เฉลิมชัย แจงสภาฯ ก.เกษตรพร้อมรับมติ กก.วัตถุอันตรายปฏิบัติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403999?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เฉลิมชัย แจงสภาฯ ก.เกษตรพร้อมรับมติ กก.วัตถุอันตรายปฏิบัติ

11 ธันวาคม 2562 – 17:22 น.
มติกกวัตถุอันตราย,ประชุมสภา
เปิดอ่าน 64 ครั้ง

“เฉลิมชัย” แจงสภาฯ ก.เกษตรพร้อมรับมติ กก.วัตถุอันตรายปฏิบัติ-ยันไม่มีประโยชน์เบื้องหลัง ไม่แทรกแซงกรมวิชาการเกษตร

รัฐสภา –  11 ธันวาคม 2562 – “เฉลิมชัย” แจงสภาฯ ก.เกษตรพร้อมรับมติ กก.วัตถุอันตรายปฏิบัติ-ยันไม่มีประโยชน์เบื้องหลัง ไม่แทรกแซงกรมวิชาการเกษตร ซัดไม่มีใครหาประโยชน์บนชีวิตปชช. ไล่ส่งใครคิดไม่ควรเป็นคนไทยต่อไป

ในการประะชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงกระทู้ถามสด นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ตั้งถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อกรณีการปฏิบัติงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กรณีการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งล่าสุดมีมติเมื่อ 27 พฤศจิกายน  ที่ยกเลิกการห้ามใช้ไกลโฟเซต และเลื่อนการห้ามใช้พาราควอต และ คลอร์ไพริฟอส ไป 6 เดือนจากเดิมที่มีมติห้ามใช้ 1 ธันวาคม ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า การเลื่อนการห้ามใช้ 2 สารพิษเพื่อเอื้อนายทุนที่มีสินค้าคงค้าง และ พบการแทรกแซงการทำงานในหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขอให้พิจารณาเสนอให้ทบทวนมติกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อ 27 พฤศจิกายน

โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงต่อที่ประชุมยืนยันว่าการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฐานะหน่วยงานปฏิบัติ ต้องทำตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อ 27 พฤศจิกายน  และยึดหลักการทำงานที่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ยืนยันไม่ละเลย อย่างไรก็ตามการใช้สารเคมีที่ระบุว่าเป็นอันตรายตนมองว่าไม่เคยมี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ใช้ผิดประเภท หรือใช้มากเกินไป รวมถึงใช้ไม่ถูกวิธีจนทำให้เป็นปัญหาสะสม

ส่วนการสั่งงานที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าแทรกแซงกรมวิชาการเกษตรประเด็นการหาสารทดแทน ที่น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแล นั้นไม่เป็นความจริง แต่การนำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุมกรรมการฯ เป็นเพียงการเสนอข้อมูลทางวิชาการฐานะกรรมการวัตถุอันตรายเท่านั้น ขณะที่มติของกรรมการต้องเป็นตามเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุม ทั้งนี้รายละเอียดต้องให้หน่วยงานชี้แจงข้อเท็จจริงกับประชาชน

“ผมเชื่อว่าว่าไม่มีใครใจดำให้ประชาชนเสี่ยงอันตราย  กระบวนการดำเนินงานต้องมีฝ่ายกำกับ ดำเนินงานตามขั้นตอนของกฎหมาย ขณะที่กรรมการวัตถุอันตรายย่อมมีอิสระในการวินิจฉัย ส่วนที่มีข่าวเรื่องผลประโยชน์ผมไม่มี 100 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่สตางค์เดียว ดังนั้นขอให้มั่นใจว่า การทำงานของรัฐบาลเป็นไปตามกรอบนโยบาย และภายใต้กฎหมาย หลักการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม และผมไม่คิดว่าใครจะใช้สิ่งนี้เก็บเกี่ยวหาประโยชน์บนชีวิตประชาชน หากใครคิดแบบนี้ไม่ควรเป็นคนไทยต่อไป และรัฐบาลทำงานโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์กลุ่มทุนใด” นายเฉลิมชัย ชี้แจง.

นายกฯแบไต๋ปรับครม.หลังงบ 63 ผ่าน ชี้ ต้องดูสัดส่วน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403990?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

นายกฯแบไต๋ปรับครม.หลังงบ 63 ผ่าน ชี้ ต้องดูสัดส่วน

11 ธันวาคม 2562 – 17:05 น.
ปรับครม,ปรับครมหลังงบ 63 ผ่าน
เปิดอ่าน 68 ครั้ง

บิ๊กตู่ แบไต๋หลังพ.ร.บ.งบฯ63 ผ่านใช้เงินได้ ต้องไปดูว่าโครงการมีประสิทธิภาพหรือไม่ แล้วไปถึงหลักการ “ปรับครม.” ชี้ ต้องดูสัดส่วน

11 ธ.ค.2562-ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงข้อเท็จจริงในการปรับครม. ว่า “เรื่องการเมืองพอได้แล้ว ไม่มีอะไรแล้ว ผมยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มีอะไรทั้งสิ้น

ส่วนใครจะไป ใครจะมา ก็เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่ต้องหารือกัน และสุดท้ายผมจะเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะผมเป็นผู้นำรัฐบาล ทั้งนี้ ยืนยันว่ากระแสปรับครม. ไม่มีจริงๆ และไม่มีหรอก วันนี้เพิ่งเข้ามาทำงาน 3-4 เดือนเอง แผนงานและโครงการต่างๆ วันนี้ก็ใช้เงินไปอย่างประหยัดที่สุด เท่าที่มีเงินอยู่ และยังไม่มีปัญหาอะไร ทั้งนี้ คงต้องรอดูหลังจากที่เรามีพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 เรียบร้อยแล้ว และถ้าการพิจารณาผ่านวาระ 2 และ 3 เรียบร้อย และเงินสามารถใช้ได้ ก็ต้องไปดูว่าโครงการต่างๆ มีประสิทธิภาพหรือไม่ แล้วถึงจะไปถึงหลักการในการปรับครม.

