ปีกซ้าย “สมยศ” สอน “น้องช่อ” อย่าไร้เดียงสา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389308?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปีกซ้าย “สมยศ” สอน “น้องช่อ” อย่าไร้เดียงสา

19 กันยายน 2562 – 10:10 น.
ช่อ พรรณิการ์,พรรณิการ์ วานิช,โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ,ส้มหวาน,พรรคอนาคตใหม่,ฝ่ายซ้าย,สมยศ พฤกษาเกษมสุข,แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย,รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะเด็นร้อน
เปิดอ่าน 224 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 19 ก.ย.62 

******************************

การประชุมพิจารณาญัตติขออภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ฝ่ายค้านพูดไป ฝ่ายรัฐบาลก็คอยเบรกนิดๆ หน่อยๆ ไม่มีช็อตหลุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ที่น่าตื่นเต้นกลายเป็นกลยุทธ์ลับ ลวง ล่อ ทำเอาช่างภาพสื่อมวลชนตาลุกวาว เมื่อ “บิ๊กตู่” นำรายงานเรื่อง โครงข่ายขบวนการทำลายประเทศ” มาวางไว้บนโต๊ะ ซึ่งรายงานฉบับดังกล่าวเป็นข้อมูลที่หน่วยข่าวความมั่นคงประมวลเสนอนายกฯ เนื้อหารายละเอียดเกี่ยวข้องและโยงเครือข่ายไปถึงฝ่ายการเมือง รวมถึงเรื่องการหมิ่นสถาบัน

ซ้ายรุ่นใหญ่ขยับ

แน่นอนในรายงานของฝ่ายความมั่นคงย่อมจับตามองการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองนอกสภาหน้าเดิมๆ สมยศ พฤกษาเกษมสุข” แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ก็คงตกเป็นเป้าของฝ่ายการข่าว

จริงๆ แล้ว สมยศไม่ใช่ “แดงฮาร์ดคอร์” เขาเป็นนักรณรงค์เรื่องสิทธิแรงงาน ก่อนจะเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin หลังรัฐประหาร 2549 เขามีบทบาทต่อต้านการรัฐประหารของ คมช. เคยเป็นแกนนำ นปช. รุ่น 2

สมยศ พฤกษาเกษมสุข

ปัจจุบัน สมยศทำเว็บประกายไฟ  prakaifai.com กระบอกเสียงของฝ่ายประชาธิปไตย และต้านเผด็จการทหาร เมื่อ 16 กันยายน 2562 ได้เขียนบทความเรื่อง “อันตรายของนักการเมืองเมื่อวานซืน”

“สมยศ” หยิบประเด็นการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่ปฏิเสธการลงท้องถนน โดยมีผู้พูดเรื่องนี้ 2 คน คือ พรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ และสนธิ ลิ้มทองกุล

กรณีของสนธินั้น สมยศเขียนถึงไม่มากนัก แต่กลับโฟกัสไปที่ ช่อ” พรรณิการ์ วานิช แบบยาวๆ โดยอ้างถึงคำพูดของช่อที่ว่า

“..ชุมนุมบนท้องถนนชุมนุมได้ แต่เพื่อให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง มันเสี่ยงไปที่จะนำไปสู่ความตาย ทำในสภา ช้ากว่า ยากกว่า แต่ว่ามันจะเป็นวิธีที่สันติที่สุด”

อีกตอนหนึ่งคือ “การต่อสู้ต้องทำโดยประชาชน แต่ถ้าประชาชนออกมาแล้วตายก็ไม่โอเค ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองใดมีค่าพอที่เราจะตายเพื่อมัน เราไม่อยากให้มีใครตายเพื่ออุดมการณ์ทางการเมือง แต่เราอยากให้ทุกคนลุกขึ้นมาสู้”

นักสังคมนิยมแบบสมยศ รับไม่ได้ จึงเทศนา “ช่อ” อ่อนด้อยประสบการณ์ทางการเมือง เนื่องจากได้เป็นส.ส.ในจังหวะการเมืองพิเศษอย่างง่ายดาย จึงใช้มุมมองมองโลกสวยแบบไร้เดียงสาทางการเมือง

ทัศนะแบบนี้เป็นอันตรายต่อการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง

ส้มหวาน”ปรับทัศนคติใหม่

สมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้อธิบายยาวเหยียดว่า การพูดที่ว่า ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวบนท้องถนนเพราะนำมาสู่ความตายนั้น เป็นการมองข้ามอาชญากรรมของรัฐที่เข้ามาปราบปรามประชาชนด้วยการเข่นฆ่าให้ตายบนท้องถนน เป็นการกล่าวโทษต่อประชาชนที่รักประชาธิปไตยที่ดัน(เสือก)ไปเดินขบวนเป็นเหตุให้ถูกยิงเสียชีวิต เป็นตรรกะเหตุผลแบบเดียวกันกับพวกเผด็จการที่ต้องการปราบปรามประชาชน

พรรคอนาคตใหม่ ควรให้ความรู้นักการเมืองรุ่นใหม่ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง และนำนักการเมืองเมื่อวานซืนเหล่านี้ไปปรับทัศนคติเสียใหม่ จะได้มีอนาคตใหม่ที่สดใสกว่าเดิม”

บทความของสมยศ ในเวบประกายไฟ

ทัศนะความคิดที่ไปตำหนิการลงถนนแบบนี้กำลังระบาดไปในหมู่นักการเมือง นับเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เป็นการลดทอนการเคลื่อนไหวต่อสู้ของประชาชนลงไปอย่างสิ้นเชิง

หากไม่มีการต่อสู้บนท้องถนนของประชาชน จะไม่มีสภาผู้แทนราษฎรให้นักการเมืองเมื่อวานซืนได้มองโลกสวยแบบนี้อย่างแน่นอน” สมยศย้ำคำว่า “นักการเมืองเมื่อวานซืน” อีกครั้ง

เตรียมลงถนน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2562 เป็นสัปดาห์ที่ 3 บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน มีการเปิดเวทีอภิปรายข้างถนนของกลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย นำโดย เอกภพ กตัญญู และ “ไก่ บิ๊กแมน” อดีตคนเสื้อแดง

โบว์ กลุ่มพลังมด

สัปดาห์นี้มี “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มพลังมด ไปเยี่ยมเยียนกลุ่มผู้ชุมนุมข้างถนน โดยโบว์พูดกับผู้ชุมนุมว่า พวกเราสู้ร่วมกันมากี่ปีแล้ว? หลังจากนั้นมีเสียงตอบรับ “4 ปีที่แล้ว”

เลียนแบบม็อบร่มฮ่องกง

สมัยที่ “โบว์” ณัฏฐา, “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และอานนท์ นำภา เคลื่อนไหวในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ก็ได้มวลชนคนเสื้อแดงหรือคนกลุ่มนี้แหละ มาร่วมชุมนุมทุกครั้ง

โก้ บิ๊กแมน แกนนำกลุ่มเลือกข้าง

ปีกซ้ายไทยที่อยู่หลังม่าน “ม็อบคนเสื้อแดง” ต่างก็ฝันถึงการลงถนนครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่า 14 ตุลาคม 2516 

ผู้กองมนัส แค่ ล็อบบี้ยิสต์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผู้กองมนัส แค่ ล็อบบี้ยิสต์

19 กันยายน 2562 – 10:00 น.
ผู้กองมนัส,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,ยาเสพติด
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

สลัดยังไงก็ยังไม่หลุด กับอดีตที่ตามหลอน ‘ผู้กองมนัส’ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กรณีเข้าไปพัวพันคดียาเสพติด ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งดูทีท่าจะไม่จบลงง่ายๆ เพราะเตรียมดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทำให้เสียชื่อเสียงกว่า 100 คดี ซึ่งหนึ่งในนั้นน่าจะมีชื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ ออกมายอมรับเป็นผู้อยู่เบื้องหลังส่งข้อมูลให้ เดอะ ซิดนีย์ มอร์นิง เฮรัลด์ สื่อออสเตรเลีย จนนำไปพาดหัวข่าวใหญ่โตระบุว่า From sinister to minister : politician’s drug trafficking jail time revealed (จากคนร้ายกลายเป็นรัฐมนตรี) โดยกล่าวอ้างว่า ร.อ.ธรรมนัส ติดคุกออสเตรเลีย 4 ปี ด้วยข้อหานำเฮโรอีนเข้าประเทศ

ก่อนจะมอบหมายให้ พล.ต.ท.วิศณุ ม่วงแพรสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เป็นตัวแทนเปิดกระทู้ถามสด ขย่มซ้ำในสภา หวังกระทบชิ่งถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบ ในฐานะเป็นผู้ตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังมีการท้วงติง

แต่งานนี้ลุกลามไปถึงเรื่องคุณสมบัติแสดงวุฒิบัตรปริญญาเอกของ ‘ผู้กองมนัส’ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังเพจ CSI LA เปิดเผยว่าเป็นของปลอม หรือแม้แต่การจับผิดวิทยานิพนธ์ ที่พบว่ามีหลายจุดไปคล้ายคลึงกับของคนอื่น จนกลายเป็นข้อถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายการเมือง และสังคมโซเชียลอยู่ในขณะนี้

ทางคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี ‘เสรีพิศุทธิ์’ นั่งเป็นประธาน ได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 2 คณะ มี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย และนายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการ รับผิดชอบ เดินทางไปประเทศออสเตรเลีย ตรวจสอบทั้ง 2 กรณี

เกมนี้คงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากต้องการสั่นคลอนเสถียรภาพ พล.อ.ประยุทธ์ หลังเชื่อกันว่า ‘ผู้กองมนัส’ คือ เส้นเลือดใหญ่ ที่หล่อเลี้ยงหัวใจรัฐบาล เพราะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประสานงาน และยังมีชื่อนั่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

