เอส ไอ จี รับรางวัล Thailand Energy Award 2019 โครงการโซลาร์ รูฟท้อป จังหวัดระยอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449417

เอส ไอ จี รับรางวัล Thailand Energy Award 2019 โครงการโซลาร์ รูฟท้อป จังหวัดระยอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.21 น.

บริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อค จำกัด ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก และเป็นผู้ผลิตกล่องยูเอชทีรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับรองขึ้นทะเบียนฉลากทองลดโลกร้อน ด้วยความมุ่งมั่นและพัฒนาธุรกิจรอบด้านเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เอส ไอ จี ได้เข้ารับรางวัลดีเด่นประเภทโครงการที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (Off-Grid)ด้านพลังงานทดแทน จากการจัดตั้งโครงการ เอส ไอ จี โซลาร์ รูฟท้อป 3.3 เมกะวัตต์พีค (SIG Solar Rooftop 3.3 MWp)   โดยได้รับคัดเลือกจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน (พพ.) ซึ่งโครงการโซลาร์รูฟท้อปนี้ตั้งอยู่ที่โรงงานของเอส ไอ จี ในจังหวัดระยอง โดยเริ่มติดตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2561 และเริ่มเปิดใช้ในปีเดียวกันช่วงเดือนกรกฎาคม

มร. ลอร์เรน ฟอค ประธานและผู้จัดการทั่วไปเอเชียแปซิฟิก บริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อค จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับรางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ เรามีนโยบายต่อเนื่องในเรื่องการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะวิสัยทัศน์ของเราคือการตระหนักถึงการทำตามขั้นตอนสำคัญเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยโซลาร์ รูฟท้อปที่ได้รับรางวัลครั้งนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 3.3 เมกะวัตต์พีค ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของโรงงานเอส ไอ จี ในจังหวัดระยอง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ระบบเอส ไอ จี โซลาร์ รูฟท้อป 3.3 เมกะวัตต์พีคมีแผงโซลาร์เซลล์มากกว่า 9,000 แผงครอบคลุมพื้นที่หลังคา 18,000 ตารางเมตร ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปีละมากกว่า2,000 ตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่เป็นตัวการสำคัญต่อเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ทั้งนี้ โซลาร์ รูฟท้อปยังช่วยลดการใช้พลังงานจากระบบสายส่งไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้สูงอีกด้วย

นอกจากนี้ ทางบริษัทฯได้ขยายไปอีกก้าวสู่การพัฒนาชุมชน โดยเอส ไอ จี คอมบิบล็อค ประเทศไทย ทำการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 7 กิโลวัตต์พีคให้กับโรงเรียนนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง10 ซึ่งช่วยลดค่าไฟฟ้าได้กว่า 4,000 บาทต่อเดือน และมีเป้าหมายให้บุคลากรของโรงเรียน นักเรียน รวมไปถึงคนในชุมชนได้เรียนรู้และตระหนักถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ

เอส ไอ จีมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามหลักปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด ด้วยการทำให้มั่นใจว่าโรงงานของเราปฏิบัติตามแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน และในระยะยาวเราวางแผนที่จะจัดหาแหล่งพลังงานหมุนเวียนและลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน

ยู เซนมายา ภูเก็ต ชวนคุณมาเพิ่มความสุขในช่วงไฮซีซั่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449388

ยู เซนมายา ภูเก็ต ชวนคุณมาเพิ่มความสุขในช่วงไฮซีซั่น

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 15.27 น.

ยู เซนมายา ภูเก็ต โรงแรมระดับ 5 ดาว ชายหาดกะหลิม ภูเก็ต ชวนคุณมาพักผ่อน ในช่วงที่ภูเก็ตมความงดงามมากที่สุดของปี ชมวิวทะเลกันให้เต็มอิ่มกับห้องพักที่เปิดรับวิวมหาสมุทรอันดามันแบบพาโนรามา และมอบส่วนลดค่าห้องพักประหยัดสูงสุดถึง 15% ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2563

เพื่อต้อนรับช่วงฤดูกาลการท่องเที่ยวนี้ ยู เซนมายา ภูเก็ต ขอเสนอโปรโมชั่น Ur Hot Deal ที่ให้ส่วนลดค่าห้องพักทุกประเภท 15% ราคาเริ่มต้น 3,148 บาท ราคาข้างต้นรวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน แบบทานได้ทุกที่ ทุกเวลา และบริการพิเศษอื่น ๆ ในแบบ U อาทิ การใช้ห้องพักแบบ 24 ชม. เครื่องดื่มต้อนรับจากมินิบาร์ โปรแกรม U Choose ที่ให้คุณเลือกเครื่องใช้ส่วนตัวได้เอง และสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Wi-Fi) และบริการรถรับ-ส่งฟรีทุกวัน ได้ถึง 5 ครั้งต่อวัน สำหรับการเดินทางจากโรงแรมยู เซนมายา ภูเก็ต เพื่อไปยังศูนย์การค้าจังซีลอน

ภูเก็ต เกาะสววรค์สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและจากทั่วโลก ด้วยความงามของท้องทะเล กิจกรรมกลางแจ้งและกีฬา ความบันเทิง ร้านอาหารชื่อดัง และสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ที่จะทำให้วันหยุดของคุณไม่มีเบื่อ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพัก ติดต่อ ยู เซนมายา ภูเก็ต โทร 076 336 888 หรือ อีเมล reserve@uzenmayaphuket.com จองห้องพักออนไลน์ http://www.uzenmayaphuket.com

ติดตามข่าวสารได้ทาง  www.facebook.com/uzenmayaphuket

รู้ได้อย่างไรว่าเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449211

รู้ได้อย่างไรว่าเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ทั้งในเพศชายและหญิง โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา พบผู้มีภาวะหัวใจวายทุกๆ 40 วินาที และทุกนาทีมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 คน

สำหรับประเทศไทยพบแนวโน้มผู้ป่วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากปัจจัย ทั้งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เพศ อายุกรรมพันธุ์ และปัจจัยที่สามารถควบคุมได้เช่น พฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย แม้โรคหัวใจจะเป็นอันตรายถึงกับชีวิต แต่ก็สามารถป้องกันได้โดยการปรับพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงโรคหัวใจ  และเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ นพ.ประพนธ์ ดิษฐ์รุ่งโรจน์ อายุรศาสตร์ รพ.สมิติเวช ให้ความรู้ว่า

l อายุที่มากขึ้น อวัยวะต่างๆ ย่อมเสื่อมไปตามสภาพ

l เพศชายมีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าเพศหญิง

l เบาหวาน  ผู้ที่เป็นเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ 2-4 เท่า

l ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตที่มากกว่า 140/90 มม./ปรอท จะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงตั้งแต่อายุน้อยกว่า 50 ปี จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนปกติ

l ไขมันในเลือดสูง

l ภาวะอ้วน ในผู้หญิงที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 21 จะมีผลต่อสุขภาพหัวใจ และหาก BMI มากกว่า 30แสดงว่าคุณเป็นโรคอ้วน และมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

