#ฉลองไม่ฉลาม แม้แต่ต้นตำรับอย่างจีนยังสั่งห้ามเสิร์ฟเมนูหูฉลามในงานเลี้ยงรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608472

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

#ฉลองไม่ฉลาม แม้แต่ต้นตำรับอย่างจีนยังสั่งห้ามเสิร์ฟเมนูหูฉลามในงานเลี้ยงรัฐบาล

หูฉลามกลายเป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตัวเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ในสังคมไทย

จากกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การรับประทานเมนูหูฉลามในงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐ จนนักแสดงคนดังอย่างป้อง ณวัฒน์ และผู้คนในโลกโซเชียลมีเดียพากันท้วงติงและติดแฮชแท็ก #ฉลองไม่ฉลาม วันนี้โพสต์ทูเดย์ขอนำเสนอข้อมูลน่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับหูฉลามดังนี้

การตัดครีบฉลามเพื่อนำมาแปรรูปเป็นหูฉลามเสิร์ฟนั้น ส่วนใหญ่ตัดกันสดๆ ก่อนที่ฉลามเคราะห์ร้ายเหล่านั้นจะถูกโยนลงทะเลอย่างไม่ไยดีทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ ฉลามที่ไร้ครีบเหล่านี้จะค่อยๆ จมลงสู่ก้นทะเลแล้วขาดอากาศหายใจตายอย่างช้าๆ หรือไม่ก็ถูกสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร

จากการศึกษาของสหภาพระหว่างประเทศพื่อการอนุรักษ์ธรรรมชาติ (IUNC) พบว่าแต่ละปีมีฉลามถูกฆ่าตายราว 100 ล้านตัว ในจำนวนนี้อย่างน้อย 73 ล้านตัวถูกฆ่าเพื่อเอาครีบมาทำหูฉลาม และในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจของจีนได้ขยายตัวมากขึ้น ทำให้การบริโภคหูฉลามเป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะเมนูที่เป็นเครื่องบ่งบอกระดับฐานะ ระหว่างปี 1985-2001 พบว่าการบริโภคหูฉลามเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว

ความต้องการของตลาดเป็นตัวเร่งให้เกิดการล่าฉลามมากขึ้น แต่ในทางกลับกันกว่าฉลามแต่ละตัวจะเติบโตต้องใช้เวลาราว 12-15 ปี ส่วนตัวเต็มวัยก็สืบพันธุ์ช้า ทั้งยังใช้เวลาตั้งท้องเฉลี่ย 1-3 ปี การเกิดของฉลามจึงไม่สามารถชดเชยจำนวนฉลามที่ถูกฆ่า การล่าฉลามเกินขีดจำกัดจึงส่งผลให้ประชากรฉลาม 10 สายพันธุ์ลดลงถึง 98% จนเข้าสู่ขั้นเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

นอกจากนี้ WildAid Thailand ระบุว่า การลดจำนวนของฉลามยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศท้องทะเล เนื่องจากฉลามอยู่บนยอดสุดของห่วงโซ่อาหารแห่งท้องทะเล ทำหน้าที่รักษาความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและความสมดุลของมหาสมุทร หากไม่มีฉลาม ระบบนิเวศทางทะเลอาจถูกทำลายและล่มสลายในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ทำให้นานาประเทศเริ่มหันมาให้ความสนใจในการอนุรักษ์ฉลาม อาทิ 13 รัฐของสหรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก อิลลินอยส์ แมสซาชูเซตส์ เทกซัส มีกฎหมายห้ามขายหรือครอบครองหูฉลาม ออสเตรเลียห้ามตัดครีบตอนที่ฉลามยังมีชีวิต ขณะที่ในมาเลเซีย 1 ใน 10 ประเทศที่นำเข้าส่งออกหูฉลามมากที่สุดในโลกระหว่างปี 2000-2009 ทางการประกาศแบนเมนูหูฉลามในงานเลี้ยงของรัฐบาลในปี 2007

ในปี 2012 รัฐบาลจีนก็ออกคำสั่งเช่นเดียวกับมาเลเซีย ล่าสุดแคนาดาออกกฎหมายห้ามนำเข้าส่งออกหูฉลามที่ไม่ได้ติดมากับตัวฉลาม ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศ G20 หลังจากกำหนดให้การตัดครีบฉลามผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 1994

ญี่ปุ่นเตรียมฉีด 7 ล้านล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608470

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 18:33 น.

