‘ปันปัน’สนุก!!! รับบทสาวดวงดี ปลื้มคนดูชอบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/459559

news_default

‘ปันปัน’สนุก!!! รับบทสาวดวงดี ปลื้มคนดูชอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระแสแรง ตั้งแต่ออกอากาศไปตอนแรก สำหรับซีรีส์ “One Night Steal แผนรักสลับดวง”จาก“จีเอ็มเอ็มทีวี”เมื่อดวงดีตัวแม่ กับดวงซวยตัวพ่อ สลับดวงกัน จะเกิดอะไรขึ้นโดยได้นางเอกสาวสวยสุดฮอต“ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์”มารับบทผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก แต่โดนขโมยดวงไป เธอจึงต้องล่าดวงคืนประกบคู่กับพระเอกสุดปัง “คริส-พีรวัส แสงโพธิรัตน์”เป็นครั้งแรกแต่เคมีเข้ากันดี๊ดี ทำเอาคนดูอินหนัก พากันลุ้นกับเรื่องราววุ่นๆ ของทั้งคู่

“ปันปัน”เผยว่าในเรื่องรับบท “จี๋”เป็นผู้หญิงดวงดี โชคดีมาก มีความมั่นใจ ทำอะไรก็ดีไปหมด  คาแรคเตอร์ก็มีความเหมือนระดับหนึ่ง สำหรับเรื่องนี้ได้มีโอกาสร่วมงานกับ “พี่คริส” เป็นครั้งแรก พี่คริสเป็นผู้ชายที่นิสัยดี ที่เราสามารถคุยเล่นได้ด้วย เลยทำให้เราไม่รู้สึกเกร็ง ทำงานด้วยแล้วสบายใจค่ะส่วนกระแสตอบรับก็ดีมากๆ ตั้งแต่ปล่อยตัวอย่าง ก็มีคนรอบข้าง เพื่อนๆรวมถึงคนดู บอกว่าเนื้อเรื่องน่ารักดี ส่วนตัวเราก็ว่าน่ารักดี เรายังอยากดูเลย ก็รู้สึกดีใจที่คนดูชอบนะคะ ซึ่งนอกจากจะได้รับความสนุกสนานแล้วยังให้ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่ายอมแพ้ ยังมีคนที่ต้องสู้กว่าเราอีกมากเราต้องแฮปปี้กับสิ่งที่เรามี ยังไงก็ฝากด้วยค่ะ มาดูกันว่าจี๋จะสามารถเอาดวงคืนมาได้มั้ยนะคะ”

‘จอย ชลธิชา’ร้ายไม่ยอมคน ใครคิดแย่ง’บีม’เจอไขว้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/459563

news_default

‘จอย ชลธิชา’ร้ายไม่ยอมคน ใครคิดแย่ง’บีม’เจอไขว้

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องนี้ไม่ร้าย แต่ยอมไม่ได้ ถ้ามีใครมาแย่งคุณหมอคันฉัตร (บีม กวี) ไป!ถือว่ายังเป็นบทแอบร้ายตามประสาหญิงสาวสายแบ๊วอย่าง สาวจอย-ชลธิชาที่รับบทเป็น “หมออุ้ม”แฟนสาวของหนุ่มบีม กวี หรือ “คุณหมอคันฉัตร” หมอหนุ่มแสนละมุนที่มีแต่สาวๆ สนใจในละครเรื่อง“กลับไปสู่วันฝัน”ซึ่งกำลังออกอากาศทางพีพีทีวี ช่อง 36

งานนี้ สาวจอย เปิดเผยว่า “ในเรื่องนี้รับบทเป็นอุ้มค่ะ เป็นหมอนักกายภาพ ที่มีความเพียบพร้อมทุกอย่างโดยอุ้มยังมองถึงอนาคตที่อยากจะอยู่กับผู้ชายที่มีอนาคต พอได้มาเจอคุณหมอคันฉัตรก็จะรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้  แบบบว่าใช่เลย ซึ่งพี่สาวของคุณหมอก็สนับสนุนอยากให้เราได้รักกับคุณหมอด้วย แต่พอเริ่มอยู่กับคุณหมอก็ทำให้เรารู้ว่าเขาเคยมีภรรยามาแล้วและยังไม่ได้หย่า แถมยังมีผู้หญิงมาแอบชอบอีกหลายคน เลยทำให้จอยแสดงความร้ายแบบไม่ยอมคนออกมา แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดีนะ ส่วนตัวนิสัยเป็นคนที่มีจิตใจดี มีเหตุผล ถูกเลี้ยงดูมาดี ยอมรับค่ะว่าเรื่องนี้ต้องทำการบ้านหนักพอสมควร เพราะว่าจอยไม่อยากเล่นร้ายเหมือนกับทุกๆ เรื่องที่ผ่านมายิ่งตอนที่ได้เข้าบทกับพี่ป๊อกครั้งแรก ก็รู้สึกเกร็งพี่ป๊อกมากและวันนั้นมีถ่ายค่อนข้างเยอะมีฉากที่ต้องเล่นด้วยกันเยอะเหมือนกัน จอยรู้สึกว่ามันเป็นฉากที่ต้องใช้อารมณ์นิดนึงค่ะ ที่เกร็งก็เพราะว่าไม่เคยทำงานกับพี่ป๊อกเลย เรียกว่าเวลาอยู่ด้วยกันรัศมีความรุนแรงของความเก่งของพี่เขาเยอะมากค่ะ ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ ยังมีอีกหลายฉากเลยที่เข้มข้น น่าติดตามมากๆค่ะและจอยก็รู้ว่าหลายคนรอให้ตัวอุ้มออกมาบ่อยๆ เพราะออกมาทุกทีจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอนค่ะ แฮชแท็ก อุ้มไม่ร้าย ”

‘คอนเสิร์ตทำบุญหวังผล ครั้งที่ 6’ ตอน ‘กอดกันหน่อยได้มั้ย’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/459555

‘คอนเสิร์ตทำบุญหวังผล ครั้งที่ 6’ ตอน ‘กอดกันหน่อยได้มั้ย’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กว่า 5 ชั่วโมงเต็ม ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิลของสวนโมกข์กรุงเทพกับ “คอนเสิร์ตทำบุญหวังผล   ครั้งที่ 6” ที่ปีนี้มาในตอน กอดกันหน่อยได้มั้ย คอนเสิร์ตที่เกิดจากการรวมตัวของทุกคนที่พร้อมใจกันมาทำบุญด้วยวิชาชีพของตัวเอง ให้ต้นทุนทั้งหมดเป็นศูนย์บาท ทั้งศิลปิน นักดนตรี ทีมงาน ออกาไนเซอร์  พีอาร์ แสง สี เสียง เวที ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม ช่างภาพ และอีกหลากหลายส่วน โดยมีศิลปินเจ้าของโปรเจกต์อย่าง เจี๊ยบ วรรธนา และ บานาน่า โบ๊ต ที่ชวนพี่น้องศิลปินในวงการเพลงเคลียร์งานและรวมตัวตรงกันได้มากถึง 20 ชีวิต ฟินเต็มอิ่มกันกว่า 30 เพลง พร้อมมอบรายได้ทั้งหมดมอบให้แก่ มูลนิธิสงเคราะห์เด็ก พัทยา ด้วยเจตนารมณ์ที่ว่า เมื่อเรามอบความรักให้กับเด็กๆ ได้เพียงพอ มอบการดูแลให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้เขาดูแลตัวเองได้ ภูมิใจในตัวเองได้ ก็จะสามารถปิดคำว่ากำพร้าในใจเขาได้

