สองคู่หูผู้ก่อตั้ง Google ลาออกจาก Alphabet Inc.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608303

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 11:44 น.

สองคู่หูผู้ก่อตั้ง Google ลาออกจาก Alphabet Inc.

Larry Page และ Sergey Brin สองคู่หูผู้ก่อตั้ง Google วางมือจาก Alphabet Inc. บริษัทแม่ Google

แลร์รี่ เพ และ เซอร์เกย์ บริน วัย 46 ปีทั้งคู่ สองผู้ก่อตั้งกูเกิลประกาศลาออกจากตำแหน่งซีอีโอและประธานใหญ่ของบริษัท Alphabet Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล แต่อย่างไรก็ดีทั้งสองยังคงอยู่ในบอร์ดบริหารบริษัทดังกล่าวต่อไป

ในแถลงการณ์ระบุว่า ผู้ที่จะขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ของ Alphabet Inc. ต่อจากทั้งสองคือนาย ศุนทัร ปิจไช (Sundar Pichai) ซึ่งเป็นปัจจุบันเป็นซีอีโอของกูเกิลมาตั้งแต่ปี 2017 ควบอีกตำแหน่ง

 

แลร์รี่ เพจ (ซ้าย) ศุนทัร ปิจไช (ขวา)

คู่หูกูเกิลระบุในแถลงการณ์ว่า นับตั้งแต่กูเกิลก่อตั้งขึ้น ปัจจุบันก็เป็นเวลา 21 ปีแล้ว หากเปรียบเสมือนคน ก็กำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ และพวกเขาต้องการให้บริษัทซึ่งกำลังก้าวกระโดด มุ่งเน่นการริเริ่มความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆมากกว่า และหากสมมติว่าพวกเขาเป็นพ่อแม่ พวกเขาต้องการทำหน้าที่ให้คำแนะนำและความรักแก่บริษัทมากกว่าบ่นจู้จี้รายวัน

ทั้งนี้ สำหรับบริษัท Alphabet Inc. เป็นบริษัทแม่ของกูเกิลที่ก่อตั้งในปี 2015 ซึ่งแม้จะมีสถานะบริษัทแม่ แต่Alphabet Inc.เน้นการลงทุนในธุรกิจด้านเทคโนโลยีมากกว่าที่จะเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของกูเกิล อาทิ การพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ การลงทุนทางการเงิน การวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยี

มหาเธร์ดันกม.ห้ามนายกมาเลย์อยู่ยาวเกิน 2 สมัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608297

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2562 เวลา 10:44 น.

มหาเธร์ดันกม.ห้ามนายกมาเลย์อยู่ยาวเกิน 2 สมัย

รัฐบาลมาเลเซียเสนอร่างจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายก หวังป้องกันใช้อำนาจมิชอบ

รอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย ได้เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภา ในประเด็นการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ไม่เกินสองสมัย โดยพรรค Pakatan Harapan ของมหาเธร์หวังว่ากฎหมายนี้จะป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบในอนาคตได้

ท่าทีดังกล่าวของพรรครัฐบาลมาเลย์ มีขึ้นหลังที่เมื่อเดือนที่แล้วนายนาจิบ ราซัค อดีตนายกมาเลย์ ได้ขึ้นให้การต่อศาลสูงในคดีทุจริตเงินกองทุนพัฒนามาเลย์ 1MDB

ร่างกฎหมายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลักของมาเลเซีย ซึ่งจะระบุเงื่อนไขการรับตำแหน่งผู้เป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตได้เพียง 2 สมัยเท่านั้น โดยคาดว่าจะสามารถเปิดอภิปรายได้ในเดือนมกราคมปีหน้า และต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาสองในสามจากสมาชิกทั้งหมด 222 เสียง

สำหรับนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ เคยดำรงตำแหน่งนายกมาแล้วหลายสมัยคือ ระหว่างปี 1981-2003 และ ล่าสุดจากการชนะเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 สมัย

เอสโตเนียเรียนกันอย่างไรถึงทำคะแนน PISA สูงลิ่ว ขณะที่การอ่านเด็กไทยแย่ลงต่อเนื่อง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608266

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 20:04 น.

