‘The Farewell’ ภาพยนตร์ที่สร้างเสียงฮือฮา ในเทศกาลหนัง ‘Sundance’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/459368

‘The Farewell’ ภาพยนตร์ที่สร้างเสียงฮือฮา ในเทศกาลหนัง ‘Sundance’

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“The Farewell” เขียนบทและกำกับโดย “ลูลู่ หวัง” ที่ได้สร้างโลกความสมจริงในประสบการณ์ในเรื่องของครอบครัว เชิญชวนให้ผู้ชมได้ดำลึกเข้าสู่โลกที่งดงามและมีความ เหนือจินตนาการเล็กน้อย เรื่องราวแก่นหลักคือคำถามที่ยังมีคำตอบไม่ชัดเจนนัก กับคำถามที่ว่า “มันโอเคหรือเปล่าที่เราจะสร้างคำโกหกมาเพื่อหลอกคนที่เรารัก”

อำนวยการสร้าง : เอ็ดดี้ รูบิน (Love and Honor)

กำกับ/เขียนบท : ลูลู่ หวัง (Posthumous)

แสดงนำ : อควาฟิน่า (Crazy Rich Asians, Ocean’s 8)

“The Farewell กอดสุดท้าย คุณยายที่รัก”หนังที่สร้างเสียฮือฮาให้กับเทศกาลภาพยนตร์ Sundance ที่ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม The Farewell สร้างและจัดจำหน่ายโดยค่ายภาพยนตร์A24 (Hereditary, Moonlight) ที่พูดถึงความสัมพันธ์ของคนอเมริกันเชื้อสายจีน และมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เรื่องราวเกี่ยวกับบิลลี่นักเขียนสาวอเมริกันเชื้อสายจีน ที่ได้ทราบข่าวจากพ่อแม่ของเธอว่า ย่าของเธอที่อยู่ที่จีนนั้นป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายและมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ครอบครัวจึงจัดงานเลี้ยงรวมญาติขึ้นโดยที่ทุกคนต่างปิดเป็นความลับไม่ให้ย่าได้ล่วงรู้ถึงอาการของตน “บิลลี่” ที่ไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรม กำลังจะได้เรียนรู้วิถีชีวิต ความสัมพันธ์ ความต่างระหว่างโลกตะวันตก โลกตะวันออก

“บิลลี่” เป็นบทที่ซับซ้อนและจริงจังมากที่สุดบทหนึ่งของ “อควาฟิน่า” กำลังกลับตาลปัตรเมื่อเธอถูกขอให้ร่วมมือในการสร้างเรื่องโกหกเกี่ยวกับชะตากรรมของอาม่าของเธอ แต่การสร้างคำโกหกนั้น ทำให้เธอได้เห็นคุณค่าของคำว่าครอบครัวอย่างที่เธอไม่คาดคิดมาก่อน

“The Farewell กอดสุดท้าย คุณยายที่รัก”

19 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

‘มังกร’ หลอนหนักฝันถึงสาวสไบชุดแดงเรียกหา!!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/459321

‘มังกร’ หลอนหนักฝันถึงสาวสไบชุดแดงเรียกหา!!!

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งนักแสดง ที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อสายซีรี่ส์ขาประจำ สำหรับหนุ่ม มังกร-ปภาวิน หงษ์ขจร ที่กลับมาแสดงนำอีกครั้งใน เดอะซีรี่ ส์รัก ลวง หลอน ตอน ตัวตายตัวแทนทางช่อง 8 โดยในเรื่องเจ้าตัวต้องเผชิญหน้ากับผีสาวชุดสไบแดง ที่คอยตามหลอกหลอน วนเวียนอยู่รอบตัว จนเจ้าตัวอินจัดถึงขั้นเก็บเอาไปฝันว่าเห็นสาวชุดแดงใส่สไบ มาเรียกให้ตื่น งานนี้ทำเอาหนุ่มมังกรหลอนจริง

“เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมตั้งใจเล่นมาก เพราะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นความตายความรัก และการพลัดพราก และหนึ่งในนั้นก็เป็นเราที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว วนเวียนกับวิญญาณ แถมมีดำน้ำโดดสะพาน ทำเอากลัวเหมือนกัน ยิ่งมีคนบอกว่าเค้าโครงเรื่องมาจากเรื่องจริงก็ทำเอาเราหลอนหนักเข้าไปอีก วันแรกที่ถ่ายผมก็ไม่รู้ว่าเราเอากลับไปคิดหรือเปล่าผมฝันเห็นสาวสวมสไบชุดแดงยืนอยู่ตรงที่สะพานจริงๆ เหตุการณ์มันเหมือนกับเราพึ่งไปถ่ายทำมา มันน่ากลัวมาก แล้วผมก็ตกใจตื่น อีกวันที่ถ่ายซีรี่ส์ผมก็มาเล่าให้พี่ๆ ที่กองฟัง วันนั้นผมก็ไหว้ขอขมาก่อนเลย เราก็อึ้งเหมือนกัน ทำไมมันประจวบเหมาะพอดี แต่ส่วนตัวผมไม่ได้ลบหลู่ หรือทำอะไรไม่ดีอยู่แล้ว มันอาจจะเป็นการเตือนก็ได้ อันนี้ผมก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการไหว้ขอขมาก่อนจะเล่นบทแบบนี้ ก็ขอฝากเดอะซีรี่ส์ รัก ลวง หลอน ตอนตัวตายตัวแทน ไว้ด้วยครับ เรื่องนี้ไม่ใช่ดูเพื่อความน่ากลัวอย่างเดียว ยังแฝงข้อคิดในการดำเนินชีวิตต่างๆ ได้ดีเลย สามารถติดตามชมได้ในวันที่ 9-12 ธันวาคม เวลา 20.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ครับ”

‘บัตรแรบบิท’ มอบโปรฯ สุดปัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/459318

‘บัตรแรบบิท’ มอบโปรฯ สุดปัง

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ไอรินทร์ อริยพงศ์สถิต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท บางกอกสมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด ผู้ให้บริการบัตรแรบบิท (Rabbit Card) บัตรแรบบิทร่วมกับธนาคารกรุงเทพ จัดโปรโมชั่นพิเศษเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับผู้โดยสารรถประจำทาง ตอบรับการเป็นผู้นำ “สมาร์ทการ์ด” เพิ่มความสะดวกให้คนเมือง ออกโปรโมชั่นให้กับผู้โดยสารสาย 104 และ 150ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มี.ค.2563 ผู้ถือบัตรแรบบิททุกประเภท สามารถจ่ายค่าโดยสารรถสมาร์ทบัส พร้อมรับส่วนลด 2 บาท ต่อเที่ยว และยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ม.ค. 2563 ทางบัตรแรบบิท ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ ได้ร่วมกันมอบของขวัญปีใหม่สำหรับผู้โดยสารรถสมาร์ทบัส 2 สายนี้ คือ จ่ายค่าโดยสารเพียง 1 บาท ตลอดสาย เมื่อจ่ายด้วยมูลค่าแรบบิทที่อยู่ใน บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ททีพีเอ็น แรบบิท บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท ทีพีเอ็นแรบบิท ศิริราช บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ แรบบิท และบัตรเครดิตวีซ่าแพลทินัมแรบบิท ศิริราช ธนาคารกรุงเทพ

ส่งท้ายปลายปีกับซีรี่ส์สองรส ‘Psychopath Diary’ และ ‘Love with Flaws’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/459367