การวัดรอบเอวจะช่วยให้ทราบความเสี่ยงของโรคหัวใจได้

– การสูบบุหรี่  ผู้หญิงที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจมากกว่าผู้ชายที่สูบบุหรี่ และความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นอีกเท่าตัว ในผู้หญิงที่สูบบุหรี่ 3-5
มวน/วัน และในผู้ชายที่สูบบุหรี่ 6-9 มวน/วัน การสูบบุหรี่เพิ่มอัตราการตายจากโรคหัวใจถึง 300 %

– อาหารไขมันสูง ในอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนื้อวัวติดมัน เนื้อแกะ เนื้อหมู (รวมถึงเบคอนและแฮม) เนื้อไก่ที่มีหนัง ไขมันวัว (tallow) น้ำมันหมูครีม เนย ชีส และผลิตภัณฑ์จากนมไขมันเต็มส่วน หรือพร่องมันเนย เป็นสาเหตุของโรคหัวใจประมาณ 31% ในประชากรโลก

– พันธุกรรม หากพบว่าในครอบครัวสายตรงที่มี ผู้ชายอายุน้อยกว่า 55 ปี หรือผู้หญิงอายุน้อยกว่า 65 ปี เป็นโรคหัวใจ เท่ากับคุณจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้มากกว่าคนทั่วไป

สำหรับอาการ ที่ควรนึกถึงโรคหัวใจ 1.เจ็บหน้าอก ซึ่งอาการเจ็บแน่นหน้าอก 3 ลักษณะที่พึงสังเกตว่าจะเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ได้แก่ เจ็บ
แน่นหน้าอกตรงกลางเหมือนมีอะไรมาทับ ร้าวไปที่กราม แขน ไหล่ หรือลิ้นปี่, เจ็บแน่นหน้าอกที่สัมพันธ์กับการออกแรง หรือออกกำลังกาย, อาการเจ็บแน่นหน้าอกดีขึ้นเมื่อนั่งพัก หรือเมื่ออมยาขยายหลอดเลือดใต้ลิ้น 2.ใจสั่น 3.หัวใจเต้นเร็ว 4.อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย 5.ขาบวม6.อาการวูบ หรือหน้ามืด

หากมีอาการข้างต้น ให้คิดไว้เสมอว่าอาจมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจค่อนข้างชัดเจน แพทย์จะส่ง ตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคหัวใจ และทำการรักษาต่อไปควรมาตรวจคัดกรอง เพื่อให้แน่ใจว่ามีปัญหาโรคหัวใจหรือไม่ กับแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ

ชวนนักช็อปรวมพลังทำดี ปีที่ 2 ส่งต่อน้ำใจให้‘ผู้หญิงหลังกำแพงสูง’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449215

ชวนนักช็อปรวมพลังทำดี ปีที่ 2 ส่งต่อน้ำใจให้‘ผู้หญิงหลังกำแพงสูง’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยงยศ เหลี่ยงตระกูลชัย,รัตนา รอดศรี และนิลุบล เลิศมีมงคลชัย

เพราะพลังแห่งการให้…ยิ่งใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด โรบินสัน เล็งเห็นความสำคัญของการช่วยเหลือและส่งต่อความปรารถนาดี แก่ผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานทั่วประเทศกว่า 40,000 รายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพอนามัยขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงมีจึงร่วมกับ กรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วย บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และกลุ่มธุรกิจในเครือผนึกกำลังร่วมแบ่งปันความห่วงใยให้สังคมไทยคิกออฟแคมเปญ “โรบินสัน ลองจาเร แชร์ริ่งปีที่ 2” (Robinson Lingerie Sharing) ส่งต่อน้ำใจให้ “ผู้หญิงหลังกำแพงสูง” ในทัณฑสถานหญิงทั่วประเทศ ซึ่งได้รับเกียรติจาก เตือนใจ แอคะรัจน์รองประธานแม่บ้านมหาดไทย จังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย รัตนา รอดศรี นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายสังคมสงเคราะห์ เรือนจำกลางระยอง, ผู้ใหญ่จังหวัด และเซเลบริตี้แถวหน้าของจังหวัดระยองนำโดย ขวัญฤทัย บุญธรรมจิต, ภัทราพรชูตระกูล, ณิชกานต์ สุตะโท, สุพัตรา ประภาวงศ์ และพิราภัทร์ แซ่ไล้ ร่วมงาน ณ Rest Areaชั้น 1 เซ็นทรัลพลาซา ระยอง เมื่อเร็วๆ นี้

นิลุบล เลิศมีมงคลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารสินค้าสตรี บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แคมเปญโรบินสัน ลองจาเร แชร์ริ่ง (Robinson LingerieSharing) จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 โดยเกิดจากความตั้งใจที่จะเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดีให้แก่ผู้หญิงไทยในทุกๆ ด้าน ไม่วาจะเป็นการรณรงค์ให้ผู้หญิงหันมาใส่ใจการเลือกใส่บราที่มีคุณภาพ,การลดปัจจัยความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของหญิงไทย รวมไปถึงไฮไลท์สำคัญ คือการชวนนักช็อป และจิตอาสาทุกท่าน เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งต่อน้ำใจ ด้านสุขอนามัยของผู้ต้องขังหญิงในทัณฑสถานทั่วประเทศ ที่มีความต้องการกางเกงชั้นในใหม่ เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน รวมกว่า 40,000 รายเพียงช็อปสินค้าแผนกชุดชั้นในสตรี ตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป รับสิทธิร่วมบริจาค “กางเกงชั้นในใหม่” จำนวน 1 ตัว หรือ ซื้อบริจาคเพิ่มเติมได้ในราคา พิเศษตัวละ 50 บาท ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 ณ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน 49 สาขา ทั่วประเทศ การรวมพลังแบ่งปันน้ำใจในครั้งนี้ เปรียบเสมือน “ตัวจิ๊กซอว์” ที่จะช่วยเติมเต็มความสุข และส่งต่อน้ำใจให้ผู้หญิงหลังกำแพงสูงได้มีกำลังใจ และได้เริ่มต้นใหม่ต่อไป”