เอสโตเนียเรียนกันอย่างไรถึงทำคะแนน PISA สูงลิ่ว ขณะที่การอ่านเด็กไทยแย่ลงต่อเนื่อง

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เผยผลการสอบวัดความรู้นักเรียนนานาชาติประจำปี 2019 (PISA) โดยให้นักเรียนอายุ 15 ปีจำนวน 600,000 คนจาก 79 ประเทศทั่วโลกทำแบบทดสอบความสามารถด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ พบว่านักเรียนจากเมืองหลักของจีน 4 แห่งได้แก่ กรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เจียงซู และเจ้อเจียง ทำคะแนนรวมทั้ง 3 ด้านได้มากที่สุด ส่วนสิงคโปร์แชมป์เก่าตกไปอยู่อันดับ 2

ขณะที่นักเรียนไทยทำคะแนนได้ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของ OECD ในทุกๆ ด้าน โดยมีทักษะการอ่านแย่ลงต่อเนื่อง ส่วนด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์คงที่

แต่ที่น่าสนใจคือในขณะที่ประเทศในกลุ่ม OECD อาทิ แคนาดา ฟินแลนด ไอร์แลนด์ มีค่าใช้จ่ายในการศึกษาของนักเรียนต่อคนเพิ่มขึ้นกว่า 15% ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ประเทศเอสโตเนียที่ได้คะแนนสูงเป็นอันดับต้นๆ ทั้งๆ ที่ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาลดลง 30% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD

เอสโตเนียให้ความสำคัญกับคุณภาพการเรียนรู้ในระดับอนุบาลเป็นอย่างแรก เด็กๆ ที่นั่นเข้าเรียนชั้นอนุบาลกันตั้งแต่อายุ 3 ขวบ หรืออาจจะอายุน้อยกว่านั้น โดยในชั้นนี้นักเรียนจะได้รับการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับประถม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสังคม การแสดงความกล้าหาญและมั่นใจในการยกมือถามสิ่งที่สงสัย การรู้จักตั้งคำถาม โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่นที่มีครูเป็นส่วนสำคัญ

นี่คือวิธีการที่เอสโตเนียใช้ในการบ่มเพาะความรู้ให้กับเยาวชน เพื่อให้นักเรียนมีความพร้อมทั้งด้านอารมณ์และร่างกายในการเรียนรู้ให้มากที่สุด

ผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับลูกวัยอนุบาลราว 80 ยูโร หรือราว 2,683 บาท ต่อเดือนต่อคน แต่หลังจากนั้นทุกอย่างฟรี ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรียน อาหารกลางวัน หรือรถรับส่ง โดยมีการศึกษาของฟินแลนด์เป็นต้นแบบ

นอกจากนี้ การขยับชั้นจากอนุบาลไปยังชั้นประถมศึกษาก็ไม่มีการให้คะแนนเพื่อแบ่งระดับของเด็กนักเรียน แต่ทุกคนจะได้รับการ์ดแสดงความพร้อมระบุทักษะความสามารถ พัฒนาการ และสิ่งที่เด็กๆ ต้องทำเพิ่มเติม ซึ่งผิดกับระบบการศึกษาของไทยที่สอบวัดผลกันอย่างเอาเป็นเอาตายตั้งประชั้นประถม

เอสโตเนียยังให้ความสำคัญกับครูผู้สอน โดยให้อิสระในการออกแบบการเรียนการสอนเพื่อให้เหมาะสมกับลูกศิษย์ของตัวเอง แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานของหลักสูตรการศึกษาของชาติ รานโด้ กูสติก อาจารย์ใหญ่โรงเรียน Jakob Westholmi Gumnaasium ในกรุงทาลลินน์ เผยว่า “ผมคิดว่าครูคือเหตุผลหลักที่ทำให้นักเรียนของเราได้คะแนนดี เนื่องจากครูมีอิสระในการสอน และตัวนักเรียนเองก็พร้อมจะเรียนรู้”

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าการศึกษาของเอสโตเนียจะไร้ปัญหา ปัจจุบันครูของเอสโตเนียหลายคนใกล้จะเกษียณอายุราชการแล้ว และแม้รัฐบาลจะพยายามผลักดันในการสรรหาบุคลากร ทว่าก็ยังไม่เพียงพอ

สำหรับระบบที่ให้ความสำคัญกับครูผู้สอนอย่างมาก การรักษาความสำเร็จของระบบการศึกษาถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลเอสโตเนีย

สหรัฐซื้อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ล็อตใหญ่ทีเดียว 9 ลำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608251

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 18:17 น.

