‘บอล-เพนกวิน’ สายวิ่ง เอาลุงคืนไป เอาใครคืนมา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/people/403189?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=people

‘บอล-เพนกวิน’ สายวิ่ง เอาลุงคืนไป เอาใครคืนมา

7 ธันวาคม 2562 – 08:50 น.
เพนกวิน,วิ่งไล่ลุง,สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย สนท,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,เจาะประเด็นร้อน,คนในข่าว
เปิดอ่าน 1,106 ครั้ง

คอลัมน์ ‘คนในข่าว’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7-8 ธ.ค.62

*******************************

อีเวนท์ “วิ่งไล่ลุง” ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 มกราคม 2563 เม้าท์กันมาว่ามาถูกที่ถูกเวลา มีเสียงตอบรับในโลกออนไลน์มากมาย ไม่เช่นนั้นกองเชียร์อีกฝ่ายคงไม่ร้อนรน จนต้องออกมาประกาศว่าจะจัดอีเวนท์ชนในวันเดียวกัน ชื่อว่า “วิ่งตามลุง”

ส่วนว่าใครจะวิ่งไล่ ใครจะวิ่งตามใครยังไง วันนี้พื้่นที่นี้ขอยกให้กับสองหนุ่มต้นคิดวิ่งไล่ลุงอย่าง “บอล” และ “เพนกวิน” กันสักนิด

โลโก้ใหม่ไฉไลกว่าเดิม

เอาน่า…แม้โลโก้จะก๊อปเขามา จนค่ายขนมหวานแดนซามูไรต้องออกมาสะกิด ทำให้ต้องเปลี่ยนโลโก้ หรือใครบอกว่าคลับคล้ายคลับคลากลุ่มนัดเดินต้านเขื่อน แล้วกลายร่างเป็นม็อบไล่ปู

แต่บอลและเพนกวินก็นับเป็นอีกสีสันมันๆ ในกระแสการเมืองไทย ขณะที่ในสภาวุ่นวายคล้ายละคร ด้านนอกสภา ทีมงาน “คนไม่เอาลุง” ก็ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว

อย่างวิ่งไล่ลุง ใครๆ ก็มองออกว่าเกิดขึ้นอย่างสอดคล้องกับการที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประกาศลาออกจากกรรมาธิการงบฯ และวางมือกิจการสภา ขอมาเคลื่อนไหวนอกสภาแทน

และบอลกับเพนกวินก็ไม่ใช่คนอื่นไกลกันเลยกับพรรคสีส้ม

ชื่อบอลและเพนกวิน

คนหนึ่งชื่อ “บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย อีกคน “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ สองคนนี้แท็กทีมกันออกแบบอีเวนท์ต้าน คสช.หรือเผด็จการทหารมาแต่ปี 2559 ทั้งคู่เป็นแกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนท. ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาไม่นานมานี้

ฝ่ายบอลนั้นเป็นนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเคยเป็นประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะลาออกเพื่อประท้วงกรณีกรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบางรายไม่ยอมยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ ซึ่งบอลรับไม่ได้ ระบุนี่คือพฤติกรรมไม่โปร่งใสของกรรมการหลายท่านเหล่านั้น

“บอล” ธนวัฒน์ วงศ์ไชย 

มาวันนี้บอลเป็น ประธานยุทธศาสตร์ สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.)

ส่วน “เพนกวิน” พริษฐ์ เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกเคลื่อนไหวเรื่องการศึกษามาตั้งแต่ยังขาสั้นคอซอง โดยเป็นเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท (มีนาคม 2558 ถึง 13 มิถุนายน 2559) ขณะที่เรียนอยู่ชั้น ม.5  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

“เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์

เพนกวิน คือคนที่เคยชูป้ายข้อความว่า “สอนเด็กไทยไม่ให้โกง ใช้เหตุสร้างจริยธรรม ดีกว่าท่องจำหน้าที่พลเมือง #จากใจนักเรียนถึงลุงตู่” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอนกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ผลงานความก้าวหน้าของรัฐบาลในการปฏิรูปการแก้ทุจริตคอร์รัปชัน” เนื่องในงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน ประจำปี 2558 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2558

เพนกวินเคยเคลื่อนไหวในประเด็นด้านการศึกษาหลายครั้ง จนกระทั่งสไตล์ของเพนกวินได้เติบโตขึ้นพร้อมกับการก้าวเข้ามาในรั้ว มธ. มาเป็นสิงห์แดง รุ่น 69 เปิดหน้าทำกิจกรรมทางการเมืองเต็มตัว

ยุทธศาสตร์ สนท.

ช่วงปี 2561 เพนกวินและบอลร่วมกันรวบรวมเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายมหาวิทยาลัย ร่วมกันก่อตั้ง “สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนท.) ขึ้น

“เพนกวิน” บอกว่าการจัดตั้งสหภาพนักศึกษา เพื่อเปิดพื้นที่กลางในการจัดกิจกรรมร่วมกัน และมียุทธศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นสังคมและการเมือง

เนื่องจากประเทศไทยยังมีความไม่เป็นประชาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่เท่าเทียมทางสังคม สนท.จึงต้องจัดกิจกรรมและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเพื่อนนักเรียน นิสิตนักศึกษาต่างสถาบันเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

ส่วนวาระทางการเมือง คงจำกันได้ว่าที่สุดแล้ว สนท. ได้ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่ามีจุดยืนต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ “พล.อ.ประยุทธ์” ทุกวิถีทาง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 หลังการเมืองไทยชัดเจนว่าคนไทยได้นายกฯ ชื่อประยุทธ์ อีกครั้งแน่นอนแล้ว

อย่างไรก็ดี การทำกิจกรรมของ สนท. ออกแนว “เชิงสัญลักษณ์” คนหลายคนวิจารณ์ว่าไร้พลังเมื่อเทียบกับ “สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” (สนนท.) ที่เคยเกิดขึ้นช่วงปี 2527 จากบริบทบ้านเมืองที่คล้ายๆ กันนี้

เพราะในขณะที่ สนนท.ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากการเคลื่อนไหวช่วงพฤษภาทมิฬ 2535 แต่ สนท.ของบอลและเพนกวินกลับดูหน่อมแน้มไปหน่อย

อย่างไรก็ดี แม้จะถูกมองเช่นนั้น แต่ที่ผ่านมาบอลและเพนกวิน พร้อมทีมงานก็ยังคงรวมพลังกันออกแคมเปญมากมายไม่ขาดสาย

มุมหนึ่งอาจเพราะโลกเปลี่ยนไปอยู่ในมือถือ การเคลื่อนไหวของ สนท. ที่ออกมาเชิงสัญลักษณ์ก็คงเพื่อตอบโจทย์สิ่งนี้ด้วย ดังจะเห็นว่ากิจกรรมของ สนท. จึงค่อนข้างได้รับเสียงตอบรับในโลกโซเชียลและคนรุ่นใหม่

ในกระแสสัญลักษณ์

ไทม์ไลน์กิจกรรมของพวกเขา ไม่ครบแต่เรียงลำดับตามช่วงเวลา เช่น สิงหาคม 2561 สนท.กว่า 10 คน ถือป้ายข้อความว่า “หยุด! ควบคุมเสรีภาพ นักเรียน นักศึกษา” อันเป็นแคมเปญที่คัดค้านร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. … ตามข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการ

จากนั้นช่วงพฤศจิกายน 2561 จัดกิจกรรม “เดินคารวะนักศึกษา” เชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนทุกคนร่วมเป็นเจ้าของ สนท. โดยสมัครเป็นสมาชิกโดยไม่ต้องเสียค่าสมาชิกแต่ประการใด

ช่วงต้นปี 2562 ในกระแสการเลื่อนไม่เลื่อนเลือกตั้ง “เพนกวิน” พริษฐ์ และตัวแทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ยื่นหนังสือเรียกร้องการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรมและกำหนดการเลือกตั้งที่ชัดเจน ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.

