ไขข้อข้องใจ…มนุษย์เสี่ยงมะเร็ง พลาสติกจิ๋วในอาหาร แค่ไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389516?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไขข้อข้องใจ…มนุษย์เสี่ยงมะเร็ง พลาสติกจิ๋วในอาหาร แค่ไหน

20 กันยายน 2562 – 10:10 น.
พลาสติกจิ๋ว,โรคมะเร็ง,โรคทางสมอง,อาหาร,ปลาทู
เปิดอ่าน 478 ครั้ง

ไขข้อข้องใจ…มนุษย์เสี่ยงมะเร็ง พลาสติกจิ๋วในอาหาร แค่ไหน  โดย…    ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ทั่วโลกกลัว “ภัยพลาสติกจิ๋ว” มานานหลายปีแล้ว แต่คนไทยเพิ่งรู้สึกตื่นเต้นหลังผ่ากระเพาะปลาทูพบ “ไมโครพลาสติก” 78 ชิ้น หลายคนถึงกับโบกมือลาปลาทูทอดไปชั่วคราว ทั้งที่ชีวิตจริงแล้วพวกเรากินอาหารปนเปื้อนพลาสติกจิ๋วเข้าไปในกระเพาะแทบตลอดเวลา จนนักวิทยาศาสตร์เริ่มกลัวว่าในอนาคตมะเร็งและโรคร้ายอื่นๆ จากสารเคมีในพลาสติก คือศัตรูหมายเลข 1 ของมนุษย์ชาติ

เว็บไซต์ วารสารสิ่งแวดล้อมออนไลน์ “environmentjournal.online” ได้เผยแพร่รายงานหัวข้อ “ไมโครพลาสติก ภัยคุกคามอันดับหนึ่งของมนุษยชาติ” (Microplastic pollution ‘number one threat’ to humankind) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2019 โดยอ้างถึงงานวิจัยนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนที่สำรวจพบ “สารเคมีในพลาสติก” กระตุ้นให้เนื้อเยื่อของมนุษย์เกิดการพัฒนาแบบผิดปกติและมีความเป็นไปได้ที่ช่วง 50 ปีที่ผ่านมา โรคและความเจ็บป่วยต่างๆ อาจเชื่อมโยงถึงการรับพลาสติกเข้าร่างกายแบบไม่รู้ตัว เช่นโรคความดัน โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคทางสมอง  โรคที่เกิดจากฮอร์โมนทำงานผิดปกติ รวมถึงโรคสมาธิสั้น เนื่องจากมีสารเคมีกว่า 1,000 ชนิดถูกนำไปผสมในพลาสติกที่พวกเราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตภัยคุกคามอันดับ 1 ที่อาจทำให้มนุษย์เสียชีวิตก็คือพลาสติกจิ๋วเหล่านี้

ในประเทศไทยนั้นกลุ่มนักวิจัยและเครือข่ายนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังช่วยกันรณรงค์ให้ “ลด ละ เลิก การใช้พลาสติก” โดยไม่จำเป็นและหากจำเป็นจริงต้องเลือกชนิดของพลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิลหรือใช้ใหม่ซ้ำๆ จนคุ้มค่า

 “วรุณ วารัญญานนท์” ที่ปรึกษาจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอธิบายว่า “ไมโครพลาสติก” หมายถึงเศษพลาสติกขนาดเล็กกว่า 0.5 เซนติเมตร มี 2 แบบด้วยกัน คือ แบบที่ผลิตเพื่อเป็นส่วนประกอบของสินค้าต่างๆ เช่น เม็ดบีดส์ เม็ดสครับ”  หรือคริสตัลบีดส์” ในโฟมล้างหน้าหรือผงซักฟอก แบบที่ 2 เป็นพลาสติกที่แตกสลาย แตกตัว หรือแตกหักมาจากพลาสติกขนาดทั่วไป เช่น ถุงพลาสติก แก้วพลาสติกรวมถึงไมโครไฟเบอร์จากการซักผ้า ฯลฯ

พร้อมเล่าให้ฟังว่าพลาสติกถูกผลิตครั้งแรกเกิดเมื่อ 60-70 ปีที่แล้ว แต่กว่าจะพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์วางขายทั่วไปก็เมื่อ 30–40 ปีมานี้เอง ตอนหลังเริ่มมีเศษขยะพลาสติกจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คนก็เริ่มกลัวเพราะมันไม่สลายตัวง่ายๆ ถุงพลาสติก 1 ชิ้นอาจใช้เวลานานเป็น 100-500 ปีก็ได้ ทำให้มีการใช้สารเคมีบางชนิดเข้าไปผสมเติมแต่งในขั้นตอนการผลิต เช่นสารกลุ่มโลหะหนักแป้ง หรือสารอินทรีย์อื่นๆ เพื่อให้ได้พลาสติกที่คุณสมบัติการใช้งานเหมือนเดิมแต่สามารถแตกตัวเป็นชิ้นเล็กได้รวดเร็วขึ้น จาก 100 ปีอาจเหลือแค่ 2–5 ปี เช่น “ถุงพลาสติกย่อยสลายได้” หรือเรียกกันว่า “ถุงอ็อกโซ่” (Oxo-degradable) ราคาขายแพงกว่าพลาสติกทั่วไปประมาณร้อยละ 10-20 แต่ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกห้ามใช้กันแล้ว ทั้งกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฯลฯ ส่วนประเทศไทยยังคงปล่อยให้วางขายและซื้อใช้ “สินค้าอ็อกโซ่” โดยไม่ตระหนักถึงมหันตภัยที่ซ่อนตัวอยู่

“พลาสติกย่อยสลายได้ แต่ไม่ได้หายไปไหน แค่แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ ปัญหาคือยิ่งชิ้นเล็กก็ยิ่งดูดซึมสารเคมีอันตรายเก็บเข้าไว้ในตัวเองได้ง่าย เช่น โลหะหนักที่อยู่ในดิน ในทะเล ในแม่น้ำ จนกลายเป็นปนเปื้อนอยู่ในห่วงโซ่อาหารของคน เช่น ในฟาร์มเลี้ยงหมู ไก่ ปลูกผัก ฯลฯ เมื่อพวกเรากินเนื้อปลา เนื้อหมู กินผักเข้าไปก็จะได้รับไมโครพลาสติกเข้าร่างกายทางอ้อมไปด้วย เพราะเล็กมากจนมองไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า”

เมื่อถามว่า…มนุษย์เสี่ยงโรคมะเร็งหรือโรคร้ายอื่นๆ จากพลาสติกจิ๋วเหล่านี้แค่ไหน ?

ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นอธิบายว่า เมื่อเรากลืนน้ำหรืออาหารปนเปื้อนพลาสติกจิ๋วเข้าไป น้ำย่อยในกระเพาะจะไม่สามารถย่อยได้ ถ้าเป็นเม็ดใหญ่หน่อยอาจถูกกำจัดออกมาทางอุจจาระ แต่ถ้าเป็นชิ้นที่เล็กมากๆ เช่นเล็กกว่า 0.5 ไมครอน เปรียบเทียบง่ายๆ ว่าเม็ดสครับ หรือเม็ดบีดส์ที่ผสมในโฟมล้างหน้า 1 เม็ด ส่วนใหญ่มีขนาด 20-30 ไมครอน ถ้าเล็กระดับ 0.5 ไมครอน คือเล็กมากๆ จนร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดฝอยได้ถ้าเล็กขนาด 1 ไมครอน สามารถเข้าไปในระบบน้ำเหลือง ถ้าเป็น 2 ไมครอนก็เข้าสู่ลำไส้ใหญ่ได้เช่นกัน โดยสารพิษหรือสารเคมีที่ผสมปนอยู่พลาสติกเล็กๆ เหล่านี้ เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า โลหะหนัก ฯลฯ ก็ถูกดูดซึมเข้าไปในร่ายกายพร้อมๆ กันด้วย

“นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามหาวิธีพิสูจน์และวิเคราะห์อันตรายของไมโครพลาสติกที่มนุษย์กินเข้าไป แต่ค่อนข้างยากมาก เพราะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเสียชีวิตหรือป่วยโรคร้ายด้วยไมโครพลาสติก เพราะปัจจัยเกิดโรคมะเร็ง หรือโรคร้ายอื่นๆ มีหลายสาเหตุประกอบกัน แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันลดพลาสติกหรือรีไซเคิลโดยเฉพาะถุงหรือพลาสติกอ็อกโซ จะยิ่งทำให้เกิดไมโครพลาสติกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาหารที่เรากินก็ปนเปื้อนมากขึ้น”

วรุณ ยกตัวอย่างวิธีการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ฟังว่า เริ่มจากนโยบายห้ามใช้ ห้ามขายถุงพลาสติกอ็อกโซ่ทุกชนิดภายในพื้นที่การเรียนการสอน และจัดเตรียมถังขยะรีไซเคิล แยกตามชนิดของพลาสติก เช่น ขวดน้ำพลาสติกจะแยกไปรีไซเคิลตามเส้นทางปกติ ส่วนขยะพลาสติกชนิดอื่นที่ใช้ซ้ำไม่ได้ เช่น หลอด แก้วกาแฟ ถุงพลาสติก ฯลฯ จะรวบรวมส่งไปทำเป็นพลังงานทดแทนที่โรงผลิตปูนซีเมนต์ใน จ.สระบุรี นอกจากนี้ยังมีเครื่อง Bio-digester สำหรับเปลี่ยนเศษอาหารเป็นสารปรับปรุงดินในปริมาณมากๆ และทดลองใช้ “ถังกลมกลิ้ง” ซึ่งเหมาะกับอาคารสำนักงานโดยให้นำเศษอาหารมาทิ้งประมาณ 15 วัน พอย่อยสลายก็เอาไปทำปุ๋ยได้

“ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี” นักวิจัยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ ยอมรับว่าคนไทยยังไม่ค่อยตระหนักถึงอันตรายของไมโครพลาสติก เพราะคิดว่าพลาสติกไม่ใช่สารอันตราย แต่ในวันนี้การผลิตพลาสติกได้ใส่สารอันตรายเติมแต่งลงไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นพลาสติกยังสามารถดูดซับมวลสารพิษอื่นๆ ที่ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ แหล่งดินตามธรรมชาติ

“การลดใช้พลาสติกต้องเริ่มจากชีวิตประจำวัน เช่น พกถุงพลาสติกใสที่ใช้แล้วใส่กระเป๋า เผื่อซื้อของ หรือตอนกินข้าวเที่ยงให้เตรียมกล่องไปใส่ผลไม้หรือขนมกินเล่น ไม่ต้องให้แม่ค้าใส่ถุง หรือเตรียมขวดน้ำของตัวเอง ส่วนนโยบายจากภาครัฐตอนนี้มีการตื่นตัวและสนใจปัญหานี้มากขึ้น เช่น กรมควบคุมมลพิษเสนอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่ควบคุมการนำเข้า “สารอ็อกโซ่” ที่ใช้ผสมในพลาสติก หรือ อย.ประกาศให้ปี 2563 เลิกผลิต เลิกนำเข้า เลิกใช้ เม็ดบีดส์ในเครื่องสำอาง แต่ยังไม่รู้ว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายมากแค่ไหนเพราะยังไม่เห็นมีแผนปฏิบัติการโดยละเอียด”

ขณะนี้นักวิชาการทั่วโลกเริ่มเห็นอันตรายของ “พลาสติกจิ๋ว” ในห่วงโซ่อาหารกับความเสี่ยงการเป็น โรคมะเร็ง โรคทางสมอง หรือฮอร์โมนทำงานผิดปกติจากพิษร้าย…

เป็นไปได้ไหมว่าในอนาคต “การชันสูตรพลิกศพ” อาจต้องเพิ่มช่องให้แพทย์กรอกเพิ่มเติมว่า “เสียชีวิตจากไมโครพลาสติก” ?!?

เสมา3 กับภารกิจ สร้างคนไปทำงาน จากการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389514?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสมา3 กับภารกิจ สร้างคนไปทำงาน จากการศึกษา

20 กันยายน 2562 – 09:35 น.
ดรกนกวรรณ วิลาวัลย์,รมชการศึกษา,กศน,การศึกษา
เปิดอ่าน 243 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงภารกิจที่ได้รับผิดชอบและกำกับดูแลตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมาย (สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), กศน., สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ รวมทั้งมาตรการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

เสมา 3 กล่าวว่า “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) นั้น ต้องดูแลครู นักเรียน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการทำงานของสช. ให้บรรลุเป้าหมายว่าควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ขณะที่โรงเรียนคนพิการ อาทิ โรงเรียนศรีสังวาลย์ของมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในพระบรมราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จ.นนทบุรี ซึ่งจะเห็นได้ว่า ยังมีหลายสิ่งที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือรวมทั้งโรงเรียนอื่นๆ ด้วย

ปัญหาที่พบจากโรงเรียนศรีสังวาลย์ คือปัญหาครูเอกชน เมื่อรัฐบาลจัดให้สอบบรรจุครูเอกชนก็ไปสอบกัน โรงเรียนลักษณะนี้เป็นโรงเรียนที่พิเศษ เด็กจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษมากกว่าเด็กปกติและอัตราของครูก็มีจำนวนน้อยจึงต้องการให้รัฐบาลจัดครูไปช่วยเหลือสนับสนุนด้วย เรื่องนี้คล้ายโรงเรียนเอกชนอื่นๆ ที่เจอปัญหาแบบนี้ รวมทั้งเรื่องสวัสดิการรักษาพยาบาลซึ่งอยู่ภายใต้กองทุนสงเคราะห์และได้ผลักดันสวัสดิการรักษาพยาบาลครูเอกชนเป็น 100,000 บาทต่อคนต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563

มีโรงเรียนเอกชนมากมายทั่วประเทศที่ดำเนินการมาสองถึงสามรุ่นในครอบครัวต้องขอบคุณที่มาแบ่งเบาภาระโรงเรียนรัฐบาลและยังมีโรงเรียนเอกชนที่เป็นโรงเรียนสงเคราะห์ที่ดำเนินการโดยศาสนาต่างๆ ที่มุ่งเน้นช่วยเหลือพัฒนาประเทศ เรื่องนี้ต้องชื่นชมและบางแห่งยินดีที่จะแบ่งปันความรู้ให้โรงเรียนอื่นๆ ( Sharing University) ที่จะช่วยกันใช้ทุกสิ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการศึกษาไทย โดยจะเป็นในรูปแบบ Digital Education เปิดตัววันที่ 1 พฤศจิกายน ซึ่งจะเปิดตัวร่วมกันทั้งการศึกษาของเอกชนและกศน.ด้วย”

ส่วนการดูแลการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) นั้น เสมา 3 ระบุว่า “ครูกศน.จำนวนมากไม่ได้เป็นข้าราชการตรงนี้ต้องดูแลเพราะพวกเขาทำงานทุ่มเทเช่น สอนการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อที่จะเอาไปใช้ในพืชตรงนี้ควรต้องพัฒนาชีวิตครูเหล่านี้ด้วย และดิฉันหวังว่าจะสร้างกศน.ให้เป็น “กศน.ว้าว” โดยจะสอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของแต่ละชุมชนและใช้รูปแบบใหม่ของการค้าออนไลน์รวมทั้งประสานเอกชนในการให้พื้นที่ช่องทางจำหน่ายสินค้าและต้องสร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรของเรา

“กศน.ว้าว!” คือการพัฒนาองค์กร กศน. โดยกำลังจะตั้งกศน.ให้เป็นศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งจะรวมในเรื่องของการทำวิจัยด้วย เพื่อที่จะรู้ว่าอะไรที่จะไปได้ อะไรควรจะหยุด อะไรควรจะพัฒนา แล้วก็จะมีกลุ่มคนอาสาเข้ามาคือ อาจารย์มหาวิทยาลัย, ปราชญ์ชาวบ้าน ที่บอกว่าพร้อมจะมาช่วย โดยความรู้ที่ได้จากคนกลุ่มนี้มีความตั้งใจจะนำมาปรับปรุงหลักสูตรพื้นฐาน เพราะหลายปีแล้วยังไม่ได้ปรับปรุงให้มีความทันสมัยทันโลกพร้อมก้าวเป็นไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล

ที่สำคัญเราจะต้องสร้างเสริมในสิ่งที่คนเรียนจบกศน.มีงานทำ มีรายได้เลี้ยงครอบครัวแล้วจะต้องมี Credit Unit สะสม เพื่อต่อยอดไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย หมายถึงหลักสูตรที่เป็นหลักสูตรระยะสั้น สามารถจะสะสมแล้วนำไปเทียบโอนหน่วยกิตในมหาวิทยาลัยได้ รวมทั้งประกาศนียบัตรวิชาชีพที่กศน.ออกให้ตรงนี้สามารถไปยื่นต่อสถานประกอบการทำงานได้โดยจะหารือกระทรวงแรงงานให้ออกใบรับรองเพื่อเพิ่มรายได้

ในการเรียนรู้กศน.ผ่านระบบออนไลน์ จะเป็นการเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหานักศึกษาที่เข้าชั้นเรียนไม่ได้เพราะอาจติดภารกิจ เช่น การทำงานล่วงเวลา แบบนี้ก็สามารถเรียนออนไลน์แล้วได้หน่วยกิต และจะจัดวางหลักสูตรวิชาชีพต่างๆ ที่สามารถเรียนรู้ผ่านออนไลน์ได้แล้วได้เครดิต เช่นอยากจะปลูกทุเรียนแต่ต้องเรียนการปลูกพืชพื้นฐานก่อน จากนั้นเราจะมีวิทยากรที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจะสอนการปลูกทุเรียนรวมทั้งเรียนการวิเคราะห์การตลาดเป็นต้น

พูดง่ายๆ ใช้ระบบ Sharing University นำมาปรับใช้ได้ เราจะมีการประเมินผลอย่างมีคุณภาพซึ่งหลายมหาวิทยาลัยพร้อมให้ความร่วมมือด้วย แม้แต่การสอนภาษาต่างชาติให้นักเรียนกศน.ก็ใช้ระบบนี้ได้เพราะทุกวันนี้ชาวต่างชาติมาอยู่ประเทศเราเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีการค้าขายเยอะ นักเรียนกศน.ก็เยอะ ดังนั้นเรามุ่งเน้นให้นักศึกษากศน.สื่อสารกับชาวต่างชาติได้ เราจะมีหลักสูตรมัคคุเทศก์ด้วย เรียนจบกศน. คุณได้ใบมัคคุเทศก์อย่างถูกต้องเลย”

เสมา 3 กล่าวว่า “สำนักงานลูกเสือแห่งชาตินั้น ขอเรียนว่าลูกเสือเป็นเรื่องของจิตสาธารณะและการสร้างวินัยให้เยาวชน เป็นสิ่งที่รัชกาลที่ 6 พระราชทาน วันนี้เราต้องพัฒนากิจการของลูกเสือให้กว้างไกลขึ้น โดยจะสร้าง ”ลูกเสือมัคคุเทศก์” ที่ปูพื้นฐานการเป็นจิตอาสาและฝึกภาษาด้วย ซึ่งเขาพร้อมที่จะเรียนรู้ในเรื่องพัฒนาภาษา คนไทยเราต้องพัฒนาการออกเสียงผนวกด้วยการสอนหลักสูตรท้องถิ่น เพราะแต่ละจังหวัดมีความโดดเด่นแตกต่างกัน ลูกเสือจะต้องเป็นผู้รู้และสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ โดยจะมีครูและปราชญ์ชาวบ้านเป็นโค้ชให้ จะลงนามกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยในเรื่อง Service Mind และการใช้ภาษา สิ่งที่สำคัญคือเกิดความรักท้องถิ่นตัวเองและจะผนวกหลักสูตรสมุนไพร/หลักสูตรการช่วยชีวิตเข้าไปด้วย พวกเขาจะได้มีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและช่วยเหลือคนที่ไปให้บริการได้”