นอกจากนี้ภายในงานยังได้ เกลือ กิตติ มาเป็นพิธีกร และ น้ำฝน สรวงสุดา ที่ถือกล่องบุญเดินเข้าไปทักทายแฟนๆ อยู่รอบงาน แถมยังได้เงินทำบุญจากดารานักแสดงที่ส่งของมาร่วมประมูลอย่าง โบวี่ อัฐมา, ปาย สิตางศุ์ และ Abkimo Studio จบงานกันด้วยยอดเงินทำบุญทั้งหมดกว่า 1.3 ล้านบาท เรียกได้ว่าทั้งอิ่มเอม อิ่มใจ อิ่มบุญ และฟินกันแบบสุดๆ ติดตามกิจกรรมดีๆ จาก ทำบุญหวังผล ได้ที่ เฟซบุ๊ค “ทำบุญหวังผล คอนเสิร์ต” http://www.facebook.com/tumboonwangpol

ไม่ได้ขู่แต่เอาจริง!.. 1 ต.ค. จัดการคนชิ่งใบสั่งจราจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374208?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ได้ขู่แต่เอาจริง!.. 1 ต.ค. จัดการคนชิ่งใบสั่งจราจร

4 มิถุนายน 2562 – 10:35 น.
พลตตเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ,ใบสั่ง,จราจร
เปิดอ่าน 22,797 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เป็นที่ชัดเจนว่าปัจจุบันมีผู้ขับขี่รถหรือเจ้าของรถที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกจํานวนมาก โดยมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงและเพิกเฉยต่อการบังคับใช้ทางกฎหมาย ซ้ำยังปรากฏว่ามีการกระทําความผิดดังกล่าวซ้ำอีกในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งความสงบเรียบร้อยของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน

ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจังกับคนจำนวนมากที่เมินเฉยต่อการชำระค่าปรับจราจร ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีการวางมาตรการบังคับใช้กฎหมายหลายเรื่อง และได้หารือเพื่อแก้ไขร่วมกันกับ กรมขนส่งทางบก โดยเฉพาะคนที่เมินจ่ายค่าปรับใบสั่งจราจรจะไม่สามารถต่อทะเบียนได้ แต่ดูเหมือนทั้งสองหน่วยงานจะถือกฎหมายคนละฉบับ และนักกฎหมายก็ออกมาท้วงติงว่า ตำรวจจะผลักภาระให้เจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบก ถูกประชาชนฟ้องร้องดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แทนหากไม่ต่อทะเบียนให้ ทำให้การออกมาประกาศเช่นนี้ก่อนหน้าในห้วงหลายปีที่ผ่านเป็นเพียงแค่ “คำขู่” เพราะคนที่ไม่จ่ายค่าปรับยังดำเนินการต่อทะเบียนได้ตามปกติ ส่งผลให้คนที่ถูกออกใบสั่งการทำผิดจราจรเมินการชำระค่าปรับจำนวนมาก และทำผิดอยู่ซ้ำๆ ดังเดิม

ทว่าปัญหานี้ล่าสุดมีการประชุมร่วมกันระหว่างกรมขนส่งทางบกกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งสรุปว่าจะเริ่มเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดย นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงความคืบหน้าถึงการเชื่อมโยง ระบบใบสั่งจราจร (PTM) หลังทดลองทดสอบการเชื่อมระบบอายัดทะเบียนรถเมื่อมาชำระภาษีรถประจำปี กรณีที่ประชาชนค้างชำระค่าปรับการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายจราจร โดยจะเริ่มมีการเชื่อมโยงส่งข้อมูลร่วมกันระหว่างตำรวจกับขนส่งทางบกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ทั้งนั้นในส่วนของคนที่เคยได้รับใบสั่งจากตำรวจย้อนหลังกลับไป 1 ปี จากวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ย้อนไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 และแม้ข้อมูลจะยังไม่เชื่อมในระบบ แต่ก็ยังต้องเสียค่าปรับตามใบสั่ง เมื่อการเชื่อมโยงส่งข้อมูลมีผลบังคับใช้แล้ว คนที่ได้รับใบสั่งหากไม่ได้ไปเสียค่าปรับที่สถานีตำรวจ ยังสามารถมาเสียค่าปรับพร้อมกับการเสียภาษีรถประจำปีที่สำนักงานขนส่งทางบกได้ เนื่องจากระบบทางตำรวจจะส่งข้อมูลมายังขนส่งทางบกด้วย โดยขนส่งจะบันทึกข้อมูลการชำระค่าปรับในระบบ ซึ่งระบบจะเชื่อมโยงกับระบบใบสั่งจราจร จากนั้นผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถก็จะได้เครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี หรือที่หลายคนเข้าใจคือ “ป้ายวงกลม”

พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ

“คนที่ต้องเสียค่าปรับตามใบสั่ง แต่ยังไม่สะดวกที่จะเสียค่าปรับพร้อมกับการเสียภาษีรถยนต์ในคราวเดียวกัน ขนส่งทางบกจะให้เจ้าของรถเสียภาษีประจำปีรถยนต์ได้ก่อน แต่เจ้าของรถที่เสียภาษีจะไม่ได้ป้ายวงกลม แต่จะได้หลักฐานการเสียภาษีประจำปีชั่วคราว ซึ่งใบที่ออกแทนเพื่อให้เจ้าของรถสามารถแสดงกับตำรวจเมื่อถูกเรียกตรวจได้ภายใน 30 วัน ถ้าหากเจ้าของรถกลับมาชำระค่าปรับแล้วก็สามารถนำหลักฐานใบเสร็จการชำระมาแสดง เพื่อรับเครื่องหมายป้ายวงกลมฉบับจริงได้ภายหลัง นอกจากนั้นถ้าเจ้าของรถที่โดนใบสั่ง หากจะปฏิเสธข้อหาโดนใบสั่งและไม่ยอมเสียค่าปรับ สามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ซึ่งการอุทธรณ์จะต้องดำเนินการฟ้องร้องกับศาล หากศาลมีคำสั่งออกมาว่าไม่ผิดถึงจะหลุดพ้นไม่ต้องเสียค่าปรับได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าเจ้าของรถจะไม่ยอมชำระใบสั่ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมขนส่งก็ไม่มีบทลงโทษด้วยการอายัดป้ายทะเบียนรถตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้” นางจันทิรา อธิบายเสริม