ณิชกานต์ สุตะโท และ ภัทราพร ชูตระกูล เย็บเต้านมเทียม

ด้าน ขวัญฤทัย บุญธรรมจิต เซเลบริตี้ สาวเผยว่า ในฐานะผู้หญิงด้วยกัน แคมเปญนี้เป็นแคมเปญที่ดีมาก คือช่วยสร้างกำลังใจที่ยิ่งใหญ่แก่ผู้ต้องขังหญิงทั่วประเทศ เขาอาจจะได้รับกางเกงชั้นในใหม่ไปคนละไม่กี่ตัว แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าสิ่งของ ก็คือการได้รับรู้ว่าสังคมไทยไม่ได้ทอดทิ้งและพร้อมจะให้โอกาสเขา นอกจากนี้ เราเองก็มองว่ากางเกงชั้นใน กับ ผู้หญิง เป็นสิ่งที่สำคัญต่อสุขอนามัยมากจริงๆ อยากให้แคมเปญนี้มีต่อเนื่องต่อไป

อีกหนึ่งเซเลบริตี้สาว สุพัตรา ประภาวงศ์ กล่าวว่า เคล็ดลับการเลือกบรา คือเราจะเน้นบราที่ใส่สบาย และพอดีตัว รวมถึงลักษณะผ้าก็ต้องดูให้เป็นผ้าที่ระบาย ไม่อับชื้น ซึ่งวันนี้ก็มาเลือกช็อปบราที่โรบินสัน และเห็นว่ามีกิจกรรมที่ให้ลูกค้าสามารถร่วมสมทบทุนกางเกงชั้นในตัวใหม่แก่ผู้ต้องขังหญิงด้วย เป็นแคมเปญที่ดีมาก นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมให้เย็บเต้านมเทียมกับตกแต่งหมวก เพื่อนำไปมอบให้ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมที่ยากไร้ด้วย ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยสอนตลอด ไม่ยากและสุขใจมากๆ ที่ได้ร่วมกิจกรรมดีๆ แบบนี้

สุพัตรา ประภาวงศ์

ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมเสริมความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้หญิง อาทิ การจัดงานเสวนา “การใส่บราอย่างไร… ให้ห่างไกลมะเร็งเต้านม”เพื่อเผยแพร่ความรู้ในการสวมใส่บราอย่างถูกวิธีช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม, กิจกรรม “เย็บเต้านมเทียม” 11,300 เต้า จาก ซาบีน่า ณ เคาน์เตอร์ซาบีน่า ในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ทุกสาขาทั่วประเทศ และกิจกรรมการประดับตกแต่งหมวก จาก วาโก้ ณ โรบินสัน 14 สาขา ได้แก่ สาขาเชียงใหม่, อุดรธานี, สุราษฎร์ธานี, พิษณุโลก, ขอนแก่น, อุบลราชธานี, อยุธยา, นครศรีธรรมราช, ระยอง, สระบุรี, ลพบุรี, เพชรบุรี, แม่สอด และบุรีรัมย์ เพื่อนำไปส่งมอบให้กับผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมที่ยากไร้ ผ่านโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ

สำหรับผู้สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบความห่วงใย ผ่านโครงการ “Robinson Lingerie Sharing” ปีที่ 2 (โรบินสัน ลองจาเร แชร์ริ่ง) ส่งต่อน้ำใจให้ “ผู้หญิงหลังกำแพงสูง”เพียงช็อปสินค้าแผนกชุดชั้นในสตรี ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป รับสิทธิร่วมบริจาค “กางเกงชั้นในใหม่” จำนวน 1 ตัว หรือ ซื้อบริจาคเพิ่มเติมได้ในราคา พิเศษตัวละ 50 บาท ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 ณ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน49 สาขา ทั่วประเทศ โดยทางโรบินสันจะทำพิธีส่งมอบให้กับกรมราชทัณฑ์ นำไปแบ่งปันให้ผู้ต้องขังหญิง ทั่วประเทศ ในลำดับต่อไป

ขวัญฤทัย บุญธรรมจิต

กว่าจะเป็น‘เชฟมืออาชีพ’ แค่ไฟแรงอย่างเดียวคงไม่พอ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449220

กว่าจะเป็น‘เชฟมืออาชีพ’ แค่ไฟแรงอย่างเดียวคงไม่พอ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เชฟอเล็กซ์ กอร์ดอร์น โลมาซ

หลายคนคงจะคุ้นชื่อกันมาบ้างแล้วกับ “คูลิเนอร์” หรือมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า โรงเรียนศิลปะการอาหารและผู้ประกอบการคูลิเนอร์ ที่ตั้งอยู่ ณ ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม ย่านใจกลางธุรกิจ แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าที่โรงเรียนแห่งนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญแต่เพียงเรื่องของการทำอาหารเท่านั้น หากแต่ยังมุ่งเน้นการมอบประสบการณ์ พัฒนา และสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านการทำอาหาร รวมถึงนักนวัตกรรุ่นใหม่และผู้ประกอบการคุณภาพเพื่อธุรกิจอาหารแห่งอนาคตให้แก่ตลาดเอเชียอีกด้วย

ทุกความสำเร็จมักจะมาจากการเริ่มต้นที่ดี แต่ใครจะช่วยประคองและแนะนำให้แต่ละก้าวในธุรกิจอาหารก้าวไปเป็นไปอย่างมั่นคงได้ หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ และเพื่อเป็นการทำความรู้จักสถาบันการศึกษาแห่งนี้ให้มากยิ่งขึ้นเรามาพูดคุยกับสองเชฟ สองสไตล์ จากครัวคูลิเนอร์ ที่พร้อมส่งมอบความรู้ ประสบการณ์ และอาวุธ หรือความเป็นมืออาชีพพร้อมใช้ให้กับนักเรียนทุกคนเพื่อให้ทุกก้าวเป็นก้าวไปสู่ความสำเร็จ

เชฟอเล็กซ์ กอร์ดอร์น โลมาซ หัวหน้าเชฟ (Executive Chef) เชฟใหญ่มาดคูล ที่ไม่เพียงแต่เชี่ยวชาญด้านการรังสรรค์อาหาร หากแต่ยังสนุกกับบทบาทผู้ถ่ายทอดความรู้เรื่องวิถีการปรุงอย่างยั่งยืนให้กับคนรุ่นใหม่ และ เชฟโทนี่ แอนโทนี บิชท์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้สอนอาวุโส (Senior Instructor) ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน หนุ่มหล่อสายฟิล์ม ที่ผันตัวเข้าสู่วงการธุรกิจอาหารอย่างเต็มตัว หลังจากพบว่าตัวเองหลงเสน่ห์การทำอาหารหลังจากได้ลองเรียนทำอาหารครั้งแรก