ครูโอ๊ะ บอกว่า “ส่วนกัญชาเพื่อการแพทย์นั้น เรากำลังคิดทำหลักสูตรร่วมกันกับผู้รู้เพื่อนำมาใช้ได้อย่างยั่งยืน เน้นย้ำ กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ทำให้คนรู้อย่างถูกต้อง ให้เข้าถึงว่ากัญชาคืออะไร ประโยชน์ทางการแพทย์คืออะไร โทษของกัญชาคืออะไร เหมาะสมกว่าที่จะให้ไปแสวงหาความรู้โดยที่อะไรถูกหรืออะไรผิดยังไม่ชัดเจน ตรงนี้กระทรวงศึกษาธิการจะจัดให้เพราะมันคือความถูกต้อง เรามีหน้าที่จัดการศึกษาที่ดีให้แก่ประชาชน และไม่ใช่เฉพาะกัญชาเท่านั้นแต่จะสอนให้รู้จักพืชสมุนไพรอื่นๆ ด้วยเพื่อขยายภูมิปัญญาชาวบ้านให้สามารถใช้ทุกอย่างที่เป็นทรัพยากรได้อย่างมีประโยชน์สูงสุดและเป็นการยังชีพได้อย่างยั่งยืน”

เสมา 3 ระบุว่า “กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในเรื่องนี้ได้หารือกับ ”เสมา 1” แล้ว เพราะเป็นหน้าที่และเป็นนโยบายพรรคด้วยที่รับปากประชาชนไว้แล้ว ตอนนี้กำลังหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อที่จะหาวิธีการและมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้ลูกหนี้กยศ. รวมทั้งผู้ค้ำประกันทุกคนไม่ต้องรับความเดือดร้อน เชื่อว่าสิ่งนี้จะผลักดันให้เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้แน่นอนเพราะปัญหานี้เรื้อรังและหลายคนไม่มีความสุข”

14 กันยายน 2562 พรรคภูมิใจไทย จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชน กฎหมาย “แก้หนี้ กยศ.ปลดทุกข์เด็กไทย” โดยมีภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมเสวนาและเสนอแนวทางแก้ไข โดยจะเสนอร่างพ.ร.บ.กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่..) พ.ศ…ให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป

 สาระโดยสรุปคือ
ปัจจุบันผู้ร่วมกู้กยศ.มีประมาณ 5.6 ล้านคน กู้ไปแล้ว 6 แสนล้านบาท
นักเรียนแต่ละคนเฉลี่ยกู้เงินจำนวน 1 แสนบาท ให้เวลาผ่อนชำระ 15 ปี
มีการผิดนัดชำระหนี้ 2.3 แสนคน คิดเป็น 65% เงินกู้กยศ. จำนวน 7.9 หมื่นกว่าล้านบาทเป็นหนี้เสียที่ลูกหนี้ติดค้างชำระ
เริ่มชำระหนี้แล้ว 3 ล้านคน ปัจจุบันมีเงินที่ชำระหนี้กยศ.กลับเข้ามากว่า 3 หมื่นล้านบาทและถูกดำเนินคดีไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน
ดอกเบี้ยกยศ.หากมาชำระอยู่ที่ 1% (ก่อนหน้านี้ดอกเบี้ยเงินกู้หากไม่มาชำระอยู่ที่ 18% ตอนนี้กยศ.ปรับเหลือ 7.5%)
ปัญหาการไม่ชำระหนี้มาจาก 1.ยากจน ขาดแคลน 2.มีหนี้อื่น และเลือกชำระหนี้อื่นก่อน 3.มีเงิน แต่ไม่จ่ายหนี้

ดร.กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ ระบุว่า พรรคภูมิใจไทย พยายามเข้าไปช่วยเป็นตัวกลางและจะเสนอกฎหมายต่อไปนี้ให้รัฐสภาพิจารณา
1.กำหนดว่าให้กรรมการกองทุนมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการแปลงเงินกู้ เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน
2.ยกเลิกบทบัญญัติค้ำประกัน ยกเลิกผู้ค้ำประกัน
3.ผู้กู้ให้ทำงานแทนได้ วิธีการทำงานคล้ายผู้ที่ได้ทุนแล้วกลับมาทำงานในหน่วยงานนั้นๆ ทดแทน
4.ให้ปลอดดอกเบี้ย คือคืนเฉพาะเงินต้นคืนเท่านั้น นับตั้งแต่เริ่มต้นประกาศใช้พ.ร.บ. ส่วนผู้ที่กู้ไปแล้วก็ให้เริ่มนับตั้งแต่ที่ประกาศใช้พ.ร.บ. ส่วนที่ชำระไปแล้วถือว่าให้รัฐ
5.ผู้ที่ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 ไม่มีการเก็บทั้งต้นและดอกเบี้ย เพราะถือว่าเป็นคนมีคุณภาพสูง
6.ผู้ที่เรียนจบสาขาขาดแคลน 10 สาขา คนเหล่านี้เป็นการให้ทุนการศึกษาโดยไม่ต้องมาใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ย

น้ำใจคนไทยไม่ทอดทิ้งกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389513?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำใจคนไทยไม่ทอดทิ้งกัน

20 กันยายน 2562 – 09:30 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,น้ำใจ,คนไทย,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 161 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

หลายวันที่ผ่านมานี้ประเทศไทยของเราเจอวิกฤติการณ์หลายด้านจนประชาชนสับสนไปหมดทั้งการเมืองและเรื่องใกล้ตัวเกี่ยวกับน้ำท่วมใหญ่

เรื่องการเมืองนั้นปล่อยให้เป็นไปตามกระแส เพราะในที่สุดดูรูปการณ์แล้วรัฐบาลชุดนี้ก็จะบริหารประเทศต่อไป แม้จะเป็นเรือเหล็กที่มีรอยรั่วหลายจุดก็คงไม่ถึงกับล่มลงกลางทะเลท่ามกลางมรสุมรุมเร้า

มาดูเกี่ยวกับเหตุใหญ่คือน้ำท่วมโดยเฉพาะอุบลราชธานีที่เดือดร้อนมากที่สุด และเกิดประเด็นใหญ่ขึ้นมาเพราะชาวบ้านหาว่ารัฐบาลทอดทิ้งหรือช่วยเหลือไม่ทันกาล

สู้การช่วยเหลือของดารานักแสดงนำโดย ‘บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์’ ไม่ได้ เพราะแจกเงินได้เร็วกว่าและนำเอาพระเอกที่คนอยากเจอไปเป็นผู้มอบอย่าง ‘โดม ปกรณ์ ลัม’ เล่นเอาชาวบ้านกรี๊ดสลบ

แถมเงินบริจาคก็หลั่งไหลมากว่าสามร้อยล้านบาทเข้าไปแล้ว ในขณะที่รัฐบาลมีรัฐมนตรีหลายกระทรวงลงไปแจกถุงยังชีพหรือสิ่งของดำรงชีวิต

วันก่อน ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี ลืมความโกรธ นำ ครม.ออกช่อง 9 รับบริจาคได้หลายร้อยล้านเช่นกัน

แถมในห้องส่งยังมี ‘บิณฑ์ บันลือฤทธิ์’ มารับโทรศัพท์รับบริจาคด้วย จนคนดูหายสงสัยว่าพระเอกของเราเลิกกินเกาเหลากับรัฐบาลเพราะสื่ออนไลน์ต่างโจมตีรัฐบาลว่ามัวแต่ทำอะไรอยู่ อุบลฯ น้ำท่วม แต่นายกรัฐมนตรีไปสมุย

เวลานี้ในโลกโซเชียลต่างชื่นชมพระเอก ‘บิณฑ์ บันลือฤทธิ์’ มากกว่า ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ภาพที่ออกมาเลยช่วยบรรเทาลงได้ในระดับหนึ่ง

รัฐบาลเองก็ชักเป๋เพราะฝ่ายค้านก็ลงพื้นที่เรียกคะแนนชาวอุบลฯ ได้อีกโข และช่วงนี้ตามชนบทเมืองอุบลฯ และอีกหลายจังหวัดในภาคอีสานแลดูวุ่นไปหมด

แต่จะอย่างไรก็ตาม-อย่าไปคิดมากให้ปวดหัว ขอให้มองโลกในแง่ดีว่าคนไทยมีน้ำใจไม่ทอดทิ้งกัน

อย่าไปเอาเรื่องการเมืองมายุ่งเกี่ยวเลย-ชาวบ้านเดือดร้อนจะแย่อยู่แล้ว
อ๊อด เทอร์โบ

‘โดรน’ อาวุธมหาประลัย
ถล่มโรงกลั่นน้ำมันซาอุฯ

ผมเขียนจดหมายนี้มาเพราะอยากแจ้งให้ทราบว่าเวลานี้โลกของเราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายเหลือเกินครับ และจากการติดตามข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ เกิดเรื่องน่าสะพรึงกลัวขึ้น

นั่นคือมีการส่งฝูงโดรน 10 กว่าลำไปโจมตีโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ของซาอุฯ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก ไฟลุกท่วมและทำให้การผลิตน้ำมันของซาอุฯ ลดลงกว่าครึ่ง

ผมว่าไทยจะต้องเดือดร้อนเพราะเราพึ่งพาน้ำมันจากซาอุฯ มาก แต่ประเด็นใหญ่ของเราอยู่ที่ ‘โดรน’ อาวุธมหาประลัย ซึ่งเป็นอากาศยานหรือจรวดร่อนไร้คนขับ บังคับโดยรีโมท ไม่ต้องเสี่ยงใช้นักบิน

ผมเคยดูหนังแล้วขนลุกเพราะอำนาจทำลายล้างของโดรนนี่รุนแรงและมีความแม่นยำมากๆ เพราะใช้ระบบดาวเทียมชี้เป้าโอกาสพลาดจึงน้อยมาก

