ชัวร์!พรรคสีฟ้าเเละพรรคสีน้ำเงินเเตะขั้วพปชร.สานฝัน”ลุงตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368231?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชัวร์!พรรคสีฟ้าเเละพรรคสีน้ำเงินเเตะขั้วพปชร.สานฝัน”ลุงตู่”

8 เมษายน 2562 – 12:05 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,ถาวร เสนเนียม,อนุทิน ชาญวีรกูล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่
เปิดอ่าน 13,373 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน ค่อนข้างชัดเจนเเล้วว่า “ยี่สิบห้าพรรคการเมืองจะมีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ได้ในชั้นต้น โดยสองพรรคที่ไม่มีส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ คือ พรรคเพื่อไทยเเละประชาชาติ คือคำตอบของกกต.ที่เเจ้งต่อสังคมหลังจากชุลมุนว่าพรรคที่มีส.ส.เขตเท่านั้นหรือไม่จะได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาหลายวัน

เมื่อมาถึงตรงนี้ความชัดเจนบังเกิดขึ้นมาระดับหนึ่งพร้อมๆกับการสั่งนับคะเเนนใหม่เเละเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยเลือกตั้งที่มีความคาราราซังเเละเเว่วมาว่าสัปดาห์นี้จะมีเเจกใบสารพัดสีออกมาอีกระลอกใหญ่ เพื่อให้การเลือกตั้งซ่อมส.ส.ต้องยุติในเดือนเมษายน ก่อนที่จะรับรองผลอย่างเป็นทางการวันที่ 9 พฤษภาคม

ความจริงที่จะบังเกิดในการเลือกตั้งซ่อมคือขั้วพรรคเพื่อไทยต้องพยายามหลายเท่าตัวในการรักษาพื้นที่ รวมทั้งเจาะพื้นที่ใหม่ให้ได้เพื่อนำมาหักกลบลบหนี้กับขั้วหนุนลุงตู่ เเต่สิ่งที่น่าจะยากเเละเหนื่อยคือ การเกลี่ยเเต้มกันในเเต่ละเขตเลือกตั้งไม่ให้เหลื่อมล้ำกับพรรคเเนวร่วม เพราะหนึ่งคะเเนนในหนึ่งเขตเลือกตั้งจะมีผลในการคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ให้เเต่ละพรรคโดยอัตโนมัติ ตรงนี้คือสิ่งที่เหนื่อยเเสนเหนื่อย….

ส่วนพรรคพลังประชารัฐนั้น เเน่นอนว่าจะต้องกวาดคะเเนนมาเพิ่มให้ระบบเขตเเละปาร์ตี้ลิสต์ให้ขยับไปหายใจรดต้นคอพรรคเพื่อไทยให้มากที่สุด เพราะตอนนี้ “ยี่สิบเอ็ดเสียง” ที่พรรคอันดับหนึ่งมีเหนือพรรคอันดับสองนั้น “พลังประชารัฐ” ต้องคว้าตัวเลขเข้ามาลดช่องว่างให้ได้เยอะที่สุดเพื่อเป็นข้อต่อสู้บนเวทีการจัดตั้งรัฐบาลให้มีความชอบธรรมเท่าที่จะพยายามได้

อย่าลืมว่าการเลือกตั้งซ่อมนั้น สถิติที่ผ่านๆ มาจำนวนผู้มาใช้สิทธิจะลดลงกว่าการเลือกตั้งทั่วไป เเละหากมาจัดขึ้นช่วงหลังสงกรานต์ ผู้มาใช้สิทธิน่าจะน้อยลงกว่าที่ประมาณการไว้เป็นเเน่เเท้ ตรงนี้คือการบ้านที่สองขั้วการเมืองจะต้องทำเพื่อกวาดคะเเนนจากการหย่อนบัตรซ่อมครั้งที่จะถึงนี้ให้เข้าเป้าที่สุด

….อีกปรากฏการณ์ที่บางฝ่ายลุ้นมานาน คำตอบเเพลมมาเเล้วว่า “สองพรรค” จะเเตะมือกับขั้วใดระหว่างขั้วหนุนลุงตู่เเละขั้วต้านลุงตู่….

“สองพรรค” อมพะนำมาครู่ใหญ่ เเม้ล่าสุดจะเป็นคำตอบที่พูดไม่เต็มปากนัก เเต่เมื่อพินิจดีๆ เเล้ว มันคือคำว่า “ใช่” สำหรับพรรคพลังประชารัฐ

“หากคนที่อยู่ในหล่มไม่กี่คนนั้นบอกว่าจะไม่ทำให้บ้านเมืองขัดเเย้ง เเละเคารพสถาบัน หากตะโกนออกมา ผมเเละพรรคจะช่วยคนที่ติดหล่มได้” คือคำพูดของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึงจุดยืนของพรรคหลังอมพะนำมาหลายเพลา

“ถาวร เสนเนียม” ว่าที่ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “….วันนี้เราหารืออย่างไม่เป็นทางการมีผู้เข้าร่วมกว่า 30 คน ความเห็นจากการรับฟังประเด็นสำคัญ คือจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์อยากร่วมรัฐบาล ที่สำคัญเกือบครึ่งของที่ประชุมต้องการให้ประกาศท่าทีในนามพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนวันที่ 9 พฤษภาคมนี้…” เเละ “นักการเมืองของประชาธิปัตย์จะคำนึงถึงความอยู่รอดของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประโยชน์ประชาชน การเข้าร่วมรัฐบาลไม่ใช่เป็นการผิดอุดมการณ์ ไม่ใช่สนับสนุนผู้สืบทอดอำนาจ หรือไม่ได้สนับสนุนเผด็จการแน่นอน….”

เเม้จะมีเสียงค้านถาวรว่า “ตะเเบงไม่เลิก” เเละ “เป็นฝ่ายค้านก็ทำงานเพื่อประเทศได้” จาก “ชวน หลีกภัย” ก็ตาม…เเต่อย่างน้อยเชื่อได้ว่าเเม้ในอนาคตอันใกล้พรรคสีฟ้าจะมีมติว่าขอเป็นฝ่ายค้าน เเต่งูเห่าสีฟ้าบางตัวจะเลื้อยไปจากถนนเศรษฐศิริมุ่งหน้าซอยรัชดาภิเษก 54 เป็นเเน่เเท้

นัยนี้ไม่ต้องเเปลอะไรให้มากมายเพราะมันคือคำตอบที่สื่อถึง “นายใหญ่ ณ เเดนไกล” ให้ “เลิกคิด เลิกฝัน เลิกสู้” บนกระดานการเมืองยามนี้

“พรรคสีฟ้าเเละพรรคสีน้ำเงิน” คือพรรคอันดับที่สี่เเละอันดับที่ห้าบนกระดานการเมืองไทย “ว่าที่ส.ส.ราวหนึ่งร้อยชีวิตเศษ” ในเบื้องต้นของสองพรรคคือตัวเเปรที่เบียดขึ้นไปอยู่ลำดับที่สามกลายๆ เเละมีผลเเปรผันขนาดใหญ่ว่าขนาดของพรรคทั้งสองซึ่งประชาชนไว้วางใจในการหย่อนบัตรครั้งนี้

สิ่งที่อนุทินเเละถาวรระบุไว้นั้นมันชัดเเจ้งเเล้วว่าโอกาสเกินกว่าครึ่งเเตะขั้วพลังประชารัฐ เเละสิ่งที่เหลือคือรายละเอียดระหว่างทางที่ต้องเจรจาความกันให้ลงตัวกันทุกฝ่ายในการร่วมรัฐนาวาลำเดียวกันในอนาคตอันใกล้

ความจริงเเล้ว “ทักษิณ ชินวัตร” น่าจะมองเกมออกว่าประชาธิปัตย์เเละภูมิใจไทยจะตอบอย่างไร….เเต่ด้วยทิฐิเเละความเชื่อมั่นส่วนตัวที่ไม่มองบริบทโดยรวมของการเมืองเเละสังคมไทยจึงยังติดอยู่ในหล่มที่เจ้าตัวขุดไว้เอง

เเละยังต้องลุ้นกันรายวันกับชะตากรรมของคีย์เเมนพรรคอนาคตใหม่ว่าจะโป๊ะเเตกเมื่อใด หาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เเละปิยบุตร เเสงกนกกุล” จำต้องอดฉายบทบนเวทีการเมืองจากหลากกรรมที่เจ้าตัวก่อไว้ในอดีต ภาวะ “งูเห่าสีส้ม” น่าจะบังเกิดตามสิ่งที่ใครบางคนปราถนา

หากภาวการณ์ออกมาเเนวนี้….มันเหมือนกับการ “ดับฝันขั้วต้านลุงตู่เเละทักษิณ” เเม้ว่าในเร็ววันนี้จะมีการเลือกตั้งซ่อมหลายต่อหลายเขตที่จะเอามาลุ้น

เเม้นว่า…ในวันนั้นพรรคเพื่อไทยเเละเเนวร่วม เช่น อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย ประชาชาติ เศรษฐกิจใหม่ เพื่อชาติ พลังปวงชนไทยอาจจะชนะเลือกตั้งซ่อมได้หลายพื้นที่ (เเม้บางเขตจะต้องเสียพื้นที่ไปให้ขั้วตรงข้าม) จนตัวเลขเบียดขึ้นมาเพิ่ม เเต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ประชาธิปัตย์เเละภูมิใจไทยมีในมือเเละพร้อมไปเเตะมือขั้วหนุนลุงตู่นั้น ขั้วเพื่อไทยพยายามไปก็เหมือนเหนื่อยเปล่า…