เช่นเดียวกับ พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา (รองผบช.ศ.) ในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ยืนยันว่าคราวนี้ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทำได้จริงไม่ใช่การขู่ เพราะระบบเชื่อมระหว่างสองหน่วยงานเสร็จเกือบสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงแก้ไขข้อบกพร่องเล็กน้อยเท่านั้นและจะสามารถดำเนินการได้ในวันที่ 1 ตุลาคม อย่างแน่นอน ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้มีนักกฎหมายท้วงติงว่าผลักภาระไปให้เจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบกถูกประชาชนร้องดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีเจ้าหน้าที่ไม่ต่อทะเบียนให้นั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจเป็นการเข้าใจผิด เพราะการดำเนินการของทั้งสองหน่วยงานยึดตามกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 141/1​ ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว

พล.ต.ต.เอกรักษ์ อธิบายว่า คนที่ยังไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่งจราจร ยังสามารถต่อทะเบียนและชำระภาษีประจำปีได้ แต่จะยังไม่ได้ป้ายวงกลมตัวจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะออกเป็นสำเนาเอกสารชั่วคราวให้ โดยมีอายุการใช้งานได้ 30 วัน หากยังไม่ชำระค่าปรับ เมื่อพ้น 30 วันที่เอกสารชั่วคราวหมดอายุแล้ว หากถูกเรียกตรวจก็จะมีความผิดอีกกระทงฐานใช้รถยนต์โดยไม่มีเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี หรือป้ายวงกลม มีโทษปรับ 2,000 บาท ขณะเดียวกันตำรวจก็สามารถแจ้งกรมการขนส่ง ให้งดออกป้ายวงกลมสำหรับรถคันดังกล่าวและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนอีกด้วย แม้จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2562 แต่ระหว่างนี้ก่อนไปถึงวันเริ่ม และย้อนไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 ก็จะถูกนำข้อมูลมาเชื่อมโยงกับระบบที่ว่านี้ด้วย เนื่องจากปกติแล้วใบสั่งมีอายุความ 1 ปี ซึ่งการดำเนินการที่เข้มงวดแบบนี้จะช่วยให้ประชาชนเคารพกฎจราจรมากขึ้นก็เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน

สำหรับการปฏิเสธใบสั่งในกรณีที่ประชาชนเห็นว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดนั้น เช่น มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถ แต่คนขับไปกระทำความผิดเป็นอีกคน ซึ่งอาจจะเป็นลูกจ้างขับรถบริษัท หรือญาติพี่น้องเอารถไปขับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทำแบบฟอร์มและนำไปวางที่กรมขนส่งทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนได้ดำเนินการเขียนคำร้องและส่งไปรษณีย์แบบตอบกลับไปยังสถานีตำรวจที่ออกใบสั่งตามกฎหมายพร้อมทั้งแนบหลักฐาน อาทิ สำเนาใบสั่ง รูปถ่ายรถ และเล่มทะเบียน เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทะเบียน เพราะในส่วนนี้อาจจะมีการสวมป้ายทะเบียนก็สามารถนำหลักฐานมาชี้แจงได้ โดยกรณีต้องการตรวจสอบว่าตนเองไม่ได้ขับขี่ผิดกฎหมายตามใบสั่งนี้ ประชาชนสามารถชำระภาษีประจำปีไปก่อน โดยเจ้าหน้าที่ของกรมขนส่งจะออกสำเนาเอกสารสำหรับการใช้แทนป้ายวงกลมเป็นการชั่วคราว 30 วันหลัง จากนั้นเมื่อไปตรวจสอบและทำการชำระค่าปรับที่โรงพักที่ออกใบสั่งแล้วก็ให้นำหลักฐานการชำระค่าปรับกลับมาขอรับป้ายภาษีตัวจริงอีกครั้ง

จากสถิติในปี 2561 ตำรวจออกใบสั่งให้ผู้กระทำผิดกว่า 11.8 ล้านใบ แต่มีผู้ที่ได้รับใบสั่งกลับมาเสียภาษีเพียง 2 ล้านใบ ค้างไม่มาเสียค่าปรับกว่า 9.7 ล้านใบ ได้รับค่าปรับโดยเฉลี่ยกว่า 500 ล้านบาท ส่วนปี 2562 จากต้นปีมาถึงปัจจุบัน ได้ออกใบสั่งไปกว่า 7 ล้านใบ มาจ่ายค่าปรับตามใบสั่งเพียง 1 ล้านใบ ค้างจ่ายค่าปรับกว่า 5.9 ล้านใบ นอกจากนี้พบว่าในปี 2561 มีผู้กระทำผิดซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง สูงถึงร้อยละ 20 หรือประมาณกว่า 1 ล้านใบ ส่วนการกระทำผิดครั้งเดียว มี 4 ล้านใบ

น่าจะได้ยินกันมานานแล้วกับสโลแกนที่ว่า “วินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ” แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีผู้ฝ่าฝืนทำผิดกฎจราจร แม้แก้กฎหมาย เพิ่มโทษขนาดไหน หลายๆ คนยังทำตัวเป็น “ทองไม่รู้ร้อน” ยิ่งไปกว่านั้นบางรายยังทำผิดซ้ำๆ ได้รับใบสั่งซ้ำซาก ทั้งที่ของเดิมยังไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับ คราวนี้จึงไม่ใช่แค่ขู่ แต่เป็นการเอาจริง..!!

“ส้มบ่มแก๊ส” ย้อนรอยยุคซ้าย “เผาวรรณคดีไทย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374163?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ส้มบ่มแก๊ส” ย้อนรอยยุคซ้าย “เผาวรรณคดีไทย”

4 มิถุนายน 2562 – 10:00 น.
กระดานความคิด,เอนก เหล่าธรรมทัศน์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 25,292 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… บางนา บางปะกง 

อันที่จริงวลี “ส.ส.งานศพ” หรือ “ส.ส.งานบวช” มีการพูดถึงมานานแล้ว โดยเฉพาะแวดวงนักรัฐศาสตร์ ที่ต้องการชี้ให้เห็น “ระบบอุปถัมภ์การเมืองไทย” ต้นตอฉุดรั้งความก้าวหน้าของประชาธิปไตยเมืองไทย

ถ้ากลับไปอ่านหนังสือ “สองนคราประชาธิปไตย” ของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็จะเห็นสองภาพสองวิถีนักเลือกตั้ง บรรดา “ส.ส.ภูธร” ต้องไปงานศพ งานบวช งานบุญ ฯลฯ ไม่งั้น ชาวบ้านจะด่าว่า “คนลืมตัว วัวลืมตีน”

ตรงกันข้าม “ส.ส.นครบาล” ที่ได้เป็นผู้แทนฯ เพราะกระแสพรรค จึงไม่ต้องวิ่งรอกงานศพ งานบวช งานแต่ง ยกเว้นผู้แทนเมืองหลวง โซนขอบกรุง ยังต้องปฏิบัติตัวเหมือน ส.ส.ภูธร

