ป.ป.ส.เตือนขาช็อปออนไลน์..ระวังเป็นเหยื่อส่งยาทางไปรษณีย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388751?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป.ป.ส.เตือนขาช็อปออนไลน์..ระวังเป็นเหยื่อส่งยาทางไปรษณีย์

16 กันยายน 2562 – 13:40 น.
ปปส,สายตรวจระวังภัย,ไปรษณีย์,ช้อปออนไลน์
เปิดอ่าน 160 ครั้ง

คอลัมน์…   สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ยาเสพติดที่ถูกจัดส่งผ่านพัสดุไปรษณีย์กลายเป็นปัญหาที่กำลังระบาด เนื่องจากขบวนการค้ายาเสพติดได้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียและบริการจัดส่งสินค้าพัสดุภัณฑ์ในการกระทำผิด เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีการใช้สำหรับซื้อขายและจัดส่งยาเสพติดต่างๆ ในระดับขายส่งรายย่อยและขายปลีกให้ผู้เสพ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ สำนักงานคระกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ก็ได้ออกมาเตือนเป็นระยะ

แม้จะมีการย้ำเตือนประชาชนให้ระแวดระวังมาโดยตลอด แต่ก็ไม่วายมีเรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองเลขาธิการ ป.ป.ส. จึงออกโรงเตือนประชาชน ให้ระวังตกเป็นเหยื่อนักค้ายาเสพติด ที่ฉวยโอกาสขนส่งยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายผ่านพัสดุไปรษณีย์ ภายหลังพบกรณีผู้รับ-ส่งผู้โดยสารและขนส่งพัสดุ (แกร็บคาร์) ถูกควบคุมตัว เนื่องจากผู้โดยสารแอบขนยาเสพติดพร้อมอาวุธปืน เป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

พ.ต.ต.สุริยา อธิบายว่า ปัจจุบัน นักค้ายาเสพติดเลือกใช้บริการรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ในการขนส่งยาเสพติดมากขึ้น ซึ่งหากพบว่าบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าในฐานะผู้ให้บริการขนส่ง หรือผู้รับพัสดุไปรษณีย์ ล้วนมีความผิดตามกฎหมาย โดยผู้ส่งมีความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ และผู้รับพัสดุภัณฑ์มีความผิดฐานครอบครอง หรือครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณของกลางยาเสพติด เช่น ในห้วงเดือนที่ผ่านมา เกิดกรณีอุทาหรณ์เรื่องนี้ขึ้น เมื่อมีชายให้บริการรับส่งผู้โดยสาร หรือแกร็บคาร์ ถูกควบคุมตัว หลังตำรวจพบว่าผู้โดยสารลักลอบขนส่งยาเสพติด และยังพกพาอาวุธผิดกฎหมาย โดยในกรณีดังกล่าว แม้ผู้ขับรถโดยสารไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เมื่อพบของกลาง ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายเช่นกัน

“เกี่ยวกับปัญหานี้ อยากย้ำเตือนประชาชนเพิ่มเติมว่า ขอให้ระมัดระวังตนเองและคนในครอบครัว โดยในกรณีผู้ขนส่งสินค้า ขอให้สังเกตพฤติการณ์ของผู้ว่าจ้างหรือผู้รับบริการ เช่น มีการเปลี่ยนการส่งพัสดุภัณฑ์ไปยังปลายทางบ่อยครั้ง หรือสินค้ามีลักษณะผิดปกติ หากพบพิรุธ หรือสิ่งผิดสังเกต ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที สำหรับกรณีผู้รับสินค้า เมื่อทราบจากพนักงานส่งพัสดุภัณฑ์ว่าจะมีการส่งพัสดุนั้น ขอให้สอบถามและตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนว่า ตนเองหรือคนในครอบครัวมีการสั่งสินค้า หรือจะได้รับพัสดุภัณฑ์โดยที่ไม่สั่งสินค้าหรือไม่ หากพบการแอบอ้างชื่อในการส่งสินค้า หรือเห็นความไม่ชอบมาพากล ขอให้แจ้งตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน หรืออาจเก็บหลักฐานไว้แสดงถึงเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และยืนยันตนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ยิ่งทุกวันนี้การซื้อขายออนไลน์เป็นที่นิยม โอกาสที่อาจตกเป็นเหยื่อก็มีมากขึ้น ยิ่งต้องระมัดระวัง” รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ส. ให้ความสำคัญและมีความห่วงใยประชาชนจากกรณีการขนส่งและซื้อขายยาเสพติดผ่านพัสดุภัณฑ์ โดยได้ดำเนินการเร่งรัดปราบปรามการค้ายาเสพติดผ่านแอพพลิเคชั่น รวมถึงประสานงานขอความร่วมมือไปรษณีย์ไทยและบริษัทเอกชน เพื่อหารือและวางมาตรการป้องกันการลักลอบหรือแอบอ้างขนส่งยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย และหากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อเป็นเช่นนี้จะรับหรือส่งพัสดุภัณฑ์ต้องรอบคอบถี่ถ้วน เตือนแล้วต้องฟัง ระมัดระวังช่างสังเกต ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ เพราะถ้าคราวซวยมาเยือน อาจโดนร่างแหแบบไม่รู้ตัว..!!