แต่นอกเหนือจากจดหมายเปิดผนึกยังมีกระดาษเอสี่ที่มีข้อความว่า “เลื่อนแม่มึงสิ” พับเป็นจรวดเพื่อร่อนเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาลประมาณเกือบ 20 แผ่น พร้อมตะโกนว่า “ไม่เลื่อนเลือกตั้ง” ก่อนจะแยกย้ายกันกลับ

ทั้งนี้ แฮชแท็ก #เลื่อนแม่มึงสิ ไม่มีใครทราบว่าใครทำคนแรก แต่ก็ติดอันดับ 1 เทรนด์โลกทวิตเตอร์ หลังแนวโน้มไทยเลื่อนเลือกตั้ง

จากนั้นช่วงต้นเดือนมีนาคม ออกแคมเปญ “ยุทธศาสตร์เรา คนรุ่นใหม่ออกแบบอนาคต” โดยให้ลูกเพจคอมเมนต์ยุทธศาสตร์ในฝันที่อยากให้มันเกิดขึ้นจริง

หลังเลือกตั้งช่วงเมษายน 2562 ยังตามมาด้วยแคมเปญ #กกต.ต้องติดคุก ชวนเพื่อนนักเรียนนักศึกษาร่วมฟ้อง กกต. ม.157 ที่มองว่า กกต. ุมีส่วนทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรม

ต้องดูแลกัน

กิจกรรมของ สนท. มองไปก็สอดคล้อง เออ อวย กับการเคลื่อนไหว และจุดยืนของพรรคการเมืองหน้าใหม่อย่าง “พรรคอนาคตใหม่” ที่กำลังมาแรงในคนไทยและกลุ่มคนรุ่นใหม่

เพราะถัดจากนั้น ราวกรกฎาคม 2562 สนท.ยังออกแคมเปญต่างๆ อีกเช่นร่วมกันสวมชุดดำชู 3 นิ้ว และนำพวงหรีดข้อความ “ไว้อาลัยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” จากเหตุคนรุมทำร้ายจ่านิว หรือ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หนึ่งในแกนนำคนอยากเลือกตั้ง ได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาล

ช่วงตุลาคมที่ผ่านมา สนท.ก็จัดกิจกรรมครบรอบ 46 ปี 14 ตุลา โดยชูป้ายผ้า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน เพื่อสืบสานเจตนารมณ์สูงสุดของนิสิตนักศึกษาและประชาชนที่ได้ร่วมกันต่อสู้ในเหตุการณ์ดังกล่าว

กระทั่งมาถึงแคมเปญล่าสุด “วิ่งไล่ลุง” ที่ชัดเจนว่าจังหวะเดียวกับที่ “พ่อฟ้า ธนาธร” ลาออกจากกรรมาธิการงบฯ และวางมือกิจการสภา ขอมาเคลื่อนไหวนอกสภาแทน

จริงๆ มุมหนึ่งก็ไม่แปลก เพราะธนาธรก็นับเป็นรุ่นพี่ที่ธรรมศาสตร์  และเคยเป็นแกนนำ สนนท. ช่วงปี 2543 ว่ากันว่าหากรุ่นพี่จะสอนรุ่นน้อง สนท. จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ก็เป็นธรรมดา

ขณะเดียวกัน กลุ่มการเมืองอื่นๆ ของนักศึกษาที่วิ่งเส้นทางเดียวกันกับกลุ่มเพนกวินและบอล อย่าง “กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ก็นำโดย “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.พรรคส้มนั่นแหละ

ทีนี้ไม่ว่าใครจะแตกออกไปเป็น “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” หรืออะไร ก็ล้วนแต่เป็นแนวร่วมเดียวกันหมดที่มีเป้าหมายเดียวกันคือการ “ไล่ลุง”

แต่ “ลุง” ในความหมายของพวกเขาก็คือสิ่งที่ทำให้ประเทศตกต่ำ ย่ำแย่ ถดถอย และล้าหลัง ดังนั้นกิจกรรมนี้ก็คือการขับไล่สิ่งที่เป็นภาระ ตัวถ่วง และฉุดความเจริญของประเทศ

แล้วคนมีอุดมการณ์เดียวกันจะไม่ร่วมไม้ร่วมมือกันได้ยังไง

มธบ.ขนนวัตกรรมเวิร์คช้อปเรียนรู้ทักษะอยู่รอดโลกอนาคต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403277?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

มธบ.ขนนวัตกรรมเวิร์คช้อปเรียนรู้ทักษะอยู่รอดโลกอนาคต

7 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,เวิร์คช้อป,ปลุกไอเดีย,นวัตกรรม
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

มธบ.ขนนวัตกรรมปลุกไอเดีย StartUp โชว์งาน Open House 2019 เชิญชวนนักเรียน นักศึกษาร่วมเวิร์คช้อป ค้นหาตัวตนเรียนรู้ทักษะอยู่รอดโลกอนาคต

8 ธันวาคม 2562 CIBA_มธบ. ขนนวัตกรรมปลุกไอเดีย  StartUp โชว์ใน งาน Open House 2019 เชิญชวนนักเรียน นักศึกษาร่วมเวิร์คช้อป ค้นหาตัวตนตามแนวที่ใช่คณะที่ชอบ พร้อมเรียนรู้ทักษะสำคัญในการอยู่รอดแห่งโลกอนาคต

ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy: CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)  เปิดเผยว่า   มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ จัดงาน Open House 2019 ภายใต้ธีม “The Future Survivor” โดยนักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมงานจะได้เปิดประสบการณ์ค้นหาและเรียนรู้ทักษะสำคัญในการอยู่รอดแห่งโลกอนาคต กับ 6 วิทยาลัย และ 6 คณะ

พร้อมสัมผัสการเรียนการสอนจริงและเวิร์คช้อปจากทุกคณะ ในส่วนของ CIBA นอกจากด้านวิชาการแล้วยังจะเน้นให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้แนวคิดการเป็นสตาร์ทอัพจากเกมต่างๆ อาทิ  เกมไททานิค  ซึ่งจะเป็นการจำลองการโดยสารเรือไททานิค เป็นการท้าทายของผู้เล่นที่จะทราบผลว่าตนเองจะรอดหรือไม่ได้ในตอนท้ายของเกม สามารถดูได้จากการเลือกที่นั่งบนเรือ

เกมนี้มีการนำข้อมูลจริงของเหตุการณ์มาวิจัยและประยุกต์มาเป็นเกม ซึ่งสามารถอธิบายและปรับใช้ในเชิงธุรกิจได้ จากข้อมูลสามารถนำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบในเชิงธุรกิจได้ว่าลูกค้ารายนี้ควรอนุมัติสินเชื่อหรือไม่อย่างไร หรือในมุมที่ว่าลูกค้ารายใดกำลังจะเปลี่ยนใจจากเราไปใช้บริการบริษัทคู่แข่งอย่างนี้เป็นต้น รูปแบบของเกม มีเหตุผลและรูปแบบวิธีคิดที่เหมือนกันเมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจ โดยอาศัยจากข้อมูลของเหตุการณ์เรือไททานิคล่ม ซี่งเป็นทฤษฎีเดียวกันหมด

เป็นโมเดลง่ายๆ เรียกว่า “ต้นไม้แห่งการตัดสินใจ”  เป็นการนำ Machine learning ส่วนหนึ่งของAI มาใช้  นักเรียน นักศึกษา น่าจะรู้จัก ไททานิค  หลังจากเล่นเกมเสร็จพอรู้ผล ก็จะมีการสรุปให้เขาเห็นภาพ และจะค่อยๆอธิบายให้เข้าใจทฤษฎีว่า มันมีวิธีคิดวิธีเริ่มต้นแบบไหน โดยโยงเข้าสู่ธุรกิจจะทำให้เห็นภาพง่ายขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเกมเป่ายิงฉุบ ซึ่งไม่เหมือนเกมธรรมดา เป็นโมเดลเดียวกับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันที่ต้องรู้เขารู้เรา เป็นเรื่องของข้อมูลสถิติ โดยสองคนแข่งกัน แต่จะมีการให้ข้อมูลกับอีกคนด้านสถิติว่าหากเกมแรกแพ้เกมต่อไปต้องทำยังงัยต่อ ประเด็น คือ เราต้องการแสดงให้เห็นว่า ในการทำธุรกิจก็เหมือนกันใครมีข้อมูลมากกว่าคนนั้นได้เปรียบในการนำข้อมูลมาใช้เพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่ง เรียกว่าจะเป็นการเป่ายิงฉุบที่มีสีสันมาก

