล้วว่าจำกัดการใช้ ดังนั้น ต้องแยกมุมจำหน่าย 3 สาร ออกจากสารเคมีทั่วไปให้ชัดเจน ฉลากต้องตัวใหญ่แสดงให้ประชาชนเห็น ผู้ซื้อต้องมีใบอนุญาตซื้อที่ถูกต้อง และต่อไปการอนุญาตจำหน่ายจะกำหนดให้ 1 ทะเบียนต่อ 1 ชื่อการค้าเท่านั้นจะไม่ปล่อยให้ทำกัน 2-3 ชื่ออีก เมื่อมีปัญหาจะได้มีเอกชนรับผิดชอบถูกตัว ประชาชนจะได้รู้ว่ายี่ห้อที่ประชาชนซื้อมาใช้ ผลิตโดยบริษัทอะไร

รมช.เกษตรฯกล่าวด้วยว่า เพื่อแก้ข้อครหาเรื่องรับผลประโยชน์ในการขึ้นทะเบียน การต่ออายุสาร และการตรวจเช็กสารเคมีทั่วประเทศ รมช.เกษตรฯ จะกำหนดให้ทำทะเบียนร้านค้า ที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมด1.4หมื่นร้านค้า โดยให้แยกทำทะเบียนรายชื่อเอกชนผู้จำหน่ายสารเคมีเกษตร เป็นรายภาค และแต่ละภาค แยกทำเป็นรายจังหวัด เพื่อให้มีการตรวจสอบว่าแต่ละจังหวัด มีร้านจำหน่ายสารเคมีทั้งหมดกี่ร้าน แต่ละร้านจำหน่ายสารเคมี อะไรบ้าง ปริมาณเท่าไหร่ และยอดจำหน่ายให้ส่งตัวเลขเป็นรายเดือน เพื่อให้หน่วยตรวจสอบที่มีหน้าที่เข้าไปตรวจทะเบียนได้รวดเร็ว และเป็นการนำเอาทะเบียนการค้าขึ้นมาบนดินจะโปร่งใส ไม่มีข้อครหาจ่ายใต้โต๊ะ

โดยเฉพาะกรณี 3 สารเคมี พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ให้กรมวิชาการเกษตรทุกพื้นที่ จัดทำทะเบียนร้านค้าที่มีสาร 3 ตัวจำหน่าย แยกออกให้ชัดเจน เพื่อคุมปริมาณสต๊อก และร้านค้า จำนวนสารที่มีในครอบครอง เพราะเป้าหมาย 1 มิถุนายน 2563 ต้องไม่มีพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสซึ่งมติ กก.วัตถุอันตราย เดือน พ.ค.62 จำกัดการใช้ ดังนั้น ต้องเข้มงวดการจำหน่ายให้กับเกษตรกร ผู้ผ่านการอบรม อบรมการพ่นสาร โดยให้รายงานจำนวนเป็นระยะ เพื่อคุมสต็อกให้เป็นปัจจุบัน ไม่ให้มีสต็อกเกินกว่าการรายงานไว้ 2.3หมื่นตัน และสามารถติดตามเส้นทางการใช้สารทั้งระบบ และสำหรับไกลโฟเซต หากต่อไปจะขอนำเข้า ให้รายงานต่อรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีการลด ละ เลิกใช้สารเคมีในอนาคต ให้ตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาศึกษาว่าใน300 สารที่อนุญาต จะมีกี่ชนิด กี่ตัว ที่ควรยกเลิกใช้และหรือให้จำกัดการใช้ เนื่องจากเทคโนโลยีตรวจพิษ มีมากขึ้น เพื่อรักษาประโยชน์ และสุขภาพประชาชน โดยให้คณะทำงานให้แล้วเสร็จในเวลา 90วัน หาข้อสรุปให้ได้ว่าจะต้องยกเลิกสารอะไรเป็นตัวต่อไป

ถึงคิวชาวไร่ข้าวโพด ‘อู๊ดด้า’กดปุ่ม900ล. จ่ายค่าประกันรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461603

news_default

ถึงคิวชาวไร่ข้าวโพด ‘อู๊ดด้า’กดปุ่ม900ล. จ่ายค่าประกันรายได้

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกรปลื้มรับปีใหม่ “จุรินทร์”คิกออฟโอนจ่ายประกันรายได้ข้าวโพดวันนี้กว่า 900 ล้านบาท ย้ำไม่ได้ละทิ้งพืชตัวอื่นๆ เพียงแค่ใช้ยาคนละขนาน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562 ที่กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานคิกออฟจ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นพืช 1 ใน 5 ชนิด ของโครงการประกันรายได้เกษตรกรโดยรัฐบาลปัจจุบัน และเป็นตัวสุดท้ายที่สามารถทำให้โครงการของรัฐบาลโครงการนี้จ่ายเงินให้เกษตรกรครบก่อนสิ้นปี 2562 ทันเป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกร

โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า สรุปความคืบหน้าโครงการประกันรายได้ซึ่งประกอบด้วยข้าว มัน ยาง ปาล์ม ที่และได้เริ่มโอนเงินส่วนต่างไปแล้วและจะทยอยโอนให้ครบกับเกษตรกรทั้งหมดที่ได้สิทธิ โดยที่ต้องทยอยเพราะต้องมีการตรวจสอบ และพืชเกษตรบางตัวมีการเก็บเกี่ยวไม่พร้อมกัน และ ณ เวลานี้ ข้าวโพดได้ผ่านความเห็นชอบของครม.แล้วเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา และได้กำหนดวันเริ่มโอนเงินวันแรกคือวันนี้ และจะทยอยโอนให้ครบโดยจะประกันราคาที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น 14.5% โดยมีวงเงินงบประมาณ 900 กว่าล้านบาท นอกจากนั้นยังมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เข่นมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้าย ซึ่งจะอนุญาตให้ทำได้เฉพาะบางจังหวัด เช่น จันทบุรี เชียงราย ตาก นอกจากนั้น ผู้นำเข้าข้าวสาลีจะต้องซื้อข้าวโพดไทยในอัตรา 1:3 รวมทั้งได้กำชับฝ่ายความมั่นคงเข้มงวดกับการป้องกันการลักลอบการนำเข้า

“วันนี้สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าตั้งแต่รัฐบาลแถลงนโยบายไว้กับรัฐสภา รัฐบาลนี้สามารถเริ่มโอนเงินส่วนต่างให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชเกษตรครบทั้ง 5 ประเภท ถือเป็นของขวัญปีใหม่ชิ้นใหญ่กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน” นายจุรินทร์ กล่าว

ทั้งนี้ นายจุรินทร์กล่าวอีกว่า ขอรายงานความคืบหน้าของการโอนเงิน ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา คือ ข้าว จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 4.31 ล้านราย วงเงิน 20,940.84 ล้านบาท โอนแล้ว 785,408 ราย จำนวนเงิน 16,023.06 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 76.52 ของงบประมาณทั้งหมด ยางพารา จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 1.7 ล้านราย วงเงิน 23,472.02 ล้านบาท โอนแล้ว 841,390 ราย จำนวนเงิน 5,004.39 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21.32 ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งผมได้กำชับให้เร่งการตรวจสอบการปลูกยางให้เร็วขึ้น เพื่อจะโอนเงินให้เกษตรกรได้ครบทุกคน

สำหรับปาล์ม มีจำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมดกว่า 3 แสนราย วงเงิน 13,000 ล้านบาท โอนแล้ว 324,286 ราย จำนวนเงิน 2,627.56 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20.21 ของงบประมาณทั้งหมด โดยรัฐบาลมีนโยบายเสริมที่เน้นการป้องกันการลักลอบการนำเข้า และขอให้กระทรวงพลังงานกำหนดให้การใช้น้ำมัน B10 เป็นภาคบังคับ รวมทั้งให้แทงค์น้ำมันปาล์มทุกแห่งติดมิเตอร์ ซึ่งจะเสร็จอีกไม่นานนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้ราคาปาล์มเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.90 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ทำให้อาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินส่วนต่าง ณ ตอนนี้

มันสำปะหลัง จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 520,000 แสนราย วงเงิน 9,442.34 ล้านบาท โอนแล้ว 2,781ราย จำนวนเงิน 63.96 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.68 ของงบประมาณทั้งหมด ที่ยังน้อยอยู่ เพราะเกษตรกรยังทยอยขุด ขุดเมื่อไหร่จะโอนเงินทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทำงานได้เร็ว จนเกษตรกรขุดมันไม่ทัน และสุดท้ายคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีจำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 450,000 แสนราย จะเริ่มโอนงวดแรกวันที่ 20 ธ.ค. นี้ ช่วงบ่าย ให้กับเกษตรกรจำนวน 96,740 ราย จำนวนเงิน 326.42 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.5 ของงบประมาณทั้งหมด