พม.นัดแกนนำคนพิการ ถกปม หักหัวคิว จ้างงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พม.นัดแกนนำคนพิการ ถกปม หักหัวคิว จ้างงาน

16 กันยายน 2562 – 13:05 น.
อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ,กพ,คนพิการ,หักหัวคิว,ค่าจ้าง,เครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ
เปิดอ่าน 172 ครั้ง

พม.นัดแกนนำคนพิการ ถกปม หักหัวคิว จ้างงาน

อธิบดี พก.เชิญประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการเข้าประชุมหารือวางแนวทางการจ้างงานคนพิการให้ถูกต้องตามกฎหมาย หลังเครือข่ายคนพิการเปิดโปงข้อมูลทุจริตและการจ้างงานผิดกฎหมายมานานกว่า 1 ปี แต่ก็ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีมากมายหลายคดี จนต้องจัดกิจกรรมเดินเท้าจากกาฬสินธุ์เข้ากรุงเทพฯ ระยะทาง 600 กิโลเมตรอยู่ในขณะนี้ เพื่อทวงความยุติธรรม

นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (กรม พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ส่งหนังสือถึง นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ เพื่อให้เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการจ้างงานคนพิการตามมาตรา 35 ของกฎหมายให้ชัดเจน ถูกต้อง ในวันจันทร์ที่ 16 กันยายน เวลา 13.30 น. โดยสถานที่จัดประชุมคือห้องศูนย์ปฏิบัติการ พก. กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ถนนราชวิถี

สำหรับการจ้างงานคนพิการตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนั้น บัญญัติเอาไว้ 3 ช่องทาง ใน 3 มาตราของกฎหมาย ประกอบด้วย

มาตรา 33 จ้างงานโดยตรงกับคนพิการ กฎหมายกำหนดให้นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐที่มีจำนวนผู้ปฏิบัติงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตรา 100 ต่อ 1 (ผู้ปฏิบัติงานปกติ 100 คน ต้องจ้างคนพิการ 1 คน)

มาตรา 34 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่ไม่ได้รับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 ให้ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

และมาตรา 35 กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่ไม่รับคนพิการเข้าทำงาน และไม่ประสงค์ส่งเงินเข้ากองทุนด้วย อาจให้สัมปทานจัดสถานที่ขายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน หรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีพิเศษ ฝึกงานหรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกแก่คนพิการ ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแค่คนพิการ หรือผู้ดูแลคนพิการก็ได้

ตลอด 1 ปีเศษที่ผ่านมา ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการได้ออกมาเคลื่อนไหวยื่นหนังสือให้องค์กรตรวจสอบหลายแห่งสอบสวนการทุจริตการจ้างงานคนพิการตามช่องทางเหล่านี้ โดยให้ข้อมูลว่ามีการทุจริต หักหัวคิวทั้งค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ที่คนพิการควรจะได้รับ คิดเป็นตัวเลขกลมๆ ปีละ 1,500 ล้านบาท โดยช่องทางที่มีปัญหามากที่สุดคือช่องทางตามมาตรา 35 เพราะกฎหมายเขียนเปิดให้ใช้วิธีการจ้างงานหรือมอบสิทธิประโยชน์แก่คนพิการไว้ค่อนข้างกว้าง ไม่ระบุชัดเจน ทำให้มีการซิกแซ็กหักหัวคิวและเอาเปรียบคนพิการ