สหรัฐซื้อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ล็อตใหญ่ทีเดียว 9 ลำ

ทัพเรือสหรัฐสั่งต่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์รุ่นใหม่รวดเดียว 9 ลำ เล็งส่งประจำการคานอำนาจจีนในแปซิฟิก

กระทรวงกลาโหมสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาระบุว่า ทัพเรือสหรัฐมีคำสั่งต่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ล็อตใหม่ถึง 9 ลำ เป็นมูลค่าสูงที่สุดที่เคยมีมาของกองทัพ ถึง 22,200 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 6 แสนล้านบาท

เรือดำน้ำนิวเคลียร์ล็อตใหม่นี้จะเป็นเรือชั้นเวอร์จิเนีย (Virginia-class attack submarines) โดยหากแล้วเสร็จทั้ง 9 ลำจะถูกส่งเข้าประจำการในกองเรือแปซิฟิก

ข้อตกลงสั่งต่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ล็อตใหญ่ของทัพเรือสหรัฐมีขึ้นเพียงไม่กี่เดือนจากที่ผู้บัญชาการกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐได้เตือนว่า กองทัพเรือจีนเริ่มสะสมยุทโธปกรณ์และขยายฐานกองเรือในทะเลฝั่งแปซิฟิกมากขึ้น รวมถึงกองเรือลาดตระเวนของสหรัฐในแปซิฟิกก็ยังมีไม่เพียงพอ

สำหรับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ชั้นเวอร์จิเนีย เป็นเรือดำน้ำขึดความสามารถสูงของทัพสหรัฐที่สามารถสูงทั้งในการโจมตีต่อเรือดำน้ำด้วยกัน เรือระดับผิวน้ำ ปฏิบัติการพิเศษด้านข่าวกรอง และการลาดตระเวน โดยเรือใหม่ทั้ง 9 ลำนั้น จะได้รับการอัพเกรดระบบให้เหนือชั้นกว่าเรือชั้นเวอร์จิเนียในรุ่นก่อนๆ ซึ่งนั่นจึงทำให้มูลค่าของสัญญาซื้อดังกล่าวอาจเพิ่มสูงถึง 24,000 ล้านดอลลาร์

ผู้เชี่ยวชาญในกระทรวงกลาโหมเผยต่อซีเอ็นเอ็นว่า สหรัฐกำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากจีนโดยเฉพาะในแถบแปซิฟิก จากการที่พบว่าจีนกำลังขยายฐานกำลังเรือที่ประจำการในแปซิฟิกมากขึ้น

รายงานของกระทรวงกลาโหมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 พบว่า กองทัพจีนจะมีเรือดำน้ำเข้าประจำการเพิ่มขึ้นระหว่าง 65-70 ลำ ในปี 2020

เรือดำน้ำใหม่ทั้ง 9 ลำนี้จะได้รับการต่อที่อู่ต่อเรือในรัฐคอนเน็กติกัต โดยคาดว่าจะมีกำหนดส่งมอบลำแรกได้ในปี 2025 จนถึงปี 2029

ศาลสหรัฐเริ่มไต่สวนคดี”มัสก์”หมิ่นนักดำน้ำถ้ำหลวง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608234

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 16:32 น.

ศาลสหรัฐเริ่มไต่สวนคดี"มัสก์"หมิ่นนักดำน้ำถ้ำหลวง

ศาลแอลเอเตรียมพิจารณาคดีหมิ่นประมาทระหว่าง อีลอน มัสก์ กับ เวิร์น อันสเวิร์ธ หนึ่งในนักดำน้ำถ้ำหลวง

เดอะการ์เดี้ยนรายงานว่า ศาลแขวงในนครลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย มีกำหนดเริ่มกระบวนการไต่สวนคดีหมิ่นประมาทระหว่างนายอีลอน มัสก์ กับนายเวอร์นอน หรือ เวิร์น อันสเวิร์ธ ในวันนี้ (3 ธ.ค) ตามเวลาท้องถิ่นฝั่งตะวันตกของสหรัฐ

คดีหมิ่นประมาทระหว่างเจ้าพ่อเทสล่า กับอดีตนักดำน้ำถ้ำหลวงชาวอังกฤษ มีขึ้นในระหว่างภารกิจช่วยเหลือ 12 นักฟุตบอลทีมหมูป่าในจังหวัดเชียงราย จากการที่นายมัสก์ได้เสนอความช่วยเหลือนำทีมนักฟุตบอลหมูป่าออกจากถ้ำหลวงด้วยการใช้กระสวยขนาดเล็ก