เลยอยากจะบอกว่าชาติมหาอำนาจอาจจะมีกองทัพโดรนเป็นอาวุธมหาประลัยทำลายล้างเป้าหมายเหมือนในเกมคอมพิวเตอร์-สรุปว่าโลกเราหาความปลอดภัยน้อยลงจริงๆ
อาวุธ (สะพานแดง)

เรียน คุณ ‘อาวุธ’ สะพานแดง
เรื่องโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบียนี้ผมทราบข่าวมาแล้วเช่นกัน และขอบคุณจดหมายของคุณที่แสดงให้เห็นพิษสงหรือความรุนแรงของ ‘โดรน’ ว่าเหลือกำลังป้องกันจริงๆ

กรณีนี้ผมขอให้เราโฟกัสไปที่สงครามยุคใหม่ ซึ่ง “โดรน” จะเป็นอาวุธร้ายหรืออาวุธมหาประลัยอย่างว่ามาจริงๆ เพราะลดความสูญเสียนักบินและมีความแม่นยำหรือความผิดพลาดน้อยมาก

หลังจากนั้นมากลุ่มกบฏเยเมนได้แถลงความรับผิดชอบเรื่องนี้และคอยดูว่าซาอุดีอาระเบียจะต้องล้างแค้นแบบไหน เพราะมีสหรัฐอเมริกาหนุนหลังอยู่ดังที่ทราบกัน

โลกเรานี้หาความสงบน้อยลงทุกขณะเสียแล้วละครับ และต่อไปคอยดูว่า ‘โดรน’ จะมีบทบาทในสงครามยุคใหม่เหมือนในภาพยนตร์ที่ลงจอเมื่อเร็วๆ นี้

สรุปว่าเลือดต้องล้างด้วยเลือด-เรื่องแล้วกันไปให้อภัยต่อกันไม่มีอีกต่อไปแล้ว
อ๊อด เทอร์โบ

ตรวจแถว คนหน้าเดิม เพิ่มเติมคือป่วนหนักขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389506?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตรวจแถว คนหน้าเดิม เพิ่มเติมคือป่วนหนักขึ้น

20 กันยายน 2562 – 09:10 น.
ชูธงทวนกระแส
เปิดอ่าน 143 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

นักข่าวเจอหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยังถามไม่เลิกเรื่อง เอกสารลับ “โครงข่ายทำลายประเทศ” ที่มีช่างภาพถ่ายปกเอกสารชุดนี้จากบนโต๊ะของนายกฯ ประยุทธ์ ระหว่างการอภิปรายในสภา เมื่อวันก่อน

“อยากรู้เหรอ เธออยู่ในรายชื่อนั้นหรือเปล่าใช่ไหม” ลุงตู่กระเซ้านักข่าว ซึ่งทุกคนทราบดี เอกสารลับของฝ่ายความมั่นคง เผยแพร่ไม่ได้อยู่แล้ว

อันที่จริง ผู้ที่ติดตามการเคลื่อนไหวของขบวนการต่อต้าน คสช.มาแต่ปี 2557 ก็เดาได้ว่า มีชื่อใคร? อยู่ในเอกสารลับฉบับนั้นบ้าง

แนวคิดเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่าง “ถึงรากถึงโคน” นั้น ตกค้างมาจากความล้มเหลวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2525 ฉะนั้น อดีตซ้ายไทยบางกลุ่ม จึงกระโจนเข้าร่วมก่อการทำสงครามสื่อดิจิทัล ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

++

จักรภพ เพ็ญแข

หลังจากสิ้น “โกตี๋”, “ลุงสนามหลวง” และ “สุรชัย แซ่ด่าน” เสียงโฆษณาปลุกระดมผ่านช่องยูทูบจากฝั่งลาว ก็เงียบหายไป ส่วนสมาชิกวงดนตรี “ไฟเย็น” ออกเดินทางไปพำนักอยู่ในปารีส ฝรั่งเศส เช่นเดียวกับ “วัฒน์ วรรลยางกูร”

เวลานี้ แยม ไฟเย็น, ขุนทอง ไฟเย็น, จอม ไฟเย็น, พอร์ท ไฟเย็น ดีเจตีโต้ ยังไม่ได้สถานะผู้ลี้ภัย และอยู่ระหว่างการเรียนภาษาฝรั่งเศส พวกเขายังใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือโจมตีรัฐบาลประยุทธ์ 2 ทุกเวลานาที

ฝั่งกัมพูชา “จักรภพ เพ็ญแข” ปักหลักอยู่ในพนมเปญ และหยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะมีสัญญาณจากผู้มีอำนาจในกัมพูชา ไม่อนุญาตให้ใช้กัมพูชาเป็นฐานโจมตีรัฐบาลประยุทธ์

 “พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์” อดีตแกนนำ นปช. และ “แอนตี้” หรือพิษณุ พรหมสร แดงอิสระ ที่เคยจัดรายการวิทยุใต้ดิน ก็ต้องเลิก เนื่องจากเจ้าบ้านสั่งห้ามเด็ดขาด

ไม่แน่ใจว่า ชั่วโมงนี้ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ที่เคยมาอาศัยอยู่ใต้ชายคาผู้ทรงอำนาจในเขมร เมื่อปี 2553-2554 จะมาหลบพักร้อนอยู่แถววงเวียนเอกราช กลางกรุงพนมเปญหรือเปล่า

“เพียงดิน รักไทย”

ที่คึกคักมากกว่าประเทศอื่น น่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา เมื่อ “ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน” โดย เสน่ห์ ถิ่นแสน หรือ “เพียงดิน รักไทย” ยังจัดไลฟ์เฟซบุ๊กวิจารณ์กลุ่มอำนาจทหาร และบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูง

รวมถึง “เรดยูเอสเอ” นำโดย เชาว์ ซื่อแท้ เจ้าของกิจการนวดแผนไทย ซึ่งจัดงานวันเกิดให้ทักษิณ ชินวัตร เมื่อเดือนก่อน ในร้านอาหารคนไทย ที่ลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

สำหรับ “สุนัย จุลพงศธร” อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ยังไลฟ์เฟซบุ๊กทุกวัน แม้องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย โดยการนำของ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ จะปิดฉากไปแล้ว

ข้ามมาทางยุโรป “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ได้ก่อตั้ง “สมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน” ที่ปารีส นัยว่าจัดตั้งองค์กรนี้ขึ้นมาทดแทนองค์กรเสรีไทย

“จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ผู้ลี้ภัยในฟินแลนด์ รับบทพี่เลี้ยงกลุ่มไฟเย็น กำลังวางแผนจัดตั้งองค์กรการเมืองแบบถาวร เพื่อให้กลุ่มไฟเย็นเคลื่อนไหวปลุกระดมคนไทย ผ่านเสียงเพลงแห่งการเปลี่ยนแปลง

กลุ่ม KonthaiUk ที่อยู่ในอังกฤษ โดยการนำของ “ป้าอุ๊ ไทยไทเกอร์” เป็นแหล่งผลิตข่าวปลอม ทำลายความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและเศรษฐกิจ ของรัฐบาลประยุทธ์มานานแล้ว

สุนัย จุลพงศธร

กระทั่ง ตำรวจออกหมายจับ นางวัฒนา เอ็บเบจช์ หรือป้าอุ๊ ไทเกอร์ หัวขบวนเพจ KonthaiUk ซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตามฐานความผิด พ.ร.บ.คอมพ์

“ป้าอุ๊” ยังใกล้ชิดสนิทสนมกับองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ของ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ และสุนัย จุลพงศธร

ส่วน “ป้าหนิง DK” ยังจัดวิทยุใต้ดินในเยอรมนี และลิงก์สัญญาณกับ “แดงใต้ดิน” ในเมืองไทย ปลุกระดมให้คนไทยต่อต้านรัฐบาลประยุทธ์ 2

ขบวนการต้านเผด็จการทหาร ได้ดำเนินกลยุทธ์ “สงครามข่าวปลอม” ปั่นป่วนในทุกสถานการณ์ แม้แต่ช่วงน้ำท่วมอุบลฯ ก็มีเฟคนิวส์เกลื่อนเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และไลน์

กลุ่ม Red USA

ล้อมรั้วคอนกรีตสถานที่ราชการ แต่ส่งผลกระทบต่อกิจการของเอกชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389509?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ล้อมรั้วคอนกรีตสถานที่ราชการ แต่ส่งผลกระทบต่อกิจการของเอกชน

20 กันยายน 2562 – 08:42 น.
ล้อมรั้วคอนกรีตสถานที่ราชการ,ธุรกิจเอกชน,เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 141 ครั้ง

คอลัมน์…   เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

การเปิดกิจการค้าขายหรือการให้บริการ… “ทำเล” ของสถานประกอบกิจการที่เหมาะสมและทางเข้าออกที่สะดวกสบายสำหรับลูกค้าถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อรายได้ของเจ้าของกิจการนั้นๆ

คดีปกครองที่นำมาเล่าสู่กันฟังในฉบับนี้น่าสนใจทีเดียวเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับการปิดล้อมรั้วสถานที่ราชการ แต่ส่งผลกระทบต่อกิจการของเอกชนครับ…

คดีนี้เป็นเรื่องของเจ้าของร้านขายกรมธรรม์ประกันภัยรถแห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดกิจการในตึกแถวอยู่ติดกับสำนักงานขนส่งจังหวัด มีรั้วลวดหนามของสำนักงานขนส่งจังหวัดกั้นเขตระหว่างตึกแถวกับสำนักงาน แต่รั้วลวดหนามได้ถูกรื้อออก กว้างประมาณ 1.5 เมตร เจ้าของร้านขายกรมธรรม์ประกันภัยจึงพาดแผ่นคอนกรีตข้ามร่องน้ำเพื่อใช้เป็นช่องทางเดินเข้าออกในพื้นที่ของสำนักงานขนส่งจังหวัดในการประกอบกิจการของตน

