Fire causes damage to paper factory

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30379135?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Fire causes damage to paper factory

Dec 06. 2019
By THE NATION

959 Viewed

Fire at a paper factory’s warehouses in the Muang district of Nakhon Ratchasima province on Thursday inflicted losses estimated in millions of baht.

The commander of the Jor Hor Police Station, Pol Colonel Kitti Saengsiriwut, said they were informed on Friday (December 5) that numerous recycle papers and foam boxes were destroyed in the fire, which then spread and damaged the factory’s structure and a transformer, causing an explosion.

Fifteen fire engines took around one and a half hours to bring the fire under control, the commander added.

An initial inspection of the scene showed damage to two connected buildings, along with damage to box-making machines and the buildings’ structure.

“The value of this damage is approximately Bt4 million to Bt5 million,” the commander said. “Luckily, no one was injured as the factory was closed because it was a holiday.”

Police believe the fire was caused by a short-circuit, and the strong winds had caused the flames to spread quickly. “However, probation officers will probe the exact cause of the fire,” he added.

Blue Flag fairs in Northeast offer relief to flood victims

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30379133?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Blue Flag fairs in Northeast offer relief to flood victims

Dec 06. 2019
By The Nation

957 Viewed

The Commerce Ministry is organising Blue Flag fairs in northeastern provinces affected by the Podul and Kajiki storms, enabling low-income people and farmers to buy cheap consumer goods in order to help reduce the cost of living.

The director-general of the Department of Internal Trade (DIT), Wichai Phochanakit, said the impact from these storms in September had caused damage to people’s properties, while those affected by drought also faced a lot of trouble.

“The fair was first held at Muang Maha Sarakham District Office in Maha Sarakham province from December 5 to 8,” he said.

“We will hold the fair in three other provinces — in Roi Et province from December 11 to 14 at the parking area in Robinson Lifestyle Roi Et, in Ubon Ratchathani province from December 16 to 19 at the parking area in Central Plaza Ubon Ratchathani, and in Buri Ram province from December 21 to 24 at Nong Paep Flea Market in Muang district.”

He further explained that this fair featured at least 250 shopping booths, operated by farmers, small entrepreneurs, community enterprises, and consumer products manufacturers.

“The consumer products will be specially discounted by 20-40 per cent. In addition, products which offer a special price include sugars, palm oils, chicken eggs, white shrimp, giant freshwater prawn, sea bass, pork and chicken,” he said.

He added that the department had also appointed Provincial Commerce Offices to monitor the distribution of goods to meet the people’s demands and sell at a fair price.

“If any entrepreneurs provide unfair prices or services, people can contact DIT Hotline: 1569 or the Provincial Commerce Offices nationwide,” he added.

Photos point to healthy situation of animal life in forests, says govt agency

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/news/30379132?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Photos point to healthy situation of animal life in forests, says govt agency

Dec 06. 2019
Photo Credit to The Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation's Facebook page

Photo Credit to The Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation’s Facebook page
By The Nation

998 Viewed

The Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation has posted on its Facebook page on Thursday (December 5) photos of animals captured with trail cameras.

The Department expressed happiness at the diversity in the forest.

Thani Wongnak, head officer at Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuary in Uthai Thani province, said that academic officials had collected pictures of various species in the sanctuary such as tiger, elephant, banteng, tapir, deer and muntjac.

The photos point to a geographical distribution of the animals and assured abundance of animals in the forest thanks to the work of Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuary’s officers, the government agency said.

Large crowds wait to welcome Their Majesties at Chinatown

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/royal/30379150?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Large crowds wait to welcome Their Majesties at Chinatown

Dec 06. 2019
By The Nation

659 Viewed

Yaowarat Road in Bangkok’s Chinatown area was packed with people this afternoon waiting to welcome His Majesty King Maha Vajiralongkorn and Her Majesty Queen Suthida who are scheduled to preside over a royal exhibition titled “Under the Graciousness of Chakri Dynasty” at 5pm.

Prime Minister Prayut Chan-o-cha led the government officials to welcome Their Majesties.

Prime Minister Prayut Chan-o-cha led the government officials to welcome Their Majesties.