บังเอิญนักการเมืองรุ่นใหญ่ค่ายส้มหวาน พูดถึง ส.ส.งานศพ ด้วยท่วงทำนอง “เหยียดหยัน” ดันเล่นเฮทสปีชติดแฮชแท็ก #ส.ส.ตลาดล่าง ก็เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต แถมเจอรุ่นพี่ ส.ส.อ่างทอง ออกมาสอนมวยอีกต่างหาก

ดีนะที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ชิงตัดไฟเสียแต่ต้นลม รีบออกมาขอโทษแทนลูกพรรค จึงทำให้กระแส ส.ส.ตลาดล่าง ค่อยๆ เงียบหายไป

จะว่าไปแล้ว นักการเมืองค่ายสีส้มส่วนใหญ่หลงละเลิงในชัยชนะชนิดเหนือความคาดหมาย จึงสถาปนาความเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่ทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด ไม่ต้องแคร์ผู้ใหญ่

จำได้ว่า วันปฐมนิเทศ ส.ส.ใหม่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค ได้ย้ำถึงพรรคอนาคตใหม่ จะต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า หน้าที่ผู้แทนคืออะไร? ส.ส.ไม่มีหน้าที่ไปงานบวช งานแต่ง งานศพ ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้อง ส.ส.จะต้องทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ

แต่นักการเมืองค่ายส้มหวาน ก็ต้องมีวุฒิภาวะ ไม่ปฏิเสธผู้อาวุโสอย่างไร้เหตุผล หรือเอาแต่ชี้หน้าด่าว่า พวกเขาเป็นพวกไดโนเสาร์

ถ้ายังจำกันได้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เคยพูดในงาน FutureFest ที่ The factory jam คลองสาน ปลายปีที่แล้วว่า “ทฤษฎีหนึ่งที่ถูกกล่าวขวัญอย่างแพร่หลายในเมืองไทยคือ สยามเมืองยิ้ม แต่รู้หรือไม่ว่า ทำไมทุกคนถึงกล่าวเช่นนี้ วัฒนธรรมในสังคมไทยคือ วัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนาย เจ้ายศเจ้าอย่าง อำนาจนิยม ที่ไม่ส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่เกิดมาการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องผิด ต้องเข้าเคารพผู้อาวุโส บางมหาวิทยาลัยต้องคุกเข่าเสิร์ฟกาแฟให้แก่อาจารย์”

สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ได้ซึมซับความคิดแบบ “ธนาธร-ปิยบุตร” แบบไม่กรอง ไม่คิดเอง เมื่อ “เทพธนาธร” หรือ “เทพปิยบุตร” พูดก็ถูกทุกอย่าง

ย้อนไปเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พายุสังคมนิยมพัดแรงจัด ขบวนการนักศึกษาไทยเอียงไปข้างซ้าย รวมทั้งมีพรรคการเมืองเกิดใหม่ ขายแนวคิดสังคมนิยมเพียวๆ

อิทธิพลการปฏิวัติวัฒนธรรมของเยาวชนแดงในเมืองจีน ส่งผลให้เกิดวงศึกษาสรรนิพนธ์ประธานเหมา เจ๋อตุง ในหมู่เยาวชนไทยช่วงปี 2517-2518

หลายคนคงจำได้มีการวิพากษ์ระบบการศึกษาแบบเก่าว่า เป็นการศึกษาแบบล้าหลัง รับใช้สังคมทุนนิยม และใช้ระบบแพ้คัดออก ทำให้ชนชั้นล่างมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้ยาก

ปี 2517 มีการวิพากษ์วัฒนธรรมเก่าด้วยการเสนอคำขวัญ ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน หักล้างแนวทางศิลปะแบบเก่า จนนำไปสู่การเผาวรรณคดีไทย

เนื่องจากคนหนุ่มสาว พ.ศ.โน้น มองว่า วรรณคดีทั้งหลายแสดงจิตสำนึกของศักดินา สมควรที่จะนำเอาวรรณคดีเหล่านั้นมาเผาทิ้ง

การก้าวล้ำนำหน้าคนส่วนใหญ่ ได้นำ “ซ้ายใหม่” ไปสู่สมรภูมิไทยฆ่าไทย โศกนาฏกรรมกลางเมือง

จึงอยากฝาก ส.ส.อนาคตใหม่ อย่าทำตัวเหมือน “มะม่วงบ่มแก๊ส” สุกก่อนเวลา เมื่อคนซื้อไปรับประทาน ก็รู้สึกผิดหวัง

นักการเมืองต้องรับผิดชอบสร้างความเชื่อมั่น-สร้างศรัทธา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374209?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองต้องรับผิดชอบสร้างความเชื่อมั่น-สร้างศรัทธา

4 มิถุนายน 2562 – 09:30 น.
สภาผู้แทนราษฎร,นักการเมือง,ศรัทธา,ความเชื่อมั่น,ตั้งรัฐบาล
เปิดอ่าน 2,252 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้ง เลือกประธานสภาและประชุมตามกระบวนการขั้นตอน รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งมีการเจรจาต่อรองแย่งกระทรวงเกรดเอ หรือกระทรวงสำคัญๆ ให้นักการเมืองในสังกัดพรรคเข้าไปเป็นรัฐมนตรี

ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งอยากจะเรียนถึงบรรดานักการเมืองว่าจะต้องสร้างศรัทธา สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะเข้ามาบริหารประเทศเมื่อเป็นรัฐบาล เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ

หรือหากจะเป็นฝ่ายค้านก็ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ประชาชน

เท่าที่ผ่านมาประชาชนเห็นพฤติกรรมนักการเมือง(บางคน)แล้วรู้สึกหมดหวังและมองไม่เห็นอนาคตว่าจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร และรัฐบาลที่จะมี จะไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่
อ๊อด เทอร์โบ
 การตรวจสอบคุณสมบัติ

 สร้างความสงสัยให้ประชาชน
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญได้กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 97 และ 98 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 อีกทั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ออกกฎหมายลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งน่าจะขัด/แย้งกับรัฐธรรมนูญ

หลังจากสมัครและผ่านการตรวจสอบเป็นเบื้องต้นแล้ว ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและประกาศเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้สมัครดังกล่าวต่างก็หาเสียงตามกระบวนการและบางคนได้รับไว้วางใจจากประชาชนให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รอเพียงประกาศรับรองซึ่งเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น

ทุกครั้งผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน บางคนโดนแจกใบแดงหรือการตัดสิทธิ์จนบางครั้งสังคมเคลือบแคลงใจในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร เพราะในเมื่อผ่านกระบวนการตรวจสอบดังกล่าวแล้ว จะต้องมาหาเหตุผลเล่นงานทำไม

กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ จะต้องเสร็จสิ้นสมบูรณ์และถูกต้องเพื่อเป็นที่สุดก่อนวันเลือกตั้งประมาณ 10 วัน และเมื่อประชาชนเลือกคนใดคนหนึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะรื้อฟื้นหาเหตุย่อมไม่ได้เป็นการไม่เคารพและให้เกียรติแก่ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