โครงการประกันรายได้ ครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมด 2.05 ล้านครัวเรือน มีวงเงินรวม 67,778.53 ล้านบาท โอนแล้ว 24,045.39 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.48 ของงบประมาณรวมของโครงการประกันรายได้ และยังมีโครงการสินเชื่อสนับสนุนต้นทุนการผลิตและค่าเก็บเกี่ยวให้กับเกษตรกรด้วย วงเงินรวม กว่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากรวมโครงการสินเชื่อด้วย ทั้งโครงการจะมีวงเงินรวม 120,961.75 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.74 ของ GDP

“ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชรายอื่นสบายใจว่ารัฐบาลจะช่วยท่านด้วย ไม่ใช่ช่วยเฉพาะพืช 5 ชนิดนี้เท่านั้น เพียงพืชชนิดอื่นรัฐบาลจะช่วยยาขนานอื่น” นายจุรินทร์ กล่าว

ดร.สมศักดิ์ ชลาชล จัดประชุมร่วมถ่ายทอดความรู้ นวัตกรรม เทรนด์แฟชั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/461663

ดร.สมศักดิ์ ชลาชล จัดประชุมร่วมถ่ายทอดความรู้ นวัตกรรม เทรนด์แฟชั่น

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.26 น.

ดร.สมศักดิ์ ชลาชล นายกสมาคมวิชาชีพช่างทำผมไทย ได้จัดงานประชุมหาเรือเพื่อร่วมกันถ่ายทอดความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ และเทรนด์แฟชั่น เพื่อให้สมาคมวิชาชีพช่างทำผมไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาความรู้ช่างทำผมให้มีฝีมือ    ให้มีมาตรฐานระดับประเทศ และต่างประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริม สนับสนุน ชี้แนะในการประกอบวิชาชีพช่างทำผมเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และมีจรรยาบรรณ โดยภายในงานมี เจ้าของ และผู้บริหารผลิตภัณฑ์ด้านเส้นผมมากกว่า       20แบรนด์ ที่ให้เกียรติมาร่วมประชุมแลกเปลี่ยนและเสนอความคิดเห็นท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น

เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เรียบร้อยสำหรับการจัดงานประกวด “MRS.TOURISM PAGEANT 2020” ในประเทศไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/461641

เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เรียบร้อยสำหรับการจัดงานประกวด “MRS.TOURISM PAGEANT 2020” ในประเทศไทย

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.34 น.

21 ธันวาคม 2562  แอปเปิ้ล-อภิปภา จันทร์แก้ว นักธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ดีกรีนางงามจากเวที Mrs.Tourism Queen Mother 2019 พร้อมตำแหน่งขวัญใจสื่อมวลชนจากเวที  MRS.TOURISM PAGEANT  ที่เมืองปาซิก ประเทศฟิลิปปินส์  ได้จัดงานแถลงข่าว “MRS.TOURISM PAGEANT 2020” พร้อมลงนามเซ็นสัญญากับ​ Mr. Ovette Ricadel (โอเว้ท ริคาเดล)​  ซึ่งภายในงานยังได้รับเกีรยติจากคุณ​ โจอาคิม อามารัล (Joaquim Amaral) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตย ติมอร์-เลสเต ประจำประเทศไทยเจ้าของลิขสิทธิ์จากประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อจัดงานประกวดขึ้นในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีเหล่านางงามจากเวที MRS.TOURISM UNIVERSE,MRS.TOURISM WORLD,MRS.TOURISM INTERNATIONAL, MRS.TOURISM GLOBE,MRS.TOURISM EARTH มาร่วมยินดี พร้อมทั้งคนดังมาร่วมงานอาทิ ออม-เพลินศิลป์ เกตุแก้ว,ณฉัตร-กวิยณัฎฐ์ แอร์มันน์,มิ้นท์-ลลิตา ไพศาล,มิ้ม-รัตนาภรณ์ กลิ่นกุหลาบหิรัญ,ทราย-ศิศศิญา วิสุทธิปราณี ฯลฯ

โดยกำหนดการจัดงานประกวดจะเริ่มขึ้นในวันที่  15 ต.ค. 2563 และรอบตัดสิน 29 ต.ค.2563 ซึ่งการประกวดครั้งนี้จะใช้เวลาเก็บตัวในประเทศไทย  15 วัน โดย แอปเปิ้ล-อภิปภา จันทร์แก้ว ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อโปรโมทจังหวัดที่เป็นเมืองรอง ซึ่งมีความสวยงามซ่อนอยู่ในประเทศไทยให้ออกไปสู่สายตาชาวโลก

เอ๋ นิ้วกลม และ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ชวนออก ‘เดินทางใจ’ ค้นพบหนทางแห่งความสุข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/461508

เอ๋ นิ้วกลม และ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ชวนออก ‘เดินทางใจ’ ค้นพบหนทางแห่งความสุข