ดร.ศิริเดชกล่าวด้วยว่า ภายในงานจะเน้นให้เป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับวิชาที่นักศึกษาจะได้เรียน พยายามให้เขาเข้าใจในรูปแบบของการทำธุรกิจในเกมที่นำมายกตัวอย่างในงานนี้ นอกจากนี้ภายในงานจะมีการฝึกให้นักเรียน นักศึกษา ได้มีโอกาสเขียนโปรแกรมอย่างง่ายในการสั่งงานหุ่นยนต์ทำงานด้านโลจิสติกส์เพื่อให้ทำงานสะดวกมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในงานขนส่งเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าสามารถใช้โรบอทด้านการตลาดได้เช่นกัน

อาทิ การเขียนโปรแกรมให้โรบอทแสดงท่าทางหรือทำงานด้านต่างๆเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนให้มาสนใจในธุรกิจของเราได้ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น ถุงมืออัจฉริยะ อุปกรณ์ internet of thing (IOT) ที่ต้องสั่งงานด้วยเสียง พร้อมนี้ยังมีทุนการศึกษาและโปรโมชั่นมากมายตลอดงาน

“งาน Open House 2019”  พร้อมเปิดบ้านให้ชมตลอดทั้งวัน ระหว่างวันที่ 12-13 ธันวาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  นักเรียน นักศึกษาที่สนใจร่วมงานได้ฟรี  ลงทะเบียนออนไลน์ร่วมงานก่อนใครได้ที่ https://openhouse.dpu.ac.th/ สอบถามรายละเอียดโทร. ต่อ 560, 722

ผลวิจัย OECD พิสูจน์ชัดเด็กเรียนรู้ปฐมวัย ทำคะแนน PISA ได้ดี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403179?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ผลวิจัย OECD พิสูจน์ชัดเด็กเรียนรู้ปฐมวัย ทำคะแนน PISA ได้ดี

6 ธันวาคม 2562 – 19:36 น.
ผลวิจัยOECD,กสศ,เด็กปฐมวัย,คะแนน PISA
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

เผยผลวิจัย OECD พิสูจน์ชัด เด็กที่ทำคะแนน PISA ได้ดีสัมพันธ์กับประสบการณ์เรียนรู้ช่วง ปฐมวัย ด้านกสศ. เผยไทยมีเด็กนอกระบบก่อนวัยเรียน ราวร้อยละ 10 เตรียมขยายทุน

6 ธ.ค.2562-เผยผลวิจัย OECD พิสูจน์ชัด เด็กที่ทำคะแนน PISA ได้ดี สัมพันธ์กับประสบการณ์เรียนรู้ช่วง ปฐมวัย ด้านกสศ. เผยไทยมีเด็กนอกระบบก่อนวัยเรียน ราวร้อยละ 10 เตรียมขยายทุนเสมอภาคช่วยเหลือเด็กอนุบาลในครอบครัวยากจน 1.5 แสนคน ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่ต้นทาง หากแปรญัตติเพิ่มงบประมาณที่ถูกตัดลดได้ ขณะที่ผลสำรวจความพร้อมเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กอ.2–อ.3 นำร่อง 5 จังหวัดพบ ด้านภาษาและเลข ในพื้นที่ห่างไกลและยากจน เหลื่อมล้ำสูง เด็กหางแถวถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คะแนนต่ำเกณฑ์มีมาก

ดร.ไกรยส  ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า จากข้อมูลการวิเคราะห์ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า เด็กปฐมวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนวัยเรียน อายุ 3-5 ปี  เป็นช่วงที่สำคัญอย่างมาก ส่งผลต่อแนวโน้มสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศ

เนื่องจากปัจจุบันเด็กนอกระบบการศึกษาในช่วงก่อนวัยเรียนยังมีสัดส่วนสูงราวร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับประชากรวัยเดียวกัน ซึ่งจากการลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงและรับฟังความคิดเห็นใน 4 ภูมิภาคพบว่า ครอบครัวที่มีฐานะยากจนซึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครองมีอาชีพรับจ้าง และทำงานอยู่ต่างถิ่น จะนำบุตรหลานเข้าเรียนระดับอนุบาลล่าช้าหรือไม่ได้เข้าเรียน ทำให้เด็กเหล่านี้เสี่ยงต่อการมีพัฒนาการด้านต่างๆที่ล่าช้า ไม่ทันเพื่อนตั้งแต่ชั้น ป.1 ซึ่งช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านพัฒนาการนี้หากไม่ได้รับการค้นพบ และแก้ไขได้ทันเวลา จะมีแนวโน้มแย่ลงในอนาคต จนส่งผลต่อผลการเรียน ทักษะการอ่านออกเขียนได้ และความเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานในที่สุด

ดร.ไกรยส กล่าวว่า  จากสถานการณ์ดังกล่าว กสศ.และสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จึงร่วมกันพัฒนาเครื่องมือสํารวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัยหรือ School Readiness Survey (SRS) ระดับจังหวัดขึ้น เพื่อเป็นกระจกสะท้อนสถานการณ์ด้านพัฒนาการและความพร้อมของเด็กปฐมวัยก่อนเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับ อายุ 5-6 ปี  ทั้งในแง่ของสถานการณ์ปัญหาเด็กยังไม่เข้าเรียนอนุบาล และระดับพัฒนาการที่สำคัญด้านต่างๆ ของเด็กวัยนี้ ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจ SRS จะช่วยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ กำหนดแนวทางผลักดันให้เด็กเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัย ตลอดจนสะท้อนผลลัพธ์คุณภาพการเรียนรู้ ช่วงปฐมวัยว่าได้เตรียมเด็กให้พร้อมจะก้าวเข้าสู่ประถมศึกษาเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กชายขอบ และกลุ่มเด็กด้อยโอกาสทางสังคม เช่น เด็กที่มาจากครอบครัวยากจน

ดร.ไกรยส กล่าวว่า SRS จะเป็นเครื่องมือทางวิชาการและพัฒนาข้อเสนอนโยบายที่ช่วยแก้ปํญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยจะปิดช่องว่างปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ต้นเหตุและต้นทางก่อนที่เด็กจะเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อมีความพร้อมตั้งแต่ปฐมวัยจะช่วยให้เด็กมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียน มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จทางการศึกษา

และพฤติกรรมทางบวกของเด็กในระยะยาว ตัวอย่างการศึกษาในประเทศบราซิล จาไมก้า และฟิลิปปินส์ พบว่า 2 ใน 3 ของเด็กที่มีความพร้อมในการเข้าสู่โรงเรียนของเด็กปฐมวัยและได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมการสำรวจนี้ การศึกษาในกัวเตมาลาและแอฟริกาใต้พบว่าเด็กปฐมวัยที่มีความพร้อมฯ สูงกว่าจะมีผลการเรียนและความสามารถในการเรียนรู้ดีกว่า เช่น ทักษะการอ่าน และ การคิดคำนวณ เช่นเดียวกับกัมพูชา เครื่องมือนี้ช่วยลดจำนวนเด็กทิ้งการเรียนกลางคัน เมียนมาร์ ช่วยให้อัตราเด็กเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 13 เนปาล ช่วยลดอัตราการเรียนซ้ำชั้นของเด็กในระดับประถมศึกษา

“เด็กปฐมวัยถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐให้จัดการศึกษาระดับก่อนวัยเรียนให้แก่เด็กปฐมวัยอย่างเสมอภาค โดยได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 54 ให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษามีบทบาทสนับสนุนให้เด็กปฐมวัยในครอบครัวที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพได้จนสำเร็จการศึกษาตามศักยภาพและความถนัดของแต่ละคน โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม

เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการพัฒนาทั้งทางร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย หลักฐานเชิงประจักษ์ที่นำเสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ศาสตราจารย์ James J. Heckman จาก University of Chicago ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าให้ผลตอบแทนแก่สังคมดีที่สุดในระยะยาว7-12 เท่า ซึ่งนอกจากการใช้เครื่องมือ SRS ใน 5 จังหวัดนำร่องแล้ว ในปีงบประมาณ 2563 คณะกรรมการ กสศ.ได้ขยายผลการดำเนินงานตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ สนับสนุนทุนเสมอภาคที่จะช่วยป้องกันเด็กหลุดออกนอกระบบให้ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษระดับชั้นอนุบาลในสังกัด สพฐ. อปท. ตชด. ให้ครอบคลุม 77 จังหวัด ราว 1.5 แสนคน อย่างไรก็ตามการที่จะสามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้หรือไม่นั้น ต้องรอการพิจารณางบประมาณปี 2563 นี้ ว่ากสศ. จะสามารถแปรญัตติเพิ่มงบประมาณในส่วนที่ถูกตัดลดได้หรือไม่”