มีรายงานว่า กรม พก. ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงน่าจะเชิญ นายปรีดา ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ เข้าหารือและรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้

นอกจากนั้นในช่วง 1 ปีเศษที่ออกมาเคลื่อนไหวเปิดโปงการทุจริตเงินอุดหนุนและการจ้างงานคนพิการ พบข้อมูลว่ามีการกระทำเป็นขบวนการ ทั้งข้าราชการ บริษัทเอกชน และสมาคมหรือองค์กรคนพิการบางแห่ง ซึ่งจากการตรวจสอบขององค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ท. และดีเอสไอ พบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายหรือทุจริตจริง แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากลับไม่มีการดำเนินคดีหรือเอาผิดใครเลย จึงมีการจัดกิจกรรม “เดินต้านทุจริต พิทักษ์สิทธิ์คนพิการ…600 กิโลเมตร เอาผิดคนโกง”

ในทางกลับกัน คนพิการและผู้ดูแลคนพิการที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลกลับถูกฟ้องร้องดำเนินคดีมากมาย เฉพาะนายปรีดาคนเดียวก็โดนเข้าไป 4-5 คดี อย่างเช่นเมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา นายปรีดาก็ต้องนั่งรถเข็นเดินทางไปขึ้นศาลที่ศาลจังหวัดปทุมธานี ในคดีที่ถูกเจ้าหน้าที่จากกรม พก. ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท

นายปรีดา บอกว่า โดนนิติกรชำนาญการของกรม พก.ฟ้องหมิ่นประมาทกรณีที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลการละเมิดสิทธิ์คนพิการอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งๆ ที่การเปิดโปงเรื่องนี้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 61 โดยได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานปปง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. ดีเอสไอ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทุกหน่วยได้เข้ามาร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่าสิ่งที่ร้องเรียนไปมีมูล แต่ข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่มีใครต้องรับโทษ

“ในส่วนของข้าราชการที่อาจจะประพฤติมิชอบก็ไม่ได้รับโทษอะไรเลย แม้ว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด ระหว่างการต่อสู้เราถูกฟ้อง รวมทั้งเครือข่าย คือ 5 คดี และอีก 2 คดีที่เป็นการฟ้องจากเจ้าพนักงานของรัฐ รวมทั้งหมด 7 คดี” นายปรีดา กล่าว

สำหรับกิจกรรม “เดินต้านทุจริต พิทักษ์สิทธิ์คนพิการ…600 กิโลเมตร เอาผิดคนโกง” จาก จ.กาฬสินธุ์ เข้ากรุงเทพฯ ทางเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการร่วมกับกลุ่มผู้ดูแลคนพิการทางสติปัญญา จ.กาฬสินธุ์ เดินเท้าจากศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ก็ยังเดินอยู่ โดยทำระยะทางต่อวันได้ไม่มากนักเพราะเป็นชาวบ้านธรรมดา และยังมีปัญหาเรื่องฝนตก อาการป่วย และรองเท้าพัง

ระดมพล เซียนไซเบอร์ ครั้งใหญ่ของไทย..แผนลับสู้ภัยออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388718?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 ระดมพล เซียนไซเบอร์ ครั้งใหญ่ของไทย..แผนลับสู้ภัยออนไลน์

16 กันยายน 2562 – 10:50 น.
เซียนไซเบอร์,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 144 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ภัยคุกคามน่ากลัวสุดในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ก่อการร้ายโจมตีด้วยอาวุธเท่านั้น แต่คือการโจมตีทำร้ายระบบคอมพิวเตอร์ เฉพาะปี 2561 ทั่วโลกโดนมากกว่า 1,000 ล้านครั้ง และไทยเป็นหนึ่งในเหยื่ออันดับต้นๆ ของโจรแฮ็กเกอร์สายดำ…ถึงเวลาแล้วที่เซียนไซเบอร์ต้องร่วมมือกันปราบปราม!