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไม่ว่าจะผ่านพ้นมากี่ร้อยกี่พันปี สิ่งที่มนุษย์ต่างเฝ้าแสวงหามาโดยตลอดนั่นคือ “ความสุข” และ “ความหมาย” ของชีวิต นี่จึงเป็นที่มาของโครงการสารคดี The Heart Explorer: เดินทางใจ สารคดีที่นำทางคนรุ่นใหม่ไปสู่การค้นพบความสุขและความหมายของชีวิต ด้วยการออกเดินทางไปกับผู้รู้จักชีวิต ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย จนตกผลึกได้ว่าหนทางใด คือหนทางแท้จริง ที่จะนำไปสู่สิ่งที่เราต่างแสวงหา

เพื่อสร้างความเข้าใจถึงคำว่า “เดินทางใจ” และจุดประกายความคิดให้แก่สังคม โครงการ New Heart NewWorld ซึ่งเป็นผู้จัดทำสารคดี The Heart Explorer:เดินทางใจ จึงได้เชื้อเชิญ เอ๋-สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ นักเขียนชื่อดัง ในนามปากกา “นิ้วกลม” และ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ อดีตอาจารย์คณะปรัชญา ผู้ผันตัวมาเป็นนักค้นหาความหมายของชีวิตผ่านการเดิน ได้มาร่วมพูดคุยและทำกิจกรรม ชักชวนผู้ที่สนใจออกเดินทางใจไปพร้อมๆ กัน

อ.ประมวล เพ็งจันทร์ เล่าว่า “มนุษย์เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์ของธรรมชาติและก็สูญสลายไปตามธรรมชาติ แท้ที่จริงแล้วตัวตนของมนุษย์ไม่ใช่อะไรเลย การที่มนุษย์ได้มีชีวิต เป็นเสมือนการซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวมาเที่ยวอยู่บนโลกใบนี้ เมื่อตระหนักได้ดังนี้แล้วจะละความยึดมั่นถือมั่นในจิตใจได้

การเดินทางใจนั้นก็คือ การอยู่กับปัจจุบัน ยอมรับในทุกสรรพสิ่งที่ปะทะเข้ามาในชีวิตอย่างไม่ตัดสิน สัมผัสสิ่งเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่ดี แม้จะเป็นเรื่องที่ใครๆ ต่างมองว่าเป็นเรื่องที่เลวร้าย แต่ถ้ารู้จักที่จะให้ความหมายดีๆ กับสิ่งเหล่านั้นที่เกิดขึ้นกับชีวิต ก็จะนำมาซึ่งความสุขภายในจิตใจ เป็นต้นว่าหากวันหนึ่งป่วย ไม่สามารถลุกจากเตียงได้ ก็จงมองว่าความเจ็บป่วยเป็นเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่แวะมาเยี่ยมตามโอกาส ความเจ็บป่วยนี้ทำให้เราได้มองเห็นคุณค่าของร่างกายที่เคยแข็งแรงในช่วงเวลาที่ผ่านมา”

ขณะที่ เอ๋-สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ ก็เสริมความเข้าใจคำว่า “เดินทางใจ” เพิ่มเติม โดยกล่าวว่า “เราต่างมีโลกสองใบซ้อนกันอยู่ในชีวิต อันแรกคือโลกเชิงกายภาพ ที่เราเห็นเส้นทางชัดเจน ก็คือเส้นทางที่เราเอาเท้าแตะลงไป แต่โลกอีกใบหนึ่งเราไม่เห็น เพราะว่ามันอยู่ข้างในความรู้สึกเราคนเราเวลาเดินทางไปด้วยเท้า มันก็จะเดินทางไปถึงจุดนั้นจุดนี้ได้ในชีวิตประจำวัน แต่ว่าในด้านในหัวใจเรามันมีเส้นทางเส้นทางหนึ่งซึ่งเราต้องเดินไปตลอดชีวิต ก็คือเส้นทางที่เราต้องทำให้เราต้องเดินไปเจอปัญหา อุปสรรค สิ่งที่ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบ ทั้งหมดนั้นเส้นทางนี้เกิดขึ้นเพื่อที่จะขัดเกลาจิตใจให้เรา เพื่อฝึกใจให้เราอยู่บนโลกนี้อย่างกลมกลืนมากขึ้น”