ส่งท้ายปลายปีกับซีรี่ส์สองรส ‘Psychopath Diary’ และ ‘Love with Flaws’

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Viu กับซีรี่ส์แนวคอเมดี้-ทริลเลอร์ อย่าง Psychopath Diary ที่ผสมผสานแนวสืบสวนและความฮาแบบเกรียนๆ ไว้อย่างลงตัว ลงจอไปไม่กี่ตอนก็ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งบทพระเอก นางเอก และตัวร้าย ที่เข้าถึงบทบาทและจะมาทำให้คุณผู้ชมทั้งลุ้นทั้งหัวเราะไปพร้อมกัน มากไปกว่านั้นยังได้คว้าตัว“จองซูบิน” สมาชิกวง VICTON ที่สาวๆ เห็นแล้วต้องกรี๊ดมาประเดิมผลงานลงจอโทรทัศน์เป็นครั้งแรก เรียกว่าห้ามพลาด

เป็นเรื่องราวของ “ยุกดงชิก” (รับบทโดย ยุนชียุน) พนักงานในบริษัทหุ้นแสนอ่อนแอ ที่ดันไปเจอเหตุฆาตกรรมคดีหนึ่งเข้ากับตา ในระหว่างที่เขากำลังหนีออกจากที่เกิดเหตุนั้น กลับประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจสาว “ชิมโบคยอง” (รับบทโดย จองอินซอน) เป็นเหตุให้เขาสูญเสียความทรงจำ หลังจากที่เขาตื่นขึ้นมาก็ได้พบกับไดอารี่ของฆาตกร ดงชิกจึงคิดว่าตัวเองเป็นฆาตกรเจ้าของไดอารี่นั้น ในระหว่างนั้นเองทำให้เขาต้องมาพัวพันกับโบคยองตำรวจสาวไฟแรงที่ต้องการเอาชนะความผิดหวังในหน้าที่การงาน มาเป็นผู้ดูแลคดีนี้ เธอมีความมุ่งมั่นในการจับฆาตกรตัวจริงอย่าง “ซออินอู”(รับบทโดย พัคซองฮุน) ให้ได้! รับชมได้ที่ Viu

Love with Flaws ซีรี่ส์โรแมนติกคอเมดี้ หนุ่มหล่องานดีทั้ง 5 ที่มัดรวมกันมา กับมุมมองของรักสามเศร้าเราสามคน พบกับ “อีคังอู” (รับบทโดย อันแจฮยอน) ที่ในอดีตเป็นเด็กขี้เหร่มากจนโดนทิ้งให้อยู่คนเดียวมาก่อน ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นชายหนุ่มที่สนใจแต่เรื่องความเพอร์เฟกท์ของรูปลักษณ์ตัวเอง ต้องมาพบกับครูพละสาวอย่าง “จูซอยอน” (รับบทโดย โอยอนซอ)แต่เพราะเธอมีพี่ชายที่หน้าตาดี 3 คน ที่มักจะนำพาปัญหาจากความหล่อมาให้เธอเสมอ ทำให้เธอรู้สึกไม่ชอบและไม่สนใจผู้ชายหน้าตาดีหรือที่เรียกกันว่าหนุ่มดอกไม้แม้แต่นิดเดียว

การพบกันของสองคนเป็นเหตุให้เกิดความชุลมุนขึ้น แต่ความวุ่นวายนี้จะทำให้การพบกันระหว่างคังอู และ ซอยอน สามารถเปลี่ยนอคติและความเกลียดชังของซอยอนที่มีต่อหนุ่มหล่อได้หรือไม่ เขาและเธอต้องพบเจอเหตุการณ์สุดพีคอะไรบ้างระหว่างการรู้จักกัน รับชมได้ที่ Viu

หนังน้ำดี การันตีด้วยรางวัล The Farewell กอดสุดท้าย คุณยายที่รัก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/459317

หนังน้ำดี การันตีด้วยรางวัล The Farewell กอดสุดท้าย คุณยายที่รัก

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พบกับภาพยนตร์ฟีลกู๊ดที่จะทำให้คุณอบอุ่นไปทั้งหัวใจ กับปรากฏการณ์ที่สร้างเสียงฮือฮามาแล้วในงานเทศกาลภาพยนตร์ Sundance เมื่อต้นปีเรื่อง The Farewell กอดสุดท้าย คุณยายที่รักจากเรื่องจริงของ ผู้กำกับ ลูลู่ หวัง เล่าถึงความสัมพันธ์ของคนอเมริกันเชื้อสายจีน และมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ความรัก ความห่วงใยที่มีให้ครอบครัวอย่างสุดซึ้ง ล่าสุดนักแสดงนำอย่าง อควาฟิน่า สุดยอดนางเอกดาวรุ่งพุ่งแรง ยังได้รับรางวัล Gotham Awards มาสดๆ ร้อนๆ อีกทั้งยังเป็นตัวเต็งลุ้นรางวัลลูกโลกทองคำ ปีล่าสุดนี้ ด้วย ตอกย้ำความดีต่อใจของภาพยนตร์ The Farewell กอดสุดท้าย คุณยายที่รัก จูงมือคนที่คุณรักไปกอดกันแน่นๆ ได้ในวันที่19 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

โพสต์เตือนภัยยังมี’โจรออนไลน์’โกงเงิน!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373220?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โพสต์เตือนภัยยังมี’โจรออนไลน์’โกงเงิน!!

27 พฤษภาคม 2562 – 12:30 น.
สายตรวจระวังภัย,โจรออนไลน์
เปิดอ่าน 3,465 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เรื่องฉ้อโกงที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์มีให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ “ตำรวจไซเบอร์” อย่าง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ก็ออกมาเตือนประชาชนให้ระแวดระวังอยู่เป็นระยะ รวมถึงผู้เสียหายก็โพสต์เรื่องราวเตือนภัยกันเอง แต่ก็ไม่วายมีโจรหน้าใหม่และเหยื่อป้ายแดงเกิดขึ้นตลอด

สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Pakpaew Kiattiya Tasee” ซึ่งเป็นของ น.ส.เครือมาศ พรหมสา อดีตนักข่าวสปริงนิวส์ ได้โพสต์เรื่องเพื่อเตือนภัยเนื่องจากถูกมิจฉาชีพออนไลน์ติดต่อขายสินค้าหลอกให้สั่งของ เมื่อโอนเงินให้แล้วกลับเงียบหายไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่งไว้ ซึ่งอาจทำเป็นขบวนการและสร้างความเดือดร้อนแก่คนทั่วไปได้ จึงโพสต์เรื่องราวแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้คนอื่นหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ

สำหรับเรื่องราวที่โพสต์เตือนภัยครั้งนี้ น.ส.เครือมาศ บอกว่า เรื่องเกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ผู้เสียหายเป็นแฟนหนุ่มชื่อ นายเอกราช ทาสี เป็นผู้สั่งซื้อสินค้า โดยเริ่มจากมีมิจฉาชีพ ชื่อว่า “เจี๊ยบ” หรือ นายนิทัศน์ แซ่ตั้ง โทรมาเสนอสินค้าจำพวกวัตถุดิบทำน้ำหวาน ชา กาแฟ ซึ่งบอกว่าได้เบอร์มาจากเพจ เห็นขายของพวกนี้อยู่ เผื่อสนใจสินค้าของเขา เมื่อคุยกันไปสักพักรู้สึกว่านายเจี๊ยบดูรู้จักสินค้าดี พอโทรต่อรองราคากันเสร็จจึงตัดสินใจสั่งของกันผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ โดยมิจฉาชีพรายนี้ใช้ชื่อไลน์ว่า “jeab”