ทีมข่าวรายงานพิเศษ คมชัดลึก ได้รับข้อมูลว่า ขณะนี้มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของ “กลุ่มเซียนไซเบอร์” หรือ แฮ็กเกอร์สายขาวที่เชี่ยวชาญการป้องกันระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะมารวมตัวกันเพื่อแกะรอยสืบหาหลักฐานลึกลับในระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกโจมตี พร้อมเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนทั่วไป ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้ตามปกติแล้วไม่ค่อยนิยมเปิดหน้าเปิดตัวเท่าไรนัก แต่ในวันนี้พวกเขากลายเป็นที่ต้องการของทุกองค์กร เพราะผู้ก่อการร้ายไซเบอร์กำลังสร้างความเสียหายไปทั่วไทยและทั่วโลก

เฉพาะเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปี 2561 ประเทศไทยโดนโจมตีแล้วกว่า 5 ล้านครั้ง นอกจากนี้การโจมตีที่ประเทศอื่นๆ ก็ส่งผลกระทบมาถึงคนไทยได้เช่นกัน
เช่นกรณีล่าสุดบริษัทยักษ์ใหญ่ผลิตเลนส์สายตา “โฮยา” (Hoya) ในญี่ปุ่นถูกโจมตีทางไซเบอร์เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หวังจะขโมยข้อมูลสำคัญในเครื่องคอมพิวเตอร์กว่า 100 เครื่อง การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้สาขาโรงงานโฮยาในประเทศไทยต้องหยุดชะงักไม่สามารถทำงานได้ถึง 3 วัน
ยิ่งไปกว่านั้น “ไทยแลนด์” ยังมีชื่อเสียงในฐานะเป็นสวรรค์ของโจรแฮ็กเกอร์ ชาวต่างชาติมานานหลายสิบปีแล้ว ทั้งฝรั่ง จีน รัสเซีย เกาหลี ฯลฯ เช่นเมื่อเดือนเมษายน 2561 มีแฮ็กเกอร์ต่างชาติเข้าไปแอบขโมยใช้เซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ในไทยเป็นฐานโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศของ 17 ประเทศ เนื่องจากระบบการป้องกันเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของไทยยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือป้องกันเท่าที่ควร ทำให้มีช่องโหว่ให้เจาะทะลุได้มากมาย!

จากรายงานข้อมูลภัยคุกคามทั่วโลกปี 2562 (Global Threat Intelligence Report) ของ “เอ็นทีที ซีเคียวริตี้” (NTT Security) พบช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจการเงินและภาคเทคโนโลยีคือเป้าหมายใหญ่ ตามมาด้วยกลุ่มบริการสุขภาพและด้านการศึกษา เฉพาะปี 2561 มีบันทึกการโจมตีได้กว่าพันล้านครั้ง
ธนาคารในประเทศไทยก็ตกเป็นเหยื่อแล้วเช่นกัน ดังกรณีธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงไทยโดนเจาะระบบ “ขโมยฐานข้อมูลลูกค้าไปมากกว่า 1.23 แสนราย” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ถือเป็นการลบเหลี่ยมอย่างมาก เพราะธนาคารเอกชนขนาดใหญ่เหล่านี้มีชื่อเสียงในการวางระบบป้องกันการโจมตีไซเบอร์ที่สุดยอดแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นๆ
“น.อ.อมร ชมเชย” ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ อธิบายว่า ขณะนี้โจรแฮ็กเกอร์เปลี่ยนรูปแบบโจมตีไปมาก แต่ก่อนเน้นเข้าไปยึดหน้าเว็บไซต์ หรือทำให้ระบบคอมพิวเตอร์เสียหาย แต่ตอนนี้มีการเจาะระบบเข้าไปขโมยข้อมูลความลับสำคัญเพื่อนำมาเรียกค่าไถ่ หรือขโมยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเอาไปขาย หรือเข้าไปเปิดดูข้อมูลด้านสุขภาพของคนมีชื่อเสียงในโรงพยาบาลแล้วเอามาเปิดเผย
“ความเสียหายนอกจากโดนขโมยข้อมูลส่วนตัว เจาะข้อมูลบัตรเครดิต หรืออาจจรากรรมเอาลายนิ้วมือที่ให้ไว้กับหน่วยงานต่างๆ แล้ว ยังอาจโจมตีระบบเครือข่ายสาธารณูปโภค ที่ถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับประเทศ พวกเราที่ทำงานด้านนี้เลยมาช่วยกันคิด ช่วยกันสร้างกลไกความร่วมมือในคนไทยที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ส่งเสริมการเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่ และอยากเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนทั่วไปสามารถรับมือการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์เบื้องต้นได้มากขึ้น”