People dressed in yellow shirts held the Royal and National flags as well as portraits of Their Majesties as Thai and foreign volunteers helped care for the elderly and tourist while volunteers both Thai and foreigners helping and accommodate elders or tourists.

วิจัยชี้เอเชียแปซิฟิกมองจีนเป็นภัยคุกคามมากกว่าสหรัฐ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608566

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 19:35 น.

วิจัยชี้เอเชียแปซิฟิกมองจีนเป็นภัยคุกคามมากกว่าสหรัฐ

ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกมองอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนเป็นเรื่องบวก แต่ในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกกลับมองการขยับขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทหารของจีนเป็นภัยคุกคาม ขณะที่ภาพลักษณ์ของสีจิ้นผิงติดลบในสายตาชาวโลก

ศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) เผยผลสำรวจภาพลักษณ์ของประเทศจีนและประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จากการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนเกือบ 39,000 คนใน 34 ประเทศทั่วโลก พบว่า 58% ของประชาชนใน 16 ประเทศมองความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจีนว่าเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะมีผลประโยชน์ร่วมกัน และ 52% มองการลงทุนจากจีนในแง่บวก และโดยเฉลี่ยแล้วประชาชนใน 17 ประเทศโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยกับอิทธิพลทางเศรษฐกิจจีนมากกว่าอิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

อย่างไรก็ดี การผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจโลกของจีนไม่ได้สร้างความประทับใจให้กับประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชียแปซิฟิกเท่าไรนัก ผลวิจัยของพิวชี้ว่าตั้งแต่ปี 2002-2019 ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นมองจีนในแง่ลบ อันเป็นผลมาจากการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเพิ่มกำลังทางทหารของจีน

นอกจากนี้ ทั้ง 6 ประเทศข้างต้นยังกังขาการลงทุนของจีน โดยครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามในแต่ละประเทศเหล่านี้ (ญี่ปุ่น 75% ตามด้วยออสเตรเลีย 60%) มองว่าการเข้ามาลงทุนของจีนในประเทศของตัวเองเป็นเรื่องแย่ เนื่องจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่มีล้นเหลือของแดนมังกร

ส่วนอิทธิพลทางการทหารของจีนนั้น โดยเฉลี่ย 79% ของผู้ตอบแบบสอบถามในฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มองว่าเป็นเรื่องแย่ โดยยกให้สหรัฐเป็นพันธมิตรที่พึ่งพาได้มากกว่าจีน

ด้านภาพลักษณ์ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ก็ไม่สู้ดีนัก ผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 29% เท่านั้นที่เชื่อว่าผู้นำจีนทำในสิ่งที่ถูกต้อง กลุ่มประเทศที่ไม่เชื่อถืออยู่ในแถบเอเชียแปซิฟิก อเมริกาเหนือ และยุโรปตะวันออก ขณะที่ในตะวันออกกลางและแอฟริกาแถบใต้ทะเลทรายซาฮาร่า ความไม่เชื่อถือในตัวผู้นำจีนสูงกว่าในแถบเอเชียแปซิฟิกเล็กน้อย

ทว่าโดยรวมแล้ว 40% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าสีจิ้นผิงมีภาพลักษณ์ที่ดี อีก 41% มองว่าไม่ดี

นอกเหนือจากนั้น ศูนย์วิจัยพิวยังระบุอีกว่าภาพลักษณ์ในแง่ลบของจีนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในแคนาดาและสหรัฐนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา เนื่องจากทั้งสองประเทศล้วนมีปัญหากับจีน ความสัมพันธ์จีน-แคนาดาถึงจุดต่ำสุดหลังจากทางการแคนาดาจับกุมตัวเมิ่งหว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของหัวเหว่ยเมื่อปลายปีที่แล้วในข้อหาฉ้อโกงสถาบันการเงินตามคำร้องขอของทางการสหรัฐ

ขณะที่จีนกับสหรัฐก็พัวพันในสงครามการค้ายาวนานกว่า 18 เดือนโดยต่างฝ่ายต่างตั้งกำแพงภาษีสินค้าที่นำเข้าจากฝ่ายตรงข้ามตอบโต้กันไปมาหลายครั้ง

ในแง่ของความเป็นพันธมิตร ประเทศส่วนใหญ่ยกให้สหรัฐเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือกว่าจีน ขณะเดียวกันก็มองว่าทั้งสหรัฐและจีนเป็นภัยคุกคาม โดยประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือมองว่าสหรัฐเป็นภัยคุกคามมากกว่า ส่วนในเอเชียแปซิฟิกมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่ง

ไฟป่าล้อมนครซิดนีย์ ทำท้องฟ้าเปลี่ยนสีส้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608560

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 18:53 น.