“หลังสั่งของเสร็จ นายเจี๊ยบก็รวมยอดให้เป็นเงิน 50,600 บาท และแจ้งว่าจะต้องโอนเงินก่อนรับสินค้า แฟนของหนูจึงโอนเงินตามยอดที่แจ้งเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย ของนายเจี๊ยบ ชื่อบัญชี นายนิทัศน์ แซ่ตั้ง ซึ่งโดยปกติที่ร้านเคยสั่งของมาขายแบบนี้ ก็จำเป็นต้องโอนเงินก่อนของมาส่ง เลยไม่ได้เอะใจอะไร จนลืมขอดูใบตัวแทนการค้า หรือชื่อบริษัท อันนี้ถือว่าพลาดเองจริงๆ พอโอนเงินเสร็จแล้ว ก็คุยเรื่องจัดส่งสินค้า ขอที่อยู่ โดยนายเจี๊ยบแจ้งว่าจะจัดส่งสินค้าในวันถัดไป พอถึงวันที่ต้องจัดส่งสินค้าผู้เสียหายโทรไปขอรายละเอียดการจัดส่ง แต่นายเจี๊ยบอ้างว่าจำชื่อขนส่งไม่ได้ และใบหลักฐานการส่งสินค้าอยู่ที่คนขับรถไม่ได้อยู่กับตน ก่อนจะเงียบหายบ่ายเบี่ยง โทรไปก็ไม่ยอมรับสาย ตัดสายและปิดเครื่อง ถามไถ่ไปทางไลน์ เปิดอ่านแต่ไม่ตอบกันเลย จึงเชื่อว่านายเจี๊ยบหลอกลวงให้โอนเงิน ส่อเป็นมิจฉาชีพ จึงไปแจ้งความที่ สภ.เซกา จ.บึงกาฬ เพื่อดำเนินคดีเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม” น.ส.เครือมาศ กล่าว

ทว่าการไปแจ้งความครั้งนี้ตำรวจทำแค่ลงบันทึกประจำวันไว้ แล้วบอกว่าค่อยนัดมาสอบปากคำทีหลัง เมื่อไปขอความช่วยเหลือกับทางธนาคารเพื่ออายัดบัญชีของมิจฉาชีพกลับทำอะไรไม่ได้เพราะต้องเป็นใบแจ้งความดำเนินคดีไม่ใช่แค่บันทึกประจำวันธรรมดา จึงทำให้ผู้เสียหายต้องย้อนกลับมาโรงพักเพื่อแจ้งความใหม่ในวันถัดมา แต่คำพูดของพนักงานสอบสวนกลับทำให้ผู้เสียหายที่ประสบเรื่องทุกข์ร้อนเสียความรู้สึก แม้สุดท้ายตำรวจจะโทรเรียกให้มาสอบปากคำและออกใบแจ้งความที่ไม่ใช่แค่การลงบันทึกประจำวันให้ก็ตาม

ทั้งนี้ผู้เสียหายระบายว่าพอไปขอแจ้งความใหม่ตำรวจก็ออกลูกหงุดหงิด ชักสีหน้า บอกให้รอ เพราะลงบันทึกประจำวันให้แล้ว ขั้นตอนเยอะ คดีมีเป็นร้อยเป็นพัน และผู้ที่ถูกกล่าวหาเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือเขาอาจถูกคนอื่นสวมรอย ต้องตรวจสอบอีกเยอะ เงินที่โอนไปคงไม่ได้คืน ขณะเดียวกันก็เต็มใจโอนให้เขา เรื่องสั่งของออนไลน์ถูกโกงกันเยอะ ยังจะสั่งกันอีกควรเลิกสั่งกันได้แล้ว สุดท้ายก็ต้องมาเดือดร้อนตำรวจ โดยคำพูดเหล่านี้ทำให้เสียความรู้สึกของผู้มีเรื่องทุกข์ร้อนหวังจะมาพึ่งเย็น เพราะคิดว่าตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชน แม้ไม่ได้เงินคืนแต่อยากให้เร่งดำเนินการเอาคนผิดมาลงโทษ ตัดวงจรมิจฉาชีพไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่คนอื่นอีก และหวังว่าบทสรุปจะเป็นเช่นนั้น

เชื่อว่าคดีฉ้อโกงจากโจรออนไลน์ที่เกิดขึ้นบนสังคมยุคโซเชียลมีเดียจะยังไม่ใช่คดีสุดท้าย ยิ่งทำธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนผ่านช่องทางนี้ต้องเพิ่มความระมัดระวังตรวจสอบให้ถ้วนถี่ ถ้าเกิดเรื่องแล้วหวังพึ่งตำรวจฝ่ายเดียวคงต้องทำใจ เพราะบางทีอาจเจอตำรวจ(บางคน) ที่มักจะใส่เกียร์ว่าง..!!

แรงปะทะยกแรก..หวิดม้วยพปชร.และลุงตู่จะแก้เชิงเช่นใด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373209?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แรงปะทะยกแรก..หวิดม้วยพปชร.และลุงตู่จะแก้เชิงเช่นใด

27 พฤษภาคม 2562 – 12:30 น.
พลังประชารัฐ,ลุงตู่,พลออประยุทธ์ จันทร์โอชา,งูเห่า,ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 3,640 ครั้ง

โดย…   สมัชชา หุ่นสาระ

ยกแรกเริ่มแบบนี้ ชาวบ้านร้านตลาดจะอุ่นใจได้หรือว่า ว่าที่ครม.ชุดใหม่ที่มีพลังประชารัฐรวมทั้งลุงตู่และพรรคร่วมจะนำทัพและเดินได้สะดวกโยธิน…เพราะเกมการเมืองที่บังเกิดในอาคารทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ ล่าสุดนั้น สะท้อนเบื้องต้นแล้วว่า “เหนื่อย”

อย่าลืมว่าภาวะการเมืองยามนี้แตกต่างกับช่วงห้าปีที่แล้วยิ่งนักสำหรับลุงตู่ เพราะคนการเมืองเจนจัดกว่าแม่ทัพนายกองในยามที่เล่นการเมืองแบบปลอดอำนาจท็อปบู๊ท และยิ่งเจอลูกล่อลูกชนของคนการเมืองนั้น คนหนุนลุงตู่รู้แล้วว่ายากเพียงใด ยิ่งต้องอาศัยงูเห่าภาคสามที่บางครั้งใช้ได้ผล บางหนก็เสียวสันหลังเช่นนี้…มันคงมิสนุกนัก

งานนี้กว่าจะสร้างตำนานครั้งล่าสุดได้…แว่วว่าเล่นเอาคนการเมืองหลายขั้วเหนื่อย เพราะกรรมวิธีคราวนี้แตกต่างจากงูเห่าสองภาคแรกยิ่ง…แม้โครงสร้างจะไม่แตกต่าง แต่รายละเอียดระหว่างบรรทัดนั้นน่ายลยิ่งนัก

