สน.บางโพขอเข้าพื้นที่สภาฯ จ่อจับ ไวพจน์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403949?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สน.บางโพขอเข้าพื้นที่สภาฯ จ่อจับ ไวพจน์

11 ธันวาคม 2562 – 14:16 น.
สนบางโพ,จ่อจับไวพจน์,หมายจับไวพจน์
เปิดอ่าน 73 ครั้ง

“สน.บางโพ” ขอเข้าพื้นที่สภาฯ จ่อจับ “ไวพจน์” หากมาร่วมประชุมสภาฯ ยังไร้เงา “ไวพจน์” ที่สภาฯ

รัฐสภา –  11 ธันวาคม 2562 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.อิทธิเชษฐ์ วงษ์หอมหวล ผู้กำกับ สน.บางโพ พร้อมด้วยพ.ต.ท.บุรี ศรีหล้า รอง ผกก.สส.สน.บางโพ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำหมายจับของศาลจังหวัดพัทยา มายื่นขออนุญาตนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร เพื่อขอเข้าจับกุม พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ กรณีไม่มาฟังคำพิพากษาศาลคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนที่พัทยาเมื่อปี 2552

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการเข้าพื้นที่ดังกล่าว พ.ต.อ.อิทธิเชษฐ์  ได้เข้าพบกับผู้บริหารของตำรวจรัฐสภา เพื่อขออนุญาตเข้าพื้นที่ ส่วนการเข้าจับกุมพ.ต.ท.ไวพจน์นั้น ต้องรอให้ทางตำรวจรัฐสภาประสานอีกครั้ง อย่างไรก็ตามจนถึงเวลา 12.30 น. ยังไม่พบการปรากฎตัวของพ.ต.ท.ไวพจน์ที่อาคารรัฐสภา

ทั้งนี้พ.ต.อ.อิทธิเชษฐ์ เปิดเผยว่านายชวน ได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางโพ เข้ามายังบริเวณอาคารรัฐสภาแล้ว เพื่อเตรียมจับกุมตัวพ.ต.ท.ไวพจน์ ตามหมายจับได้ แต่ยังต้องรอว่า พ.ต.ท.ไวพจน์ จะเข้ามมาร่วมประชุมสภาฯในวันนี้ (11 ธ้นวาคม) หรือไม่ ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายระบุว่าหากพ.ต.ท.ไวพจน์ ไม่มาแสดงตนที่สภาฯ และขอเข้ามอบตัวภายหลังนั้น ไม่สามารถขอเข้ามอบตัวได้ เพราะเมื่อศาลออกหมายจับจะต้องมีการดำเนินการจับกุมทันที.

โฆษกกลาโหม ดักคอนักประชาธิปไตยควรทำงานในสภาฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403947?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

โฆษกกลาโหม ดักคอนักประชาธิปไตยควรทำงานในสภาฯ

11 ธันวาคม 2562 – 13:56 น.
วิ่งไล่ลุง
เปิดอ่าน 74 ครั้ง

โฆษกกห. บอก “วิ่งไล่ลุง” ต้องดูวัตถุประสงค์มีการเมืองแฝงหรือไม่ วอนสังคมช่วยไตร่ตรอง ดักคอนักประชาธิปไตยควรทำงานในสภาฯ  พร้อมชวนปชช.ร่วมวิ่งเทรลเมืองกาญจน์ 15 ธ

11 ธ.ค.2562-โฆษกกห. บอก “วิ่งไล่ลุง” ต้องดูวัตถุประสงค์มีการเมืองแฝงหรือไม่ วอนสังคมช่วยไตร่ตรอง ดักคอนักประชาธิปไตยควรทำงานในสภาฯ  พร้อมชวนปชช.ร่วมวิ่งเทรลเมืองกาญจน์ 15 ธ.ค.นี้  ชี้เป็นงานวิ่งสร้างสรรค์

ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มการเมืองจัดกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” ในวันที่ 12 ม.ค.63ว่า จะเป็นการวิ่งอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพ หรือเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคมถือเป็นเรื่องดี ในส่วนของรัฐบาลโดยกระทรวงกลาโหมเองก็ได้จัดกิจกรรมวิ่ง ” Siam Trail  2019″ ในวันที่ 15 ธ.ค. ที่จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์

สามารถพาครอบครัวไปวิ่งหรือทำกิจกรรมได้ และไม่จำเป็นต้องไปวิ่งไล่หรือวิ่งตามใคร ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจัดงานวิ่งเทรลผ่านเส้นทางธรรมชาติ สัมผัสชีวิตชาวบ้าน และพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งชัยชนะสงครามเก้าทัพ เพื่อให้ได้เห็นการเสียสละของบรรพบุรุษไทย ส่วนกิจกรรมวิ่งอย่างอื่นต้องดูวัตถุประสงค์ของการจัดวิ่งนั้นเพื่ออะไร หรือมีการเมืองแอบแฝงหรือไม่ ขอให้สังคมได้ไตร่ตรองใคร่ครวญดูให้ดี อย่าเอาแต่กระแส เพราะสิ่งที่ทำต้องเป็นประโยชน์กับส่วนร่วม บ้านเมืองต้องเดินหน้าต่อไป การเคลื่อนไหวหรือการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์

โดยเฉพาะหากมีการเมืองสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม การทำงานของนักประชาธิปไตยคือการทำงานในสภาฯ ก็ควรใช้กลไกสภาฯในการพูดคุยกัน อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่านักการเมืองทุกคนหวังดีกับประเทศชาติ มีความปรารถนาดี มีอุดมการณ์ที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ แต่วิธีการทำงานร่วมกันในสภาฯ ถือเป็นเรื่องสำคัญของนักประชาธิปไตยที่อยู่ระบอบประชาธิปไตย

ปิยบุตร เชื่อสภาฯ​ไม่ล่ม ระหว่างพิจารณาญัตติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403945?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ปิยบุตร เชื่อสภาฯ​ไม่ล่ม ระหว่างพิจารณาญัตติ

11 ธันวาคม 2562 – 13:50 น.
กมธศึกษาแนวทางแก้รธน
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

“ปิยบุตร” เชื่อสภาฯ​ไม่ล่ม ระหว่างพิจารณาญัตติ ตั้งกมธ.ศึกษาแนวทางแก้รธน. เหตุหลายพรรค-ครม.หนุน ระบุ ไม่เสนอชื่อ “ธนาธร” เป็นกมธ.สัดส่วนพรรค

รัฐสภา –  11 ธันวาคม 2562 – นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ฐานะผู้เสนอญัตติด่วนขอให้สภาฯ ตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาญัตติดังกล่าวว่า

คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาได้ช่วง 16.00 น. ซึ่งตนจะเป็นผู้อภิปรายเปิดญัตติ ประมาณ 30 นาที ขณะที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะเป็นผู้อภิปรายปิด

ทั้งนี้ตนเชื่อว่าการพิจารณาญัตติดังกล่าวจะตั้งกมธ.ฯ ไม่ทันในวันนี้ (11 ธันวคม) แต่จะไม่ล่มเหมือนการประชุมสภาฯ​ซึ่งพิจารณาญัตติ เรื่อง ศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของ หัวหน้า คสช.  ตามมาตรา 44 เนื่องจากหลายพรรคการเมืองสนับสนุน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมชื่อบุคคลให้เป็นกมธ.ฯ​แล้ว

 นายปิยบุตร กล่าวถึงการเสนอชื่อกมธ.วิสามัญฯ​ในสัดส่วนของพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 6 คน คือ จะมีส.ส. และบุคคคลภายนอก ซึ่งเป็นนักวิชาการ นักกฎหมายและภาคประชาชน ทั้งนี้จะไม่มีชื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ในตำแหน่งดังกล่าว.

ชูวิทย์ ชี้ นิติกรรมอำพรางเจ้าหนี้ลูกหนี้ ธนาธร ไม่รอด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403898?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ชูวิทย์ ชี้ นิติกรรมอำพรางเจ้าหนี้ลูกหนี้ ธนาธร ไม่รอด

11 ธันวาคม 2562 – 11:43 น.
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์,ธนาธร,พรรคอนาคตใหม่,อนค,กู้ยืมเงิน,นิติกรรมอำพราง,เจ้าหนี้,ลูกหนี้
เปิดอ่าน 406 ครั้ง

ชูวิทย์ โพสต์ความเห็น ธนาธร ให้ อนค. กู้ยืมเงิน นิติกรรมอำพราง เจ้าหนี้ ลูกหนี้ งานนี้คงไม่รอดอีกตามเคย

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ความเห็นเรื่อง ธนาธร ให้ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กู้ยืมเงิน ชี้ นิติกรรมอำพราง เจ้าหนี้ ลูกหนี้ งานนี้คงไม่รอดอีกตามเคย แม้อุดมการณ์แรงกล้า แต่ต้องมาตกม้าตาย เป็นฝ่ายค้านมันชีช้ำอย่างนี้ล่ะครับ สู้เป็นรัฐบาลไม่ได้ ผิดมันก็เป็นถูกได้หน้าตาเฉย

นิติกรรมอำพราง เจ้าหนี้ ลูกหนี้

มีหลายคนถามความเห็นผม เรื่องคุณธนาธรให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงิน

ในฐานะที่ผมเคยเป็นหัวหน้าพรรค จัดตั้งพรรคเองเหมือนคุณธนาธร เข้าใจดีว่าการดำเนินการพรรคการเมืองจะต้องใช้ทุนจำนวนมากเพื่อสานต่ออุดมการณ์ พรรคเล็กมีทุนน้อย ใครจะมาอยู่ด้วย หากมีอุดมการณ์ แล้วไม่ได้เป็น ส.ส. เป็นธรรมชาติการเมืองไทย

การจะเป็น ส.ส. ได้ต้องเดินด้วยเงินทุน ยิ่งโดยเฉพาะเวลาหาเสียง ไหนจะค่าป้าย ค่ารถหาเสียง ค่าทีมงาน ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายของลูกพรรค ค่าเช่าสำนักงาน จิปาถะ อย่างผมแม้แต่บุหรี่ยังต้องซื้อให้ลูกพรรค