เริ่มจาก เชฟอเล็กซ์ กอร์ดอร์น โลมาซ บอกว่า “ผมเติบโตและอาศัยในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผมชอบการค้นพบวัฒนธรรมใหม่ๆ รวมไปถึงการแสวงหาวัตถุดิบหลากหลายจากของแต่ละชนชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นอิทธิพลที่ทำให้ผมมีความสนใจในการทำอาหารและอยากริเริ่มงานในสายอาชีพเชฟครับถ้ารวมแล้วปัจจุบันผมก็เป็นเชฟมาประมาณ21 ปีแล้ว และอาชีพเชฟเองก็ทำให้ผมได้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ผมเริ่มจากการเป็นเชฟอยู่ที่เมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา และ เมืองซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย จากนั้นก็ย้ายมาอยู่แถบมหาสมุทรแปซิฟิก อย่าง มุมไบ ภูเก็ต และเกาะสมุย เพราะหลงใหลในเสน่ห์ของวัตถุดิบเมืองร้อน และที่เมืองเหล่านี้เองที่ทำให้ผมมีประสบการณ์การรังสรรค์อาหารในหลายสถานที่ ทั้งในโรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน และบนเรือสำราญ ในตอนนี้ก็รู้สึกว่าอยากที่จะถ่ายทอดประสบการณ์กับความรู้ของผมให้กับคนรุ่นใหม่และคนที่สนใจในการทำอาหาร”

ส่วน เชฟโทนี่ แอนโทนี บิชท์ เล่าถึงชีวิตการทำงานของตนเองว่า “ตอนแรกผมเรียน Filming and Directing แต่พอมีโอกาสได้มาลองเรียนทำอาหารที่ประเทศไทย ก็รู้สึกชอบ พอเรียนจบผมก็ตัดสินใจเป็นเชฟตั้งแต่นั้นมา ผมเริ่มจากตำแหน่งต้นๆ ก่อนจนไปถึง Executive Chef ในโรงแรมและร้านอาหารพอช่วงสิ้นปี 2560 ได้มีโอกาสร่วมงานกับโรงเรียนศิลปะการอาหาร และผู้ประกอบการคูลิเนอร์ โดยปัจจุบันผมสอน World Cuisine ซึ่งเป็นคอร์สระยะยาว และ Western and European Cuisine ซึ่งเป็นคอร์สระยะสั้น”

เชฟโทนี่ แอนโทนี บิชท์

เมื่อถามทั้งสองเชฟว่า อะไรคือการเป็นเชฟในความคิดของพวกเขา เชฟอเล็กซ์ เผยว่า การเป็นเชฟนั้นมีอะไรที่มากกว่าการทำอาหาร เพราะการเป็นเชฟจะสอนให้เราเป็นคนที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ หรือมองหาความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นทัศนคติที่จำเป็นมากสำหรับการเป็นเชฟ

“ธุรกิจอาหารมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เชฟจะต้องเรียนรู้จากผู้อื่นหรือหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ทั้งจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจอาหาร เพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งความรู้ภายนอกห้องครัว สำหรับผม เชฟไม่ได้มีหน้าที่แค่การรังสรรค์อาหารและรสชาติที่อร่อยเพื่อสร้างความสุขให้แก่ผู้อื่นเพียงอย่างเดียว ผมมองว่าเราในฐานะผู้สร้าง ผู้รังสรรค์ เราต้องมีความตระหนักและมีความรับผิดชอบต่อทั้งผู้บริโภคในวงกว้างรวมไปถึงโลกเช่นเดียวกัน”

เชฟอเล็กซ์ กล่าวเสริมว่า “หลายคนคิดว่าการทำอาหารเป็นการสร้างขยะจำนวนมาก แต่สำหรับผม ทุกส่วนของวัตถุดิบล้วนสามารถนำมาปรับใช้ได้ โดยไม่ให้เหลือเป็นขยะ และยังเป็นการใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่าที่สุด ผมพยายามปลูกฝังแนวคิดหรือวิถีการปรุงที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับนักเรียนทุกๆ คนเพื่อเป็นการเตรียมตัวให้กับพวกเขาในการเข้าสู่ยุคโลกไร้ขยะ ที่เริ่มมีการรณรงค์มากขึ้นในปัจจุบัน”

ขณะที่ เชฟโทนี่ ในฐานะคนรุ่นใหม่ เขาจึงมีมุมมองเสริมในเรื่องของความเป็นมืออาชีพว่า “แค่ไฟแรงอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะการเป็นเชฟ จะต้องมีทักษะประกอบกันหลายอย่าง ไม่ว่าเป็นทักษะการทำอาหาร ความคิดสร้างสรรค์ และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหาร ธุรกิจอาหาร และผู้บริโภค เช่น การคิดเมนูอาหารในยุคนี้ จำเป็นต้องสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย โดยเฉพาะเหล่าคนรุ่นใหม่ที่มีทางเลือกในการบริโภคที่หลากหลายขึ้น ดังนั้น เชฟรุ่นใหม่จึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจคนรุ่นใหม่ด้วยกัน แต่ต้องไม่ลืมว่าอัตลักษณ์และความโดดเด่นของแต่ละเมนูก็ยังต้องคงอยู่”

5 เคล็ดลับดูแลสุขภาพในช่วงปลายฝนต้นหนาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449208

5 เคล็ดลับดูแลสุขภาพในช่วงปลายฝนต้นหนาว

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ อากาศมักเปลี่ยนแปลงบ่อย บางวันอากาศก็เย็นลง บางวันก็มีฝนมาให้ชุ่มฉ่ำ ซึ่งในช่วงอากาศแบบนี้จะมีแต่ความชื้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้การแพร่กระจายของเชื้อโรคหลายชนิดเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน จึงไม่แปลกที่ในช่วงนี้เราจะพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ และโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ แถมปีนี้เจ้าฝุ่นพิษขนาดจิ๋ว PM2.5 ก็กลับมาเยี่ยมคนกรุงเทพฯซ้ำเข้าไปอีก แม้ภาพรวมในครั้งนี้จะมีท่าทีว่าปริมาณฝุ่นคงไม่หนักเท่ากับครั้งที่ผ่านมา แต่จากเว็บไซต์AirVisual ที่รายงานดัชนีคุณภาพอากาศทั่วโลกแบบเรียลไทม์ ก็ยังมีการเผยช่วงเวลาที่สภาพอากาศของกรุงเทพมหานคร ปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองจนเด้งขึ้นไปติดอันดับ 1 ของโลกที่มีค่าปริมาณฝุ่น PM2.5 มากที่สุดจนได้

ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) ซึ่งเชื้อนี้มีหลายชนิดแต่ที่เราจะได้ยินบ่อยๆ คือ ไวรัสชนิด A หรือH1N1, ไวรัสชนิด B และชนิด C โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักจะมีอาการที่รุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดา โดยสังเกตได้จากอาการที่มักเกิดขึ้นทันทีทันใด ต่างจากไข้หวัดธรรมดามักจะมีอาการค่อยเป็นค่อยไป ไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงติดกันหลายวันโดยเฉพาะในเด็กจะมีไข้สูงลอยเกินกว่า 39-40 องศาเซลเซียส ติดต่อกัน 3-4 วัน อาการอื่นๆ เช่น อาการหนาวสั่นสะท้านปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียอย่างมาก และเบื่ออาหาร ความน่ากลัวของไข้หวัดใหญ่ คือ การเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรค ได้แก่ โรคปอดอักเสบ และโรคสมองอักเสบ ซึ่งมักเกิดกับผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงคือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด ฯลฯ

โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม มักเกิดจากการที่ร่างกายอ่อนแอ เพราะอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงจนติดเชื้อโรคที่อยู่ในอากาศ หรือในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยที่ไอ จาม ออกมา อาการที่พบได้บ่อย คือมีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล หายใจเร็ว หรือหอบเหนื่อย เป็นต้น

ฝุ่นขนาดจิ๋ว PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน สามารถแพร่กระจายสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และแทรกซึมกระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ เพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังซึ่งองค์กรอนามัยโลกกำหนดให้ PM2.5 อยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ตั้งแต่ปี 2556 เป็นสาเหตุ1 ใน 8 ของประชากรโลกเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดในสมอง, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, โรคมะเร็งปอด,โรคหัวใจขาดเลือด, โรคติดเชื้อเฉียบพลัน ในระบบหายใจส่วนล่าง

ฟิลิปส์ ห่วงใยสุขภาพคนไทยจึงมี 5 เคล็ดลับดีๆ ในการดูแลสุขภาพในช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้เพื่อป้องกันโรคจากระบบทางเดินหายใจและอันตรายจากฝุ่น PM2.5 ดังนี้

1.หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หรือสวมหน้ากากอนามัย N95 อยู่เสมอ ในช่วงที่มีฝุ่นพิษ PM2.5 หากใครจำเป็นต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งให้ใส่หน้ากากอนามัยชนิด N95 สามารถช่วยป้องกันเชื้อโรคและฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอน ได้เหมาะสำหรับป้องกันมลพิษ ฝุ่น PM2.5 ควันพิษไอเสียรถยนต์ และไอระเหยของสารเคมีต่างๆ

2.ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด และอากาศถ่ายเทไม่ดี และไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัดโดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง อย่างเด็กเล็กและผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยบางโรค แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ต้องใส่หน้ากากอนามัยเสมอ หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ ทั้งผู้ที่ป่วยและไม่ ป่วย และไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น

3.เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีวิตามินสูง โดยในช่วงหน้าฝนนี้ อาจจะเน้นเลือกรับประทานผักและผลไม้มากขึ้นทั้งผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพื่อป้องกันโรคหวัดเช่น ส้ม แอปเปิ้ล ฝรั่ง มะเขือเทศ ผักใบเขียว ฯลฯและผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น มะละกอ มะม่วงสุก สับปะรด อะโวคาโด หัวหอม บร็อกโคลี ผักโขม ฯลฯ ซึ่งช่วยทั้งป้องกันโรคหวัดและเพิ่มภูมิต้านทานต่อฝุ่น PM2.5 ได้อีกด้วย

4.หาพื้นที่สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด โดยเฉพาะในบ้าน ด้วยการใช้เครื่องฟอกอากาศ โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจที่ไวต่อฝุ่นละอองในอากาศมากซึ่งการเลือกเครื่องฟอกอากาศนอกจากจะต้องสามารถลดสารก่อภูมิแพ้ ขจัดไวรัส และตรวจจับฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า PM2.5 ได้แล้ว สำหรับฟิลิปส์ เรามีเครื่องฟอกอากาศหลากหลายรุ่นเพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกอย่างเหมาะสม ทุกรุ่น พิสูจน์แล้วว่าสามารถกำจัดอนุภาคขนาดเล็กถึง 0.003 ไมครอน (เล็กกว่า PM 2.5 ถึง 800 เท่า)ได้อย่างมีประสิทธิภาพถึง 99.97% รวมไปถึงสารก่อภูมิแพ้ต่างๆและผ่านการทดสอบว่าสามารถกำจัดแบคทีเรียและเชื้อไวรัส H1N1(ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A)ได้ถึง 99.9% ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเราจะหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปได้อย่างเต็มที่

5.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย ปอด หัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นแต่ในช่วงที่มีฝุ่นพิษ PM2.5ไม่ควรออกกำลังกายกลางแจ้ง เพราะจะทำให้การสูดดมเอาฝุ่นพิษเข้าไปมีมากขึ้นและส่งผลอันตรายต่อสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง เพียงแค่นี้ก็ช่วยให้เรามีสุขภาพดี ห่างไกลโรคแล้ว

สนใจติดตามข้อมูลดีๆ ได้ที่เว็บไซต์ www.philips.co.thหรือที่เฟซบุ๊ค www.facebook.com/philipsthailand

LINE ScaleUp นำสตาร์ทอัพไทยบ่มเพาะความรู้ในต่างแดน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449214

LINE ScaleUp นำสตาร์ทอัพไทยบ่มเพาะความรู้ในต่างแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

LINE ScaleUp โปรแกรมบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทย โดย LINE ประเทศไทย เดินหน้านำ 6 ทีมสตาร์ทอัพผู้เข้ารอบสุดท้าย บินสู่เกาหลีกับทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพทั้ง 6 ทีมได้เรียนรู้เรื่องราวและประสบการณ์ตรงจากสตาร์ทอัพยูนิคอร์นตัวจริง และได้มีโอกาสนำเสนอแผนธุรกิจของตนเองต่อนักลงทุนต่างชาติชั้นนำ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และสร้างเครือข่ายธุรกิจก้าวเป็นยูนิคอร์นสัญชาติไทยตัวแรกในไม่ช้า

มาถึงครึ่งทางกันแล้วสำหรับโครงการLINE ScaleUp ที่หลังจากประกาศ 6 ทีมสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่เข้ารอบ ได้แก่ Choco CRM, Clamdi, Finnomena, Gowabi, Seekster และ Tellscore ไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 และได้จัด LINE ScaleUpCamp ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ด้วยการให้ความรู้และคำปรึกษาเชิงลึกแก่เหล่าสตาร์ทอัพทั้งในด้านเทคโนโลยี ด้านแผนธุรกิจ ด้านดีไซน์รูปแบบบริการของตนเองต่อผู้ใช้งานบนมือถือ (UX/UI) และล่าสุดกับการนำสตาร์ทอัพทั้ง 6 ทีมร่วมยูนิคอร์นทริปเพื่อพบปะพูดคุย และเรียนรู้ประสบการณ์ตรงจากสตาร์ทอัพยูนิคอร์นต่างชาติชั้นนำ ณ ประเทศเกาหลี