ญี่ปุ่นเตรียมฉีด 7 ล้านล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ

“รัฐบาลอาเบะ” ออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนใหญ่กว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ รับมือผลกระทบขึ้นภาษีบริโภค-เศรษฐกิจชะลอตัว

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า คณะรัฐมนตรีของนากรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ เห็นชอบแผนกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินสูงถึง 26 ล้านล้านเยน (ราว 239,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 7 ล้านล้านบาท) เพื่อรับมือต่อผลกระทบหลังจากที่ญี่ปุ่นประกาศขึ้นภาษีบริโภคจาก 8% เป็นระดับ 10% ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา รวมถึงเพื่อรับมือต่อผลกระทบของข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ และระหว่าง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในปีหน้า

มาตรการนี้รัฐบาลญี่ปุ่นหวังจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายช่วงหลังมหกรรมกีฬาโอลิมปิกโตเกียว 2020 ซึ่งจะมีแนวโน้มซบเซาลงหลังผ่านงานมหกรรมกีฬาดังกล่าว อีกทั้งเพื่อฟื้นฟูระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว และพายุฮากิบิสที่พัดถล่มก่อนหน้านั้น

นายกอาเบะได้กล่าวต่อที่ประชุมร่วมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและพรรครัฐบาลว่า “เราได้จัดทำมาตรการที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของเราสามารถรอดพ้นจากความเสี่ยงขาลง”

ถือเป็นแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับแรกในรอบ 3 ปี มุ่งเน้นการใช้จ่ายด้านสาธารณะที่วงเงิน 13.2 ล้านล้านเยน ครอบคลุมการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่บริษัทด้านการก่อสร้างสำหรับฟื้นฟูระบบโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ

ทั้งนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเป็นมูลค่าอีกหลายแสนล้านเยนด้วยการที่รัฐบาลอาจมอบเงินแคชแบ็กจำนวน 5,000 เยนเพื่อใช้จ่ายที่ร้านค้าทั่วญี่ปุ่นให้กับผู้บริโภคที่ชำระเงินผ่านแอพพลิเคชั่นมูลค่า 20,000 เยนขึ้นไป คาดว่าจะเริ่มต้นเดือนกันยายนปีหน้า

ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นประกาศการเติบโตทางเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสามของปีนี้ ในระดับต่ำสุด โดยเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันเป็นผลสืบเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและข้อพิพาททางการค้า

นอกจากนี้ รัฐบาลจะเพิ่มบริการฝึกอบรมงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อายุระหว่าง 30 และ 40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด

ตร.ออสซี่ขยายจับกุมแก๊งค้าไอซ์บิ๊กล็อตที่ลักลอบขนจากไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608450

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 15:46 น.

ตร.ออสซี่ขยายจับกุมแก๊งค้าไอซ์บิ๊กล็อตที่ลักลอบขนจากไทย

ตำรวจออสเตรเลียขยายผลยึดยาไอซ์ซุกลำโพงขนจากไทยกว่า 1.5 ตัน จับผู้ต้องหา 3 ราย เผยเป็นมูลค่ามากสุดในประวัติศาสตร์ถึง 1 พันล้านดอลลาร์

จากที่เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่า กองกำลังพิทักษ์พรมแดนของออสเตรเลียได้ทำการยึดของกลาง เป็นยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน หรือ ยาไอซ์ น้ำหนักถึง 1.6 ตัน พร้อมกับเฮโรอีนได้อีก 37 กิโลกรัม ที่ท่าเรือนครเมลเบิร์น รัฐวิคตอเรีย โดยพบว่ายาเสพติดทั้งหมดถูกซุกซ่อนในตู้สินค้าลำโพงสเตอริโอที่มีต้นทางถูกขนส่งจากไทย

การยึดยาเสพติดล็อตนี้นับว่าเป็นการยึดยามูลค่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของออสเตรเลียถึง 1 พันล้านดอลลาร์ และจะยิ่งมีมูลค่าสูงกว่า 1,100 ล้าน สำหรับยาไอซ์ และกว่า 18.5 ล้านดอลลาร์ สำหรับเฮโรอีน หากหลุดเข้าสู่ตลาดค้ายาในออสเตรเลีย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://www.posttoday.com/world/591461