ถ้าสถานการณ์เป็นดังทุกวันนี้ บ้านเมืองก็จะไม่สงบ มีแต่เรื่องที่ไม่จำเป็น ไม่เกิดประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ ทั้งเปรียบเสมือนไม่ยอมรับในเสียงของประชาชน เพื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า ประเทศเจริญพัฒนาแล้ว ประเทศจะต้องพัฒนาในทุกๆ ด้านได้ด้วยภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง ภาคราชการเป็นตัวสนับสนุน

หากมีการร้องเรียนกล่าวโทษกันอยู่เสมอและภายหลังพบว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการกล่าวเท็จ ก็น่าที่จะให้ผู้เสียหาย/ผู้ถูกร้องเรียนได้ใช้สิทธิในการปกป้องคุ้มครองประโยชน์ของตนเองด้วยการกล่าวโทษผู้ร้องเรียนเช่นกัน จึงจะเกิดความยุติธรรม
เสรี (นครปฐม)

ตอบคุณ ‘เสรี’ นครปฐม
จดหมายของคุณโดนใจผมและคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งหากให้ระบบการเลือกตั้งและกระบวนการตรวจสอบต่างๆเป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม

โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติต่างๆ ของผู้สมัครที่มักมีการร้องเรียนและสร้างปัญหาการรับรอง ซึ่งหากมีการทำอย่างถูกต้องละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็น่าจะเป็นการสิ้นสุด เพราะปล่อยให้สมัครได้ แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติไม่ถูกต้องและปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้อย่างไร

ประเทศไทยมีการเลือกตั้งโดยการกาคะแนน ซึ่งน่าจะใช้ระบบกดปุ่มหรือระบบไฮเทค จะได้ตัดปัญหาบัตรเสีย กาผิดและอื่นๆ
อ๊อด เทอร์โบ


ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอโครงการที่น่าจะเป็นต้นแบบไปทั่วประทศและต้องรีบทำโดยเร็วเพื่อดูแลสุขภาพจิตเด็กนักเรียน

โดย นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ได้แจ้งให้ทราบและขอชมเชยแนวคิดมา ณ โอกาสนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 สร้าง ‘ครูจิตวิทยา’ เด็กมัธยม
 ดูแลสุขภาพจิต

รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ ร่วมกับศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 และสำนักเขตพื้นที่การศึกษาระดับมัธยมศึกษา หรือ สพม.31 ซึ่งดูแลโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาภาครัฐ ใน จ.นครราชสีมา ที่มีจำนวน 50 แห่ง นักเรียนประมาณ 65,000 คน จัดอบรมความรู้ทางสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ให้ครูแนะแนวหรือครูที่ทำหน้าที่ดูแลช่วยเหลือเด็ก เป็นครูจิตวิทยาประจำโรงเรียน

หลังจากเริ่มโครงการรุ่นแรกในปีที่ผ่านมาจำนวน 50 คน เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบการดูแลสุขภาพจิตเด็กนักเรียนระดับมัธยมทั้งในรายปกติและในรายที่มีความเสี่ยงร่วมกัน 3 ฝ่ายอย่างเข้มแข็งใกล้ชิด ระหว่างโรงเรียน โรงพยาบาลในพื้นที่ โรงพยาบาลเชี่ยวชาญ และผู้ปกครอง เช่นในรายที่มีผลการเรียนตกต่ำ มีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ผิดปกติ เช่น ไม่ส่งการบ้าน หนีเรียน ก้าวร้าว ซึมเศร้า เหม่อลอย ขโมยของ เป็นต้น

บางคนอาจป่วยจากโรคทางจิตเวชแอบแฝงติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ที่พบบ่อยเช่นสมาธิสั้น ปัญหาบกพร่องการเรียนซึ่งเกิดมาจากความผิดปกติในสมอง รวมทั้งปัญหาใหม่ที่มีแนวโน้มมากขึ้นคือการติดเกม และโรคซึมเศร้า ซึ่งมีผลต่อการเรียน หากไม่ได้รับการช่วยเหลือดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงที จะทำให้อาการรุนแรง ซับซ้อน เช่นติดยาเสพติด ก้าวร้าว ทำร้ายตนเอง ยากต่อการบำบัดรักษา และอาจรุนแรงถึงชีวิตได้

การอบรมครูจะเน้นความรู้และทักษะที่จำเป็นควบคู่ไปด้วย 9 เรื่อง อาทิ ความรู้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ความเข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่น ภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น เกมและโซเซียลมีเดียในวัยรุ่น การตรวจคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงและการประเมินอีคิวของเด็กตามมาตรฐาน การดูแลช่วยเหลือ การพัฒนาทักษะชีวิต

และความฉลาดทางอารมณ์ และทักษะการปรับพฤติกรรม ใช้เวลา 2 วัน


วันสิ่งแวดล้อมที่ไทยต้องตระหนัก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374205?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันสิ่งแวดล้อมที่ไทยต้องตระหนัก

4 มิถุนายน 2562 – 08:01 น.
วันสิ่งแวดล้อมโลก
เปิดอ่าน 5,275 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 4 มิถุนายน 2562

วันพรุ่งนี้ (5 มิ.ย.) เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ตามประกาศขององค์การสหประชาชาติ อันเป็นผลจากการจัดการประชุมใหญ่ระดับโลกขึ้นระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน 2515 ที่ประเทศสวีเดน มีผู้เข้าร่วมจาก 113 ประเทศ ทั้งนี้เพราะตระหนักว่า สิ่งแวดล้อมโลกกำลังเป็นปัญหาใหญ่เข้าขั้นวิกฤติ จึงต้องร่วมกันหาทางเยียวยาแก้ไขสภาพปัญหาที่่แต่ละประเทศกำลังเผชิญอยู่ หากแต่ 47 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมกลับได้รับการแก้ไขน้อยนิดไม่สอดคล้องกับกระแสเรียกร้องของมนุษยชาติ ในทางกลับกัน การทำลายล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี คำเตือนเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนที่ส่งสัญญาณผ่านการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ยังไม่ได้ทำให้หลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญลงได้ อย่างไรก็็ตามในปีนี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติยังเดินหน้ารณรงค์ด้วยคำขวัญ หยุดหมอกควันและอากาศพิษเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

กล่าวสำหรับประเทศไทย อาจพูดได้ว่า กำลังประสบปัญหาสภาพแวดล้อมเลวร้ายครบถ้วนทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น อากาศ ผืนดิน และท้องน้้ำ ทั้งน้ำจืดและในทะเล ดูจากสภาพอากาศ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ชาวกรุงเทพมหานคร และอีกหลายจังหวัดต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นพิษขนาด 2.5 ไมครอน ที่สามารถเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบหายใจ เป็นภัยต่อสุขภาพ นั่นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยตรง อันควรจะนำมาซึ่งการตระหนักรู้ และร่วมแรงร่วมใจกันเยียวยา มีคำยืนยันจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าได้แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ดูแลการปล่อยมลพิษจากสถานประกอบการ โรงงานและนิคมอุตสาหกรรม ตรวจจับฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์ แก้ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ ลดการเผาในที่โล่ง รวมทั้้งขยายความร่วมมือไปยังประเทศในภูมิภาค เช่นเดียวกับอีกหลายมาตรการเพื่อลดฝุ่นพิษในเมือง เช่น เร่งรัดการใช้น้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 เป็นต้น