แต่ทว่า นายอันเวิร์ธนักดำน้ำชาวอังกฤษซึ่งเป็นคนแรกๆที่เข้ามาในพื้นที่ถ้ำหลวงได้กล่าวถึงนายมัสก์ผ่านการสัมภาษณ์ของซีเอ็นเอ็น เยาะเย้ยกระสวยขนาดเล็กของนายมัสก์ว่ามันไม่สามารถใช้งานได้จริง

กระทั่งต่อมามัสก์ได้ทวิตข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัวซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 22 ล้านบัญชีโดยเรียกนายอันสเวิร์ธว่าเป็นพวก “pedo guy” ซึ่งทนายของมัสก์อ้างว่าเป็นหมายถึงการนำเอาเรือดำน้ำหรือกระสวยขนาดเล็กสอดประสานกัน แต่คำดังกล่าวเป็นคำดูถูกที่หมายถึงพวกใคร่เด็ก ซึ่งเป็นคำเหยียดหยามที่ใช้กันทั่วไปในแอฟริกาใต้บ้านเกิดของเขา

แม้ภายหลังมัสก์จะทวิตขอโทษ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัท แต่ต่อมาเขาก็ได้โจมตีนายอันสเวิร์ธอีกครั้งผ่านอีเมล์ที่ส่งให้สำนักข่าวหนึ่ง ในหนึ่งเดือนต่อมาว่า อันเวิร์ธเป็นพวก”ชอบขืนใจเด็ก”

การพิจารณาที่จะมีขึ้นนี้จะเป็นไปตามการโต้แย้งของทนายทั้งสองฝ่าย โดยคาดว่าคณะลูกขุนจะเรียกนายมัสก์ขึ้นให้การในศาลเป็นคนแรก

นักวิทย์พบเครือข่ายในสมองที่ทำให้คนคิดฆ่าตัวตาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608231

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 16:12 น.

นักวิทย์พบเครือข่ายในสมองที่ทำให้คนคิดฆ่าตัวตาย

นักวิทยาศาสตร์พบกระแสสองสายในสมองที่ทำให้คนเกิดความคิดอยากฆ่าตัวตาย เพิ่มความหวังในการเฝ้าระวังคนที่อยู่ในความเสี่ยง

ปัจจุบันนี้การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของชาวโลก แต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายราว 800,000 คน และยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 2 ในกลุ่มคนอายุ 15-29 ปี สำหรับประเทศไทย กรมสุขภาพจิตเผยว่า ภาพรวมอัตราการฆ่าตัวตายของทั้งประเทศอยู่ที่ 6.32 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในปีที่แล้วมีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 4,137 คน เป็นชาย 3,327 คน หรือร้อยละ 80 และเป็นหญิง 810 คน ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า

ล่าสุดหลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าวิจัยมากว่า 2 ทศวรรษ โดยทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำงานของสมองถึง 131 ครั้ง ในกลุ่มอาสาสมัครกว่า 12,000 คน ก็พบเครือข่ายภายในสมอง 2 ตัวที่ทำให้คนเราคิดและลงมือจบชีวิตตัวเอง

เครือข่ายสมอง 2 เครือข่ายที่ว่าอยู่บริเวณสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า กลีบสมองส่วนหน้าที่ตรงกลางและด้านข้าง ที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนนี้ทำให้เกิดความคิดในแง่ลบ และเครือข่ายที่ 2 คอร์เท็กซ์ส่วนหน้าด้านล่างและรอยนูนกลีบหน้าผากส่วนหน้าด้านล่าง ที่มีหน้าที่ในการตัดสินใจและควบคุมพฤติกรรม โดยการเปลี่ยนแปลงของสมองส่วนนี้มีผลต่อการพยายามฆ่าตัวตาย

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ Molecular Psychiatry ยังระบุอีกว่า การเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายสมองทั้งสองส่วนจะส่งผลให้คนเราเกิดความคิดในแง่ลบ เฉยเมยต่อความคิดเชิงบวก และมีแนวโน้มจะฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น

ฮิลลารี บลัมเบิร์ก จากวิทยาลัยการแพทย์เยลในสหรัฐ เผยว่า งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ค้นหาหนทางในการลดการฆ่าตัวตาย และเพิ่มโอกาสในการยื่นมือเข้าไปช่วยคนที่เกิดความคิดดังกล่าว

ภาพ : www.neurosciencenews.com

“คิม”ถาม”ทรัมป์” อยากได้ของขวัญคริสต์มาสแบบไหน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608209

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 14:26 น.