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา กสศ.  กล่าวว่าจากการเก็บข้อมูลขององค์กร OECD ผ่านทางการทดสอบ PISA ที่ผ่านมาในปี 2018 และ 2015 พบว่าประเทศที่เยาวชนกลุ่มอายุ 15 ปี สามารถทำคะแนนได้ดี มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับจำนวนปีที่ใช้ในการเข้าเรียนในระดับปฐมวัย รายงานของ PISA พบว่าสัดส่วนของนักเรียนอายุ 15 ที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน มีความสัมพันธ์กับจำนวนปีที่ขาดโอกาสในการเข้าเรียนในระดับปฐมวัยอย่างชัดเจน ผู้ที่ได้เรียนปฐมวัยเพียง 1 ปีหรือน้อยกว่านั้น จะมีผลสัมฤทธิ์ที่ต่ำกว่าผู้ที่มีโอกาสได้เรียน 2-3 ปีขึ้นไปเป็นอย่างมาก และเรื่องนี้มีความสัมพันธ์กับเศรษฐานะของครอบครัวด้วย

นั่นคือหากครอบครัวอยู่ในกลุ่มด้อยโอกาสทางเศรษฐานะ จะยิ่งมีโอกาสในการเข้าเรียนระดับปฐมวัยที่น้อยลง ดังนั้นภาครัฐจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมุ่งช่วยเหลือครอบครัวของเด็กเล็กที่อยู่ในกลุ่มที่มีความยากลำบากทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้ได้มีโอกาสในการเข้าเรียนในระดับปฐมวัยเพื่อผลในระยะยาว นอกจากนั้น จากกรณีศึกษาของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเยาวชน เช่น ฟินแลนด์ เอสโตเนีย หรือประเทศอื่นๆ ที่มีรัฐสวัสดิการที่ดี ภาครัฐล้วนให้การสนับสนุน เพื่อให้เกิดการศึกษาในระดับปฐมวัยที่มีคุณภาพและทั่วถึง ทั้งโดยการจัดให้มีศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพของรัฐ หรือการสนับสนุนภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการ

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  เปิดเผยว่า ผลสำรวจ SRS พื้นที่นําร่อง 5 จังหวัด ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาค ได้แก่  เชียงใหม่ กาญจนบุรี ศรีสะเกษ ระยอง และภูเก็ต ในกลุ่มเป้าหมายนักเรียนอายุ 5-6 ปี จำแนกเป็น ระดับชั้นอนุบาล 2 จำนวน 1,149 คน และชั้นอนุบาล 3 จำนวน 1,309  คน  รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 2,885 คน ทั้งโรงเรียนระดับอำเภอเมือง  โรงเรียนในอำเภอกลุ่มความยากจนระดับน้อย จนถึงระดับมากที่สุด พบว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีความขัดสนมากกว่าและครอบครัวที่เคยมีปัญหาอาหารไม่เพียงพอแก่การบริโภค ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะมีความพร้อมด้านคณิตศาสตร์และภาษาไทยต่ำกว่าเด็กกลุ่มอื่น ประเด็นนี้น่าจะบ่งบอกว่า เด็กที่เกิดในครอบครัวที่ขาดโอกาสมักจะมีพัฒนาการที่ช้า

นอกจากนี้ หากเราให้ความสำคัญกับจำนวนเด็กหางแถว (เด็กที่มีระดับคะแนนไม่ถึงร้อยละ 25  ของคะแนนเต็ม) ในแต่ละพื้นที่มากกว่าระดับคะแนนเฉลี่ย พบว่า มีเด็กปฐมวัยบางส่วนที่มีระดับความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟังค่อนข้างต่ำ (มีระดับคะแนนไม่ถึงร้อยละ 25 ของคะแนนเต็ม)  ซึ่งจังหวัดที่มีปัญหาส่วนนี้ค่อนข้างมากคือ เชียงใหม่ ร้อยละ 10.6 ศรีสะเกษ ร้อยละ 7.3 กาญจนบุรี ร้อยละ 6.1 ส่วนระยองและภูเก็ต มีปัญหานี้เพียงเล็กน้อย  ร้อยละ 3.4  และ ร้อยละ 1.4 ตามลำดับ   หากเจาะลึกไปที่ 3 จังหวัดแรกที่มีปัญหามากที่สุด จะพบว่า ว่าเด็กกลุ่มนี้อยู่ในอำเภอที่ห่างไกล เช่น แม่อาย  ฝาง จอมทอง  ทองผาภูมิ หนองปรือ ราษีไศล  ขุนหาญ

ส่วนความพร้อมด้านคณิตศาสตร์ มีเด็กปฐมวัยจำนวนไม่น้อยที่มีระดับความพร้อมด้านการรู้จักตัวเลขและด้านการแปลงรูปในใจ ค่อนข้างต่ำ โดยสัดส่วนของเด็กปฐมวัยที่มีระดับความพร้อม ด้านการรู้จักตัวเลข ไม่ถึง 25 คะแนน มากที่สุดคือ เชียงใหม่ร้อยละ 13.9 ศรีสะเกษ ร้อยละ 13.7 กาญจนบุรี ร้อยละ 11.2 ระยองร้อยละ 10.6 และภูเก็ต ร้อยละ 9.8 ด้านการแปลงรูปในใจ ส่วนใหญ่มีเด็กที่มีคะแนนไม่ถึง 25 คะแนนในสัดส่วนที่สูงมาก ศรีสะเกษ ร้อยละ 28.1 เชียงใหม่ ร้อยละ 27.3 กาญจนบุรี ร้อยละ 21.1 ระยอง ร้อยละ 16 และภูเก็ต ร้อยละ 8

“เนื่องจากปัญหาของการศึกษาที่สำคัญคือ การที่มีเด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ใช่ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยเพียงไม่กี่คะแนน ดังนั้น การรายงานผลโดยใช้สัดส่วนเด็กหางแถว (มีระดับคะแนนไม่ถึงร้อยละ 25 ของคะแนนเต็ม) จะทำให้เราได้รู้ว่าพื้นที่ไหนมีเด็กหางแถวหรือมีเด็กนักเรียนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากเป็นพิเศษ และช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดสรรทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความเอาใจใส่กับพื้นที่ที่มีสัดส่วนนักเรียนหางแถวที่สูงเป็นพิเศษ นักวิจัยเชื่อว่า การสำรวจข้อมูลความพร้อมฯ ของเด็กปฐมวัยและการรายงานผลคะแนนในลักษณะนี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับพื้นที่ เพราะสามารถชี้เป้าหมายพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสูง ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ  โดยควรสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษารวมถึงการสนับสนุนที่มุ่งเป้าไปที่ตัวเด็ก” ดร.วีระชาติกล่าว

สพฐ.สั่งย้ายครูชายตบเด็กมาช่วยราชการ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403168?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สพฐ.สั่งย้ายครูชายตบเด็กมาช่วยราชการ

6 ธันวาคม 2562 – 19:00 น.
นายอำนาจ วิชยานุวัติ,ครูชาย,ครูชายตบหัวเด็ก,เขตพื้นที่
เปิดอ่าน 227 ครั้ง

เลขาธิการ กพฐ. เผยสั่งย้าครูชายตบนักเรียนหญิง ออกจากพื้นที่โรงเรียน ให้มาช่วยราชการที่เขตพื้นที่แล้ว ระบุรมว.ศธ.กำชับให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

จากกรณีที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก “กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท” โพสต์คลิปเหตุการณ์ขณะครูผู้ชายโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ตบศรีษะนักเรียนหญิง เพียงเพราะสาเหตุมาจาก ครูชายเรียกชื่อเด็กแล้วไม่ตอบ