‘ผู้กองมนัส’ เป็นอีกคนได้รับฉายา “มือประสานสิบทิศ” เช่นเดียวกับ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หลังออกมายอมรับว่า เป็นคีย์แมนคนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการรวบรวมเสียงยกมือโหวตสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ถูกโจมตีในครั้งนี้

บทบาทของ ‘ผู้กองมนัส’ ใน พปชร.ไม่ได้แตกต่างกับในอดีต สมัยที่เริ่มเข้าสู่เวทีการเมืองใหม่ๆ ด้วยการทำฐานเสียงใน กทม. ให้แก่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ยุค นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แข่งกับ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เพียงแต่การทำงานเป็นไปในทางลับ ไม่มีตำแหน่งรองรับ เหมือนเช่นปัจจุบันนี้

จากวิกฤติการเมืองเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 ทำให้ ‘ผู้กองมนัส’ มีชื่ออยู่ในบัญชีหน่วยงานความมั่นคง ที่ต้องเผชิญปัญหานานัปการและเกือบจะถูกริบทรัพย์สิน แต่ด้วยความรู้จักคนมากหน้าหลายตา ทำให้ทุกอย่างพ้นมาได้ ก่อนจะหายเงียบไปจากเวทีการเมืองช่วงหนึ่ง

การกลับเข้ามาช่วยงานใน พปชร. เข้าข่าย บุญคุณต้องตอบแทน เพราะต่างฝ่ายต่างเคยพึ่งพากันและกัน โดย ‘ผู้กองมนัส’ เคยตอบคำถามของสื่อ หลังมีชื่อเข้ามาช่วยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นขั้วการเมืองตรงข้ามกับพรรคไทยรักไทย ซึ่งปัจจุบันกลายสภาพเป็นพรรคเพื่อไทย ว่า “นายเรียกตัว ขอให้มาช่วยงาน”

ว่าไปแล้ว ‘ผู้กองมนัส’ ก็คือ ล็อบบี้ยิสต์ ดีๆ นี่เอง ที่ “บิ๊กป้อม” เลือกใช้บริการ หวังเป็นมือเป็นไม้ช่วยประคอง พล.อ.ประยุทธ์ ให้อยู่ครบเทอมตามแผนที่ได้วางไว้ โดยให้รับบทบาทเป็นทั้งกันชน และมือประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะคนในพรรคฝ่ายค้าน ในสภาวะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เพราะมีศิลปะในการเข้าหาคน และมักจะเข้าได้ถูกคนเสียด้วย

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดียาเสพติด และปริญญาเอก จะเป็นอย่างไรต้องไปพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐาน แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เชื่อเถอะว่า แผนโจมตี ‘ผู้กองมนัส’ หวังให้กระทบเสถียรภาพ หรือล้มรัฐบาล คงไม่ได้ผล เพราะคนที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ ที่ทำหน้าหน้าที่หล่อเลี้ยงหัวใจ พล.อ.ประยุทธ์ ตัวจริงน่าจะเป็น “บิ๊กป้อม” มากกว่า

สนธิ เล่าเบื้องหลังล้ม รัฐบาลยิ่งลักษณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389329?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนธิ เล่าเบื้องหลังล้ม รัฐบาลยิ่งลักษณ์

19 กันยายน 2562 – 09:32 น.
สนธิ ลิ้มทองกุล
เปิดอ่าน 281 ครั้ง

มองการเมืองผ่าน สนธิ เฮงซวยหรือเปลี่ยนแปลง (2) สนธิ เล่าเบื้องหลังล้ม รัฐบาลยิ่งลักษณ์

 “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดใจกับรายการคมชัดลึก เนชั่นทีวี ที่ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลาสี่ทุ่ม หลังจากถูกปล่อยตัวพ้นเรือนจำ เนื่องจากเข้าเกณฑ์พระราชทานอภัยโทษ สนธิซึ่งอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 2 ปี 11 เดือน 27 วัน มาบอกเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในวันนี้

สนธิกล่าวถึงพรรคอนาคตใหม่ว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้เป็นข้อผิดพลาดของทุกพรรคที่ใช้คนและวิธีเดิมๆ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ใช้ความเป็นคนหนุ่ม และเสนอความหวังว่าหากประชาชนมาร่วมกับพรรคนี้เพราะเป็นคนหน้าใหม่และคิดใหม่ ช่วงที่ตนอยู่เรือนจำพบคนที่มาเยี่ยม ได้สอบถามว่าเลือกพรรคใด ได้คำตอบว่าอนาคตใหม่ ตรงนี้ทำให้คิดได้ตก และช่วงนี้พรรคนี้เหมือนกระท้อนที่ยิ่งทุบยิ่งหวาน

คำพูดของ พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ล่าสุดที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เฮงซวยทุกมาตรานั้น มองว่าเป็นคนพิเศษและมีหลายมิติ เช่นคำพูดล่าสุดที่พูดมาแล้วโดนต่อต้าน แล้วมีคนมาชอบเพิ่ม ซึ่งเหมือนการพูดของแกนนำคนเสื้อแดงและเสื้อเหลืองในอดีต แต่มองว่า เรื่องนี้มีวิธีพูด โฆษกพรรคอนาคตใหม่พูดโยงรัฐธรรมนูญไปยัง คสช. แต่ว่าโฆษกพรรคอนาคตใหม่ควรกล่าวถึงประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ไม่ควรข้ามไปยังหัวหน้า คสช.เลย เชื่อว่าหัวหน้าคสช.สั่งการวันนั้นไม่ได้ทุกเรื่อง

ส่วนการอภิปรายทั่วไปของฝ่ายค้านในคราวนี้ ที่มุ่งเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนนั้น ไม่มีอะไรทำแล้วหรือ ขอย้ำว่าการเมืองไทยยังเหลวไหลเหมือนเดิม วันนี้ทะเลาะกันในเรื่องไม่เป็นเรื่องเพื่อพิสูจน์ว่านายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญญาณตนไม่ครบ ความจริงนั้นเบื้องหลังคือจะลากนายกฯ มายำในสภาผู้แทนฯ มันมีเท่านี้ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฉลาดและมีคำตอบ และมันต้องจบ

สิ่งที่ฝ่ายค้านควรเล่นงานนายกฯ มีหลายเรื่อง เช่น วิกฤติการศึกษา วิกฤติน้ำท่วม วิกฤติเศรษฐกิจ ฯลฯ ตรงนี้มันเกี่ยวข้องกับประชาชน ไม่ใช่เรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณตน

หากนายกฯ ทำงานและแก้ปัญหาได้ ไม่มีใครอยากให้นายกฯ ออกไปแน่นอน หากนายกฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนครบแต่แก้ไขปัญหาประเทศไม่ได้ นายกฯ ต้องไปเอง แต่สิ่งที่เกิดในวันนี้ แบบนี้ แปลว่าฝ่ายค้านต้องการล้างแค้นนายกฯ เท่านั้น

ตอนนี้ต้องแก้ไขเศรษฐกิจ สิ่งที่รองนายกรัฐมนตรี(สมคิด จาตุศรีพิทักษ์)วางไว้คือ ทำเศรษฐกิจระยะยาว เช่นอีอีซี สิ่งเดียวที่รัฐบาลคิดได้คือแจกเงินคนจน และใช้ระบบให้คนมีเงินจับจ่ายใช้สอย และปัญหาน้ำท่วมวันนี้น่าเห็นใจ แต่มีคำถามว่าปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งนั้น มีการวางแผนแก้ไขอย่างไรมากี่ปีแล้ว ฝ่ายค้านควรคิดภาพรวมในเรื่องนี้และเสนอทางออกให้รัฐบาล มากกว่าจะล้มรัฐบาล

ส่วนเรื่องเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาลนั้น สนธิมองว่า การชิงอำนาจต้องรอเวลา แต่ฝ่ายค้านวันนี้คิดอย่างเดียวจะล้มรัฐบาลเท่านั้น ความระยำตำบอนการเมืองวันนี้ยังมีแสงสว่างบ้าง ดาวรุ่งในสภาผู้แทนฯ วันนี้มีหลายคน คนรุ่นเก่าควรไปเป็นปุ๋ยจะมีประโยชน์กว่า ครั้งหนึ่งเคยหวังว่าทหารจะมายุติความวุ่นวายทางการเมืองและวันนี้ไม่อยากให้ทหารมาเป็นรัฐบาล การยึดอำนาจของคมช.นั้นตนเรียกร้องทหารให้มาจัดการกับฝ่ายการเมืองเพราะมันมีความแตกต่าง แม้กระบวนทัศน์จะเหมือนกัน วันนั้นแรงต้านทักษิณ ชินวัตร รุนแรงมาก ตอนนั้นคนเสื้อเหลืองจะไปล้อมสนามบินเพื่อต่อต้าน ตอนนั้นทักษิณมีพลพรรคคือ เนวิน ชิดชอบ และจตุพร พรหมพันธุ์ ที่จะนำมวลชนไปที่สนามบินและน่าจะปะทะนองเลือดกัน รวมทั้งผบ.ทบ.ในตอนนั้นมีแนวโน้มโดนย้ายออกจากตำแหน่ง

ทหารทุกยุคนั้น เวลาเกิดวิกฤติ จะรอเวลาให้สุกงอมแล้วเข้ามาแก้ไขเพื่อเป็นฮีโร่ เว้นแต่ยุค คสช. เพราะ ผบ.ทบ.กำลังจะโดนย้าย ทหารจึงออกมาก่อน มันก็เอื้อประโยชน์กันและกัน และวันนั้น พล.อ.สนธิ บุญยะรัตกลิน เป็นฮีโร่ก่อนที่จะเพี้ยนในตอนหลัง

สนธิย้ำว่า ไม่เคยคุยกับหัวหน้าคณะยึดอำนาจ เพราะมองว่าทหารไม่ควรเตรียมตัวเพื่อตัวเองเป็นฮีโร่ในช่วงวิกฤติจนเกินไป รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีปัญหาจำนำข้าว ตอนนั้นควรออกมาหยุดรัฐบาล ไม่ใช่ปล่อยกปปส.ให้ออกมาก่อนจนวุ่นวายแล้วทหารค่อยออกมายุติการนองเลือดและยึดอำนาจ ทหารควรมีบทบาทออกมายุติความขัดแย้งแล้วถอยออกไป โดยถวายอำนาจคืนให้สถาบัน

การยึดอำนาจครั้งล่าสุด ตนไปขึ้นเวทีแล้วบอกว่าตอนนี้วิกฤติ ทหารควรออกมาแล้วถวายคืนพระราชอำนาจ แต่ คสช.อยู่นานกว่าคมช. เพราะคสช.รู้ทันทักษิณแล้ว จึงค่อยๆ ลิดรอนอำนาจของเครือข่ายทักษิณ แต่ คสช.ลืมมองภาคประชาชนและยังปกครองโดยไม่ไว้ใจใคร เห็นจากการตั้งครม.ที่เป็นนายทหารเข้ามา เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ไว้ใจใคร จึงเลือกเพื่อนเข้ามาและมองว่าทหารคงไม่โกง แต่ปัญหาคือทำงานไม่เป็น ตรงนี้โครงสร้างเศรษฐกิจโดนกัดกร่อน เพราะต่างชาติไม่ยอมรับการยึดอำนาจ บวกกับครม.ตอนนั้นทำงานไม่เป็น ทำให้เกิดแรงกดดันที่สังคมมีต่อคสช.

