ยูนิโคล่ ฟอล/วินเทอร์ 2019

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448812

news_default

ยูนิโคล่ ฟอล/วินเทอร์ 2019

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คอลเลคชั่น UNIQLO and JWANDERSON 19FW สำหรับฟอล/วินเทอร์2019 จุดประกายแรงบันดาลใจจากสไตล์เอ้าท์ดอร์แบบอังกฤษ และความทันสมัยวางจำหน่ายแล้ว

ยูนิโคล่ (UNIQLO) แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลกจากญี่ปุ่น เปิดตัวคอลเลคชั่น UNIQLO and JW ANDERSON Fall/Winter2019 ซึ่งเป็นความร่วมมือกับแบรนด์ JWANDERSON หนึ่งในแบรนด์ระดับแถวหน้าในโลกแฟชั่นสมัยใหม่ ธีมของคอลเลคชั่นประจำซีซั่นนี้คือ “Great British Outdoors” โดยนำแรงบันดาลใจมาจากเมืองเซนต์ไอฟส์ (St. Ives) ในแคว้นคอร์นวอลล์ (Cornwall) ประเทศอังกฤษ ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีศิลปะและธรรมชาติที่ผสานกันอยู่อย่างลงตัว ผลิตภัณฑ์ LifeWear คอลเลคชั่นใหม่นี้หลอมรวมองค์ประกอบแบบอังกฤษดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์สมัยใหม่ของ JW ANDERSON

โจนาธาน แอนเดอร์สัน กล่าวถึงคอลเลคชั่นใหม่นี้ว่า “เช่นเดียวกับในทุกซีซั่นที่ผมได้เคยทำร่วมกับยูนิโคล่ มันเป็นเรื่องน่าสนใจเสมอกับการได้เห็นคอลเลคชั่นค่อยๆ ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นผ่านการประชุมกับทีมงาน และการได้เฝ้าดูว่ามันจะกลายเป็นการหลอมรวมกันของ LifeWear กับ JW ANDERSON อย่างเช่นที่ออกมาตอนนี้หรือไม่ ผมชอบไอเดียในการแต่งแต้มสีสันสดใสเพื่อทำให้ลวดลายและสีสันที่เป็นมรดกของอังกฤษดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น การใช้สีสันที่สดใสตัดกับผ้าลายสกอตเป็นแนวทางที่ใหม่มาก”

เผยโฉม 40 สาววัยทีน หลังออดิชั่นสุดเข้ม มิสทีน ไทยแลนด์ 2019 บาย เฮลโล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448816

เผยโฉม 40 สาววัยทีน หลังออดิชั่นสุดเข้ม มิสทีน ไทยแลนด์ 2019 บาย เฮลโล

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ฮอตสุดของเดือนตุลาคมนี้ กับการออดิชั่นสุดเข้มข้น ได้แล้ว 40 สาววัยทีน มิสทีน ไทยแลนด์ 2019 บาย เฮลโล เรียกว่าเป็นการรวมตัวที่สุดของสาววัยทีนเมืองไทย เพราะโดดเด่นทั้งโปรไฟล์ดี ความสามารถเด่น น่ารักสดใสชนิดออร่ามาเต็ม ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังสนั่นฮอลล์และสร้างความประทับใจเกินร้อยให้กับทุกคน ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฟ้นหาดาวดวงใหม่สู่วงการบันเทิงเมืองไทย ณ บีซีซี ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

บรรยากาศการออดิชั่น สาววัยทีนทั้ง 160 คนเดินทางมารายงานตัวพร้อมด้วยครอบครัว แฟนคลับ ฯลฯ มาให้กำลังใจ จากนั้นได้ขึ้นแสดงความสามารถบนเวที ต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดย วิลักษณ์ โหลทอง ประธานการจัดการประกวดฯ และประธานกรรมการ บริษัท คอร์โน แอนด์ แนช จำกัด, เมย์-มาริษาฮอร์น โหลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีแอนด์เอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของและครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์แบรนด์มาริฮอร์น มาพร้อมกับมาวิน และ มาริลินฮอร์น โหลทอง, วรรคสร โหลทอง รองประธานการจัดการประกวดฯ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสปอร์ต ดิจิตอล มีเดีย จำกัด, ชัญญรินทร์ กิติสมพรวุฒิรองประธานกรรมการ บริษัท แอมวิช ยูนิเทค จำกัดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เฮลโล สวัสดีผิวสวย ผู้สนับสนุนหลัก,ศิรินทร์ มาลากุล ณ อยุธยา Revlon General Manager Sales&Marketing บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บิวตี้โปรดักส์ จำกัด, สมัชญ์ โสขุมา ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และกิจกรรม บริษัท บางกอกแอธเลติก จำกัด ร่วมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาในวงการบันเทิง, ดารานักแสดงชื่อดังรุ่นพี่มิสทีน ไทยแลนด์ ทั้งฮาน่า ลีวิส มิสทีน ไทยแลนด์ 2010, มุกดา นรินทร์รักษ์ มิสทีน ไทยแลนด์ 2011, มะเหมี่ยว พรชดา วราพชระ มิสทีน ไทยแลนด์ 2013, เกรซ บุศรินทร์ รองอันดับ 1 มิสทีน ไทยแลนด์ 2015, น้ำฝน ปริตา 15 คนสุดท้าย มิสทีน ไทยแลนด์ 2011 ฯลฯ

เข้าสู่ช่วงไฮไลท์เมื่อกองประกวดได้ประกาศรายชื่อสาววัยทีนที่ผ่านเข้าสู่รอบ 40 คนสุดท้าย ได้แก่ พลอย-พลอย ทองลิมสัน, เฟรย่า-ภริษา จิตต์จารึก, จูน-เจสิตา สถิตวิมล, ปิ่น-ชรินพร เงินเจริญ, ขิม-ภัคธีมาคงธนกวี, แอนนา-นัฐริกา ปามา, พาเพลิณ-พิมมิอรลืออำรุง, เฟื่องฟ้า-พัชรพร ผูกบุญเชิด, หมิว-ธนพรมะภิโกสิ, ฝ้าย-ญาณิศา ศรีสมบูรณ์,นินา-ณิชา อิศรางกูรณ อยุธยา, แอมมี่-ธณัฐสรท์ สืบกระแสร์, หนูแอร์-จิรัฐิพร วิวัฒนานนท์, วิว-กุลนิษฐ์ วิชิตรวงศ์ทอง, ฟ้า-ณัชชา อินทรนิกูล, ข้างฟ่าง-สิริญาภรณ์ แซ่จิว, Jaja-จินต์จุฑา ศิริเพ็ง, ปี๋-ณิชารีย์ ขำทวี, อุยเกะ-นาตาชาลินเซ้น, มุก-ศิริพรรณ ศิริประทุม, เมย์-พิชญาภา สุขโสมนัส,นีน่า-นีน่า จูน โชลี, ออมออม-ณัฏฐณิชา ชาตินฟมาณ, กีตาร์-ฐิติวรดา แสงศรี, เบล-บุณยาพร ศรีภาวินทร์, พลอย-อภิสรา รักษาพล, แจ็สมิน-แจ็สมิน มูนเดล, ปันปัน-พลอยชมพู ชูเลิศ, เนม-ณิชชาวีณ์ ธีรสิทธิ์สาธิต, เอม-วรินทรจงเกียรติกาญจน์, Cindy-ซินดี้ เดอะโกรน, ลีน่า-ลีน่าโลแมกซ์, ควีน-ฉันชนก นราอาจ,องุ่น-กัญญาณัฐ มีสาย,ออม-สุจินันท์ ช้างศิลา, นินี-พรชนก รอดเจริญ, มายด์-มาริสา มาเรีย โชลล์, เนอส-พิชญ์สินี สุวรรณทรัพย์, Noey-กรกนก โนนทิง, mimi-ยัสมีน มาเรีย ลิซ่า เอนเดอร์สัน

