ส่องฝีมือ’สมพงษ์ ชิงดวง’แม่ทัพตำรวจป่าผู้มาแทน’โจ๊ก’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369863?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องฝีมือ’สมพงษ์ ชิงดวง’แม่ทัพตำรวจป่าผู้มาแทน’โจ๊ก’

26 เมษายน 2562 – 09:14 น.
บิ๊กแป๊ะ,บิ๊กโจ๊ก,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,พลตทสมพงษ์ ชิงดวง,ผบชสตม
เปิดอ่าน 5,126 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ท่ามกลางอากาศเมืองไทยที่ร้อนระอุทะลุองศาเดือด สถานการณ์การเมืองก็เร่าร้อนไม่แพ้สภาพอากาศ แต่ยังมีเรื่องร้อนๆ ปนคาวในแวดวงสีกากีโผล่มาสอดแทรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน กับเหตุการณ์คำสั่งเด้งแบบ “ฟ้าผ่าหน้าแล้ง” ที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จรดปากกาเซ็นคำสั่งให้ “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล นายตำรวจคู่บุญของรัฐบาลคสช. ขาดจากตำแหน่งเดิม ผบช.สตม เข้ากรุไปอยู่ ศปก.ตร. ก่อนจะมีคำสั่งออกมาเป็นพวง ทั้งยกเลิกอำนาจหน้าที่ของศูนย์ต่างๆ ที่ควบคุมดูแล และโอนย้ายไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูงในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ชนิดที่เรียกว่าแม้แต่ชุดตำรวจก็ห้ามใส่

การเด้ง “บิ๊กโจ๊ก” พ้นจากตำแหน่งและอำนาจของตำรวจ จึงถูกถกกันในแวดวงตำรวจและได้รับการจับจ้องของสังคมที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ใคร? เหมาะสมมานั่งเก้าอี้ ผบช.สตม. แทนอดีตบิ๊กตำรวจหนุ่มคนดังที่เคยฝากผลงานการปราบปรามผ่านสื่อทุกแขนงไว้อย่างล้นหลาม

ถัดจากบรรยากาศอึมครึมราวสัปดาห์เศษๆ ก็ถึงเวลาเลือกตัวแทนที่เหมาะสมมาปฏิบัติหน้าที่คุมบังเหียน สตม. โดย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 4 /2562 โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ และคณะรองผบ.ตร. เข้าร่วม ซึ่งใช้เวลาประชุมประมาณ 45 นาที ก็มีข้อสรุปแต่งตั้งให้ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.ตชด. ไปดำรงตำแหน่ง ผบช.สตม. แทน “บิ๊กโจ๊ก”

ทว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ที่ข้ามห้วยจาก “แม่ทัพตำรวจป่า” ผบช.ตชด. เข้าเมืองมานั่งเก้าอี้ ผบช.สตม. แทน “บิ๊กโจ๊ก” เขาคือใคร ทำอะไรมา มีผลงานอย่างไร ทำไมผู้ใหญ่ไว้วางใจ เห็นคุณค่าจนได้มานั่งเก้าอี้ทองหน่วยงานหลักที่คนในรั้วปทุมวันอยากสัมผัส…

ถ้าหากเอ่ยชื่อ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ที่สื่อมวลชนสายตำรวจรู้จักกันดีโดยเรียกขานว่า “บิ๊กอู๊ด” แต่ผู้คนในสังคมทั่วไปอาจจะทำหน้าสงสัยเพราะไม่ได้ออกสื่อถี่ยิบเหมือนอดีต ผบช.สตม.คนล่าสุด แต่ถ้าบอกว่า “บิ๊กอู๊ด” คือหนึ่งในนายตำรวจที่บุกจับ “ผู้พันตึ๋ง” พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ คดีสังหารอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เชื่อว่าหลายคนต้องร้องอ๋อ…เป็นเสียงเดียวกัน

สำหรับ “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.ป้ายแดง เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่นที่ 40 (นรต.40) เกิดในค่ายทหารที่ จ.ลพบุรี บิดาเป็นทหารชั้นผู้น้อย และเกษียณในยศร้อยตรี มารดาอาชีพค้าขาย ญาติพี่น้องส่วนใหญ่รับราชการทหาร เป็นที่รู้จักของใครหลายคน โดยเมื่อครั้งเป็นรองผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม (รองผกก.2 บก.ป.) ได้เป็นผู้ที่นำกำลังตำรวจคอมมานโดกองปราบบุกจับกุม พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือ “ผู้พันตึ๋ง” นายทหารที่มีอิธิพลมากในเวลานั้น และเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรเมื่อปี 2544 ซึ่ง “บิ๊กอู๊ด” ได้วางแผนนำกำลังเข้าจับกุมได้ จนต่อมาได้รับฉายาว่า “มือปราบผู้พันตึ๋ง”

หลังจากผลงานสืบสวนเข้าตานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทำให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร.ในขณะนั้น แต่งตั้งให้เป็นนายตำรวจติดตาม (นายเวร) ในอัตราพันตำรวจเอก (พ.ต.อ.) ก่อนจะได้มีโอกาสลงไปทำงานในชายแดนใต้เนื่องจากต้องติดตาม ผบ.ตร.ที่ลงไปแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ ก่อนจะขยับมารับตำแหน่งผู้กำกับการ 5 กองปราบปราม (ผกก.5 บก.ป.) ดูแล 14 จังหวัดภาคใต้ ก็ยังคงทำผลงานอย่างต่อเนื่องในคดีสำคัญ อย่างเช่น คดีหนุ่มตัดนิ้วมือตัวเองเพื่อหวังเงินประกันชีวิต

ถัดมาช่วงเปลี่ยน ผบ.ตร. มาเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ก็ถูกสั่งย้ายมาเป็นผกก.สภ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง โดยตลอดเวลา 2 ปี ที่อยู่ สภ.ยี่งอ ไม่ได้ย่อท้อ ยังมุ่งมั่นตั้งใจทำงานต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นงานสืบสวน งานมวลชน จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (รองผบก.ภ.จว.นราธิวาส) และขยับมาเป็นรองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 (รองผบก.ส.3)

“บิ๊กอู๊ด” ติดดาวนายพลในตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน) เป็นอีกหนึ่งนายพลยังหนุ่มในยุคนั้น เรียกได้ว่าทำงานตั้งแต่ใต้สุดจนถึงเหนือสุด ดังที่เขาบอกว่า “ตำรวจมีฝีมืออยู่ที่ไหนก็ทำงานได้” จากนั้น “บิ๊กอู๊ด” ก็ได้กลับมาพื้นที่นครบาลในตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจอารักขาและควบคุมฝูงชน (ผบก.อคฝ.) ก่อนเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (รองผบช.ภ.5) ดูแลพื้นที่ภาคเหนือตอนบน กระทั่งโยกมาเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (รองผบช.ปส.) และย้ายมาเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) โดยยังทำผลงานอย่างต่อเนื่องจนได้รับการไว้วางใจให้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.)