“ผมเคยบอกว่าวันนี้ใครทะเลาะกัน ไม่มีทางที่จะหลอกใช้ผมได้ ผมประท้วงทักษิณจากจุดเล็กๆ คือปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เพราะผมวิจารณ์มาก ตอนนั้นทักษิณมีความเป็นเผด็จการมาก ผมคิดหนึ่งวันว่าล้างมือแล้วไปทำอาชีพอื่น แต่ตัดสินใจว่าเรื่องนี้ใหญ่ หากปล่อยไว้ทักษิณ เมื่อกล้าทำกับผมก็กล้าทำเรื่องอื่นได้ ประชาชนในวันนี้ที่มาร่วมกับพรรคอนาคตใหม่เหมือนกับประชาชนที่มารวมตัวกับผมในวันนั้น”

สนธิบอกว่า ตอนนั้นทักษิณมีอำนาจ ไม่มีใครกล้า ยกเว้นตนที่ลุกขึ้นมาเพราะไม่กลัว หลายภาคส่วนส่งคนมาร่วมชุมนุม แต่ตนรวมกับแกนนำพันธมิตรฯ เป็น 5 คน แต่มองว่าทุกคนขอยืมมือของตนล้มทักษิณเพราะรู้ว่าตนไม่เล่นการเมือง ตรงนี้คือที่มาของคำว่า “ผมไม่ยอมให้ใครมาหลอกอีก”

ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์บางคนประสานมาที่สนธิเพื่อให้นำการชุมนุม แต่สนธิบอกว่า “ผมรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงแจ้งแกนนำพันธมิตรฯ ว่า จะยุบแกนนำ แต่หลายคนไม่เห็นด้วย ผมจึงลาออก คนอื่นๆ ก็ลาออกเหมือนผม เพราะผมรู้ว่าจะมีการหลอกใช้ผมนำการชุมนุม จากนั้นจึงมีการเกิดขึ้นของกปปส.”

สิ่งที่บอกว่าจะไม่ลงถนนแล้ว สนธิให้เหตุผลว่า “เพราะว่า ผมรู้ทัน” สิ่งสำคัญคือการเมืองที่ร้ายกว่าการลงถนนคือใช้โลกออนไลน์หลอกคนอื่น โซเชียลมีเดียวันนี้ทุกคนมีสื่อเป็นของตัวเองได้ และมีบางคนต้องการโจมตีบางคนจึงปั้นข่าวปลอม ตรงนี้เชื่อว่าจะล้มรัฐบาลได้

ส่วนสิ่งที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ชวนประชาชนแก้รัฐธรรมนูญและน่าจะลงมาชุมนุมที่ถนนนั้น สนธิมองว่าต้องให้ความรู้คนไทยว่าลงถนนนั้นไม่มีประโยชน์ ส่วนสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ทำในวันนี้นั้น รัฐบาลและทหารควรทำให้ประชาชนร้อยละเก้าสิบที่หนุนพรรคอนาคตใหม่เกิดความเข้าใจภารกิจของรัฐบาลและควรยอมรับว่าความเห็นแตกต่างกันได้ โดยพิสูจน์กันให้ชัดและโลกออนไลน์จะช่วยพิสูจน์ และอย่าใช้วิชามารกับฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นวิธีนี้ดีที่สุด และเชื่อว่าการเมืองกำลังพัฒนาไป

รัฐบาลนี้กำลังกลายพันธุ์จากเผด็จการเป็นนักการเมือง ฝ่ายอนุรักษนิยมในขั้วรัฐบาลควรพยายามเข้าใจและให้เวลา รวมทั้งอย่าต่อยอดอำนาจให้นานเกินไป เพราะคนไทยขี้เบื่อ

“ตอนนี้ผมปฏิญาณตนว่าไม่ควรนำประชาชนลงถนน ผมจะให้ความรู้ประชาชนให้รู้เท่าทันทุกฝ่ายที่คิดไม่ดีต่อประเทศ เช่นพรรคภูมิใจไทยที่ต้านสามสารเคมีทางการเกษตร แม้ผมกับเนวิน ชิดชอบ ผู้สนับสนุนพรรคนี้จะไม่ถูกกัน แต่ในกรณีนี้ผมก็ขอชื่นชมพรรคนี้”

ส่วนการเมืองวันนี้ สนธิให้คำนิยามว่า “คือส่วนผสมของความเฮงซวยและการเปลี่ยนแปลงทีละนิด ที่ขึ้นอยู่กับความอดทนของประชาชนและผู้ที่มีอำนาจว่าจะกระจายอำนาจให้ประชาชนหรือไม่”

ต้องรอบคอบ ขยาย-ย้าย เมืองหลวง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389315?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องรอบคอบ ขยาย-ย้าย เมืองหลวง

19 กันยายน 2562 – 08:45 น.
ย้ายเมืองหลวง
เปิดอ่าน 295 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562

นายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2562 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. โดยพูดถึงปัญหาความแออัดของกรุงเทพฯ ในลักษณะว่าควรให้ขยายไปรอบนอกบ้าง หรือจะย้ายเมืองหลวงอย่างเขาไหม พร้อมกับให้ไปคิดไปศึกษามา ถ้าจะย้ายไปที่ไหนและใช้งบประมาณอย่างไร หรือจะขยายรอบกรุงเทพฯ ให้กว้างขึ้น จะได้เข้าพื้นที่ใจกลางเมืองให้น้อยลง เพราะวันนี้การจราจรติดขัด ที่สำคัญคนใจร้อน ระบบไม่พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรลงมาแก้ปัญหาก็โดนด่าว่ารถติดมากกว่าเดิม ทำให้ไม่มีใครอยากทำงาน รัฐต้องแก้ปัญหาตรงนี้ วางระยะเวลาให้ถูกว่ากรุงเทพฯ ควรเป็นอย่างไร รัฐบาลก่อนไม่เคยทำได้เพราะเกิดความขัดแย้ง ประชาชนไม่ยอม ดังนั้นการสร้างความรับรู้แก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นให้เกิดความเข้าใจและยอมรับได้

เมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีของอินโดนีเซียประกาศว่ารัฐบาลได้เลือกพิกัดการจัดตั้งเมืองหลวงของประเทศแห่งใหม่แทนกรุงจาการ์ตา โดยเมืองหลวงแห่งใหม่นี้จะตั้งอยู่ระหว่างเมืองปาปันกับเมืองซามารินดา ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ทางด้านตะวันออกของเกาะบอร์เนียว โดยจะใช้ที่ดิน 1,800 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ป่าและมีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดภัยธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลอินโดฯ ประเมินว่าจะใช้งบประมาณในการย้าย 33,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 1 ล้านล้านบาท โดยคาดจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2021 และเริ่มย้ายที่ทำการรัฐบาลได้ในปี 2024 สำหรับกรุงจาการ์ตานับเป็นเมืองหลวงที่แออัดติดอันดับโลก มีประชากรหนาแน่นถึง 10 ล้านคน หากรวมปริมณฑลจะมากถึง 31 ล้านคน มีปัญหาจราจรติดขัด มลพิษ การทรุดตัวของแผ่นดินจากการขุดน้ำบาดาลมาใช้ รวมถึงเสี่ยงแผ่นดินไหวและภูเขาไฟ

เมื่อปี 2554 ที่เกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ สื่อต่างประเทศได้ลงบทความวิเคราะห์เมืองหลวงของประเทศไทยว่า อาจต้องเผชิญภัยน้ำท่วมในปีต่อๆ ไปซึ่งจะสร้างความเสียหายให้แก่โรงงานอุตสาหกรรม ประชาชนหลายล้านคนจะได้รับผลกระทบ และศูนย์กลางของการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม จะเสียหายมากขึ้น โดยมีการเชื่อมโยงกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิประเทศ รวมทั้งผังเมืองซึ่งมีความแออัดหนาแน่น ผลกระทบจากปริมาณฝนที่มากขึ้นรวมทั้งปริมาณขยะและสภาพแวดล้อมที่เสื่อมลง จะทำให้กรุงเทพฯ ยากที่จะระบายน้ำที่ท่วมสูง โดยทางองค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือโออีซีดี ได้ประเมินให้กรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 10 เมืองที่อยู่ในภาวะวิกฤติน้ำท่วมจนเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ จนที่สุดอาจจะต้องย้ายเมืองหลวงไปสถานที่แห่งใหม่