ต่อมาสำนักงานขนส่งจังหวัดได้ก่อสร้างรั้วคอนกรีตทึบแทนรั้วลวดหนาม ทำให้เจ้าของร้านขายกรมธรรม์ประกันภัยรถไม่สามารถใช้ช่องทางเดินดังกล่าวเข้าออกได้เช่นเดิม อีกทั้งตึกแถวดังกล่าวมีผนังด้านข้างและด้านหลังเป็นคอนกรีตทึบสูงจดหลังคาทำให้มืดและร้อนอบอ้าว จึงได้ยื่นคำร้องต่อขนส่งจังหวัดเพื่อขอให้ก่อสร้างประตู ช่องลมหรือทางเข้าออกรั้วพิพาทแต่ถูกยกคำร้อง จึงยื่นฟ้องขนส่งจังหวัดต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาให้ขนส่งจังหวัด สร้างประตู ช่องลมหรือช่องทางเข้าออกรั้วพิพาทดังกล่าว

คดีมีประเด็นที่น่าสนใจว่าการก่อสร้างรั้วคอนกรีตของสำนักงานขนส่งจังหวัดซึ่งปิดกั้นที่ของผู้ฟ้องคดีซึ่งเคยใช้ติดต่อกับลูกค้า และการที่ไม่อนุญาตเปิดทางตามคำร้องของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ขนส่งจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดี) ซึ่งเป็นผู้ใช้ที่ราชพัสดุมีหน้าที่ในการดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุ ทั้งยังมีหน้าที่ในการดำเนินการรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่โดยกำหนดมาตรการเพื่อพิทักษ์รักษาให้ความปลอดภัยแก่ที่สงวน อาคาร และสถานที่ของหน่วยงานของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552

เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้ที่มีสิทธิหน้าที่ที่จะเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของสำนักงานขนส่งจังหวัด ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุที่อยู่ในความครอบครองดูแลและบำรุงรักษาของผู้ถูกฟ้องคดี ทั้งการเปิดรั้วลวดหนามดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตยังเป็นการทำลายเครื่องล้อมกันเขต ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรักษาความปลอดภัยของสถานที่ราชการ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้ขอจัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงรั้วลวดหนามเป็นรั้วคอนกรีตเพื่อปิดกั้นพื้นที่ที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีและเอกชนรายอื่นๆ เป็นการถาวร ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการการรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่ โดยใช้เครื่องกีดขวางเพื่อป้องกันขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวบุคคลและยานพาหนะที่ไม่มีสิทธิเข้าไปในพื้นที่ที่มีการรักษา ตามข้อ 37 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552

ดังนั้นการที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทำประตู ช่องลมหรือช่องทางเข้าออกรั้วด้านข้างของสำนักงานขนส่งจังหวัด จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

นอกจากนั้นตามที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่าศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอทุกอำเภอได้เปิดทางเข้าออกทุกด้านให้ประชาชนใช้บริการนั้น ทางเข้าออกสถานที่ราชการเป็นประตูเปิด-ปิดอย่างเป็นทางการก็เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่การทำประตูเปิด-ปิดตามคำขอของผู้ฟ้องคดีเป็นทางเข้าออกเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของผู้ฟ้องคดีแต่เพียงผู้เดียว เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างความปลอดภัยบริเวณอาคารสถานที่ของทางราชการ อันจะเป็นประโยชน์ต่อทางราชการกับประโยชน์ในการประกอบกิจการขายกรมธรรม์ประกันภัยรถของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นประโยชน์ส่วนบุคคลแล้ว ไม่อาจถือว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายเกินสมควร

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับประชาชนที่อาศัยพื้นที่ของราชการเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของตนเอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากส่วนราชการให้เข้าใช้พื้นที่ ถือเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของราชการ อีกทั้งการก่อสร้างรั้วคอนกรีตแทนรั้วลวดหนาม ถือเป็นการรักษาความปลอดภัยบริเวณอาคารสถานที่ของราชการและประชาชนที่มาติดต่อรวมถึงเอกสารของทางราชการ ความเสียหายที่เอกชนผู้ประกอบกิจการได้รับจากการที่ไม่สามารถเข้าออกบริเวณทางพิพาทได้ จึงไม่เป็นการสร้างความเสียหายแก่เอกชนเกินสมควรเมื่อเทียบกับประโยชน์ต่อทางราชการและประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมที่มาติดต่อราชการ ดังนั้น จึงไม่เป็นการกระทำละเมิด

(ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของคดีได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1770/2559 และปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 รวมทั้งสืบค้นบทความเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

ใช้สติก่อนตัดสินข่าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389505?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใช้สติก่อนตัดสินข่าว

20 กันยายน 2562 – 08:19 น.
ใช้สติก่อนตัดสินข่าว
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวัน

ช่วงนี้โลกออนไลน์แชร์ข้อมูลข่าวสารเรื่อง “น้ำท่วม” กันหลากหลายวาระ บางครั้งเป็นเรื่องจริงที่หลายคนไม่ทราบ และหลายครั้งหลายคราก็เป็นข่าวลวงที่สร้างขึ้นมาจุดกระแสเพื่อแสวงหาผลประโยชน์บางอย่างให้ตัวเองจากธารน้ำใจของคนไทยด้วยกัน ข่าวลวงนั้นมีมานานนมแล้ว และน่าจะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ เพียงแต่มันอาจพลิกแพลงให้เข้ากับบริบทของโลกวันนี้ด้วยการใช้เทคโนโลยี

ถึงวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีนั้นมีทั้งคุณและโทษ เพราะเพียงชั่ววินาทีที่มีการส่งข้อมูลข่าวสารออกไปอาจส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อผู้รับสารและส่งสาร ดังนั้นสติของผู้ติดตามข่าวสารคือสิ่งสำคัญที่จะพิจารณา โดยเฉพาะรัฐบาลต้องมีสติไตร่ตรองอย่างรอบด้าน ไม่ด่วนคิด ด่วนสรุป หรือทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งต่อการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นจากคำติชมใดๆ ของภาคประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอแนะต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

ความหลากหลายจากทุกๆ ข้อมูลในโลกออนไลน์ที่สังคมส่งถึงไม่ว่าจะดี ร้าย เลื่อนลอย …รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารต้องรับไว้ไตร่ตรอง มิควรจะไปตำหนิฝ่ายใดที่แสดงความเห็นในเชิงลบ แต่ควรชี้แจงถึงเหตุผลรวมทั้งวิธีการแก้ไขเพื่อให้สังคมเข้าใจเป็นระยะ..และที่สำคัญต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาเพื่อคลายทุกข์ให้ประชาชนในทันที..ไม่ใช่เอะอะก็ออกมาตีโพยพีพายว่าความเห็นด้านลบที่ส่งถึงเป็น “เฟคนิวส์” ที่ฝั่งตรงข้ามพยายามโจมตี และดิสเครดิตรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันในส่วนของภาคประชาชนเองก็ต้องมีความหนักแน่น และรู้จักแยกแยะกับข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่า มีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน และที่สำคัญทุกคนต้องไม่ร่วมเติมเชื้อไฟ หรือเฮโลตามกันไปเมื่อเห็นข่าว หรือความคิดเห็นต่างๆ ที่โจมตีรัฐบาลแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ดังนั้นจึงต้องไม่ลืมว่าในโลกออนไลน์ที่มีทั้งข่าวลวง ข่าวเท็จเต็มไปหมดนั้น เราก็ยังมีข้อเท็จจริง หรือข้อมูลต่างๆ ที่สามารถตรวจสอบได้เช่นกันว่าข่าวที่เกิดขึ้นมีข้อเท็จจริงและเบื้องลึกหนาบางเท่าใด

วันนี้ประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมหลายล้านชีวิตกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก จึงไม่ใช่เวลาที่คนกลุ่มใดกลุ่มนึงจะหาผลประโยชน์จากความทุกข์เข็ญของคนไทยด้วยการสร้างรูปแบบความคิดผิดๆ เพื่อโจมตีฝั่งตรงข้าม ดังนั้นการไตร่ตรองอย่างมีสติและเหตุผลคือเครื่องเตือนใจทุกฝ่ายที่ลงไปช่วยแก้ไขปัญหาน้ำในคราวนี้ว่าเราควรใช้เทคโนโลยีในโลกออนไลน์ให้เกิดประโยชน์ มิใช่สร้างปมปัญหาคาใจให้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ และการเสพข้อมูลข่าวสารก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน อย่าปล่อยให้กระแสที่มาจากการปั่นข่าวลวงมากลบบังตาจนเกิดการก่อกระแสตำหนิอีกฝ่ายหนึ่งจนเป็นประเด็นขัดแย้งใหม่ในสังคมวันนี้และวันหน้า…

#SaveMuay “ลาวขวา” ฟ้องโลก รัฐบาลลาวเผด็จการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389371?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

#SaveMuay “ลาวขวา” ฟ้องโลก รัฐบาลลาวเผด็จการ

19 กันยายน 2562 – 13:48 น.
รายงานพิเศษ,SaveMuay,Muay Littlepig,นางฮวยเฮือง ไชยะบูลี,เน็ตไอดอลการเมืองลาว,รัฐบาลลาว,นักเคลื่อนไหน,ประเทศลาว,สปปลาว,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 649 ครั้ง

#รายงานพิเศษ

*********************

สืบเนื่องจากกรณีตำรวจเมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก ได้ควบคุมตัวนางหมวยที่ร้านอาหารมิดตะพาบ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาต่อต้าน สปป.ลาว ต้องรับโทษติดคุก ปี เมื่อค่ำวันที่ 12 กันยายน 2562 ส่งผลสะเทือนไปทั่ว สปป.ลาว และในหมู่คนลาวโพ้นทะเล