ทั้งนี้ การปรับครม. ไม่ว่าใครจะไปจะมา ต้องไปดูถึงสัดส่วน ว่าใครจะไปอยู่พรรคร่วมรัฐบาล มีคนเท่าไหร่ สัดส่วนควรได้เท่าไหร่ ไปรวมกับพรรคไหน อยู่กับพรรคใคร ก็ต้องไปคุยกัน ซึ่งมีขั้นตอนอีกมากมาย แต่ยืนยันว่าวันนี้ยังไม่มีความคิดในเรื่องเหล่านี้ แต่ถ้าใครจะมาช่วยก็ยินดี ผมเคยบอกไว้แล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล อะไรที่ดี และเกิดผลประโยชน์กับประชาชน มันควรสนับสนุนกันบ้าง ไม่ใช่ค้าน ก็คือค้านตลอด ค้านทุกเรื่อง จนทำอะไรไม่ได้เลย สิ่งนั้นเป็นอันตรายสำหรับประเทศเรา”

บิ๊กตู่เย้ยวิ่งไล่ลุงไร้สาระแนะคิดอ่านตั้งกระทู้ซักฟอก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/404006?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กตู่เย้ยวิ่งไล่ลุงไร้สาระแนะคิดอ่านตั้งกระทู้ซักฟอก

11 ธันวาคม 2562 – 16:42 น.
วิ่งไล่ลุง,นายกฯ,ซักฟอก
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

บิ๊กตู่ ชวนวิ่งเพื่อแผ่นดินเมืองกาญจน์ ชม นิทรรศการแสงสีเสียงสื่อผสมวีรกรรมสงครามเก้าทัพ เย้ยวิ่ง ไล่ ลุง ไร้สาระ ไม่เกิดประโยชน์ แนะไล่ความคิดซักฟอก

11 ธันวาคม 2562 “บิ๊กตู่” ชวน “วิ่งเพื่อแผ่นดิน” เมืองกาญจน์ ชม นิทรรศการแสงสีเสียงสื่อผสม “วีรกรรมสงครามเก้าทัพ” เย้ย “วิ่ง ไล่ ลุง” ไร้สาระ ไม่เกิดประโยชน์ แนะ ไล่ความคิดอ่านดีกว่าจะได้ความรู้ตั้งกระทู้ซักฟอก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมครม.ถึงการจัดงาน Trail Running “วิ่งเพื่อแผ่นดิน” ตามรอยสงครามเก้าทัพ ในอุทยานประวัติศาสตร์ สงคราม 9 ทัพ จ.กาญจนบุรี ภายใต้ชื่อ SIAM TRAIL 2019 ระหว่าง 13-15 ธ.ค.นี้ ว่า เรื่องสำคัญที่อยากให้ทุกคนสนใจคือ นโยบายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งมีการจัดงานวิ่งเพื่อแผ่นดิน ตามรอยสงครามเก้าทัพ เป็นการสร้างการตื่นตัวให้ออกกำลังกาย กระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สร้างความรักธรรมชาติ เสริมความเข้าใจ ปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ

โดยจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีกิจกรรมวิ่งทั้งหมด 6 ระยะ ระยะที่หนึ่ง 52 กม. สำหรับนักวิ่งมืออาชีพ นักวิ่งจากต่างประเทศที่ให้ความสนใจกันมาก ที่ผ่านมา เอกชนจัดวิ่ง 100 กม. ขึ้นเขาลงเขา ประชาชนยังเข้าร่วม ระยะที่สอง 36 กม. พวกชอบความท้าทาย เคยวิ่งเทรลมาแล้วหลายสนาม ระยะที่สาม 17 กม. สำหรับผู้ที่วิ่งเทรลว่าแล้วและวิ่งบนถนน ระยะที่สี่ 13 กม. สำหรับมือใหม่ อยากทดลองวิ่ง ระยะที่ห้า 5 กม. สำหรับผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกาย ระยะที่หก 3 กม. สำหรับครอบครัว เด็ก
ผู้สูงอายุที่สนใจเข้าร่วม

“นายกฯ น่าจะอยู่ในกลุ่มนี้ เพราะ 60 กว่าแล้ว พอวิ่งได้ วิ่งเสร็จก็ทำงานไม่ไหว มันไม่ได้ ต้องฟิตร่างกายมากกว่านี้อีกหน่อย ก็อย่าหาเรื่องรกสมองมาให้ฉันเยอะนัก อะไรก็จะให้นายกฯ หมดทุกอัน” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากการวิ่งแล้ว ยังมีกิจกรรมในงาน เพราะจัดถึง3 วัน ผู้ร่วมงานฟรี จะมีนิทรรศการมัลติมีเดียสมบูรณ์แบบของอุทยานประวัติศาตร์ สงครามเก้าทัพ วันละ 3 รอบ รอบละ  100 คน ขณะเดียวกัน ยังมีกิจกรรมสร้างฝายกั้นน้ำ ให้จิตอาสาสร้างฝายขึ้นใหม่จำนวน 20 ฝาย ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้

นอกจากนี้ยังมีการจัดตลาดประชารัฐให้ผู้ค้าในท้องถิ่นมาร่วมค้าขายในบรรยากาศย้อนอดีต จำลองบรรยากาศเมืองโบราณ หมู่บ้านวัฒนธรรมไทยทรงดำ ซึ่งเป็นกลุ่มชาวพื้นเมือง ที่อาศัยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยไฮไลต์คือการแสดงแสง สี เสียง สื่อผสม วีรกรรมศึกสงครามเก้าทัพ ผู้ร่วมงานจะได้ชมความอลังการด้วยสเปเชียลเอฟเฟ็ก จากทีมงานสร้างผู้เชี่ยวชาญ