การมานั่งหัวเรือใหญ่ตำรวจตะเวนชายแดนของ “บิ๊กอู๊ด” ปรากฏผลงานมากมายทั้งออกสื่อและไม่ออกสื่อ อาทิ งานสืบสวนที่เป็นงานถนัดของตัวเองแล้ว ยังมีการจัดอบรมให้ตำรวจตระเวนชายในโครงการสืบสวนโดยการใช้เทคโนโลยีพร้อมการฝึกการใช้อาวุธเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้แก่กองกำลังอีกด้วย ส่วนงานด้านปราบปรามยาเสพติดและแก๊งมอดไม้ลอบตัดป่าก็ทำต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีงานเกี่ยวกับโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดนที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ “สมเด็จย่า” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ก็ยังพัฒนาไปข้างหน้าอีกด้วย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง เป็นนายตำรวจมากฝีมือและครบเครื่องคนหนึ่ง อยู่มาครบแทบทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศักยภาพทั้ง “บู๊” ทั้ง “บุ๋น” ก่อนที่จะก้าวเข้ามาทำงานในตำแหน่งสำคัญอย่าง ผบช.สตม.

ทันทีที่ “บิ๊กอู๊ด” เข้ารับตำแหน่งผบช.สตม.อย่างเป็นทางการ ก็ไม่รีรอเรียกตำรวจผู้นำแต่ละหน่วยในสังกัด สตม. มามอบนโยบายปฏิบัติหน้าที่ โดยเน้นย้ำว่าห้ามตำรวจเรียกรับผลประโยชน์ ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดี เพราะ “หากหัวไม่ส่ายหางคงไม่กระดิก”

          จะว่าไปแล้วเส้นทางสีกากีไม่มีอะไรแน่นอน มีทั้งวันรุ่งสุดขั้ว และมีวันร่วงสุดขีด ผลงานดี ฝีมือเด่นเป็นที่ประจักษ์ก็ยังไม่อาจวางใจได้ ถ้าพลาดเมื่อไหร่ก็จบ เพราะบทเรียนมีให้เห็นจนนับไม่ถ้วน ฉะนั้นต้องดูกันยาวๆ..!!

ชำแหละ “แดงฮาร์ดคอร์” รอได้รอ รุกได้รุก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369858?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชำแหละ “แดงฮาร์ดคอร์” รอได้รอ รุกได้รุก

26 เมษายน 2562 – 08:38 น.
โกตี๋,ชูธงทวนกระแส,แดงฮาร์ดคอร์,สุรชัย แซ่ด่าน,ภูชนะ
เปิดอ่าน 4,748 ครั้ง

คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

 พลันที่สมเด็จฮุนเซน ส่งสัญญาณจะให้คนบางกลุ่มใช้แผ่นดินกัมพูชาเป็นฐานโจมตีรัฐบาลไทย ผู้คนก็กลับมาสนใจ “คนเสื้อแดง” ที่หลบภัยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านอีกครั้ง

จะว่าไปแล้ว 4-5 ปีมานี้ แทบไม่มีการเคลื่อนไหวของ “ผู้หลบภัย” ในเขมร ต่างจากช่วงปี 2553-2554 ที่มีการจัดกิจกรรมทางการเมืองกันอย่างเปิดเผย

หลายคนคงจำภาพแกนนำ นปช. และนักการเมืองพรรคเพื่อไทย เรียงแถวเข้าแสดงความเคารพต่อสมเด็จฮุนเซนอย่างชื่นมื่น เมื่อครั้งที่มีการแข่งขันฟุตบอลมิตรภาพ ระหว่างวีไอพีกัมพูชากับแกนนำ นปช. มิหนำซ้ำ วิสา คัญทัพ กับ อดิศร เพียงเกษ ยังแต่งเพลงสรรเสริญ “สมเด็จเสื้อแดง” เผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์ช่องเอเชียอัพเดท

วันนี้ สถานการณ์การเมืองไม่เหมือนเดิม นักการเมืองอาวุโสกัมพูชา ฉายา “จิ้งจอกพนมเปญ” รู้ว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจจริง จึงพลิกเกมไม่หนุนคนเสื้อแดง โดยมีนโยบาย “ซุกหัวนอนอยู่ได้” แต่ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง

          พูดถึงกลุ่มผู้หลบภัยในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2562 มีงานฌาปนกิจศพ “กาสะลอง“ หรือ ไกรเดช ลือเลิศ ที่เชียงราย และ “ภูชนะ” หรือ ชัชชาญ บุปผาวัลย์ ที่สมุทรปราการ

ทั้งสองเคยทำงานจัดรายการวิทยุใต้ดิน(ถ่ายทอดทางยูทูบ) ร่วมกับ “สุรชัย แซ่ด่าน” อยู่ที่บ้านพักเขตท่าง่อน เมืองไชทานี นครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนจะหายตัวไปจากบ้านพัก และกลายเป็นศพลอยกลางน้ำโขง

ขบวนการคนเสื้อแดงไม่ได้มีแค่ นปช.เท่านั้น หากยังมีกลุ่มแดงอิสระ ที่ไม่อยู่ใต้ร่มธง นปช. อย่างเช่นกลุ่มสื่ออิสระ ที่เกิดจากเวทีการชุมนุมท้องสนามหลวง โดยพวกเขาเริ่มทำเว็บไซต์กลุ่มวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ, เสรีชน, Hi Thaksin, Thai Voice, ม้าเร็ว และฟ้าใหม่ เป็นกระบอกเสียงของคนเสื้อแดง

คนทำสื่อกลุ่มนี้ ประกอบด้วย บังสุกุล, ม้าเร็ว, โต้ง, องค์หญิงจอมแก่น และซาร่า จะเป็นทีมงานถ่ายทอดเสียงการชุมนุม เวทีเสวนาในทุกแห่งหน “กาสะลอง” ก็เคยจัดทำสื่อวิทยุ-โทรทัศน์อินเทอร์เน็ตให้แก่กลุ่มคนเสื้อแดงภาคเหนือ

เมื่อต้องหลบภัยไปอยู่ในลาว กาสะลองจึงบุกเบิกทำสถานีวิทยุใต้ดินยุคดิจิทัล อาศัยยูทูบและเฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือ เริ่มจัดรายการ “ปฏิวัติประเทศไทย” โดยมี สุรชัย แซ่ด่าน เป็นวิทยากรหลัก

ส่วน “ภูชนะ” เป็นแกนนำเสื้อแดงมุกดาหาร นำประชาชนจากมุกดาหารเข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง ภูชนะผ่านสมรภูมิราชดำเนินและราชประสงค์มาแล้ว ระหว่างนั้น ได้รู้จักกับ จันทนา วรากรสกุลกิจ ซึ่งผู้หญิงคนนี้ถูกจับกุม ด้วยข้อหาครอบครองอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด

ถ้ายังจำกันได้ ก่อนเกิดรัฐประหาร 2557 ตำรวจ-ทหารได้เข้าตรวจค้นหอพักย่านกระทุ่มแบน พบอาวุธสงคราม พร้อมกระสุนปืนซุกซ่อนอยู่จำนวนมาก ซึ่งเบาะแสมาจากอดีตทหารพรานที่ถูกจับกุมก่อนหน้านั้น โดยมีการซัดทอดมายังจันทนา และภูชนะ แต่แกนนำแดงมุกดาหารหลบหนีไปได้

ภูชนะข้ามแม่น้ำเหืองไปอาศัยอยู่ในสวนยางแถวแขวงไซยะบุลีอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของสุรชัย แซ่ด่าน ทำหน้าที่เป็นการ์ดดูแลเจ้าสำนักแดงสยาม

          รายการ “ปฏิวัติประเทศไทย” ที่ส่งกระจายเสียงไปทั่วโลก สุรชัยก็ขายฝัน ขายความคิดเก่าๆ สมัยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่เขตงานสุราษฎร์ธานี 

จริงๆ แล้ว แนวคิดปฏิวัติประเทศไทย ได้มีการจัดกลุ่มศึกษามาตั้งแต่กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จัดการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ปี 2550 เวลาต่อมา สุรชัยได้จัดตั้งกลุ่มแดงสยาม เพื่อสร้างเครือข่ายขบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุด

          สุรชัยยังฝันถึงวันเก่าๆ สมัยสวมหมวกดาวแดง จับปืนต่อสู้กับทหาร-ตำรวจในเขตป่าเขา คนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งก็เคลิ้มฝันตามสิ่งที่สุรชัยปลุกระดมผ่านวิทยุใต้ดินจากเมืองลาว

“โกตี๋” วุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ ก็เคยอยู่กับสุรชัย แซ่ด่าน แต่ด้วยความเป็นคนอีโก้จัด โกตี๋เลยแยกตัวออกไปจัดรายการวิทยุใต้ดิน พร้อมประกาศจัดตั้งกองทัพประชาชน เพื่อข้ามโขงไปปลดปล่อยประเทศไทย หลังจากนั้นไม่นาน โกตี๋ก็ถูก “นักรบนิรนาม” อุ้มหายไป

ปลายปีที่แล้ว สุรชัย แซ่ด่าน พร้อมกาสะลอง และภูชนะ ถูกนักรบนิรนามพาตัวออกจากบ้านพักไป และอีกไม่นาน ก็มีคนพบศพกาสะลองและภูชนะ กลุ่มแดงอิสระพยายามจัดงานรำลึกถึงสหายร่วมอุดมการณ์ และยกย่องให้เป็นวีรชนนักสู้

ความคิดแบบสุรชัย ยังไม่ได้หายไปจากคนเสื้อแดงบางกลุ่ม พวกเขารอวันที่จะเคลื่อนไหวต่อสู้ปฏิวัติสังคมไทยอีกครั้ง เหมือนที่สุรชัยเพียรปลุกระดมทางยูทูบมา 3-4 ปี

วันนี้ กลุ่มสื่อแดงอิสระกลับมารวมตัวกันอีก ความฝันที่อยากเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ไม่เคยจางหายไปจากความคิดกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์

ขอเชิญเฝ้ารับเสด็จพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369772?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขอเชิญเฝ้ารับเสด็จพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

26 เมษายน 2562 – 07:25 น.
อ๊อด เทอร์โบ,พระราชพิธีบรมราชาภิเษก,พสกนิกร,ประชาชน,จงรักภักดี
เปิดอ่าน 700 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอเชิญชวนพสกนิกร ประชาชนผู้จงรักภักดีทุกหมู่เหล่า ร่วมรับเสด็จในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4-6 พฤษภาคม 2562 ซึ่งรัฐบาลและทุกหน่วยงานมีแผนงานดูแลอำนวยความสะดวกเต็มที่

จึงขอเป็นสื่อกลางนำเสนอความคืบหน้าและกำหนดการต่างๆ เพื่อประชาชนจะได้วางแผนเดินทางเข้าร่วมเฝ้ารับเสด็จ

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 ทรงรับสั่งให้ดูแลประชาชนเพราะทุกคนเป็นแขกของพระองค์ท่าน

ทรงพระเจริญ


 ทุกหน่วยงานร่วมดูแล-บริการประชาชน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเฝ้ารับเสด็จในวันที่ 4-6 พฤษภาคม  ตลอดระยะทาง โดยได้เตรียมสถานที่ไว้รองรับและอำนวยความสะดวกไว้เรียบร้อยแล้ว

ในเขตกทม.สามารถนำรถยนต์ส่วนบุคคลจอดได้ที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลาดพร้าว สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการ ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยจะมีรถชัตเติลบัสจากกระทรวงคมนาคมบริการสู่พื้นที่บริเวณงานจากจุดรวมพลรอบเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน เริ่มตั้งแต่สนามม้านางเลิ้ง บ้านมนังคศิลา บ้านพิษณุโลก วัดเทพศิรินทร์ เชิงสะพานพระพุทธ เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และเชิงสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรี

ทุกจุดมีโรงครัวพระราชทานอาหารกลางวันและน้ำดื่ม หน่วยแพทย์พระราชทานดูแลให้คำแนะนำก่อนที่จะเข้ามาสู่พื้นที่รับเสด็จ จะให้บริการตั้งแต่วันที่ 2-6 พฤษภาคม

มีรถชัตเติลบัสรับส่งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและสนามกีฬาแห่งชาติเพื่อไม่ให้เกิดความแออัด ส่วนการจราจรในพื้นที่ชั้นในมีเต็นท์นิทรรศการให้ประชาชนได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณี ประวัติศาสตร์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งมีวงดนตรีจากนักเรียนโรงเรียนต่างๆ คอยขับกล่อม

กระทรวงคมนาคมเตรียมพื้นที่จอดรถสำหรับประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและจิตอาสาดูแลรถยนต์ของประชาชนรอบ กทม. เช่น อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ สนามกีฬาธูปะเตมีย์ สนามกีฬาบุณยะจินดา คลังสินค้าลาดกระบัง ห้างอิเกีย ไบเทค บางนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีบางมด พุทธมณฑล เซ็นทรัลศาลายา และเซ็นทรัลเวสต์เกต รองรับรถยนต์ได้เกือบ 40,000 คัน

โดยจัดเตรียมบริการรถชัตเติลบัสของกระทรวงคมนาคมบริการประชาชนที่ต้องการพักค้างแรม จุดพักค้างคืนให้จำนวน 2 จุด ได้แก่ อาคารกีฬาเวสน์ และพุทธมณฑลศาลายา ทั้งนี้หลังจากเฝ้ารับเสด็จเสร็จสิ้นแล้วจะมีเจ้าหน้าที่นำเดินทางกลับและมีอาหารเย็นบริการที่จุดรวมพล

รถไฟจะมีรถไฟขบวนพิเศษฟรีให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา และนครปฐม เดินทางเข้ามาที่หัวลำโพงหรือสะพานยมราช เพื่อเดินทางมายังจุดรวมพลที่วัดเทพศิรินทร์