อีกหนึ่งปัญหาที่ท้าทายแนวนโยบายสิ่งแวดล้อมของประเทศก็คือมาตรการแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอไพริฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช และหนอนแมลงศัตรูพืช แต่จนแล้วจนรอด การต่อสู้เพื่อหยุดยั้้งการใช้สาร 3 ชนิดนี้้ในแปลงเกษตรโดยคณะแพทย์ องค์กรเอกชน หน่วยงานด้านสาธารณสุข กลุ่มเกษตรอินทรีย์กลับประสบความพ่ายแพ้มาแล้วหลายยก แม้ล่าสุด ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีมติให้หยุดการใช้สารเคมีเกษตรพวกนี้้ในเวลา 3 ปี แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ มีกรรมการชุดหนึ่งนำเสนอสมุดปกขาวเป็นข้อมูลถึงนายกรัฐมนตรี สรุปว่า สารเคมีทั้้ง 3 ชนิดไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา มีประชาชนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็็งเพราะสารเคมีเกษตรลุกขึ้้นมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทสารเคมี และศาลตัดสินให้ผู้ฟ้องชนะคดี แล้วเหตุใด บางฝ่ายในประเทศไทยยังไม่คำนึงถึงโทษภัย หรือว่า เพราะทุนใหญ่หนุนหลังเคมีเกษตรอย่างที่เล่าลือกันอยู่ใช่หรือไม่

สารเคมีในแปลงเกษตร ยังส่งผลเสียหายต่อคุณภาพน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ อีกด้วย จากการสำรวจของหน่วยงานทางวิชาการพบว่า สารจำพวกนี้ปนเปื้อนในน้ำในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเทศไทยซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งสังคมมุ่งไปที่อุทกภัยกับภัยแล้ง ทั้งที่จริงแล้ว การบริหารจัดการต้องรวมถึงคุณภาพน้ำด้วย โดยเฉพาะจากการย่ำยีโดยมนุษย์ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาขยะพิษ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ การลักลอบแผ้วถาง บุกรุกทำลายป่าไม้ ในวาระวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งตรงพอดีกับวันที่รัฐสภาไทยจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็หวังว่า ผู้นำ และรัฐบาลชุดต่อไปจะได้ตระหนักถึงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมทรุดลงในทุกๆ ด้าน ทั้งน้ำ อากาศ พื้้นดิน ซึ่งล้วนกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างที่ปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนอยู่แล้ว

ส.ส.ตลาดล่าง “ภราดร” ทายาท “เฮียตือ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374128?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส.ส.ตลาดล่าง “ภราดร” ทายาท “เฮียตือ”

3 มิถุนายน 2562 – 13:36 น.
ตลาดล่าง,สสตลาดล่าง,พรรคอนาคตใหม่,โต้ง สิริพงศ์,สมศักดิ์ ปริศนานันท,เฮียตือ,วราวุธ ศิลปอาชา,ภราดร ปริศนานันทกุล
เปิดอ่าน 7,217 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 3 มิ.ย. 62

*********************

สืบเนื่องจากอาการ “ร้อนวิชา” ของอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แสดงความเห็นกรณี ส.ส.ต้องไปงานศพ งานแต่งงาน งานบวช ฯลฯ ว่าเป็น “ส.ส.ตลาดล่าง”

ร้อนถึง “ภราดร ปริศนานันทกุล” ต้องออกมาสอนนักการเมืองรุ่นน้องว่า “อยากเป็นผู้แทนต้องรู้จักลงไปสัมผัสชาวบ้านบ้าง แล้วคุณจะคุ้นเคยกับเขา แล้วคุณจะรู้จักตัวตนของเขา และคุณจะรู้ถึงปัญหาของเขา และเขาก็จะรู้จักตัวตนของคุณเช่นกัน เตือนด้วยความหวังดีไอ้หนูน้อย”

นักการเมืองหน้าใหม่หลายคนที่ได้เป็นผู้แทนราษฎรเพราะกระแสพรรค อาจไม่เคยสัมผัสชีวิต ส.ส.บ้านนอก ลองไปดูเส้นทางการเมืองของตระกูล “ปริศนานันทกุล”

เด็กตลาดศาลเจ้าโรงทอง

ภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เป็นลูกชายคนโตของ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” นักการเมืองอาวุโสแห่งเมืองอ่างทอง

ลูกแบด ภราดร ขวัญใจชาวอ่างทอง

“สมศักดิ์” หรือ “ตือ” ลูกชาวบ้าน เติบโตมาในตลาดศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ได้มีโอกาสไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ จบรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อเรียนจบก็มาช่วยพี่เขยทำโรงสี

หนุ่มตลาดศาลเจ้าโรงทองได้แต่งงานกับ “รวีวรรณ” ลูกสาวเจ้าของโรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ และการได้เป็นลูกเขยเศรษฐีอ่างทอง “บักชิว แซ่ฉั่ว” ทำให้ “เฮียตือ” มีต้นทุนสูงพอที่จะก้าวสู่สนามการเมือง

ปี 2523 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และเลือกตั้งปี 2529 สมศักดิ์ ขยับไปเล่นสนามการเมืองระดับชาติ ได้เป็นส.ส.สมัยแรก นับจากนั้นมา “เฮียตือ” ก็เติบโตทางการเมืองและเป็นขุนกระบี่คู่บารมี บรรหาร ศิลปอาชา

วันนี้เฮียตือจำลาบ้านเก่าทั้งน้ำตาด้วยเหตุผลทางการเมืองบางประการ

ขวัญใจแม่ยกอ่างทอง

“เฮียตือ” มีลูกชาย 3 คน และลูกสาว 1 คน ปรากฏว่า ลูกชายทั้งสาม “ลูกแบด ภราดร” “แชมป์ กรวีร์” และ “เชน ภคิน” ต่างก็ก้าวสู่สนามเลือกตั้งผู้แทนฯ ตามรอยพ่อทุกคน

ที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปก็คือ “ภราดร-กรวีร์” เพราะสองคนนี้เป็นทั้งนักการเมืองและผู้บริหารสโมสรฟุตบอลอาชีพ “อ่างทอง เอฟซี”

แชมป์ กรวีร์ น้องชายภราดร

ภราดร เป็น ส.ส.อ่างทอง แทนตำแหน่งที่ว่างของสมศักดิ์ ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเมื่อปี 2551 และปี 2554 ทั้งภราดรและกรวีร์ เป็นส.ส.อ่างทอง ในสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา

เลือกตั้ง 2562 สนามเลือกตั้งอ่างทองเหลือ ส.ส.คนเดียว ภราดรเลยลง ส.ส.เขต และกรวีร์ ขยับไปลงบัญชีรายชื่อ