ฝ้าย-ญาณิศา ศรีสมบูรณ์ อายุ 17 ปี ม.5โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพูดได้ 4 ภาษา อังกฤษ, ญี่ปุ่น, เยอรมนี, เกาหลี เหรียญเงิน ชีววิทยาโอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 16, ชนะเลิศตอบปัญหาวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ปี 2018, รางวัลชีววิทยา เพชรยอดมงกุฎ ปี 2019 ฯลฯ, เฟรย่า-ภริษาจิตต์จารึก อายุ 17 ปี ปี1 คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลูกสาวดาราดังลูกศร-ธนาภรณ์,เอม-วรินทร จงเกียรติกาญจน์ อายุ 16 ปี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รองอันดับ 2 การประกวดแข่งขันมารยาทชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ, เหรียญเงิน ระดับประเทศ โครงการประเมินและพัฒนาสู่ความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โดยสสวท.(TEDED), เหรียญทอง การแข่งขันวิชาการนานาชาติ ระดับประเทศ วิชาวิทยาศาสตร์ จัดโดย สพฐ., แจ็สมิน มูนเดล อายุ 15 ปี ม.4 ลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ โรงเรียนมารีวิทย์ สัตหีบ เดินแบบที่ประเทศลาว ในงาน Lao fashion week ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีสาววัยทีนที่กลับมาตามฝันบนเวทีแห่งนี้ อาทิ มายด์-มาริสา มาเรีย โชลล์ อายุ 19 ปี โรงเรียนบุรพาพัฒนาศาสตร์ 50 คน MTT 2018, รอบ 35 คน The Face Thailand, จ๊ะจ๋า-จินต์ ศิริเพ็ง อายุ 18 ปี ม.6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า เล่น MVเพลง รูม 39 ประกวด ยังโมเดล 2016 24 คนสุดท้าย, ประกวดมิสทีนฯ 2017, 18 ชนะการประกวดค้นหาสาวหน้าใสกับ คลีนแอนด์เคลียร์ ฯลฯ

ทั้ง 40 สาววัยทีน มิสทีน ไทยแลนด์ 2019 บาย เฮลโล จะทำกิจกรรมทั้งจากกองประกวด,ผู้สนับสนุน พร้อมเป็นตัวแทนเยาวชนร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 24-28 ตุลาคม2562 เพื่อเตรียมตัวก่อนเข้าสู่การประกวดรอบสื่อมวลชน วันที่ 29 ตุลาคม 2562 และรอบตัดสิน วันที่30 ตุลาคม 2562 พร้อมรับชมการถ่ายทอดการประกวดทางช่อง 7HD เวลา 23.10-01.10 น. ติดตามการประกวดทางได้ www.missteenthailand.com

ระวังเท้าผิดรูป จากการใส่รองเท้าส้นสูง หัวแหลม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448753

ระวังเท้าผิดรูป จากการใส่รองเท้าส้นสูง หัวแหลม

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แพทย์แนะนำเลือกรองเท้าส้นเตี้ยให้เหมาะกับรูปเท้าและควบคุมน้ำหนักให้พอดี หลีกเลี่ยงรองเท้าส้นสูง หัวแหลม เพื่อลดการบาดเจ็บจากอาการเท้าผิดรูป แต่หากพบอาการผิดปกติที่เท้าหรือข้อเท้า อย่าปล่อยทิ้งไว้ ต้องรีบพบแพทย์ทันที

นายแพทย์กฤษฏิ์ พฤกษะวัน ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและข้อเท้า โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า เท้าเป็นอวัยวะที่รองรับน้ำหนักทั้งหมดของร่างกาย โดยขณะยืนน้ำหนักตัวประมาณ 60% จะกดลงที่ส้นเท้า อีก 40% กดลงที่เท้าส่วนหน้า ขณะเดินเท้ารับน้ำหนัก 120% ของน้ำหนักตัว และขณะวิ่งเท้ารับน้ำหนักมากถึง 275% ของน้ำหนักตัว ทำให้พบปัญหาเกี่ยวกับเท้าได้บ่อยและอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น ปวดเข่า ปวดสะโพก และปวดหลังซึ่งความผิดปกติและอาการปวดเท้าและข้อเท้า เกิดได้จาก2 ปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยภายนอก เช่น การสวมใส่รองเท้าไม่เหมาะสมกับกิจกรรม ส่งผลให้เกิดอาการปวดและบาดเจ็บได้ง่าย และปัจจัยภายใน เช่น เท้าหรือข้อเท้าผิดรูป ข้อเท้าเอียง อุ้งเท้าแบนหรือนูนเกินไป ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บที่เท้าและข้อเท้าได้

ทั้งนี้ เท้าของคนเราประกอบด้วย กระดูกหลายชิ้นต่อกัน ทำให้มีความยืดหยุ่นหลายทิศทาง มีความนุ่มนวลเวลาเดิน และแรงกระทบต่างๆ จะกระจายได้สม่ำเสมอทั่วทั้งเท้า ไม่เกิดจุดกดเจ็บแต่หากเท้าและข้อเท้ามีข้อยึด หรือเท้าผิดรูป อาจเกิดอาการบาดเจ็บและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถแบ่งอาการเท้าผิดรูปออกเป็นกว้างๆ ได้ดังนี้ 1.นิ้วหัวแม่เท้าเกหรือเอียง มักพบในผู้หญิง โดยมีความสัมพันธ์กับการใส่รองเท้าส้นสูงหัวแหลม รวมทั้งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ โดยทั่วไปนิ้วจะงอเอียงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้น ทำให้มีปัญหาจากการปวดและเจ็บเวลาเดิน รวมถึงใส่รองเท้าลำบาก ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

2.เท้าแบน เป็นภาวะที่อุ้งเท้าด้านในต่ำหรือไม่มีเลย อาจเป็นแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งเท้าแบนในผู้ใหญ่ส่วนมากเกิดในผู้หญิงวัย 45-65 ปี เนื่องจากเอ็นประคองอุ้งเท้าหย่อนหรือสูญเสียหน้าที่ มักเป็นข้างเดียว โดยจะปวดบริเวณอุ้งเท้าและข้อเท้าด้านใน หรืออาจปวดใต้ตาตุ่มร่วมด้วย อาการจะกำเริบเมื่อใช้งานหนักหรือเดินมาก ถ้าเป็นมากขึ้นอาจเขย่งปลายเท้าไม่ได้ เท้าผิดรูป และข้อติด การรักษาเบื้องต้นอาจใส่แผ่นรองเสริมอุ้งเท้า (Insole) หากไม่ดีขึ้นจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไขความผิดรูป 3.โรคเท้าโค้งหรืออุ้งเท้าสูง เกิดจากส่วนครึ่งหน้าของเท้าโค้งเข้าเมื่อมองเท้าจากด้านฝ่าเท้าจะเห็นขอบข้างของเท้าโค้ง มักมีอาการปวดเส้นเอ็นใต้ฝ่าเท้าได้ง่าย ปวดเมื่อยเท้าเพราะความยืดหยุ่นของเท้าจะเสียไปเช่นเดียวกับโรคเท้าแบน เบื้องต้นรักษาด้วยการใส่แผ่นรองเท้า

จะเห็นได้ว่าโรคของเท้ามีหลายแบบ เกิดได้ทุกช่วงวัยและไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดทำให้ป้องกันได้ยาก แต่ส่วนใหญ่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นหรือรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ข้อสำคัญคือควรเริ่มการรักษาตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนี้ ควรเลือกใส่รองเท้าส้นเตี้ย พื้นนุ่ม มีหน้ากว้างเพียงพอ เหมาะกับรูปเท้า รวมถึงควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม เพิ่มความระมัดระวังในการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมและหากพบอาการผิดปกติที่เท้าหรือข้อเท้า แม้เพียงเล็กน้อยก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับการรักษาอาการเท้าผิดรูป สามารถทำกายภาพบำบัด ฝึกการบริหารให้เท้าและข้อเท้ามีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น หรือใช้อุปกรณ์เสริมอุ้งเท้า (Insole) หรือที่รัดข้อเท้านอกจากนี้ ยังมีการรักษาในรูปแบบอื่น เช่น การทำเลเซอร์ และ Shock Wave แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดแบบเปิดแผลตามปกติ และเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว และยังลดระยะเวลาในการพักฟื้นที่โรงพยาบาลได้อีกด้วย