"คิม"ถาม"ทรัมป์" อยากได้ของขวัญคริสต์มาสแบบไหน

เกาหลีเหนือเตือนสหรัฐอย่าลืมเส้นตายเรื่องปลดอาวุธนิวเคลียร์ ย้ำผลลัพธ์ขึ้นกับรัฐบาลวอชิงตันจะเลือกเอง

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือได้ออกแถลงการเตือนสหรัฐเรื่องใกล้กำหนดเส้นตายของการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี ระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับเกาหลีเหนือซึ่งจะถึงกำหนดในช่วงสิ้นปีนี้

Ri Thae Song รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือซึ่งดูแลเรื่องนี้ ระบุในแถลงการณ์ว่า การเรียกร้องเจรจาเพิ่มเติมของรัฐบาลวอชิงตัน ไม่มีความสำคัญอื่นใด นอกจากเรื่องโง่ๆ เกาหลีเหนือได้พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่ทำให้การดำเนินการใดๆที่เกี่ยวกับโครงการที่ทางเกาหลีเหนือได้ริเริ่มต้องถดถอย ที่เหลือขึ้นอยู่กับสหรัฐว่าจะตัดสินใจเลือกผลลัพธ์แบบใด

“สิ่งที่เหลืออยู่ในตอนนี้คือรัฐบาลสหรัฐต้องตัดสินใจเอง และขึ้นอยู่กับสหรัฐว่าต้องการเลือกรับของขวัญคริสต์มาสแบบใด”

ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาความคืบหน้าของการเจรจาปลดนิวเคลียร์ระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐ มีอันต้องสะดุด จากที่ทั้งสองไม่อาจเห็นชอบข้อตกลงร่วมกันได้ แม้ว่าจะมีการพบกันของทั้งผู้นำสหรัฐและผู้นำเกาหลีเหนือกันถึง 3 ครั้งแล้ว

“ให้อเมริกาใส่ชื่อหัวเว่ยในบัญชีดำตลอดไปก็ได้” จากผู้ก่อตั้งหัวเว่ยถึงสหรัฐ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608189

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 12:35 น.

"ให้อเมริกาใส่ชื่อหัวเว่ยในบัญชีดำตลอดไปก็ได้" จากผู้ก่อตั้งหัวเว่ยถึงสหรัฐ

โนแคร์! “เหริน เจิ้งเฟย”ผู้ก่อตั้งหัวเว่ยประกาศกร้าว “ให้อเมริกาใส่ชื่อหัวเว่ยในบัญชีดำตลอดไปก็ได้ เพราะเราอยู่ได้สบาย ๆ อยู่แล้ว”

หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุด และผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับสองของโลก ประกาศกร้าวว่าบริษัทเลิกสนใจการโจมตีอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลทรัมป์ไปนานแล้ว

“เราไม่คาดหวังว่าสหรัฐอเมริกาจะถอนชื่อหัวเว่ยออกจากบัญชีดำ ให้อเมริกาใส่ชื่อหัวเว่ยในบัญชีดำตลอดไปก็ได้ เพราะเราอยู่ได้สบาย ๆ อยู่แล้ว” เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ย ประกาศระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ กับหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หัวเว่ยถูกรวมเข้าไปอยู่ในบัญชี Entity List ของสหรัฐอเมริกา มีผลบังคับไม่ให้หัวเว่ยทำธุรกิจใด ๆ กับบริษัทสัญชาติอเมริกัน นับเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่หัวเว่ยมองว่ามีผลกระทบเพียงเล็กน้อยกับธุรกิจของบริษัท

ภายหลังจากการถูกขึ้นบัญชีดำ ผู้ก่อตั้งหัวเว่ยได้คาดการณ์ไว้ว่า หัวเว่ยอาจต้องสูญเสียรายได้ราว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การประเมินของเขากลับไม่ถูกต้อง เพราะบริษัทประกาศว่ารายได้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีเติบโตสูงขึ้นถึง 24% ในเดือนกันยายน