ไฟป่าล้อมนครซิดนีย์ ทำท้องฟ้าเปลี่ยนสีส้ม

ไฟป่าหลายจุดลุกลามล้อมนครซิดนีย์ ดับเพลิงหวั่นไฟลามเข้าใกล้เขตเมือง

สถานการณ์ไฟป่าในหลายพื้นที่ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นมาอีกรอบ หลังจากมีกระแสลมแรงได้พัดโหมให้ไฟลุกลามขึ้นอีกรอบ โดยเจ้าหน้าที่หวั่นว่าไฟป่าดังกล่าวอาจลุกลามจนเข้าใกล้ชุมชนในเขตนครซิดนีย์ เนื่องจากกระลมมีแนวโน้มพัดให้ไฟลุกลามไปทางทิศตะวันออก

REUTERS/John Mair

 

ขณะนี้พบว่ามีกลุ่มไฟป่าขนาดใหญ่ขั้นวิกฤตอย่างน้อยสองจุดคือในเขต Green Wattle Creek ใกล้อุทยานแห่งชาติ Kanangra-Boyd และอีกจุดในบริเวณ Gospers Mountain ของเขตWirraba ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครซิดนีย์ ขณะที่มีไฟป่าแห่งย่อยๆกระจายตัวมากกว่า 150 จุดซึ่งยังรุนแรงเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปดับไฟได้ทันที

ทางการระบุว่า ขณะนี้มีไฟป่าระดับรุนแรง 8 แห่งที่อยู่ใกล้ชุมชน ซึ่งทางการหวั่นว่าไฟอาจลุกลามเข้ามาในเขตเมือง

หน่วยดับเพลิงชนบทของนิวเซาท์เวลส์ระบุในวันนี้ว่า มีกลุ่มไฟป่าขนาดใหญ่รวมตัวกลายเป็นไฟป่าขนาดยักษ์อยู่ทางตอนเหนือของซิดนีย์ราว 60 กิโลเมตร ซึ่งเขตชุมชนที่ใกล้ที่สุดคือเมืองRichmond ในเขตเทศบาล Hawkesbury ซึ่งมีประชาการราว 64,000 คน อันเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่บริเวณรอบนอกของเขตมหานครซิดนีย์

ABC News

 

สถานการณ์ไฟป่าดังกล่าวส่งผลให้มีรายงานในวันนี้ว่า ท้องฟ้าเหนือนครซิดนีย์ได้เปลี่ยนเป็นสีส้มอันเป็นผลจากกระแสลมที่พัดหอบเอาหมอกควันเข้าปกคลุม

ทั้งนี้ ทางรัฐนิวเซาท์ได้สรุปเหตุไฟป่าได้คร่าชีวิตประชาชนไปแล้ว 4 ราย เผาผลาญบ้านเรือนประชาชนไปแล้วกว่า 680 หลัง

Photo : Bianca de Marchi/AAP

 

ไม่ใช่แค่คนที่กระทบ โลกร้อนยังทำให้นกตัวเล็กลงด้วย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608536

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 16:04 น.