สองแบรนด์แฟชั่นสตรีทแวร์สัญชาติไทย กับคอลเลคชั่น ‘matter makers X Carnival’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448814

สองแบรนด์แฟชั่นสตรีทแวร์สัญชาติไทย กับคอลเลคชั่น ‘matter makers X Carnival’

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อสองผู้นำแฟชั่นสตรีทแวร์สัญชาติไทย บอส-ธรรมธรรศ เลี้ยงธรรมรัตน์ Head Designer แบรนด์ matter makers (แมตเทอร์ เมกเกอร์ส) แบรนด์แฟชั่นสตรีทแนวใหม่สไตล์ล้ำสมัยและเป็นตัวของตัวเอง และ ปิ๊น-อนุพงศ์ คุตติกุล ผู้ก่อตั้ง Carnival (คาร์นิวัล) ร้านรองเท้าสนีกเกอร์มัลติแบรนด์อันดับหนึ่งสัญชาติไทย จับมือทำคอลเลคชั่นพิเศษ “matter makers X Carnival” (แมตเทอร์เมกเกอร์ส X คาร์นิวัล) คอลเลคชั่นที่หล่อหลอมดีเอ็นเอของทั้งสองแบรนด์ที่เด่นด้วยความเอ็กซ์คลูซีฟเข้าไว้ด้วยกัน นำเสนอแฟชั่นไอเทมแนวสตรีทไร้กฎเกณฑ์และไร้ขีดจำกัด มีสไตล์เฉพาะตัว โดดเด่นในแบบกลุ่มคนเออร์เบินไลฟ์สไตล์ โดยจัดงานเปิดคอลเลคชั่นท่ามกลางเหล่าคนดังที่หลงใหลแฟชั่นสตรีทแวร์ อาทิ ปณต คุณประเสริฐ, อโณทัย นิรุตติเมธี, นาตาลี ดูเชียง, มิเรียม ศรพรหมมาศ, ปิยะวิภา อินทรทัต, พัณณิตาสนิทวงศ์ ณ อยุธยา, ณฐสร สรไกรกิติกูล ฯลฯณ ร้าน Carnival HQ สยามสแควร์ ซอย 7

จุดเริ่มต้นของคอลลาบอเรชั่นโปรเจกท์ “matter makers X Carnival” เกิดขึ้นจากความเชื่อเดียวกัน คือ การสร้างสรรค์ผลงานด้วยแพชชั่นที่อยากจะพัฒนาสตรีทแวร์ของคนไทยให้เป็นที่ยอมรับ ผ่านความใส่ใจ ความสนุก และความน่าตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลาของทั้ง 2 แบรนด์ โดย Carnival ร้านรองเท้าสนีกเกอร์มัลติแบรนด์อันดับหนึ่งสัญชาติไทยที่สาวกสนีกเกอร์ต้องรู้จักเป็นอย่างดี เป็นร้านที่ได้รับสิทธิ์ในการขายรองเท้าผ้าใบระดับเอ็กซ์คลูซีฟ และลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่หายากหลายรุ่น เมื่อมาเจอกับ mattermakers ที่สร้างสรรค์สตรีทแวร์ภายใต้คอนเซ็ปต์exCOOLsive ซึ่งเป็นการผสานระหว่างคำว่า exclusive(พิเศษ) และ cool (ดูดี) แสดงให้เห็นถึงคาแร็กเตอร์ของเสื้อผ้าที่บ่งบอกตัวตนให้ชัดเจนมากที่สุด

ในคอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วยสตรีทไอเทมแบบ Classic with a Twist มาในรูปแบบสไตล์คลาสสิกสนุกและสามารถใส่ง่ายในชีวิตประจำวัน โลโก้ matterถูกสลับเปลี่ยนกับ Carnival การรวมตัวเข้าด้วยกันของสัญลักษณ์ C, ดาว และวงแหวนดาวเสาร์ ประกอบเข้าด้วยกัน ออกแบบเป็นเสื้อยืดสกรีนด้วยเทคนิคต่างๆ ทั้งแบบไล่เฉดสี และแบบรีเฟล็กซ์ที่สะท้อนแสงแฟลช แรงบันดาลใจจาก ลายผ้าเช็ดหน้า Bandana ผ้าสี่เหลี่ยมจัตุรัสผืนใหญ่ลวดลายแสนคุ้นตา ซึ่งได้รับความนิยมในช่วงยุค 90 ถูกนำมาสร้างสรรค์ใหม่และเพิ่มรายละเอียดของสัญลักษณ์ต่างๆ ลงไปในลวดลาย เติมความสนุกด้วยโทนสีDichroic (ไดโครอิก) หรือสีรุ้ง พิมพ์ลงบนผ้าเจอร์ซี่สีดำและสีขาว ตัดเย็บในซิลลูเอทยอดนิยม ทั้งเสื้อยืดตัดต่อด้วยผ้าเช็ดหน้าบริเวณปลายเสื้อ เสื้อฮาวาย เสื้อฮู้ด และ เสื้อแขนกุด นอกจากนี้ ยังมี กางเกงขาสั้น กางเกงจ๊อกเกอร์ทรงตรง สกรีนแถบโลโก้ด้านข้าง และที่ขาดไม่ได้กับไอเทมเก๋ชิค ทั้ง ผ้าเช็ดหน้าหมวก กระเป๋า และ ถุงเท้า

คอลเลคชั่นพิเศษ matter makers x Carnivalอวดโฉมแล้วที่ร้าน Carnival HQ สยามสแควร์ ซอย 7 และ matter makers ทุกสาขา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage https://www.facebook.com/mattermakers และ Instagram @mattermakers #MMxCarnival#WhenSaturnMeets3Stars #ExCOOLsiveCollab#moosecider #solister

ไมเกรน ภัยเงียบของคนทำงานที่ไม่ควรมองข้าม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448749

ไมเกรน ภัยเงียบของคนทำงานที่ไม่ควรมองข้าม

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หนึ่งในโรคยอดฮิตของคนวัยทำงานอย่าง “ไมเกรน” โรคที่ไม่ใช่แค่อาการปวดหัวทั่วไปอย่างที่ทุกคนคิด แต่เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและเป็นอุปสรรคต่อการทำงานอย่างแท้จริง ซึ่งการมีความรู้และความเข้าใจอย่างถูกต้องจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการเริ่มต้นสังเกตตนเองและบุคคลใกล้ชิดให้ห่างไกลจากโรคไมเกรนได้ยิ่งขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรัตน์ตันประเวช ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ทุกวันนี้ โรคไมเกรน เป็นเทรนด์โรคทางสมองที่กำลังมาแรงในกลุ่มคนทำงานที่เผชิญกับสิ่งกระตุ้น เช่น ความเครียดสูง การนอนผิดเวลา การเดินทางที่ต้องเผชิญกับสภาวะอากาศแปรปรวนในทุกสังคมทั่วโลก โดยจะพบผู้ป่วยอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25-30 ปีมากที่สุด และมักพบในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชายด้วย 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคคือ ร้อยละ10-20 สืบเนื่องมาจากพันธุกรรมที่มีประวัติของคนในครอบครัวที่เป็นไมเกรนอยู่แล้ว และกว่าร้อยละ80-90 เกิดจากพฤติกรรมสิ่งแวดล้อมที่สมองตอบสนองต่อสิ่งเร้า ที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้การรับรู้สึกถึงระบบประสาทเกิดความเปลี่ยนแปลงไวกว่าคนปกติ(Hypersensitivity) เช่น ความเครียด ฮอร์โมน การพักผ่อนไม่เพียงพอ อากาศเปลี่ยนแปลง ความไวต่อแสงจ้า เสียงดัง และกลิ่นฉุน ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นชั้นยอดต่ออาการปวดศีรษะ รวมไปถึงการเคลื่อนไหว เนื่องจากการเคลื่อนไหวจะกระตุ้นให้อาการปวดศีรษะเลวร้ายมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้โรคไมเกรนยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ การมองเห็นผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน หงุดหงิดง่าย ซึ่งหากยิ่งซ้ำเติมจะยิ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงไปอีก

ระยะของโรคไมเกรน สามารถจำแนกได้ด้วยระดับความปวดศรีษะของโรคไมเกรนจะแบ่งเป็น4 ระยะ ดังนี้ 1.ระยะนำ (Prodrome) คือการบอกเหตุก่อนเริ่มมีอาการปวดศีรษะประมาณ 1-2 วัน โดยผู้ป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงทางระบบสมองที่ควบคุมร่างกาย เช่น ตัวบวม ปวดเมื่อยตามตัว อารมณ์ รวมถึงพฤติกรรมและความอยากอาหารมากกว่าปกติ 2.ระยะอาการเตือน (Aura) คือการเตือนก่อนเกิดอาการปวดศีรษะ ประมาณ 5-60 นาที แต่จะไม่เกิดกับผู้ป่วยทุกคน เป็นอาการที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลางทำงานผิดปกติ สามารถเกิดได้หลายรูปแบบ เช่น มองเห็นแสงกะพริบๆ แสงซิกแซ็กมองเห็นเป็นเส้นคลื่น หรืออาการที่เกิดจากความรู้สึก การเคลื่อนไหว กล้ามเนื้ออ่อนแรง รู้สึกชาที่มือหรือเท้า การพูดลำบาก พูดไม่ชัด ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ เริ่มเกิดขึ้น และจะยังคงมีความรู้สึกนี้เป็นชั่วโมง หรือหลายชั่วโมงก็ได้หากมีหลายอาการ

3.ระยะปวดศีรษะ (Headache) คือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง โดยมีอาการปวดแบบตุบๆ ตามจังหวะหัวใจเต้น มักจะมาพร้อมกับอาการคลื่นไส้อาเจียน และผู้ป่วยบางรายอาจไวต่อแสงหรือเสียงดัง ซึ่งอาการปวดศีรษะอาจยาวนาน 4-72 ชั่วโมง 4.ระยะหลังจากปวดศีรษะ (Resolution) หรือระยะพัก คืออาการปวดศีรษะและอาการอื่นๆ จะค่อย ๆ ลดลง ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะมีความรู้สึกเหนื่อยล้า ซึ่งอาจกินระยะเวลาไม่กี่วันหลังจากหายปวดศีรษะ

อีกทั้ง อาการปวดยังสามารถแบ่งเป็นชนิดย่อยตามระยะการดำเนินของโรคไมเกรนได้อีก2 กลุ่ม ได้แก่ การเกิดไมเกรนเป็นครั้งคราว คืออาการผู้ป่วยธรรมดาทั่วไปจะปวดน้อยกว่า 15 วันต่อเดือน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า การเกิดไมเกรนแบบเรื้อรังคือ อาการปวดนานมากกว่าหรือเท่ากับ 15 วันต่อเดือนซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องพิจารณาตนเอง หลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดอาการมากที่สุด

ดังนั้น ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน การรักษาไมเกรนให้หายขาด ยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป ซึ่งจุดมุ่งหมายในการรักษาจึงอยู่ที่การรับมือกับอาการปวด ไม่ว่าจะด้วยการรักษาทั้งแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา หรือป้องกันอาการด้วยการหลีกเลียงจากสิ่งเร้า ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทุกข์ทรมานจากความปวดน้อยลงและประกอบกิจวัตรต่างๆ ทำงานได้ตามปกติ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การปวดเรื้อรัง คือหมั่นสังเกตตัวเองให้ดี รวมทั้งพิจารณาจากประสบการณ์ที่ผ่านมานอนหลับให้เพียงพอประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมงต่อวันออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จดบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับความปวด อาทิ วัน เวลา ระยะเวลา ลักษณะอาการปวด อาหารที่รับประทาน รวมถึงความผิดปกติ ต่างๆ อีกทั้ง หากผู้ป่วยมีอาการมากกว่าปวดศีรษะจนผิดสังเกต เช่น มีไข้สูง ตาเห็นภาพซ้อน ตาเหล่ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แบบนี้ไม่ใช่ไมเกรนแน่ๆ แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นความผิดปกติทางระบบประสาท หรืออาการปวดศีรษะชนิดที่แปลกออกไปแบบที่ไม่เคยปวดมาก่อน เช่น ปวดต่อเนื่องยาวนาน ไม่ดีขึ้นแม้ใช้ยา แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก พูดไม่ออก ถ้ามีอาการแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วนอย่าปล่อยทิ้งไว้

อย่างไรก็ตาม แม้อาการปวดศีรษะแบบไมเกรน จะเป็นประสบการณ์ที่แสนทรมาน แต่หากรู้จักรับมืออย่างถูกวิธีแล้ว ไมเกรนก็อาจไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตประจำวันหรือการทำงานของคุณจนเกินไปนัก ความเข้าใจภาวะโรคไมเกรนของตัวเอง จะช่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับโรคได้ดีขึ้น ปัจจุบัน มี Smile Migraine Applicationซึ่งได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยให้ผู้ป่วยไมเกรนสามารถบันทึก ติดตาม อาการปวดศีรษะและยาที่รับประทาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และทำให้ผู้ป่วยไมเกรนกลับมายิ้มได้อีกครั้งหนึ่ง หรือหากต้องการพบปะพูดคุยกับผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนด้วยกันและช่วยกันสร้างความตระหนักร่วมกันว่า “โรคไมเกรนรักษาได้” สามารถเข้าร่วมได้ที่ Smile Migraine Community ซึ่งประกอบด้วย Facebook Page, Instagram, Twitter และ YouTube

คุณแหน : 22 ตุลาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448795

650935

คุณแหน : 22 ตุลาคม 2562

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ll สัปดาห์ที่แล้วเราได้เผยถึง PROFILE ของ5 วีไอพีผู้ครอบครองสุดยอดวัตถุมงคลเมืองสยาม “พระกริ่งปวเรศ” เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ล้ำค่าปลุกเสกขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2416 ด้วยจำนวนจำกัด เพื่อถวายแก่เจ้านายที่ทรงคุ้นเคยและสนิทสนมเท่านั้น ปัจจุบันคาดว่าคงเหลือในสภาพสมบูรณ์ไม่เกิน 20 องค์ วันนี้นำเสนอผู้ครอบครองลอตสุดท้ายอีก 5 รายการดังนี้… องค์ที่หก เซียนใหญ่ระดับปรมาจารย์ในเรื่องพระกริ่งมีสำนักอยู่ที่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า, องค์ที่เจ็ด บิ๊กเบิ้มหนึ่งเดียวแห่ง สนช., องค์ที่แปด นายตำรวจทายาทของอดีตหัวหน้าพรรคการเมืองคนดัง, องค์ที่เก้า เซียนใหญ่ผู้เคยผันตัวสมัครเข้าพรรคเก่าแก่แต่ไม่ประสบความสำเร็จทางการเมือง, องค์ที่สิบ เซียนใหญ่จากภาคตะวันออกผู้ได้ครอบครององค์ที่เป็นตำนานว่าเป็นมรดกตกทอดของตระกูล “บุนนาค”…

ll ในฐานะที่เป็น BRAND-LOYAL CUSTOMERS ทัศนัย สุทัศน์ ณ อยุธยา เป็นหนึ่งในแขกเชิญซูเปอร์วีไอพีจำนวนจำกัดของสุดยอดนาฬิกา PATEK PHILIPPE บริษัทเก่าแก่กว่า 175 ปี เพื่อเดินทางไปพักผ่อนและเยี่ยมชมซูเปอร์นิทรรศการของ PATEK PHILIPPE จัดขึ้นที่เอ็กซิบิชั่นฮอลล์หรูในสิงคโปร์ระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา แขกวีไอพีทุกคนได้รับการดูแลแบบประคบประหงมตลอดรายการ แยกพักโรงแรมระดับ 6 ดาวของเมือง ทั้งเที่ยวบิน, อาหารทุกมื้อ, วาเล่ย์ และลีมูซีน ระดับเฟิร์สคลาสทั้งสิ้น… สำหรับตัวนิทรรศการเองถือเป็น UNFORGETABLE บริษัทจัดนำนาฬิกามาแสดงจากบุคคลสำคัญรวมถึงชั้น ROYALTY ของประเทศต่างๆ นอกจากนั้นแขกวีไอพียังมีโอกาสที่จะได้จองนาฬิกาชุด LIMITED EDITION ถึง 5 รุ่น ซึ่งในภายหน้าจะกลายเป็นมรดกล้ำค่าของครอบครัวเลยทีเดียว…