การย้ายเมืองหลวงได้ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันตลอดมาเพราะสภาพของกรุงเทพฯ นับวันคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ยิ่งแย่ลง แต่ด้วยความเป็นศูนย์กลางธุรกิจและราชการทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความหนาแน่นของประชากรได้ อีกทั้งการลงทุนมหาศาลทั้งแหล่งที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุม ศูนย์ธุรกิจจำนวนมากก็อยู่ในกรุงเทพฯ จึงเห็นได้ว่าเมื่อถึงเทศกาลสำคัญประจำปีผู้คนเดินทางกลับภูมิลำเนา จะเห็นภาพกรุงเทพฯ โล่งไปทั้งเมือง แต่ด้วยการย้ายเมืองหลวงมีผลสำคัญทั้งต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรม รวมถึงวิถีชีวิตของคนทำงาน แหล่งที่อยู่อาศัยย่อมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงจำเป็นที่ต้องศึกษาให้รอบคอบ อีกทั้งโครงข่ายขนส่งมวลชนกำลังจะสมบูรณ์ จะเป็นปัจจัยหลักให้เห็นคำตอบและภาพในอนาคตของเมืองหลวงไทยได้ว่าจะขยายตัวหรือต้องย้ายเมืองไปที่ไหนเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด

น้ำท่วมอีสาน “หนู-ต่อ” จะถ่อแพไปไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/389099?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำท่วมอีสาน “หนู-ต่อ” จะถ่อแพไปไหน

18 กันยายน 2562 – 09:03 น.
น้ำท่วม,อุบลราชธานี,น้ำท่วมอุบล,พรรคภูมิใจไทย,หนู อนุทิน,อนุทิน ชาญวีรกูล,เสี่ยหนู,เฉลิมพล ศรีอ่อน,พรรคประชาธิปัตย์,รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 157 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 18 ก.ย.62

*****************************

น้ำท่วมอุบลราชธานี กลายเป็นการเมืองเรื่องน้ำท่วม เพราะในจำนวน ส.ส.อุบลฯ 10 คน เป็นส.ส.เพื่อไทย 7 คน ที่เหลือเป็นของประชาธิปัตย์ 2 คน และพลังประชารัฐ 1 คน 

ส่องลึกไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารเทศบาลนครอุบลฯ อยู่ในเครือข่ายพลังประชารัฐ ส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ฝ่ายการเมืองมีปัญหา ข้าราชการประจำดูแลอยู่

บังเอิญน้ำท่วมใหญ่ใกล้เลือกตั้ง รายการดราม่าทั้งลบและบวกเกี่ยวกับ “น้ำท่วมอุบล” จึงถูกผลิตขึ้นมาเพื่อหวังผลอะไรนั้น หัวคะแนนในพื้นที่ต่างรู้อยู่แก่ใจ

ภท.จับมือ ปชป.

เนื่องจาก เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รู้จักมักคุ้นกับคนใหญ่คนโตบุรีรัมย์ และ เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เลยไม่น่าแปลกใจที่จะเกิดกิจกรรมงานเลี้ยง “เพื่อนกันตลอดไป รวมน้ำใจสู้ภัยน้ำท่วม” ที่โรงแรมเดอะสุโกศล ถนนศรีอยุธยา เย็นวันที่ 17 กันยายน 2562

เสี่ยหนู อนุทิน กับ เสี่ยต่อ เฉลิมชัย 

แกนนำค่ายสีน้ำเงินบอกว่าทั้งภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ เคยทำงานร่วมกันในสภาผู้แทนฯ และร่วมรัฐบาลมานานจนถึงสมัยปัจจุบัน จึงเห็นว่าควรจะมีโอกาสพบปะเพื่อสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยและใกล้ชิดกันให้มากขึ้น ในครั้งนี้ภูมิใจไทยเป็นเจ้าภาพ และจะมีการสลับกันเป็นเจ้าภาพตามห้วงเวลาอันเหมาะสม

ย้อนไปดูช่วงการจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2 จะเห็นภาพของ “เสี่ยต่อ” กับ “เสี่ยหนู” ไปนั่งรับประทานอาหารด้วยกันตามประสาคนคุ้นเคยจนเป็นที่มาของข่าวปล่อย “ขั้วที่สาม” 

เราเป็นเพื่อนกันมา และจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป จึงต้องมีการประสานทำงานให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” แกนนำค่ายสีน้ำเงินย้ำ

รักษาที่มั่น ปชป.

นัยว่าช่วงน้ำท่วมอีสาน รัฐมนตรีสายปชป.ลงพื้นที่เมืองอุบลฯ และอำนาจเจริญเกือบครบทุกคนแล้ว เมื่อ 15 กันยายน 2562 จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เดินทางไป อ.เขื่องใน จ.อุบลฯ มอบถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย

จุรินทร์ พบชาวอำนาจเจริญ

อ.เขื่องใน เป็นฐานที่มั่นของ วิฑูรย์ นามบุตร แกนนำ ปชป.อีสาน และหลานชาย-วุฒิพงศ์ นามบุตร ส.ส.อุบลฯ

วุฒิพงศ์ นามบุตร

วันเดียวกัน นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย จัดถุงยังชีพมอบให้พี่น้องใน อ.พิบูลมังสาหาร โดย วิรัตน์ ร่มเย็น เลขานุการ มท.2 ลงพื้นที่มอบสิ่งของและติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง

อ.พิบูลมังสาหาร เป็นที่มั่นเก่าแก่ของ อิสระ สมชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ และลูกสาว-แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลฯ

ส.ส.แนน กับตัวแทน รมช.มหาดไทย

วันที่ 16 กันยายนนี้ รองนายกฯ จุรินทร์ พร้อมกับ นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ไปแจกถุงยังชีพที่ อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ ซึ่งสองพ่อลูก สุทัศน์ เงินหมื่น และอภิวัฒน์ เงินหมื่น รอต้อนรับ

อุบลฯ-อำนาจเจริญ คือสนามเลือกตั้งที่ค่ายปชป.จะเจาะฐานเสียงเพื่อไทยได้ เกิดน้ำท่วมใหญ่ ไม่เห็นหน้ารัฐมนตรีตระกูลนามบุตร กับสมชัย ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ

น้ำตาสาววารินฯ

หนึ่งเดียวของพลังประชารัฐ ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลฯ ได้นำนักธุรกิจภาคเอกชนใน อ.เขมราฐ มาช่วยแจกถุงยังชีพใน อ.เมืองอุบลฯ และ อ.พิบูลมังสาหาร แต่ก็ไม่มีนักข่าวเห็น

ที่ทำงานหนักกว่าเพื่อนคือ “แมงปอ” โยธากาญจน์ ฟองงาม อดีตผู้สมัครส.ส.อุบลฯ และลูกสาวของสุพล ฟองงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องออกเยี่ยมและแจกถุงยังชีพชาวบ้านทุกวันเพราะบ้านเกิด อ.วารินชำราบ น้ำท่วมหนัก

แมงปอ สาววารินฯ

ช่วงเลือกตั้ง “แมงปอ” ร้องไห้กลางเวทีหลายรอบเมื่อมีเสียงโจมตีบิดา-สุพล ว่าเป็นคนทรยศอุดมการณ์และรับใช้เผด็จการทหาร สุดท้ายเธอก็สอบตก พ่ายกระแสไม่เอาลุงตู่ ส่วน “ส.จ.เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี ค่ายเสี่ยเกรียง กัลป์ตินันท์ คว้าชัยไป

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์การแก้ปัญหาน้ำท่วมอุบลฯ หนุ่มแบงก์” อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม บินด่วนมาช่วย “แมงปอ” ขับเจ็ตสกีมอบถุงยังชีพให้พี่น้องผู้ประสบภัยบ้านหาดสวยยา บ้านท่ากอไผ่ และบ้านบุ้งมั่ง

รัฐมนตรีแบงก์ ขี่เจ๊ตสกีแจกถุงยังชีพ

มินับร่วมเพื่อนร่วมพรรค จันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรี อดีตผู้สมัครส.ส.อำนาจเจริญ และ ตวงทิพย์ จินตะเวช อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 อุบลฯ ที่มาให้กำลังใจสาวแมงปอ และช่วยกันแจกถุงยังชีพ

เลือกตั้งนายก อบจ.อุบลฯ ที่มาถึง..ศึกล้างตาระหว่างค่ายลุงตู่ กับค่ายเพื่อแม้ว คงได้สู้กันเลือดเดือดแน่

ไข้หัดสุนัข…สัญญาณเตือนจากเสือวัดหลวงตาบัวถึงทาสหมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388916?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไข้หัดสุนัข…สัญญาณเตือนจากเสือวัดหลวงตาบัวถึงทาสหมา

17 กันยายน 2562 – 11:05 น.
วัดป่าหลวงตาบัว,วัดเสือ,รมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช,ไข้หัดสุนัข
เปิดอ่าน 924 ครั้ง

เสือวัดป่าหลวงตาบัว ป่วยตาย 86 ตัว โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด  แต่สันนิษฐานว่าเกิดจากการติดเชื้อ !

เสือทั้ง 86 ตัวที่ป่วยตาย เป็นเสือของกลางที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยึดมาจากวัดป่าหลวงตาบัว หรือ วัดเสือ จ.กาญจนบุรี นำไปดูแลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และเขาสน จ.ราชบุรี จำนวน 147 ตัว ตั้งแต่ปี 2559 และทยอยล้มตายลงเรื่อยๆ

ผู้ดูแลบอกว่า เสือที่ตายทุกตัวมีอาการเหมือนโรคอัมพาตลิ้นกล่องเสียง ! แต่ล่าสุด มหาวิทยาลัยมหิดล แจ้งผลการตรวจในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ (ห้องแล็บ) พบว่า เสือทั้ง 86 ตัว ตายด้วย โรคไข้หัดสุนัข !