น.อ.อมร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 6 ตุลาคม 2562 จะมีการจัดกิจกรรม “Capture the Packet” เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการระดมพลเซียนไซเบอร์ให้มาแข่งขันกันวิเคราะห์ข้อมูลและแกะรอยสืบหาหลักฐานในระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกโจมตีว่าเกิดจากอะไร และจะป้องกันได้อย่างไร มีเงินรางวัลให้ทีมชนะรวมแล้วกว่า 6 หมื่นบาท ตอนนี้มีผู้สนใจสมัครมาแล้วกว่า 110 คน แต่ต้องผ่านการคัดเลือกจนเหลือประมาณ 40 คน นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปสอนการใช้โปรแกรมสำหรับตรวจจับและวิเคราะห์ระบบเครือข่าย ฯลฯ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก มีผู้สมัครมาแล้วถึง 160 คน และสำหรับคนทั่วไปจะมีเวทีให้ความรู้ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสาธิตวิธีรับมือแฮ็กเกอร์ด้วยซอฟต์แวร์ Open Source ต่างๆ แต่เปิดรับแค่ 70 คนเท่านั้น โดยงานจะจัดขึ้นที่อาคาร SJ Infinite One ใครที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ https://fb.com/thctp โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
หลายคนสงสัยว่าทำไมประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญการเจาะระบบคอมพิวเตอร์น้อยมาก?
เนื่องจาก “ความกลัวและความเข้าใจผิด” คิดว่า “แฮ็กเกอร์” มีแต่ผู้ร้ายหรือโจรคอมพิวเตอร์เท่านั้น ขณะที่ในต่างประเทศจะเปิดกว้างยอมรับว่ามีแฮ็กเกอร์สายดำและสายขาว ทั้งภาครัฐและเอกชนช่วยกันเผยแพร่ “วิธีการทำงานของแฮ็กเกอร์สายขาว” หรือการเจาะระบบเครือข่าย เพื่อให้เซียนไซเบอร์ที่สนใจเข้ามาค้นหาข้อบกพร่องและพัฒนาเรียนรู้ต่อยอดว่าช่องโหว่มีอะไรบ้าง และจะป้องกันแฮ็กเกอร์สายดำอย่างไร

“สุเมธ จิตภักดีบดินทร์” ผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยทางไซเบอร์ บริษัท Secure-D Center จำกัด ยอมรับว่า “กลุ่มแฮกเกอร์สายขาว” ในไทยไม่ค่อยมีการรวมตัวกันมากนัก แตกต่างจากเมืองนอกที่รัฐเข้ามาสนับสนุนจัดแข่งขันหรือจัดงานสัมมนารวมตัวกันตามเมืองใหญ่ๆ เช่น DEFCON, NULLCON, DERBYCON รัฐบาลไทยก็ควรสนับสนุนการรวมกลุ่มของแฮ็กเกอร์น้ำดี และเปลี่ยนมุมมองภาพลักษณ์ไปในเชิงการทำงานร่วมกันและส่งเสริมให้บริษัททั่วไปทราบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากมีช่องโหว่ในระบบมากกว่านี้