แต่การ “กู้ยืมเงิน” นั้น มีความแตกต่างกันระหว่าง “พรรคการเมือง” กับ “บริษัท” เพราะ

อ่านข่าว – เป๊ปซี่ ชี้ ไม่มีการยุบ อนค. จากกรณีกู้ยืมเงิน

1. บริษัททำธุรกิจการค้าหากำไร เมื่อไปกู้เงินใครก็ต้องใช้คืน บวกดอกเบี้ยด้วย หากบริษัทขาดทุน ไม่มีเงินชดใช้ ก็จะต้องถูกฟ้องร้องเพื่อเรียกเงินคืน

              2. พรรคการเมืองนั้นเป็นงานอาสาทำเพื่อบ้านเมือง ไม่ได้หวังกำไรเป็นตัวเงิน แต่กำไรคือประโยชน์ของประเทศชาติ เมื่อพรรคการเมืองกู้เงินจึงไม่รู้ว่าจะเอากำไรที่ไหนไปคืนคนที่ให้ยืมเงินมา

              3. ที่สำคัญคือ คนให้กู้ดันเป็นหัวหน้าพรรคเสียเอง หากให้กู้แล้วไม่มีเงินคืน จะไปฟ้องร้องพรรคที่ตัวเองเป็นหัวหน้าได้หรือ?

ไม่มีใครที่ให้กู้เงินไปแล้วไม่หวังจะได้เงินคืน

และเมื่อให้กู้ยืมไปแล้วก็ต้องมีความเกรงอกเกรงใจกัน อย่างชาวบ้านทั่วไป หากไปยืมเงินใคร ความเป็นลูกหนี้ก็ต้องเกรงใจเจ้าหนี้เป็นของธรรมดา หรือที่เรียกว่าเป็น “หนี้บุญคุณ”

อ่านข่าว – ชูวิทย์ โพสต์กฎหมายฉบับเดียวกันใช้ไม่เท่าเทียม

หากเป็นบริษัทถ้าไม่มีเงินจ่ายคืนเงินกู้ ก็ยึดหุ้นเข้ามาบริหารกิจการเอง เข้าครอบงำบริษัท หรือตั้งนอมินีมาบริหารงาน

แต่เมื่อเป็นพรรคการเมือง หากไม่มีเงินคืนแล้วคุณธนาธรจะทำยังไง?

เงินให้กู้เป็นร้อยๆ ล้าน แล้วไม่มีคืน ก็หยวนๆ ไป อย่างนี้คงไม่มี

เรื่องนี้ กกต. คงต้องส่งให้ศาลพิจารณาอีก

นึกๆ แล้ว คุณธนาธรคงชินกับการทำธุรกิจการค้า

เพราะเวลาไปบอกว่าให้ใครกู้เงิน สถานะความเป็น “เจ้าหนี้” มันดีกว่า ไม่มีใครเขาจะคุยว่าตัวเองเป็น “ลูกหนี้”

แต่พอคุณธนาธรเอาไปพูดในสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ว่าตัวเองเป็นเจ้าหนี้ให้พรรคกู้เงิน จึงเป็นเรื่องเป็นราว

งานนี้ คุณธนาธรคงไม่รอดอีกตามเคย แม้อุดมการณ์แรงกล้า แต่ต้องมาตกม้าตาย

              เป็นฝ่ายค้านมันชีช้ำอย่างนี้ล่ะครับ สู้เป็นรัฐบาลไม่ได้ ผิดมันก็เป็นถูกได้หน้าตาเฉย

ชูวิทย์ ชี้ นิติกรรมอำพรางเจ้าหนี้ลูกหนี้ ธนาธร ไม่รอด

‘วิษณุ’เรียก‘ป่าไม้-ส.ป.ก.-กฤษฎีกา’เคลียร์ปมที่ดิน‘ปารีณา’ ติดหล่ม 3 ข้อไม่ได้ข้อยุติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459577

news_default

‘วิษณุ’เรียก‘ป่าไม้-ส.ป.ก.-กฤษฎีกา’เคลียร์ปมที่ดิน‘ปารีณา’ ติดหล่ม 3 ข้อไม่ได้ข้อยุติ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.41 น.

‘วิษณุ’เรียก‘ป่าไม้-ส.ป.ก.-กฤษฎีกา’เคลียร์ปมที่ดิน‘ปารีณา’ ติดหล่ม 3 ข้อไม่ได้ข้อยุติ

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 11 ธันวาคม 2562 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เชิญนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ , นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหาถึงกรณีการถือครองที่ดินใน จ.ราชบุรี ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