การยึดยาเสพติดบิ๊กล็อตเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ล่าสุดวันนี้ (5 ธ.ค.) ตำรวจออสเตรเลียได้ขยายผลการจับกุมผู้เกี่ยวข้องเป็นชายสองรายคือนาย Donovan Rodrigues และ Stephen Mizzi วัย 37 และ 38 ปี หญิงอีกหนึ่งรายคือ Rachel Cachia วัย 37 ปี จากการที่พบหลักฐานเชื่อมโยงการลักลอบขนยาเสพติดล็อตดังกล่าวจากท่าเรือในกรุงเทพของไทย

ผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 ถูกนำตัวขึ้นศาลแขวงนครเมล์เบิร์น ในวันนี้ เพื่อรับฟังข้อกล่าวหา โดยจำนวนนี้มี 2 รายที่พบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักศุลกากรออสเตรเลีย

ทั้งสามถูกจับกุมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังตำรวจเข้าตรวจค้นทรัพย์สินในหลายพื้นที่ชานนครเมล์เบิร์น อย่างไรก็ดี ตามรายงานไม่ได้ระบุว่ามีผู้ต้องสงสัยเป็นชาวไทยเกี่ยวข้อง

เตรียมเปิด “ตลาดนัดจตุจักร” เวอร์ชั่นสิงคโปร์ ต้นปี 2020

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608432

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 12:59 น.

เตรียมเปิด "ตลาดนัดจตุจักร" เวอร์ชั่นสิงคโปร์ ต้นปี 2020

สิงคโปร์ผุด “จตุจักรไนท์มาร์เก็ต” ต้นปีหน้า ดึงผู้ค้าไทยเปิดร้านหมุนเวียนกว่า 50 เจ้า

ทางการสิงคโปร์เตรียมเปิดตลาดนัดกลางคืนจตุจักร (Chatuchak Night Market) ในเวอร์ชั่นของสิงคโปร์ ในระหว่างวันที่4 กุมภาพันธ์ – 3 พฤษภาคมปี 2020 ที่ศูนย์การค้า The Grandstand บนถนน Turf Club ของย่านบูกิตติกมา (Bukit Timah)

ตลาดกลางคืนจตุจักรของสิงคโปร์ จะมีสตรีทฟู้ด รวมถึงร้านค้าขายของต่างๆ ลักษณะคล้ายกับตลาดนัดจตุจักร (Chatuchak weekend market) ในกรุงเทพฯ โดยจะมีบรรดาผู้ค้าทั้งชาวไทยและชาวสิงคโปร์ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเปิดให้บริการ

ผู้จัดงานจตุจักรสิงคโปร์เผยกับสื่อท้องถิ่นว่า นับเป็นครั้งแรกที่นำความเป็นตลาดจตุจักรออกนอกพื้นที่ประเทศไทย ตลาดจตุจักรเวอร์ชั่นสิงคโปร์จะมีร้านค้าจำนวน 272 ร้าน โดยจะมีการให้ผู้ค้าจากตลาดจตุจักรของไทยบินมาผลัดเปลี่ยนหมุนขายของที่นี่มากกว่า 50 เจ้าในแต่ละสัปดาห์ รวมถึงยังมีบริการที่จอดรถฟรีและมีบริการรถรับ-ส่งฟรี

แม้จะใช้ชื่อจตุจักร แต่ความใหญ่ของตลาดจตุจักรสิงคโปร์ เทียบไม่ได้กับตลาดนัดจตุจักรในกรุงเทพ โดยจตุจักรสิงคโปร์ที่มีที่ราว 40,000 ตารางเมตร ขณะที่ตลาดจตุจักรกรุงเทพมีพื้นที่ถึง 10 เอเคอร์ ร้านค้ามากกว่า 15,000 ร้าน แบ่งเป็นโซนขาย 27 โซน

สำหรับจตุจักรสิงคโปร์เปิดให้บริการตั้งแต่ 4 โมงเย็นจนถึง 4 ทุ่มครึ่งของวันอังคารถึงวันอาทิตย์

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของสิงคโปร์ที่สิงคโปร์นำแนวคิดตลาดไนท์มาร์เก็ตจากต่างชาติมาจัดที่สิงคโปร์ โดยก่อนหน้านี้มีงาน Artbox ซึ่งจัดที่สิงคโปร์เป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ 2017 ที่The Grounds@Kranji มีร้านค้ากว่า 300 ร้าน บนพื้นที่ 200,000 ตารางฟุต ขณะที่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา The Grounds ก็เพิ่งจัดตลาดกลางคืนที่นำเอาร้านค้าจากตลาดกลางคืนซื่อหลิน (Shilin Night Market) อันโด่งดังของไต้หวัน มาจัดงานเป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้วเช่นกัน

ที่มา : https://www.todayonline.com/

แฟ้มภาพ Bangkok Post

ผู้นำชาตินาโต้จับกลุ่มนินทา”ทรัมป์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608420

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 11:29 น.