ในกิจกรรมครั้งนี้ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ก็ได้นำผู้เข้าร่วมลองออกเดิน เพื่อทำความเข้าใจมากขึ้นถึงศาสตร์แห่งการเดินทางใจ นำพาจิตใจที่เคยล่องลอยกลับมาอยู่กับร่างกาย และรับรู้สึกสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างเป็นปัจจุบันเมื่อผู้เข้าร่วมเกิดความสงสัยว่า จะจัดการกับอุปสรรคที่พบเจอในระหว่างทางได้อย่างไร? อ.ประมวลกล่าวว่า“ให้มองว่าชีวิตนี้ไม่มีอุปสรรค ทุกสิ่งที่เข้ามาคือ อุปกรณ์ของการเรียนรู้ชีวิต หากเราตั้งใจที่จะเรียนรู้ ทุกสิ่งที่เข้ามาก็จะกลายเป็นเครื่องมือในการขัดเกลาชีวิตและจิตใจของเรา เมื่อเห็นได้ดังนี้แล้วไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องร้ายที่เข้ามา ก็จะไม่กลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าเลย เพราะมันนำไปสู่การเรียนรู้ชีวิตหากทำความคิดและความรู้สึกให้ได้ดังนี้ เราก็จะค่อยๆ รู้สึกดีกับทุกสิ่งรอบตัว

เมื่อเราเริ่มเรียนรู้ที่จะทำให้จิตของเราสัมพันธ์กับอารมณ์หรือสิ่งต่างๆ รอบตัว น้อมรับที่จะเปิดใจเรียนรู้ เราจะเริ่มมองเห็นคุณค่าของปรากฏการณ์และบุคคลที่อยู่ตรงหน้า ตระหนักได้ว่าความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ และผู้คนรอบๆ ตัวมีความหมายต่อชีวิตเรามากแค่ไหน ทุกๆ ความสัมพันธ์ในชีวิตล้วนเป็นความสัมพันธ์ที่แสนงดงามยิ่งใหญ่แล้วเราจะรับรู้ได้ว่าเราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่อะไร และมองเห็นเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน”

การโคจรมาพบกันของนักปรัชญาและนักเขียนในครั้งนี้ เอ๋-สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ ก็แชร์สิ่งที่เขาค้นพบออกมาได้อย่างน่าสนใจ โดยกล่าวว่า “การได้พูดคุยและเรียนรู้จากอ.ประมวล ทำให้ผมค้นพบสิ่งสิ่งหนึ่ง ที่ผมเรียกว่าเรียกมันว่าพื้นที่จะยืน ซึ่งในชีวิตคนเราต้องการพื้นที่นี้เพื่อความไม่เคว้งคว้าง ความหมายของพื้นแห่งนี้สำหรับผมมันคือ การที่เราวางใจในเส้นทางเดินของหัวใจ มั่นใจว่าไม่ว่าอะไรที่มันจะผ่านเส้นทางนี้ มันผ่านเข้ามาเพื่อให้เราเติบโตในจิตวิญญาณของหัวใจเราเอง ให้เราอยู่ในโลกใบนี้ได้ดียิ่งขึ้น การที่ได้พบพื้นตรงนี้มันนำมาสู่เชื่อมั่นในชีวิตที่จะดำเนินต่อไป

การเดินทางใจ ทำให้ผมตระหนักได้ว่า ตนเองกำลังทำหน้าที่อะไรอยู่ ผมคิดว่ามนุษย์เราน่าจะอยู่บนโลกใบนี้ด้วยการส่งต่อ 3 สิ่งนี้ให้กัน นั่นคือ ความรู้ ความรัก และความหวังซึ่งผมตั้งใจส่งต่อ 3 สิ่งนี้ มาโดยตลอด อะไรที่เป็นความรู้หรือคิดว่ามันจะมีประโยชน์ก็ส่งต่อหรือเวลาที่คนเขารู้สึกว่าไม่ค่อยมีกำลังใจ ไม่มีความหวังในชีวิต เมื่อมีเรื่องราวหรือแง่คิดบางอย่างที่มันจุดประกายไฟในชีวิตเขาได้ก็ทำอีกอย่างหนึ่งที่ควรจะทำมากๆ ก็คือ เราควรส่งมอบความรักให้กันในเวลาที่เรายังอยู่บนโลกใบนี้ เพราะว่าไม่มีใครที่ไม่ต้องการความรัก”

สารคดี The Heart Explorer: เดินทางใจ จัดทำโดยโครงการ New Heart New World: โลกเปลี่ยนไปเมื่อใจเปลี่ยนแปลง โดย บริษัทดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัดที่ได้รับการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ Whizdom Societyที่ให้การสนับสนุนในการใช้สถานที่เพื่อจัดกิจกรรม ถ่ายทำและผลิตโดยทีมงาน ATMOSFILM