จากนั้นนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ช่วงเช้าวันเดียวกัน (11 ธันวาคม 2562) คณะทำงานของกรมป่าไม้ได้หารือกับคณะทำงานของ ส.ป.ก.ในเรื่องของสถานภาพพื้นที่ นายวิษณุจึงเชิญมาหารือในข้อกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้นายวิษณุได้ให้ข้อมูลได้ถูกต้องครบถ้วน แต่อาจมีการนำเสนอข่าวที่ไม่ตรง เพราะนายวิษณุพูดถึงประเด็นคืนพื้นที่ พร้อมกับต้องพิจารณาว่าพื้นที่ดังกล่าวมีสถานภาพเดิมเป็นไปตามกฎหมายใด ซึ่งต้องว่าไปตามกฎหมายนั้น ที่ผ่านมาอาจมีการเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อน ทำให้มองว่านายวิษณุระบุว่าให้คืนอย่างเดียวแล้วไม่ต้องดำเนินการอย่างอื่น ครั้งนี้ทั้ง 3 ฝ่าย จึงมาคุยกันในข้อกฎหมาย เพื่อหารือว่าสถานภาพในพื้นที่ปัจจุบันจะยึดหลักการพิจารณาอย่างไร จะเข้าข้อกฎหมายของ ส.ป.ก.หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับที่ดินของกรมป่าไม้

นายอรรถพล กล่าวว่า ขณะนี้มี 3 ประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติ คือ 1.ต้องดูคำจำกัดความ หรือเส้นในการพิจารณาให้ได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเข้าไปดำเนินกิจกรรมจัดที่ดินตามกฎหมายใด 2.สมมุติมีการกระทำความผิด หรือสถานภาพกลับมาในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เดิม คือ พื้นที่ป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ควรจะต้องดำเนินคดีอย่างไร และ 3.เมื่อมีการดำเนินคดี หน่วยงานไหนจะต้องเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ขณะนี้ได้ข้อยุติพอสมควร แต่คงไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผยในขณะนี้ ขอให้ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาออกมาก่อนแล้วจะได้ข้อยุติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ ส.ป.ก.ระบุว่า พื้นที่ 682 ไร่ เป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก. ทำไมวันนี้จึงยังไม่แน่ชัดว่าอยู่ในความรับผิดชอบของใคร นายอรรถพล กล่าวว่า ต้องตีความกันก่อนว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในสถานภาพอะไร ตอนนี้เราอยากได้ข้อยุติจากคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นเกี่ยวกับการเข้าไปดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดิน จึงต้องให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนตามความหมายของกฎหมายที่ตีความไว้ว่าสถานภาพมันเป็นอะไร และก่อนจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และความรัดกุมต่อการดำเนินคดี ซึ่งหากมีการดำเนินคดีเกิดขึ้นเราจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสียก่อน

เมื่อถามว่า สุดท้ายแล้วจะเอาผิดกับ น.ส.ปารีณาได้หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า ต้องรอความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งไม่น่าจะนาน เพราะในการหารือครั้งมีตัวแทนของคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมด้วย ซึ่งเมื่อเขาให้ความเห็นมาเราพร้อมปฏิบัติตาม และแม้ออกมาตรงข้ามกับแนวทางที่กรมป่าไม้เคยดำเนินการก่อนหน้านี้เราก็ต้องเคารพความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา

เมื่อถามว่า จะรวมพื้นที่ 46 ไร่ ที่กรมป่าไม้เคยแจ้งความดำเนินคดีอาญาหรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า พื้นที่ 46 ไร่เราดำเนินคดีไปแล้ว อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ส่วนความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาจะไม่เกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าว เพราะถือเป็นความผิดฐานเดิม โดยที่หารือกันครั้งนี้เฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขต ส.ป.ก.

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า กรณีของ น.ส.ปารีณา แตกต่างจากกรณีชาวบ้านทั่วไปที่กระทำแล้วมีความผิดอย่างไร นายอรรถพล กล่าวว่า ถือเป็นคนละรูปแบบ เพราะชาวบ้านที่เขาไปบุกรุกต้องถามว่า บุกรุกแบบไหน ส่วนใหญ่ที่เราเข้าไปดำเนินการคือ บุกรุกใหม่ และชาวบ้านที่ไปบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. เราก็ไม่เคยมีการดำเนินการ อีกทั้งกรมป่าไม้เองรับผิดชอบเฉพาะพื้นที่ป่าสงวนตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวกับพื้นที่ ส.ป.ก.

ถกครึ่งค่อนวันไร้ข้อสรุป ‘ส.ป.ก.-ป่าไม้’ติดหล่มกม.ดำเนินคดี‘ปารีณา’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459503

news_default

ถกครึ่งค่อนวันไร้ข้อสรุป ‘ส.ป.ก.-ป่าไม้’ติดหล่มกม.ดำเนินคดี‘ปารีณา’

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.04 น.