ประกิต วงศ์ศรีวัฒนกุล รองอธิบดีกรมอุทยานฯ บอกว่า จากการตรวจสอบเสือที่ตายพบการติดเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัข ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสุนัข และสัตว์ป่าหลายชนิด รวมทั้งเสือโคร่ง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มียารักษาเป็นการเฉพาะ ทำได้เพียงการรักษาตามอาการเท่านั้น เช่น การให้ยาปฏิชีวนะ ลดอาการอักเสบ ลดไข้ รักษาอาการภูมิแพ้ บางตัวที่มีอาการหายใจเสียงดังมาก สัตวแพทย์จะผ่าตัด แต่ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดอาการของโรคที่แน่ชัด

เขาบอกว่า จากการส่งซากเสือโคร่งไปตรวจที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสัตวแพทย์จากซาฟารีเวิลด์ พบว่าเกิดจากอาการอัมพาตลิ้นกล่องเสียงและเป็นสาเหตุของการตาย แต่ทั้ง 2 สถานีเพาะเลี้ยงอยู่ห่างกัน แสดงว่าเสือมีการติดเชื้อมาก่อน

      ตายง่ายเพราะสายเลือดชิด
การล้มตายของเสือชุดนี้ แน่นอนว่าเกิดจากการติดเชื้อไข้หัดสุนัข แต่ที่สงสัยคือทำไมถึงได้ตายด้วยโรคเดียวกันทุกตัว ? ทั้งที่มีคำยืนยันจาก ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ว่าเสือทุกตัวได้รับการดูแลอย่างดีตามหลักวิชาการทุกอย่าง

เป็นไปได้ว่า สาเหตุที่เสือติดเชื้อและล้มตายได้ง่าย เป็นเพราะพวกมันมีความบกพร่องทางยีน ซึ่งเกิดจากการผสมพันธุ์กันเองในเครือญาติเดียวกัน หรือที่เรียกว่า สายเลือดชิด ทำให้เสือรุ่นที่เกิดใหม่อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเหมือนสัตว์ที่ผสมพันธุ์ข้ามสายเลือด

นสพ.ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้ากลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานฯ ให้ข้อมูลว่า มาตรการดูแลสุขภาพเสือโคร่งในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าทั้ง 2 แห่ง ได้ประสานกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เก็บอุจจาระและตัวอย่างเลือดตรวจสอบ ติดตามโรค จากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่น และสัตว์อพยพ เมื่อทราบผล จะพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัขตามขั้นตอน และมีการติดตามผลเป็นระยะ ส่วนเสือที่มีอาการป่วยหนักอาจพิจารณาผ่าตัดเป็นรายกรณี

“ยืนยันว่าที่ผ่านมาในระหว่างการตรวจยึดพบว่าเสือวัดหลวงตาบัวมีการตายอยู่แล้ว จากภาวะเลือดชิด โดยพบเสือลูกกรอกที่ดองไว้ และหนังเสือจำนวนมาก เสือเดิมที่อยู่ในสถานีไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น แต่เสือจากวัดที่นำมาเลี้ยงไว้ทั้ง 2 สถานี มีอาการเหมือนกัน ทั้งที่สถานีอยู่ห่างกัน ดังนั้นปัญหาพันธุกรรมจึงเป็นสาเหตุสำคัญ”

สำหรับเสือโคร่งของกลางจากวัดป่าหลวงตาบัว เดิมมีอยู่จำนวน 7 ตัว  ถูกยึดเป็นของกลาง โดยกรมป่าไม้ ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2544 เนื่องจากวัดครอบครองเสือโคร่ง สัตว์ป่าคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 โดยไม่ได้รับอนุญาต

แม้กรมป่าไม้จะยึดเสือโคร่งทั้ง 7 ตัวไว้เป็นของกลาง แต่ก็ได้ฝากเลี้ยงไว้ในวัดนี้ต่อไปภายใต้การดูแลโดยสัตวแพทย์ แต่ช่วงระยะเวลา 15 ปี เสือโคร่ง 7 ตัว ได้ผสมพันธุ์ออกลูกออกหลานอยู่ภายในวัดเพิ่มขึ้นถึง 148 ตัว

เมื่อเสือมีจำนวนมากเข้า ทางวัดจึงเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมจนวัดกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของ จ.กาญจนบุรี แต่ในเวลาเดียวกันก็ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมทารุณกรรมสัตว์และการลักลอบค้าสัตว์ป่า จนทำให้กรมอุทยานฯ ต้องเข้ามาตรวจสอบและยึดเสือทั้งหมดไปดูแลยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และเขาสน จ.ราชบุรี ซึ่งที่นั่นแม้สัตว์ทุกตัวจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากความเป็นสัตว์สายเลือดชิด จึงทำให้พวกมันมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นสาเหตุให้ติดเชื้อง่ายและป่วยตายในที่สุด

 เสือตายเตือนภัยถึงน้องหมา!
มองแง่ดี ข่าวการตายของเจ้าเสือผู้น่าสงสาร น่าจะเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อชีวิตสัตว์เลี้ยงอีกนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะ น้องหมาและน้องแมว ซึ่งเจ้าของพวกมันคงจะได้ตระหนักและตื่นตัวกับเรื่อง “สายเลือดชิด” และ “โรคหัดสุนัข”

การเป็นสัตว์สายเลือดชิดนั้นทราบกันดีแล้วว่าเกิดจากการผสมพันธุ์ในคอกเดียวกันหรือสายเลือดเดียวกัน ทำให้ทายาทรุ่นต่อไปเป็นสัตว์ที่อ่อนแอ และเสี่ยงติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย

ส่วนโรคไข้หัดสุนัขชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นโรคที่เกิดกับสุนัขโดยตรง แต่สามารถแพร่ไปสู่สัตว์อื่นได้เช่นกัน เชื้อโรคนี้ทางการแพทย์แม้ยังไม่มียารักษาให้หายได้ แต่ก็สามารถป้องกันได้ไม่ยาก ในทางกลับกัน หากไม่มีการป้องกันอย่างต่อเนื่อง โรคนี้มีโอกาสแพร่ระบาดได้ไม่ยากเช่นกัน

    รู้จักโรคไข้หัดสุนัข
โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper) เกิดจากเชื้อ Canine Distemper Virus (CDV) อยู่ในตระกูล Paramyxovirus คล้ายกับไวรัสโรคหัดในคน (Measles) แต่เป็นคนละชนิดกัน จึงไม่ติดคน

น้องหมาที่เป็นโรคนี้มีอัตราการตายสูงมาก ถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงอันดับหนึ่งของโรคที่เกิดขึ้นกับสุนัข เพราะติดต่อได้ง่ายและรวดเร็วมาก สามารถติดต่อผ่านทางอากาศได้ และติดต่อผ่านทางน้ำมูกน้ำตาหรือสัมผัสกับน้องหมาที่ป่วยเป็นโรคนี้

โรคนี้พบมากในน้องหมาที่มีอายุระหว่าง 3-6 เดือน เพราะน้องหมากลุ่มนี้ไม่มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงพอ และแม้จะเป็นพวกที่โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว หากเจ้าของไม่พาไปฉีดวัคชีนอย่างต่อเนื่องก็เสี่ยงไม่แพ้กัน และที่แย่กว่านั้นปัจจุบันการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถผลิตยาต้านไวรัสโรคไข้หัดสุนัขได้โดยตรง

สำหรับน้องหมาที่ได้รับเชื้อไข้หัดสุนัขเข้าสู่ร่างกาย  ให้สังเกตอาการในระยะแรกจะมีไข้สูง ซึม อาเจียน เบื่ออาหาร ระยะที่ 2 จะเริ่มซึม มีขี้ตาหนา น้ำมูกสีเขียวข้น ระยะที่ 3 เชื้อไวรัสเข้าระบบประสาท มีอาการชักและทรงตัวไม่อยู่ ต้นขาอ่อนแรง และตายในที่สุด

สัตวแพทย์แนะนำว่า ในกรณีที่สุนัขได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เจ้าของควรจับแยกสุนัขออกจากตัวอื่นที่อยู่ด้วยกัน เพราะอาจเป็นพาหะนำเชื้อไปแพร่ให้ตัวอื่น และในส่วนของสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการรับเชื้อ ไม่ควรนำสุนัขไปวิ่งเล่น

สำคัญที่สุด! ไข้หัดสุนัขเป็นโรคติดต่อง่าย มีอัตราการป่วยและอัตราการตายสูง ทาสหมาทั้งหลายจงปฏิบัติตามนี้ “พาน้องหมาไป ฉีดวัคซีนทุกปี ใช้บริการคลินิกรักษาสัตว์ใกล้บ้านก็ได้ แล้วน้องหมาจะปลอดภัยจากโรคนี้”

p31

กัปตันเรือเหล็กกับการฝ่าร่องน้ำลึกของฝ่ายค้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388913?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กัปตันเรือเหล็กกับการฝ่าร่องน้ำลึกของฝ่ายค้าน

17 กันยายน 2562 – 10:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ฝ่ายค้าน
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

กัปตันเรือเหล็กกับการฝ่าร่องน้ำลึกของฝ่ายค้าน โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

18 กันยายน คือวันที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ, ไม่ชี้แจงที่มาของงบประมาณในโครงการรัฐบาล และน่าจะมีของแถมปลีกย่อยมาเพียบ เช่น เขียนกติกาเอื้อตัวเองกับพวกพ้อง และใช้เวทีนี้ระดมไอเดียแก้ รธน. เพื่อปลดล็อกลุงตู่และเครือข่าย

แน่นอนว่าขั้วต้านลุงตู่หยิบทุกรอยแผลออกมาชำแหละในเวทีนี้แบบไม่ยั้ง…

รวมทั้งในวันนั้นยังเป็นวันที่ทราบผลว่าตำแหน่งเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ (หัวหน้าคสช.) ที่มีการร้องเรียนกันมาหลายเดือน โดยศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในวันนั้นด้วย

ดังนั้นงานนี้กัปตันเรือเหล็กน่าจะโดนหลากวาระที่ฝ่ายค้านลำเลียงมาเพื่อการนี้สำหรับลุงตู่เป็นกรณีพิเศษ…