การเดินทางทางน้ำ กรมเจ้าท่าจัดเตรียมเรือไว้บริการฟรีตั้งแต่วันที่ 4-6 พฤษภาคม ได้แก่ เรือด่วนเจ้าพระยา จาก จ.นนทบุรี-ท่าเรือปิ่นเกล้า ฝั่งพระนคร จำนวน 4 เที่ยว และเรือข้ามฟากฟรี ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. และจากท่าเรือสาทรถึงท่าเรือสะพานพุทธ

การตั้งจุดคัดกรองจะตั้งจากเส้นทางสะพานพุทธบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศและแยกเฉลิมกรุง สะพานเจริญรัช ประชาชนที่เดินเข้าเส้นทางนี้สามารถเฝ้ารับเสด็จบริเวณถนนวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) และวัดราชบพิธ หากเข้าทางถนนพระอาทิตย์จะเข้าสู่สนามหลวงได้

กทม.ได้จัดพื้นที่แก้มลิงบริเวณตามแยก ซอยต่างๆ เพื่อพักคอย โดยเจ้าหน้าที่จะเชิญให้เข้าเส้นทางรับเสด็จในเวลาที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้นั่งกลางแดดนาน จะมีเสื่อไว้รองนั่งตามข้างเส้นทางเสด็จฯ ด้วย

เจ้าหน้าที่จะให้บริการและให้ข้อมูลทุกอย่างได้หมดเมื่อประชาชนถามมาต้องตอบได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน จุดไหน

ทุกคนต้องพกติดตัวไว้คือบัตรประชาชน เพราะบัตรประชาชนถือเป็นบัตรเชิญ รวมถึงร่มกันแดด และกล้วยตากเพิ่มพลังงาน แนะนำว่าควรจิบน้ำบ่อยๆ ได้จัดเตรียมไว้หลายจุด

จึงขอให้ทุกคนโปรดเตรียมตัว เตรียมใจ พร้อมร่วมรับเสด็จ โดยพร้อมเพรียงกัน


 ทัวร์จีนหายไปไหน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนภูเก็ตมีอาชีพขับรถตู้ ซึ่งระยะนี้ได้หายไปจนแทบส่งค่าผ่อนรถไม่พอ เพราะทัวร์จีนหายไปหมด ไม่เหมือนก่อน

โดยปกติแล้วชาวจีนอยากมาเที่ยวทะเล โดยเฉพาะภูเก็ต กระบี่ สมุย พัทยา แต่ติดเงื่อนไขที่รัฐบาลจีนกำชับบริษัททัวร์ไม่ให้ส่งนักท่องเที่ยวจีนมาเมืองชายทะเลหรือตามเกาะต่างๆ ในประเทศไทย

รัฐบาลจีนเตือนเอเย่นต์ท่องเที่ยวเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในการท่องเที่ยวทะเลในเมืองไทยยังไม่ดีพอ มีความเสี่ยง ปัจจุบันบริษัททัวร์จีนจึงหันไปจัดทัวร์เวียดนาม เมียนมาร์มากขึ้น

แต่นักท่องเที่ยวจีนก็ยังอยากมาไทยมากกว่า คนจีนชอบอาหารไทย ผลไม้หลายอย่าง สินค้าโอท็อป ถ้าถูกใจชอบใจจะซื้อไม่อั้น เขาบอกว่าเพื่อนคนจีนมาเที่ยวแล้วบอกว่าคนไทยเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวจีนมากกว่าประเทศอื่นๆ

ผมเป็นห่วงด้านการท่องเที่ยวของไทย จะทำอย่างไรที่จะดึงนักท่องเที่ยวชาวจีนให้มาเที่ยวเหมือนในอดีต

ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้ดูแลรับผิดชอบได้รับทราบ เพื่อหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจ และยินดีที่จะให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทย

ขอฝากให้ช่วยกันดึงทัวร์จีนกลับมาด้วย เพราะคนจีนชอบมาไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ไพฑูรย์ (ภูเก็ต)

ตอบคุณ ‘ไพฑูรย์’ ภูเก็ต
ผมเองก็ชอบไปภูเก็ตที่ที่ใครๆ ขนานนามว่า ‘ไข่มุกแห่งอันดามัน’ เพราะมีทุกอย่างครบจริงๆ ที่ชอบมากเป็นพิเศษ คืออาหารอร่อยมากๆ ทั้งอาหารทะเล
อาหารจีน อาหารใต้ และท้องทะเล เกาะแก่งชายหาดก็สวยงามสุดๆ

จดหมายของคุณน่าสนใจมากครับ เพราะเป็นตัวจริงเสียงจริงสายตรงต่อผู้ทำมาหากินกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งตอนหลังนี้หายไปมาก หลังจากเกิดอุบัติเหตุเรือล่มและปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ

ผมก็เชื่อ 100% ว่าคนจีนชอบมาเที่ยวไทยไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ตนี่ยอดนิยมมากๆ

นี่ไม่ใช่หน้าที่หรือความรับผิดชอบของททท.หรือรัฐมนตรีท่องเที่ยว แต่ชาวบ้านชาวเมืองต้องช่วยกันทำมาหากินอย่างซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา

อย่างทัวร์จีนนี้แม้จะมีปัญหาหลายๆ อย่าง แต่ถ้ารัฐบาลเข้มงวดกวดขัน เจ้าหน้าที่เรียกร้องผลประโยชน์หรือบริษัททัวร์เอาเปรียบลูกทัวร์

เหล่านี้ทำลายธุรกิจท่องเที่ยว ต้องจัดการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดสุดๆ
อ๊อด เทอร์โบ

ทุกข์คนมีรถ..โบรกเกอร์เถื่อนตุ๋นขายประกัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369770?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุกข์คนมีรถ..โบรกเกอร์เถื่อนตุ๋นขายประกัน

26 เมษายน 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ทุกข์คนมีรถ,โบรกเกอร์เถื่อน
เปิดอ่าน 472 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย… คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

ภัยใกล้ตัวทุกวันนี้มีหลากหลายรูปแบบ เพราะมิจฉาชีพก็มีวิวัฒนาการตามยุคสมัย โดยเฉพาะการฉ้อโกง ต้มตุ๋นหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สิน ยิ่งแล้วเป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของแต่ละคน ที่บางครั้งก็ไม่ทันคิดจนหลวมตัวกลายเป็นเหยื่อ

เคยปรากฏเป็นข่าวมาเป็นระยะเกี่ยวกับมิจฉาชีพที่ฉ้อโกง “หลอกขายประกัน” มีผู้เสียหายรวมตัวไปแจ้งความก็หลายคดี จับได้ก็เยอะ ออกหมายจับก็มี โจรบางรายถูกจับแล้วไม่สำนึกยังกลับมาต้มตุ๋นวิธีการเดิมๆ จึงทำให้คดีหลอกขายประกันภัยเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพราะหลายคนมองถึงเรื่องความสะดวกสบาย ยอมซื้อขายประกันภัยผ่านทางโทรศัพท์ หรือแม้แต่ทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์