ครูชายคนดังกล่าวยังใช้สรรพนาม ในการเรียนนักเรียนด้วยถ้อยคำหยาบคาย ไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมในฐานะเป็นพ่อพิมพ์ของชาติ อีกทั้งพฤติกรรมของครูคนดังกล่าว ยังมีนักเรียนหลายคนออกมาแฉว่าถูกตบศรีษะเหมือนกัน เพราะครูชายขานชื่อแล้วไม่ตอบรับ ซึ่งหลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)  กระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และได้มอบหมายเจ้าหน้าที่จากศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือนักเรียน (ฉก.ชน.) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่จังหวัดอุดรราชธานี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด

” แต่ในเบื้องต้น ผมได้มีคำสั่งย้ายครูชายคนดังกล่าว ออกจากโรงเรียนที่เกิดเหตุแล้ว พร้อมกับมีคำสั่งให้ครูชายคนนี้ เข้ามาช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว “เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ ได้รายงานนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ให้รับทราบแล้ว ซึ่งรมว.ศธ.ได้กำชับให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยหลังจากนี้จะรายงานข้อสรุปให้รมว.ศธ.รับทราบต่อไป

ดัน ‘อาชีวะอินเตอร์’ ผุดในพื้นที่ อีอีซี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403161?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ดัน ‘อาชีวะอินเตอร์’ ผุดในพื้นที่ อีอีซี

6 ธันวาคม 2562 – 18:30 น.
ดัน อาชีวะอินเตอร์,อีอีซี,บอร์ดกพอ
เปิดอ่าน 61 ครั้ง

มติบอร์ดกพอ.เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางอีอีซีโมเดล ระบุ ผู้ประกอบการร่วมพัฒนาหลักสูตร ผลักดันสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่ 12 แห่งเป็น”อาชีวะอินเตอร์”

การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 11/2562 วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม 2562 โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการ กพอ. เป็นประธาน ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ได้รับทราบ และพิจารณาความก้าวหน้า การดำเนินงานในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (อีอีซี) มีรายละเอียดที่สำคัญ โดยที่ประชุมได้มีมติเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางอีอีซี โมเดล ดังนี้

      อ่านข่าว :  เปิด6ยุทธศาสตร์น้ำ สนองพื้นที่”อีอีซี”         

บอร์ดกพอ. เห็นชอบความคืบหน้าขั้นตอนการดำเนินงานการพัฒนาบุคลากร ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

4.1 ความคืบหน้าการพัฒนาบุคลากรในอีอีซี ใน 2 ปี โดยใช้หลักการ Demand Driven มี 2 รูปแบบ

1.) EEC Model Type A : เอกชนร่วมจ่าย 100%

มีสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่เข้าร่วม 12 สถาบัน โดยปีการศึกษา 2562 มีนักศึกษาในระบบ 1,117 คน และมี MOU ร่วมกับผู้ประกอบการในอีอีซี พัฒนากำลังคนทั้งในระดับอาชีวะและปริญญาตรี จำนวน 44,000 คน

2.) EEC Model Type B เอกชนร่วมบ้าง 10-50%

ผู้ประกอบการมีส่วนร่วม ในการพัฒนาหลักสูตรจัดการเรียนรู้บางส่วน และรับนักศึกษาเข้าฝึกงาน แต่ไม่ประกันการจ้างงาน โดยกลุ่มนี้มีการผลิตกำลังคนใน 36 วิทยาลัย รวม 5,100 คน และจะขยายให้ครอบคลุม 48 วิทยาลัยในภาคตะวันออก

4.2 แนวทางการสนับสนุนบัณฑิตอาสา เพื่อกระจายโอกาสสู่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างอนาคตให้บัณฑิตอาสาในพื้นที่ อีอีซี : เปิดรับสมัครคัดเลือกบัณฑิตระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่สำเร็จการศึกษาไม่เกิน 3 ปี จำนวน 120 คน เพื่อฝึกอบรม 2 เดือนและทำงานในพื้นที่ อีอีซี ของ 30 อำเภอ โดยทำงานร่วมกันระหว่าง ม.บูรพาและมหาลัยเครือข่าย ซึ่งคาดว่าจะได้บัณฑิตอาสารุ่นแรก ภายในเดือนมกราคม 2563 ประมาณ 30 คน จาก 3 จังหวัด ในอีอีซี

4.3 แนวทางการปรับฐานภาษาอังกฤษของนักเรียนอาชีวศึกษา ในอีอีซี (อาชีวะอินเตอร์) พัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในสถาบันอาชีวศึกษาของรัฐในพื้นที่ อีอีซี จัดการเรียนแบบ Content Language Integrated Learning (CLIL) เพื่อยกระดับศักยภาพของนักเรียนให้ทัดเทียมสากล สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษในวิชาชีพได้อย่างมั่นใจ และทำงานได้ค่าตอบแทนสูง

PISA สะท้อนคุณภาพการศึกษาไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/403007?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

PISA สะท้อนคุณภาพการศึกษาไทย

6 ธันวาคม 2562 – 11:25 น.
PISA,ห้องเรียน,การเรียนรู้่
เปิดอ่าน 222 ครั้ง

PISA สะท้อนคุณภาพการศึกษาไทย ปรับห้องเรียน การประเมิน เปลี่ยนการเรียนรู้

หลังจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ได้ประกาศผลคะแนนโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) อายุ 15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ โดยดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 ปี

โดยจะวัดประเมินนักเรียนทั้ง 3 ด้าน คือ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ และความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่ง PISA 2018 มีนักเรียนเข้าร่วมการประเมินประมาณ 6 แสนคน ถือว่าเป็นตัวแทนของนักเรียนอายุ 15 ปี จำนวนประมาณ 32 ล้านคนทั่วโลก จาก 79 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ทำหน้าที่เป็นศูนย์แห่งชาติ ได้ดำเนินการจัดสอบเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 มีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 8,633 คน จาก 290 โรงเรียนในทุกสังกัดการศึกษาเข้าร่วมการประเมินในรอบนี้

จากผลการประเมิน PISA 2018 พบว่า ประเทศที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกในด้านการอ่าน ซึ่งเป็นด้านที่เน้นในรอบการประเมินนี้ ได้แก่ จีนสี่มณฑล สิงคโปร์ มาเก๊า ฮ่องกง และเอสโตเนีย

ส่วนผลการประเมินของประเทศไทย นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยในด้านการอ่าน 393 คะแนน (ค่าเฉลี่ยโออีซีดี 487 คะแนน) คณิตศาสตร์ 419 คะแนน (ค่าเฉลี่ยโออีซีดี 489 คะแนน) และวิทยาศาสตร์ 426 คะแนน (ค่าเฉลี่ยโออีซีดี 489 คะแนน) เมื่อเปรียบเทียบกับ PISA 2015 พบว่า ด้านการอ่านมีคะแนนลดลง 16 คะแนน ส่วนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีคะแนนเพิ่มขึ้น 3 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลำดับ

  นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลคะแนน PISA ครั้งนี้สะท้อน 4 ประเด็นสำคัญคือ 1.ตลอดหลายปีการจัดการศึกษาของไทยเมื่อเทียบระดับสากลอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำและมีแนวโน้มว่าจะต่ำลงอีก โดยเฉพาะการอ่าน ซึ่งอยากให้ผู้ที่อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประเมินตนเองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ นโยบายการศึกษาทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นจริงหรือ เพราะเท่าที่ติดตามดูเหมือนศธ.จะรู้สึกภูมิใจกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น และไม่ได้เข้าใจสถานการณ์การศึกษาไทยที่จมปลักอยู่กับที่เกือบ 20 ปี

สมพงษ์ จิตระดับ

2.การอ่าน เป็นสาระสำคัญและเป็นปัญหาตั้งแต่เด็กประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา ที่ผ่านมามีนโยบายการอ่านเป็นระยะ แต่ขาดความชัดเจน เอาจริงเอาจังอย่างต่อเนื่อง เด็กไทยอ่านไม่คล่อง จับใจความไม่ได้ คิดวิเคราะห์ไม่ได้ ศธ.ต้องมีนโยบายชัดเจนไม่ใช่เพียงบอกว่าจะทำให้การอ่านดีขึ้นโดยเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลง เพราะที่ผ่านมาก็พูดแบบนี้แต่ไม่เคยเกิดการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ด้านคะแนนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ของไทยย่ำอยู่กับที่ แต่ประเทศที่เคยล้าหลังกว่าไทยตอนนี้กลับคะแนนดีขึ้น ประเทศต่างๆ มีการปฏิรูปประเทศและปฏิรูปการศึกษาไปพร้อมกัน