ยามหน้าก็เช่นกัน…ใครบางคนควรเตรียมตัวไว้ด้วยว่าการเผยเบื้องหลังการอำนวยการสร้างตำนานงูเห่าภาคสามนั้น…เมื่อราคาค่าตัวของนักแสดงไม่เท่ากัน บางคนที่ไม่พอใจอาจมีการแฉยับออกมา และรอดูว่า “ใครจะรับกรรม”

แต่เบื้องต้นห้วงเวลานี้ “เจ็ดพรรคแนวร่วมต้านลุงตู่” น่าจะรู้ตัวแล้วว่าจะมี สร.1 คนใหม่ที่หน้าตาคล้ายคนเดิมเหมือนห้าปีที่แล้วกลับมาทำงาน โดยเจ็ดพรรคต้านลุงตู่ต้องไปตรวจสอบว่าจะเหลือกำลังพลที่แน่ชัดกี่คน เพราะตอนนี้คล้ายจะทราบกลายๆ แล้วว่า มีใครบางคนย้ายค่ายและให้เหตุผลเยี่ยงใดที่แปรใจไปสวมบทบาทงูเห่าภาคสามกันบ้าง…

แสดงว่างูเห่าภาคสามนั้น “มีจริง” ดั่งคำทำนาย เพราะบังเกิดแล้วในการโหวตเมื่อสองวันที่ผ่านมา และจะบังเกิดอีกแน่ในช่วงลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในไม่กี่วันข้างหน้านี้ เพราะช่วงไม่กี่อึดใจที่ผ่านมากระแสลือวงในคนการเมืองแทบทุกพรรคยืนยันว่า “ท่อน้ำเลี้ยง” ที่เปิดก๊อกแบบไหลไม่ยั้ง เพื่อหวัง “สี่สิบชีวิต” จากทุกพรรคแปรผันย้ายพรรคในการโหวตเมื่อวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ผ่านมารวมทั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้าด้วยนั้น จำนวนอักโขที่แปรเปลี่ยนชีวิตจากลบเป็นบวกได้ในคราวเดียว แต่จะเป็นใครและสังกัดพรรคใด? เร็วๆ นี้คำตอบชัดแจ้งจากย่านถนนแจ้งวัฒนะจะเผยออกมา

แต่ที่แน่ๆ แล้วคือ งูเห่าภาคสามมาจากขั้วต้านลุงตู่ล้านเปอร์เซ็นต์ และอาจมีแหกมาจากขั้วหนุนลุงตู่ด้วย เพราะปรากฏแล้วในช่วงการเลือกพ่อมดดำและครูแก้วเป็นรองประธานสภาคนที่หนึ่งและคนที่สอง เพราะผลคะแนนแปรผันแบบงงๆ และสื่อว่างูเห่าภาคสามแผลงฤทธิ์เป็นรายกรณี

เมื่อเหลียวมองเกมหย่อนแต้มประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่มีผลโยงกับการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ยามนี้ใครต่อใครรู้แล้วว่าหากจะเจรจาความกับประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยนั้น หากมิใช่วินาทีสุดท้ายแล้ว เกมอาจแปรผันและทำให้หลายคนรู้ว่าสองพรรคนี้ใช่ย่อยเสียที่ไหน…ในชั่วโมงนี้

แม้พรรคสีน้ำเงินจะยอมรับเบื้องต้นแล้วว่าไปร่วมงานกับพปชร. หลังจากไม่กี่วันก่อนเสี่ยหนูเพิ่งโชว์ภาพการไปแตะมือพรรคสีฟ้าเพื่อดึงจังหวะเรื่องขั้วที่สามเมื่อหลายวันก่อน แต่สุดท้ายเมื่อภูมิใจไทยสมปรารถนาก็เผยไต๋กันง่ายๆ แต่ประชาธิปัตย์นั้นยามนี้ยังดึงจังหวะ เพราะคล้ายจะเป็นต่อ และในวันข้างหน้าเชื่อขนมกินเลยว่า ปชป.จะยิ่งขี่ พปชร.ไปเรื่อยๆ

เพราะพลันที่ “ชวน หลีกภัย” จากพรรคสีฟ้าหวนมาทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาอีกคราว หลังชนะ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ด้วยจำนวน 258 : 235 เสียง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เสียงของทั้งสองฝ่ายนั้นขาดๆ เกินๆ ด้วยกันทั้งคู่ และเมื่อ พปชร.เปิดเกมเลื่อนญัตติ การรวนเรจึงเกิดขึ้นทันควัน เพราะคนใน พปชร.ก็ไม่ยอม ขั้ว ปชป.ก็ใช่ว่าจะลดจังหวะให้ง่ายๆ สุดท้ายแล้วเมื่อ พปชร.และคนหลังม่านต้องเล่นบทจำยอมให้พรรคสีฟ้าคว้าเก้าอี้นี้ไปเพราะหลากเหตุผล ไม่เช่นนั้นเรื่องจะยาว…

รวมทั้งเสียงที่หนุนรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคือ สุชาติ ตันเจริญ จาก พปชร. และ ศุภชัย โพธิ์สุ ของภูมิใจไทยนั้น ผู้แทนฯ ของทุกพรรคลงมติให้พ่อมดดำและครูแก้วชนะแบบคะแนนไม่เสถียรเช่นนี้ สะท้อนว่า “สภาวะปริ่มน้ำ” เริ่มฉายแวว “เหนื่อยรายวัน” สำหรับ ครม.ใหม่และผู้แทนฯ ฝ่ายรัฐบาลชุดหน้าแล้ว

เพราะหากเสียงหายไปเพียงนิดเดียว แนวร่วมต้านลุงตู่ที่จะสวมสิทธิฝ่ายค้านขย่มยับแน่นอน…จนมีใครบางคนทายทักในวันข้างหน้าแล้วว่า “สภาล่มจะเป็นข่าวปกติ”

และเมื่อมองจังหวะการเริ่มแตะมือระหว่าง พปชร.กับพรรคสีฟ้าในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ กลับเกิดวาทะ “ยามนี้พปชร.ยังไม่พร้อม” และพบ “ห้าอ.” ของ พปชร. ที่แจ้งสังคมว่าลงมติผิด จริงหรือแสร้งว่า… แต่ที่แน่ๆ เกมนี้ พปชร.เสียแต้มไปโขเพราะเกมการเมืองที่ พปชร.ไปดีลกับพรรคสีฟ้าและสีน้ำเงินนั้น มีการหักมุมในช่วงนาทีท้ายๆ ก่อนการโหวต และคนการเมืองมองออกว่ามันเสมือนเค้าลางที่สามารถล่มรัฐนาวาลำใหม่ได้ตลอดเวลา

พปชร.บางคนมองเงื่อนไขที่มีการไปเจรจากับ ปชป.ในโควตาประมุขฝ่ายนิติบัญญัตินี้ว่า พปชร.มิควรมอบให้ เพราะหากปล่อยให้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ในการดูแลของปชป.แล้วจะคุมจังหวะได้หรือ ทั้งในยามนี้และยามหน้า และเมื่อทราบว่า “นายหัวชวน” จะมารับหน้าที่นี้ เกมก็เปลี่ยนตั้งแต่ค่ำวันศุกร์ทันควัน ความอลหม่านจาก พปชร.บังเกิดพลัน เพราะลีลาของคนการเมืองจากตรังคนนี้ใช่ย่อยที่ไหน และ พปชร.อาจไม่สมหวังกับหลากจังหวะในอนาคตบนเวทีสภา ผนวกกับลีลาของ ปชป.ที่ยอมกลืนน้ำลายมาแตะขั้วลุงตู่