เฉกเช่นกรณีล่าสุดที่ตำรวจกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ 191 โดย พ.ต.อ.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบก.สปพ. และ พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ ผกก.สายตรวจ บก.สปพ. ร่วมกันแถลงจับกุม น.ส.จุฑาภาส อังกาพย์ นักต้มตุ๋นสาววัย 37 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงพระนครใต้ ที่ จ.7/2562 ลงวันที่ 16 มกราคม 2562 ฐานฉ้อโกง และหมายจับอื่นร่วม 10 หมาย หลังก่อเหตุโทรศัพท์หลอกลวงผู้เสียหายหลายร้อยคนให้ซื้อประกันภัยรถยนต์ ทั้งที่เคยถูกจับดำเนินคดีแล้ว แต่กลับมาก่อเหตุซ้ำอีก

การจับกุมซ้ำในความผิดคดีเดิมๆ ของสาวนักตุ๋นรายนี้ พ.ต.อ.ปิยรัช บอกว่า ผู้ต้องหารายนี้ได้ก่อเหตุโดยอ้างเป็นตัวแทนบริษัทโบรกเกอร์ขายประกันภัยแห่งหนึ่ง โทรศัพท์ไปหาลูกค้าที่เคยทำประกันภัย และกำลังหมดอายุ เพื่อให้ต่อประกันภัย จูงใจเหยื่อด้วยการเสนอส่วนลด หรือมอบของกำนัล อาทิ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้เหยื่อคล้อยตามและหลงเชื่อ ซึ่งก็ได้ผล เพราะมีเหยื่อหลงเชื่อหลายร้อยคนตกลงทำประกันภัยรถยนต์ ก่อนโอนเงินเข้าบัญชีคนร้าย ตกรายละ 10,000-25,000 บาท แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีการทำประกันภัยรถยนต์ให้

จากประวัติของสาวแสบยอดนักต้มตุ๋นเคยถูกจับกุมดำเนินคดีมาหลายครั้ง แต่ยังหากินแบบเดิมๆ ก่อเหตุซ้ำในลักษณะเดิม กระทั่งครั้งล่าสุดตำรวจ 191 ตามรวบตัวได้ที่บริเวณสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 3 ถนนสุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง ก่อนจะให้การว่า ซื้อข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อผ่านทางเว็บไซต์ จาก นายโฟล์ค ซึ่งไม่ทราบชื่อสกุลจริง ในราคาชื่อละ 3 บาท จากนั้นก็นำมาใช้ล่อลวงติดต่อให้เหยื่อซื้อประกันภัยรถยนต์กับตัวเอง รายละประมาณ 18,000 บาท มีผู้เสียหายหลงเชื่อหลายร้อยคน รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท โดยโทรศัพท์ไปหลอกลวงลักษณะนี้หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือและภาคใต้ เพราะอาศัย

ประสบการณ์ที่เคยเป็นพนักงานบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง จึงรู้ช่องทางการก่อเหตุจนทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้

คนร้ายรายนี้ก่อเหตุแบบเดิมๆ หลายครั้ง ถูกจับหลายหน แต่ยังวนเวียนกับการหากินแบบมิจฉาชีพลักษณะนี้อยู่ สังคมจึงตั้งคำถามว่าทำไมถึงได้ออกมาก่อความเดือดร้อนได้อยู่ ซึ่ง พ.ต.อ.ปิยรัช อธิบายว่า แม้คนร้ายรายนี้เคยก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง แต่ความผิดฐานฉ้อโกง ต่างกรรมต่างวาระ โดย น.ส.จุฑาภาส จะเลือกเจรจากับผู้เสียหายแต่ละราย หากรายใดยินยอมเจรจาไกล่เกลี่ยสำเร็จ ก็สามารถถอนแจ้งความได้ ซึ่งผู้ต้องหารายนี้ถูกตำรวจ 191 จับกุมมาแล้วช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังมีหมายจับติดตัวอีก 10 หมายจับ

สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นทุกข์ของคนมีรถ ฉะนั้นตำรวจแนะนำว่า การทำประกันภัยรถในลักษณะแบบนี้ ควรตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หรือตัวแทนที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งติดต่อกับบริษัทประกันภัยด้วยตนเอง ไม่ควรทำประกันผ่านตัวแทนที่ไม่เคยรู้จัก โดยเฉพาะกรณีที่มีการแจกสิ่งของเพื่อจูงใจ หรือมีราคาถูกเป็นพิเศษ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้..!!

‘นายกฯ คนนอก’ ก๊อกสอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369741?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘นายกฯ คนนอก’ ก๊อกสอง

25 เมษายน 2562 – 13:05 น.
รัฐบาลแห่งชาติ,นายกฯ,รัฐบาลปรองดอง,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,422 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  ร่มเย็น

ระยะนี้มีการออกมาเสนอถึง “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือ “รัฐบาลปรองดอง” ก็สุดแล้วแต่ที่จะเรียก ที่เห็นขยันขันแข็งจริงจังกับเรื่องนี้ก็คือ “เทพไท เสนพงศ์ ” ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์  โดยบอกว่าเป็นการเสนอหาทางออกให้ประเทศ หากการเมืองถึง “ทางตัน”

แต่ถามว่าการเมืองจะเดินไปถึง “ทางตัน” ได้จริงๆ หรือ ต้องบอกว่ายังมองไม่เห็นเพราะหากเดินไปตามสเต็ปของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ก็สามารถเดินไปได้ และมีนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลได้แน่นอน

เริ่มจากการมองไปที่ผลการเลือกตั้งที่ออกมาแม้ว่าขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่รับรองและประกาศผลอย่างเป็นทางการ  แต่ผลก็คงไม่เปลี่ยนแปลงจากที่เป็นอยู่ในขณะนี้ไปมาก นั่นหมายความว่าโอกาสที่ “ขั้วพรรคเพื่อไทย” จะตั้งรัฐบาลได้ไม่มีเลย   ที่กล่าวเช่นนี้เพราะหากเรามองไปตามที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ที่ละขั้นตอนก็จะเห็นภาพชัดเจน