ในวันนี้สองพี่น้อง “ปริศนานันทกุล” เป็นส.ส.ตลาดล่าง ค่ายภูมิใจไทย

ดับฝันคนหนุ่ม

เดิมที “ลูกแบด-แชมป์” ทายาท “เฮียตือ” ได้จับมือกับ “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา และ “โต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เศรษฐีหนุ่มแห่งศรีสะเกษ ผนึกกำลังเป็น “ทีมคนหนุ่ม” ก่อการปฏิวัติพรรคชาติไทยพัฒนา

“ท็อป วราวุธ” เตรียมตัวก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และต้องการปรับลุคใหม่ ไม่ให้ชาติไทยพัฒนาเป็นแค่พรรคการเมืองของคนสุพรรณบุรี

ทายาท “บรรหาร” จึงวางตัว “สิริพงศ์” ทายาท “ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ” นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ เป็นเลขาธิการพรรค

“เสี่ยโต้ง สิริพงศ์” เป็นส.ส.ศรีษะเกษ ในนามพรรคชาติไทยมาก่อน เมื่อพรรคถูกยุบเลยต้องเว้นวรรคหันไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำธุรกิจโรงพยาบาลและอีกหลายอย่างซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก

โต้ง สิริพงศ์ ในบทบาท ส.ส.ตลาดล่าง

หลายฝ่ายก็เฝ้าจับตามองการเปลี่ยนแปลงของพรรคชาติไทยพัฒนาภายใต้การนำของคนหนุ่มไฟแรง

“เสี่ยโต้ง” ประสบความสำเร็จจากการปฏิวัติหนังไทยอีสานบ้านบ้านชุด “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” จึงหวังที่จะปรับพรรคการเมืองเก่าแก่ให้เป็นที่ยอมรับของคนเจนเอ็กซ์ เจนวาย

พูดจาภาษาการตลาดก็คือการยกระดับ “พรรคตลาดล่าง” ให้เป็นพรรคตลาดกว้าง ดึงเสียงจากทุกชั้นชนมาสนับสนุน

เหมือนฟ้าผ่ากลางพรรคเมื่อ “ผู้อาวุโส” ในพรรคชาติไทยพัฒนา เกิดเปลี่ยนใจดัน “กัญจนา ศิลปอาชา” เป็นหัวหน้าพรรค และประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค

โต้งจึงชวน “ลูกแบด-แชมป์” ทายาทเฮียตือไปอยู่พรรคภูมิใจไทย

ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374108?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก

3 มิถุนายน 2562 – 12:35 น.
ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก,อ๊อด เทอร์โบ,มลพิษ,ขยะพลาสติกปนเปื้อน
เปิดอ่าน 4,553 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีเรื่องสำคัญที่จะแจ้งให้ทราบเพื่อประชาชนคนไทยจะได้ช่วยกันรณรงค์ตื่นตัวต่อต้านการขนขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือขยะพลาสติก หรือของใช้มือสองที่ส่งมาให้เป็นภาระเกิดมลพิษและย่อยสลายได้ยากมาก

กรณีไฟไหม้ตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบังนั้นจะให้ความชัดเจนและหาหน่วยงานที่รับผิดชอบเพราะเกิดจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไวไฟ ยังหาสาเหตุไม่ได้

ขอให้รัฐบาลใส่ใจเรื่องนี้เพราะประเทศไม่ใช่ถังขยะโลก ปล่อยต่อไปจะเกิดปัญหาเป็นลูกโซ่ตามมาอย่างแน่นอน

อย่างมาเลเซียกำลังตื่นตัวเรื่องนี้ ดังมีรายงานข่าวว่าจะจัดการส่งคืนขยะพลาสติกปนเปื้อนกลับประเทศที่ส่งเข้ามาเพื่อแสดงให้เห็นว่ามาเลเซียไม่ใช่ถังขยะโลกเพราะตู้คอนเทนเนอร์ 9 ตู้ ที่ท่าเรือกลัง ฝั่งตะวันตกของกรุงกัวลาลัมเปอร์พบทั้งพลาสติกที่ระบุลักษณะไม่ได้กับขยะรีไซเคิลไม่ได้

รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านและขยะอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ซึ่งทั้งหมดส่งมาจากสหรัฐ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน ซาอุดีอาระเบีย บังกลาเทศ เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์

รัฐบาลต้องสืบสวนและกวาดล้างต้นตอและต้นทางที่ส่งขยะเหล่านี้มาและต้องหาคนรับผิดชอบให้ได้และเชื่อว่าจะต้องมีผลประโยชน์แอบแฝงแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ


จดหมายจากคุณ ‘เติมพร’ ลาดพร้าว ต่อไปนี้น่าสนใจและขอร่วมสนับสนุนโครงการงดใช้ถุงพลาสติกของห้าง ‘เซ็นทรัล’ ห้างสรรพสินค้าและเครือข่ายที่ใหญ่สุดของประเทศไทย ซึ่งหากทำได้บรรลุวัตถุประสงค์จะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

เชื่อว่าหากทุกคนให้ความร่วมมือและมีจิตสำนึกในเรื่องนี้แล้วจะทำได้ไม่ยากเพราะไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมายและถุงผ้าหรือภาชนะที่นำไปใส่ของเหล่านั้นสามารถนำมาใช้ได้อีกและทราบว่าทางเซ็นทรัลสมนาคุณโดยการให้แต้มสะสมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นแนวคิดชักจูงใจน่าชมเชย

การงดใช้ถุงพลาสติกหรือกล่องโฟมนี้สามารถทำได้ไม่เฉพาะห้างสรรพสินค้าแต่ทุกแห่งสามารถร่วมมือกันไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารตามสั่งหรือหาบเร่แผงลอย ฯลฯ

ถึงเวลาแล้วที่ต้องช่วยกันทำให้ชีวิตขึ้น โดยเริ่มต้นจากเรื่องที่เราเคยมองข้ามไป
อ๊อด เทอร์โบ


 สนับสนุนงดใช้ถุงพลาสติก
 ลดขยะ-ลดมลพิษ

ดิฉันไปซื้อของที่เซ็นทรัลเป็นประจำและเวลานี้ก็พยายามช่วยให้โลกและประเทศไทยของเรามีสิ่งแวดล้อมดีขึ้น โดยนำถุงผ้าไปใส่ของเอง และวันก่อนเห็นทางห้างเซ็นทรัลประกาศนโยบายงดใช้ถุงพลาสติก จึงขอสนับสนุนอย่างเต็มที่

ขยะพลาสติกถือเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก ด้วยปริมาณขยะพลาสติกกว่า 2 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 2 แสนล้านใบ

ถ้าหากพวกเราช่วยกันงดใช้ถุงพลาสติกหรือรวมถึงกล่องโฟมที่ใช้บรรจุอาหารกลับบ้านจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วยการรณรงค์ให้ลูกค้าของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและกลุ่มธุรกิจในเครือปฏิเสธรับถุงพลาสติกและนำถุงผ้ามาเองในการซื้อสินค้าแต่ละครั้ง