ถกครึ่งค่อนวันไร้ข้อสรุป ‘ส.ป.ก.-ป่าไม้’ติดหล่มกม.ดำเนินคดี‘ปารีณา’

11 ธันวาคม 2562 ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบที่ดิน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงการประชุมร่วมกับฝ่ายกฎหมายของ ส.ป.ก. เพื่อหาแนวทางว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้ดำเนินคดีกับที่ดิน ส.ป.ก. 682 ไร่ของ น.ส.ปารีณา ซึ่งมีการประชุมตั้งแต่ช่วงเช้า จนถึงช่วงบ่าย ว่า ที่ประชุมมีมติให้ทาง ส.ป.ก. เร่งทำหนังสือตีกลับไปให้ น.ส.ปารีณา กรณีส่งคืนที่ดินโดยไม่ต้องไม่มีการระบุเงื่อนไขใดๆภายใน 7 วัน หลังจากนั้นกรมป่าไม้จึงจะมาหารืออำนาจการจัดการตามกฎหมายอีกครั้ง โดยยังไม่มีข้อสรุปในวันนี้ เนื่องจากยังต้องรอดูรายละเอียดในหนังสือที่ น.ส.ปารีณา ส่งกลับมาว่ามีข้อมูลและเนื้อหารายละเอียดอย่างไร ส่วนเรื่องรายละเอียดข้อกฎหมายและระเบียบยังไม่ได้ข้อยุติ แต่ยืนยันว่ากรมป่าไม้จะดำเนินการตามมาตรฐานด้วยความรอบคอบ แต่ต้องรอความชัดเจนจาก ส.ป.ก. ด้วยเช่นกัน

สำหรับการเทียบเคียงกับคำพิพากษาศาลฎีกาจังหวัดนครพนมที่พิพากษาให้ชาวบ้านจำคุก 6 เดือน จากการเข้าไปครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ซึ่งคำพิพากษาได้ระบุว่าแม้ที่ดินเป็นเขตปฏิรูป แต่เป็นเพียงแค่การกำหนดขอบเขตที่ดินไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้ต้องมีอำนาจในการดำเนินคดีอยู่ นายธวัชชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องขอไปดูรายละเอียดของแต่ละกรณี ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับกรณี น.ส.ปารีณา ได้

ทั้งนี้ ยืนยันว่าท่ามกลางกระแสการตั้งข้อสงสัยว่ามีการดำเนินการ 2 มาตรฐานหรือไม่นั้น ขอย้ำว่าทั้งหมดดำเนินไปด้วยมาตรฐานเดียวกัน ขอให้มั่นใจการทำงานของกรมป่าไม้ ที่ก่อนหน้านี้ถ้าที่ดินอยู่ในอำนาจของกรมป่าไม้ก็แจ้งความร้องทุกข์ไปแล้วกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(บก.ปทส.) แต่ที่ยังไม่สามารถส่งฟ้องได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้นายวีระ สมความคิด ได้แจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.จอมบึง ไว้ก่อน ตำรวจ ปทส. มีความจำเป็นต้องทำความเห็นไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้พิจารณาอำนาจว่าใครจะเป็นคนทำคดีดังกล่าว

ด้านนายจุมพฎ ชอบธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายกรมป่าไม้ กล่าวในแง่ของข้อกฎหมายว่า ลักษณะของที่ฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ทั้ง 682 ไร่ ในเขต ส.ป.ก. คล้ายกับคดีการบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก.ใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ปี 2558 ที่ตำรวจดำเนินคดีข้อหาบุกรุกพื้นที่ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตความรับผิดชอบของใครผู้นั้นต้องเป็นคนแจ้งความร้องทุกข์ ไม่สามารถดำเนินการก้าวล่วงอำนาจของแต่ละหน่วยงานได้ พร้อมเปรียบเทียบกับที่ดินท้องสนามหลวง หากมีการเข้าไปบุกรุกตักดิน หรือดำเนินการใดๆ ต้องเป็นอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ของกรุงเทพมหานคร แม้ก่อนหน้านี้สภาพท้องสนามหลวงจะเป็นป่าก็ตาม

ส่วนกรณี น.ส.ปารีณา กับกรณีชาวบ้านหมู่บ้านซับหวาย บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง นายจุมพฎ กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ และมีที่ดินป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนกับที่ดินอุทยานฯ ซึ่งตามกฎหมายแล้วที่ดินอุทยานฯไม่สามารถเข้าไปบุกรุกได้เลย แต่ที่ดินของ น.ส.ปารีณา เป็นที่ ส.ป.ก. จึงทำให้การดำเนินการทางกฎหมายแตกต่างกัน

สำหรับการดำเนินการเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินรัฐของ น.ส.ปารีณา ถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายถึงหนังสือส่งมอบคืนพื้นที่แก่ ส.ป.ก. ซึ่ง น.ส.ปารีณา ให้ผู้รับมอบอำนาจมาส่งต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งไม่ระบุวันที่ในหนังสือ โดย ร.อ.ธรรมนัส รับหนังสือวันที่ 7 ธันวาคม 2562 แต่ปรากฏเลขรับหนังสือภายหลังลงหมายเลข 20 280 วันที่ 6 ธันวาคม 2562 ต่อมาหลังการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส ได้ระบุให้ น.ส. ปารีณา ต้องทำหนังสือส่งมอบคืนที่ดินให้ส.ป.ก.ใหม่ เนื่องจากฉบับที่ส่งมากำหนดเงื่อนไขไว้  ดังนี้ “ข้าพเจ้าและ/หรือบุคคลในครอบครอง ขอสงวนการใช้สิทธิเป็นอันดับแรกตามที่กฎหมายกำหนด”