ไม่ใช่แค่คนที่กระทบ โลกร้อนยังทำให้นกตัวเล็กลงด้วย

ทีมนักวิจัยสหรัฐพบข้อมูลที่น่าตกใจว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้นกตัวเล็กลง

ทีมนักวิจัยและอาสาสมัครซึ่งนำโดย ไบรอัน วีคส์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากวิทยาลัยสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของมหาวิทยาลัยมิชิแกน เก็บซากนกอพยพที่บินชนตึกในเมืองชิคาโกรัฐอิลลินอยส์ 70,716 ซากจาก 52 สายพันธุ์ที่อยู่อาศัยในทวีปอเมริกาเหนือแล้วทำการวัดขนาด

จากการศึกษาพบว่า นับตั้งแต่ปี 1978-2016 หรือในช่วง 38 ปี ความยาวของกระดูกขาช่วงล่างของนก ซึ่งเป็นวิธีปกติที่ใช้วัดขนาดลำตัว สั้นลง 2.4% ในขณะที่ความยาวของปีกกลับเพิ่มขึ้น 1.3%

ตัวอย่างนกที่ทำการวิจัย ภาพ : Field Museum

ช่วงเวลาดังกล่าวประจวบเหมาะกับช่วงที่อุณหภูมิของโลกค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ทีมวิจัยเชื่อว่าขนาดตัวนกที่เล็กลงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากขนาดตัวของสัตว์มักจะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศที่พวกมันอาศัยอยู่ โดยสัตว์สายพันธุ์เดียวกัน หากอาศัยอยู่ในโซนที่มีอากาศเย็นจะตัวใหญ่กว่ากลุ่มที่อาศัยในเขตที่อุ่นกว่า เพื่อช่วยให้ร่างกายรักษาความร้อนเอาไว้

ทีมยังตั้งทฤษฎีต่อไปว่า การอพยพหนีความหนาวถือเป็นภารกิจสำคัญของนก และเมื่อนกเหล่านี้ตัวเล็กลงพวกมันก็จะมีพลังงานสะสมเพื่อใช้ในการอพยพเป็นระยะทางไกลน้อยลงไปด้วย ธรรมชาติจึงทดแทนด้วยการพัฒนาปีกให้ยาวขึ้น เพื่อให้นกสามารถอพยพได้ตลอดรอดฝั่ง

ภาพ : Field Museum/Kate Golembiewski

ทฤษฎีดังกล่าวมีหลักฐานสนับสนุน อย่างในปี 2014 งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าแพะพันธุ์อัลไพน์ตัวเล็กลงเนื่องจากอุณหภูมิอุ่นขึ้น และในปีเดียวกันงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งยังพบอีกว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาสทำให้ซาลาแมนเดอร์ตัวเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังเผยอีกว่า งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ถือเป็นการศึกษาตัวอย่างนกที่มากที่สุด และการค้นพบนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าสัตว์ต่างๆ จะตอบสนองและปรับตัวกับภาวะโลกร้อนอย่างไร เพราะโดยปกติแล้วการศึกษาในประเด็นดังกล่าวมักจะมุ่งเน้นที่การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์และช่วงเวลาในการดำรงชีวิต เช่น การอพยพ การออกลูก แต่การวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่ารูปร่างและโครงสร้างของตัวสัตว์ก็สำคัญเช่นกัน

ตร.อินเดียวิสามัญผู้ต้องหาฆ่าข่มขืน “สัตวแพทย์หญิง” ขณะคุมตัวทำแผน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608525

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 15:03 น.

ตร.อินเดียวิสามัญผู้ต้องหาฆ่าข่มขืน "สัตวแพทย์หญิง" ขณะคุมตัวทำแผน

ตำรวจอินเดียยิง 4 ผู้ต้องหาแก๊งรุมโทรมฆ่าสัตวแพทย์หญิง อ้างทั้ง 4 พยายามหลบหนีระหว่างคุมตัวทำแผนประกอบคำสารภาพ

วันนี้ ( 6 ธ.ค.) ตำรวจนครไฮเดอราบัด ของอินเดียได้ทำการวิสามัญ 4 ชายฉกรรจ์ผู้ต้องหาในคดีฆ่าข่มขืนสัตวแพทย์หญิงอายุ 27 ปี ระหว่างที่ตำรวจกำลังพาทั้ง 4 ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ จากเหตุการณ์ฆ่าข่มขืนที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธของสัปดาห์ที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า ตำรวจไฮเดอราบัดได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ไปทำแผนประกอบคำสารภาพช่วงเช้าตรู่ของวันนี้ ท่ามกลางการเฝ้ามุงดูของประชาชนที่โกรธแค้น กระทั่งผู้ต้องหาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิง ระหว่างที่พยายามขโมยปืนจากเจ้าหน้าที่และพยายามหลบหนี