ผู้นำชาตินาโต้จับกลุ่มนินทา"ทรัมป์"

ทรัมป์งอนนาโต้ยกเลิกแถลงข่าวกะทันหัน หลังปรากฏคลิปนายกแคนาดา, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์ และ ปธน.ฝรั่งเศส จับกลุ่มนินทาผู้นำสหรัฐฯ

เวทีที่ประชุมชาติสมาชิกองค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต้ ที่กรุงลอนดอน ครั้งที่ 70 ประจำปีนี้ไม่ต่างอะไรจากเวทีแสดงละครน้ำเน่า จากการที่กลายเป็นประเด็นดราม่าในหลายเรื่องระหว่างชาติสมาชิกด้วยกัน ไม่เว้นแม้แต่ตัวผู้นำชาตินาโต้เสียเองโดยเฉพาะกับประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อมีการปรากฎคลิปวิดิโอของผู้นำรัฐบาลชาตินาโต้จับกลุ่มพูดคุยเกี่ยวกับผู้นำสหรัฐ

คลิปดังกล่าวถูกโพสต์ในหลายสำนักข่าวและได้กลายเป็นไวรัลได้เวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

 

เหตการณ์นี้มีขึ้นระหว่างการพบปะของบรรดาผู้นำชาติสมาชิกนาโต้ที่พระราชวังบักกิ้งแฮม ช่วงเย็นวันอังคารที่ผ่านมา โดยจากภาพมีนายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ของแคนาดา ยืนพูดคุยกับ นายกอังกฤษบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ มาร์ก รุทเทอ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส และเจ้าฟ้าหญิงแอนน์ พระธิดาในสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่สอง จับกลุ่มพูดคุยเกี่ยวกับประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐ

คลิปดังกล่าวแม้ไม่อาจจับเสียงบทสนทนาได้ชัดเจนว่าผู้นำรัฐบาลทั้ง 4 คน พูดถึงเรื่องใดบ้าง แต่ก็มีบางส่วนที่สามารถจับประเด็นได้ว่าทั้ง 4 พูดถึงใคร

นาย

นายกจอห์นสันถามผู้นำฝรั่งเศสว่า “ทำไมเขาถึงมาสาย” ก่อนที่นายกทรูโดจะพูดว่า “ที่เขา(ปธน.ทรัมป์) มาสายเพราะใช้เวลาแถลงข่าวนานถึง 40 นาที

นายกทรูโดเสริมว่า “โอ้ใช่ๆ เขาประกาศ….” จากนั้นประธานาธิบดีมาครง ซึ่งหันหลังให้กับกล้องได้พูดขึ้นมากลางวงด้วยลักษณะสนุกสนาน แต่ทว่าเสียงจากคลิปไม่ชัดเจน 

ทั้งนายกทรูโดของแคนาดา และประธานาธิบดีทรัมป์มาสายเนื่องจาก ก่อนหน้านี้ทรัมป์กับทรูโดจัดแถลงข่าวร่วมกัน “ทีมงานของผมเนี่ยแทบอึ้งเลย เพราะเราใช้เวลาแถลงข่าวนานถึง 40 นาที” นายกทรูโดกล่าว

ในวงสนทนานั้น มีเจ้าฟ้าหญิงแอนน์ทรงร่วมด้วย แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่าทั้งกลุ่มกำลังพูดถึงประเด็นใด แต่ดูเหมือนจะปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังพูดถึงผู้นำสหรัฐ เพราะในงานนั้น ทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และนางเมลาเนีย สตรีหมายเลขหนึ่ง ที่เดินทางมาถึงเป็นคนสุดท้ายของบรรดาผู้นำโลกที่มาร่วมงาน อีกทั้งเป็นที่ทราบกันดีว่าผู้นำสหรัฐมักใช้เวลาในการแถลงข่าวที่ยาวนานถึงเกือบ 50 นาที ของการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวในวันเดียวกันนั้น