ลุงตู่คงได้ยิ้มเเบบเบาใจได้เสียที….กับการเตรียมคัมเเบ็กสู่ตึกไทยคู่ฟ้า

“ธนาธร” ผ่านด่านแรกได้ไหม อย่าเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368228?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ธนาธร” ผ่านด่านแรกได้ไหม อย่าเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

8 เมษายน 2562 – 11:10 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,208 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

การตรวจสอบ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ประกาศอาสาปฏิวัติสังคมที่เขาเห็นว่าไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และยังเป็นสังคมศักดินาที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน ไม่ว่าการประกาศสานต่อภารกิจ 2475 (การเปลี่ยนแปลงการปกครอง) ให้ลุล่วง หรือการจำกัดอำนาจของกองทัพทางการเมือง ต้องบอกว่าเป็นเป้าหมายที่ “ท้าทาย” สำหรับคนหนุ่มที่มีความมุ่งมั่น

ท้าทายมากกว่าภารกิจ “พิชิตขั้วโลกใต้” ที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยพิชิตมาแล้ว เพราะนอกจากการต้องทำร่างกายให้แข็งแรงและจิตใจที่เข้มแข็งแล้ว พฤติปฏิบัติทั้งในอดีต-ปัจจุบันและอนาคต ของเขาจะต้องถูกต้องตามกติกา ไร้ข้อด่างพร้อยเช่นกัน

ประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังตรวจสอบพฤติปฏิบัติของธนาธรอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าคดีอาญาตามมาตรา 116 ว่าด้วยการยุยงปลุกปั่นอันเนื่องจากการช่วยเหลือผู้ต้องหาหลบหนีหรือให้ที่พักพิง รวมทั้งคดีว่าด้วยคุณสมบัติผู้สมัครส.ส. (กรณีการโอนหุ้นสื่อ) หรืออื่นๆ เป็นหนึ่งในขั้นตอนการตรวจสอบ “การเข้าสู่อำนาจทางการเมือง” ตามหลักการของรัฐธรรมนูญที่มีการปฏิรูปกันมาตั้งแต่ปี 2540

หลักการที่เหมือนกันของรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540, รัฐธรรมนูญปี 2550 และรัฐธรรมนูญปี 2560 แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเรื่องอื่นใด แต่หลักการ 3 อย่างในการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย คือการตรวจสอบผู้เข้ามามีอำนาจทางการเมือง 3 ช่วง เพื่อให้การเมือง “สะอาดและโปร่งใส” นั่นคือ 1.การตรวจสอบก่อนที่จะเข้ามาสู่อำนาจ 2.การตรวจสอบระหว่างการใช้อำนาจ และ 3.การตรวจสอบหลังการเข้ามามีอำนาจ หลักการทั้ง 3 นี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ชุด อานันท์ ปันยารชุน ใช้เป็นหลักในการร่างรัฐธรรมนูญ และยังถูกถอดมาใช้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

ดังนั้นการตรวจสอบว่าการถือครองหุ้นสื่อ และคดีเก่าๆ ของนายธนาธร ขัดกับคุณสมบัติของผู้เข้ามาใช้อำนาจทางการเมืองหรือไม่ จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา หาใช่การทำลายล้างพรรคอนาคตใหม่ดังที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพลพรรคอนาคตใหม่ พยายามโน้มน้าวให้แฟนคลับ 6.3 ล้านเสียงที่เลือกมา มาช่วยปกป้อง (save ธนาธร) อย่างที่ก่อกระแสหรือไม่
หากธนาธรมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง มิได้ทำหลักฐาน “ปลอม” หรือแต่งเรื่องเท็จมาเพื่อเอาตัวรอดดังที่สำนักข่าวอิศรา และภาคประชาชนบางส่วนตั้งข้อสงสัย ก็ไม่เห็นจะต้องวิตกถึงขนาดขอให้ประชาชนมาช่วยเหลือ
เพราะ “ทองแท้” ต้องไม่กลัวไฟ ความจริงเท่านั้นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยกเว้นทั้งหมดคือ “ทองปลอม!”
อย่าให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบเดียวกับกรณี ทักษิณ ชินวัตร ในกระบวนการเข้าสู่อำนาจปี 2544 กรณีซุกหุ้นไว้กับยาม-คนรับใช้และคนขับรถ เอาตัวรอดด้วยการใช้กระแสกดดันและอ้างว่า “บกพร่องโดยสุจริต” ขนาด นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ยังหลงผิด หันมาเชียร์ ทักษิณ ชินวัตร เชิดให้เป็น “อัศวินควายดำ” จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติ “ปลดล็อก” ปล่อยให้ ทักษิณ ชินวัตร เข้าสู่อำนาจ
และเป็นไปตามคำทำนายของ ประเสริฐ นาสกุล อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็น 1 เสียงวินิจฉัยว่าทักษิณขาดคุณสมบัติ บอกไว้ว่า “จะเป็นบุคคลอันตรายต่อแผ่นดิน” ซึ่งก็เป็นดังว่า

เรื่องของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ควรยึดบทเรียน ทักษิณ ชินวัตร ปี 2544 หากข้อเท็จจริงผิด เจ้าตัวควรยอมรับผิด

อย่าคิดเอามวลชนเป็นกำแพงบังกาย ผู้มีหน้าที่วินิจฉัยต้องวินิจฉัยตามตัวบท อย่าวินิจฉัยเพราะแรงกดดันของมวลชน

“ความถูกต้องของกฎหมายต้องบังคับใช้กับทุกคน จะยกเว้นให้ใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ แม้ว่าจะได้รับเลือกตั้งมาด้วยเสียง 6.3 ล้านเสียงก็ตาม”

ฝ่าวิกฤติฝุ่นเชียงใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368230?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่าวิกฤติฝุ่นเชียงใหม่

8 เมษายน 2562 – 10:55 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ฝุ่น พีเอ็ม 25,รศดรศิริมา ปัญญาเมธีกุล
เปิดอ่าน 384 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

สถานการณ์ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ใน จ.เชียงใหม่ ยังมีทีท่าวิกฤติอย่างต่อเนื่อง ทั้งสภาพฝุ่นที่ค่าสูงเกินมาตรฐานสะสมมาแล้วเป็นสัปดาห์ จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องรีบลงพื้นที่เพื่อเข้าไปหาแนวทางจัดการ ล่าสุดสถานการณ์ฝุ่นยังไม่คลี่คลายและยังมีปัญหาไฟป่าเพิ่มขึ้นอีกในพื้นที่

รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าสถานการณ์ฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ใน จ.เชียงใหม่ มีแหล่งต้นกำเนิดที่ต่างจากในกรุงเทพฯ พอสมควร เนื่องจากเชียงใหม่ไม่ได้มีปัญหาการจราจรคับคั่ง

“จ.เชียงใหม่ มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ฝุ่นมารวมได้ง่าย ประกอบกับปีนี้มีปัญหาเอลนีโญ อากาศปิด แล้งนานมาก แต่สาเหตุสำคัญของฝุ่นในเชียงใหม่คือการเผาป่าเพื่อทำการเกษตร” อาจารย์ศิริมาระบุ

การเผาป่าเพื่อทำการเกษตรใน จ.เชียงใหม่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่น พีเอ็ม 2.5 ประกอบกับปัญหาความแห้งแล้งในฤดูร้อน ส่งผลให้เกิดไฟป่า ซึ่งทำให้ฝุ่นละอองเพิ่มมากขึ้น ในปีนี้ถือว่าเป็นปีแล้งจัดมีอาสาสมัครทำแนวกันไฟไม่เพียงพอต่อการรับมือไฟป่าอีกด้วย

“ปีนี้มีปัญหาเรื่องการเผาใกล้ๆ กัน ติดกันหมด ต่างจากปีก่อนๆ ที่จะมีว่าห้ามเผาตรงไหนๆ ทยอยๆ กันไป แต่ปีนี้พอห้ามในช่วงเวลาใกล้ๆ กันทำให้จัดการเวลายาก นอกจากนี้ถ้าสินค้าการเกษตรมีราคาดี เช่นข้าวโพดราคาขึ้น คนก็ต้องรีบเผารีบเคลียร์เพื่อให้ได้พื้นที่เพาะปลูก”

ปัจจัยอีกประการคือแหล่งกำเนิดฝุ่นที่ถูกพัดพามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เชียงใหม่มีสภาพภูมิอากาศย่ำแย่ และมีค่า AQI พุ่งสูงกว่าใน กทม. ซึ่งอาจารย์ศิริมาชี้ว่า เป็นปัญหาร่วมของภูมิภาคนี้ เพราะปัญหาฝุ่นในภาคใต้ก็มีลักษณะนี้เช่นเดียวกัน

“ภาคใต้ก็มีฝุ่นจากอินโดนีเซีย อาจารย์มองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาทางภูมิภาคจริงๆ ไทยในฐานะประธานอาเซียนควรฉวยโอกาสนี้ออกมาตรฐานทางการทูตที่อิงกฎหมาย โดยปรับปรุงเอ็มโอยู ที่มี ให้เป็นข้อตกลงที่แน่นหนาไม่ใช่แค่รับปากว่าต้องทำ”

อาจารย์ศิริมาชี้ว่า ไทยมีโมเดล หรือพื้นที่แบบอย่างที่เป็นตัวเลือกการทำเกษตรรูปแบบใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจำนวนมาก เช่น แม่แจ่มโมเดล ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรจัดการคือการสร้างความตระหนักและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประชาชนโดยชี้ให้เห็นทางเลือกใหม่ๆ