แอนดี้ เพอร์ดี้ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยของหัวเว่ย เทคโนโลยี่ สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า บริษัทซื้อชิ้นส่วนจากบริษัทอเมริกาไปเป็นมูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 ซึ่งหากขาดรายได้จากการสั่งซื้อของหัวเว่ย บริษัทสหรัฐฯ จะต้องขาดทุนมหาศาล

แม้ว่าจะโดนแบน แต่ เหริน กล่าวย้ำว่า เขาไม่เคยเกลียดสหรัฐฯ และหัวเว่ยก็จะไม่ปิดประตูใส่ประเทศใด ๆ เพื่อประโยชน์ด้านความก้าวหน้าและการพัฒนาด้านดิจิทัลอย่างรวดเร็วของโลก

ซีอีโอของหัวเว่ยกล่าวย้ำมาโดยตลอดว่า เขายึดถือหลัก “ความร่วมมือที่เปิดกว้างเพื่อความสำเร็จร่วมกัน” และต้องการที่จะทำงานกับทุกประเทศทั่วโลกเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาโลกยุคดิจิทัล

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เหรินได้ประกาศขายเทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ย รวมถึงองค์ความรู้และลิขสิทธ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว ให้แก่บริษัทสหรัฐฯ เขาย้ำว่าข้อเสนอของเขานั้นเป็นเรื่องจริง และยังเปิดรับอยู่ แต่จนขณะนี้ก็ยังไม่มีบริษัทใดติดต่อเข้ามา

เมื่อนักข่าวถามเรื่องข้อกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐานของสหรัฐฯ ที่ว่า หัวเว่ยอาจต้องปฏิบัติตามกฎหมายในการส่งข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าให้แก่รัฐบาลจีน หากมีการร้องขอ เหรินกำชับว่า เขาและพนักงานเกือบ 200,000 คนทั่วโลกจะปฏิเสธคำร้องขอนั้น พร้อมยืนยันว่า บริษัทมีมาตรการที่เข้มงวดต่อการทำผิดกฎระเบียบของพนักงาน และบุคคลใดก็ตามที่ทำความผิด จะได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง

เหริน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงทุกคน ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่องการสอดแนมมาหลายต่อหลายครั้งว่า มันไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด นี่เป็นเพียงการโจมตีโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองของสหรัฐฯ ซึ่งหวังทำลายการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ย ถึงกระนั้นก็ตาม บริษัทก็ยังนำโด่งในฐานะผู้ให้บริการโซลูชั่น 5G ที่ครบวงจรและทันสมัยที่สุด และได้คว้าสัญญา 5G เชิงพาณิชย์ไปแล้วกว่า 50 ฉบับทั่วโลก หัวเว่ยจะไม่มีวันหยุดพัฒนานวัตกรรมด้าน 5G, AI และโมบายเทคโนโลยี โดยถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ลงทุนด้าน R&D มากที่สุดในโลก ในอีก 5 ปีข้างหน้า หัวเว่ยมีแผนที่จะทุ่มงบถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมและ R&D ทั่วโลก

ภาพ เอเอฟพี

หมัดแรกจีนโต้กม.สหรัฐ ห้ามเรือรบ-เครื่องบินกองทัพเข้าฮ่องกง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608188

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 12:34 น.

หมัดแรกจีนโต้กม.สหรัฐ ห้ามเรือรบ-เครื่องบินกองทัพเข้าฮ่องกง

จีนตอบโต้ฮ่องกงบิลล์ ห้ามเรือรบ-เครื่องบินกองทัพเข้าฮ่องกง พร้อมคว่ำบาตร NGO สหรัฐหลายแห่ง

จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้ลงนามในกฎหมายสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกง ซึ่งเป็นมาตรการทางการทูตและการลงโทษทางเศรษฐกิจกับฮ่องกง จากเหตุที่ฮ่องกงเกิดการประท้วงรุนแรงมาเป็นระยะเวลาหลายเดือน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ส่งผลให้ทางด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า ทางการปักกิ่งได้ออกมาตรการไม่อนุญาตให้เรือรบและอากาศยานของกองทัพสหรัฐเข้าเทียบท่าหรือลงจอดยังฮ่องกง รวมถึงยังได้ออกประกาศคว่ำบาตรองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของสหรัฐหลายองค์กร อาทิ National Endowment for Democracy, the National Democratic Institute for International Affairs, the International Republican Institute, Human Rights Watch, และ Freedom House. ซึ่งทางการจีนระบุว่ากลุ่มองค์กรเอ็นจีโอเหล่านี้สนับสนุนความรุนแรงและการประท้วงของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลฮ่องกง