หลังเกิดคลิปดังกล่าวกล่าวออกไป ส่งผลให้ในวันพุธที่ผ่านมา ระหว่างการพบปะกับนางอังเกลา แมร์เคิล ผู้นำสหรัฐได้กล่าวถึงนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา ว่าเขาเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก ก่อนจะกล่าวถึงประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายของเงินสนับสนุนนาโต้ต่อผู้นำเยอรมนี

“มีหลายชาติในนาโต้ รวมถึงแคนาดาที่ไม่ยอมทำตามข้อตกลงร่วมกันว่าจะช่วยกันจ่ายเงินสนับสนุนกันแบบแฟร์ๆที่ร้อยละ 2%ของจีดีพี แคนาดาควรจ่ายที่ 2%”

เหตุการณ์วงสนทนาที่พระราชวังบักกิ้งแฮม ส่งผลให้ผู้นำสหรัฐตัดบทการร่วมประชุมนาโต้ด้วยการยกเลิกการแถลงข่าวอย่างกะทันหัน แม้ว่าผู้นำสหรัฐมีกำหนดพบกับนายกอิตาลี และเดนมาร์ก แต่ก็ไม่มีการแถลงข่าวร่วมกันต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด มีเพียงแค่คำกล่าวสั้นๆระหว่างพบปะเท่านั้น

เกิดเหตุยิงปะทะกลางฐานทัพเรือเพิร์ลฮาร์เบอร์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608416

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2562 เวลา 10:18 น.

เกิดเหตุยิงปะทะกลางฐานทัพเรือเพิร์ลฮาร์เบอร์

มือปืนสวมเครื่องแบบกะลาสี บุกยิงภายในฐานทัพอู่เรือเพิร์ลฮาร์เบอร์ บาดเจ็บอย่างน้อย 3 ราย

สื่อท้องรัฐฮาวายรายงานว่า เกิดเหตุมือปืนสวมเครื่องแบบกะลาสีทหารเรือ บุกกราดยิงภายในฐานอู่ต่อเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ (Joint Base Pearl Harbor Hickham) นอกเมืองโฮโนลูลูของรัฐฮาวาย ช่วงบ่ายของวันพุธตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเช้าของวันที่ 5 ธ.ค. ตามเวลาในไทย

เหตุดังกล่าวส่งผลให้หน่วยรักษาความปลอดภัยเข้าระงับเหตุทันที จนเกิดการยิงปะทะ เมื่อเวลาราว 14.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

รายงานจาก Hawaii News Now ระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย จำนวนนี้สาหัส 2 ราย ขณะที่พยานที่อยู่ในเหตุการณ์พบว่ามือปืนได้ถูกยิงเสียชีวิต แต่ยังไม่ชัดเจนว่ามือปืนลั่นไกยิงตนเอง หรือถูกทหารรักษาความปลอดภัยในค่ายสังหารเสียชีวิต

สำหรับฐาน Joint Base Pearl Harbor Hickham เป็นฐานทัพปฏิบัติการร่วมแปซิฟิก และเป็นอู่เรือซึ่งมีเรือพิฆาตของทัพเรือสหรัฐประจำการอยู่ 10 ลำ รวมถึงเรือดำน้ำอีก 15 ลำ

เหตุการณ์นี้มีขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนหน้าจะถึงวันครบรอบเหตุการณ์ที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกโจมตีฐานทัพอ่าวเพิร์ลช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในวันที่ 7 ธันวาคม

ปูตินออกกม.เพ่งเล็งนักข่าวฐานเป็นสายลับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608367

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

ปูตินออกกม.เพ่งเล็งนักข่าวฐานเป็นสายลับ

เมื่อ “นักข่าว” ในสายตาปธน.ปูติน อาจเป็นสายลับต่างชาติ

เดอะการ์เดี้ยนรายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียได้ลงนามอนุมัติใช้กฎหมายต่อต้านสปายที่เพ่งเล็งต่อกิจกรรมของนักข่าวเป็นพิเศษในฐานะอาจเป็นสายลับต่างชาติ

ภายใต้กฎหมายดังกล่าวซึ่งมีบทบัญญัติที่ค่อนข้างคลุมเครือระบุว่า ไม่ว่าชาวรัสเซียหรือชาวต่างชาติในรัสเซียซึ่งทำงานให้กับสื่อ หรือได้รับเงินจากการผลิตเนื้อหาจากบริษัทต่างชาติ ทั้งในฐานะนักข่าวหรือบล็อกเกอร์ ล้วนอาจเข้าข่ายถูกจับตามองในฐานะเป็นสายลับต่างชาติ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของผู้นำรัสเซีย สร้างเสียงวิจารณ์ต่อบรรดานักข่าวทั้งในรัสเซียและต่างชาติ รวมถึงองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนด้วยกันเอง โดยระบุตรงกันว่าเป็นการที่รัฐบาลรัสเซียมุ่งเป้าจัดการฝ่ายตรงข้าม