นายกฯ กล่าวว่า ที่ตนให้จัดให้นโยบายไป เพราะได้ติดตามมาจากภาคเอกชนที่มีการจัดกันเยอะ ดังนั้น จึงอยากให้กำหนดมาตรฐานให้ดีในเรื่องความปลอดภัยจะต้องมีการตรวจสภาพร่างกาย เพราะบางทีเกรงจะช็อค หรือน็อคไปโดยไม่รู้ตัว
และเป็นการส่งเสริมด้านกีฬา ซึ่งเอกชนจัดมาหลายครั้งแล้ว คราวนี้รัฐบาลจัดให้เพื่อที่เราจะได้ไปวิ่งแข่งกับเขาบ้าง อย่างประเทศแถวแอฟริกา ส่วนใหญ่เขาจะชนะเลิศในการวิ่งระยะไกล เขามีโรงเรียนสอนวิ่งมาราธอน ของเราก็ต้องไปศึกษาว่าจะอย่างไร การวิ่งไม่ใช่วิ่งพื้นราบอย่างเดียว ยังมีขึ้นเขา เข้าป่า ลงทุ่งนา ดูธรรมชาติ ถึงอย่างไรต้องไม่ให้เกิดความคับคั่ง รัฐบาลให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นแกนนำจัด มีทหารบุคลากร แพทย์ พยาบาลช่วยดูแล ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“ขอให้ทุกคนช่วยกันวิ่งเพื่อแผ่นดิน เรื่องวิ่งไล่ตาม วิ่งตาม วิ่งไล่ลุง ไร้สาระ เยอะ ไม่เกิดประโยชน์” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่าเป็นห่วงกิจกรรมวิ่ง ไล่ ลุง หรือไม่ ว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมา นายกฯ กล่าวว่า “ไม่ห่วง การวิ่งไล่ผม มันไม่ได้อะไรเท่าไหร่

ส่วนการวิ่งไล่ลุง ไม่ได้ใช้ชื่อวิ่งไล่นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การวิ่งไล่ลุงมันคือใคร เขาคงมุ่งหมายอย่างนั้น ในส่วนของตน คือไล่ความคิดของตนแล้วกันว่า ทำอะไรอยู่ในตอนนี้ คิดอะไรทำอย่างไร เอาตัวอย่างเอาแบบบทเรียนมาจากไหน จากใคร แล้วตนนำมาประยุกต์อย่างไร ไล่ตนแบบนี้ให้ทัน เข้าใจหรือไม่ ตนอ่านหนังสืออะไรมาบ้าง คือตามให้ทันก็แล้วกัน เอาอย่างนี้ก่อน โอเคไหม

“จะได้เป็นความรู้ในการที่จะมาซักฟอกกัน แล้วมาสอบถามตั้งกระทู้ บางทีมันต้องมีความมุ่งหมาย ไม่ใช่เพื่อจะมุ่งให้ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันเสียมากเกินไป หลายอย่างมันต้องเดินหน้าประเทศ และวันนี้เศรษฐกิจก็มีปัญหาทุกคนก็ทราบดี สิ่งสำคัญที่สุดคือความมีเสถียรภาพของรัฐบาล อันนี้ผมฝากสื่อทุกคนด้วย ถ้าเราขยายความขัดแย้งไปเรื่อยๆ ความมั่นคง เสถียรภาพหายไปแล้วจะอยู่กันอย่างไร วันหน้ามีรัฐบาลใหม่ก็เป็นเหมือนเดิมอีก กลับที่เก่าทุกครั้ง ตนไม่เคยเห็นหลุดพ้นเรื่องเก่าๆ เลย ช่วนกันดูหน่อยอะไรมันดีอะไรไม่ดีก็ว่ามา ตนช่วยแก้ไขให้”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายความมั่นคงต้องพิจารณากิจกรรมวิ่งไล่ลุงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขาต้องมีแผนงานอยู่แล้วในการที่จะบังคับใช้กฎหมาย ก็จบแค่นั้นกฎหมายก็คือกฎหมาย ถ้าเราไม่ยึดถือกฎหมายเลยสักตัว ทำอะไรไม่ได้ เจ้าหน้าที่ก็ลำบากใจ ถึงเวลาเขาก็มีคดีด้วย เขาก็คงไม่มีใครอยากทำ เมื่อถึงเวลานั้น ประเทศชาติจะไร้ขือแปรแล้วจะทำอย่างไร เข้าใจหรือไม่ พวกสื่อก็เดือดร้อน ไม่ปลอดภัยขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ จะไปร่วมกิจกรรมวิ่งเพื่อแผ่นดินหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อยู่ในช่วงผู้สูงอายุ ขอเวลาวอร์มก่อน

ยกฟ้อง เสรีพิศุทธ์ ฟ้องหมิ่นหมอระวี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403973?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ยกฟ้อง เสรีพิศุทธ์ ฟ้องหมิ่นหมอระวี

11 ธันวาคม 2562 – 16:10 น.
นพระวี มาศฉมาดล,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส
เปิดอ่าน 141 ครั้ง

ศาลอาญา ยกฟ้องคดีชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แถลงข่าวพาดพิงพรรคฝ่ายค้านส่อเจ้าใจผิดไม่เอาสถาบัน ชี้ หลักฐานยังไม่มีน้ำหนัก

11 ธันวาคม 2562 ที่ห้องพิจารณา 805 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำ อ.1729/2562 ที่พรรคเสรีรวมไทย โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ เป็นจำเลย

ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

ทั้งนี้กรณีเมื่อวันที่ 13 พ.ค.62 จำเลยแถลงข่าวว่า “การต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้อาจมองในแง่หนึ่งได้ว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายเอาสถาบันกับไม่เอาสถาบัน ดังนั้นสมาชิกพรรคของเรา จะมีมติให้เราเลือกข้างที่รักษาสถาบัน โดยพรรคพลังธรรมใหม่จึงต้องประกาศจุดยืนตามเสียงข้างมากของสมาชิกพรรคทั่วประเทศที่จะเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐในการจัดตั้งรัฐบาล”