3.การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ของเด็กที่ต่ำเหมือนเดิม ทำให้เห็นว่าไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องการเรียนรู้ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นโจทย์ยากและซับซ้อน แต่เรื่องนี้ ศธ.ต้องทำให้เกิดขึ้น เพราะถ้าไม่ทำเรื่องนี้จะไม่เกิดการพัฒนาคน และ 4.ผลคะแนน PISA เป็นตัวบ่งชี้ว่าการศึกษาไทยย่ำอยู่กับที่ ขณะที่ประเทศล้าหลังกว่าไทยยังทำให้คะแนนเด็กดีขึ้นได้ ควรมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติจริงๆ

กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ

ด้าน น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากผลคะแนน PISA แสดงให้เห็นว่าตลอด 9 ปี ที่มีการพัฒนาการศึกษาไทยไม่เป็นผล และมีความเหลื่อมล้ำสูง เพราะยังมุ่งเน้นจัดสรรทรัพยากรให้แก่เด็กที่มีโอกาสมาก เรียนอยู่โรงเรียนขนาดใหญ่ มีครู มีอุปกรณ์พร้อมได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ส่วนโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง กลับไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร แตกต่างจากประเทศสิงคโปร์ที่จะส่งครูที่เก่งที่สุดไปสอนโรงเรียนที่นักเรียนขาดโอกาสมากที่สุด

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ เรื่องการอ่าน เพราะการอ่านถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้ทุกเรื่อง แต่เด็กไทยกลับไม่สามารถอ่านจับใจความ วิเคราะห์ สังเคราะห์ได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าใจพื้นฐานการอ่าน ว่าอ่านเพื่ออะไร คิดต่อยอดจากสิ่งที่อ่านได้หรือไม่ และอ่านอย่างเข้าใจ คิดวิเคราะห์ได้หรือไม่ ไม่ใช่อ่านเพื่อท่องจำ ที่สำคัญควรปรับห้องเรียน ซึ่งเชื่อว่าครู ผอ.โรงเรียนทุกคนอยากให้เด็กมีคุณภาพ อ่านออก คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น แต่ด้วยรูปแบบการประเมินทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมได้ ควรวางรูปแบบการประเมินครูใหม่ ที่เอื้อให้ครูจัดการเรียนการสอน กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้แก่เด็ก” น.ส.กุลธิดา กล่าว

อำนาจ วิชยานุวัติ

การยกระดับคะแนน PISA การเรียนรู้ของเด็กไทยควรเป็นความร่วมมือจากทุกฝ่าย ตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน และนโยบายของ ศธ.ต้องเอื้อมากที่สุด อย่าเอาเพียงติวเพื่อหวังยกอันดับ

ตบท้ายด้วย นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่าภาพรวมคะแนน PISA ทำให้เห็นว่าการอ่านของเด็กไทยตกลง และคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ดังนั้น การพัฒนาการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ในส่วนการอ่านจะมีกระบวนการส่งเสริมการอ่านอย่างเข้มข้นมากขึ้น และไม่ใช่เพียงการอ่านออกเขียนได้เท่านั้น เพราะเรื่องนี้ สพฐ.มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมอยู่แล้ว แต่ต้องเป็นการอ่านวิเคราะห์ โดยได้มอบหมายให้ทางทีมสำนักทดสอบทางการศึกษาของสพฐ.ไปวิเคราะห์เรื่องการอ่านว่าต้องพัฒนาเพิ่มเติมการอ่านแล้ววิเคราะห์อย่างไรได้บ้าง เช่น อาจจะให้มีการจัดสอบข้อสอบแบบอัตนัยมากขึ้น ในชั้นเรียนต้องให้เด็กอ่าน เขียนบทความ เรียงความ เพิ่มการเล่าเรื่องมากขึ้น อ่านแล้วนำมาเล่าให้เพื่อนฟังพร้อมแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้นๆ เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น เนื่องจากการอ่านเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องเสริมเรื่องการเขียนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ อ่านแล้วคิดวิเคราะห์ได้ของเด็กด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลคะแนน PISA ปีนี้ จะช่วยให้ศธ. สพฐ.ได้แนวคิดในการจัดทำสื่อการอ่านในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมามีอยู่แล้วแต่อาจไม่เพียงพอ จะใช้เทคโนโลยีสามารถทำให้เด็กได้อ่านคิดวิเคราะห์ อ่านแล้วจับใจความได้ เข้าใจเนื้อเรื่องผ่านสื่อต่างๆ ที่เด็กเข้าถึงได้ทุกที่

เร่งขับเคลื่อนฟาร์มโคนมขนาดเล็กสืบสานอาชีพโคนมจากรุ่นสู่รุ่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403262?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เร่งขับเคลื่อนฟาร์มโคนมขนาดเล็กสืบสานอาชีพโคนมจากรุ่นสู่รุ่น

7 ธันวาคม 2562 – 17:13 น.
อสค,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,โคนม,ห้องเรียนศาสตร์พระราชา
เปิดอ่าน 53 ครั้ง

อ.ส.ค.เร่งขับเคลื่อนฟาร์มโคนมขนาดเล็กในโรงเรียนผุดหลักสูตร ห้องเรียนศาสตร์พระราชา สอนวิชาเลี้ยงโคนม สืบสาน ต่อยอดจากรุ่นสู่รุ่น

7 ธันวาคม 2562 อ.ส.ค.เร่งติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริม “ฟาร์มโคนมขนาดเล็ก”ในโรงเรียน ขยายผลผุดหลักสูตร“ห้องเรียนศาสตร์พระราชา” สอนวิชาการผลิตโคนมในโรงเรียน หวังนักเรียนสัมผัสกระบวนการเลี้ยงและรีดน้ำนมโคแบบครบวงจร  มุ่งสืบสาน  รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานของรัชกาลที่ ๙ ให้มีความยั่งยืนตลอดไป

ที่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี จังหวัดสกลนคร  ต.พังขว้าง  อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร  ดร.ณรงค์ฤทธิ์  วงศ์สุวรรณ  ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พร้อมคณะผู้บริหารอ.ส.คได้เดินทางมาติดตามความก้าวหน้า”โครงการศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดการศึกษาการเลี้ยงโคนมในโรงเรียน”แห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือระหว่างอ.ส.ค  กรมปศุสัตว์และหน่วยงานในพื้นที่

ดร.ณรงค์ฤทธิ์  กล่าวว่า   ตามที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายให้โรงเรียนต่างๆในชุมชนมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับ“โคนมอาชีพพระราชทาน” เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัสกระบวนการเลี้ยงและรีดนมโคแบบครบวงจร เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กนักเรียนหันมาสนใจและใส่ใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมมากขึ้น เพื่อสืบสาน  รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานของรัชกาลที่ ๙ ให้มีความยั่งยืนตลอดไป   รวมทั้งมีความเข้าใจและเชื่อมั่นในขบวนการผลิตโครงการอาหารเสริม(นม) โรงเรียนก่อนนำมาแจกจ่ายให้เด็กดื่มกินซึ่งถือเป็นโครงการภายใต้นโยบายสำคัญรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

ดร.ณรงค์ฤทธิ์  กล่าวต่อว่า    นโยบายดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับแนวการดำเนินงานของอ.ส.ค.  ที่ได้ส่งเสริมโคนมอาชีพพระราทานมาอย่างต่อเนื่อง  ด้วยการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่นโดยการสร้างเยาวชนให้มีความสนใจและภาคภูมิใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตรและเพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้รับการเรียน  การสอน  และการปลูกฝังอาชีพการเลี้ยงโคนมจากโรงเรียน

โดยในปี ๒๕๕๘ อ.ส.ค.ได้สนับสนุนให้มีฟาร์มโคนมขนาดเล็กในโรงเรียนเพื่อใช้เลี้ยงโคนมใน “โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี” นำร่องเป็นโรงเรียนแรก ภายใต้ “โครงการศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดการศึกษาการเลี้ยงโคนมในโรงเรียน” โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างอ.ส.ค. กรมปศุสัตว์และหน่วยงานในพื้นที่