Alexei Venediktov บรรณาธิการ Echo of Moscow สถานีวิทยุดังในกรุงมอสโก กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการควบคุมฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐบาล

” “สายลับต่างชาติ” เป็นข้อกล่าวหาชั้นดีที่จะป้ายสีความผิดให้กับคนเห็นต่าง เป็นการตีทะเบียนว่าบุคคลๆนั้นเป็นศัตรูต่อเพื่อนร่วมชาติ และดูหมิ่นศักดิ์ศรีของพวกเขา แม้ว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เพียงแค่ทำงานเป็นนักข่าวในบริษัทต่างชาติเท่านั้น”

ที่ผ่านมารัฐเซียได้ตีทะเบียนสำนักข่าวต่างชาติแล้ว 10 แห่งด้วยข้อหาเดียวกันคือเป็นสายลับต่างชาติ อาทิ Radio Free Europe และ Voice of America ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากสหรัฐ

เช่นเดียวกับสำนักข่าว Deutsche Welle ของเยอรมนีก็ถูกรัฐบาลรัสเซียวิพากวิจารณ์อย่างรุนแรงเช่นกัน อันสืบเนื่องจากการรายงานข่าวเหตุประท้วงในรัสเซียเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

สำหรับกฎหมายต่อต้านสายลับต่างชาติของรัสเซีย ถูกบังคับใช้ครั้งแรกช่วงหลังเหตุประท้วงปูตินในปี 2012 โดยตอนนั้นมุ่งเป้าจัดการกับกลุ่ม NGO หลายแห่ง ผลของการบังคับใช้ครั้งนั้นทำให้บรรดาองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในรัสเซียถูกสั่งปิดและต้องย้ายสำนักงานออกจากรัสเซีย ก่อนจะถูกขยายผลเล่นงานสื่อมวลชนในปี 2017

กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต ติดท็อป 20 เมืองยอดฮิตของนักท่องเที่ยวประจำปี 2019

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608351

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 16:20 น.

กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต ติดท็อป 20 เมืองยอดฮิตของนักท่องเที่ยวประจำปี 2019

บริษัทวิจัยด้านการตลาด Euromonitor International ของอังกฤษ เผยรายงานการจัดอันดับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม 100 อันดับประจำปี 2019 โดยวัดจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปในแต่ละเมืองในปี 2018 และประมาณการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2019

เมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามากที่สุดได้แก่ ฮ่องกง (29,262,700 คนในปี 2018/ 26,716,800 คนในปี 2019) แม้จะเกิดความวุ่นวายจากการประท้วงจนนักท่องเที่ยวลดลงถึง 8.7% ก็ตาม

ขณะที่กรุงเทพมหานครของไทยตามมาเป็นอันดับ 2 (24,177,500 คนในปี 201/ 25,847,800 คนในปี 2019) ส่วนภูเก็ต อยู่ในอันดับ 15 (10,550,700 คนในปี 2018 / 10,965,200 คนในปี 2019) พัทยา อันดับ 18 (9,606,400 คนในปี 2018 / 9,951,900 คนในปี 2019)

Euromonitor International ยังเผยอีกว่าในจำนวน 100 เมือง ปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นเมืองในทวีปเอเชีย ตามด้วยยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา โดยเอเชียยังขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวชาวจีน

นอกจากนี้ รายงานฉบับล่าสุด ยังเผยเมืองที่น่าจับตามองในอนาคต อาทิ สิงคโปร์ ที่อยู่ในอันดับ 5 ของตาราง โดยเมื่อปีที่แล้วสิงคโปร์มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 5.3% Euromonitor International ชมว่าสิงคโปร์มีกลยุทธ์ด้านการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง รวมทั้งมีจุดขายในด้านความหลากหลายและความเป็นต้นตำรับ