หมายความว่า เหตุที่จำเลยและสมาชิกพรรคของจำเลยไม่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับโจทก์และพรรคการเมืองอื่นๆ รวม 7 พรรค แต่ไปเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ทำให้ประชาชนทั่วไปในสังคมเข้าใจว่าโจทก์เป็นพรรคการเมืองที่ไม่เอาสถาบัน เพราะความจริงแล้วโจทก์และสมาชิกพรรคทุกคนมีความจงรักภักดีเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยวันนี้เป็นนัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าคดีมมีมูลที่ศาลจะประทับรับฟ้องไว้พิจารณาพื่อมีคำพิพากษาต่อไปหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โจทก์ และ นพ.ระวี จำเลย จึงไม่ได้เดินทางมาศาล ซึ่งมีเพียงผู้รับมอบอำนาจโจทก์เดินทางมาศาลเท่าน้้น

ขณะที่ “ศาล” พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องยังไม่มีน้ำหนัก จึงไม่รับฟ้องคดีไว้พิจารณา ให้ยกฟ้อง

กกต.มีมติส่ง ศาล รธน.วินิจฉัย ยุบ อนค.กรณีเงินกู้ 191 ล้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403980?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

กกต.มีมติส่ง ศาล รธน.วินิจฉัย ยุบ อนค.กรณีเงินกู้ 191 ล้าน

11 ธันวาคม 2562 – 16:01 น.
กกตมีมติส่ง ศาล รธนวินิจฉัย,ยุบ อนค,กรณีเงินกู้ 191 ล้าน
เปิดอ่าน 108 ครั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) มีมติเอกฉันท์ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ กรณีกู้ยืมเงิน ธนาธร 191 ล้านบาท

วันนี้ ( 11 ธ.ค. ) ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แล้ว
ที่ประชุม เห็นว่าการที่พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้า พรรคอนาคตใหม่ เป็นเงินจำนวน ๑๙๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา ๙๒ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบมาตรา ๙๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐

ย้อน “ไทม์ไลน์” ในคดีนี้มาจากจุดเริ่มวันที่ 21 พ.ค.2562 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นร้อง กกต.ให้ตรวจสอบนายธนาธรให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินของตนเอง เป็นการ “ฝ่าฝืน” หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 66 ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 หรือไม่

        เมื่อ 3 ประเด็นที่ “ศรีวุวรรณ” ยื่นให้ กกต.ตรวจสอบการกู้เงิน 1.ขัดแย้งกับข้อกฎหมายห้ามบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองมีมูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาทต่อพรรคการเมืองต่อปีหรือไม่ 2.กรณีที่นายธนาธร เคยบรรยายที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2562 โดยยอมรับว่าได้ให้พรรคอนาคตใหม่ยืมเงินจำนวน 110 ล้านบาท ในการดำเนินกิจกรรมของพรรคช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และ 3.น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า พรรคได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับนายธนาธรจริง จำนวน 250 ล้านบาท แต่ไม่ตรงกับตัวเลขในสัญญากู้ยืมที่ “ธนาธร” แจ้งบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ทั้ง 2 ฉบับสัญญาที่ 1 ทำเมื่อวันที่ 2 ม.ค.2562 จำนวน 161,200,000 บาท ดอกเบี้ย 7.5 % ต่อปี ในสัญญาได้กำหนดเงื่อนไขให้พรรคอนาคตใหม่ ต้องชำระหนี้คืนให้กับนายธนาธร พร้อมดอกเบี้ยภายใน 3 ปี แบ่งเป็นปีที่ 1 ชำระเงินต้น 80 ล้านบาท ปีที่ 2 ชำระเงินต้น 40 ล้านบาท และปีที่ 3 ชำระเงินต้น 41,200,000 บาท แต่หากผิดชำระจะมีค่าปรับวันละ 100 บาท โดยสัญญานี้พรรคอนาคตใหม่ได้รายงานมาว่า ปัจจุบันได้ชำระแล้ว 26.8 ล้านบาท แบ่งเป็น 5 งวดห่างกันครั้งละ 10 วัน โดยชำระเป็นเงินสดทั้งหมด

สัญญาที่ 2 ทำเมื่อวันที่ 11 เม.ย.2562 จำนวนวงเงิน 30,000,000 บาท ดอกเบี้ย 2 % ต่อปี แต่สัญญาฉบับนี้ไม่ได้ระบุเงื่อนไขการชำระหนี้หรือดอกเบี้ยเมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาฉบับแรก โดยทั้ง 2 ฉบับมีชื่อนายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เหรัญญิกพรรคอนาคตใหม่ ปฏิบัติหน้าที่แทนหัวหน้าพรรค เป็นผู้รับสัญญาผู้กู้

วันที่ 22 พ.ค.2562 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ออกมาเปิดเผยว่า สำนักงาน กกต.ได้พิจารณารับคำร้องเพื่อตรวจสอบประเด็นนี้ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 62  เป็นหลักเกี่ยวกับรายได้พรรคการเมืองหรือไม่

วันที่ 11 มิ.ย.2562 กกต.ได้เรียกนายศรีสุวรรณไปให้ข้อมูลสอบสวนเพิ่มเติม

วันที่ 8 ก.ค.2562 กกต.ได้มีหนังสือเชิญบุคคลในพรรคอนาคคใหม่ไปชี้แจงนำโดยนายธนาธร

วันที่ 21 ก.ค.2562 นายธนาธร ให้สัมภาษณ์กรณี กกต.จะพิจารณาเรื่องการปล่อยกู้เงินส่วนตัวให้กับพรรค 191 ล้านบาท โดยยืนยันว่าเงินกู้ไม่ใช่รายได้ ได้มีการเตรียมความพร้อมในการชี้แจงไว้แล้ว