“ป่าเป็นชุมชนของเขา คุณจะไปสั่งว่าห้ามเผาอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องมีทางเลือก 1 2 3 ให้เขาอยู่ได้ มีโมเดลให้ดูว่าต้องทำอย่างไร มีวิธีอื่นใหม่ ถ้ามันมีทางเลือกอื่นเขาก็เปลี่ยน เกษตรทางเลือก เกษตรผสมผสานต้องทำอย่างไร เหมือนกับปัญหาฝุ่นใน กทม. คุณบอกประชาชนว่าอย่าใช้รถให้ไปใช้ขนส่งแบบอื่น ไปใช้รถเมล์ แต่รถเมล์ก็ไม่เอามาเพิ่ม คนก็ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม”

นอกจากนี้ควรเน้นการทำงานเชิงรุก ใช้เทคโนโลยีเข้าไปจัดการเพื่อรับมือปัญหาไฟป่าและการเผาป่า เช่น ใช้ระบบดาวเทียมตรวจสอบจุดความร้อน (ฮอตสปอต) เพื่อรีบเข้าไปทำแนวกันไฟในพื้นที่ป่า หรือใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อสอดส่องดูแล เป็นต้น

แต่ในการแก้ปัญหาระยะยาว หน่วยงานรัฐและเอกชนคงต้องร่วมมือกันแบบบูรณาการ มีผู้สั่งการโดยที่ทุกฝ่ายปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียงกัน ขั้นต้นทุกหน่วยงานต้องใช้หน่วย AQI เท่ากันเพื่อเป็นดัชนีในการตรวจสอบความรุนแรงของสถานการณ์ปัญหา ส่วนดัชนีชี้วัดผลงานของหน่วยงานต่างๆ ก็ควรปรับเปลี่ยนจากด้านเศรษฐกิจและสังคมมาสู่ด้านสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมด้วย

สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบควรตระหนักแต่ไม่ตระหนกกับสภาพปัญหา ใช้ผ้าปิดปากหรือผ้าปิดจมูกในที่กลางแจ้ง หรือใช้เครื่องฟอกอากาศในห้อง อย่างไรก็ดี กลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดควรมีความตระหนักในเรื่องนี้มากเช่นกัน

“คนในพื้นที่เกษตรต้องทำงานกลางแจ้งตลอดทั้งวัน จะให้ใส่ผ้าปิดปากตลอดเวลาก็คงไม่ไหว สิ่งที่เราต้องทำคือการสร้างความตระหนักให้แก่เขาว่าถ้ามีปัญหาเรื่องฝุ่นควันพวกนี้เขาจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ”

อาจารย์ศิริมาย้ำว่า ปัญหาฝุ่น พีเอ็ม 2.5 เป็นปัญหาที่ต้องอาศัยการร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สิ่งสำคัญที่สุดคือควรมีความตระหนักแต่ไม่ตระหนกในการรับมือและแก้ไขปัญหานี้ไปด้วยกัน

ระวังค่าโง่ม.44การขยายค่างวด900MHzเป็นคนละกรณีกับการประมูล5G

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368232?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวังค่าโง่ม.44การขยายค่างวด900MHzเป็นคนละกรณีกับการประมูล5G

8 เมษายน 2562 – 10:30 น.
900 MHz,ค่าโง่,ประมูล,5G,กสทช,ม44
เปิดอ่าน 649 ครั้ง

บทความพิเศษ  โดย…  ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ

ในระยะนี้มีข่าวอยู่เสมอว่าไทยจะต้องเร่งประมูล 5G มิเช่นนั้นประเทศจะสูญเสียโอกาส และถ้าจะประมูล 5G ก็ต้องขยายระยะเวลาการผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz เพราะเอกชนแบกภาระจนไม่มีเงินมาประมูล พร้อมกับเรียกร้องให้ใช้ ม.44 เพื่อขยายระยะเวลาการผ่อนชำระดังกล่าว

แต่ล่าสุดสื่อมวลชนได้รายงานข่าวแล้วว่าเอกชนที่จะได้ประโยชน์จากการขยายระยะเวลาผ่อนชำระบอกว่า การขยายระยะเวลาผ่อนชำระเป็นคนละกรณีกับการประมูล 5G หมายความว่า ต่อให้มีการใช้ ม.44 เอกชนก็คงไม่เข้าประมูล 5G อยู่ดี

รายงานข่าวนี้สอดรับกับการนำเสนอบนเวที “5G ปลุกไทยที่ 1 อาเซียน” ที่เหล่าค่ายมือถือบอกว่า หากจะจัดประมูล 5G ต้องมี Spectrum Roadmap ที่ชัดเจนก่อน มีกฎกติกาที่เอื้อต่อ 5G มีการตั้งราคาคลื่นที่ไม่สูงเกินไป และที่สำคัญยังนำเสนอว่า มาตรฐาน 5G ระดับโลกของคณะทำงาน 3GPP ที่ออก Release 15 เน้นคุณสมบัติด้านความเร็วการรับส่งข้อมูล แต่มาตรฐาน Release 16 ที่จะออกในปี 2020 ถึงจะครอบคลุมคุณสมบัติด้านการรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมหาศาลและการลดความหน่วง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับบริการ IoT อย่างเช่น Smart city, Smart home, การจราจร หรือแม้แต่การเกษตร นอกจากเรื่องมาตรฐานแล้ว ตัวอุปกรณ์ที่ใช้งานก็ยังมีจำนวนน้อย แม้แต่ชิปเซตก็ยังมีไม่มากจนกว่าจะถึงปี 2020

หมายความว่าการจัดประมูล 5G เร็วเกินไป และมีโอกาสล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ เพราะแม้จัดสรรคลื่นได้ แต่บริการที่สำคัญยังจะไม่เกิดขึ้น เพราะมาตรฐานยังไม่สรุป อุปกรณ์และชิปเซตยังไม่เพียงพอ ผู้ชนะประมูลคลื่นก็ยังไม่สามารถสร้างรายได้ตอบแทนได้อย่างเต็มที่ เหล่านี้เป็นเหตุผลที่ค่ายมือถือยืนยันมาตลอดว่ายังไม่ควรเร่งจัดประมูล 5G ในปีนี้ ต่างจากคราวประมูล 3G และ 4G ที่อุปกรณ์ในท้องตลาดมีมากมายอยู่แล้ว ความต้องการใช้งานของผู้บริโภคมีมหาศาล เมื่อชนะประมูล สามารถสร้างรายได้ทันที

แล้วทำไมยังมีการดึงดันเรียกร้องให้ใช้ ม.44 ขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz กันอยู่อีก ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกับ 5G อย่างชัดเจน!!??

ธุรกิจโทรคมนาคมเป็นธุรกิจที่ทำกำไร ต่างจากธุรกิจทีวีดิจิทัลที่เป็นขาลง แต่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลกลับชำระค่าคลื่นตามกำหนด แม้จะไม่เห็นด้วยก็เพียงตั้งข้อสงวนสิทธิ์ในการเรียกคืน ส่วนธุรกิจโทรคมนาคมที่ได้ประโยชน์จากการให้บริการต่อแม้สิ้นสุดสัญญาสัมปทานกว่า 2 ปี ปฏิเสธที่จะนำส่งเงินรายได้ในช่วงมาตรการคุ้มครอง ซึ่งเป็นรายได้ของรัฐ จนหลายฝ่ายสงสัยว่า รายได้ในช่วงมาตรการคุ้มครองจะเป็นอีกหนึ่งค่าโง่ที่รัฐเสียรู้แก่เอกชนหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นพอชนะประมูลคลื่น 900 MHz ซึ่งรัฐตั้งราคาไม่สูงมาก แต่เอกชนแข่งกันเคาะราคาอย่างดุเดือดจนชนะ แต่ในที่สุดกลับเรียกร้องให้แก้ไขกติกาย้อนหลัง ให้ขยายระยะเวลาผ่อนชำระ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับเอกชนรายอื่น

หลักการของค่าการใช้คลื่นนั้น ในสหรัฐอเมริกาซึ่งจัดสรรคลื่นโดยใช้วิธีการประมูลมาตลอด แม้แต่คลื่น 5G ล่าสุดก็ยังเดินหน้าประมูล นักวิชาการของ FCC ให้ความเห็นว่า ค่าคลื่นจากการประมูลเป็นต้นทุนจม ไม่สามารถผลักภาระให้ผู้บริโภคได้ ซึ่งต่างจากต้นทุนดำเนินการอื่น ยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่การแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมเข้มข้น ราคาค่าบริการที่ผู้บริโภคต้องควักกระเป๋าจ่ายจะถูกกำหนดจากการแข่งขันในตลาด ค่าคลื่นจึงเปรียบเสมือนรายได้เข้ารัฐที่ไม่กระทบภาระของประชาชน ไม่เหมือนภาษีต่างๆ ที่สุดท้ายประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากไม่มีการขยายระยะเวลาผ่อนชำระ เอกชนก็ต้องระดมเงินผ่านแหล่งทุนต่างๆ มาชำระ เป็นต้นทุนของตัวเองที่ต้องแบกรับ แต่หากรัฐขยายระยะเวลาผ่อนชำระ โดยคิดดอกเบี้ยต่ำ เท่ากับเอกชนได้ประโยชน์เต็มๆ ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ถูกผ่องถ่ายมาสู่ความรับผิดชอบของรัฐ เพราะหากรัฐต้องการใช้เงินก้อนที่ควรได้จากค่าคลื่น แต่กลับขยายระยะเวลาออกไป รัฐก็ต้องหาเงินจำนวนนั้นผ่านช่องทางต่างๆ แทน ซึ่งต้นทุนในการหาเงินเพิ่มของรัฐก็คือภาระของประชาชน ไม่ว่าจะในรูปของภาษีหรือภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่รัฐต้องไปก่อมาชดเชยเงินที่หายไป หรือในกรณีที่รัฐหาเงินไม่ได้หรือไม่หาเงิน ก็จะตัดงบประมาณรายจ่ายลง ประชาชนแทนที่จะได้ประโยชน์จากโครงการต่างๆ ก็จะไม่ได้รับอะไรเลย