ถามว่า ปชป.จะเป็นหมูในอวยให้ พปชร.เถือได้ง่ายๆ เชียวหรือ…คำตอบคือ เซียนการเมืองที่เซี้ยวสุดในยามนี้ของเมืองไทยคือคนในพรรคสีฟ้า

หากจะมีคำถามต่อมาว่า…เกมนี้ใครได้แต้ม คำตอบนั้น น่าจะเริ่มจากฝ่ายเสียราคาก่อนคือ พปชร. และขุนพลหลังม่านจากคสช. คือสองฝ่ายที่ต้องรับกรรมในยามนี้เป็นลำดับต้นๆ เพราะเชิงมวยทางการเมืองนั้น นับว่าเสียเปรียบ โดนนับแปดและมีแผลแตกในยกแรกแบบกองเชียร์แทบถอดใจตั้งแต่เริ่มขบวนจนถึงยามนี้

คำถามถัดมาคือ วันนี้ความหวั่นใจของ พปชร.ชัดแล้วหรือไม่ คำตอบคือ ควรไปถามใจคนวงใน พปชร.และคนที่หนุนลุงตู่ว่าจะปล่อยให้ ปชป.พลิกกลับมาคุมสภาแทนเช่นนี้หรือ…

เพราะคำตอบที่ชัดกว่าทุกคำตอบคือ “ปชป.” แม้จะเป็นพรรคอันดับสี่ ที่มีห้าสิบสองชีวิต แต่วันนี้กลับคุมเกมการเมืองไว้ได้เกือบหมด จนคีย์แมน พปชร. ขุนพลท็อปบู๊ทที่อยู่หลังม่านการเมือง ต้องถอนหายใจ แต่เมื่อเหตุมันเกิดย่อมมีผลออกมาแบบนี้ และต้องคอยแก้เกมรายวันเพื่อประทังให้อยู่รอดปลอดภัย

สุดท้ายการเมืองวันนี้ก็ยังย่ำรอยเดิม อยู่ในวังวนเก่าๆ แต่แนบเพิ่มด้วยลีลาและเชิงชั้นที่ไม่เคยบังเกิดขึ้นในเวทีการเมืองไทย

จากสงครามการค้า สู่สงครามเทคโนโลยี: สำรวจแนวรบฝั่งตะวันออก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373224?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากสงครามการค้า สู่สงครามเทคโนโลยี: สำรวจแนวรบฝั่งตะวันออก

27 พฤษภาคม 2562 – 12:25 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,สงครามการค้า,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 1,004 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ  ผศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อสัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารจากบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีน และสั่งห้ามธุรกิจอเมริกันทำการค้ากับบริษัทเทคโนโลยีของจีนอย่างน้อย 2 เจ้า นั่นคือ Huawei และ ZTE

แถมยังขู่อีกว่าหากจีนยังไม่มีมาตรการในการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นจากสหรัฐ พร้อมกับยกเลิกมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าอย่างไม่เป็นธรรมผ่านกิจการที่เป็นวิสาหกิจของรัฐบาลจีน สหรัฐจะปรับขึ้นอัตราภาษีอีกระลอก และเที่ยวนี้จะปรับขึ้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

มาตรการดังกล่าวนับเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญในสงครามการค้าระลอกที่ 2 (ระลอกแรกเมื่อกรกฎาคม ปีที่แล้ว) ที่สหรัฐเป็นฝ่ายเริ่มออกอาวุธก่อน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าจาก 10% เป็น 25% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกฝ่ายจีนตอบโต้มาโดยการประกาศว่าจะปรับขึ้นภาษีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์

แน่นอนว่าทั่วโลกต่างหวั่นวิตก ทั้งในมิติผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อการค้าและการลงทุนของแต่ละประเทศ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค เพราะภาษีที่ขึ้นในคราวนี้ กว่า 5,000 รายการสินค้าเป็นสินค้าขั้นสุดท้ายที่ผู้บริโภคจะต้องจ่ายซื้อนำเข้าโดยตรงจากจีน นำไปสู่ข้อสงสัยมากมาย

แต่สิ่งที่เราจะมาอธิบายกันวันนี้ก็คือ แล้วกับฝ่ายจีนล่ะ เขามีการเตรียมรับมือเตรียมความพร้อมกับเหตุการณ์เหล่านี้เพียงใด อย่างไร เพราะต้องอย่าลืมว่า สงครามการค้าที่พัฒนาต่อเนื่องเป็นสงครามเทคโนโลยีในคราวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นเพราะสหรัฐเองที่ต้องการกีดกันและปิดล้อมเพื่อไม่ให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจใหม่ที่สามารถขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกได้ภายใต้  ปรากฏการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2010

สำหรับจีน ทางการจีนตระหนักถึงภัยคุกคามต่ออธิปไตยของจีนบนโลกไซเบอร์ที่ไร้พรมแดนมาตั้งแต่ ค.ศ.1996 เมื่อระบบอินเทอร์เน็ตกลายมาเป็นครื่องมือสื่อสารใหม่ที่เป็นสากลและเปิดกว้าง ด้วยเหตุนี้ เพื่อรักษาอธิปไตย(ความสามารถในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่างๆภายในประเทศของตน) บนโลกไซเบอร์ ที่ง่ายต่อการแทรกแซงจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงจีนเริ่มพัฒนาโครงการ “Golden Shield Project: GSP” ภายใต้การกำกับดูแลของสำนัก Bureau of Public Information and Network Security Supervision มาตั้งแต่ ค.ศ.1997

รัฐบาลจีนเริ่มควบคุมการเข้าถึงบริการต่างๆ บนโลกออนไลน์ของประชาชนจีนมาตั้งแต่ปี 1998 นั่นทำให้ประชาชนจีนที่ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตในประเทศจีนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลบางแหล่งจากต่างประเทศได้ ไม่สามารถเข้าถึง website และ application ต่างๆ ในต่างประเทศได้อย่างอิสระ ซึ่งรวมถึงบริการชื่อดังระดับโลก อาทิ Google, Facebook, Twitter, Wikipedia, Youtube ฯลฯ แน่นอนว่าการปิดกั้นระบบเหล่านี้ภายใต้ The Great Firewall (ชื่อเล่นของ GSP ที่ตั้งล้อกับกำแพงเมืองจีน (The Great Wall)) ก็เป็นผลให้ผู้ผลิตและผู้ให้บริการต่างๆ บนโลกออนไลน์ของจีนจำเป็นต้องพัฒนาระบบของตนเองขึ้นมาให้ได้

จากที่ในปี 2000 ผู้คนส่วนใหญ่เปรียบเทียบเสมอๆ ว่าเมื่อทั่วโลกมี Facebook, Amazon และ Google ในจีนก็จะมี application คู่แฝด เช่น Tencent, Alibaba และ Baidu ขึ้นมา แต่นั่นคือการเปรียบเทียบเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว

เพราะในปัจจุบันหากคนจีนจะซื้อสินค้าและบริการจากบุคคลต่างๆ (เช่นเดียวกับในโลกมี eBay) ในจีนก็จะมี Taobao.com เป็น platform ในการทำธุรกิจแบบ C2C (Customer-to-Customer); หากคนจีนจะซื้อสินค้าและบริการจากภาคธุรกิจ (Business-to-Customer: B2C) พวกเขาก็สามารถเข้าถึงได้ด้วย Tmall.com