ทราบมาว่าลุงตู่ใจชื้นขึ้นเมื่อรู้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนที่เผยแพร่ออกมาแล้ว ซึ่งอาจจะเบรกจังหวะขั้วตรงข้ามได้บ้าง แต่ล่าสุดพรรคร่วมฝ่ายค้านและฝ่ายค้านอิสระพร้อมที่จะอภิปรายการทำหน้าที่ สร.1 ของ พล.อ.ประยุทธ์ตามญัตติที่ยื่นไว้ในครั้งนี้ แบบไม่ผ่อนคันเร่ง

อย่าลืมว่าห้าปีที่แล้วกับสถานการณ์วันนี้ของบทบาทลุงตู่ต่างกันสิ้นเชิง…เพราะยามนี้ พล.อ.ประยุทธ์พ้นสภาพหัวหน้าคสช. และมาสวมบทบาทนักการเมืองเต็มตัว…ดังนั้น “ลุงตู่” ย่อมเป็นเป้าหลักที่ขั้วตรงข้ามหวังล้มให้ได้ แม้ความจริงยามนี้จะยังไม่สามารถกระทำได้ แต่การฝากรอยแผลไว้ให้เรือเหล็กไม่มากก็น้อยก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนี้มีสภาพอภิสิทธิ์เหนือคนไทย…หลายประการ

“สุทิน คลังแสง” ประธานวิปฝ่ายค้านระบุว่า การอภิปรายคราวนี้ เน้นไปที่การทำหน้าที่ของหัวหน้ารัฐบาลที่เสมือนไม่ปฏิบัติตามกติกาเพราะหลายกรณีนั้นมันชัดเจนแล้วว่าหัวหน้ารัฐบาลฝ่าฝืนการทำหน้าที่ตามกฎหมาย แบบนี้จะเป็นตัวอย่างให้สังคมได้เช่นใด รวมทั้งการกระทำที่ไม่สมควรของหัวหน้ารัฐบาลและคนใน ครม.

แว่วว่า ในเร็วๆ นี้ พรรคเพื่อไทยจะเขี่ยบอลเปิดเกมให้และอาจมีขุนพลร่วมเวทีบ้าง…จากนั้นพลพรรคสีส้มจะเน้นจังหวะอัดลุงตู่แบบยาวๆ ไป บวกกับแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้าน เช่น เสรีรวมไทย, ประชาชาติ ที่จะมากรีดรอยรั่วให้กัปตันเรือเหล็กเจ็บๆ แสบๆ…แล้วรอจังหวะลุงตู่นอตหลุดกลางเวทีเพื่อขยายผลต่อ

เวลาอีกหลายวันที่พอจะเป็นควันหลงไล่บี้ไล่จิกลุงตู่จนกว่าจะถึงเวลาหลัก

เวลาหลักที่ฝ่ายค้านวางไว้คือ…อย่าลืมว่ากลางเดือนตุลาคม จะมีญัตติเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วาระแรก ตรงนี้จะเป็นเวทีที่ฝ่ายค้านเตรียมอาวุธหนักไว้จัดการเรือเหล็กให้เกิดแผล เพราะสภาพตอนนี้ ส.ส.รัฐบาลลดจำนวนลงเหลือแค่ 251 เสียง (นับรวมประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร) เพราะจำนวนสองเสียงที่เคยหนุนลุงตู่แต่หายไปนั้นเป็นเสียงของพรรคไทยศรีวิไลย์และพรรคประชาธรรมไทยที่แยกไปเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” หลังหมดโอกาสได้ตำแหน่งแห่งหนในรัฐบาลและรัฐสภา

แปลว่าสภาพปริ่มน้ำของเรือเหล็กนั้นในยามนี้ยิ่งปริ่มมากขึ้นกว่าเดิม แม้คนวงในพลังประชารัฐยืนยันว่า “งูเห่าภาคสาม” ที่ไปทาบทามไว้นั้นพร้อมที่จะมายกมือให้ เพราะ ส.ส.ขั้วตรงข้ามย่อมอยากได้งบประมาณลงพื้นที่เพื่อโกยคะแนนนิยม และอาจมีบางชีวิตที่หวังจะได้รางวัลสมนาคุณตอบแทนโดยจะใช้สารพัดเทคนิคช่วงลงคะแนนออกมาแปรเสียงให้ขั้วรัฐบาลชนะในวาระแรกของการลงมติร่างกฎหมายการเงินการคลังฉบับนี้

แต่ขั้วหนุนลุงตู่จะมั่นใจพลังงูเห่าได้เต็มร้อยเชียวหรือ…หากกฎหมายการเงินการคลังฉบับนี้โดนคว่ำในรัฐสภา ธรรมเนียมปฏิบัติของขั้วรัฐบาลนั้นคือลาออก

แบบนี้ยุ่งขิงแน่ๆ สำหรับเรือเหล็ก…

และยิ่งผู้จัดการรัฐบาลที่ชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในยามนี้กำลังน่วมจากหลากหลายเรื่องราวในอดีต โดยฝ่ายค้านจ้อง ร.อ.ธรรมนัส ไว้เป็นหนึ่งในการกระทุ้งเรือเหล็กแบบลูกระนาด สภาพแบบนี้แม้ ร.อ.ธรรมนัสระบุว่า “เป็นนักรบต้องมีดาบที่สามซ่อนไว้…และยอมรับว่าการเป็นคีย์แมนหลักของรัฐบาลที่เดินหน้าและเดินใต้ดินหลายเรื่องเพื่อพยุงเรือเหล็กนั้น ทำให้ฝ่ายตรงข้ามจ้องจะเล่นงาน”

มันไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะฝ่ายค้านต้องไม่ละสายตาผู้กองตุ๋ยแน่นอน และยังพยายามขยายผลกระหน่ำ ร.อ.ธรรมนัสไปเรื่อยๆ เพราะหาก ร.อ.ธรรมนัสพลาดมาจังหวะหนึ่ง…ก็ไม่ทราบว่าเรือเหล็กจะแล่นได้ไหม…

และยิ่งช่วงนี้ความพร้อมของ ส.ส.รัฐบาลก็น่าวิตก เพราะวิปรัฐบาลบางคนยอมรับว่าหลายครั้งจวนจะเกิดภาวะสภาล่มแต่ก็แก้ไขได้แบบฉิวเฉียด เนื่องจาก ส.ส.ในขั้วนี้หลายคน “ละเลยวินัย”

ดังนั้นหากกลางเดือนตุลาคม รัฐบาลลุงตู่ 2 ที่เข้ามาในครรลองประชาธิปไตยแบบลุ้นรายวัน เพราะภาวะจริงนั้นหลายคนรู้ดีว่าพลังประชารัฐหลุดเข้ามาเป็นพรรคอันดับสองที่มี ส.ส. 116 คนแล้วแข่งขันกับพรรคเพื่อไทยที่มีผู้แทนฯ 135 คน ในการฟอร์มรัฐบาล

กว่าที่ พปชร.จะพลิกรวบรวมเสียงจากหลายพรรคด้วยเงื่อนไขกฎหมายที่ขั้วตรงข้ามมองว่ามีอภินิหารบังเกิดขึ้นกับ พปชร. แบบลุ่มๆ ดอนๆ

และผลงานของครม.พปชร.ยังไม่ออกชัด ผิดกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ยิงแต้มเก็บคะแนนไปเพียบ…จนยามนี้โพลล์หลากสำนักแจ้งผลคะแนนที่มาจากความเห็นและกระแสสังคมหลายเรื่องแล้ว

ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มากดดันหัวหน้ารัฐบาล

ดังนั้นแรงกระเพื่อมทางการเมืองในรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐนาวา พูดง่ายๆ ตอนนี้น้ำเริ่มรั่วเข้ามาเพียบในเรือเหล็กแล้ว

รอชมว่าลุงตู่มีเวลาไม่กี่วันที่จะอุดรอยรั่วนั้น จะอุดแบบใด…

  ประเด็นอภิปราย โดยไม่ลงมติตามรธน.มาตรา 152 วันที่ 18 กันยายน
1. การถวายสัตย์ปฎิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152
– เน้นใช้ข้อกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ
– นายกรัฐมนตรีที่ไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนจะเกิดผลต่อการบริหารประเทศอย่างไร
– นายกรัฐมนตรีจะตอบคำถามในสภาว่าสรุปแล้วตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ “ลืม” หรือว่า “หลง”
2. การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภา โดยไม่แจ้งที่มาในการใช้จ่ายงบประมาณ
– สอบถามเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินของ ครม.และนโยบายการหาเงินของรัฐบาล
– นอกจากการรีดภาษีประชาชนและการกู้เงินรัฐบาลชุดนี้มีอะไรบ้างที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศได้บ้าง
3.การแต่งตั้งบุคคลเข้ามาร่วมครม.เหมาะสมหรือไม่

ตำรวจเป็นเองต้องลงโทษให้หนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388911?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำรวจเป็นเองต้องลงโทษให้หนัก

17 กันยายน 2562 – 09:55 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ตำรวจ,ยาเสพติด
เปิดอ่าน 1,621 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอสนับสนุนให้มีการลงโทษอย่างรุนแรงเด็ดขาดที่สุดต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำผิดโดยอำนาจหน้าที่เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่าทำดีได้ดี-ทำชั่วได้ชั่ว

สืบเนื่องมาจากนายตำรวจยศ พ.ต.ท. ที่ จ.อุทัยธานี รับจ้างขนยามาจากแม่อายส่งขึ้นรถทัวร์เข้า กทม. และถูกจับได้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้เพราะผู้รักษากฎหมายทำผิดเสียเอง

ไม่เฉพาะตำรวจเท่านั้นแต่รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดกฎหมายโดยยึดถือผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง

รวมถึงทุกคนที่ทำผิดกฎหมายจะต้องได้รับโทษตามบทบัญญัติเพราะถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปประเทศเสียที

ประเทศไทยจะต้องเป็นสีขาว-ไม่ใช่เป็นสีเทาสีดำอย่างทุกวันนี้
อ๊อด เทอร์โบ


เรื่อง สงสัยเรื่องขยะและขยะพลาสติก
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ขอเป็นสื่อกลางเพื่อสอบถามผู้รู้จริงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการกำจัดขยะและขยะพลาสติก เพราะแม่ผู้เขียนสนใจที่จะรักษ์โลกด้วยการลดใช้ถุงพลาสติก แต่ก็งงๆ อยู่กับมาตรการที่ในความรู้สึกแบบชาวบ้านดูมันจะย้อนแย้งกัน

ขณะนี้มีการรณรงค์ให้ลดการใช้ถุงพลาสติกตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งก็ดูเหมือนดี แต่อีกมุมหนึ่งถ้าเราไม่รับถุงพลาสติกของห้างฯ สามารถนำมาใช้ซ้ำ (reuse) เป็นถุงขยะได้โดยไม่ต้องใช้ ‘ถุงดำ’ ซึ่งน่าจะย่อยยากกว่าถุงพลาสติกที่แจกให้เสียอีก

ถุงพลาสติกของหลายห้างฯ เป็นแบบย่อยสลายได้ (biodegradable) อย่างไรก็ตาม มีคำกล่าวว่าถุงที่ย่อยสลายได้นี้สามารถทำให้เกิด microplastic (จริงหรือไม่?) ถ้าเป็นเช่นนั้นทำไมไม่ใช้ถุงกระดาษที่ย่อยสลายได้แทน หรือจริงๆ แล้วการรณรงค์เรื่องนี้มีประเด็นแอบแฝงเรื่องต้นทุน ผู้เขียนมองว่าถ้าต้นทุนของถุงกระดาษเป็นปัญหาก็น่าจะอยู่ในระดับ ‘สตางค์’ มากกว่า ‘บาท’ ถ้าบวกเข้าไปในราคาสินค้าก็คงไม่กระเทือนมากนัก ขอความกระจ่างด้วย

ผู้เขียนเห็นการรณรงค์ลดแต่ถุงพลาสติกที่ใส่สินค้าจากห้างฯ เท่านั้น แต่ไม่เห็นมีการรณรงค์ลดถุงหรือพลาสติกที่เป็นบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น ถุงกับข้าว กล่องใส่อาหาร (clamshell) พลาสติกห่ออาหาร (wrap) หรือพลาสติกรองอาหาร เช่น ก๋วยเตี๋ยวแห้ง (ทำไมไม่ใช้ใบตองแทน?) ฯลฯ พลาสติกพวกนี้อาจมีการใช้มากกว่าถุงที่ใช้ตามห้างฯ เสียอีก และเป็นการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งด้วย

การกำจัดขยะนั้น มีขยะหลายประเภทที่ไม่รู้จะกำจัดอย่างไร เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเรือน ฯลฯ (อาจมีบางหน่วยงานทำอยู่ เช่น มูลนิธิสระแก้ว มูลนิธิกระจกเงา ฯลฯ แต่ก็เป็นในวงแคบด้วยข้อจำกัดทางสถานที่/ปริมาณที่รองรับ/วัตถุประสงค์) ทำไมเราไม่ใช้เครือข่าย ‘ซาเล้ง’ มารองรับ

ซึ่งจะเกิดภาวะ win-win ผู้กำจัดได้เงินค่าขายแม้จะไม่มากก็ตาม ส่วน ‘ซาเล้ง’ ก็มีรายได้นำไปขายผู้ประกอบการที่นำกลับไปเข้ากระบวนการแปรรูปให้เป็นวัตถุดิบ (recycle) ซึ่งน่าจะเป็นจุดแข็งของประเทศเรา เพราะในต่างประเทศผู้ส่งกำจัดต้องเสียเงินเป็นการกำจัด ผู้เขียนคิดว่าถ้าตั้งเครือข่าย ‘ซาเล้ง’ และการอบรมการแยกและคัดขยะนำไป recycle น่าจะเป็นผลดี เรามี ‘ซาเล้ง’ คู่บ้านคู่เมืองมานานแล้ว ทำไมไม่ใช้ประโยชน์?

ในกทม.ไม่เห็นมีกระบวนการที่เอื้อต่อการกำจัดขยะที่นอกเหนือจากขยะ ‘รายวัน’ ได้ข่าวว่าบางเขตมีกระบวนการรับขยะเหล่านี้ตามบ้าน แต่เขตที่ผู้เขียนอยู่ไม่เห็นมี ส่วนเทศบาล/อบจ./อบต. ในจังหวัดต่างๆ ก็ไม่เห็นมี หรือถ้ามีก็คงอ่อนประชาสัมพันธ์ ?

‘ภาครัฐ’ มัวทำอะไรอยู่ ไม่เห็นการรณรงค์การแยกขยะให้ชัดเจน

ผู้เขียนเห็นในต่างประเทศเขาแนะนำชัดเจนว่าขยะอะไรควรแยกอย่างไร ชนิดไหน recycle ได้/ไม่ได้ ของไทยไม่มีความชัดเจน ให้เอกชนทำอยู่ไม่พอหรอก
ศ.เกษียณ

 เรียน คุณ ‘ศ.เกษียณ’
ข้อสงสัยของคุณตรงกับความข้องใจของอีกหลายๆ คนและเสนอข้อความที่เป็นประโยชน์มากๆ ซึ่งควรจะมีการพิจารณาร่วมกันเพื่อทำทุกอย่างให้ดีขึ้น

เวลานี้หลายหน่วยงาน และร้านค้า ห้างสรรพสินค้าต่างหันมารณรงค์ลดละเลิกใช้พลาสติกและโฟมต่างๆ กันมาก

ขอบคุณสำหรับจดหมายที่เป็นสาระประโยชน์และหวังว่าจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการแยกขยะซึ่งหลายแห่งดำเนินการอยู่แล้วและขอให้ใช้วัสดุธรรมชาติจะดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ


ยกเลิกช่องกลับรถ
เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนที่ใช้ถนนเส้นบางนา-ตราดเป็นประจำ เส้นทางปกติด้านล่างทางด่วนบูรพาวิถีสังเกตดูได้ว่ารถมักจะติดขัดช่วงกม.19-20 ช่วงเลย ม.หัวเฉียวไปนิด สาเหตุก็เพราะปล่อยให้มีช่องกลับรถในช่องทางด่วนกลางถนน แล้วรถที่มาจากด้านริมทางก็จะเข้ามาตัดกระแสรถที่มาจากทางด่วนตรงกลาง ทำให้ต้องเปลี่ยนเลนกันประจำ แล้วรถที่กลับกลางถนนก็ทำให้รถขาเข้ากทม.ติดอีก

จึงเรียนมาช่วยบอกผู้ใหญ่ในกรมทางหลวงว่าขอให้ยกเลิกช่องกลับรถนี้เสียเถอะเพราะเลยไปอีกหน่อยก็สามารถกลับได้ที่สะพานลอยกลับรถได้ หรือว่าท่านผู้ใหญ่ในกรมทางหลวงต้องใช้ช่องนี้กลับรถ คนอื่นจะติดขัดขนาดไหนก็ช่างมัน ยิ่งปล่อยให้ถนนข้างล่างติดยิ่งดี คนจะได้ขึ้นไปใช้ทางด่วนข้างบน กลัวผู้ลงทุนทำทางด่วนกำไรน้อย ซึ่งท่ามองกันโดยปกติแล้ว ถ้าสร้างถนนด้านล่างให้ดีแล้วก็ไม่น่าจะมีความจำเป็นในการสร้างทางด่วนข้างบน เปลี่ยนไปสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงมุ่งออกชลบุรียังดีกว่า

ถ้าอยากรวยควรลาออกจากงานราชการมาหากินข้างนอกดีกว่า เป็นข้าราชการหากินผลประโยชน์กับภาษีประชาชน คนชาติอื่นเขาจะมองได้ว่าคนไทยมันโง่ อายเข้าบ้าง
ต๊ะ ณ เมืองชล

เรียน คุณ ‘ต๊ะ ณ เมืองชล’
จดหมายของคุณให้ความชัดเจนดีมากและใครที่เป็นเจ้าของความคิดและดำเนินการจะต้องมีคำตอบให้โดยด่วนเพราะหลายคนที่ใช้ถนนกำลังคิดว่าไม่สมควร
หรือมีเหตุผลอื่นใดๆ โปรดแจ้งให้ทราบด้วย
อ๊อด เทอร์โบ

น้ำท่วม อุบล อุทกภัยในการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388905?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำท่วม อุบล อุทกภัยในการเมือง

17 กันยายน 2562 – 08:50 น.
กระดานความคิด,น้ำท่วม,อุบลราชธานี,การเมืองท้องถิ่น,สจเปิ้ล,สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ,วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์
เปิดอ่าน 571 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…   บางนา บางปะกง 

ท่ามกลางวิกฤติน้ำท่วมเมืองอุบลราชธานี สองวันนี้ก็มีข่าวดี เพราะระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงมาก ซึ่งจะเอื้อต่อการระบายน้ำจากแม่น้ำมูล นอกจากนี้ ยังพบว่าระดับน้ำด้านบนในลำน้ำชี และลำน้ำมูล ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าสู่ตัวเมืองอุบลฯ ลดลงด้วย

สำหรับเมืองไทย นับแต่มีการเมือง 2 ขั้ว ไม่ว่าจะเกิดน้ำท่วมภาคไหน ก็จะเกิดรายการดราม่าผ่านสื่อโซเชียล คลิปผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครอุบลฯ ได้ถูกเพจการเมืองนำไปขยายผลโจมตีรัฐบาลประยุทธ์