การใช้ ม.44 ขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz จึงไม่ต่างจากการผลักภาระของเอกชนที่ชนะการประมูล มาเป็นภาระของสาธารณะแทน แถมเป็นเอกชนที่มีกำไรจากธุรกิจ แต่มีประวัติเบี้ยวหนี้เงินรายได้จากมาตรการคุ้มครองฯ

หากออก ม.44 ในเรื่องนี้จริง จะดูประหนึ่งว่ารัฐเป็นเจ้าหนี้ที่วิจารณญาณบกพร่องหรือไม่

ในส่วนข้ออ้างเรื่องการประมูลคลื่นที่ล่าช้ากับการสูญเสียรายได้ของประเทศหลายล้านล้านบาท และการโหมกระพือข่าวว่าการประมูล 5G จะสำเร็จได้จำเป็นต้องมีการขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz นั้น หลายคนมองว่าเป็นนิทานที่ไม่น่าเชื่อ เพราะเมื่อปี 2556 ซึ่งสัญญาสัมปทานมือถือหลายค่ายจะสิ้นสุดลง และจะต้องจัดประมูลใหม่ให้ทันการณ์ เพื่อจะเป็นการก้าวสู่ยุค 4G แต่กลับไม่มีความกระตือรือร้น ไม่มีการเร่งรัดการจัดประมูลจนต้องออกประกาศมาตรการคุ้มครองฯ กรณีสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน แม้นักวิชาการจะให้ข้อมูลว่า การประมูล 4G ที่ล่าช้า ประเทศจะสูญเสียประโยชน์กว่า 1.6 แสนล้านบาท โดยคำนวณตามข้อมูลของสถาบันวิชาการที่เคยสรุปไว้ในการประมูล 3G ในครั้งนั้น องค์กรที่ต้องรับผิดชอบกลับไม่มีการเรียกร้องให้เร่งผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4G แต่กลับฟ้องหมิ่นประมาทนักวิชาการที่ให้ข้อมูลผลเสียจากความล่าช้าของการประมูล 4G โดยผู้แทนจาก 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ ได้แก่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้แถลงไม่เห็นด้วยกับการฟ้องคดีนี้

และต่อมายังมีขบวนการผลักดันให้มีคำสั่ง คสช. ที่ 94/2557 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 จนสำเร็จ ให้ชะลอการประมูลคลื่น 900 และ 1800 MHz ออกไป 1 ปี ทำให้การประมูลจริงเกิดขึ้นปลายปี 2558 ทั้งที่สัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เริ่มสิ้นสุดลงตั้งแต่ปลายปี 2556 ทำให้มีการใช้และขยายระยะเวลาตามมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการอีกกว่าสองปี
มาตรการดังกล่าวทำให้เราก้าวเข้าสู่ยุค 4G ที่แท้จริงล่าช้า และจนกระทั่งปัจจุบัน เอกชนก็ยังปฏิเสธที่จะนำเงินรายได้หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานส่งรัฐ เรื่องนี้มีความเสียหายต่อประเทศหรือไม่ และใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายนั้น …ยังคงเป็นคำถามที่อยู่ในความเงียบ โดยไม่มีคำตอบ
แต่มาปีนี้กลับมีการกระพือข่าวว่า ถ้าไม่เร่งประมูล 5G ไทยจะสูญเสียรายได้ 2.3 ล้านล้านบาท และใช้เป็นข้ออ้างเพื่อให้ คสช. ออกคำสั่งขยายเวลาการชำระค่าคลื่น 4G ออกไปอีก เพราะถ้าปล่อยให้เอกชนแบกภาระทางการเงินก้อนใหญ่ ก็จะไม่เข้าร่วมประมูล 5G ผนวกกับปัญหาผลประกอบการของธุรกิจทีวีดิจิทัล ทำให้มีข้อเสนอให้เรียกคืนคลื่นทีวีดิจิทัลมาประมูล 5G และใช้เป็นเหตุโน้มน้าวให้ คสช. ขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz
แต่วันนี้เอกชนให้ข้อมูลชัดเจนว่า การขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าประมูล 900 MHz ไม่เกี่ยวกับการเข้าร่วมประมูล 5G แปลว่าข้ออ้างทั้งหมดเป็นยิ่งกว่านิทานหรือเปล่า

การจะดูแลกิจการทีวีดิจิทัลเป็นคนละเรื่องกับการขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz อย่าใช้ธุรกิจที่ประสบปัญหาเป็นข้ออ้างในการอุ้มธุรกิจที่มีกำไร เพราะจะไม่ต่างจากการอ้างว่าจะช่วยเหลือคนเจ็บป่วยแต่กลับไปเลี้ยงดูคนปกติ การแฝงเรื่องการขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าประมูล 900 MHz เข้าไปกับการดูแลทีวีดิจิทัล ควรต้องน้อมนำพระราโชวาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2562 มาไตร่ตรองให้ดีว่า การทำเช่นนี้ถูกต้องเป็นธรรมไหม และมีผลประโยชน์ของแผ่นดินเป็นเป้าหมายสูงสุดหรือไม่
หากคำตอบคือไม่ใช่ การใช้ ม.44 เพื่อขยายระยะเวลาผ่อนชำระค่าคลื่น 900 MHz ก็จะเป็นเพียงการผลักภาระหนี้ของเอกชนมาเป็นหนี้ของประชาชน และเป็นการแก้กติกาการประมูลย้อนหลังอย่างไม่เป็นธรรม สุดท้ายก็จะเป็นเสมือน “ค่าโง่ที่รัฐต้องจ่ายแทนเอกชน” อีกครั้งหนึ่ง

โลกล้อมไทย ฤา “ธนาธร” จะตามรอย “ทักษิณ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368239?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โลกล้อมไทย ฤา “ธนาธร” จะตามรอย “ทักษิณ”

8 เมษายน 2562 – 10:08 น.
ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,เอก ธนาธร,พรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,เลือกตั้ง,โลกล้อมไทย,เจ้าหน้าที่ทูต,สนปทุมวัน,ฝ่ายประชาธิปไตย,World Economic Forum
เปิดอ่าน 10,119 ครั้ง

แกนนำพรรคอนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับ “เวทีโลก” จนนักเลือกตั้งจากพรรคคู่แข่งประเมินต่ำ ว่าคนรุ่นใหม่มัวแต่หาเสียงในต่างประเทศจะได้ประโยชน์อะไร

********************

เป็นข่าวไปทั่วโลก 6 เมษายน 2562 “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เดินทางไปรับฟังข้อกล่าวหาในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มิเพียงกองเชียร์เสื้อสีส้มเท่านั้น

หากแต่ยังพ่วงเจ้าหน้าที่จากยูเอ็นมาสังเกตการณ์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่สถานทูต อียู เยอรมัน ฝรั่งเศส อเมริกา ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ

นี่คือกลยุทธ์ “หลังอิงสากลนิยม” ของทีมงานพรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องการประจาน คสช.

ธนาธรกับตัวแทนสถานทูต หน้า สน.ปทุมวัน

ย้อนรอย”ธนาธรออนทัวร์”

นับแต่เปิดตัวพรรคอนาคตใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วานิช ได้ตะลอนทัวร์ไปทั้งสหรัฐและยุโรป เพื่อแสดงตัวให้นานาชาติได้รู้จักว่าพวกเขากำลังก่อการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย

กลางเดือนกันยายน 2561 ธนาธร ไปพูดที่เวที World Economic Forum ที่เวียดนาม หลังจากนั้นก็พาทีมงานไปประกาศวิสัยทัศน์ในเวทีโลกอีกหลายงานที่สหรัฐและแคนาดา

8-12 ตุลาคม 2561 ธนาธร กับพวก ออนทัวร์ยุโรป ได้พบนักการเมืองและตัวแทนรัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศส เบลเยียม สหภาพยุโรป และเยอรมนี

โปรแกรมตะลอนทัวร์ของแกนนำอนาคตใหม่ ปี 2561

แน่นอน ปิยบุตร แสงกนกกุล ยอมรับว่าจำเป็นต้องพึ่งพาแนวร่วมพรรคการเมืองทางเลือกและพรรคฝ่ายซ้ายในยุโรปเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้พรรคอนาคตใหม่

ดูเหมือนห้วงเวลานั้นแกนนำพรรคอนาคตใหม่จะให้ความสำคัญกับ “เวทีโลก” จนนักเลือกตั้งจากพรรคคู่แข่งประเมินต่ำ มองว่าคนรุ่นใหม่มัวแต่หาเสียงในต่างประเทศจะได้ประโยชน์อะไร ตรงกันข้ามมาถึงวันนี้ ก็มีคำตอบแล้ว