ขั้นตอนแรกต้องมีนายกรัฐมนตรีเสียก่อน (ตั้งนายกรัฐมนตรี ได้แล้วจึงจะมีรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีได้) โดยในรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาล มาตรา 272  วรรคแรก ระบุว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกซึ่งก็คือหลังเลือกตั้ง การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องใช้มติที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งก็คือให้สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. มาร่วมลงมติกับส.ส.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี (ซึ่งในบทเฉพาะกาลมาตรา 269 ระบุว่าในวาระเริ่มแรกให้ส.ว. มี 250 คน) และมติที่เห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสองสภา (ส.ส.มี 500คน ส.ว. มี 250 คน รวม 750 คน) นั่นก็คือ 376 เสียง ในขณะที่ “ขั้วพรรคเพื่อไทย” ไม่มี 250 เสียงของ ส.ว.หนุนเหมือนขั้วพรรคพลังประชารัฐ  “ขั้วพรรคเพื่อไทย” จึงต้องรวมเสียงจากส.ส. อย่างเดียวให้ได้ถึง 376 เสียง ซึ่งไม่มีทางทำได้แน่
ถามว่าทำไม 250 ส.ว. ต้องสนับสนุนขั้วพรรคพลังประชารัฐ คำตอบก็มาจากรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน เนื่องจากโครงสร้างของ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ส.ว.250  คน มาจาก 3 ประเภทคือจากการสรรหาและเลือกกันเอง แต่ไม่ว่ามาจากการสรรหาหรือเลือกกันเอง การคัดเลือกขั้นสุดท้ายก็จะเป็นอำนาจของคสช. โดยลำพัง  และอีกประเภทหนึ่งเป็นโดยตำแหน่งซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง จึงกล่าวได้ว่าส.ว.ทั้ง 250 คนมีที่มาจาก คสช. โดยตรง ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. เป็นนายกรัฐมนตรี

ดังนั้นจึงสามารถตัด “ขั้วพรรคเพื่อไทย” ออกไปได้เลย พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการโหวตจากที่ประชุมรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยแน่
ประเด็นต่อมาคือ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” แน่นอนว่า จากผลการเลือกตั้งที่ออกมา เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี  รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ  หรืออาจแย่กว่านั้นถึงขนาดเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำ
แต่ก็ใช่ว่าจะถึง “ทางตัน” เพราะเมื่อได้เป็นรัฐบาลในทางการเมืองก็จะมีแต่คนวิ่งเข้าหา เนื่องจากไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน ที่ 7 พรรคการเมืองเคยประกาศว่าจะจับมือกันแน่นไม่เอา “พล.อ. ประยุทธ์” ก็ใช่ว่าจะ “แน่น” ตลอดไป ดังนั้นรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ก็ค่อยๆ สร้างเสียงที่มีเสถียรภาพเอาภายหลังได้ ในอดีตของการเมืองไทยก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว
อย่างไรก็ตามสมมุติว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ บริหารประเทศไปสักระยะหนึ่งแล้วไปไม่รอด  ทางแก้ไม่ให้เกิด “ทางตัน” ก็มีอีก ซึ่งก็มาจากรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน แต่หลายคนอาจลืมไปหรือนึกไม่ถึงนั่นก็คือมาตรา 272 วรรคสอง ซึ่งได้แก่ นายกรัฐมนตรีคนนอกถือว่าเป็น “ก๊อกสอง”  ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรีบมี “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคสองตั้งแต่แรก รอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ วิกฤติเสียก่อนแล้วค่อยมี “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ภายหลังก็ได้ และ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ในทีี่นี่ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่ “นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลแห่งชาติ” แต่อย่างใด
ทั้งนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคสอง เปิดช่องให้มี “นายกรัฐมนตรีคนนอก” โดยบัญญัติว่า  ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้  หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดำเนินการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้
และเมื่อเป็น “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ซึ่งตอนนั้นไม่ใช่ พล.อ. ประยุทธ์ แล้ว แรงต้านที่ว่าต้องไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์   หรือว่าต่อต้านการสืบทอดอำนาจก็จบไป  โอกาสที่จะฟอร์มรัฐบาลก็ง่ายขึ้นเพราะจะมีเสียงส.ส.ในสภาสนับสนุนรัฐบาลมากขึ้น  บริหารประเทศไปได้อย่างฉลุย ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าจะบริหารประเทศไปได้อีกนานแค่ไหน  และถ้า “รัฐบาลนายกรัฐมนตรีคนนอก” เจอเข้ากับวิกฤติ นายกฯ ก็สามารถยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้

จะเห็นได้ว่าหากเดินไปตามกลไกรัฐธรรมนูญและครรลองประชาธิปไตยปกติ บ้านเมืองก็สามารถเดินไปได้  ไม่เห็นว่าจะมีเรื่องน่าวิตกกังวลหรือถึงทางตันแต่อย่างใด

ศรีสุวรรณค้านคำขอสงวนสิทธิแจกที่ดินคืนปารีณา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403451?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ศรีสุวรรณค้านคำขอสงวนสิทธิแจกที่ดินคืนปารีณา

9 ธันวาคม 2562 – 08:39 น.
สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย,สปก,ปารีณา,ศรีสุวรรณ จรรยา,ฟาร์มไก่
เปิดอ่าน 77 ครั้ง

ศรีสุวรรณร่อนหนังสือถึงเลขา ส.ป.ก.ค้านคำขอสงวนสิทธิแจกที่ดินคืนปารีณา

9 ธันวาคม 2562 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ได้มีหนังสือถึงเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2562 ที่ผ่านมา

โดยอ้างว่าได้ใช้ประโยชนี่ดินเพื่อเกษตรกรรมบริเวณหมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี และได้ยื่นชำระภาษีบำรุงท้องที่(ภ.บ.ท.5) จำนวน 29 แปลง ซึ่งที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยประสงค์ขอส่งคืนพื้นที่ตาม ภ.บ.ท.5 เพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรให้เกิดประโยชน์ต่อการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดย น.ส.ปารีณาและหรือบุคคลในครอบครอง ขอสงวนการใช้สิทธิเป็นอันดับแรกตามที่กฎหมายกำหนดนั้น

การขอสงวนสิทธิเป็นผู้รับการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. ดังกล่าวกลับคืนไปให้ น.ส.ปารีณาเป็นอันดับแรกนั้น เลขา ส.ป.ก.ไม่สามารถใช้อำนาจใด ๆ ตามคำร้องขอดังกล่าวได้ เนื่องจาก น.ส.ปารีณา ไม่มีคุณสมบัติที่เป็นไปตาม พรบ.ปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 2518 ประกอบ พรฎ.กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเป็นเกษตรกร 2535 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะได้รับการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. ได้จะต้องเป็นเกษตรกร ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักเท่านั้น โดยจะต้องเป็นผู้ที่ยากจน หรือจบการศึกษาด้านเกษตรกรรม หรือเป็นบุตรของเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง แต่ประสงค์ที่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักเท่านั้น

ทั้งนี้ น.ส.ปารีณา มิได้เป็นผู้ที่ยากจนแต่อย่างใด โดยพิจารณาตามข้อมูลบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นไว้ต่อ ป.ป.ช.ล่าสุดจะพบว่ามีรายได้จากเงินเดือนและค่าตอบแทน ส.ส.ถึงปีละ 1,362,720 บาท มีทรัพย์สินรวมแล้วกว่า 163 ล้านบาท และมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2555 ได้กำหนดอัตรารายได้ของผู้ยากจนไว้ คือ ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อคนต่อปีเท่านั้น นอกจากนั้นมิได้เป็นผู้ที่จบการศึกษาด้านเกษตรกรรม และบิดาก็เป็นนักการเมือง เป็น ส.ส.มาหลายสมัยซึ่งมิได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักแต่อย่างใด แต่หากประสงค์จะได้ที่ดิน ส.ป.ก.อีก ต้องลาออกจาก ส.ส.มาเป็นเกษตรกรเต็มตัวเท่านั้น