จากนั้นใน ๒๕๕๙ได้สนับสนุนโคสาวท้องแรก ๕ ตัวกับโรงเรียนมูลค่า ๒๕๐,๐๐๐ บาทและเงินสนับสนุนในการจัดตั้งฟาร์มโคนมมูลค่า ๔๐๐,๐๐๐ บาท  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ให้แก่นักเรียน ได้มีองค์ความรู้ด้านโคนม ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย  เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจนเกิดทักษะทางด้านการเลี้ยงโคนมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ  และเพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้และทักษะไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์และขยายผลการเลี้ยงโคนมในพื้นที่   จากนั้นในปี ๒๕๖๐ ได้สนับสนุนงบประมาณในการต่อเติมโรงเรือนของศูนย์เรียนรู้ฯ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์เรียนรู้ฯให้มีมาตรฐานมีพื้นที่รองรับปริมาณโคนมที่เพิ่มขึ้น

จากนั้นในปี ๒๕๖๒  อ.ส.ค.ได้เปิดหลักสูตร “ห้องเรียนศาสตร์พระราชา”   โดยมีวิชาหลักคือวิชาการผลิตโคนม โดยมอบโคนมทั้งที่เป็นแม่โคและลูกโครวม ๑๓ ตัวให้กับโรงเรียน   ซึ่งจากผลดำเนินการให้น้ำนมดิบเฉลี่ย ๓๕  กก.ต่อวัน รายได้เข้าโครงการประมาณ ๑๓,๐๐๐ บาท/เดือน  โดยได้รับความอนุเคราะห์หญ้าแห้งจากกรมปศุสัตว์ปีละ ๕๐๐-๖๐๐  ฟ่อน  รวมทั้งเข้ามาดูแลรักษาและผสมเทียม  ส่วนอาหารข้นทางโรงเรียนจะซื้อเองโดยใช้งบประมาณจากรายได้โครงการ นอกจากนี้โรงเรียนยังได้ปลูกหญ้าสดเพื่อใช้เป็นอาหารโคนมจำนวน ๓ แปลงพื้นที่ประมาณ ๑๐ ไร่  ๑๔

สำหรับแนวทางขับเคลื่อน สืบสาน  รักษา ต่อยอดในอนาคต     อ.ส.ค.มีแผนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพโครงการและพัฒนาวิธีการให้ทันสมัยแตกต่างจากรูปแบบเดิม   เช่น  การถ่ายทอดให้ความรู้โดยการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการฟาร์ม  การดูแลสุขภาพให้ความรู้ใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง  โดยให้ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้เข้ามาศึกษาและเรียนรู้การเลี้ยงโคนมมากยิ่งขึ้น   เพื่อปลูกฝังโคนมอาชีพพระราชทานแก่เด็กและเยาวชนนำไปสืบสาน ต่อยอดตามพระราชปณิธาน ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ให้เป็นอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืนของไทยตลอดไป

“อ.ส.คจะเร่งเดินหน้าขับเคลื่อน ต่อยอด ขยายผลตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีในการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่น  โดยการสร้างเยาวชนให้มีความสนใจและภาคภูมิใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานและสามารถนำไปขยายผลในชุมชนต่อไปรวมทั้งเห็นความสำคัญโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนของรัฐบาลอีกทางหนึ่งด้วย” ดร.ณรงค์ฤทธิ์   กล่าว

“ดิฟเฟนบาเกีย”มีประโยชน์มากกว่าใช้ต้นประดับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402007?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ดิฟเฟนบาเกีย”มีประโยชน์มากกว่าใช้ต้นประดับ

7 ธันวาคม 2562 – 04:47 น.
ดิฟเฟนบาเกีย
เปิดอ่าน 175 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย- อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com 

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว  

คราวที่แล้วพูดถึง“ดิฟเฟนบาเกีย(Dieffenbachia)”ที่เป็นไม้อีกทางเลือกในวงการไม้ประดับ วันนี้มาว่ากันในเรื่องการประดับตกแต่งไม้ชนิดนี้ นอกจากพื้นฐานของการใช้ต้นปลูกลงในภาชนะเพื่อใช้วางจัดสถานที่ให้ดูสวยงามหรือใช้ตกแต่งพื้นที่ให้ดูมีมิติเป็นธรรมชาติแบบอยู่แทรกตัวกับสิ่งปลูกสร้างได้อย่างกลมกลืนและลงตัวแล้ว ยังมีการใช้ประโยชน์ในรูปแบบการตัดใบประดับคล้ายกับการใช้ใบของไม้ชนิดอื่นๆที่มีมาก่อนหน้านี้

โดยการตัดใบ”ดิฟเฟนบาเกีย”นั้น ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันการสัมผัสกับน้ำยางโดยตรง และมีขั้นตอนหลังการตัดที่ต้องวางให้น้ำยางแห้งจากรอยบาดแผลที่โคนก้านใบ พร้อมกับการคัดขนาดและคุณภาพ แล้วจึงนำไปมัดรวมเป็นกำ จากนั้นจึงค่อยจุ่มน้ำให้มิดแล้วยกขึ้นทันทีเพื่อวางเรียงแบบตั้งก้านใบโดยไม่ต้องใส่น้ำในภาชนะนั้น ใบก็ยังคงความสดพร้อมส่งต่อไปถึงมือผู้ใช้ยังปลายทางที่กระผมเห็นมีการจำหน่ายในตลาดค้าส่งของหลายๆเมืองที่มีขนาดการใช้ใหญ่กว่าในบ้านเรามาก

ด้วยรูปแบบการใช้ที่มีอยู่และมีการพัฒนาจนมีรูปแบบที่ต่างไปจากเดิมก็มิได้หมายความว่าจะหยุดรูปแบบการใช้ไม้ชนิดนี้ไว้เพียงเท่านั้น แต่ยังมีการคิดที่จะนำพืชสกุลนี้ที่รู้ว่ามีอันตรายในเรื่องของความเป็นพิษมาปลูกเสริมคุณค่าให้เป็นอาณาเขตรูปแบบรั้วธรรมชาติ

โดยใช้ไม้สกุลนี้ปลูกลงดินให้เติบโตสร้างเป็นแนวเขตป้องกันสิ่งมีชีวิตหลายประเภทรุกล้ำผ่านแนวกลุ่มไม้ชนิดนี้เข้าไปในเขตพื้นที่สงวน ทั้งยังเป็นรั้วต้นไม้ที่มีความสวยงามไปในตัว ช่วยเป็นแนวป้องกันสัตว์บางประเภทที่มักรู้ตามสัญชาตญาณและรับรู้ได้จากการสัมผัส และโดยทั่วไปไม้ชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่มีความชื้นและร่มเงาจากสภาพแวดล้อมจนปรับตัวให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศนั้นๆได้ดี

และเมื่อเวลาที่ไม่ต้องการแล้วก็สามารถจัดการได้ไม่ยาก ถึงกระนั้นพืชที่ดูน่ากลัวชนิดนี้ก็ยังกลับได้ช่วยเพิ่มมูลค่าและแนวทางการใช้ในรูปแบบการประดับ โดยเฉพาะยิ่งเป็นพืชที่อีกหลาย ๆ คนยังไม่รู้และเข้าใจ ก็มักเกิดความกลัวจนไม่กล้าที่จะปลูกหรือแม้แต่จะเข้าใกล้เสียด้วยซ้ำ ประหนึ่งราวคล้ายกับอสรพิษที่เห็นแต่เพียงภายนอกก็นึกกลัวไว้ก่อน ทั้งที่ส่วนใหญ่อาจแค่มีรูปร่างคล้ายกันแต่ปราศจากพิษ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการสอนให้กลัวไว้ก่อน เพราะหากพลาดด้วยความไร้ซึ่งความยำเกรง ก็อาจเกิดสิ่งที่ยากต่อการแก้ไข เมื่อเทียบกับไม้สกุลนี้ คนที่จะใช้หรือมีวิถีร่วมคงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงศักยภาพและข้อจำกัดที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์ที่ดีกว่าเดิมและได้รู้ว่า ไม้ประดับที่เคยถูกกล่าวขานไว้ถึงความน่ากลัวก็อาจช่วยสร้างงาน เพิ่มมูลค่า มีการใช้ได้อย่างหลากหลายให้ได้ตอบโจทย์ในวัตถุประสงค์ของการใช้ได้ในทิศทางที่ต้องการต่อไป