วันที่ 20 ก.ย.2562 พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เสนอความเห็นในสำนวนการสืบสวนเพื่อเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง

วันที่ 25 ก.ย.2562 เลขาธิการ กกต.แจ้งต่อสื่อมวลชนว่า กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินอยู่ในขั้นตอนของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง เพื่อพิจารณาและมีความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งตามระเบียบ

วันที่ 11 ต.ค.2562 และวันที่ 23 ต.ค.2562 ประธาน กกต.ได้ให้ข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบและไม่ได้มีการเร่งรัด

วันที่ 18 พ.ย.2562 กกต.มีมติให้หมายเรียกขอเอกสารที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้งเคยขอจากพรรคอนาคตใหม่ แต่พรรคอนาคตใหม่ได้จัดส่งเอกสารที่ขอให้บางส่วนและขอขยายเวลาการจัดส่งเอกสารที่ยังไม่ได้จัดส่งออกไปอีก 120 วัน

วันที่ 27 พ.ย.2562 กกต.ได้เผยแพร่เอกสารข่าว ระบุว่า “พรรคอนาคตใหม่ได้มีหนังสือจัดส่งเอกสารบางส่วนแล้ว แต่ขอขยายระยะเวลาการจัดส่งเอกสารบางส่วนต่อ กกต.อีก 120 วัน แต่การประชุม กกต. เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 กกต.ได้รับทราบการจัดส่งเอกสารบางส่วนของพรรคอนาคตใหม่ข้างต้นแล้ว และมีมติให้ขยายระยะเวลาในการจัดส่งเอกสารที่เหลือ โดยให้พรรคอนาคตใหม่จัดส่งภายในวันที่ 2 ธ.ค.2562”

วันที่ 6 ธ.ค.2562 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงข่าวตั้งขอสงสัยว่า กกต.ทวงเอกสารจากพรรคอนาคตใหม่ ในคดีเงินกู้เป็นเอกสารแถลงข่าว เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตการทวงเอกสารต้องมีหนังสือเรียกและลงนามอย่างเป็นทางการ

วันที่ 9 ธ.ค.2562 น.ส.พรรณิการ์ แถลงข่าวถึงกรณีมีเอกสารต้องสงสัยว่าอาจจะหลุดออกมาจาก กกต. ระบุความเห็นของบุคคลระดับสูงในกกต. ในลักษณะที่มีการระบุให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายธนาธร และกรรมการบริหารของพรรคให้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี โดยความเห็นนี้มีมาตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.2562

วันที่ 10 ธ.ค.2562 กกต.เผยแพร่เอกสารการพิจารณาการกู้ยืมเงินพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า ตามที่ น.ส.พรรณิการ์ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า กกต.พิจารณาการกู้เงินของพรรคอนาคตใหม่ เป็นไปโดยมีธงทางการเมืองหรือมีใบสั่งทางการเมืองหรือไม่  ขอเรียนว่าการแถลงข่าวข้างต้นคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความเป็นจริง โดย กกต.มิได้มีความเห็นตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.2562 ตามที่มีการกล่าวอ้าง และไม่ได้มีเหตุจูงใจทางการเมือง

วันที่ 11 ธ.ค. 62  กกต.มีมติเอกฉันท์ วินิจฉัยให้ส่งคดีพรรคอนาคตใหม่กู้เงินนายธนาธร ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่

แรงงานเฮ ขึ้นค่าแรงทั่วประเทศ มีผล 1 ม.ค.63 นี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403967?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

แรงงานเฮ ขึ้นค่าแรงทั่วประเทศ มีผล 1 ม.ค.63 นี้

11 ธันวาคม 2562 – 15:57 น.
ขึ้นค่าแรงทั่วประเทศ
เปิดอ่าน 103 ครั้ง

แรงงานเฮ ขึ้นค่าแรงทั่วประเทศ มีผล 1 ม.ค.63 นี้ เชื่อ ไม่ทำค่าครองชีพพุ่ง

11 ธ.ค.2562-น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามข้อเสนอคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่20 ที่มีมติกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ประกอบด้วยจังหวัดชลบุรีและภูเก็ตอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 336 บาทต่อวัน ,จังหวัดระยอง 335บาท ต่อวัน,

จังหวัดกรุงเทพฯนครปฐมนนทบุรี,ปทุมธานีสมุทรปราการ และสมุทรสาครได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ331,ฉะเชิงเทรา ได้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 330 ต่อวัน ,กระบี่ ขอนแก่น เชียงใหม่ ตราด นครราชสีมาพระนครศรีอยุธยา พังงา ลพบุรี สงขลา สระบุรีสุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานีหนองคายและอุบลราชธานีได้ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 325ต่อวัน,

ขณะที่ปราจีนบุรี ได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 324 ต่อวันกาฬสินธุ์ จันทบุรี นครนายกมุกดาหาร สกลนครและสมุทรสงคราม ได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 323 ต่อวัน, กาญจนบุรี ชัยนาท นครพนม นครสวรรค์ น่านบึงกาฬ บุรีรัมย์ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เพชรบุรี พะเยา ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สระแก้วสุรินทร์ อ่างทอง อุดรธานีและอุตรดิตถ์ ได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 320 ต่อวัน, กำแพงเพชร ชัยภูมิ ชุมพรเชียงราย ตรัง ตาก นครศรีธรรมราช พิจิตร แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ระนอง ราชบุรี ลำปางทลำพูน ศรีสะเกษ สตูล สิงห์บุรี สุโขทัย หนองบัวลำภู อุทัยธานี  และอำนาจเจริญ ได้รับค่าจ้างอัตราขั้นต่ำ 315 ต่อวัน และส่วน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประกอบด้วย นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ได้รับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 313 ต่อวัน