ดังนั้น สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงได้ทำหนังสือส่งไปยังเลขา ส.ป.ก. เพื่อคัดค้านการขอสงวนการใช้สิทธิเป็นอันดับแรกของ น.ส.ปารีณาดังกล่าวแล้ว และหากยังมีความพยายามที่จะฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อช่วยเหลือกันและกันโดยไม่ดูเจตนารมณ์ของกฎหมาย คนที่จะถูกสมาคมฯยื่นฟ้องเอาผิดเป็นคนแรก คือ เลขา ส.ป.ก.นั่นเอง

บิ๊กรบ.เหลืออด ปชป.จ่อเฉือนทิ้งดึง ส.ส.ฝ่ายค้านแทน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403416?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

บิ๊กรบ.เหลืออด ปชป.จ่อเฉือนทิ้งดึง ส.ส.ฝ่ายค้านแทน

8 ธันวาคม 2562 – 22:00 น.
บิ๊กรบเหลืออด,เหลืออด ปชป,จ่อเฉือนทิ้งดึง สสฝ่ายค้านแทน
เปิดอ่าน 3,199 ครั้ง

บิ๊กรัฐบาล เหลืออด ปชป.คุม ลูกพรรค ไม่อยู่งัดพรรคร่วม จ่อโดนเฉือนเนื้อร้ายทิ้ง ต้นปี 63 เหตุ ส.ส.ซีกสุเทพ ยังอยู่ ดึงเสียงฝ่ายค้านแทน ล่อใจเก้าอี้ รมต. 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการใช้ศึกษาผลกระทบจากประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ไปเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมี 10 เสียง ส.ส.ฝ่ายค้านมาช่วยเป็นองค์ประชุมนั้น

แต่ในส่วนของ 6 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลงมติเห็นด้วยให้ตั้ง กมธ.ดังกล่าว ยังคงลงมติยืนยันตามเดิม 4 ราย ประกอบด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง , นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช , นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี ขณะที่ นางกันตวรรณ ตันเถียร ส.ส.พังงา และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก ร่วมแสดงตนเป็นองค์ประชุม แต่ไม่ออกเสียงลงมติ สร้างความไม่พอใจให้กับแกนนำระดับสูงของรัฐบาลเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้มีการกำชับกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค เพื่อให้ควบคุมการลงมติของลูกพรรค ทั้งในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และในช่วงงานเลี้ยงสังสรรค์พรรคร่วมรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.แล้ว และมีการระบุด้วยว่าหากไม่สามารถควบคุมองค์ประชุมสภาฯและควบคุม ส.ส.รัฐบาลได้ก็อาจจำเป็นต้องยุบสภา

แต่ผลปรากฏว่าทางพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่สามารถควบคุม ส.ส.ในสังกัดได้ และไม่มีทีท่าว่าจะมีมาตรการลงโทษใดๆ ออกมา อีกทั้งยังปล่อยให้ ส.ส.และผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นโจมตีรัฐบาลบ่อยครั้ง ที่สำคัญการทำงานของรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมา ก็ไม่เข้าขาและมีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาลหลายกรณี ทั้งในส่วนของกระทรวงเศรษฐกิจ รวมไปถึงกรณีการแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร จึงเริ่มมีความเห็นพ้องกันของแกนนำระดับสูงในรัฐบาล ในการที่จะปรับพรรคประชาธิปัตย์ออกจากรัฐบาลในการปรับ ครม.ที่คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2563 หรือภายหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“เชื่อว่าถ้าปรับพรรคประชาธิปัตย์ออกจากรัฐบาล ก็จะยังมี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่า 30 คน ยังอยู่ร่วมรัฐบาล ส.ส.กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใกล้ชิดกับ นายสุเทพ เทือกสุวรรณ อดีตรองนายกฯ และอดีตเลขาธิการ กปปส. ที่สนับสนุนให้ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐตั้งแต่ต้น” แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุ

แหล่งข่าว ยังได้กล่าวถึงการแก้ปัญหาไม่ให้กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วยว่า เสียงที่อาจจะหายไป 20-30 เสียงนั้น จะทดแทนด้วยเสียงของ ส.ส.บางส่วน ของพรรคเศรษฐกิจใหม่, พรรคอนาคตใหม่, พรรคประชาชาติ และพรรคเพื่อชาติ รวมแล้วราว 10 เสียง จึงมีการประสานระหว่างแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ไปยังผู้บริหารระดับสูงของพรรคเพื่อไทย ที่มีความคุ้นเคยกัน เพื่อทาบทามให้นำ ส.ส.จำนวนหนึ่งราว 20-30 เสียง ทั้งที่มีการดูแล หรือฝากเลี้ยงไว้อยู่แล้ว รวมกับบางส่วนที่ไม่กังวลกระแสต่อต้านในพื้นที่ ให้เข้ามาแทนที่เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่ขาดหายไป โดยมีการเสนอตำแหน่งรัฐมนตรี และตำแหน่งอื่นในฝ่ายบริหารให้ตามสัดส่วนจำนวน ส.ส.ที่เข้ามาร่วมกับรัฐบาลด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยกันว่า ในอนาคตอาจจะดึง ส.ส.เพื่อไทย เข้ามาช่วยงานรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น หากยังประสบปัญหาความไม่เข้าขากันของ พรรคพลังประชารัฐ กับพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยได้นำประเด็นดังกล่าวไปหารือ และขอความเห็นชอบจาก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ฮ่องกง เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

Rich gold harvest eases pain of Thai women’s defeat in football final

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/sport/30379220?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Rich gold harvest eases pain of Thai women’s defeat in football final

Dec 09. 2019
The men's sepak takraw regu team wins the gold medal for the 17th time.

The men’s sepak takraw regu team wins the gold medal for the 17th time.
By Lerpong Amsa-ngiam
THE NATION

325 Viewed

Despite a disappointing defeat in the women’s football final, Thailand still enjoyed a fruitful day in the SEA Games by winning 20 gold medals on Sunday.

After the men’s team crashed out in the group stage, the Football Association of Thailand had placed high hopes on the women’s side, who took on long-standing rivals Vietnam at the Rizal Memorial Stadium in Manila, to bring home a gold medal.

Unfortunately, after a 90-minute goaless game, defending champions Vietnam broke the ice in extra-time to retain the gold medal, adding more salt to Thai wounds after having knocked the Thai men’s team out of the competition just a few days ago.

Once the dominant football power in the region, Thailand failed to win a gold medal in the SEA Games football event for the first time since 2009.

Women’s wakeboard gold medalist Patcharaporn Junnguluam

However, there was plenty of good news away from the soccer field as Thai athletes produced the highest number of golds in a single day since the Games started on November 20.

The athletic team proved the most productive, winning four events — women’s triple jump, hammer throw and javelin throw, and men’s hammer throw.