พร้อมกันนี้ โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนระบุว่า จีนเรียกร้องให้สหรัฐแก้ไขข้อผิดพลาด และหยุดการกระทำใดๆก็ตาม ที่แทรกแซงกิจการภายในของฮ่องกง รวมถึงจีนมีหลักฐานอย่างชัดเจนที่ชี้ว่า NGO เหล่านี้สนับสนุนกิจกรรมความรุนแรงที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนฮ่องกง

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ยอมรับผ่านสื่อว่ากฎหมายฮ่องกงที่เขาลงนามไปวันที่ 27 พ.ย. นั้น เพื่อแสดงจุดยืนที่สนับสนุนผู้ประท้วงในฮ่องกง แต่ก็ทำให้การบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างจีนยุ่งยากขึ้นเช่นกัน

ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า การผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์การเจรจาการค้าดีขึ้น แต่ต้องรอดูต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเขายังคงพอใจกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

Hong Kong Airlines ขอเงินกู้ฉุกเฉินแบงก์จีน 4 พันล้านหยวน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608169

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2562 เวลา 11:26 น.

Hong Kong Airlines ขอเงินกู้ฉุกเฉินแบงก์จีน 4 พันล้านหยวน

แบงก์จีน 8 แห่ง ปล่อยกู้ 4 พันล้านหยวน อุ้มสถานะการเงิน Hong Kong Airlines ก่อนถูกชี้ชะตาถูกถอดใบอนุญาต

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า HNA Group บริษัทแม่ของสายการบินฮ่องกงแอร์ไลน์ ได้รับการอนุมัติจากธนาคารหลายแห่งของรัฐบาลจีนปล่อยเงินกู้มูลค่ารวมถึง 4 พันล้านหยวน (ราว 17,200 ล้านบาท) ในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับสารการบิน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ที่หน่วยงานออกใบอนุญาตการบินฮ่องกง (ATLA) แถลงการณ์ว่าฮ่องกงแอร์ไลน์เสี่ยงถูกถอดใบอนุญาตทางการบิน จากการที่เผชิญสภาวะขาดทุนต่อเนื่อง แถมซ้ำร้ายได้รับผลกระทบจากการชุมนุมอันยืดเยื้อนานกว่า 6 เดือน

(ATLA) มีกำหนดชี้ชะตาว่าฮ่องกงแอร์ไลน์จะถูกถอนใบอนุญาตหรือไม่ภายในวันที่ 7 ธันวาคมนี้

เงินกู้จำนวนดังกล่าวทางบริษัทแม่ของฮ่องกงแอร์ไลน์ระบุว่า จะถูกใช้ในการเสริมสภาพคล่อง จ่ายเงินเดือนให้พนักงาน รวมถึงใช้ใน Operating cost ต่างๆของบริษัท ซึ่งทางบริษัทยอมรับว่าเงินกู้ก้อนนี้จะช่วยให้สายการบินยังคงทำการบินต่อไปได้หลังวันที่ 7 ธันวาคมนี้หรือไม่ แต่ทางการบินยังคงต้องให้บริการผู้โดยสารต่อไป

ธนาคารหลักที่ให้เงินกู้คือ China Development Bank ซึ่งดูแลการปรับโครงสร้างของ HNA โดยเงินกู้จำนวน 4 พันล้านหยวนนี้มากจากธนาคารของรัฐ 8 แห่ง แต่ละแห่งปล่อยเงินกู้ราว 500 ล้านหยวน ระยะเวลาชำระเงินกู้คืนภายใน 3 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 4.75%

ปัจจุบันฮ่องกงแอร์ไลน์มีนี้สะสมอย่างน้อย 50,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทจะจัดการอย่างไร แต่มีรายงานก่อนหน้านี้ว่าบริษัทอาจตัดสินใจขายสายการบิน HK Express ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำในเครือให้กับบริษัทคู่แข่งอย่าง Cathay Pacific ด้วยมูลค่าเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกงในเดือนมีนาคมปีหน้า

นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าบริษัทสายการบินจากจีนแผ่นดินใหญ่อาจเข้าซื้อกิจการของฮ่องกงแอร์ไลน์ด้วย เพื่อรักษาเส้นทางบินระหว่างฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่ และเพื่อเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Cathay Pacific

Photo : Airbus