ทั้งนี้ ของคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 20 ดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาค และรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายการพิจารณาจะนำไปสู่ข้อยุติ ที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อให้นายจ้างสามารถประกอบธุรกิจอยู่ได้ ลูกจ้างสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข และเชื่อมั่นว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ หรือมีผลทำให้ราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสภาวะการครองชีพของประชาชน

อธิบดีกรมป่าไม้ ถกวิษณุปมปารีณาบอกให้สบายใจยึดความยุติธรรม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403970?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

อธิบดีกรมป่าไม้ ถกวิษณุปมปารีณาบอกให้สบายใจยึดความยุติธรรม

11 ธันวาคม 2562 – 15:48 น.
อรรถพล เจริญชันษา,อธิบดีกรมป่าไม้,ปารีณา,ที่ดิน,วิษณุ เครืองาม
เปิดอ่าน 489 ครั้ง

อธิบดีกรมป่าไม้ พบ วิษณุ ถกปมปารีณาบอกให้สบายใจ ยึดความยุติธรรม โยนกฤษฎีกา ชี้ขาดที่ดิน 682 ไร่ ใช้กม.ใด

11 ธันวาคม 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  หารือกรณี การครอบครองที่ดิน สปก.จำนวน 682 ไร่ ของนางสาวปารีณา  ไกรคุปต์  ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

ก่อนที่อธิบดีกรมป่าไม้จะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวได้ระบุว่า “สบายใจได้ครับ ดำเนินการไปด้วยความบุติธรรม”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนางสาวปารีณา ใน ประเด็นจริยธรรมการเป็นสส. ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไร นายอรรถพล กล่าวว่า ตนไม่มีอำนาจในการแสดงดุลพินิจในเรื่องนี้

ส่วนที่พื้นที่ 682 ไร่ นายวิษณุ เห็นว่าควรใช้กฎหมายของสปก.หรือ ของกรมป่าไม้ นายอรรถพล กล่าวว่า เราใช้การตัดสินด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยทางกรมป่าไม้และสปก.จะส่งข้อเท็จจริงมาให้  เมื่อถึงเวลาทางคณะกรรมการกฤษฎีกา จะเรียกไปให้ข้อเท็จจริง

ต่อข้อถามที่ว่ากรณีที่เป็นพื้นที่ของ สปก.แล้วแต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่ายังเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้อยู่ นายอรรถพล กล่าวว่า กรณีเช่นนี้ก็มีแต่ก็ต้องดูเฉพาะราย เพราะแต่ละรายมีการเข้าไปในครอบครองพื้นที่และห้วงเวลา ร่วมถึงภายใต้กฎหมายในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นักการเมือง หรือ ผู้มีอิทธิพล ถือครองเอกสาร ภ.บ.ท.5 จะเป็นพื้นที่ป่าหรือที่ ส.ป.ก. นายอรรถพล กล่าวว่า การถือครอง ภ.บ.ท.5 ไม่ใช่จะผิดทุกที่ เราต้อง เข้าไปดูว่าเขาถือครอบครองแบบไหน หากไม่มีเอกสาร สิทธิ์ตามกฎหมายที่ดินก็ยังถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ จึงต้องเข้าไปดูว่า เขามีสิทธิ์ครอบครองหรือไม่ หรือได้มาอย่างไร

โดยปัจจุบันมีชาวบ้านถือครองพื้นที่ภ.บ.ท. 5 ทั่วประเทศจำนวนมาก จึงไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวลว่าจะผิดกฎหมาย ซึ่ง การถือครองโดยถูกกฎหมายมีอยู่ 2 ประเภทคือถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น มีโฉนดที่ดิน หรือ นส. 3 ก เป็นต้น และมีสิทธิ์ครอบครองโดยชอบธรรม เพียงแต่ยังไม่ได้รับสิทธิ์จากที่ดิน ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายที่ดิน เนื่องจากกรมที่ดินอาจจะสำรวจไม่ทั่วถึง จึงต้องดูเป็นกรณีไป แต่หากจะนำเอาเอกสาร ภ.บ.ท .5 มาบอกว่า ตัวเองทำถูกกฎหมายก็ไม่ได้

“ท่านอาจารย์วิษณุได้พูดตรงไว้แต่แรกแล้วเพียงแต่ สื่ออาจจะนำเสนอไปไม่ครบ เพราะท่านบอกว่าให้คืน แต่ต้องไปดูว่า ที่ดินอยู่ภายใต้กฎหมายใด ก็ให้ใช้กฎหมายนั้น ซึ่งก็ได้คุยกันว่าต่อไปจะดำเนินการอย่างไร ฉะนั้นเพื่อความรอบคอบให้ไปยุติที่คณะกรรมการกฤษฎีกา” นายอรรพล กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายวิษณุ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อคืนที่ดินแล้วจะไม่มีความผิดใช่หรือไม่ นายอรรพล ยืนยันว่า ท่านไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ท่านกล่าวว่า เป็นการคืนตามพรบ.ปฏิรูปที่ดิน ส่วนที่ดินนั้นจะมีสภาพเป็นอย่างไรให้ดูกฎหมายอื่นประกอบด้วยนั้นอาจจะเป็นการเสนอข่าวไม่ครบถ้วนของสื่อ

แจงขยายสัญญาสร้างสภาฯใหม่เหตุของบ ICT ล่าช้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403956?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

แจงขยายสัญญาสร้างสภาฯใหม่เหตุของบ ICT ล่าช้า

11 ธันวาคม 2562 – 15:05 น.
ขยายสัญญาสร้างสภาฯใหม่,ของบ ICT ช้า
เปิดอ่าน 51 ครั้ง

 “สรศักดิ์” แจงยิบเหตุขยายสัญญาสร้างสภาฯใหม่รอบ4เพราะของบICTล่าช้า บอกติดขัดที่สำนักงบฯ-ครม. ไม่ตอบงบICT จะเป็นเหตุให้ขยายสัญญาสร้างอีกหรือไม่