นางหมวย” หรือ Muay Littlepig หรือ นางฮวยเฮือง ไชยะบูลี แม่ค้าปากเซ ที่กลายเป็น “เน็ตไอดอลการเมืองลาว” เธอโด่งดังมาจากการไลฟ์เฟซบุ๊คเปิดประเด็น “ข้อยบ่มีเงินจ้างเข้าเฮ็ดเวียก” ที่เปิดโปงระบบอุปถัมภ์ในรัฐราชการลาว

กลุ่มลาวฝ่ายขวา เรียกร้องให้ปล่อยตัวนางหมวย

ล่าสุด ริชาร์ด ไชสะหมอน” ประธานลาวรวมลาวเพื่อประชาธิปไตย ในสหรัฐอเมริกา ได้ไลฟ์เฟซบุ๊คส่วนตัวว่า เรียกร้องให้ปล่อย “นางหมวย” เพราะไม่มีความผิดอะไร เพียงใช้สื่อโซเชียลสื่อสารไปถึงหน่วยงานภาครัฐให้มาช่วยเหลือชาวบ้านในแขวงจำปาสัก

ปัญหาอุทกภัยในลาวนั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนลาวเป็นจำนวนหลายพันครอบครัว แต่ไม่สามารถบอกกล่าวกับรัฐบาล หรือแม้แต่ชาวโลกผ่านทางเฟสบุ๊คหรือโซเชียล เพื่อให้เร่งเข้าไปช่วยเหลือได้ เพราะมีความผิดข้อหาทำลายความสงบของบ้านเมือง ต้องให้รัฐบาลพูดเพียงอย่างเดียว” ริชาร์ด ไชสะหมอน

กระบอกเสียงกลุ่มลาวรวมลาว

ขณะเดียวกัน กลุ่มลาวรวมลาวเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในลาว ก็ได้รายงานปัญหารัฐบาล “จับนางหมวย” ให้กับองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร รวมทั้งยูเอ็นด้วย

จริงๆ แล้ว กลุ่มองค์กรประชาธิปไตยในสหรัฐ และแคนาดา ทางรัฐบาล สปป.ลาว ถือว่าเป็น องค์กร “อิทธิพลปรปักษ์” มีเป้าหมายโค่นล้ม สปป.ลาว จึงไม่ได้ให้ความสำคัญ และไม่สนใจความเคลื่อนไหวคนเหล่านี้

ด้านตำรวจแขวงจำปาสัก ได้แถลงผ่านสื่อลาวไปแล้วว่า นับแต่เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมที่ภาคกลางและภาคใต้ของลาว นางหมวยได้ไลฟ์เฟซฯ โฆษณาปลุกระดมอย่างต่อเนื่อง สร้างความเข้าใจที่ผิด และปั่นป่วนสังคม

นางหมวย ยังถูกขังอยู่ในคุกจำปาสัก

เมื่อวันที่ 17 ..2562 ..ไพจิด ไชยะเดด รองหัวหน้าตำรวจ ปกสแขวงจำปาสัก ได้ให้สัมภาษณ์เวียงจันทน์ไทม์ว่า นางหมวยได้รับสารภาพว่า มีการกระทำโฆษณาต่อต้าน สปป.ลาว และยังได้ให้ข้อมูลสำคัญ เรื่องการพัวพันกับ “กลุ่มคนบ่ดี” ที่อยู่ภายในและต่างประเทศ

ตำรวจลาวยังอธิบายว่า นางหมวยมีความผิดฐานต่อต้าน สปป.ลาว อิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 117 ระบุว่า “บุคคลใด หากได้โฆษณาใส่ร้ายป้ายสี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว บิดเบือนแนวทางของพรรค และนโยบายของรัฐ ออกข่าวอกุศล ทำให้มีความวุ่นวายด้วยพูด การเขียน การพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ วิดีโอ เอกสาร สื่ออิเลกโทรนิกส์ หรืออื่นๆ ที่มีเนื้อหาต่อต้าน สปป.ลาว เพื่อทำให้อำนาจแห่งรัฐอ่อนแอลง จะถูกลงโทษตัดอิสรภาพ ตั้งแต่ 1 -5 ปี และจะถูกปรับ ล้านกีบ ถึง 20 ล้านกีบ”

สมัยเคลื่อนไหวสวมเสื้อดำ

ตั้งแต่ นางหมวย หรือ “Muay Littlepig” เคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลมาแต่ปีที่แล้ว ได้ก่อให้เกิดการแบ่งขั้วในสังคมลาว ระหว่าง “Muay FC” กับ กลุ่มปกป้องพรรครัฐ” ทั้งสองขั้วเปิดสงครามสื่อทั้งใต้ดินบนดิน จนกระทั่ง นางหมวยถูกจับกุม 

ล่าสุด ญาตินางหมวย พยายามขอยื่นประกันตัวออกมาสู้คดี และคาดว่า ต้องใช้เงินประกันถึง 100 ล้านกีบ แต่ทางศาลประชาชนแขวงจำปาสัก อาจไม่ให้ประกัน เพราะข้อหาบ่อนทำลาย สปป.ลาวนั้นร้ายแรงมาก 

กล้องยักษ์ขนาด5สนามฟุตบอล ยืนยัน คลื่นปริศนานอกโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389332?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กล้องยักษ์ขนาด5สนามฟุตบอล ยืนยัน คลื่นปริศนานอกโลก

19 กันยายน 2562 – 13:20 น.
คลื่นปริศนานอกโลก,กล้องยักษ์ขนาด5สนามฟุตบอล,นักดาราศาสตร์,ดรพฤทธิ์ เจริญจิตติชัย
เปิดอ่าน 222 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ในจักรวาลมี “ดาวเคราะห์” คล้ายโลกมนุษย์ไม่ต่ำกว่า 3 พันดวง ทำให้เหล่านักดาราศาสตร์ใฝ่ฝันที่จะค้นพบสัญญาณทักทายจากเพื่อนนอกโลก… หลายประเทศแข่งขันกันลงทุนสร้างกล้องส่องดูดาวให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมล่าสุดจีนประกาศว่า “กล้องโทรทรรศน์วิทยุใหญ่สุดในโลก” ที่มณฑลกุ้ยโจว ตรวจพบ “คลื่นวิทยุปริศนาชื่อดัง FRB 121102” ได้กว่า 20 ครั้ง ทำให้มนุษย์โลกยิ่งสงสัยว่าคลื่นลึกลับนี้ส่งมาจากไหนกันแน่…!?!…

จักรวาลอันไกลโพ้น มีสีดำมืดสนิท ไม่มีใครมองเห็นอะไรได้ ดังนั้น “กล้องโทรทรรศน์วิทยุ” ที่สร้างขึ้น จึงเน้นพัฒนาเทคโนโลยีตัวรับคลื่นวิทยุให้สามารถตรวจจับสัญญาณจากสิ่งต่างๆ เช่นคลื่นสัญญาณจากหลุมดำ คลื่นพัลซาร์ดาวนิวตรอน ฯลฯ หรือแม้กระทั่งจินตนาการว่าสักวันจะเจอสัญญาณส่งมาจาก อีที (E.T.) หรือ “สิ่งมีชีวิตภูมิปัญญานอกโลก” (extra-terrestrial life) ที่ต้องการทักทายมนุษย์

เมื่อปี 2007 นักดาราศาสตร์สามารถตรวจจับ “คลื่นเอฟอาร์บี” (FRB : Fast Radio Burst) หรือ “คลื่นวิทยุสัญญาณฉับพลัน” ที่เป็นกลุ่มสัญญาณจากอวกาศมีความเข้มเป็นพิเศษจากการปลดปล่อยพลังงานขนาดมหึมาออกมาเพียงแวบเดียวเท่านั้น หรือประมาณ 1 มิลลิวินาที เปรียบเทียบกับแมลงวันที่กระพือปีก 1 ครั้งใช้เวลา 3 มิลลิวินาที หมายความว่าคลื่นนี้มาแรงและฉับพลันจริงๆ

จนถึงปัจจุบันมีการตรวจเจอและบันทึก “คลื่นวิทยุสัญญาณฉับพลัน” จากนอกโลกไว้เป็นแล้วกว่า 90 ครั้งในฐานข้อมูล แต่จนถึงวินาทีนี้ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นคลื่นจากอะไร มีเพียงการตั้งสมมุติฐานว่าอาจเกิดจากการชนกันของหลุมดำหรือดาวนิวตรอนแล้วปลดปล่อยพลังงานออกมา หรือปรากฏการณ์อื่นๆ ที่ทำให้เกิดเป็นคลื่นวิทยุขนาดใหญ่แบบนี้ได้ ที่น่าสนใจคือ การค้นพบว่าคลื่นเอฟอาร์บีในบางตำแห่นงมีการปล่อยคลื่นซ้ำที่จุดเดิมอีกหลายครั้ง

หมายความว่าคลื่นสัญญาณนี้อาจมาจากบางสิ่งอาศัยอยู่ในห้วงลึกอวกาศ !