ll ขอแสดงความยินดีกับ เพ็ญภัสสร ตงศิริ G.M.ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลำปางในโอกาสที่ศูนย์การค้าได้รับรางวัล Thailand Energy Awards 2019 “สุดยอดรางวัลด้านพลังงานไทยระดับสากล ประจำปี 2562” โดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล…ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เกิดการต่อยอด ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้เกิดความมั่นคงในระบบพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม…

ll หลังจากได้พบปะอาจารย์และมิตรสหาย วันชัย สุทิน อดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด อาทิ กำแพงเพชร และสุโขทัย ฯลฯ จึงได้จัดโปรแกรม คืนความสุขให้คุณครูและเพื่อนๆ 3 วัน2 คืน โดยขอเป็นเจ้ามือแต่เพียงผู้เดียว จัดรถนั่งไปด้วยกัน จัดที่พัก นอนคนเดียว โปรแกรม สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหารอร่อย ของที่ระลึกสารพัด ช่วง 13-15 ธ.ค.นี้…

ll กำลังสนุกกับการไปทริปดินแดนภารตะ กับเพื่อนๆ สิงห์ขาว สว.กลุ่มใหญ่ (เฉพาะสาวๆ) รุ่งนภา ตันยุวรรธนะ ปล่อยให้ สุวพันธ์ุสามีเฝ้าโยงพระนครอย่างเดียวดายชั่วคราว…

llเพราะสมัยเริ่มชีวิตคู่ตอนหนุ่ม-สาว วัชเรนทร์ สืบสิทธิ์จะต้องตระเวนย้ายไปตามต่างจังหวัด ส่วน อรชาติ อยู่กรุงเทพฯและมีไปประจำต่างประเทศอยู่หลายปี ชีวิตคู่จึงดูห่างกันไปบ้าง…พอเกษียณอายุทั้งคู่เลิกบินเดี่ยวกลับมาเกาะเกี่ยวกันเป็นปาท่องโก๋ ไปท่องเที่ยวทั้งใน-นอกประเทศถี่ยิบ ล่าสุดเพิ่งกลับมาหมาดๆ จากฮันนีมูนที่เยอรมนี ซึ่งอุดมไปด้วยของชอบของคุณผู้ชาย ทั้งไส้กรอก ขาหมู และเบียร์รสเลิศ…

llหลังจาก วันทิตา-พัชรพัชร์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ ลูกสาว-หลานยายคนโต กลับจากซิดนีย์ ออสเตรเลียในช่วงเช้าหนึ่งเมื่อวันก่อน…พอตกดึก จุไรรัตน์ลิ่วเฉลิมวงศ์ มารดาพร้อม ดร.นิรัญชา-ปณัติพุทธวิบูลย์ ลูกสาว-หลานยายคนเล็กก็พากันบินไปฝรั่งเศส…ประสาครอบครัวสามัคคีมีแตะมือผลัดกันมาอยู่เวรดูแล วันชัย บิดาผู้เบื่อการท่องเที่ยวทั้งหมดใจจดจ่อแต่กีฬากอล์ฟที่แสนรักเพียงอย่างเดียว…

llทั้งออกกำลังกายบวกกับรับทานอาหารคลีนเป็นประจำทำให้ ตั๊ก-บงกช เบญจรงคกุล รูปร่างสวยสดงดงาม ฟิตแอนด์เฟิร์มเป็นที่ยิ่ง นอกจากนี้เธอยังเป็นหญิงรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่รับถุงพลาสติกทุกชนิด แต่ฮิตใช้ปิ่นโตใส่อาหาร…น่าชื่นชมนัก !!…ll

บารอนเนส

วาสลีน ร่วมกับ สภากาชาดไทย เปิดตัวแคมเปญ‘วาสลีนฮีลลิ่ง โปรเจกท์’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448755

วาสลีน ร่วมกับ สภากาชาดไทย เปิดตัวแคมเปญ‘วาสลีนฮีลลิ่ง โปรเจกท์’

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อีกครั้งกับโครงการดีๆ วาสลีน ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวภายใต้บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด จัดงานเปิดตัวแคมเปญที่สุดของการให้ วาสลีน ฮีลลิ่ง โปรเจกท์ (Vaseline Healing Project) โดยร่วมกับ “สภากาชาดไทย” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาผิวหนังที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกลพร้อมเปิดตัว “วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ 5 ลายลิมิเต็ดอิดิชั่น” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอัตลักษณ์ของประเทศต่าง ๆ ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมเป็นผู้ให้ผ่านกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือการให้”ท่ามกลางเหล่าดาราชื่อดัง อาทิ ริท-เรืองฤทธิ์, ฟรัง-นรีกุล, ฐิสา-วริฏฐิสา มาร่วมสร้างพลังแห่งการให้ณ เซ็นทรัลคอร์ท ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

แคมเปญ วาสลีน ฮีลลิ่ง โปรเจกท์ เกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนแพทย์ผิวหนัง สำหรับการปฏิบัติภารกิจด้านการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย ณ พื้นที่ห่างไกล ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ประสบปัญหาการเข้าถึงทางการรักษา หรือกำลังฟื้นตัวจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและภาวะฉุกเฉินอื่นๆ พร้อมแพทย์จิตอาสา “หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์” ซึ่งจะเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ความช่วยเหลือรักษา และมอบผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูผิวพรรณจากวาสลีนให้แก่ผู้ประสบปัญหาผิวหนัง โดยครั้งนี้วาสลีนร่วมเป็นหนึ่งในน้ำใจที่ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาผิวหนังไปพร้อมกับทุกคนในแคมเปญ “ทุกการซื้อ คือการให้” วาสลีนร่วมบริจาค 10 บาท ให้แก่สภากาชาด ต่อการซื้อวาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ 1 กระปุก เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาผิวหนังในพื้นที่ห่างไกลผ่านทาง “วาสลีนปิโตร เจลลี่ 5 ลาย ลิมิเต็ดอิดิชั่น” ซึ่งลวดลายรังสรรค์ขึ้นมาจากอัตลักษณ์ของประเทศต่างๆ ที่วาสลีนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชีวิตของผู้ขาดโอกาส ได้แก่ ประเทศแอฟริกาใต้ ประเทศเม็กซิโก ประเทศจีน ประเทศอินเดีย และประเทศไทย

วาสลีน ฮีลลิ่ง โปรเจกท์ เริ่มต้นขึ้นจากความร่วมมือกับองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่าง “ไดเร็ค รีลีฟ” มีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยมอบผลิตภัณฑ์วาสลีน และฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับดูแลสุขภาพผิวที่จำเป็น เพื่อช่วยฟื้นฟูผิวของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขาดแคลนหรือภาวะฉุกเฉินทั่วโลก ในปัจจุบันวาสลีนได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยมากกว่า 4,309,137 รายใน 61 ประเทศทั่วโลก ผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์วาสลีน และเวชภัณฑ์ต่างๆ เพื่อแจกจ่ายให้กับเครือข่ายขององค์กร ไดเร็ค รีลีฟซึ่งมีคลินิกและโรงพยาบาลกว่าร้อยแห่งซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก รวมถึงประเทศไทย

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาผิวหนังในพื้นที่ห่างไกล และสนับสนุนการทำงานของหน่วยแพทย์อาสากับ “วาสลีนฮีลลิ่ง โปรเจกท์” ผ่านวาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ ลิมิเต็ดอิดิชั่น เพราะ“ทุกการซื้อ คือการให้” เปิดตัววางจำหน่ายที่ เซ็นทรัล ฟู้ดฮอลล์ และ ท็อปส์ ทุกสาขาและพร้อมวางจำหน่ายที่ร้านค้าทั่วไปแล้ววันนี้ สามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook.com/Vaseline Thailand หรือ https://www.vaseline.com/th