สำหรับร่างของเหยื่อที่เป็นสัตว์แพทย์หญิง ถูกพบเป็นศพในสภาพไหม้เกรียมจากการจุดไฟเผาร่างอย่างโหดเหี้ยม หลังเธอหายขาดการติดต่อกับครอบครัวไปนานกว่า 10 วัน

คดีนี้ได้จุดประเด็นความไม่พอใจจนเกิดการเดินขบวนของประชาชนหลายหมื่นทั่วอินเดีย เรียกร้องให้นักการเมืองและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจัดการการผู้ต้องหาโดยเร่งเด่วน

ตามคำแถลงของตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหาซึ่งถูกคุมตัวทำแผนประกอบคำสารภาพในช่วงเช้าตรู่ราว 6.30 น ได้พยายามหลบหนี เป็นเหตุให้ตำรวจจึงวิสามัญคนร้ายทั้ง 4 ขณะที่มีตำรวจสองนายได้รับบาดเจ็บเช่นกัน

หลังทราบข่าวการวิสามัญ 4 คนร้าย บรรดาชาวบ้านที่โกรธแค้นที่มาเฝ้าดูการทำแผน ได้โห่ร้องยินดี มีการจุดประทัดฉลอง พร้อมทั้งมีการเดินขบวนไปตามท้องถนนเพื่อยกย่องการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เช่นเดียวกับครอบครัวของสัตวแพทย์หญิงผู้ตกเป็นเหยื่อรุมโทรม ได้กล่าวผ่านสื่อว่า “ความยุติธรรมเกิดขึ้นแล้ว .. ตำรวจทำดีมากและฉันต้องการไม่ให้มีการดำเนินการใด ๆ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

ทั้งนี้ สำหรับคดีฆ่าข่มขืนถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอินเดีย ซึ่งทุกครั้งนำมาซึ่งความไม่พอใจในสังคมอินเดียเป็นวงกว้าง

มีอะไรในแผนปฏิรูประบบบำนาญของ “มาครง” ถึงทำให้คนฝรั่งเศสออกมาประท้วงเกือบล้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608516

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 13:47 น.

มีอะไรในแผนปฏิรูประบบบำนาญของ "มาครง" ถึงทำให้คนฝรั่งเศสออกมาประท้วงเกือบล้าน

ปารีสแทบอัมพาต เซ่นแรงงานนับล้านประท้วงใหญ่วันแรก ต้านแผนปฏิรูประบบบำนาญ ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาบานปลายเป็นความรุนแรง ระบบขนส่งทั่วประเทศชะงัก

เมื่อวานนี้ (5 ธ.ค.) สหภาพแรงงานหลายกลุ่มในฝรั่งเศสได้นัดรวมตัวเดินขบวนประท้วงในหลายเมืองทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงปารีส เพื่อต่อต้านแผนการปฏิรูประบบบำนาญของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง

การเดินขบวนครั้งนี้ส่งผลให้มีรายงานเหตุปะทะรุนแรงระหว่างตำรวจปราบจลาจล กับผู้ประท้วง มีการยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ขณะมีรายงานว่าผู้ชุมนุมได้จุดไฟเผาทรัพย์สินสาธารณะต่างๆจนได้รับความเสียหาย

ในการประท้วงวันแรก พบว่าโรงเรียนหลายแห่งในกรุงปารีสหยุดทำการเรียนการสอน เช่นเดียวกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอาทิ หอไอเฟล และบางพิพิธภัณฑ์ได้ปิดให้บริการ เช่นเดียวกับระบบขนส่งมวลชนทั่วประเทศอย่างบริษัท SNCF ผู้ให้บริการรถไฟความเร็วสูง TGV ได้ประท้วงหยุดให้บริการเช่นกัน กระทบตารางเดินรถกว่า 90% ทั่วประเทศ มีเพียงบริการรถไฟภูมิภาคราว 30% เท่านั้นที่ยังให้บริการอยู่