เหมือน “ธนาธร-ปิยบุตร” จะวางแผนไว้ล่วงหน้า และหวังใช้ “โลกล้อมไทย” เป็นเครื่องมือการต่อสู้อีกชนิดหนึ่ง

“โรม”เดินเกมอิงต่างชาติ

จะว่าไปแล้วการก่อเกิด “พรรคอนาคตใหม่” กับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ในรอบปีที่แล้ว ไม่ต่างจาก “พรรคเพื่อไทย” กับ “กลุ่ม นปช.” อันเป็นการเดินยุทธศาสตร์ 2 ขา ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในการเลือกตั้ง 2554

เนื่องจากแกนนำหลักของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งคือ “โรม” หรือ รังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และเป็นคนที่บังเอิญติดรถตู้ของธนาธร หนีการไล่ล่าของสันติบาลไปที่สวนเงินมีมา ปี 2558

ตอนแรกหลายคนไม่ได้สังเกตปฏิบัติการกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่กดดันรัฐบาลประยุทธ์เป็นระยะๆ จวบจนถึงวันที่ “โรม” กับเพื่อนไปสังกัดพรรคอนาคตใหม่ จึงรู้ว่าเป็นยุทธศาสตร์ 2 ขา

โรม และแกนนำคนอยากเลือกตั้ง ที่สน.นางเลิ้ง ปี 2561

ย้อนไปดูภาพเมื่อ 7 มิถุนายน 2561 “โรม” พร้อมแกนนำคนอยากเลือกตั้งมีนัดหมายไป สน.นางเลิ้ง ในคดีชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งเมื่อ 21-22 พฤษภาคม 2562

การกิจกรรมไป สน.นางเลิ้ง ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งครั้งนั้นมีการเชิญเจ้าหน้าที่ตัวแทนจากสถานทูตหลายประเทศนับ 20 คนเข้าร่วมสังเกตการณ์การถูกดำเนินคดีของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งด้วย

ภาพตัวแทนสถานทูตกับโรมที่ สน.นางเลิ้ง กับภาพธนาธรยืนให้สัมภาษณ์ที่ สน.นางเลิ้ง โดยมีนักการทูตหลายชาติยืนเป็นฉากหลัง

ปลุกผี “เสรีไทย”

เมื่อ 4 เมษายน 2562 “จรัล ดิษฐาภิชัย” ผู้ต้องหาหลบหนีคดี ม.112 และมีสถานะพลเมืองชาวฝรั่งเศส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai กรณี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ถูกหมายเรียกตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ว่า

จรัล ดิษฐาภิชัย ผู้ประสานงานองค์กรเสรีไทย 

“ผมส่งจดหมายถึงสำนักข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชน​ และกระทรวงต่างประเทศอังกฤษ​ เยอรมนี​ ฝรั่งเศส​ และสหรัฐ​อเมริกา​ แจ้งข่าว คสช.รีบดำเนินคดีธนา​ธร​ จึงรุ่งเรือง​กิจ​ หัวหน้าพรรค​อนาคต​ใหม่​ โดยมุ่งหวังหยุดยั้งและทำลายพรรค​การเมืองนี้ ทั้งจะเป็นการข่มขู่คุกคามนักศึกษา​และประชาชนที่กำลังประท้วงการเลือกตั้งอีกด้วย”

องค์กรเสรีไทย

ดังที่ทราบกัน “จรัล” ร่วมกับ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จัดตั้ง “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ตามยุทธศาสตร์ “โลกล้อมไทย” ของทักษิณ

แต่หลายปีผ่านไปโลกล้อมไทยไม่บังเกิดผล “จรัล” ถึงกับให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของ “จอม เพชรประดับ” ว่า “การต่อสู้กับระบอบเผด็จการของคสช.ครั้งนี้ ยากลำบากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา” เพราะสถานการณ์รัฐประหารในประเทศไทยเปรียบเทียบไม่ได้กับที่เกิดประเทศอื่นๆ เช่น อิรัก ซีเรีย ยูเครน ฯลฯ และที่สำคัญ

อย่างไรก็ตามเมื่อพรรคอนาคตใหม่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแบบเหนือความคาดหมาย

องค์การเสรีไทย ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และ RED USA ได้ออกมาโหนกระแสธนาธรอีกหน หวังปลุกโลกล้อมไทยให้คึกคัก

ดื่มไม่ขับ..!(สงกรานต์)กลับบ้านปลอดภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368233?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดื่มไม่ขับ..!(สงกรานต์)กลับบ้านปลอดภัย

8 เมษายน 2562 – 09:50 น.
สายตรวจระวังภัย,สงกรานต์,พลตอดรวิระชัย ทรงเมตตา,ดื่มไม่ขับ,กลับบ้านปลอดภัย
เปิดอ่าน 700 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวของ “เทศกาลสงกรานต์” หลายคนวางแผนหาสถานที่ท่องเที่ยว และกลับภูมิลำเนา ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับเทศกาลสงกรานต์ในปี 2562 นี้ ก็ได้มีการจัด “7 วันอันตราย” เพื่อป้องกันและลดยอดอุบัติเหตุ ตั้งแต่วันที่ 11-17 เมษายน โดยเริ่มมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนออกมารณรงค์เกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนน เพื่อให้ทุกชีวิตเดินทางกลับบ้านหรือที่หมายปลายทางอย่างปลอดภัย

ล่าสุด พล.ต.อ.ดร.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ผบก.ทท.3 พ.ต.อ.วิรดล ทับทิมดี ผกก.สน.บางซื่อ นายเควนติน จ๊อบ กรรมการผู้จัดการบริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด ประเทศไทย จำกัด และ บริษัท บริดจสโตน เอ.ซี.ที (ประเทศไทย) จำกัด ในนามศูนย์บริการรถยนต์ แอค (Bridgestone Auto Care & Tire) ร่วมกันเปิดโครงการรณรงค์ “สงกรานต์ ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่ประชาชนชาวไทยที่จะเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 7 วันอันตราย

พล.ต.อ.ดร.วิระชัย บอกว่า จากสถิติของศูนย์ป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน (ศปถ.) พบว่าในช่วงวันที่ 11-17 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรวม 3,724 ครั้ง เสียชีวิต 418 คน บาดเจ็บ 3,897 คน โดยการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยังเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างการเดินทาง ส่งผลให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุจากการจราจรทางบก อย่างไรก็ตามสำหรับมาตรการจราจรในช่วงเทศกาล ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ทั้งกู้ภัย มีชุดเคลื่อนที่เร็ว ทีมแก้วิกฤติจราจร รถพยาบาล รถยก รถดับเพลิงในการอำนวยความสะดวก โดยตั้งเป้าลดจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 ให้เหลือน้อยที่สุด

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความตั้งใจที่จะสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนนให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนในการสนับสนุนโครงการถนนปลอดภัย ที่ทราบกันดีว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนทำให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไม่น้อย ซึ่งโครงการรณรงค์ ”สงกรานต์ ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม“ ถือว่าเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ สร้างจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบในการดื่ม อันเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ถนนปลอดภัย และในปีนี้ บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด ประเทศไทย จำกัด ได้สนับสนุนกระบองไฟจราจร จำนวน 300 อัน ไฟฉาย 300 อัน กระเป๋ากันง่วงลดอุบัติเหตุ จำนวน 200 ใบ เพื่อใช้สำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร” พล.ต.อ.ดร.วิระชัย อธิบาย

พล.ต.อ.ดร.วิระชัย บอกอีกว่า นโยบายด้านการจราจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ อันดับแรกเน้นการอำนวยความสะดวก และจัดการจราจรในช่วงที่มีประชาชนออกเดินทางจำนวนมาก โดยจัดเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล อุปกรณ์เครื่องมือ และระบบการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ลำดับต่อมาบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จริงจัง และต่อเนื่อง ใน 10 ข้อหาหลัก โดยเน้นหนักในการจับกุมข้อหาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุด คือ ขับขี่รถโดยใช้ความเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ขับขี่รถในขณะเมาสุรา ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และไม่มีใบขับขี่ อย่างเข้มข้น

งานนี้ตำรวจเอาจริง ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุทางถนนจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้ขับขี่ทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องถูกตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทุกราย และพนักงานสอบสวนจะบันทึกผลการตรวจลงในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสถานีตํารวจ (ระบบ CRIMES) เพื่อเป็นข้อมูลในการตรวจสอบการกระทําผิดซ้ำ และเป็นข้อมูลให้ศาลพิจารณาโทษที่สูงขึ้น..!!