เจเดน คัง รองประธานกรรมการฝ่ายกลยุทธ์ LINE ประเทศไทย และยังเป็นหัวเรือใหญ่ดูแลโปรเจค LINE ScaleUp เผยว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่เราคาดหวังจากการนำสตาร์ทอัพทั้ง 6 ทีมมาในยูนิคอร์นทริปครั้งนี้ คือให้พวกเขาได้เรียนรู้และรับฟังประสบการณ์จากเหล่าสตาร์ทอัพยูนิคอร์นที่ได้เจอ แล้วนำเรื่องราวที่ได้มาเป็นแรงบันดาลใจนำแนวคิดที่ได้มาปรับใช้ พัฒนาแผนงานบริการของตนเองให้ได้ต่อไป เพื่อผลักดันให้พวกเขาได้ประสบความสำเร็จ เป็นยูนิคอร์นตัวแรกของประเทศไทยให้ได้ สิ่งหนึ่งที่อยากเน้นย้ำ คือความล้มเหลวไม่ได้แปลว่าแพ้ แต่คือการเรียนรู้และปรับตัวแก้ไขให้ตรงจุดและเร็วที่สุด ซึ่งถือเป็นแนวคิดสำคัญที่เราได้รับการแบ่งปันจากเหล่าสตาร์ทอัพยูนิคอร์นจากเกาหลี

นอกจากนี้ สิ่งที่ถือเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม คือสตาร์ทอัพของไทยทั้ง 6 ทีม ได้นำเสนอแผนธุรกิจของตนให้กับองค์กรนักลงทุนระดับโลก ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ในด้านการนำเสนอธุรกิจสู่นักลงทุนเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับองค์กรนักลงทุนทั้ง 5 ได้รับรู้ถึงตลาดธุรกิจไทย ตลาดผู้บริโภคไทย และสตาร์ทอัพไทยว่ามีดีไม่แพ้ชาติใด และโครงการ LINE ScaleUp พร้อมเป็นแรงผลักดัน สนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่ในการก้าวสู่ระดับโลก พร้อมเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นตัวใหม่จากประเทศไทย

ทั้งนี้ ในยูนิคอร์นทริป LINE ScaleUp ได้พาทีมสตาร์ทอัพทั้ง 6 เข้าเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่และพบปะพูดคุยกับเหล่าสตาร์ทอัพยูนิคอร์น อาทิ Naver หนึ่งในเทคสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งในปี 1999 ด้วยบริการ Search Engine และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในเกาหลีภายใน 3 ปีถัดมา และสามารถครองตำแหน่งบริการ Search portal อันดับ 1ในเกาหลีตั้งแต่ปี 2004 มาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเป็นที่รู้จักในนามบริษัทแม่ของ LINE มีความโดดเด่นในเรื่องการสร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพสูงเน้นการเรียนรู้จากความล้มเหลว แต่ไม่เคยยอมแพ้ทำให้เกิดทีมงานที่แข็งแกร่งสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะชาวเกาหลีได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับการเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ

ต่อด้วย Krafton Game Union บริษัท นักพัฒนาเกมชั้นนำของเกาหลี ภายใต้ชื่อบริษัทเดิมคือ Bluehole ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปี 2007 ผู้สร้างความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่และก้าวเข้าสู่การเป็นสตาร์ทอัพ ยูนิคอร์นจากเกม PUBG ในปี 2018 ที่ผ่านมา และในปัจจุบันได้ผลิตเกมในเครือมากมายออกสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงประเทศจีน Krafton Game Union ให้ความสำคัญและมองว่าเป็นปัจจัยหลักทำให้ตนเองประสบความสำเร็จเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นได้คือ ทีมหรือบุคลากร โดยเน้นให้ทีมเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวประสบการณ์ ความรู้ และทักษะที่ทีมงานได้รับ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาสร้างเกมใหม่ๆ ที่เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

รวมถึง Woowa Bros ผู้ให้บริการส่งอาหารอันดับต้นๆ ในประเทศเกาหลี โดย Woowa Bros ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2010 และได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นในปี 2018 Woowa Bros ถือกำเนิดขึ้นโดยการรวบรวมฐานข้อมูลจากใบปลิวของร้านอาหาร และสร้างแพลตฟอร์มกลางสำหรับบริการส่งอาหารขึ้นมา โดยเน้นผลประกอบการจากโฆษณาบนแพลตฟอร์มแทนการเก็บค่า commission จากร้านอาหาร โดยมีเป้าหมายทางธุรกิจ คือการเติบโตไปพร้อมๆ กับพาร์ทเนอร์ Woowa Bros ยังให้ความสำคัญกับพนักงานส่งอาหาร โดยให้ประกันคุ้มครองที่มีมาตรฐานด้านสิทธิประโยชน์สูงกว่าคู่แข่งทำให้พนักงานส่งอาหารรู้สึกเชื่อมั่นในบริษัทและส่งผลต่อยอดทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีจากพนักงานส่งอาหารที่มีคุณภาพ

นอกจากการเยี่ยมชมและรับฟังประสบการ์ตรงจากสตาร์ทอัพยูนิคอร์นชั้นนำแล้ว สตาร์ทอัพทั้ง 6 ทีม ยังได้รับโอกาสพิเศษในการนำเสนอแผนธุรกิจของตนเองต่อนักลงทุนต่างชาติชั้นนำในเกาหลี ไม่ว่าจะเป็น Big Basin Capital, BonAngels, Fast Investment, Korea Investment Partners และ Nextrans ซึ่งทั้ง 5 องค์กรล้วนเป็นนักลงทุนที่คร่ำหวอดในแวดลงการลงทุน มีการลงทุนให้กับสตาร์ทอัพทั้งในเกาหลีและต่างประเทศมาแล้วทั้งสิ้นและพร้อมที่จะเปิดรับพิจารณาสตาร์ทอัพไทยที่มีแผนธุรกิจที่โดดเด่น เป็นที่น่าสนใจ โดยสตาร์ทอัพไทย ทั้ง 6 ทีม ได้สร้างความประทับใจต่อนักลงทุนเป็นอย่างมาก

หลังจาก Unicorn Trip ครั้งนี้ LINE ScaleUp จะเดินหน้าบ่มเพาะเหล่าสตาร์ทอัพทั้ง 6 ทีมในเชิงลึกอย่างเข้มข้นต่อไป และจะมีการคัดเลือก (Demo Day) เพื่อเฟ้นหาสตาร์ทอัพทีมที่ดีที่สุดในเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ แล้วมาลุ้นกันว่าสตาร์ทอัพทีมไหนจะได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางยูนิคอร์น เร็วๆ นี้!ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ LINE ScaleUp ได้ผ่านเว็บไซต์ https://scaleup.line.me

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯจัดพิธีคำนับครูนาฏศิลป์ สิริมงคลก่อนซ้อมการแสดงโขน‘สืบมรรคา’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449225