จึงขอให้อย่ามองข้ามเรื่องถุงพลาสติกหรือการใช้โฟมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นต้นเหตุของขยะที่ย่อยสลายยากและหากไม่เก็บลงถังขยะหรือมีผู้ทิ้งลงถนนจะทำให้ไปอุดตันท่อระบายน้ำ เป็นสาเหตุให้น้ำท่วมได้

ขอเรียนถึงทุกบริษัทห้างร้านขายของหรือเจ้าของร้านใหญ่เล็กว่าช่วยกันลดเลิกใช้ถุงพลาสติกและช่วยกันสร้างโลกให้ดีขึ้นโดยการร่วมมือกันนับแต่เวลานี้
เติมพร (ลาดพร้าว)


 สนับสนุนกฎหมายใหม่เพิ่มโทษ
 คดีข่มขืน-ประหาร

ผมมีเรื่องสำคัญจะแจ้งผ่านให้ทราบว่าได้มีการออกกฎหมายเพิ่มโทษผู้กระทำผิดคดีข่มขืนถึงหนักที่สุดคือประหารชีวิต

กรณีนี้มีการพูดถึงกันมาแล้วนานหลายปีเพราะผู้กระทำผิดแล้วรับสารภาพถูกจำคุกไม่กี่ปีก็ออกมาเป็นภัยสังคมอีกและที่น่าเศร้าใจมากๆ เพราะเหยื่อของฆาตกรถึงบาดเจ็บเสียชีวิตไปเลยก็มีเป็นจำนวนมาก

ในฐานะคนไทยคนหนึ่งผมจึงขอสนับสนุนเห็นด้วยที่เพิ่มโทษหนักประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตและเห็นว่าแม้ผู้กระทำความผิดยอมรับสารภาพแต่ก็ไม่ควรลดโทษ เห็นต่างกับการเพิ่มโทษดังกล่าว โดยยกเรื่องสิทธิมนุษยชนขึ้นมาคัดค้านโทษประหารชีวิต

เราต้องใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดกับพวกกากเดนสังคมที่สร้างความเดือดร้อนเป็นภัยอันตรายต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ถึงเวลาที่ต้องจัดระเบียบนับตั้งแต่เวลานี้
ประเสริฐ (รัชดาภิเษก)


Police Share..ส่งน้องถึงโรงเรียน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374111?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Police Share..ส่งน้องถึงโรงเรียน

3 มิถุนายน 2562 – 09:00 น.
Police Share,โรงเรียน,นักเรีย,Police Shareส่งน้องถึงโรงเรียน
เปิดอ่าน 3,339 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

หลายคนคงทราบกันดีว่ากาจราจรเมืองกรุง หรือแม้กระทั่งพื้นที่รอยต่อกรุงเทพฯ ที่เป็นจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศต้องประสบปัญหาการจราจรหนาแน่นในช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วนเช้า-เย็น ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงการเปิดเทอมของโรงเรียนต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบให้ปริมาณรถหนาแน่นขึ้นอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้จนอาจถึงขั้น “วิกฤติ” ซึ่งทุกหน่วยงานโดยเฉพาะตำรวจก็พยายามหาทางแก้ไขเพื่ออำนวยความสะดวกและบรรเทาภาวะรถติดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนให้แก่ประชาชน

ตลอดหลายปีคนที่ใช้ชีวิตอยู่เมืองกรุงได้สัมผัสรับรู้ถึงความสาหัสเรื่องการจราจรในหลายเส้นทาง โดยเฉพาะพื้นที่ใจกลางกรุง ซึ่งช่วงนี้นอกจากเป็นช่วงที่เปิดเทอมแล้วยังเป็นฤดูฝน จึงส่งผลให้การจราจรติดขัดเป็นทวีคูณ ด้วยเหตุนี้ทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และ กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) จึงมีโครงการ “ส่งน้องถึงโรงเรียน” ซึ่งแม้จะผ่านพ้นช่วงเปิดเทอมวันแรกไปแล้ว แต่ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาภาวะรถติดขัด

ขณะที่ พ.ต.ต.คริษฐ์ ปริยะเกตุ สว.งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. ยังคงนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. อำนวยความสะดวกด้านการจราจรในการมารับส่งเด็กนักเรียนบริเวณหน้าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย พร้อมกำลังปฏิบัติตามนโยบายส่งน้องถึงโรงเรียนและประชาสัมพันธ์ตามโครงการดังกล่าวเพื่อช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดหรือมีรถสะสม ทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถส่งบุตรเข้าโรงเรียนได้ทันเวลา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.ต.คริษฐ์ อธิบายว่า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผช.ผบ.ตร. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น.ด้านการจราจร และ พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. ได้จัดให้มีโครงการ “ส่งน้องถึงโรงเรียน” หรือ “Police Share” ซึ่งเป็นโครงการของตำรวจจราจรที่มาช่วยอำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่ประชาชน โดยทาง บก.จร. เป็นหน่วยนำร่องจัดรถจักรยานยนต์สำหรับรับส่งนักเรียนในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร จำนวน 5 จุด คือ จุดทางลงด่วนเพลินจิต ทางลงด่วนสีลม ทางลงด่วนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใต้ทางด่วนพระราม 4 และ จุดกลับรถตั้งฮั่วเส็ง เพื่อใช้เป็นจุดนัดหมายให้ผู้ปกครองส่งนักเรียนรับช่วงนำเด็กเข้าโรงเรียนในช่วงที่มีการจราจรติดขัดหรือสะสม สามารถช่วยแก้ปัญหาการจราจร การส่งบุตรหลานไปโรงเรียนได้ทันเวลา

จากการดำเนินการที่ผ่านมามีผู้ปกครอง น้องๆ นักเรียนให้ความสนใจเข้าใช้บริการของโครงการนี้ในหลายพื้นที่เป็นจำนวนมาก อาทิ งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย 28 ราย, งานสายตรวจ 2 กก.1 บก.จร. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน 7 ราย, โรงเรียนวัดปทุมวนาราม 21 ราย, โรงเรียนวัดชัยมงคล 2 ราย, โรงเรียนสันติราษฎร์ 1 ราย, โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก 1 ราย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 25 ราย, งานสายตรวจ 3 กก.1 บก.จร. โรงเรียนเขมะสิรินุสรณ์ 20 ราย, กก.6 โครงการพระราชดำริ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล 4 ราย, โรงเรียนสาธิตสวนสุนันทา 6 ราย, โรงเรียนวัดมงกุฏกษัตริย์ 5 ราย, โรงเรียนราชวินิตประถม 1 ราย, โรงเรียนราชวินิตมัธยม 2 ราย, โรงเรียนวัดราชาธิวาส 2 ราย, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 4 ราย และโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ 7 ราย

ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการใช้บริการโครงการ Police Share สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Liluna เมื่อเข้าแอพพลิเคชั่นแล้วกดไปที่กลุ่มเดินทาง เข้าที่ #PoliceShare จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ลงทะเบียนไว้ หากเจอเส้นทางที่ตำรวจเดินทางผ่านสามารถติดรถไปได้ฟรี