ทำให้นักวิทยาศาสตร์จากบางสำนักเชื่อว่าคลื่นนี้เป็นสัญญาณพลังงานที่รั่วไหลออกมาจากอุปกรณ์บางชนิดของมนุษย์ต่างดาว อาจเป็นคลื่นบังคับยานอวกาศขนาดยักษ์ก็ได้
โดยเฉพาะคลื่นปริศนาที่ชื่อ “FRB 121102” โดยการตั้งชื่อนั้นมาจากตัวย่อของวันที่พบครั้งแรกเช่น  “FRB 121102” หมายถึงพบในปี 2012 เดือน 11 วันที่ 2

ดร.ลอรา สปิทเลร์ เป็นผู้ค้นพบสัญญาณคลื่นนี้ครั้งแรก แต่หลังจากนั้นผ่านไป 3 ปี ในเดือนมิถุนายน 2015 กล้องดูดาวของแคนาดาก็พบสัญญาณ FRB121102 วาบขึ้นมาอีกที่จุดเดิมอีก และตลอดทั้งปี 2015 คลื่นเอฟอาร์บีตัวนี้ส่งพลังงานวาบกว่า 10 ครั้งด้วยกัน

ทีมนักวิจัยดาราศาสตร์วิเคราะห์กันว่าคลื่นวิทยุสัญญาณฉับพลัน FRB121102 น่าจะอยู่ห่างไปประมาณ 3,000 ล้านปีแสง แต่ก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าเป็นคลื่นที่มาจาก กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) ที่มนุษย์โลกอาศัยอยู่ หรือมาจากกาแล็กซีกลุ่มดาวสารถี (Auriga) ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกับเรา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2019 นักดาราศาสตร์จีนประกาศว่ากล้องโทรทรรศน์วิทยุยักษ์ใหญ่ที่สุดในโลกของจีนชื่อว่า “ฟาสต์” สามารถดักจับสัญญาณคลื่นวิทยุปริศนาชื่อดัง “FRB121102” ได้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2019 และจากการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดในวันที่ 3 กันยายน 2019 สามารถจับสัญญาณซ้ำที่จุดเดิมอีกกว่า 20 ครั้งกว่า

ทั้งนี้ กล้อง “ฟาสต์” (FAST : Aperture Spherical Radio Telescope) มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 500 เมตร หรือเท่ากับเอาสนามฟุตบอล 5 สนามมาเรียงต่อกัน ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาอำเภอผิงถัง มณฑลกุ้ยโจว เปิดใช้งานตั้งแต่ปลายปี 2016 ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่รัฐบาลจีนทุ่มทุนสร้างจำนวนมหาศาล หวังผลักดันให้จีนเป็นผู้นำการสำรวจอวกาศ

การค้นพบของจีนครั้งนี้ยิ่งทำให้ปริศนาของ FRB121102 ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือกันอีกครั้งว่ามาจากไหนกันแน่!
แม้แต่ประเทศไทยเองก็เคยเข้าร่วมค้นคว้าหาสัญญาณคลื่นนี้กับประเทศอื่นด้วยเช่นกัน โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ของไทยร่วมมือกับอังกฤษ ใช้กล้องโทรทรรศน์แห่งชาติขนาด 2.4 เมตร ที่ตั้งอยู่ดอยอินทนนท์ ตรวจจับทิศทางที่เคยพบ FRB121102 เพื่อสำรวจว่านอกจากส่งคลื่นวิทยุมาแล้ว มีการส่ง “แสง” มาด้วยหรือเปล่า ซึ่งก็ยังไม่สามารถพิสูจน์พบการปล่อยแสงออกมาแต่อย่างใด

 “ดร.พฤทธิ์ เจริญจิตติชัย” นักวิจัยจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อธิบายว่า คลื่นเอฟอาร์บีครั้งแรกถูกค้นพบโดยบังเอิญมาตั้งแต่ปี 2007 และปัจจุบันมีการค้นพบคลื่นเอฟอาร์บีแล้วเกือบ 100 ครั้ง ค่าคาดหวังทางสถิติของการเกิดคลื่นเอฟอาร์บีทั่วทั้งท้องฟ้าอาจสูงถึง 1 หมื่นครั้งต่อวัน นักดาราศาสตร์ในออสเตรเลียและแคนาดาได้พัฒนากล้องโทรทรรศน์วิทยุที่มีคุณสมบัติพิเศษเพื่อค้นหาสัญญาณปริศนานี้โดยเฉพาะ

“แม้ว่าจุดกำเนิดของคลื่นเอฟอาร์บียังไม่มีข้อสรุป นักดาราศาสตร์พยายามใช้คลื่นเอฟอาร์บีเพื่อศึกษาสสารระหว่างกาแล็กซี่ต้นกำเนิดและกาแล็กซี่ทางช้างเผือก และในเดือนมีนาคม 2563 ไทยจะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติคลื่นเอฟอาร์บีอีกด้วย คลื่นนี้เป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้ว่าเอกภพยังมีปริศนาให้มนุษย์ค้นพบอีกมากมาย ในอนาคตประเทศไทยก็อาจค้นพบคลื่นเอฟอาร์บีได้เหมือนกัน เพราะกล้องโทรทรรศน์วิทยุตัวใหม่ล่าสุดของไทยสร้างใกล้เสร็จแล้ว”
ดร.พฤทธิ์ กล่าวต่อ ว่ากล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ใหญ่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 40 เมตร กำลังอยู่ในระหว่างติดตั้งที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่นั้น จะพร้อมใช้งานประมาณช่วงปลายปี 2563 ทำให้นักดาราศาสตร์ไทยอาจค้นพบคลื่นเอฟอาร์บีตัวใหม่ หรืออาจทดลองนำไปตรวจสอบจุดเดิมของคลื่นปริศนาชื่อดัง FRB 121102 ได้เช่นกัน

ในวันนี้อุปกรณ์ไฮเทคตรวจหา “สิ่งมีชีวิตนอกโลกมนุษย์” ถูกพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นานมนุษย์คงได้รู้แน่ชัดสักทีว่ามีดาวเคราะห์คล้ายโลกอยู่ที่ไหนบ้างและสิ่งมีชีวิตร่วมจักรวาลของเราหน้าตาเป็นอย่างไร!?!

ไว้อาลัย ช่วง-ช่วง แพนด้าตายแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389328?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไว้อาลัย ช่วง-ช่วง แพนด้าตายแล้ว

19 กันยายน 2562 – 11:30 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ช่วงช่วง,แพนด้า,ไว้อาลัย
เปิดอ่าน 105 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้อยู่นอกการเมืองที่นายกรัฐมนตรี ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ กำลังหัวร้อนหรือฟิวส์ขาดหน้าตาบอกบุญไม่รับเมื่อวันก่อน

ถึงขนาดตีหน้ายักษ์ฉะพวกโจมตีรัฐบาลและพูดทำนองว่าอาจจะกลับเข้าสู่วังวนเดิมหรือรัฐบาลคสช.ที่มีอำนาจเด็ดขาดไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยแบบนี้

มีข่าวที่น่าเสียใจว่าแพนด้า ‘ช่วงช่วง’ จากเมืองจีนที่สวนสัตว์เชียงใหม่ตายลงอย่างกะทันหันเสียแล้ว

สาเหตุนั้นจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการและสัตวแพทย์บอกว่าเป็นการตายอย่างธรรมชาติและเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมายังมีการจัดฉลองวันเกิดครบ 19 ปี อยู่เลย

ข่าวการตายของ ‘ช่วงช่วง’ ทำให้ชาวเชียงใหม่เสียใจมากเพราะช่วงที่อยู่สวนสัตว์เชียงใหม่คู่กับ ‘หลินฮุ่ย’ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในขณะกำลังซบเซาได้อย่างมาก

แพนด้าช่วงช่าง เป็นแพนด้าเพศผู้เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2543 ที่ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์แพนด้ายักษ์ เขตอนุรักษ์วู่หลง เมืองเฉินตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน เกิดจากแพนด้าตัวผู้ชื่อชิงชิง และแพนด้าตัวเมียชื่อไป่แฉว

แพนด้าช่วงช่วงและหลินฮุ่ยทางการจีนส่งมาให้ประเทศไทยในฐานะทูตสันถวไมตรีระหว่างไทย-จีน มาอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ในปี 2546

องค์การสวนสัตว์ได้ดูแลแพนด้าทั้งสองจนให้กำเนิดแพนด้าหลินปิงขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง และถูกส่งกลับไปเมืองเฉินตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีนแล้ว และ ‘หลินปิง’ เป็นแพนด้าลูกดกคลอดลูกหลายตัวและเป็นลูกแฝดด้วย

จึงขอพูดถึง ‘ช่วงช่วง’ ที่สร้างความสุขให้คนไทยในช่วงที่มีชีวิตอยู่
อ๊อด เทอร์โบ


 บจธ.ลงพื้นที่เชียงราย
 พบสมาชิกเกษตรกรเหนือ

สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน หรือ บจธ. บอร์ดผู้บริหาร บจธ. ลงพื้นที่พบสมาชิกเกษตรกรภาคเหนือ จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการฟังความคิดเห็นเกษตรกรและผู้ยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เพื่อจัดหาที่ดินให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมได้ตามความประสงค์ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ที่โรงแรมแสนโฮลเทล จ.เชียงราย

วันที่ 23 กันยายน 2562 คณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินและผู้บริหาร บจธ. นำโดย ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา ประธานกรรมการบริหาร บจธ. จะเดินทางลงพื้นที่เป้าหมายพบกลุ่มสมาชิกเกษตรกรใน จ.เชียงราย และร่วมตรวจสอบความเหมาะสมของที่ดินในแปลงที่ดินพื้นที่หมู่ 8 บ้านเวียงกือนา ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ บจธ.ให้ความช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรและผู้ยากจนที่ไม่มีที่ดินทำการเกษตรเป็นของตนเองภายใต้โครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร

คณะกรรมการ บจธ. ร่วมกับกลุ่มสมาชิกเกษตรกร ผู้ยากจน ผู้ประสงค์ใช้ประโยชน์ในที่ดิน หรือผู้ที่มีความต้องการใช้ที่ดินเพื่อประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมซึ่งไม่มีที่ดินอยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือมีที่ดินทำกินอยู่แล้วแต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในการประกอบอาชีพการเกษตร เกษตรกรที่มีปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินจากการนำที่ดินไปจำนำ จำนอง และขายฝาก

รวมไปถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องด้านการจัดการที่ดินในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงและหน่วยงานภาคเอกชน ร่วมรับฟังการเสวนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ ‘ก้าวต่อไปของ บจธ.’ ที่แรมแสนโฮลเทล จ.เชียงราย

โดยวัตถุประสงค์การจัดเสวนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ เพื่อให้สมาชิกเกษตรกรและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนที่สนใจร่วมกันประมาณ 200 คน ร่วมรับฟังแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับแนวทางการจัดการที่ดินของประเทศ ทำความรู้จักถึงหน้าที่และภารกิจของ บจธ. ความคาดหวังของประชาชนต่อการช่วยเหลือด้านที่ดินจาก บจธ.