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯจัดพิธีคำนับครูนาฏศิลป์ สิริมงคลก่อนซ้อมการแสดงโขน‘สืบมรรคา’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเริ่มซ้อมการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ 2562 ตอน “สืบมรรคา”ที่หลอมรวมศิลปะของชาติหลากหลายแขนง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงได้จัดพิธีคำนับครูนาฏศิลป์ โดยมีคณะครู อาจารย์ผู้อาวุโสด้านนาฏศิลป์ และนักแสดง ร่วมพิธีดังกล่าว พร้อมซ้อมการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ 2562 ตอน “สืบมรรคา” ร่วมกันเป็นครั้งแรก ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ณ วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และประธานคณะกรรมการจัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปลาบปลื้มพระราชหฤทัยที่การแสดงโขนประสบความสำเร็จเกินคาด และทรงมีพระราชประสงค์ที่จะกระตุ้นให้คนไทยเห็นความสำคัญของนาฏศิลป์ชั้นสูงอันเก่าแก่ของไทย และช่วยกันอนุรักษ์การแสดงโขนอันงดงามให้คงอยู่ อีกทั้งเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเกือบจะเลือนหายไปให้คงอยู่อย่างวิจิตรงดงามสืบไป

พิธีคำนับครูนาฏศิลป์

ดร.สุรัตน์ จงดา ผู้กำกับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ 2562 ตอน “สืบมรรคา” เผยว่า พิธีคำนับครู เป็นพิธีไหว้ครูแบบโบราณของผู้เรียนนาฏศิลป์ หรือนักแสดงโขนมักจะประกอบพิธีก่อนเริ่มแสดงชุดสำคัญหรือการต่อท่ารำที่สำคัญ เพื่อแสดงความเคารพต่อครูผู้สอนวิชาและเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักแสดงทุกคน หลังจากพิธีนี้นักแสดง ทั้งตัวพระ-นาง ยักษ์และลิง จะได้ซ้อมร่วมกันเป็นครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้แยกกันนำบทไปฝึกซ้อมในวิทยาลัยนาฏศิลปต่างๆ จากนั้นนักแสดงทั้งหมดจะไปซ้อมใหญ่ที่เวทีจริง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

การแสดงโขน ตอน สืบมรรคา นั้นเป็นตอนที่มีความสนุกสนาน หลากรส และเต็มไปด้วยสีสัน รวมถึงการดำเนินเรื่องกระชับ ฉับไว และตื่นเต้น เข้ากับรสนิยมของผู้ชมรุ่นใหม่ ทั้งยังมีความพิเศษของท่วงท่าการรำ ที่ได้มีการรื้อฟื้นท่ารำแม่บทเก่าแก่ขึ้นมาใหม่ ซึ่งยังไม่เคยแสดงในการโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ครั้งใดมาก่อน มีการเรียนเชิญครูผู้เชี่ยวชาญระดับศิลปินแห่งชาติมาเป็นผู้ฝึกสอนบทการแสดงตอนสำคัญ อาทิ “รำฉุยฉายทศกัณฐ์ลงสวน” ในฉากทศกัณฐ์ลงสวน ซึ่งเป็นท่ารำที่ยาก และไม่ค่อยได้แสดงบ่อยนัก กระบวนท่ารำแสดงให้เห็นถึงลีลาท่ารำของทศกัณฐ์ที่แสดงถึงความเจ้าชู้ กรุ้มกริ่ม แต่แฝงไว้ด้วยความเข้มแข็ง ยิ่งใหญ่ตามลักษณะของพญายักษ์ รวมถึง “ท่าขึ้นลอยหนุมานรบนางอังกาศตไล” ที่จะได้ชมกระบวนท่าขึ้นลอยพิเศษ ที่ครูโขนได้ออกแบบไว้เมื่อ 40 ปีก่อน โดยมีการสร้างท่ารำใหม่ให้เหมาะสมกับอาวุธต่างๆ ของนางอังกาศตไล รวมทั้งได้เห็นความซุกซนของหนุมานที่เข้าหยอกล้อนางอังกาศตไลหลากหลายกระบวนท่ารำ

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ

สำหรับการแสดงโขนส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สืบมรรคา” มี 2 องก์ รวม 10 ตอน โดยมีฉากรบเด่น เช่น ฉากหนุมานรบนางอังกาศตไล, ฉากกลางทะเล ที่หนุมานเหาะมาถึงกลางทะเลนางผีเสื้อสมุทร รักษาด่านเมืองลงกา เห็นหนุมานเหาะมาจึงนิมิตขวางหน้าไว้และจะกินหนุมาน หนุมานจึงเหาะเข้าปากผ่าท้องนางผีเสื้อสมุทร และฉากรักเด่นเช่น ฉากตำหนักในกรุงลงกา ซึ่งเล่าถึงทศกัณฐ์ตั้งแต่ได้นางสีดามาและนำไปไว้ในสวนขวัญ ทศกัณฐ์เฝ้าคิดถึงแต่นางสีดาทุกคืนวัน ทศกัณฐ์จึงสั่งให้จัดขบวน และแต่งกายให้งดงามเพื่อไปเกี้ยวนางสีดาที่สวนขวัญ เป็นต้น เปิดการแสดงระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน ถึง 5 ธันวาคม 2562 ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย สามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ไทยทิคเก็ต เมเจอร์ ทุกสาขา หรือ http://www.thaiticketmajor.com หรือสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวทั้งหมดได้ทางเว็บไซต์ www.khonperformance.com และเฟซบุ๊ค Khon Performance โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

ดร.สุรัตน์ จงดา

นักแสดงซ้อมร่วมกัน หลังเสร็จสิ้นพิธีคำนับครูนาฏศิลป์

‘Oxy Family Run 2019’ ชวนวิ่งสูดออกซิเจนให้เต็มปอด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449248

‘Oxy Family Run 2019’ ชวนวิ่งสูดออกซิเจนให้เต็มปอด

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โรงพยาบาลคูเมือง ชวนคนไทย รักสุขภาพ ร่วมงานวิ่งสูดออกซิเจนให้ตัวเอง และแบ่งปันออกซิเจนให้ผู้อื่นกับแคมเปญวิ่งที่สดชื่นที่สุด “Oxy Family Run 2019” เพื่อร่วมสมทบทุนในการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ป่วยจากทั่วทุกอำเภอ เนื่องจากโรงพยาบาลคูเมือง เป็นโรงพยาบาลแม่ข่าย ในการรองรับผู้ป่วยในแต่ละอำเภอ ข้างเคียง ได้แก่ อำเภอนาโพธิ์ อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ อำเภอพุทไธสง อำเภอแคนดง อำเภอลำทะเมนชัย โดยมี ดำรงชัย เนรมิตตกพงศ์ รองผู้ว่าจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย นพ.กิตติ โล่สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์, สมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการ ภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ พรทิพย์ อัษฎาธร กรรมการผู้จัดการอุทยานไม้ดอกเพลาเพลิน ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานวิ่งในครั้งนี้