พูดถึงน้ำท่วมกับการเมือง ขอฉายภาพ “การเมืองท้องถิ่น” ในพื้นที่น้ำท่วม 2 จุดคือ เทศบาลนครอุบลราชธานี และเทศบาลวารินชำราบ ซึ่งมีผู้ประสบภัยน้ำท่วมจำนวนมากที่กำลังรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ

นายกแอน เทศบาลนครอุบลฯ

ปัจจุบัน เทศบาลนครอุบลราชธานี มี “แอน” สมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ เป็นนายกเทศมนตรีนครอุบลฯ โดยดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2556

สมัยเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี “สมปรารถนา” เอาชนะ “รจนา กัลป์ตินันท์” อดีตนายก ภรรยาเกรียง กัลป์ตินันท์ แกนนำพรรคเพื่อไทยสายอีสาน ซึ่งตระกูลกัลป์ตินันท์ ผูกขาดการบริหารเทศบาลนครอุบลฯ มานานปี

“นายกแอน” ได้รับการสนับสนุนจาก พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีพรรคไทยรักไทย ผนึกพลังกับสิทธิชัย โควสุรัตน์ อดีต รมช.มหาดไทย และอดุลย์ นิลเปรม อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

ส่วนเทศบาลเมืองวารินชำราบ “จีระชัย ไกรกังวาร” เป็นนายกเทศมนตรีเมืองวารินฯ มาหลายสมัย และเป็นเครือข่ายของเกรียง กัลป์ตินันท์

ผู้บริหารท้องถิ่นสองฝั่งแม่น้ำมูล ปรากฏว่าอยู่คนละขั้วสี ฝั่งเมืองอุบลฯ อยู่ในปีกรัฐบาลประยุทธ์ ส่วนฝั่งวารินฯ ก็อยู่ในปีกพรรคฝ่ายค้าน

ผิดกับการเมืองระดับชาติ ที่สองฝั่งแม่น้ำมูล ตกเป็นของพรรคเพื่อไทย โดยการเลือกตั้ง ส.ส. 24 มีนาคม 2562 ผลการเลือกตั้งเขต 1 อ.เมืองอุบลราชธานี วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ (ลูกชายเกรียง) พรรคเพื่อไทย เอาชนะอดุลย์ นิลเปรม พรรคพลังประชารัฐไปแบบเฉียดฉิว

ส.ส.เปิ้ล เพื่อไทยฝั่งวารินฯ

เขต 3 อ.วารินชำราบ และ อ.นาเยีย “ส.จ.เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี สายตรงของเกรียง เพื่อไทย ชนะ โยธากาญจน์ ฟองงาม ลูกสาวของสุพล ฟองงาม อดีต ส.ส.อุบลฯ ที่รับบทแม่ทัพพลังประชารัฐ เมืองอุบลฯ

อีกด้านหนึ่ง พรรคอนาคตใหม่กำลังมาแรงในเขตเทศบาลนครอุบลฯ และฝั่งวารินชำราบ จึงไม่น่าแปลกที่แกนนำอนาคตใหม่จะยกทีมไปแจกของช่วยน้ำท่วม แข่งกับทีมเพื่อไทย

เป้าหมายใหญ่ในศึกเลือกตั้งท้องถิ่นของเกรียง กัลป์ตินันท์ คือการยึดเทศบาลนครอุบลฯ กลับคืนมาให้ได้ ฉะนั้นช่วงน้ำท่วมเมืองอุบลฯ ทีมเพื่อไทยอุบล จึงลุยน้ำท่วมช่วยเหลือชาวบ้านอย่างแข็งขัน

รวมสนามเลือกตั้งนายก อบจ.อุบลฯ ค่ายเพื่อไทยได้ตระเตรียมการส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งนายก อบจ. ซึ่งจะต้องเผชิญหน้ากับทีมพลังประชารัฐ ที่จัดวางตัวไว้แล้วเช่นกัน

ขณะที่วาทกรรมการเมืองเรื่องน้ำท่วม “นายกฯ ไปไหน ไม่ไปช่วยน้ำท่วมอุบลฯ” แพร่กระจายในสื่อโซเชียล ในพื้นที่เมืองอุบลฯ หน่วยงานราชการ อาสาสมัครกู้ภัย และภาคเอกชน ต่างร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ฝ่ายการเมือง อย่างสมปรารถนา วิกรัยเจิดเจริญ นายกเทศบาลนครอุบลฯ ก็ลงเรือแจกถุงยังชีพช่วยเหลือชาวบ้าน พร้อมตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบภัยทุกวัน

วรสิทธิ์ ส.ส.เพื่อไทย

   วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลฯ เขต 1 ฝั่งเมืองอุบลฯ ได้ตั้งหน่วยบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือชาวบ้าน และตัวเขาเองก็ออกไปมอบถุงยังชีพ เช่นเดียวกับ กิตติ์ธัญญา วาจาดี ส.ส.อุบลฯ เขต 3 ฝั่งวารินฯ ทีมงานของ สุพล ฟองงาม อดีต ส.ส.อุบลฯ ยังช่วยเหลือชาวบ้านแจกของบรรเทาทุกข์ ร่วมกับทหาร และอาสาสมัคร

  น้ำท่วมใหญ่เมืองอุบลในยุคที่มีผู้แทนฯ และใกล้จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น รับประกันชาวบ้านไม่ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังแน่นอน รายการดราม่าน้ำท่วมในสื่อโซเชียล ก็เป็นธรรมชาติของการเมืองเลือกขั้ว

วิวาทะในภาวะน้ำท่วม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388903?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิวาทะในภาวะน้ำท่วม

17 กันยายน 2562 – 08:10 น.
อุทกภัย
เปิดอ่าน 100 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 17 กันยายน 2562

การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในภาคอีสาน โดยเฉพาะ จ.อุบลราชธานี ที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างหนัก โดยเจ้าหน้าที่รัฐ รัฐมนตรี และแกนนำพรรคฝ่ายค้านตลอดถึงจิตอาสาประชาชนทั่วไป ถือเป็นเรื่องยินดียิ่งที่แต่ละฝ่ายเห็นความทุกข์เข็ญของประชาชนซึ่งล้วนตกอยู่ในภาวะที่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ถึงกระนั้น แทบทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นจะมีเรื่องราวตามมาอยู่เสมอ อย่างเช่น ประเด็นทางการเมือง อันเนื่องมาจากการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ ซึ่งสุดท้ายนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็จะถูกทวงถามความรับผิดชอบอย่างยากจะหลีกเลี่ยง เหมือนเช่นที่น้ำท่วมขังในกรุงเทพ ผู้ว่าฯ กทม.ก็ตกเป็นเป้า ซึ่งเป็นเรื่องไม่อาจหลบเลี่ยงที่ผู้มีหน้าที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีที่สุดโดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ทั่วถึงเป็นการด่วน

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ แนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว บางพื้นที่มักจะมีผู้เสนอให้สร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม และภัยแล้ง อย่างเช่นที่ จ.สุโขทัย และะพะเยา ซึ่งอยูในลุ่มน้ำยม และต้องประสบปัญหาอุทกภัยแทบทุกปี และแทบทุกครั้งเช่นกัน ที่โครงการสร้างเขื่อนจะถูกหยิบยกขึ้นมา ล่าสุด ชื่อของโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังการลงพื้นที่ของรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้นได้รับฟังปัญหาจากประชาชน 2 จังหวัด ซึ่งก็แบ่งรับแบ่งสู้อยู่ว่า การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น คนในพื้นที่ส่วนใหญ่กลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เช่นน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนที่อาจกินบริเวณกว้าง จึงต้องศึกษาผลกระทบทั้งผลดีและผลเสียอย่างรอบคอบ ปัจจุบันนี้มีความเห็นแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้เห็นด้วย ผู้ไม่เห็นด้วย และกลุ่มนักวิชาการ เอ็นจีโอ

วิวาทะเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้น ถือเป็นมหากาพย์ที่เก็บไว้ในลิ้นชักมาหลายทศวรรษ เพราะเสียงคัดค้านที่ยังมีพลังอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่า ลุ่มน้ำยมจะประสบปัญหาทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมเกือบทถุกปี แต่ฝ่ายที่คัดค้านก็ยืนยันว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรป่าไม้ที่ต้องสูญเสียไป อย่างไรก็ตาม ในสภาพการณ์ปัจจุบัน ถ้าหากดูระดับน้ำในเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศ จะพบว่า อ่างเก็บน้ำของเขื่อนส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ แม้แต่ในภาคเหนือและอีสานที่ฝนตกหนัก น้ำก็ไม่ได้ตกเหนือเขื่อน ซึ่งก็เป็นเครื่องยืนยันว่า การเพิ่มเขื่อนเข้ามาเพื่อบริหารจัดการน้ำ ก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งได้ดังคาดการณ์

  การบริหารจัดการน้ำนับเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งจะต้องอาศัยหลายแนวทางด้วยกัน โดยข้อเท็จจริงก็คือ ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีไม่มากเพียงพอในแต่ละปี ถ้าหากปริมาณน้ำฝนน้อยผิดปกติในปีใด ประเทศก็จะต้องประสบภัยแล้งอย่างแน่นอน เพราะการจัดการน้ำในปีก่อนหน้านั้นต้องสนับสนุนทุกกิจกรรมอย่างครบถ้วน เช่น การชลประทานเกษตร รักษาสภาพแวดล้อม ผลิตพลังงานไฟฟ้า ปีนี้ภาคอีสานน้่ำท่วมหนักหลายจังหวัด และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก็จะต้องประสบปัญหาภัยแล้ง เพราะน้ำในเขื่อนมีไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับลุ่มน้ำภาคกลาง ที่อาจจะทำนาปรังไม่ได้อีกครั้งเพราะน้ำในเขื่อนยังอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง นี่คือสภาพความเป็นจริงที่ต้องอาศัยแผนงานระยะยาวเพื่อบรรเทาความเสียหายให้ลดลงจนถึงระดับควบคุมได้