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. ทำหนังสือแจ้ง น.ส. ปารีณา ไปอีกครั้ง ให้ทำหนังสือใหม่เพราะการส่งมอบที่ดินเพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น มีเงื่อนไขไม่ได้ ทางฝ่ายกฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่าการระบุเงื่อนไขในหนังสืออาจทำให้การนำที่ดินมาเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินมีปัญหาตามมาภายหลัง นอกจากนี้ น.ส.ปารีณา ยังระบุในหนังสือว่า “ได้แนบสำเนาการเสียภาษีบำรุงท้องที่ประเภท ภ.บ.ท. 5 มาด้วย” ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจของ น.ส.ปารีณา ว่า แสดงถึงสิทธิการครอบครอง ซึ่งตามกฎหมาย ส.ป.ก. เอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่ไม่ได้แสดงสิทธิการครอบครอง

ที่ดิน’ปารีณา’จบแล้ว! ชี้ส.ป.ก.ยึดคืนแล้วก็ไม่ต้องดำเนินคดี โยนกรมป่าไม้จัดการเอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459500

news_default

ที่ดิน’ปารีณา’จบแล้ว! ชี้ส.ป.ก.ยึดคืนแล้วก็ไม่ต้องดำเนินคดี โยนกรมป่าไม้จัดการเอง

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 15.03 น.

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย เพื่อรายงานการปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายปฏิรูปที่ดิน เกี่ยวข้องกับกรณีน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ถือครองที่ดินส.ป.ก.ทำฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ได้ยินยอมคืนพื้นที่ส.ป.ก. 682 ไร่ ให้กับส.ป.ก.ไปดำเนินการกระจายสิทธิ ให้กับผู้ยากไร้ ตามคุณสมบัติของกฎหมายส.ป.ก.

“ในส่วนพื้นที่ส.ป.ก.ได้ทำตามหลักเกณฑ์จบหมดแล้ว ไม่เข้าเงื่อนไขการดำเนินคดี แต่ในส่วนกรมป่าไม้ จะดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลพื้นที่ป่า เป็นเรื่องไปว่ากันตามกฎหมายของกรมป่าไม้ ที่ไปบังคับใช้อย่างไร”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ส.ป.ก.-ป่าไม้’ถกเครียด หาเจ้าภาพดำเนินคดี‘ปารีณา’รุก​ป่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459455

‘ส.ป.ก.-ป่าไม้’ถกเครียด หาเจ้าภาพดำเนินคดี‘ปารีณา’รุก​ป่า

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.19 น.

‘ส.ป.ก.-ป่าไม้’ถกเครียด หาเจ้าภาพดำเนินคดี‘ปารีณา’ รุก​ป่า

11 ธันวาคม 2562 ความคืบหน้าการดำเนินคดี​ น.ส.ปารีณา​ ไกร​คุปต์​ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ​(พปชร.) รุกที่ป่า 682 ไร่​​ หลังจากที่​ ส.ป.ก. และกรมป่าไม้ ยังไม่ได้ข้อสรุปใครจะเป็นเจ้าภาพในการดำเนินคดีในที่ดินดังกล่าว ล่าสุดวันนี้​ (11 ธันวาคม 2562) เวลา​ 10.30​ น. นายธวัชชัย ลัดกรูด​ ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ พร้อมด้วยฝ่ายกฎหมายเดินทางมาประชุม​ที่​ ส.ป.ก.​ ถนนราชดำเนิน​ กับ นายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ส.ป.ก. เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน​ อย่างเคร่งเครียด

นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ หัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบการครอบครองที่ดิน น.ส.ปารีณา กล่าวว่า​ กำลังเร่งศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดเจนว่าสามารถดำเนินคดี น.ส.ปารีณาเพิ่มเติมในพื้นที่ 682 ไร่ ซึ่งกรมป่าไม้ได้ส่งมอบ​ ส.ป.ก. แล้วได้หรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณารายละเอียดทั้งคำพิพากษาของศาลฎีกาในอดีตที่มีการฟ้องร้องบุคคลซึ่งครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ก่อนประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินที่ปรากฏว่า เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ป้าไม้ พ.ศ. 2484 โดย ส.ป.ก.สามารถเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษได้ เพราะอยู่ในความรับผิดชอบของ ส.ป.ก. ขณะนี้จึงรอการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่​กรมป่าไม้หารือไป เพื่อนำมาประกอบการดำเนินการต่อ

ด้านนายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ส.ป.ก. กล่าวว่า ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติเสื่อมโทรมที่​กรมป่าไม้ส่งมอบให้ ส.ป.ก. มาจัดสรรให้เกษตรกรนั้น จะมีเกษตรกรผู้ถือครองที่ดินติดมาด้วย ซึ่ง ส.ป.ก.จะตรวจสอบคุณสมบัติว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดินของ ส.ป.ก.หรือไม่​ ตรงนี้เราไม่ได้มีการดำเนินคดี แต่ถ้าผู้ถือครองที่ดินไม่ให้ความร่วมมือก็ต้องนำเข้าสู่กระบวนการของการดำเนินคดี ซึ่งใน พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะมีบทลงโทษตามกฎหมายอาญาในกรณีที่ผู้ถือครองที่ดินป้องปัดขัดขว้างไม่ให้ ส.ป.ก. เข้าไปตรวจสอบการทำประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรมและการสำรวจขอบเขตพื้นที่