คนจีนสามารถสั่งซื้อของสดออนไลน์ได้จากซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ที่มีหน้าร้านจริง (On-line to Off-line: O2O) ที่สามารถสั่งให้ทางร้านต้ม ทอด ปิ้ง ย่างของสดเหล่านั้นแล้วนำมาส่งถึงบ้านด้วย Hema คนจีนสามารถจองตั๋วเครื่องบินและที่พักด้วย Feizhu เหมือนกับที่พวกเราใช้ Agoda, Expedia, และ Traveloka คนจีนดูคลิปวิดีโอออนไลน์ ผ่าน Youku และ Tudou.com เพราะเข้า YouTube ไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ Blockbuster ชื่อดังอย่าง Mission Impossible ภาคล่าสุด Fall Out ก็ผลิตโดย Alibaba Pictures พวกเขาเล่นเกมผ่าน 9Apps Gaming Platform ฟังเพลง On-line ผ่าน Ali Music ใช้ Social Media ที่ชื่อ Weibo กู้เงินออนไลน์โดยสถาบันการเงิน Ant Financial Service ซึ่งเป็นเจ้าของระบบการชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดในจีนที่พวกเรารู้จักกันในนาม AliPay

ด้านเจ้าของร้านโชห่วยก็ไปซื้อสินค้าจากบริการค้าส่ง LST.1688.com ขณะที่ผู้บริโภคก็เดินเข้าร้านสะดวกซื้อ Bailian แต่ถ้าอยากช็อปปิ้งมากกว่าของร้านสะดวกซื้อ ก็เข้าไปที่ Intime Retail หรือร้านที่เป็นแหล่งรวมสินค้าวัยรุ่นเฟี้ยวๆ ก็ต้อง Koubei หรือ ซื้อของแบรนด์เนมผ่าน Yintai Center และสินค้าทั้งหมดนั้นก็จะถูกจัดส่งไปที่บ้านด้วยบริการโลจิสติกส์ Cai Niao ที่สำคัญคือเขาไม่ได้เข้า website บริการเหล่านี้ด้วย Google Chrome เหมือนที่พวกเราใช้กันในประเทศไทยนะครับ เพราะเขามี Web Browser ของตัวเองที่ชื่อ UCBrower

แต่ความมหัศจรรย์คือ ทั้งหมดที่ผมกล่าวถึงไปแล้วในย่อหน้าที่แล้วคือ สารพัดเครื่องมือของบริษัทเพียงบริษัทเดียวนั่นคือ Alibaba Group

ดังนั้นในปี 2019/2020 Alibaba จึงไม่ใช่คู่ชกที่เปรียบมวยกับ Amazon.com เท่านั้น และต้องอย่าลืมด้วยว่า Tencent, Baidu, JD ฯลฯ ต่างก็มีระบบนิเวศหรือมีจักรวาลของตนเองที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ Alibaba และนั่นเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการที่จีนสร้าง The Great Firewall ขึ้นมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 เพราะเมื่อไม่สามารถใช้งานบริการของต่างชาติได้ คนจีนก็พัฒนาเทคโนโลยีของตนขึ้นมาใช้ และเผลอๆ จะแซงหน้าเทคโนโลยีของฝั่งตะวันตกได้ด้วยในบางกรณี

ดังนั้นการที่บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐถูกสั่งไม่ให้ค้าขายกับบริษัทอย่าง Huawei ของจีน แน่นอนในระยะสั้นมีผลกระทบ แต่ในระยะต่อๆ ไป จีนก็จะสามารถพัฒนาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาทดแทนชิ้นส่วนและบริการที่ต้องนำเข้าได้อย่างแน่นอน นอกจากการปิดกั้นแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่จีนทำเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะจีนมีตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่เพียงพอ เพราะต้องอย่าลืมว่าประชาชนจีนกว่า 1.4 พันล้านคน นอกจากจะเป็นตลาดขนาดใหญ่แล้ว นี่ยังเป็นแหล่งรวมของทรัพยากรมนุษย์ที่ใหญ่และหลากหลายที่สุดอีกด้วย

นโยบายของรัฐบาลจีนเองก็มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการค้าและการลดการพึ่งพาสหรัฐและตะวันตกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงปลายของผู้นำรุ่นที่ 4 Hu Jintao ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้ผู้นำรุ่นที่ 5 Xi Jinping ช่วงนั้นเป็นช่วงที่จีนได้รับผลกระทบไปเต็มๆ จากวิกฤติเศรษฐกิจ Sub-Prime ในสหรัฐและในยุโรป วิกฤติในสหรัฐและยุโรปทำให้กำลังซื้อตกต่ำ และในเมื่อกว่า 80% ของ GDP ของจีนในขณะนั้นขึ้นกับการส่งออก และตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของจีนก็คือสหรัฐและยุโรป นั่นทำให้จีนเจอภาวะถดถอยในอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการส่งออก จนนำไปสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจในปี 2009/2010 ภายใต้นโยบาย New Normal (新常态, Xīn chángtài)

ภายใต้การปฏิรูปเศรษฐกิจดังกล่าว จีนตั้งเป้าหมายไว้ 2 เป้าหมาย นั่นคือ 1) การลดการพึ่งพาการส่งออก และกำหนดเป้าหมายให้มากกว่า 60% ของผลผลิตที่ผลผลิตในจีน (GDP) ต้องถูกบริโภคภายในประเทศ และ 2) จีนต้องหาคู่ค้าใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงไม่พึ่งพาแต่เฉพาะสหรัฐและยุโรป โดยข้อที่ 2 ทำให้เกิดการเชื่อมโยงภายใต้ยุทธศาสตร์ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road, 一带一路, Yīdài yīlù) เพื่อเชื่อมจีนสู่ตลาดและแหล่งทรัพยากรในเอเซีย แอฟริกา และยุโรป

ในขณะที่ข้อ 1 เพื่อเสริมสร้างให้การบริโภคภายในประเทศกลายเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จีนต้องทำ 2 เรื่อง นั่นคือ 1) ต้องทำให้คนจีนรวยขึ้น ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2009 (และนั่นทำให้ไทยได้อานิสงส์เพราะนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากเข้ามาท่องเที่ยวในไทย) และ 2) คนจีนที่รวยขึ้นเหล่านั้นจะกินของจีน ใช้ของจีนก็ต่อเมื่อ พวกเขาเห็นว่า สินค้าจากจีนเป็นสินค้าคุณภาพสูง นั่นทำให้เกิดนโยบาย Made in China 2025 (中国制造2025, Zhōngguó zhìzào èrlíng’èrwǔ) ที่ทางการจีนพยายามยกระดับ ล้างภาพลักษณ์ของสินค้าจีน ที่เคยถูกมองว่าเป็นสินค้าคุณภาพต่ำ เป็นสินค้าปลอม ให้สินค้าจีนกลายเป็นสินค้าคุณภาพสูงให้ได้สำเร็จในปี 2025