Euromonitor International ยังแนะนำอีกว่า ปัจจุบันนี้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนไป เริ่มมองหาสถานที่ใหม่ๆ ที่คนไม่หนาแน่น รวมทั้งหันมาให้ความสำคัญกับการเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น ทำให้จุดหมายปลายทางยอดฮิตในยุโรปอย่างมิลาน (อันดับ 35) และเวียนนา (อันดับ 37) กลับมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ขณะที่โครเอเชีย สโลวีเนีย และสวีเดนมีอันดับที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ Euromonitor International ให้คำจำกัดความของคำว่า “เดินทางเข้าประเทศ” ไว้ว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าไม่นับรวมนักท่องเที่ยวภายในประเทศนั้นๆ เอง (domestic visitors) นักท่องเที่ยวที่ไม่ค้างคืน (day-trippers) และผู้โดยสารที่มากับเรือสำราญ (cruise passengers)

ผลไต่สวนถอดถอน “ทรัมป์” พบผู้นำสหรัฐฯผิดชัดเจน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608326

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 14:17 น.

ผลไต่สวนถอดถอน "ทรัมป์" พบผู้นำสหรัฐฯผิดชัดเจน

เมื่อรายงาน 300 หน้าของคณะกรรมาธิการคองเกรส พบหลักฐานชี้ ปธน.ทรัมป์ ทำผิดกรณียูเครน แล้วขั้นต่อไปจะเป็นอย่างไร

คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐได้เปิดเผยรายงานจำนวน 300 หน้า ที่สรุปว่าพบหลักฐานอย่างเหลือเฟือซึ่งชี้ถึงการละเมิดกฎหมาย และความพยายามในการกดดันผู้นำยูเครน ให้สอบสวนจัดการทางกฎหมายต่อบุตรชายของรองประธานาธิบดีโจไบเดน โดยข้อสรุปของรายงานภายใต้ชื่อว่า The Trump-Ukraine Impeachment Inquiry Report ใน 300 หน้า มากจากการรวบรวมข้อมูลและจากการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการ

รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า “ผลการไต่สวนเพื่อถอดถอนผู้นำสหรัฐพบว่า ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้อำนาจในการเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งในปีหน้าอย่างชัดเจน การกระทำของปธน.ทรัมป์เป็นการล้มล้างนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ และยกประโยชน์ส่วนตันมากกว่าความมั่นคงของชาติ”

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้สภาผู้แทนฯสหรัฐเตรียมส่งเรื่องเข้าสู่วุฒิสภาเพื่อเข้าสู่กระบวนการถอดถอน (impeachment) แล้วกระบวนการต่อไปจะเป็นอย่างไร

จนถึงตอนนี้ คณะกรรมาธิการข่าวกรองของสภาผู้แทนฯ ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล จะส่งต่อรายงานดังกล่าวไปยังคณะกรรมาธิการตุลาการของสภาผู้แทนต่อไป เพื่อเปิดเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าให้การเพิ่มเติม แม้จะยังไม่มีกำหนดการไต่สวนเพิ่มแต่ แต่คาดว่าหนึ่งในบุคคลที่คณะกรรมาธิการยุติธรรมจะเรียกพบคือเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาว ซึ่งทางทำเนียบขาวส่งจดหมายชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้วว่าจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายใดเข้าให้การ

แล้วสส.สหรัฐจะโหวตถอดถอนทรัมป์เมื่อใด

เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับการไต่สวนของคณะกรรมการตุลาการของสภาผู้แทนฯว่าจะสรุปเรื่องได้เร็วสุดเมื่อใด อีกทั้งสส.ยังต้องหารือในสภาผู้แทนฯ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะต้องเสร็จก่อนวันที่ 20 ธันวาคม ก่อนจะเข้าสู่ช่วงหยุดยาวเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการโหวตถอดถอน โดยนางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยว่าเธอยังไม่ตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพราะต้องรอดูผลการไต่สวนของคณะกรรมาธิการตุลาการของสภาล่างเสียก่อน

แต่หากสภาล่างลงมติโหวตผ่านญัตติถอดถอนแล้ว เรื่องจะถูกส่งไปวุฒิสภาซึ่งมีพรรครีพับลิกกันครองเสียงข้างมากอยู่ ซึ่งเป็นไปได้ยากที่วุฒิสภาจะโหวตรับมติของสภาผู้แทนเรื่องการถอดถอนดังกล่าว

ภาคธุรกิจโวย รบ.เคนยาบังคับใช้ขนส่งรถไฟจีนแพงหูฉี่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608307

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 12:54 น.