สัญญาณเตือนถึงเวลาต้องตัดแว่นแล้วหรือยัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448751

สัญญาณเตือนถึงเวลาต้องตัดแว่นแล้วหรือยัง

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แพทย์แนะนำเลือกรองเท้าส้นเตี้ยให้เหมาะกับรูปเท้าและควบคุมน้ำหนักให้พอดี หลีกเลี่ยงรองเท้าส้นสูง หัวแหลม เพื่อลดการบาดเจ็บจากอาการเท้าผิดรูป แต่หากพบอาการผิดปกติที่เท้าหรือข้อเท้า อย่าปล่อยทิ้งไว้ ต้องรีบพบแพทย์ทันที

นายแพทย์กฤษฏิ์ พฤกษะวัน ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและข้อเท้า โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า เท้าเป็นอวัยวะที่รองรับน้ำหนักทั้งหมดของร่างกาย โดยขณะยืนน้ำหนักตัวประมาณ 60% จะกดลงที่ส้นเท้า อีก 40% กดลงที่เท้าส่วนหน้า ขณะเดินเท้ารับน้ำหนัก 120% ของน้ำหนักตัว และขณะวิ่งเท้ารับน้ำหนักมากถึง 275% ของน้ำหนักตัว ทำให้พบปัญหาเกี่ยวกับเท้าได้บ่อยและอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น ปวดเข่า ปวดสะโพก และปวดหลังซึ่งความผิดปกติและอาการปวดเท้าและข้อเท้า เกิดได้จาก2 ปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยภายนอก เช่น การสวมใส่รองเท้าไม่เหมาะสมกับกิจกรรม ส่งผลให้เกิดอาการปวดและบาดเจ็บได้ง่าย และปัจจัยภายใน เช่น เท้าหรือข้อเท้าผิดรูป ข้อเท้าเอียง อุ้งเท้าแบนหรือนูนเกินไป ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บที่เท้าและข้อเท้าได้

ทั้งนี้ เท้าของคนเราประกอบด้วย กระดูกหลายชิ้นต่อกัน ทำให้มีความยืดหยุ่นหลายทิศทาง มีความนุ่มนวลเวลาเดิน และแรงกระทบต่างๆ จะกระจายได้สม่ำเสมอทั่วทั้งเท้า ไม่เกิดจุดกดเจ็บแต่หากเท้าและข้อเท้ามีข้อยึด หรือเท้าผิดรูป อาจเกิดอาการบาดเจ็บและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถแบ่งอาการเท้าผิดรูปออกเป็นกว้างๆ ได้ดังนี้ 1.นิ้วหัวแม่เท้าเกหรือเอียง มักพบในผู้หญิง โดยมีความสัมพันธ์กับการใส่รองเท้าส้นสูงหัวแหลม รวมทั้งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ โดยทั่วไปนิ้วจะงอเอียงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่มากขึ้น ทำให้มีปัญหาจากการปวดและเจ็บเวลาเดิน รวมถึงใส่รองเท้าลำบาก ซึ่งอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

2.เท้าแบน เป็นภาวะที่อุ้งเท้าด้านในต่ำหรือไม่มีเลย อาจเป็นแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งเท้าแบนในผู้ใหญ่ส่วนมากเกิดในผู้หญิงวัย 45-65 ปี เนื่องจากเอ็นประคองอุ้งเท้าหย่อนหรือสูญเสียหน้าที่ มักเป็นข้างเดียว โดยจะปวดบริเวณอุ้งเท้าและข้อเท้าด้านใน หรืออาจปวดใต้ตาตุ่มร่วมด้วย อาการจะกำเริบเมื่อใช้งานหนักหรือเดินมาก ถ้าเป็นมากขึ้นอาจเขย่งปลายเท้าไม่ได้ เท้าผิดรูป และข้อติด การรักษาเบื้องต้นอาจใส่แผ่นรองเสริมอุ้งเท้า (Insole) หากไม่ดีขึ้นจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไขความผิดรูป 3.โรคเท้าโค้งหรืออุ้งเท้าสูง เกิดจากส่วนครึ่งหน้าของเท้าโค้งเข้าเมื่อมองเท้าจากด้านฝ่าเท้าจะเห็นขอบข้างของเท้าโค้ง มักมีอาการปวดเส้นเอ็นใต้ฝ่าเท้าได้ง่าย ปวดเมื่อยเท้าเพราะความยืดหยุ่นของเท้าจะเสียไปเช่นเดียวกับโรคเท้าแบน เบื้องต้นรักษาด้วยการใส่แผ่นรองเท้า

จะเห็นได้ว่าโรคของเท้ามีหลายแบบ เกิดได้ทุกช่วงวัยและไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดทำให้ป้องกันได้ยาก แต่ส่วนใหญ่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นหรือรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ข้อสำคัญคือควรเริ่มการรักษาตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากนี้ ควรเลือกใส่รองเท้าส้นเตี้ย พื้นนุ่ม มีหน้ากว้างเพียงพอ เหมาะกับรูปเท้า รวมถึงควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม เพิ่มความระมัดระวังในการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมและหากพบอาการผิดปกติที่เท้าหรือข้อเท้า แม้เพียงเล็กน้อยก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับการรักษาอาการเท้าผิดรูป สามารถทำกายภาพบำบัด ฝึกการบริหารให้เท้าและข้อเท้ามีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น หรือใช้อุปกรณ์เสริมอุ้งเท้า (Insole) หรือที่รัดข้อเท้านอกจากนี้ ยังมีการรักษาในรูปแบบอื่น เช่น การทำเลเซอร์ และ Shock Wave แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดแบบเปิดแผลตามปกติ และเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว และยังลดระยะเวลาในการพักฟื้นที่โรงพยาบาลได้อีกด้วย

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ สร้างสรรค์กลิ่นอายไทย ดังไกลถึงฝรั่งเศส

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448797

ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ สร้างสรรค์กลิ่นอายไทย ดังไกลถึงฝรั่งเศส

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในอุตสาหกรรมอาหารยุคปัจจุบัน “กลิ่นและรส” เป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นปัจจัยที่จะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค ซึ่งจากอดีตถึงปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าวัตถุปรุงแต่งกลิ่นรส (Food Aroma หรือ Flavoring) จากต่างประเทศมูลค่านับพันล้านบาทต่อปี จึงเป็นสิ่งที่ทำให้นักธุรกิจหนุ่ม ปิยะ บุญนำกิจสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท บุญ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้สร้างสรรค์ศิลปะด้านวัตถุปรุงแต่งกลิ่นรสในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยการส่งเสริมเอกลักษณ์ไทยผ่านการใช้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยมาเป็นวัตถุดิบควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ ที่สำคัญคือน้อมนำแนวทางจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 10 มาปฏิบัติ พระองค์ท่านทรงพระกรุณาพระราชทานความช่วยเหลือและวางแนวทางให้เกษตรกรในการพัฒนาด้านการเกษตร และส่งเสริมการสร้างเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป

“ผมเรียนจบวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พอเรียนจบก็ได้มีโอกาสเข้าทำงานกับบริษัทด้านวัตถุปรุงแต่งกลิ่นรสอาหารแบรนด์อันดับต้นๆ ของโลกจากยุโรปหลากหลายแบรนด์ พอได้เข้ามาทำงานถึงได้เห็นว่าธุรกิจด้านนี้มีความสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารและนับวันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะกลิ่นรสเป็นสิ่งที่สร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภค และสร้างเอกลักษณ์ให้ผลิตภัณฑ์อาหารแต่ละแบรนด์ ที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้ากลิ่นอาหารเป็นหลัก และมีแบรนด์ต่างชาติมาลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศเรามากมาย อีกทั้งประเทศไทยยังขาดความเข้าใจในศาสตร์และเทคโนโลยีด้านนี้ จึงมีผู้ผลิตน้อยรายซึ่งผมมองว่าเราเสียโอกาส เราควรพัฒนาและเข้ามาแชร์มูลค่าทางเศรษฐกิจตรงนั้นได้แล้ว”