นโยบาย Made in China 2025 ดำเนินการผ่านการสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ โดยทางการจีนให้สิทธิพิเศษทางการลงทุนในเงื่อนไขที่ดีที่สุดกับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนโดยทำตามนโยบายของจีนที่ต้องการการพัฒนาคนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับจีน นั่นทำให้เราได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ หลายๆ อย่างเกิดขึ้นในจีนที่จับตาจับใจผู้บริโภคอย่างยิ่ง อาทิ โทรศัพท์มือถือหัวเว่ย P30Pro ที่ Zoom ได้ 50 เท่า ด้วยอุปกรณ์ของ Sony (ญี่ปุ่น) ผนวกกับเทคโนโลยีของ Laica (เยอรมัน) และในปัจจุบันสินค้าแบรนด์เนม สินค้าคุณภาพสูงจำนวนมากก็ผลิตจากประเทศจีน

อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าสงครามการค้าที่ขยายผลลุกลามกลายเป็นสงครามเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่นี่คือความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐก็ต้องเร่งควบคุมการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน แต่ผู้นำคนไหนจะเลือกใช้วิธีการอย่างไรก็เท่านั้นเอง จะใช้วิธีการเจรจาเพื่อวางกฎระเบียบการค้าการลงทุนในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างโอบามา หรือจะทำสงครามใช้มาตรการกีดกันทางการค้าอย่างกรณีของทรัมป์ก็เป็นเรื่องที่สหรัฐต้องทำ เพื่อรักษาสถานะมหาอำนาจผู้ควบคุมระเบียบโลกของตน

ในขณะที่จีนเอง คุณผู้อ่านก็คงจะเห็นแล้วว่า การรับมือของจีนก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า หากแต่จีนก็เตรียมตัวมาแล้วนานวันจนมีความพร้อมระดับหนึ่งแล้ว และเป็นที่แน่นอนว่าเวทีความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจจะเพิ่มความซับซ้อนและคงขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดต่อไปในอนาคต

ผู้มีบารมีนอกพรรค ทำ ปชป.-พปชร.ป่วน !

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373211?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผู้มีบารมีนอกพรรค ทำ ปชป.-พปชร.ป่วน !

27 พฤษภาคม 2562 – 11:05 น.
ประธานสภาผู้แทนราษฎร,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,ชวน หลีกภัย,ประชุมสภา,ผู้มีบารมีนอกพรรค,จอมบงการ
เปิดอ่าน 21,432 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง   โดย…  ลมใต้ปีก

ความอลหม่านในการจัดตั้งรัฐบาล จนนำไปสู่การเล่นเกมแรกของการประชุมสภาปริ่มน้ำนัดแรก ต่อศึกชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้ท้ายสุดจะลงเอยด้วย ชวน หลีกภัย แต่เป็นการลงเลยโดยมีร่องรอยแห่งความขัดแย้งทั้งในพรรคประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐ

ความไม่ลงตัวในช่วงก่อนและระหว่างการประชุมมาจาก การแทรกแซงของ “ผู้มีบารมีนอกพรรค” ของทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะเรื่องการจัดแบ่งกระทรวงให้แต่ละพรรคที่กระทบต่อ “ความต้องการ”ของคนในพรรคและนอกพรรค

เริ่มต้นด้วย เมื่อมี “ผู้มีบารมีนอกพรรค”พลังประชารัฐ อาชา เข้ามาจัดแบ่งกระทรวงให้ ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย เมื่อคืนวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ พรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ตั้งเงื่อนไขร่วมรัฐบาล “แย่งของรักของหวง” ของผู้มีบารมีสีเขียว คือ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม ที่ “ผู้มีบารมีสีเขียว” ไม่ยอมให้โควต้านี้ไปตกไปอยู่ในมือ “นักการเมือง” แม้จะเป็นภายในพรรรพลังประชารัฐเองก็ตาม จึงไม่ต้องพูดถึงว่าจะยอมให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่น

โผการแบ่งเค้กจึงถูกจัดสรรใหม่ โดยให้กระทรวง พาณิชย์-พลังงาน -ศึกษา-พัฒานาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แก่ประชาธิปัตย์ และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์-สาธารณสุข-ท่องเที่ยวและกีฬาแก่ภูมิใจไทย ซึ่งเหมือนจะลงตัว แต่ทันทีที่คนในพลังประชารัฐรับรู้ว่ามีการแบ่งเค้กเช่นนี้และกระทบกับ “ความฝัน”นักเลือกตั้งในพรรคที่หมายมั่นจะจองเก้าอี้เสนาบดีใหญ่ จึงเกิดอาการ  “รวน” ขนานใหญ่ที่ใช้อิทธิพลนอกพรรคปั่นป่วนพรรคจนต้อง “ล้ม”การเจรจานั้นไป

เก้าอี้รัฐมนตรีพลังงาน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเจรจา เพราะกลายเป็นเก้าอี้จ่องหมายปองของณัฐพล ทีปสุวรรณ ขุนพล กปปส. ที่มาเป็นหมายเลข1 ปาร์ตี้ลิสต์พลังประชารัฐ ซึ่งเกิดกำลังภายในนอกพรรคที่จะ “ล็อก”เก้าอี้นี้ให้ ณัฐพล ทีปสุวรรณ จึงไม่ยอมให้เป็นโควต้าของประชาธิปัตย์

ผู้มีบารมี “ส”จึงใช้เส้นสายในทั้งประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐก่อหวอดจนต้องล้ม “ดีล” จึงเป็นที่มาที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยอมมีมติเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาลในการประชุมวันที่ 23 และ 24 พฤษภาคม เพราะความไม่ชัดเจนของการ “แบ่งกระทรวง” และเป็นต้นเหตุต่อ “ความขัดแย้ง”การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาธิปัตย์ เข็น ชวน หลีกภัย ลงสู้สุชาติ ตันเจริญ จากพลังประชารัฐ ก่อนจะตกลงกันวินาทีสุดท้ายหลีกทางให้ ชวน หลีกภัย ไม่งั้นแพ้ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จากฝั่งเพื่อไทย ที่จะหนักหนากว่า

ปรากฎการณ์ “ผู้มีบารมีนอกพรรค”แทรกพรรคการเมือง สอดคล้องกับที่ชวน หลีกภัย ระบุว่า มี “คนนอกพรรค”แทรกแซงการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นการสู้ระหว่าง จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ กับพีระพันธุ์  สาลีรัฐวิภาค มาแล้ว

นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า การเมืองไทยที่วุ่นวายอยู่ทั้งการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และการตั้งรัฐบาล มาจาก  “ผู้มีบารมีนอกพรรค” ทั้งประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐ  และเอาเข้าจริงอีกฝากหนึ่งคือขั้วเพื่อไทยก็วุ่นวาย เพราะการ “บงการ”ของผู้มีบารมี “แดนไกล” ที่บงการ หลายพรรคจน ดำรงความเป็น “ขั่ว”ขัดแย้งทางการเมืองอยู่

อนิจาการเมืองไทยสุดท้าย …วุ่นวายเพราะ “จอมบงการ”

8 ปี 5 เดือน ‘ป๋าเปรม’ บนถนนสายการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373204?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

8 ปี 5 เดือน ‘ป๋าเปรม’ บนถนนสายการเมือง

27 พฤษภาคม 2562 – 08:02 น.
พลอเปรม ติณสูลานนท์,ป๋าเปรม,บ้านสี่เสาเทเวศร์
เปิดอ่าน 3,191 ครั้ง

รายงาน…

ชีวิตของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวและเปลี่ยนไปทุกครั้ง มักจะเป็นไปตามฟันเฟืองตัวจักรแห่งสถานการณ์ให้หมุนไปข้างหน้า