บริการรถไฟฟ้ากรุงปารีส (Paris metro) ราว 10 สายหยุดวิ่ง มีเพียงบางสายเท่านั้นที่ยังให้บริการอยู่ ส่วนเที่ยวบินระยะสั้นภายในประเทศหลายร้อยเที่ยวบินก็งดให้บริการเช่นเดียวกัน

แกนนำสหภาพแรงงานอ้างว่ามีผู้ประท้วงนัดรวมตัวในกรุงปารีสนับล้านคน แต่บางรายงานระบุว่ามีอยู่ราว 8 แสนคน ขณะที่การประท้วงดังกล่าวได้ขยายวงไปยังเมืองใหญ่ทั่วประเทศทั้ง บอร์กโดซ์ นองต์ และลียง

ขณะเดียวกันคาดว่าผู้ประท้วงยังคงนัดรวมตัวประเทศต่อไปในวันนี้ ( 6 ธ.ค.) ที่บริเวณ Place de la Nation โดยทางด้านสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประกาศเตือนผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ในวันนี้ (6 ธ.ค.) การขนส่งมวลชนในกรุงปารีส (RATP) รถไฟระหว่างเมืองในฝรั่งเศส (SNCF) และเที่ยวบินของสายการบิน Air France จะเปิดให้บริการอย่างจำกัด และคาดว่ากลุ่มสหภาพแรงงานจะยังคงประท้วงหยุดงานต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 9 ธันวาคม

แผนบำนาญที่มาครงห้ามแตะ?

ฝรั่งเศสได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบบบำนาญแห่งชาติที่ครอบคลุมในหลายอาชีพถึง 42 รูปแบบตามแต่ละสาขาอาชีพ ทั้งแต่ระบบบำนาญของแรงงานในภาครัฐ ไปจนถึงระบบบำนาญเอกชน มีรูปแบบแตกต่างกันออกไปทั้งในแง่เกณฑ์อายุการเกษียณ ไปจนถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ

ที่ผ่านมา รัฐบาลมาครงยังไม่ได้เสนอแนวทางหรือรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะปฏิรูประบบบำนาญแห่งชาติอย่างไร แต่รัฐบาลเพียงแต่กล่าวว่าต้องการจัดทำระบบขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนระบบบำนาญในปัจจุบัน ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลว่ารัฐบาลอาจใช้วิธีเพิ่มเพดานอายุเกษียณ หรืออาจลดผลประโยชน์ในระบบบำนาญ

สำหรับระบบบำนาญของฝรั่งเศสนั้น หากเป็นแรงงานในภาคเอกชนจะมีการคำนวนผลประโยชน์ที่จะได้รับหลังเกษียณที่ค่อนข้างซับซ้อน โดยยึดจากค่าจ้างสูงสุดที่ได้รับในรอบ 25 ปี ส่วนแรงงานในภาครัฐ ผลประโยชน์จะขึ้นอยู่กับรายได้ในช่วง 6 เดือนก่อนเกษียณ

 

ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเอดัวร์ ฟีลิป กล่าวว่า ภายใต้ระบบบำนาญรูปแบบเก่าจะยิ่งทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณสูงขึ้น โดยอาจสูงถึง 17,000 ล้านยูโร ในปี 2025 ซึ่งภายใต้ระบบบำนาญปัจจุบันส่งผลให้งบขาดดุลต่อจีดีพีของฝรั่งเศสสูงถึง 14% ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในประเทศขาดดุลต่อจีดีพีสูงที่สุดในโลกอยู่แล้ว

ไม่เพียงแค่นั้น มาครงยังตระหนักว่าในอนาคตฝรั่งเศสจะไม่ต่างจากในหลายๆประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัย เขาจึงมองว่าระบบบำนาญรูปแบบใหม่ (universal pension) จะเป็นธรรมมากกว่าระบบในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ฝรั่งเศสได้ขยายเพดานวัยเกษียณจากอายุ 60 ปี เป็น 62 ปี แต่ก็ยังคงอยู่ในมาตรฐานของกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งในสหราชอาณาจักรนั้นอายุเกษียณอยู่ที่ 66 ปี

สภาผู้แทนฯสหรัฐ เดินหน้าร่างญัตติถอดถอน “ทรัมป์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/608499

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2562 เวลา 10:44 น.