ผู้สื่อข่าว​รายงานจาก​ ส.ป.ก.​ ว่า ขณะนี้​ทั้ง​ 2​ หน่วยงานอยู่ระหว่างการประชุมร่วมกัน​ โดยยังไม่ได้ข้อสรุปว่าใครจะเป็นเจ้าภาพ​ดำเนินที่ดินของ​ น.ส.ปารี​ณา​ อีก​ 682​ ไร่​ ท่ามกลางการจับตาจากเครือข่าย​ภาค​ประชาชน​ด้านที่ดิน​ ว่ารัฐจะดำเนินคดี​ น.ส.​ปารี​ณา​ แบบเดียวกับชาวบ้านทั่วไปหรือไม่​

กรมชลฯผันน้ำ! ลุ่มน้ำแม่กลองช่วยลุ่มเจ้าพระยา วอนเกษตรกรงดทำนาปรัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459453

กรมชลฯผันน้ำ! ลุ่มน้ำแม่กลองช่วยลุ่มเจ้าพระยา วอนเกษตรกรงดทำนาปรัง

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.14 น.

11 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า ปัจจุบัน 4 เขื่อนหลัก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำรวมกัน 11,524 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างทั้งหมด มีน้ำใช้การได้รวม 4,828 ล้าน ลบ.ม. โดยเขื่อนภูมิพลมีน้ำ 5,748 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 1,948 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำ 5,017 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 53 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 2,167 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีน้ำ 468 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 425 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำ 293 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 290 ล้าน ลบ.ม.

ซึ่งกรมชลประทานระบายน้ำจากเขื่อนทั้ง 4 แห่ง รวมกันวันละประมาณ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเฉพาะอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ในฤดูแล้งนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่มีแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังเนื่องจากน้ำต้นทุนน้อย ไม่เพียงพอสนับสนุนสำหรับการทำการเกษตร แต่เกษตรกรลุ่มเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังไป 1.06 ล้านไร่แล้ว จึงขอไม่ให้ปลูกเพิ่มเพราะเสี่ยงที่จะเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ

สำหรับแผนจัดสรรน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาฤดูแล้งปี 2562/63 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 วางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งไว้รวม 4,000 ล้าน ลบ.ม.  โดยจำเป็นต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริม 500 ล้าน ลบ.ม. และวางแผนสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 อีกประมาณ 2,284 ล้าน ลบ.ม.  โดยผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริม 350 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้กรมชลประทานเฝ้าระวังค่าความเค็มในแม่น้ำ 4 สายหลักในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยมีการเฝ้าระวังสถานีที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีประปาสำแล แม่น้ำปราจีน-บางปะกงที่สถานีปราจีนบุรี แม่น้ำท่าจีนที่สถานีปากคลองจินดา และแม่น้ำแม่กลองที่สถานีปากคลองดำเนินสะดวก โดยทุกแห่งยังอยู่ในค่าปกติซึ่งเกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับการผลิตน้ำประปาอยู่ที่ 0.25 กรัมต่อลิตร เกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับการเพาะปลูกกล้วยไม้อยู่ที่ 0.75 กรัมต่อลิตร และเกณฑ์เฝ้าระวังสำหรับการทำการเกษตรอยู่ที่ 2 กรัมต่อลิตร แต่หากเข้าสู่ช่วงกลางฤดูแล้ง ปริมาณน้ำต้นทุนจะลดลง ทางกรมชลประทานจึงได้วางแผนนำน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริมพื้นที่ท้ายลุ่มเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ และการทำเกษตรกรรม

“ขอความร่วมมือจากเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ปลูกข้าวต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปีเสร็จแล้ว เนื่องจากน้ำในเขื่อนหลักอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก  ไม่เพียงพอสนับสนุน หากทำการเพาะปลูกอาจได้รับความเสียหายได้ รวมทั้งขอให้สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำปิง น่าน และแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด สูบน้ำให้เป็นไปตามรอบเวรอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังได้วางมาตรการให้ความช่วยเหลือโดยเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ ที่พร้อมจะให้การสนับสนุนได้ทันที ที่สำคัญต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ให้มากที่สุด” นายทองเปลวกล่าว

ส่องเกษตร : เกษตรอิสระ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/459381

449007

ส่องเกษตร : เกษตรอิสระ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปีนี้นับว่าเป็นอีกปีหนึ่งที่อากาศหนาวได้มาเยือนกรุงเทพฯ นานกว่าทุกปีชาวเมืองหลวงได้มีโอกาสสัมผัสอากาศหนาวบ้าง นับว่าเป็นอีกช่วงเวลาที่หลายๆ คนชอบ ถึงกลับออกปากว่าอยากให้กรุงเทพฯมีอากาศแบบนี้ไปนานๆ

ปกติเมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม เป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว และเพาะปลูกพืชหลังนากัน วันก่อนผมเดินทางไปจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดหนองคาย ผ่านท้องนาหลายแห่งตอนนี้เหลือแต่ตอซัง และเริ่มเห็นฟางอัดเป็นก้อนๆ วางเรียงราย แทนกองฟางแบบเก่า เมื่อลงไปหมู่บ้านก็พบแต่เกษตรกรสูงอายุเป็นส่วนใหญ่ น้อยรายนักที่จะมีเกษตรกรรุ่นใหม่อยู่ทำการเกษตรในท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะหนีเข้าไปทำงานในเขตเมืองมากกว่าทำการเกษตรกัน

ในจำนวนเกษตรกรสูงอายุ ผมได้มีโอกาสไปทานอาหารในร้านอาหารพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดหนองคาย เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในแปลงเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาเป็นบ่อปลาขนาดใหญ่เหลือพื้นที่ไว้สำหรับปลูกพืขและที่อยู่อาศัยบางส่วน วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการปรุงอาหารจะเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเป็นหลัก และส่วนใหญ่จะนำมาจากผลผลิตรอบๆบ้าน ทำกันเองในลักษณะธุรกิจในครัวเรือน มีตา-ยายเป็นเจ้าของกิจการ ลูกค้าร้านแห่งนี้จะต้องโทร.มาแจ้งล่วงหน้า เพื่อให้ทางร้านเตรียมอาหารไว้รอและรายการอาหารอาจไม่มีครบทุกอย่างตามที่ต้องการ ขึ้นกับวัตถุดิบที่มี นับว่าเป็นวิถีของการทำการเกษตรที่สร้างอัตลักษณ์ให้กับตนเอง และไม่จำเป็นจะต้องไปแข่งขันกับใคร

สำหรับการเลี้ยงปลาในบ่อเป็นปลาหลายชนิด โดยมีการปลูกมะขามเปรี้ยวฝักยักษ์ไว้รอบคันบ่อ เห็นว่าได้ราคาดี มีแม่ค้ามารับซื้อถึงบ้านเพื่อนำไปทำมะขามแช่อิ่ม และบางโอกาสถ้ามะขามให้ผลผลิตเยอะมากก็จะทำมะขามแช่อิ่มขายเองด้วย ส่วนปลาในบ่อจะมีแม่ค้าโทร.มาสั่งว่าต้องการเท่าไหร่ จึงจะลงดักปลาขึ้นมาจำหน่ายตามจำนวนที่ต้องการ เรียกได้ว่าทำให้ตลาดเข้ามาหาตัวเอง โดยไม่ต้องออกไปตระเวนขายข้างนอก สามารถใช้ชีวิตอิสระได้ไม่เดือดร้อนอันใด จึงเป็นวิธีคิดของการทำการเกษตรของเกษตรกรสูงวัยที่น่าสนใจมาก

ก่อนที่จะปรับพื้นที่มาเป็นเช่นนี้เดิมทีต้องไปเช่าที่ขายอาหารด้านนอกติดกับถนนใหญ่ และพื้นที่ยังเป็นแปลงนาอยู่ แต่เมื่อทำไปเริ่มไม่คุ้มทุน จึงปรับพื้นที่นาเป็นบ่อปลาและเหลือพื้นที่ไว้ปลูกพืชและสร้างที่อยู่อาศัยบางส่วน จากนั้นจึงย้ายร้านอาหารมาตั้งในพื้นที่ของตนเองแทน เป็นการลดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนในการทำร้านอาหารลงไปได้มาก รวมทั้งมีเวลาในการดูแลบ่อปลาได้มากขึ้น ส่วนลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำและใช้การบอกปากต่อปากแทน โดยจะรับลูกค้าไม่ให้มากเกินไป กะประมาณให้พอกับกำลังและวัตถุดิบที่มีในแต่ละวัน เป็นการทำการเกษตรที่ครบวงจรตั้งแต่การผลิต การจำหน่าย และการตลาด โดยไม่ได้หว้งว่าจะต้องร่ำรวยขึ้นมาทันทีทันใด แต่รับรองได้ว่าอยู่ได้อย่างสบายๆ แน่นอน

แนวคิดของการทำการเกษตรโดยดึงตลาดเข้ามาเป็นแนวคิดที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับการทำการเกษตรในยุคปัจจุบันที่ผลิตในลักษณะเอกลักษณ์เฉพาะตน ซึ่งผู้ที่จะทำการเกษตรในรูปแบบนี้ต้องสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ของตนเอง สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้น ไม่ใช่การผลิตในลักษณะเดิมๆ อีกต่อไป เพราะการผลิตในลักษณะเดิมๆ ผู้บริโภคสามารถหาจากที่ไหนก็ได้ แต่การผลิตและการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเองให้แตกต่างจากแหล่งอื่น เป็นประเด็นที่ต้องสร้างและทำความเข้าใจ หากสามารถทำได้ เชื่อได้ว่าจะสามารถใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรอิสระได้อย่างแท้จริง

สมชาย ชาญณรงค์กุล