เฉลิมชัย ย้ำทุกจังหวัดเตรียมแผนรับมืออุทกภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403087?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย ย้ำทุกจังหวัดเตรียมแผนรับมืออุทกภัย

6 ธันวาคม 2562 – 14:23 น.
รับมืออุทกภัย,เฉลิมชัยล่องใต้
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

“เฉลิมชัย” นำทีมลงใต้ ติดตามสถานการณ์น้ำ สร้างความมั่นใจในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ ย้ำทุกจังหวัดเตรียมแผนรับมือเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

6 ธ.ค.2562-นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และความคืบหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จังหวัดสงขลา โดยมี นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 15 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 16 และนายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและบรรยายสรุปความก้าวหน้าของโครงการฯ  ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11  อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริเวณก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน คลองภูมินารถดำริ (คลองระบายน้ำ ร.1)

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เป็นอย่างมาก จากการลงพื้นที่ติดตามงานก่อสร้างปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในวันนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่ตรวจเยี่ยม มีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68 เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งวางแผนและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในช่วงมรสุมเพื่อให้สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งคาดว่าหากเกิดฝนตกหนักเหมือนปี 2553 ก็สามารถรับมือได้ จึงขอให้ชาวหาดใหญ่มั่นใจได้

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า อ.หาดใหญ่ ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งในปี 2531, 2534 และ ปี 2553 ได้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้มีมูลค่าความเสียหาย กว่า 10,000 ล้านบาท เสียหายมากกว่าพื้นที่การเกษตรโดยทั่วไป ดังนั้นได้กำชับให้สำนักชลประทานทุกแห่งทั่วประเทศเตรียมความพร้อมวางแผนล่วงหน้า  เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หากขาดสิ่งใดให้แจ้งมาที่กรมชลประทาน อย่างไรก็ตามนอกจากการป้องกันอุทกภัยแล้ว จะต้องหามาตรการบริหารจัดการน้ำให้มีเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เน้นย้ำว่าต้องให้เกิดความเดือดร้อนน้อยที่สุด นอกจากนี้ในเรื่องของงบประมาณการดำเนินงานก่อสร้างต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จ สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


ด้าน นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม./วินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ระบายผ่านคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันแม้ว่าคลองระบายน้ำ ร.1 จะยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ แต่องค์ประกอบหลักเช่น ประตูระบายน้ำหน้าควน 2 ซึ่งเป็นจุดที่จะแบ่งน้ำมาจากคลองอู่ตะเภา ได้ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งบานระบายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

สามารถบริหารจัดการน้ำโดยการเปิดปิดบาน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองระบายน้ำ ร.1 และคลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งได้ทำการปรับปรุงโดยการขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำจากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร ขยายเป็น 70 เมตร พร้อมทั้งก่อสร้างกำแพงคอนกรีต แล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 80 ทำให้คลองระบายน้ำ ร.1 ในปัจจุบันจะสามารถช่วยในการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้สูงสุดประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที โดยภาพรวมมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68

“หากโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) แล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศได้เป็นอย่างมาก” นายประพิศ กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ปัจจุบันลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา ที่สถานีวัดน้ำท่า X.173 A บ้านม่วงก็อง อำเภอสะเดา ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6.17 เมตร ที่สถานีวัดน้ำ X.90 บ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6.56 เมตร ส่วนที่ประตูระบายน้ำคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 19.34 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 6.1 เมตร และที่สถานีวัดน้ำ X.44 อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 29.8 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 6.72 เมตร แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ส่วนสำนักชลประทานที่ 16 รายงานปริมาณฝนสะสมจังหวัดสงขลา อยู่ที่ 1,402.2 มม. คิดเป็น 71.5% ต่ำกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยสะสม 28.5% ปริมาณอ่างเก็บน้ำขนาดกลางจังหวัดสงขลา จำนวน 3 แห่ง ปริมาณน้ำเก็บกัก 84.161 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 51.554 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 61.26% และสภาพน้ำท่าในลุ่มน้ำอู่ตะเภาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตลอดจนมีการวางแผนเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุและป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เฝ้าระวัง ทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา จ.ตรัง จ.พัทลุง และ จ.สตูล มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำไว้ให้เพียงพอ

เพื่อไทย อัดยับ พปชร.ตระบัดสัตย์ ค่าแรงขั้นต่ำ 425 บ.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403244?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

เพื่อไทย อัดยับ พปชร.ตระบัดสัตย์ ค่าแรงขั้นต่ำ 425 บ.

7 ธันวาคม 2562 – 15:15 น.
ตระบัดสัตย์ค่าแรงขั้นต่ำ
เปิดอ่าน 337 ครั้ง

เพื่อไทย จวก พลังประชารัฐ ตระบัดสัตย์กับประชาชน นโยบายขึ้นค่าแรง 425 บาทเท่ากันทั่วประเทศทำไม่ได้ ชี้คิดนโยบายแบบนี้หวังคะแนนเสียง

7 ธ.ค.2562- โฆษกพรรคเพื่อไทย จวก พลังประชารัฐ ตระบัดสัตย์กับประชาชน นโยบายขึ้นค่าแรง 425 บาทเท่ากันทั่วประเทศทำไม่ได้ ชี้คิดนโยบายแบบนี้หวังคะแนนเสียง สงสัยนโยบายมารดาประชารัฐ-ลดภาษีเงินได้ ช่วยใครแล้วบ้าง

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี มติคณะกรรมการค่าจ้าง เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-6 บาททั่วประเทศ ให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2563 ว่า พรรคพลังประชารัฐรู้สึกอย่างไร ที่นโยบายหาเสียงเป็นสัญญาประชาคมกับประชาชน ไม่สามารถทำได้ ถือเป็นการตระบัดสัตย์ หลอกลวง เพื่อหวังผลคะแนนหรือไม่ ตอนหาเสียงบอกว่าจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 425 บาท เท่ากันทั่วประเทศ

พอมาเป็นรัฐบาลปรับจริงแค่ 5-6 บาท แล้วยังสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า ต้องยกระดับทักษะฝีมือแรงงานก่อน การกระทำในลักษณะนี้เข้าข่ายการเสนอให้ หรือสัญญาให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์เพื่อจูงใจให้ลงคะแนน ให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเป็นนโยบายของพรรคการเมือง โดยการหาเสียงเลือกตั้งจะต้องไม่ขัดหรือแย้งกับแนวทางที่เป็นนโยบายของพรรคการเมือง หาเสียงอย่างตอนทำกลับไปทำอีกอย่าง

เข้าข่ายโฆษณาชวนเชื่อ หลอกลวงเพื่อให้ได้คะแนนหรือไม่ ถือเป็นการตระบัดสัตย์ ขัดต่อคุณธรรมจริยธรรมของพรรคการเมือง เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่แย่และไม่ถูกต้องให้กับการออกนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหรือไม่ ประชาชนสงสัยมาก นอกจากนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะไม่ตรงปก ทำไม่ได้แล้ว นโยบายการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% ก็ยังทำไม่ได้ แล้วแก้เกี้ยวว่าเป็นเพียงการยกตัวอย่างตอนหาเสียงเท่านั้น นโยบายมารดาประชารัฐ ช่วยเหลืออะไรใครไปแล้วบ้าง ได้รับเงินเท่าไร โครงการเริ่มวันไหน มีใครได้รับเงินจากโครงการนี้บ้างหรือไม่

“อย่าให้สังคมตั้งคำถามว่า ถ้าเป็นพรรคการเมืองอื่นหาเสียงแล้วไม่ทำ จะเข้าข่ายตระบัดสัตย์ ขัดต่อคุณธรรมจริยธรรมของพรรคการเมืองหรือไม่ ทำไมพอเป็นพรรคพลังประชารัฐทำแล้วไม่โดน พรรคเพื่อไทยจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ และจะต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อเป็นการตรวจสอบการดำเนินนโยบายของรัฐบาลอย่างแน่นอน” นายอนุสรณ์ กล่าว