สภาผู้แทนฯสหรัฐ เดินหน้าร่างญัตติถอดถอน "ทรัมป์"

สภาผู้แทนสหรัฐเตรียมร่างบทบัญญัติชี้มูลความผิดทรัมป์แล้ว คาดลงมติถอดถอนให้ได้ก่อนคริสต์มาส

เมื่อวานนี้ (4 ธ.ค. ) ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของไทย นางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐสังกัดพรรคเดโมแครต ได้แถลงสั่งให้คณะกรรมาธิการยุติธรรมของสภาผู้แทน ร่างญัตติในการถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้ว

นางแนนซี่ กล่าวในตอนหนึ่งของการแถลงว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ด้วยความความจงรักภักดีต่อบิดาผู้ก่อตั้งประเทศ รัฐธรรมนูญสหรัฐ และหัวใจที่เต็มไปด้วยความรักต่ออเมริกาในวันนี้ฉันขอให้สภาดำเนินการร่างญัตติการฟ้องรองถอดถอน”

“ข้อเท็จจริงของปธน.ทรัมป์คือการที่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยูเครนอย่างชัดเจนและโต้แย้งไม่ได้ … ประธานาธิบดีทำให้เราไม่มีทางเลือก”

 

นางแนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนฯสหรัฐ

ทั้งนี้ ในการแถลงนางเปโลซี่นางไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ร่างญัตติดังกล่าวจะถูกยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนฯซึ่งมีสส.เดโมแครตครองเสียงข้างมากเมื่อใด แต่รายงานข่าวเชื่อว่าบทบัญญัติถอดถอนนี้ จะเสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 12 ธ.ค. และคาดสภาจะทำการลงมติได้ก่อนช่วงวันหยุดยาวเทศกาลคริสต์มาส

ระหว่างเสร็จสิ้นการแถลงข่าว ได้มีนักข่าวจาก Sinclair TV network ถามประธานแนนซี่ว่า “ที่เธอทำเช่นนี้เพราะเธอเกลียดประธานาธิบดีทรัมป์หรือไม่?”

นางเปโลซี่ ตอบว่า “ดิฉันไม่ได้เกลียดใครทั้งสิ้น .. ในฐานะคาทรอลิก ดิฉันไม่ได้เกลียดใคร อย่ากล่าวโทษดิฉันด้วยความเกลียดชังเลย”

“เรื่องทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญสหรัฐ ซึ่งข้อเท็จจริงคือการฝ่าฝืนคำสาบานตนของประธานาธิบดีเอง .. และในฐานะชาวคาทอลิกฉันไม่พอใจที่คุณใช้คำว่าเกลียดในประโยคที่พูดกับฉัน ฉันสวดอ้อนวอนให้ประธานาธิบดีตลอดเวลา ดังนั้นอย่ายุ่งกับฉันเมื่อพูดถึงเรื่องแบบนี้”

หากว่าบัญญัติดังกล่าวผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนแล้ว ก็จะถูกนำส่งไปพิจารณาต่อยังวุฒิสภาซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่สังกัดรีพับลิกกันในปีหน้า โดยวุฒิสภายังต้องตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนผู้นำสหรัฐว่า สมควรถูกฟ้องร้องและวุฒิสภาควรลงมติถอดถอนหรือไม่ แต่หลายฝ่ายคาดว่าเป็นไปได้ยากที่วุฒิสภาจะโหวตรับมติของสภาผู้แทนเรื่องการถอดถอนดังกล่าว

ก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยรายงาน 300 หน้า ของผลการไต่สวนโดยสภาผู้แทนฯสหรัฐ ซึ่งระบุว่าผู้นำสหรัฐได้ใช้อำนาจในการเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในจากกรณียูเครน ที่ผู้นำสหรัฐพยายามกดดันให้ผู้นำยูเครนเล่นงานบุตรชายนายโจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2020 เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งในปีหน้าอย่างชัดเจน การกระทำของปธน.ทรัมป์เป็นการล้มล้างนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ และยกประโยชน์ส่วนตันมากกว่าความมั่นคงของชาติ”