ขนมและเครื่องดื่มฉลองเทศกาลความสุข

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/403114?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ขนมและเครื่องดื่มฉลองเทศกาลความสุข

7 ธันวาคม 2562 – 09:00 น.
ชาเมจิก คริสต์มาส ที,มาดาม มาร์โก้,เค้ก,ขนม,ฮอลิเดย์ โดนัท,ซูชิ,เครื่องดื่ม,โดนัท,กุ้งมังกร,จิบน้ำชายามบ่าย,ดิ ออเธอร์ส เลาจน์
เปิดอ่าน 62 ครั้ง

ลมหนาวมาพร้อมกับความอร่อย หรรษา และงานเลี้ยงฉลอง

ชาเมจิก คริสต์มาส ที

     ** ชาทีดับเบิลยูจี ที (TWG Tea) ฉลองปีเทศกาลความสุขด้วย “ชาเมจิก คริสต์มาส ที” ชาแดงปราศจากกาเฟอีน ซึ่งเบลนด์เข้ากับผลไม้ตระกูลซิตรัสกับดาร์ก ช็อกโกแลต และเครื่องเทศนานาชนิด นอกจากนั้นยังร่วมต้อนรับฤดูกาลแห่งความสุขด้วยอาหารและขนมเซตพิเศษสำหรับเทศกาลนี้เท่านั้น อาทิ เมจิก คริสต์มาส ที มาการอง และเซตชา และขนมเฟสทีฟ ที่ทีดับเบิลยูจี ที ซาลอน และบูติกทุกสาขา ถึง 15 มกราคม 2563

เค้กมาดาม มาร์โก้

     ** เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนเค้กมาดาม มาร์โก้ มาตลอดกว่า 37 ปี มาดามมาร์โก้ ขอมอบส่วนลดต้อนรับเทศกาลปีใหม่สูงสุดถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อสั่งซื้อเค้กขนาดปกติและคุกกี้ ที่ได้พัฒนาเค้กสูตรหวานน้อย เต็มอิ่มด้วยอัลมอนด์ ช็อกโกแลต เจนัว และอื่นๆ พร้อมมีบริการจัดส่งถึงบ้าน (กรุงเทพฯ และปริมณฑล) สอบถามโทร.0-2700-9210 หรือ http://www.madamemarco.co.th

ซานตา โดนัท โดนัทสอดไส้บัตเตอร์ครีม

ฮอลิเดย์ โดนัท

     ** คริสปี้ ครีม พร้อมสร้างรอยยิ้มแห่งความสุขด้วยขบวนโดนัทสุดคิวท์ “ฮอลิเดย์ โดนัท” เต็มอิ่มด้วย 4 รสชาติใหม่ส่งท้ายปี อาทิ ซานตา โดนัท โดนัทสอดไส้บัตเตอร์ครีม, ซานตา แบลลี่ ช็อกโกแลต โดนัท, เรนเดียร์โดนัท, ฮอลิเดย์ เพรสเซ่น สตรอเบอร์รี่-ฟิล โดนัท เพียงชิ้นละ 35 บาท หรือแบบเซตในราคา 296 บาท วันนี้ถึง 5 มกราคม 2563 ที่นคริสปี้ ครีม ทั้ง 37 สาขาใกล้บ้านคุณ

คริสต์มาส ล็อก เค้ก

     ** Kyo Roll En ฉลองคริสต์มาสส่งท้ายปีเก่าด้วย 8 เมนูพิเศษ อาทิ คริสต์มาส ล็อก เค้ก เค้กรูปขอนไม้จากช็อกโกแลตเบลเยียมเข้มข้นด้านในสอดไส้สตรอเบอร์รี่มูสเนื้อนุ่มพร้อมการตกแต่งในธีมคริสต์มาสสุดน่ารัก มีขนาด 2 ปอนด์ ราคา 1,200 บาท หรือเลือกอร่อยเป็นเซตที่ร้านไปกับคริสต์มาส ล็อก เซต เสิร์ฟพร้อมมัทฉะซอฟท์ครีม ยังมีเมนูอื่นๆ อีกมากมาย ที่เกียว โรลล์ เอ็น ทุกสาขา วันนี้ถึง 15 มกราคม 2563

ข้าวผัดกระเทียม  และซูชิ

     ** ห้องอาหารฮากิ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บีช รีสอร์ท และวิลลา หัวหิน เอาใจคนรักอาหารญี่ปุ่นด้วยชุดอาหารญี่ปุ่นสุดว้าว ที่พร้อมเสิร์ฟเพิ่มเติมจากเมนู อะ ลา คาร์ท เพลิดเพลินถึง 3 แบบ 3 สไตล์ พลางหวนคืนรสชาติอาหารญี่ปุ่นที่อร่อยเต็มอิ่มแบบต้นตำรับ ของหวา นและซุป อาทิ ซิกเนเจอร์ เทมปุระกุ้งชิ้นโต เสิร์ฟเคียงจานรองอย่างซูชิและมากิโรล พร้อมซุปมิโซะต้นตำรับและผลไม้สดหวานฉ่ำ อีกชุดชวนรับประทานกับเนื้อปลาแซลมอนย่างซอสเทอริยากิเพิ่มความกลมกล่อมด้วยวิสกี้เคียงจานรองซูชิ และซาชิมิสดใหม่ ข้าวผัดกระเทียม และผลไม้สดประจำฤดูกาล พร้อมเสิร์ฟต้อนรับลมหนาวในเดือนธันวาคมนี้ สำหรับมื้อค่ำตลอดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2563 เริ่มต้น 350 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ 0-3251-2021-38 หรืออีเมล chbr@chr.co.th

     ** ห้องอาหารจีน ดิเอมเพรส โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง ยกขบวนพาเหรดกุ้งมังกรจากแคนาดา ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นเลื่องชื่อ สรรสร้างเป็นเมนูสุดแสนประทับใจ กับหลากหลายสไตล์เมนูอาหาร ในราคาสุดคุ้ม เพียง 1,413 สุทธิ อาทิ กุ้งมังกรแคนนาดาผัดก๋วยเตี๋ยวซอสพริกฮ่องกง, กุ้งมังกรแคนนาดาผัดซอสฮ่องเต้, กุ้งมังกรแคนนาดาผัดน้ำมันเดือด, กุ้งมังกรแคนนาดาผัดผงกระหรี่, กุ้งมังกรแคนนาดาผัดพริกไทยดำ, กุ้งมังกรแคนนาดาผัดซอสไข่เค็ม และกุ้งมังกรแคนนาดาผัดบะหมี่ซอสเอกซ์โอ ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ตลอดเดือนธันวาคมนี้  สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร.0-2281-3088 ต่อ 147

   

จิบน้ำชายามบ่าย

     ** โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เชิญร่วมจิบน้ำชายามบ่ายในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ที่ ดิ ออเธอร์ส เลาจน์ (The Authors’ Lounge) ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความรื่นเริงประดับตกแต่งด้วยต้นคริสต์มาสงดงาม พร้อมเพลิดเพลินกับชุดน้ำชายามบ่ายและของว่างในธีมคริสต์มาส เริ่มต้นความสุนทรีย์ด้วยเมนู แชมเปญซอร์เบท ตามด้วยเมนูของว่าง แซนด์วิชหลากหลายชนิด, ทาร์ตพอดีคำหน้าครีมชีสและแบล็คทรัฟเฟิล, คริสต์มาสบอลชีสนมโค, พายวูเลอวองท์ล็อบสเตอร์, แซลมอนรมควัน, ตับเป็ดพร้อมเจลลี่กลูห์ไวน์, โรลสลัดไก่งวงและเกาลัด พร้อมซอสแครนเบอร์รี่  และลิ้มรสชาติเมนูของหวาน สโนว์บอล แอปเปิ้ลแดงและไซเดอร์, มองบลังค์เกาลัดและแบล็คเคอร์แรนท์, ขนมปังขิงน้ำตาลทรายแดง, ต้นคริสต์มาสจากถั่วพิสตาชิโอและซิตรัส, พาเนโทเน่รสส้มเชื่อม ปิดท้ายด้วย สโคนรสดั้งเดิม และสโคนลูกเกดรสอบเชย พร้อมแยมกุหลาบ แยมราสเบอร์รี่ คล็อตเท็ตครีมชีสมาสคาร์โปน และเนย  ท่านสามารถอิ่มอร่อยกับชุดน้ำชายามบ่ายสุดพิเศษ ‘Festive Afternoon Tea’  ในราคา 1,500++ บาท (ราคา 1,766 บาทสุทธิ) ต่อท่าน ให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 25 ธันวาคม 2562 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 12:00 – 18:00 น.  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.0-2659-9000 หรือ อีเมล mobkk-restaurants@mohg.com  เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ mandarinoriental.com/bangkok

ความอร่อยแบบญี่ปุ่นส่งตรงถึงบ้าน 

   ** ต้อนรับเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปี !!! โออิชิ เดลิเวอรี่ (OISHI Delivery) ความอร่อยแบบญี่ปุ่นส่งตรงถึงบ้าน ขอเสนอเมนูอาหารว่างและของทานเล่น ซึ่งได้แก่ เกี๊ยวซ่าหน้าใหม่ !!! “เกี๊ยวซ่าชีสไส้หมู” สไตล์ญี่ปุ่น เกี๊ยวซ่าไส้หมู สูตรต้นตำรับ แป้งบ้าง ไส้แน่น ย่างบนกระทะด้วยไฟอ่อน ๆ จนสุกเกรียมกรอบ ก่อนราดและโรยด้วยซอสทาโกะยากิ ชีสมอสซาเรลล่า และปลาโอแห้งฝอย พร้อมนำมาจัดเป็นเซตเมนูอาหารญี่ปุ่นอร่อยหลากหลาย กับ “โออิชิ แก๊งซ่า” (OISHI GANGZA) ซึ่งมีให้เลือกถึง 2 เซต ทั้ง “โออิชิ แก๊งซ่า 1” ในเซตประกอบด้วย “เกี๊ยวซ่าชีสไส้หมู” สไตล์ญี่ปุ่น 14 ชิ้น เสิร์ฟพร้อมกับข้าวหน้าปลาซาบะ, ข้าวหน้าหมูย่างมิโซะ, ซูชิ จูเนียร์, และ กุ้งทอดอิซากายะ ในราคาสุดคุ้ม เพียงชุดละ 599 บาท(จากปกติ 721 บาท) และ “โออิชิ แก๊งซ่า 2” ในเซตประกอบด้วย “เกี๊ยวซ่าชีสไส้หมู” สไตล์ญี่ปุ่น 14 ชิ้น เสิร์ฟพร้อมกับซูชิ บัดดี้ เซต, ข้าวหน้าหมูเกาหลี, และ ข้าวหน้าปลาแซลมอนย่างซีอิ๊ว ในราคาสุดคุ้ม เพียงชุดละ 899 บาท (จากปกติ 957 บาท) พร้อมส่งตรงถึงบ้าน ง่าย ๆ แค่โทร. 1773หรือคลิก www.oishidelivery.com ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2562 เท่านั้น