วิ่งการกุศล “Oxy Family Run 2019” แบ่งการแข่งขันเป็น 4 ประเภท คือประเภทรุ่นวิ่ง Family Run ระยะทาง 3 กม., ประเภทวิ่ง Fun Run ระยะทาง5 กม., ประเภทวิ่ง Mini Marathon ระยะทาง 11 กม. และ ประเภทวิ่ง VIPมีไฮไลท์ของการวิ่งอยู่ที่ระยะทาง 3 กม. ที่จัดขึ้นภายในสถานที่เพลาเพลิน ด้วยการวิ่งปราศจากชัยชนะ เป็นการรวมตัวของกลุ่มเด็กเล็กๆ และครอบครัว ขับเคลื่อนร่างกายเพื่อการแบ่งปันกับการวิ่งประเภท Family Fun Run เน้นครอบครัวและเด็กๆ พร้อมกิจกรรมการวิ่งที่มีเรื่องราวให้บันทึกได้ตลอดเส้นทาง เน้นกิจกรรมความรู้และความสนุกสนาน สาระความบันเทิง จากศิลปินจิตอาสาระดับประเทศ ในกิจกรรม KIDS FAIRS สนุกเล่น สนุกรู้ คู่เพลาเพลิน วิ่งท่ามกลางสวนดอกไม้และกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อครอบครัว อาทิ กิจกรรมตามหา RC วิ่งในสวน, ของเล่นโบราณ, Back to Basic เรียนรู้วิถีชาวนา เปิบข้าว, ตำข้าว, สู่ขวัญข้าว,ทำหุ่นฟาง, ทำขนมนางเล็ด, กิจกรรมโลกจินตนาการ นิทานกลางนา, ทำของเล่นโบราณ, DIY การย้อมผ้าจากมูลควาย และสนุกสนานกับโชว์บินโดรนจากพี่หม่องทองดี พร้อมประติมากรรมหุ่นฟางยักษ์ ที่จะมาจัดแสดงเพิ่มความน่าตื่นตาตื่นใจภายในงานอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้พบกับ ศิลปินและดาราจิตอาสาที่มาร่วมวิ่งในงาน อาทิ คู่ขวัญดาราจิตอาสา มิกค์ ทองระย้า และ โบว์-เมลดา พร้อมไอดอลนักวิ่ง ฉายาคุณตามาราธอน คุณตาสมเกียรติ ผู้นำความพยายามการวิ่งมาราธอน ทั้งหมดนี้เป็นการรวมตัวของเหล่าบรรดานักวิ่งทั่วสารทิศในวันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2562ณ เพลาเพลิน ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 091-8290163, 094-2705999

Bang & Olufsen คอลเลคชั่นออทั่ม/วินเทอร์ 2019

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/449223

Bang & Olufsen คอลเลคชั่นออทั่ม/วินเทอร์ 2019

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

Bang & Olufsen เปิดตัวเครื่องเสียงคอลเลคชั่นใหม่ ประจำฤดูกาล ออทั่ม/วินเทอร์ 2019 ด้วยการใช้เฉดสีที่โดดเด่นในรูปแบบของโมโนโครม โดยจะแต้มแต่งลงในหูฟังและลำโพงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ Bang & Olufsen ซึ่งโทนที่ใช้มีทั้งสีแทนที่ให้ความรู้สึกสงสาร สีน้ำตาลเข้มที่แสดงออกถึงความคลาสสิก มั่นคง และสีชมพูสดใส เต็มไปด้วยพลัง โดยผสานโทนสีเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความสวยแปลกตาและทันสมัย หากแฝงไว้ด้วยเสน่ห์อันนุ่มนวลชวนหลงใหล

คอลเลคชั่นใหม่นี้ประกอบด้วย Beoplay H9 ชุดหูฟังไร้สายตัวท็อปของคอลเลคชั่น โดยเป็นหูฟังแบบครอบหุ้มด้วยหนังเนื้อนุ่มเกรดพรีเมียม ผสานเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนประสิทธิภาพสูง อินเตอร์เฟซระบบสัมผัสบนผิวอะลูมิเนียม ระบบสั่งการด้วยเสียง และระบบเสียง Bang & Olufsen Signature Soundให้คุณเพลิดเพลินกับเพลงโปรดโดยปราศจากเสียงรบกวนใดๆ สามารถเล่นต่อเนื่องได้นานถึง 25 ชั่วโมง นำเสนอในโทนสี Peony & Chestnut

Beoplay E6 ชุดหูฟังไร้สายแบบ in-ear น้ำหนักเบา มาพร้อมระบบเสียง Bang & Olufsen Signature Soundโดยออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ให้สวมใส่สบายและกระชับรับกับไลฟ์สไตล์แอ๊กทีฟของคนรุ่นใหม่ มอบความรู้สึกเต็มอิ่มของการฟังเพลงด้วยเสียงเบสที่หนักแน่นและพลังเสียงกระหึ่ม ทนทานด้วยวัสดุชั้นเยี่ยม พร้อมคุณสมบัติป้องกันละอองน้ำและฝุ่น นำเสนอในโทนสี Peony

Beoplay A1 ลำโพงบลูทูธแบบพกพาคุณภาพเยี่ยมที่รองรับทั้งการฟังเพลงและการคุยโทรศัพท์ ด้วยคุณภาพเสียงที่เหนือชั้นผิดกับขนาดที่กระทัดรัด ทำให้ Beoplay A1 เป็นสุดยอดลำโพงเพื่อนร่วมทางของผู้ที่หลงใหลในพลังเสียงและการออกแบบชั้นเยี่ยม นำเสนอในโทนสี Tan, Chestnut & Peony

Beoplay P6 ลำโพงบลูทูธแบบพกพาพร้อมเสียงอันทรงพลัง มอบประสบการณ์เสียงที่เต็มอิ่มด้วยระบบ 360 องศา อย่างแท้จริง ช่วยกระจายเสียงรอบทิศทางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อผู้ที่ต้องการอิ่มเอมกับมาตรฐานเสียงขั้นสูงของระบบเสียง Bang & Olufsen Signature Sound จากทุกมุมในบ้านไม่ว่าจะวางลำโพงไว้ในทิศทางใด นำเสนอในโทนสี Chestnut

Bang & Olufsen คอลเลคชั่น ออทั่ม/วินเทอร์ 2019 นี้ วางจำหน่ายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ผ่านศูนย์จำหน่ายของ Bang & Olufsen ได้แก่ Gaysorn Village, Crystal Veranda, The EmQuartier และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไปจะวางจำหน่ายเพิ่มเติมที่ BeTrend ทั้งสาขาสยามพารากอนและเอ็มควอเทียร์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.bang-olufsen.com ติดตามข่าวสารและพูดคุยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ @bangolufsen ทั้งบน Instagram, Facebook, Twitter และ YouTube