ปิยะ อธิบายถึงประเภทของกลิ่นหอมที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ว่า หลักๆ มี 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องหอมที่ใช้ในสินค้าอุปโภคหรือสินค้าที่เรากินไม่ได้ เช่น ยาสระผม ครีมนวด ครีมบำรุงผิวผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำมันหอมระเหย จะใช้กลิ่นน้ำหอมในกลุ่มที่เรียกว่า Fragrance ส่วนอีกประเภทกลิ่นหอมที่ใช้ผลิตภัณฑ์อาหารที่สามารถรับประทานได้เรียกว่ากลุ่ม Flavor โดยกลิ่นหอมทั้งสองประเภทหลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นสารสังเคราะห์เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วมีทั้งกลิ่นที่สกัดจากธรรมชาติโดยตรงคือการใช้เทคโนโลยีสกัดแยกเอาสารที่ให้กลิ่นหอมของพืชต่างๆ ออกมาใช้ และที่มนุษย์สร้างขึ้น

“เทคโนโลยีด้านกลิ่นรสอาหารเป็นการเพิ่มมูลค่าที่สำคัญของสินค้าเกษตร เพราะช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า ทำให้สินค้านั้นๆ มีกลิ่นสม่ำเสมอคงที่ และกลิ่นยังเป็นสื่อนำไปถึงรสชาติของอาหาร ช่วยลดปริมาณการใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลในยามขาดแคลน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ไอศกรีมรสวานิลลา ซึ่งวานิลลาคือวัตถุดิบสำคัญ แต่ว่าในแต่ละปีเป็นเรื่องยากที่เกษตรกรจะควบคุมผลผลิตวานิลลาให้มีจำนวนหรือรสชาติที่เหมือนเดิมได้ และในการผลิตไอศกรีมจะต้องใช้ปริมาณวานิลลามากแค่ไหนจึงจะได้กลิ่นและรสที่เป็นมาตรฐาน ดังนั้นเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์กลิ่นรสที่สกัดสารให้กลิ่นจากวานิลลาจึงเข้ามาตอบโจทย์ตรงนั้น เพราะการใช้กลิ่นควบคู่กับการใช้วานิลลาจริงๆ จะช่วยให้ผู้ผลิตรักษามาตรฐานและเอกลักษณ์ของวานิลลาในแบรนด์ตัวเองได้ เพียงได้กลิ่นผู้บริโภคก็รู้แล้วว่าเป็นไอศกรีมวานิลลาของแบรนด์ไหน และยังทำให้เรารับรู้รสของไอศกรีมวานิลลาได้ดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้นกลิ่นและรสจึงมาคู่กัน เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ กับการปรุงแต่งร่างกายเราฉีดน้ำหอมก็เพื่อเพิ่มเสน่ห์และเอกลักษณ์ให้ตัวเรากลิ่นอาหารก็เป็นการเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดให้ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นที่จดจำและชื่นชอบมากขึ้นนั่นเองครับ”

แม้ยุโรปจะเป็นต้นตำรับและเป็นอันดับหนึ่งในการผลิตวัตถุปรุงแต่งกลิ่นอาหาร ในฐานะ Food Aroma Maker ปิยะ มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของผลผลิตทางการเกษตรไทยที่จะนำมาใช้ในการผลิตวัตถุดิบแต่งกลิ่นอาหารได้ไม่น้อยหน้าประเทศใดในโลก

“ถ้าพูดถึงวัตถุปรุงแต่งกลิ่นอาหาร ประเทศในแถบยุโรปเป็นผู้คิดค้นขึ้น ประเทศผู้นำนวัตกรรม ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี มีวิวัฒนาการมาเกือบร้อยปี เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงและมีข้อกำหนดและมาตรฐานระดับโลกด้านความปลอดภัยของอาหารควบคุมอย่างเข้มงวด นอกจากยุโรปแล้วอเมริกา และญี่ปุ่น ก็ศึกษาและดำเนินธุรกิจในด้านนี้มายาวนานเช่นเดียวกัน ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราประเทศที่ให้ความสำคัญในด้านนี้คือ สิงคโปร์ จะสังเกตเห็นว่าประเทศที่เอ่ยมาล้วนเป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของโลกทั้งสิ้น เพราะเขาใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงผสมผสานอย่างลงตัวกับศิลปวัฒนธรรม และจัดวางนำเสนอผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น แฟชั่น น้ำหอม ไวน์ เครื่องดื่ม และ ขนมอบ เป็นต้น ซึ่งล้วนได้รับความนิยมและเป็นสิ่งที่แสดงถึงรสนิยมในระดับสากล สำหรับประเทศไทยก็มีเอกลักษณ์ในด้านศิลปะวัฒนธรรม รวมถึงอาหารและวัตถุดิบที่หลากหลาย ไม่ต่างจากประเทศฝรั่งเศส ผมมั่นใจว่าเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของประเทศไทยสามารถนำเสนอได้ในรูปแบบเดียวกัน โดยเฉพาะด้านอาหารซึ่งเป็นวัฒนธรรมและศิลปะอันโดดเด่นที่ทั่วโลกรู้จัก เพราะมีความประณีต มีภูมิปัญญาและการสืบทอด ไม่ต่างอะไรกับงานศิลปะที่คนทั่วโลกสามารถเสพและเข้าถึงได้อย่างชัดเจน“

ด้วยแนวคิดการนำเสนออัตลักษณ์ด้านอาหารของประเทศไทยผ่านเทคโนโลยีด้าน Food Aroma แบรนด์ SILPIN จึงกำเนิดขึ้น (SILPIN มาจากคำว่า ศิลปิน) เป็นแบรนด์ที่นำเสนอกลิ่นอายของความเป็นไทยผ่านรูปแบบ ไซรัประดับพรีเมียมสำหรับใช้ในการรังสรรค์เครื่องดื่มที่ส่งกลิ่นอายความเป็นไทย และได้ทำการเปิดตัวในงาน ThaiSelect ที่จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ของไทย ณ กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

“เรานำเสนอผ่านรูปแบบเครื่องดื่มโดยใช้กลิ่นอายความเป็นไทยทั้ง 4 กลิ่น เพื่อสร้างเครื่องดื่ม4 เมนู ประกอบด้วย เครื่องดื่มชื่อ Dara-Phirom (ดาราภิรมย์) ใช้ไซรัปกลิ่นกุหลาบจุฬาลงกรณ์, Sabai-Sabai ( สบาย-สบาย) ใช้ไซรัปกลิ่นใบมะกรูด, Thong Muan (ทองม้วน) ใช้ไซรัปกลิ่นมะพร้าวสมุย และ Songkran (สงกรานต์) ใช้ไซรัป กลิ่นพิเศษคือกลิ่นข้าวเหนียวมะม่วง

นอกจากแบรนด์ SILPIN ยังมีอีกสองแบรนด์ที่ผมทำ แบรนด์แรก Flavor Library จะเป็นกลิ่นหอมไฮ-เอนด์สำหรับ Pastry Chef และผู้รักการทำเบเกอรี่ กลิ่นที่สร้างสรรค์จะมีความพิเศษจะคัดสรรวัตถุดิบนำเข้าที่เจาะจงการให้คาแร็กเตอร์ของกลิ่นต่างๆ ที่ชัดเจนมากขึ้น ร่วมกับการให้ข้อมูลในเชิง Academic ซึ่งปัจจุบันเป็นข้อมูลที่เชฟและร้านขนมระดับไฮ-เอนด์ต้องการเช่น กลิ่นในตระกูลซิตรัส (Citrus) เรานำเข้าวัตถุดิบที่เน้นความหลากหลายและการให้เฉดกลิ่นที่มีมิติที่ชัดเจนแตกต่าง ผลไม้ในตระกูลซิตรัส คือผลไม้ที่ให้รสเปรี้ยว เช่น ส้มมะนาว เกรฟฟรุ๊ต และแค่ส้มอย่างเดียวก็มีหลายสายพันธุ์แล้ว ส้มแมนดาริน วาเลนเซีย คลาเมนธีนก็จะมีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกัน เมื่อนำมาสกัดทำ Flavor เราก็จะดีไซน์ให้เจาะจงไปเลยว่า กลิ่นส้มนี้เป็นส้มอะไร เป็นกลิ่นที่ให้คาแร็กเตอร์เด่นในส่วนไหนของส้มให้กลิ่นจากเนื้อส้ม หรือเปลือกส้ม เมื่อนำไปปรุงแต่งในเค้กส้ม เชฟก็จะสามารถสร้างสรรค์เค้กให้มีอัตลักษณ์และมิติของกลิ่นรสที่มากขึ้น ส่วนอีกแบรนด์หนึ่งคือ BOON Flavor เป็นวัตถุปรุงแต่งกลิ่นอาหารในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นงานเฉพาะทางที่ดูแลกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอาหาร คิดค้นนวัตกรรมและสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ตามความต้องการของลูกค้า”