          ต้นเดือนตุลาคม 2520 พล.อ.เปรม ได้เลื่อนตำแหน่งจากแม่ทัพภาคที่ 2 ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และเริ่มมีบทบาททางการเมือง 

20 ตุลาคม 2520 พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ นำคณะทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 15 โดย พล.อ.เปรม เป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

1 ตุลาคม 2521 ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก และปีถัดมา เป็นรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งตอนนัั้น คนไทยเริ่มรู้จักนายทหารบ้านนอกบ้างแล้ว

++

 รัฐบาลใต้ร่มพระบารมี
พลันที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประกาศลาออกกลางสภา เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2523 เมื่อมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พล.อ.เปรม ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของประเทศไทย

พล.อ.เปรม ได้กล่าวย้ำกับคณะรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกว่า “รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเหนือพรรค เหนือพวก เหนือผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” 

รัฐบาลเปรม สมัยที่สอง (2526-2529) พล.อ.เปรม ได้รับการสนับสนุนจาก 4 พรรคการเมืองคือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และพรรคชาติประชาธิปไตย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 30 เมษายน 2526

รัฐบาลเปรม สมัยที่สาม (2529-2531) พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล สนับสนุน พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2529

เนื่องจากความขัดแย้งของพรรคประชาธิปัตย์ พล.อ.เปรมจึงได้ตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2531 และได้จัดให้เลือกตั้งใหม่ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2531

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2531 ปรากฏว่า พรรคชาติไทย ได้รับเลือกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ตอนค่ำวันที่ 17 กรกฎาคม 2531 หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค 5 พรรค อันประกอบด้วย พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคราษฎร และพรรคสหประชาธิปไตย ได้เข้าพบ พล.อ.เปรม เพื่อเชิญให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรมได้กล่าวขอบคุณพร้อมกับพูดว่า “ผมขอพอ” ส่งผลให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

มีข้อสังเกตว่า ตั้งแต่รัฐบาลเปรม 1 ถึงเปรม 5 พล.อ.เปรม ได้ยึดตำแหน่งในกระทรวงสำคัญ ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจนั้น บรรดาเทคโนแครตจากสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทยได้จับจองไว้ ที่เหลือให้พรรคการเมืองไปแบ่งกัน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า นโยบายเศรษฐกิจในยุค พล.อ.เปรม ถูกขับเคลื่อนด้วย “พลังเทคโนแครต”

++

      การเมืองนำการทหาร
ผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลเปรม สมัยแรก คือ พล.อ.เปรมได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ในวันที่ 23 เมษายน 2523 ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญในการต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ โดยใช้การรุกทางการเมือง ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ทางทหาร ส่งผลให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ประสบความพ่ายแพ้ นักรบและมวลชนได้ออกมามอบตัวต่อทางการ อันนำไปสู่การยุติสงครามกลางเมือง ระหว่างกองทัพแห่งชาติ กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อย่างเด็ดขาดเมื่อปี 2530

ที่มาของ “การเมืองนำการทหาร” เริ่มจากปี 2516 สมัยที่ พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เข้าประจำการที่กองทัพภาคที่ 2 ส่วนหน้า(สกลนคร) จึงเรียนรู้ปัญหาสงครามประชาชนอย่างถ่องแท้ เมื่อ พล.อ.เปรม ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 จึงได้นำแนวคิดการเมืองนำการทหาร หรือ “ยุทธศาสตร์มวลชน” สู่การปฏิบัติที่เป็นจริง

ชัยชนะของกองทัพแห่งชาติต่อ พคท. นำไปสู่การปรองดองชาติ ดับไฟสงครามประชาชน ทำให้คำสั่ง 66/2523 ได้รับการอ้างถึงในช่วงหลังๆ อยู่บ่อยครั้ง

++

    ต้านยุทธการยึดเมือง
พล.อ.เปรม ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจากการสนับสนุนของกองทัพ โดยเฉพาะกลุ่มยังเติร์ก แต่ พล.อ.เปรมก็ไม่ไว้ใจผู้นำ “กลุ่มยังเติร์ก” พล.อ.เปรมจึงต่ออายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกของตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าปีแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขาจะไม่ลอยจากกองทัพ

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มยังเติร์กจึงไม่พอใจ วันที่ 1-3 เมษายน 2524  จึงก่อการยึดอำนาจ ในชั้นแรกจะให้ พล.อ.เปรมเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ แต่ พล.อ.เปรมปฏิเสธ กลุ่มยังเติร์กจึงให้ พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติแต่การยึดอำนาจไม่ประสบความสำเร็จ

          การยึดอำนาจที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้กลุ่มยังเติร์กหรือทหารหนุ่ม จปร.7 ต้องหมดบทบาททางการเมือง และ พล.อ.เปรม มีอำนาจในการคุมกองทัพที่เข้มแข็งมากขึ้น

วันที่ 9 กันยายน 2528 ได้มีความพยายามยึดอำนาจอีกครั้ง ในระหว่างที่ พล.อ.เปรมเดินทางเยือนอินโดนีเซีย นำโดย พ.อ.มนูญ รูปขจร (ชื่อและยศในเวลานั้น) และนายทหารนอกราชการ แต่การยึดอำนาจไม่ประสบความสำเร็จ

++

  ลอบสังหารป๋าเปรม
บนถนนการเมืองของ พล.อ.เปรม ต้องเผชิญหน้ากับการทำรัฐประหาร 2 ครั้ง และมีแผนการลอบสังหารผู้นำการเมือง และบุคคลสำคัญเกือบ 10 ครั้ง อันเป็นผลมาจากการรัฐประหารที่ล้มเหลวในเดือนเมษายน 2524

จากข้อมูลการลอบสังหารผู้นำการเมือง ที่มีการบันทึกไว้ 9 ครั้ง แต่มีอยู่ 2 ครั้ง ที่เป็นความพยายามลอบสังหาร พล.อ.เปรม

ครั้งที่ 1 วันที่ 14-16 กรกฎาคม 2525 มีการลอบสังหาร พล.อ.เปรม ขณะเดินทางไปเป็นประธานเปิดอนุสาวรีย์จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่กระสุนจรวดขนาด 66 มม. เอ็ม 72 พลาดเป้าหมายไปเพียงเล็กน้อย

ครั้งที่ 2 วันที่ 20 ตุลาคม 2525 มีการลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์, พล.อ.เปรม และตระเตรียมการลอบปลงพระชนม์พระบรมวงศานุวงศ์ ในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลควีนส์คัพ ที่สนามกีฬาแห่งชาติ กทม.

ห้วงเวลานั้น พล.อ.เปรม ได้ฉายา “นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” เนื่องจากมีกระบวนท่าทางการเมืองที่พลิกแพลง แม้บุคลิกส่วนตัวดูอ่อนน้อม แต่ก็เฉียบขาด

จากสมรภูมิภาคอีสาน สู่ทำเนียบรัฐบาล ตลอดระยะเวลา 8 ปี 5 เดือนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ให้ความสำคัญกับการจัดสมดุลทางอำนาจ จึงประคองตัวให้รอดพ้นจากเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ความพยายามยึดอำนาจ และการลอบสังหาร

         พล.อ.เปรม เป็นนักการเมืองที่เก่งกาจ ยากที่จะมีนายทหารคนใดทำได้ มีทักษะในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ยอมถอยเมื่อเสียเปรียบ และพร้อมเผด็จศึกเมื่อโอกาสมาถึง