  ** ห้องอาหารเรือนต้น โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ เชิญทุกท่านมาร่วมอิ่มอร่อยเพลินใจในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองคริสต์มาสอีฟ วันที่ 24 ธันวาคม ด้วยดินเนอร์เซตเมนูหลากหลายสุดหรู พิเศษกับราคาสุดประทับใจเด็กท่านละ 850++ บาท และผู้ใหญ่ท่านละ 950++ บาทเท่านั้น ยาวๆกันไปในคืนส่งท้ายปีเก่าวันที่ 31 ธันวาคม ร่วมใช้เวลากับคนสำคัญของคุณด้วยดินเนอร์เซตคุณภาพอลังการมาเต็มที่ทุกคนจะได้ทั้งอร่อยทั้งสุขสนุกสนานไปพร้อมกัน ตาโตตื่นเต้นกับราคาเด็กท่านละ 900++ บาท และผู้ใหญ่ท่านละ 1000++ บาท รู้แล้วต้องรีบจอง!!!! สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0 – 2233 – 7060 ต่อ 5103

“ล่องใต้” ปลุกกระแสวงการอาหารไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/402733?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

“ล่องใต้” ปลุกกระแสวงการอาหารไทย

7 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
กุ้งต้มหวาน,เมี่ยงเคยจี่,ขนมโคน้้ำกะทิ,คั่วกลิ้งหมูสับ,แกงกะทิกุ้ง,ล่องใต้,โรงแรม เคป ฟาน,หอยแมลงภู่กอ,เชฟเดวิด,ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล
เปิดอ่าน 156 ครั้ง

ชวนชิมอาหารไทยจากเชฟยอดฝีมือ

          “ล่องใต้” (Long dtai) เป็นชื่อร้านอาหารใต้แห่งใหม่ของโรงแรมเคป ฟาน ภายใต้การบริหารงานโดย ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการกลุ่มโรงแรมในเครือ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ซึ่งมาจากวลีคุ้นหู “ขึ้นรถ ลงเรือ ไปเหนือ ล่องใต้” ซึ่งเป็นสิ่งที่ เชฟเดวิด ทอมป์สัน (David Thompson) กำลังจะทำ….

 ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล-เชฟเดวิด ทอมป์สัน

        เดวิด ทอมป์สัน เชฟชาวออสเตรเลียหัวใจไทย ได้รับการยกย่องระดับโลกด้านการปรุงอาหารไทย และเป็นเจ้าของร้านอาหารมากมายทั่วโลก ซึ่งร้านอาหารที่เขาได้ร่วมเปิดและบริหารจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจนได้คว้าดาวมิชลินมาครอง คือ ร้านอาหาร “น้ำ” กรุงเทพฯ

           ทั้งนี้ เชฟเดวิด กล่าวว่า ตอนที่ผมเดินขึ้นไปบนเกาะส่วนตัวของเคปฟาน ผมแทบไม่อยากจากมา ช่างเป็นสถานที่ ที่มีเสน่ห์น่าหลงใหลและงามจับใจ ในขณะที่ผมนั่งอยู่บริเวณริมระเบียงของห้องอาหารที่แวดล้อมด้วยทะเล “ล่องใต้” คือคำตอบของผม ห้องอาหารที่ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของเกาะส่วนตัวแวดล้อมด้วยวิวสวยงามของท้องทะเล และนำเสนออาหารท้องถิ่นที่ดีที่สุด

แกงกะทิกุ้ง

กุ้งต้มหวาน

เมี่ยงเคยจี่

ขนมโคน้้ำกะทิ

           “เนื่องจากภาคใต้ของประเทศไทยขึ้นชื่อว่ามั่งคั่งไปด้วยสีสันทางวัฒนธรรมของการปรุงอาหาร ซึ่งผมจะทำอย่างดีที่สุดในการนำเสนออาหารปักษ์ใต้ให้ทุกคนได้ลิ้มลอง สำหรับผม การปรุงอาหารเลิศรสจะเกิดขึ้นได้เพราะมีเครื่องปรุงที่ดี ดังนั้นผมจึงเดินทางไปทั่วเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ นครศรีธรรมราช เพื่อเสาะแสวงหาวัตถุดิบท้องถิ่นโดยเฉพาะผักสดนานาชนิดและอาหารทะเล เพื่อคิดค้นรังสรรค์เมนูอาหารไทยภาคใต้ให้ได้รสชาติออกมาอย่างสมบูรณ์ อาทิ คั่วกลิ้งหมู, แกงกะทิกุ้ง, หมูโค, หอยแมลงภู่กอและ, กุ้งต้มหวาน, เมี่ยงเคยจี่, ขนมโคน้ำกะทิ เป็นต้น” เชฟเดวิด กล่าว

         ร้านอาหาร “ล่องใต้” ณ โรงแรม เคป ฟาน เกาะสมุยเปิดบริการ 6 วัน (หยุดวันพุธ) ตั้งแต่เวลา 18.00 น. รับออเดอร์ถึง 21.30 น. โทร. +66 (0) 77 602 301-2

บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม5

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/403051?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม5

7 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม5,ยานยนต์
เปิดอ่าน 128 ครั้ง

บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม5 คอลัมน์…  ยานยนต์  โดย… สินธุ์ชัย ภมรพล

บีเอ็มดับเบิลยู “เอ็ม” เป็นรถในฝันของหลายๆ คน ด้วยชื่เสียงและสมรรถนะอันล้ำลึกของมันและที่สำคัญเป็นตัวโหดที่สามารถขับขี่ได้ทุกวัน เช่นเดียวกับรถทั่วไป

ปัจจุบันตระกูลเอ็มในบ้านเรามีให้เลือกหลากหลายตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นเอ็ม 2 เอ็ม 3 เอ็ม 4 เอ็ม 5 เอ็ม 7 ไปจนถึงตระกูลเอสยูวี อย่าง เอ็กซ์ 3 เอ็ม เอ็กซ์ 4 เอ็ม เป็นต้น

ส่วนคันเหลืองสดๆ ที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้คือเอ็ม 5 เจ้าของค่าตัว 13.299 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 ในโชว์รูมบีเอ็มดับเบิลยู รองจากเอ็ม 760 แอลไอ เอ็กซ์ไดรฟ์

สีเหลืองสดสะดุดตากับตัวตัวหนังสือสีดำตัวใหญ่ๆ TOWN TAXI ไม่ได้เป็นสีที่แท้จริงของมันนะครับ เป็นสติกเกอร์ แต่มันติดพันในกิจกรรมในแทร๊ก จึงไม่ได้ลอกสติกเกอร์เผยสีแท้จริงออกมา รถในตระกูลเอ็มสร้างมาให้ดูกลมกลืนกับรถที่ไม่ใช่เอ็ม จะมีบ้างบางจุดที่แตกต่างกัน
เอ็ม 5 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 8 สูบ ทวินเพาเวอร์ เทอร์โบ ขนาด 4,395 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 600 แรงม้าที่ 5,600-6,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร ที่ 1,800-5,600 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 3.4 วินาที ความเร็วสูงสุดล็อกเอาไว้ที่ 250 กม./ชม.

เครื่องยนต์พร้อมตอบสนองในทุกจังหวะที่ต้องการ ทั้งการออกตัว การเร่งไม่มีอาการอิดออดในทุกย่านความเร็ว แต่ที่ชอบมากว่าคือความลงตัว เพราะเครื่องยนต์แรงๆ เชื่อว่าใครก็ทำได้ไม่ยากนัก แต่แรงแล้วโครงสร้างอื่นๆ รองรับได้หรือไม่ แต่สำหรับเอ็ม 5 ต้องบอกว่ามันมีความลงตัวสูง ช่วงล่างรองรับการขับขี่ได้ในทุกรูปแบบ แม้แต่ช่วงที่ผมลองจะเจอกับสายฝนแทบจะตลอดเวลาแต่ทำให้รู้สึกมั่นใจในการขับขี่ควบคุม ตลอดเส้นทางก็แค่กุมพวงมาลัยเบาๆ แบบผ่อนคลาย เจอทางตรงก็ตรงไป เจอทางโค้งก็เข้าและออกได้อย่างเนียนๆ

จังหวะการเปลี่ยนความเร็วเป็นเรื่องที่เด่นของเอ็ม 5 และอย่างที่บอกแล้วว่า มองข้ามเครื่องยนต์ไปได้เลย ไม่มีอะไรติดค้างกับมัน แต่ผมหมายถึงการตอบสนองของตัวรถด้านอื่นๆ ในจังหวะเปลี่ยนความเร็วไม่ว่าจะเปลี่ยนขึ้น หรือความเร็วลดลงจากการถอนคันเร่งหรือใช้เบรกก็ตาม