รัฐสภา –  11 ธันวาคม 2562 – นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แถลงยืนยันว่าการขยายสัญญาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ให้กับบริษัทซิโน-ไทย  เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์คอนสครัคชั่น จำกัด รอบที่ 4 ซึ่งให้ระยะเวลา 382 วัน ตั้งแต่ วันที่ 16 ธันวาคม 2562 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2563 นั้นเป็นไปตามการพิจารณาของส่วนงานที่เกี่ยวข้องคือ กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา CAMA และกลุ่มบริษัทผู้ควบคุมงาน ซึ่งยอมรับว่าสำนักงานเลขาธิการสภาฯ​มีส่วนผิดทำให้มีเหตุผลต่อการขยายสัญญาก่อสร้างดังกล่าวออกไป กล่าวคือ กรณีการดำเนินงานนอกงานก่อสร้างหลัก คือ งานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) และ งานสาธารณูปโภค

ทั้งนี้ตามโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภา ที่เร่ิมต้นดำเนินการช่ืวงปี 2555- 2556 สำนักงานฯ เสนองบประมาณรวม1.8หมื่นล้านบาท แต่ทางสำนักงบประมาณของปรับลดงบประมาณดังกล่าวให้เหลือ 1.2หมื่นล้านบาท โดยตัดส่วนงบประมาาณไอซีที, สาาธารณูปโภคออก และจากนั้นสำนักงานฯ​เสนอของบประมาณที่ถูกตัดออกไปภายหลัง โดยส่วนของบประมาณไอซีที เสนอขอ 8,000 ล้านบาท เมื่อมิถุนายน 2561 แต่กระบวนการพิจารณาของสำนักงบประมาณและการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำให้ได้รับงบประมาณเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม2561 และได้รับเพียง 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้สำนักงานฯ มีขั้นตอนการหาตัวผู้รับจ้าง ซึ่งทำให้ได้บริษัทรับจ้างเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และมีกำหนดสัญญาดำเนินงาน 504 วัน ทั้งนี้งานนอกงานก่อสร้างหลักต้องทำควบคู่ไปเพื่อไม่ให้มีปัญหาภายหลัง

“ผมยืนยันว่าไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน แต่พิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนประเด็นของงบประมาณด้านไอซีทีที่ได้รับเพียงครึ่งเดียว และต่อไปต้องพิจารณาของบเพิ่มเติมหรือต้องเป็นเหตุขยายสัญญาใดหรือไม่นั้น ผมตอบไม่ได้ เพราะต้องถามผู้รับผิดชอบอีกครั้ง ทั้งนี้เหตุการขยายสัญญารอบที่ 4 นั้น เชื่อว่าไม่เป็นเหตุให้สำนักงานเลขาธิการฯ​ถูกเอกชนฟ้องร้องได้ และแม้ก่อนหน้านี้ภาคเอกชนระบุว่าจะขอใช้สิทธิดำเนินการ ผมตอบกลับไปว่าขอสงวนสิทธิไม่ให้ดำเนินการฟ้องร้อง” นายสรศักดิ์ แถลง

เลขาธิการสภาฯ แถลงด้วยว่าสำหรับความคืบหน้าของงานก่อสร้างรัฐสภาในภาพรวม บริษัทผู้รับจ้างฯ ระบุว่าในวันที่ 31 ธันวาคม2561 ห้องประชุมสุริยันจะก่อสร้างแล้วเสร็จ จากนั้นงานระบบไอซีทีจะเข้าติดตั้งอุปกรณ์ โดยใช้เวลา 30 วัน คือ มกราคม 2563 จากนั้นตนจะขอเวลา 1-2 สัปดาห์เพื่อทดสอบระบบ ดังนั้นคาดว่าก่อนปิดสมัยประชุม วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ห้องประชุมสุริยันจะสามารถเข้าใช้ได้

เมื่อถามว่า งานระบบไอซีที และสาธารณูปโภค เป็นงานของผู้รับจ้างรายอื่นที่ไม่เกี่ยวกัยซิโนไทย แต่เหตุใดต้องขยายเวลาให้กับบริษัทผู้รับเหมารายหลัก นายสรศักดิ์ กล่าวว่า ต้องทำงานคู่ขนานไป หากให้บริษัทซิ-โนไทยก่อร้างจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็อาจะต้องมารื้อฝ้าอาคารเพื่อวางระบบไอซีทีอีก ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้

ขณะนี้นายพินิจ พูลเกิด ที่ปรึกษาโครงการก่อสร้าง ในกลุ่ม CAMA ชี้แจงเพิ่มเติมด้วยว่า จากการพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุที่สำนักงานฯ ต้องขยายสัญญาก่อสร้างให้กับบริษัทผู้รับจ้าง เพราะเหตุที่เป็นความผิดของสำนักงาน โดยเฉพาะการเข้าดำเนินงานด้านไอซีทีล่าช้ากว่าแผน ที่กำหนดไว้ว่าต้องเร่ิมดำเนินการ มิถุนายน 2561 ซึ่งเหตุผลที่ล่าช้านั้นเพราะขั้นตอนการเสนอของบประมาณ ในส่วนของสำนักงบประมาณและครม.  รวมถึงขั้นตอนการหาผู้รับจ้างงานไอซีที ทำให้แผนล่าช้าไป 10 -11 เดือน ทั้งนี้เหตุที่ระบุว่าเป็นความผิดของสำนักงานนั้นจะไม่เป็นเหตุที่นำไปสู่การฟ้องร้องของบริษัทเอกชนภายหลังได้ เพราะตามสัญญาเขียนกำกับไว้