ภาคธุรกิจโวย รบ.เคนยาบังคับใช้ขนส่งรถไฟจีนแพงหูฉี่

แม้เส้นทางรถไฟที่จีนสร้างในเคนย่าจะช่วยร่นเวลาขนส่งสินค้า แต่กลับทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มถึง 50%

รอยเตอร์รายงานว่า แม้เส้นทางรถไฟสายใหม่ของเคนย่าที่สร้างโดยทุนจีนมูลค่า 3,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 99,900 ล้านบาท) เส้นทางระหว่างกรุงไนโรบี กับเมืองท่ามอมบาซา ทางใต้ของประเทศ ช่วยร่นเวลาการเดินทางและขนส่งสินค้าระหว่างสองเมืองหลักของประเทศ

แต่ทว่าภาคธุรกิจของเคนย่ากลับกำลังได้รับผลกระทบจากเส้นทางรถไฟสายดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลเคนย่าบังคับให้ภาคธุรกิจต้องขนส่งสินค้าผ่านทางรถไฟสายนี้ ซึ่งแม้จะย่นเวลาการเดินทาง แต่กลับเพิ่มค่าขนส่งสูงถึงเกือบ 50% อีกทั้งต้องเสียเวลาเคลียร์สินค้าที่สถานีไนโรบีอันแออัด และต้องส่งรถบรรทุกไปยังสถานีรถไฟเพื่อรวบรวมสินค้า จากแต่เดิมซึ่งใช้วิธีขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกจากเมืองท่ามอมบาซาโดยตรง

ทางรถไฟสายใหม่ซึ่งเปิดให้บริการในปี 2017 แม้จะช่วยร่นเวลาการขนส่งจากเกือบ 24 ชั่วโมง เหลือ 8 ชั่วโมง ส่วนผู้โดยสารร่นเวลาลงจาก 12 ชั่วโมง เหลือ 4 ชั่วโมง แต่ทางการท่าเรือเคนย่าแจ้งว่า บริษัทที่ตั้งในกรุงไนโรบีและในเมืองอื่นๆของประเทศต้องใช้การขนส่งทางรถไฟเนื่องจากท่าเรือมอมบาซามีข้อผูกมัดเรื่องจำนวนคาร์โก้ขั้นต่ำที่ต้องถูกขนส่งผ่านทางเรือ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอต่อการชำระหนี้เงินกู้จีน

โดยสัญญาระหว่างธนาคารเอ็กซิมของจีน การท่าเรือเคนย่า และการรถไฟเคนย่า (KPA) ระบุว่าต้องมีสินค้าเคลื่อนไหวผ่านท่าเรือและเส้นทางนี้อย่างน้อย 1 ล้านตันต่อปี และต้องเพิ่มเป็น 6 ล้านตันในปี 2024

เคนย่าเป็นอีกหนึ่งประเทศในอีกหลายๆประเทศที่เริ่ม เผชิญปัญหากับดักหนี้จากการลงทุนของจีนผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งทาง

การรถไฟเคนย่าอธิบายว่า เหตุที่ต้องเก็บค่าธรรมเนียมการขนส่งสินค้าสูงนั้นก็เพื่อให้มีรายได้มากพอไปชำระเงินกู้จีน จากการที่เคนย่าติดหนี้เงินกู้จากธนาคารเอ็กซิมของจีน ราว 660,000 ล้านชิลลิงเคนย่า หรือเกือบ 2 แสนล้านบาท สำหรับโครงการนี้ และในอีกหลายโครงการ

KPA คาดว่า ปีนี้จะมีการขนส่งสินค้าทางรถไฟสูงถึง 5 ล้านตันหลังจากมากกว่า 4 ล้านตันในปีที่แล้ว ขณะที่สินค้าที่ถูกขนส่งผ่านท่าเรือมอมบาซาทั้งหมดน่าจะมากถึง 34 ล้านตันในปีนี้ แต่จำนวนนี้ทั้งหมดไม่จำเป็นต้องขนผ่านทางรถไฟสายดังกล่าว

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจนำเข้า-ส่งออกในเคนย่า กล่าวว่ารัฐบาลบังคับให้พวกเขาใช้บริการขนส่งทางรถไฟตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว แม้ว่าภาคธุรกิจจะประท้วงเรื่องดังกล่าวก็ตาม ขณะที่เจ้าหน้าที่ในกระทรวงคมนาคมเคนย่ากล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบการขนส่งผ่านทางรถไฟตามที่ผู้ประกอบการระบุแต่อย่างใด

Photo : AFP