ปัญหาและอุปสรรคการใช้ที่ดินเพื่อทำกินด้านเกษตรกรรมของเกษตรกร พร้อมทั้งให้กลุ่มสมาชิกเกษตรกรเหล่านี้ได้ทราบถึงระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อปฏิบัติต่างๆ รวมไปถึงช่องทางในการขอรับความช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกิน

ขอเชิญชวนสมาชิกกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ที่สนใจ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาความยากจน ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีที่ดินเพื่อประกอบอาชีพในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและในบริเวณใกล้เคียง ที่มีความประสงค์ให้ บจธ. ช่วยเหลือในด้านการจัดหาที่ดิน โดย บจธ.พร้อมที่จะให้คำปรึกษาและร่วมหารือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สามารถเข้าร่วมการเสวนา หรือติดต่อสอบถามแจ้งรายชื่อบุคคลที่สนใจเข้าร่วมได้ที่ สุวีณา ทัศคุณ, สุนัดดา โสมนะพันธุ์ และ ประภา แป้นวงษ์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2278-1244, 0-2278- 1648 ต่อ 399, 511, 520


 ไปดูได้ประโยชน์ ได้ความรู้
จดหมายต่อไปนี้มาจากคุณ ‘บุญสม’ อยุธยา ซึ่งเชิญชวนไปดูกองทัพดินเผาที่รัฐบาลจีนส่งมาให้ชมและขอเป็นสื่อกลางให้ไปกันมากๆ เพราะหาดูได้ยากมากครับ

เท่าที่ทราบไทยเป็น 1 ใน 25 ประเทศ ที่จีนไฟเขียวส่งโบราณวัตถุล้ำค่านี้มาให้ชมเพราะอายุถึง 2,200 ปี

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกและนำมาแสดงถึง 86 รายการ ยิ่งใหญ่มากๆ

โปรดอย่าพลาดโอกาสนี้นะครับ
อ๊อด เทอร์โบ


 เชิญชวนไปดูกองทัพดินเผา
 จักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้

ผมไปดูกองทัพดินเผาที่ทางการจีนอนุญาตพิเศษให้นำมาจัดแสดงในประเทศไทยแล้วครับ จึงอยากให้หาโอกาสไปดูได้ความรู้ได้ประโยชน์มากเลยครับ

จึงได้ไปจดรายละเอียดมาว่าจะเปิดให้เข้าชมทุกกันพุธ-อาทิตย์ จนถึงวันที่ 15 ธ.ค. เวลา 09.30-16.00 น. (ปิดวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ณ พระที่นังศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ผมไม่บอกว่าคนโบราณจะมีความสามารถ มีความคิดมากขนาดนี้ จึงอยากให้ไปชมกันตามวันเวลาดังกล่าวนะครับ

นี่แสดงว่ารัฐบาลจีนเขามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นและรักคนไทยจึงให้ขนาดนี้
บุญสม (อยุธยา)


ช่อ พรรณิการ์ มาจากรธน.ฉบับไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389325?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่อ พรรณิการ์ มาจากรธน.ฉบับไหน

19 กันยายน 2562 – 11:30 น.
ช่อ พรรณิการ์,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 687 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก  โดย…  อสนีบาต aussneebard @hotmail.com

ไม่ใช่ครั้งแรก แต่กระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า สำหรับ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมักแสดงพฤติการณ์ด้วยกายและวาจาชวนให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ทุกครั้ง

ขมองบวมๆ จำความได้ ตั้งแต่ “ช่อ” ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. สรรหาเสื้อผ้าสวมใส่เข้าสภาสร้างความโดดเด่นเป็นที่จับจ้องทุกสายตา จนคุณหญิงหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ วุฒิสมาชิก ออกมาท้วงติงถึงการแต่งกายไม่เหมาะสม

…อสนีบาต…เคยสอบถาม “น้องช่อ” สวมใส่ชุดแบบนี้เหมาะหรือ เจ้าตัวย้อนถาม “แล้วเคยเห็นคนที่ใส่ชุดสีขาว สีดำ เข้าสภาบ้างไหม อย่างนั้นเหมาะหรือไม่เหมาะ” กลายเป็นยัดคำถามกลับให้นักข่าวตอบซะงั้น …ดูดู๊ดู…ลีลาการตอบของ “ช่อ POEM” ช่างร้ายเหลือทน จึงไม่แปลก พรรค อนค. ถึงยกตำแหน่งโฆษก ให้

เรื่องของการแต่งกายสุดล้ำ ยังนำไปสู่ต้นแบบการใส่ชุดธีมกาสะลอง ตามละครดังทางทีวี เข้าสภา กลายเป็นประเด็นให้ ชวน หลีกภัย ประธานสภา ต้องลงมาอธิบายข้อบังคับการประชุมสภา

พลันแฟชั่นกาสะลองจางลง เรื่องใหม่ว่าด้วยมือดีขุดภาพสมัยสำเร็จการศึกษาออกมาเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย เป็นประเด็นอีกถึงความไม่บังควร “น้องช่อ” คนเดิม ออกมาแถลงตัดบทให้ยุติการเผยแพร่ภาพ และอย่าไปเอาเรื่องเพื่อนๆ ของเธอ ที่เป็นต้นเหตุนำภาพไม่บังควรมาเผยแพร่เลย

แบบให้จบง่ายๆ เพราะภัยกำลังถึงตัวเธอว่างั้น แต่เป็นไปตามคาด นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามขยี้ประเด็นกล่าวหา เป็น “พวกชังชาติ” ในที่สุด ยังไม่นับรวมก่อนเข้าสภา สมัยร่วมขบวนการประชาชนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง “ช่อแอนด์เดอะแก๊ง” สนับสนุนการแก้ไขกฎหมายที่วนเวียนอยู่กับเรื่องของสถาบัน

กระทั่งมาถึงวันนี้เรื่องของ “ช่อ” แรงไม่มีตก สร้างประเด็นร้อนยิ่งกว่า “ลุงตู่แจงปมถวายสัตย์” ซึ่งจบไปแล้วจากการอภิปรายทั่วไปเมื่อวานนี้ แต่เรื่องของ ”ช่อ” ยังไม่จบครับ

จุดชนวนผ่านเวทีรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ จ.มหาสารคามว่า “รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเฮงซวยทุกมาตรา…” กระแทกเข้าไปถึงขั้วหัวใจผู้คน

ลามไปถึงอดีตกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูก “ช่อ” พาดพิงด้วยว่า รธน.ฉบับนี้ขาดการมีส่วนร่วมและตั้งขึ้นมาด้วยคนคนเดียว ออกประกาศว่า “ช่อ”กำลังพูดเท็จ บิดเบือน ซ้ำร้ายนำไปสู่ความแตกแยก

“…อาจเข้าข่ายเป็นความประพฤติที่ขาด “สัมมาวาจา” เพราะไม่ได้กล่าว “ความจริง” อันชวนให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิด เกิดความเกลียดชัง ความแตกสามัคคี ขึ้นในหมู่ชน” ประกาศ กรธ.

ใช้สติตรึกตรองกันดู ความพยายามของพรรคอนาคตใหม่ ในการรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกระดับความเข้มข้นขึ้นมาเรื่อยๆ ผ่านถ้อยวาจาของเหล่าแกนนำ โดยเฉพาะ “น้องช่อ”

ก่อนหน้านี้ ส่งสัญญาณเชิญชวนประชาชนออกมาเดินถนนเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ต้องเคลื่อนแล้ว “ไม่ตาย” ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงกับออกมาห้ามปราม อย่าไปปลุกระดมเลย มาถึงลูกบ้าครั้งล่าสุด ประกาศก้องเข้าหูแนวร่วมทางการเมือง “รัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตรา”

ทั้งที่ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้านยื่นญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญในชั้นสภาเรียบร้อยแล้ว ต่อไปจะได้ร่วมถกคิดศึกษาหาแนวทางแก้ไขรธน. ซึ่งหนึ่งในกมธ.วิสามัญฯ ต้องมีตัวแทนอนค.ร่วมอยู่ด้วยมิใช่หรือ

แต่กับความพยายาม “น้องช่อ” แหกโค้งต่อประเด็นแก้ไขรธน.อยู่ตลอดเวลา

นับวันยิ่งหนักขึ้นผ่านการเมืองนอกสภา จะทำลายบรรยากาศการมีส่วนร่วมปลี้ๆ เปล่าๆ กลายเป็นสร้างความขัดแย้ง แตกสามัคคี ที่สำคัญจะนำภัยร้ายแรงมาถึงตนเองและพรรค

ไม่ได้ขู่นะครับ แต่ด้วยสภาพการณ์ประกอบพฤติการณ์ตั้งแต่ต้นมาถึงบัดนี้เป็นประจักษ์

“คำพูดชี้เจตนา อยากแก้ทุกมาตรา” ดูมิเปลี่ยนแปลงเลยมิใช่หรือ

วันก่อนออกมาแถลงอีกว่า “ไม่ได้พูดว่า รัฐธรรมนูญเฮงซวยทุกมาตรา แต่รัฐธรรมนูญมีปัญหาทุกมาตรา”

อุตส่าห์ชี้แจงใหม่แล้วนะ ก็ยังขว้างงูไม่พ้นคอ เฮงซวยทุกมาตรากับมีปัญหาทุกมาตราต่างกันตรงไหน

แต่ถามหน่อยเถอะ การที่ “ช่อ” และคณะได้เข้ามาเป็นผู้แทนอันทรงเกียรติจำนวนมากอยู่ในสภา มาจากรัฐธรรมนูญฉบับไหน ไม่ใช่มาจากรัฐธรรมนูญที่ ”ช่อ” กล่าวหาเฮงซวยทุกมาตราหรอกหรือ !!!!