ประวิตร บอก ธนาธร วิ่งอย่าให้ผิดกฎหมาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403953?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ประวิตร บอก ธนาธร วิ่งอย่าให้ผิดกฎหมาย

11 ธันวาคม 2562 – 14:38 น.
วิ่งอย่าให้ผิดกฎหมาย
เปิดอ่าน 88 ครั้ง

บิ๊กป้อม บอก ธนาธร วิ่งอย่าให้ผิดกฎหมาย ปัดมีใบสั่งการเมือง คดีเงินกู้ อนค.ยันยังไม่ได้ติดต่อ 4 ส.ส.เศรษฐกิจใหม่ เชื่อมิตติ้ง พรรคร่วม 19 ธ.ค.คงไม่กล้ากินหูฉลาม

11 ธ.ค.2562-ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวดึงส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่เข้าร่วมรัฐบาลหนังช่วยโหวตหนุนในสภาฯ ว่า สื่อก็ช่วยไปดึงมาหน่อย แม้เขาจะช่วยโหวตให้รัฐบาลแต่ตนไม่ทราบว่าเขาจะมาหรือไม่ คงต้องไปถามเขา และตนยังไม่ได้ประสานติดต่อพูดคุยกับส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ที่โหวตให้แต่อย่างใด ส่วนกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรีนั้น นายกฯยืนยันแล้วว่ายังไม่ปรับ

เมื่อถามถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)จัดกิจกรรมวิ่งเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า วิ่งอย่างไรก็ได้ แต่อย่าให้ผิดกฎหมาย

เมื่อถามว่าจะบายปลายหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ย้อนถามว่าแล้วผิดกฎหมายหรือไม่ เมื่อถามอีกว่าถ้ามีการติดป้าย “วิ่งไล่ลุง” จะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ต้องให้เจ้าหน้าที่เขาดู และขณะนี้ยังไม่ได้ประเมินว่ากิจกรรมดังกล่าวจะบานปลายหรือไม่

เมื่อถามย้ำว่ากิจกรรมของนายธนาธร อาจเป็นการจุดกระแส เพื่อไปรวมตัวกับการ ‘วิ่งไล่ลุง’ในวันที่ 12 ม.ค.หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ไม่รู้  และหากหน่วยงานความมั่นคงติดตามเรื่องดังกล่าว ก็ไม่จำเป็นต้องบอกสื่อ เมื่อถามอีกว่าวันเดียวกันนี้ กกต.จะพิจารณาการปล่อยกู้เงินของพรรคอนาคตใหม่ จำเป็นต้องจับตาผู้สนับสนุนพรรคหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่าหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้จับตาอะไรเป็นพิเศษ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีใบสั่งทางการเมืองนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ใบสั่งอะไร ใครเป็นคนสั่ง และเอกสารของกกต.ที่หลุดออกมานั้น เลขาฯกกต.ก็ชี้แจงแล้ว

เมื่อถามว่าในวันที่ 19 ที่จะมีการนัดส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไปกระชับความสัมพันธ์ ได้กำชับหรือไม่ ไม่ให้เลี้ยงซุปหูฉลาม เหมือนนัดมีตติ่งพรรคร่วมครั้งแรก เพราะมีคนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน รองนายกฯกล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่เมนูครั้งที่แล้วทางร้านเขาจัดกันเอง เราไม่ได้เป็นคนจัด และวันที่ 19 ธ.ค.ก็คงไม่ต้องกำชับอะไรเพราะเขาคงไม่กล้ากินแล้ว สื่อก็คอยจับตาดูอยู่

เลขาสภาฯประสานสน.บางโพ ดำเนินคดีภัยมั่นคง มงคลกิตติ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403952?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เลขาสภาฯประสานสน.บางโพ ดำเนินคดีภัยมั่นคง มงคลกิตติ์

11 ธันวาคม 2562 – 14:29 น.
เลขาสภาฯ,คดีภัยมั่นคงมงคลกิตติ์
เปิดอ่าน 220 ครั้ง

“เลขาสภาฯ” โกรธมาก ประสานสน.บางโพ ดำเนินคดีภัยมั่นคงกับ “มงคลกิตติ์” ปมนำสารประกอบระเบิดเข้าพื้นที่รัฐสภา 

รัฐสภา –  11 ธันวาคม 2562 -นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯ เปิดเผยต่อกรณีการตรวจสอบพฤติกรรมของนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ที่นำสารประกอบวัตถุระเบิด เข้ามายังพื้นที่อาคารรัฐสภาเมื่อปลายเดือนตุลาาคม ว่า ทางฝ่ายกฎหมายของสภาฯ และสำนักงานเลขาธิการสภาฯได้หารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางโพ ฐานะผู้ดูแลพื้นที่ มองว่าพฤติกรรมของนายมงคลกิตติ์ดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดต่อความมั่นคง

ดังนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.บางโพ จึงดำเนินคดีกับนายมงคลกิตต์ ส่วนทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ไม่ใช่ผู้แจ้งความเอาผิด เพราะคดีความมั่นคง เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการได้เอง ทั้งนี้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ให้ความร่วมมือ ด้วยการลงบันทึกประจำวัน ระบุถึงเหตุการณ์ในวันดังกล่าวอย่างละเอียด อย่างไรก็ตามหากตำรวจแจ้งความดำเนินคดีกับนายมงคลกิตติ์ในสมัยประชุมนั้น ยังใช้เอกสิทธิคุ้มครองได้

“ผมโกรธมาก ที่คุณมงคลกิตติ์ทำแบบนั้น  จึงได้คุยกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ขณะที่การดูแลความปลอดภัยในพื้นที่รัฐสภา หลังจากนี้จะยกระดับอย่างเข้มข้น เพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตามผมไม่อยากให้กรณีของคุณมงคลกิตติ์เป็นคดีตัวอย่่งา แต่เมื่อสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้รับความเสียหายต้องดำเนินคดี” นายสรศักดิ์ กล่าว.