ในการทำธุรกิจนี้ ซีอีโอหนุ่มแห่ง บุญ คอร์ปอเรชั่น เล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กลิ่นรสที่มีกลิ่นอายความเป็นไทยสู่การรับรสของชาวโลกอย่างภาคภูมิใจว่า

“แรงบันดาลใจของผมมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ท่านทรงงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยมิรู้จักความเหน็ดเหนื่อย จนกระทั่งท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ก็ทรงสานต่อ ในการพระราชทานความช่วยเหลือและวางแนวทางให้เกษตรกรในการพัฒนาด้านการเกษตร และส่งเสริมเอกลักษณ์ความเป็นไทยทำให้ประเทศไทยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ผมก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่อยากทำเพื่อประเทศชาติตามแบบอย่างที่ท่านทรงทำไว้ ผมตั้งใจทำหน้าที่และทำในสิ่งที่ผมถนัดให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาประเทศชาติเช่นกัน”

ด้วยแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นทำให้ CEO นักสร้างสรรค์กลิ่นรสคนนี้ เชื่อมั่นว่าการผสมผสานศาสตร์และศิลป์เพื่อสร้าง “เสน่ห์กลิ่นไทย”จะครองใจนักชิม-ดื่มต่างชาติได้ไม่ยาก และงานด้านนี้จะสร้างผลกระทบให้ประเทศชาติและวงการอุตสาหกรรมเกษตรไทย ทั้งในแง่การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมผ่านกลิ่นอายความเป็นไทย การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การสร้างอาชีพใหม่ที่เด็กรุ่นใหม่จะให้ความสนใจ นำมาซึ่งการเพิ่มมูลค่าการส่งออกวัตถุปรุงแต่งกลิ่นอาหารและที่สำคัญเขาภูมิใจที่มีส่วนในการส่งเสริมผลผลิตของเกษตรของไทยและเดินตามรอยพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นับว่าเป็น “ความภาคภูมิใจ” ที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย และหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ๆ ต่อไป

ลิ้มลอง’บลู ฟิน ทูน่า’พร้อมหลากหลายเมนูต้นตำรับ ในเทศกาลอาหารญี่ปุ่น ณ โกจิ คิทเช่น + บาร์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/448648

ลิ้มลอง’บลู ฟิน ทูน่า’พร้อมหลากหลายเมนูต้นตำรับ ในเทศกาลอาหารญี่ปุ่น ณ โกจิ คิทเช่น + บาร์

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 10.15 น.

ช่วงเวลาอันแสนสุขของบรรดาคนรัก อาหารญี่ปุ่นมาถึงแล้วกับ “เทศกาลอาหารญี่ปุ่น” (Japanese Cuisine Festival) อาหารทะเลสด ๆ ส่งตรงมาจากแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อปรุงเป็นซาชิมิและซูชิรสเลิศ พร้อมเมนูต้นตำรับแท้ ๆ อีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ชาบูชาบู ซูชิคัตสึ ราเมน เทมปุระ ไปจนถึงของหวาน เสิร์ฟกันแบบบุฟเฟ่ต์ให้อร่อยอย่างจุใจ ทั้งมื้อค่ำและซันเดย์บรั้นช์ ณ โกจิ คิทเช่น + บาร์ (Goji Kitchen + Bar) ระหว่างวันที่ 1-10 พฤศจิกายน 2562 นี้เท่านั้น

โกจิ คิทเช่น + บาร์ ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติในบรรยากาศทันสมัย ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค  โรงแรมสุดหรูที่ใหญ่ที่สุดกลางกรุงเทพมหานคร นำเสนอช่วงเวลาสุดพิเศษ 10 วัน นำวัตถุดิบชั้นดีจากแหล่งผลิตสำคัญของญี่ปุ่นมาเปิด “เทศกาลอาหารญี่ปุ่น” รังสรรค์เมนูญี่ปุ่นแท้ ๆ ให้ได้อร่อยกันอย่างจุใจ พระเอกของงานอยู่ที่ บลู ฟิน ทูน่า (Blue Fin Tuna) ขนาด 40 กิโลกรัม มาจาก ฟาร์มเลี้ยงที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นปลาคุณภาพดีได้มาตรฐาน มาเสิร์ฟในเมนูซาชิมิและซูชิ พร้อมทั้งปลาแซลมอน ปลาฮามาจิ ครีบปลาตาเดียว หอยเชลล์ฮอกไกโด กุ้งโบตัน ปลาไหลทะเลญี่ปุ่น และปลาหมึก เพียงเคาน์เตอร์แรกก็สมใจคนที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นกันแล้ว

สำหรับคนชอบชาบูชาบู ห้องอาหารก็ได้เตรียม เนื้อวากิวญี่ปุ่นเกรด A4 (Targeting Japanese Wagyu Marble A4) ที่มีไขมันแทรกเป็นลายหินอ่อน ส่งตรงมา ให้สัมผัสความนุ่ม ส่วนคนที่ไม่บริโภค เนื้อวัว มีหมูคุโรบุตะเกรดพรีเมี่ยมไว้บริการ ถ้าหากชอบแบบย่าง มีสเตชั่นเทปันยากิ ให้เลือกรับประทาน ทั้ง สเต็กเนื้อ ปลาแซลมอน และหมูคุโรบุตะ

ด้านอาหารทอดอันเลื่องชื่อลือนามของญี่ปุ่น มีทั้ง เทมปุระ (Tempura) กุ้ง ผัก ปลาเงิน ชุบแป้งทอด และคูชิคัตสึ (Kushikatsu) อาหารสารพัดชนิดเสียบไม้ก่อนนำไปทอด รับประทานง่ายและคุ้นลิ้นคนไทย อีกทั้งยังมี ทงคัตสึ ราเมน (Tonkotsu Ramen) อาหารเส้นในน้ำซุปสีขาวข้นรสชาติเข้ม ซดกันร้อน ๆ ตามวิถีชาวอาทิตย์อุทัย

และไม่ควรพลาดของหวานสไตล์ญี่ปุ่น ได้แก่ ไทยาคิ (Taiyaki) ขนมอบรูปปลาไส้ถั่วแดง บานานา ช็อคโกแลต (Banana Chocolate) ช็อคโกแลตกล้วยหอมแบบญี่ปุ่น  โลลี่ป๊อปรสผลไม้ (Assorts Fruit Lollypop) วาราบิ โมจิ (Warabi Mochi) ชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่น และไอศกรีม ซอฟต์เสิร์ฟ รสชาเขียว นับเป็นการปิดมื้ออร่อยอย่างน่าประทับใจ

“เทศกาลอาหารญี่ปุ่น” นี้ มีเพียง 10 วันเท่านั้น โดยท่านจะได้ลิ้มรสบุฟเฟ่ต์นานาชาติที่มีอยู่เป็นประจำ รวมกับอาหารญี่ปุ่นเมนูพิเศษในราคาบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำสำหรับวันอาทิตย์-วันพฤหัสบดี ท่านละ 1,498++ บาท บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำวันศุกร์-วันเสาร์ ท่านละ 2,328++ บาท และบุฟเฟ่ต์ซันเดย์ บรั้นช์ ท่านละ 2,328++ บาท ระหว่างวันที่ 1-10 พฤศจิกายน 2562 ณ โกจิ คิทเช่น + บาร์ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค สำรองที่นั่งและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาโทร +66 (0) 2 059 5999 หรือทางอีเมล์ restaurant-reservations.bkkqp@marriotthotels.com