Three gold medals were contributed by the muay thai boxing team who won in the men’s 48kg and 63.5kg and women’s 45kg.

Thailand also won two golds from each of the following sports: wakeboard (men’s and women’s), karatedo (men’s 67kg kumite and women’s 61kg kumite), cycling (men’s individual road race and team’s road race) and taekwondo (men’s under 68kg and over 87kg).

Men’s road racing team

Elsewhere, the men’s sepak takraw regu team won the gold medal for the 17th time, the women’s rugby team defended their crown, fourth victory in the Games overall, and the men’s golf team took the only gold medal from four disciplines after failing in the men’s individual, women’s team and individual.

Other Thai gold medals on Sunday came from fencing (women’s sabre team) and traditional boat race 22-seater 200m.

Men’s golf team

North Korea intensifies pressure on US as it tries to exact concessions

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/ann/30379219?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

North Korea intensifies pressure on US as it tries to exact concessions

Dec 09. 2019
North Korean leader Kim Jong-un cuts a ribbon during a ceremony for the completion of the Yangdok County Hot Spring Cultural Recreation Center in North Korea in this undated picture released by North Korea's Central News Agency on Saturday. (KCNA)

North Korean leader Kim Jong-un cuts a ribbon during a ceremony for the completion of the Yangdok County Hot Spring Cultural Recreation Center in North Korea in this undated picture released by North Korea’s Central News Agency on Saturday. (KCNA)
By The Korea Herald/ANN

393 Viewed

North Korea has intensified pressure on the United States both in words and action in an apparent attempt to exact concessions from Washington before it returns to the negotiating table for nuclear talks.

On Sunday, the North’s state-run Korea Central News Agency reported that the country had successfully conducted a “very important test” at the Sohae Satellite launching ground Saturday, quoting a statement issued by a spokesman for the Academy of National Defense Science. “The results of the recent important test will have an important effect on changing the strategic position of the DPRK once again in the near future,” it said, referring to the North’s official name, Democratic People’s Republic of Korea.

The three-sentence statement did not elaborate on details of the test.

The Sohae Satellite launching station is also known as the Dongchang-ri site on the North’s western coast, a main facility for developing intercontinental ballistic missiles capable of striking the continental US.

Given that Pyongyang said the test will change the North’s “strategic position,” it is likely to have been an engine test for a new solid fuel for intercontinental ballistic missiles, according to Kim Dong-yub, an analyst at Seoul’s Institute for Far Eastern Studies.

North Korea has been developing rocket engines that burn solid fuel, meant to be capable of faster launches compared to liquid fuel.

The North has dismantled some parts of the Dongchang-ri site after its relations with the US improved following the first Trump-Kim summit in Singapore in June last year.

In September 2018, South Korean President Moon Jae-in and the North Korean ruler signed an agreement to permanently dismantle the Dongchangri engine testing site and launch pad and allow international inspectors to observe the process.

But some signs of recovery at the site have been detected recently as nuclear talks have stalled.

Negotiations between the US and North Korea have been stalemated since a second summit between Trump and Kim broke down in Hanoi, Vietnam, in February, failing to narrow a gap between North Korea’s demand for economic sanctions relief and Washington’s demand to first dismantle nuclear and biochemical weapons and missiles.

Working-level talks in Stockholm, Sweden in October also failed to make headway.

Over the weekend, North Korea criticized the Trump administration for dragging its feet on the stalled nuclear talks for the sake of domestic politics, while Trump warned the North against interfering in next year’s US presidential election.

According to the Associated Press, North Korea’s ambassador to the United Nations Kim Song released a statement criticizing the US’ pursuit of “sustained and substantial dialogue” as a “time-saving trick” to benefit a “domestic political agenda.”

“We do not need to have lengthy talks with the US now and the denuclearization is already gone out of the negotiation table,” he said.

With a series of statements from high-ranking officials, Pyongyang has been urging Washington to put forward measures for security guarantee and sanctions lifting ahead of resumption of denuclearization negotiations.

On Saturday, Trump said he did not think the North Korean leader wanted to interfere in next year’s US presidential election and said he would be surprised if Pyongyang acted in a hostile manner.

“We’ll see about North Korea,” Trump told reporters.

“I’d be surprised if North Korea acted hostilely,” Trump said at the White House. “He knows I have an election coming up. I don’t think he wants to interfere with that, but we’ll have to see … I think he’d like to see something happen. The relationship is very good, but there is some hostility, there’s no question about it.”

http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20191208000149

Korean investors turn to real estate, less interested in stock market

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/ann/30379218?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Korean investors turn to real estate, less interested in stock market

Dec 09. 2019
(Yonhap)/On top of that, the total volume of mortgages extended by financial institutions gained 9.5 trillion won in the third quarter compared to 4.3 trillion won in the first quarter of this year,

(Yonhap)/On top of that, the total volume of mortgages extended by financial institutions gained 9.5 trillion won in the third quarter compared to 4.3 trillion won in the first quarter of this year,
By The Korea Herald/ANN

531 Viewed

Korean investors have been turning their attention toward the real estate market, reflected in an increase in mortgage lending, while cash flows in the equity market have been overall stagnant, recent data showed.

According to data released by the Bank of Korea last month, the outstanding balance of mortgage loans held by banks and other financial institutions here came to a combined 830.3 trillion won ($700.5 billion) as of September. The latest data is a noteworthy jump from the corresponding figures of 808 trillion won in 2018 and 770 trillion won in 2017, respectively.

On top of that, the total volume of mortgages extended by financial institutions gained 9.5 trillion won in the third quarter compared to 4.3 trillion won in the first quarter of this year, separate data from the central bank showed. The BOK cited a rise in the purchase of apartments and borrowers’ need for capital to pay for “jeonse” — a home lease system unique to South Korea that requires tenants to pay a large sum of money as a deposit instead of submitting monthly fees — behind the rise in numbers.

http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20191208000147

Both the combined assets held by institutions and increase in mortgage lending work as important barometers for local investors’ interest in the real estate market.

Meanwhile, combined deposits in brokerage accounts – including dormant ones where investors have yet to claim profits from investments – in Korea came to 24.8 trillion won as of last week, a Korea Financial Investment Association data showed. The figure has remained overall flat for nearly a year, indicating a lack of fresh investments amid a sluggish stock market, weighed on by risks stemming from global issues including the US-China trade war.

The outstanding balance of margin loans extended to investors for purchase of stocks traded on the benchmark Kospi and the secondary Kosdaq came to 9.3 trillion won as of Thursday. Though the figure hovered above the 10 trillion-won mark from February to early July, it fell below the line in late July. It has remained below the mark since.

“There’s a belief among South Korean investors that there’s a safety net on real estate prices — that it won’t drop below a certain level,” said Hwang Se-woon, a senior researcher at Korea Capital Market Institute.

“Due to the belief, coupled with the sluggish stock market, the nation’s investment has been flowing into the real estate market,” he added.

The data comes as the government has adopted a slew of measures to tame soaring apartment prices here, including tighter lending rules and higher property taxes for expensive homes.