เพราะแม้ว่าเราจะกดคันเร่งลงไปแบบรุนแรงจนรู้สึกได้ถึงแรงกระชากชนิดที่ใครไม่แข็งแรงอาจหน้ามืดได้ แต่รถไม่มีอาการวอกแวกส่อแววสูญเสียการทรงตัว ท้ายดิ้นท้ายปัดแต่อย่างใด ต้องชื่นชมการออกแบบช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน M xDrive ซ่ึ่งเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา ซึ่งจะบริหารการส่งกำลังไปยังล้อต่างๆ ตามความเหมาะสม แต่โดยหลักๆ จะเน้นการส่งไปยังล้อหลัง
หรือช่วงการเบรกลดความเร็วอย่างรวดเร็ว จากความเร็วสูงๆ รถก็มีอาการนิ่งๆ ไม่มีอะไรให้ต้องรู้สึกกังวล จุดต่างของรถอยู่ที่ตรงนี้ครับ ย้ำอีกครั้งว่าเครื่องยนต์แรงๆ คงทำกันได้ไม่ยาก แต่การทำให้ขับสนุกและควบคุมได้ง่าย ไม่ใช่เรื่องง่าย

การทรงตัวที่ดีของรถยังน่าจะเป็นผลมาจากหลักอากาศพลศาสตร์ที่ทำได้ดี ซึ่งส่วนหนึ่งแสดงออกมาทางเสียงลมที่ปะทะตัวถัง ซึ่งมีเข้ามาน้อยมาก แม้แต่ด้านบนที่เป็นหลังคาซันรูฟซึ่งจะเป็นจุดที่เสียงเล็ดลอดเข้ามาได้ง่ายที่สุดก็ยังเงียบน่าพอใจที่ความเร็วสูงจะมีเสียงจากยางซึ่งเป็นยางสปอร์ต ด้านหน้า 275/35 R20 ด้านหลัง 285/35 R20 บ้าง แต่ไม่มากนัก การเก็บเสียงทำได้ดี
การขับขี่อย่างที่ผมบอกว่าแค่กระโดดขึ้นรถแล้วขับไปเลยก็สนุกแล้ว แต่ว่าจริงๆ แล้ว บีเอ็มดับเบิลยูเอาใจลูกค้าให้เลือกระบบขับขี่ได้อีก รวมถึงการกำหนดเอง ซึ่งจะมีปุ่มให้เลือกตั้งการตอบสนองของเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และน้ำหนักพวงมาลัย ที่ข้างๆ คันเกียร์ ตั้งแล้วก็ขับไปตามนั้น หรือว่ารู้สึกว่าลงตัวแล้วก็กดปุ่มแดงๆ 2 ปุ่ม ที่พวงมาลัย ที่เขียนว่า M1 กับ M2 ใหัมันบันทึกรูปแบบที่เราตั้งไว้ก็ได้ เมื่อขับครั้งต่อไปก็แค่กดปุ่มเท่านั้นเอง

เกี่ยวกับการขับขี่อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบใจก็คือระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้าที่เรียกกันว่าเฮดอัพดิสเพลย์ เพราะนอกจากจะมีเรื่องของความเร็วหรือว่าระบบนำทางแล้วยังแสดงตำแหน่งเกียร์ และรอบการทำงานของเครื่องยนต์ด้วย ซึ่งผู้ขับรถแรงๆ บางทีเขาก็อยากรู้รอบมากกว่าความเร็วครับ และด้วยการเป็นรถแรงๆ การที่มันแสดงบนกระจกหน้าทำให้ผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากถนนเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ยิ่งขึ้น
อยู่กันหลายวันต้องบอกว่าเอ็ม 5 สี่ห้าวันหาเรื่องติยาก สรุปง่ายสั้นๆ ว่าใครมีกำลังซื้อเลือกเอาไปใช้ ไม่ผิดหวังครับ

ปักหมุดเอาใจสายสปอร์ตกลางเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/403143?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ปักหมุดเอาใจสายสปอร์ตกลางเมือง

6 ธันวาคม 2562 – 17:30 น.
เจดี สปอร์ตส์,JD Sports,ลูซีนดา เบอร์เกสซ์
เปิดอ่าน 95 ครั้ง

เจดี สปอร์ตส์ ขยายอาณาจักรสปอร์ตแวร์สู่ย่านช็อปปิ้งใจกลางเมือง

หลังประสบความสำเร็จจากสาขาไอคอนสยามและเมกา บางนา ที่ครองใจชาวเออเบินสายสปอร์ตให้ได้ช็อปไอเทมสปอร์ตและสตรีทแวร์กันอย่างจุใจจนได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ลูซีนดา เบอร์เกสซ์ ผู้จัดการแบรนด์และหัวหน้าฝ่ายเจดี เอเชีย แปซิฟิก ของเจดี สปอร์ตส์ (JD Sports) จัดงาน “เจดี รัก สยาม” เปิดตัวร้านเจดี สปอร์ต สาขาสยามเซ็นเตอร์อย่างเป็นทางการ เฉลิมฉลองการขยายอาณาจักรสปอร์ตแวร์มาสู่ย่านช็อปปิ้งใจกลางเมือง

“เวย์” ปริญญา อินทชัย สร้างสีสันให้งาน

อังเดร ลูง-ลูซีนดา เบอร์เกสซ์-แจ๊คลิน แทน

ตอกย้ำแนวคิดที่มุ่งเน้นให้คนรุ่นใหม่ใช้ความกล้าอย่างสร้างสรรค์เพื่อครีเอทสไตล์ของตัวเองแบบไม่ซ้ำใคร ผสมผสานแฟชั่น การออกกำลังกาย และชีวิตประจำวันให้เข้ากันได้อย่างลงตัว เพื่อดึงความเป็นตัวเองให้โดดเด่นออกมาได้อย่างมั่นใจ นำเสนอรองเท้า เสื้อผ้า และไอเทมเด็ดๆ ทั้งแนวสปอร์ตและสตรีทจากแบรนด์ชื่อดังทั่วโลก อาทิ อาดิดัส, ไนกี้, พูม่า, นิว บาลานซ์, คอนเวิร์ส เป็นต้น รวมไปถึงเอ็กซ์คลูซีฟคอลเลกชั่นและรุ่นลิมิเต็ดต่างๆ ที่วางจำหน่ายเฉพาะที่นี่ที่เดียว ให้ได้เลือกไอเทมชิ้นโปรดกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นไอเทมสำหรับสุภาพสตรีหรือเด็กไปจนถึงทุกคนในครอบครัว

มชณต สุวรรณมาศ-พรปวีณ์ นีระสิงห์-สุวพิชญ์ ไตรพรวรกิจ

ณภศศิ สุรวรรณ-พรพรรณ-ภัสสร สิทธินววิธ

อังเดร ลูง-ลูซีนดา เบอร์เกสซ์-แจ๊คลิน แทน

          ค่ำคืนแห่งการฉลองถูกจัดขึ้นในธีม “สนีกเกอร์ พาราไดซ์” เนรมิตลานปาร์คพารากอนให้กลายเป็นสวรรค์แห่งคนรักรองเท้าสนีกเกอร์ ด้วยสเปเชียลบูธจากหลากหลายแบรนด์รองเท้าระดับโลกอย่าง แวนส์, รีบ็อก, ไนกี้, พูม่า และอาดิดาส นำเสนอไอเทมลิมิเต็ดและมุมถ่ายรูปสุดชิค อีกทั้งยังได้ Crep แบรนด์ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรองเท้าชื่อดังที่ขนไอเทมเด็ดมาชุบชีวิตรองเท้าของผู้เข้าร่วมงานให้สะอาดเหมือนใหม่กันแบบฟรีๆ พร้อมเพลงอิเล็กทรอนิกส์รีมิกซ์สนุกๆ จากดีเจ ไนซ์ ต้อนรับเหล่าผู้ร่วมงานสายสตรีทให้ได้ขยับแข้งขยับขาบนรองเท้าสนีกเกอร์คู่ใจ เป็นการอุ่นเครื่องก่อนจะเริ่มเปิดงานด้วยโชว์พิเศษจาก DEF-G นักเต้นสาวที่มาแบทเทิลตีกลองระหว่างฝั่งเวสเทิร์นและฝั่งไทยแท้ ให้ชาวสยามตื่นตาตื่นใจไปกับ 2 วัฒนธรรมที่แตกต่างแต่เข้ากันได้ดีสุดๆ ตามมาด้วยแฟชั่นโชว์แนวสปอร์ตที่ผสมผสานกับความเป็นสตรีทแฟชั่นด้วยรองเท้าและไอเทมต่างๆ จากร้านดีเจ สปอร์ตส์ ที่นำมาครีเอทเป็นรันเวย์ลุคสุดชิคกว่า 40 ลุค อินสไปร์สายสตรีทให้นำไปครีเอทลุคในสไตล์ของตัวเองได้อย่างจุใจ

เทย่า โรเจอร์ส

อามีนา กูล-พงศภัทร์ กันคำ

          ปิดท้ายด้วยแรปเปอร์ชื่อดังอย่าง “เวย์” ปริญญา อินทชัย และ YOUNG BONG พร้อมด้วยแรปเปอร์แนวหน้าจากหลากหลายประเทศที่มาเพิ่มดีกรีความฮอตให้งานในวันนี้เพื่อต้อนรับการเปิดตัวร้านสาขาสยามเซ็นเตอร์อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีเซเลบริตี้และคนดังอย่าง  พรปวีณ์ นีระสิงห์, โศภิดา จิระไตรธาร, วสุวัส คูหาเปรมกิจ, สะคราญกมล อุทัยศรี, อามีนา กูล, เทย่า โรเจอร์ส, กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์, ณภศศิ สุรวรรณ และ พรพรรณ สิทธินววิธ