“วัชรพล วงศ์อภัย” ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในประเทศไทยมีน้อยมาก
“ถ้าอาจารย์ไม่มีความรู้ก็จะถ่ายทอดหรือปูพื้นฐานได้ลำบากครับ วงการเลยขาดแคลนคนในสายงานนี้ เพราะเด็กๆ ไม่ได้เตรียมพร้อมงานด้านนี้เลย สถาบันการศึกษาควรเพิ่มวิชาซีเคียวริตี้เข้าไปในหลักสูตรด้วย ไม่ใช่สอนแต่การเขียนเว็บอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ” วัชรพล กล่าว
สอดคล้องกับ “ปัญญา วัฒนายิ่งเจริญ” ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเน็ตเวิร์ค เปิดใจให้ฟังว่า ไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยคอมพิวเตอร์หลายฉบับ แต่การนำไปปฏิบัติจริงไม่ง่าย ตำรวจเองจะช่วยดำเนินคดีหรือเก็บหลักฐานก็ยาก เพราะแค่เปิดคอมพ์ขึ้นมาใหม่หรือรีสตาร์ทเครื่องก็อาจทำให้หลักฐานบางส่วนหายไปได้ พร้อมแนะนำต่อว่า

“อยากให้รัฐมีหน่วยงานพิเศษที่สามารถสื่อสารกฎหมายต่างๆ ให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจง่าย เรียกว่าคุยภาษาเดียวกัน และต้องสอนให้เด็กๆ ระวังตัวด้วย เพราะเด็กสมัยนี้ใช้โทรศัพท์มือถือกับโซเชียลมีเดียแบบไม่ทันได้คิด เช่น เช็กอินสถานที่ หรือถ่ายรูปเซลฟี่ในบ้านทำให้เห็นว่าภายในบ้านมีของมีค่าอะไรบ้าง แล้วไปโชว์ว่าครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัด พวกมิจฉาชีพอาจนำข้อมูลไปปะติดปะต่อได้ว่าบ้านนี้มีของมีค่าและเจ้าของบ้านไม่อยู่อีก นี่คือภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ”
“ดำรงศักดิ์ รีตานนท์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยทางไซเบอร์ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี กล่าวทิ้งท้ายว่า ตอนนี้ไทยขาดผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ทุกฝ่ายต้องช่วยสนับสนุนให้คนเก่งๆ มารวมตัวกัน หน่วยงานเอกชนช่วยได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น เปิดพื้นที่ให้พบปะกัน สนับสนุนการสร้างเครือข่าย ใครมีข้อมูลดีๆ ก็เอามาแชร์ เอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจะทำให้คนไทยพัฒนาเรื่องนี้ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
เมื่อ “โจรแฮ็กเกอร์” มีฝีมือเก่งขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องรีบสร้าง “เซียนไซเบอร์” มาช่วยกันวางแผนสู้ภัยคุกคามเหล่านี้ให้เร็วที่สุด ยิ่งช้า ยิ่งเสียหาย..ยิ่งประเมินค่าไม่ได้!

งบค้างท่อ 86 ล้าน กมธ.ถก 18 ก.ย.นี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388715?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบค้างท่อ 86 ล้าน กมธ.ถก 18 ก.ย.นี้

16 กันยายน 2562 – 10:23 น.
ชวน หลีกภัย,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,กมธ
เปิดอ่าน 108 ครั้ง.
กมธ. 35 คณะเร่งเครื่องเคลียร์งบค้างท่อ87.5ล้าน ถก 18 ก.ย.นี้ แจก1แสนต่อหัว ขัดเส้นก่อนสิ้นก.ย. นี้ ด้าน“สมาชิก”โต้ผลาญงบ แจงตั้งกมธ.ทำเงินค้างท่อ ยันใช้จ่ายเบี้ยประชุมส่วนใหญ่ ขณะที่ “ธรรมนัส” นัดสื่อเปิดใจปมร้อนวันนี้

วานนี้(15 ก.ย.)ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ(กมธ.)ทั้ง 35 คณะ โดยมีการแบ่งโควตา ประธานกรรมาธิการพรรครัฐบาล 18 คณะและพรรคฝ่ายค้าน 17 คณะไปเรียบร้อยแล้ว

กมธ.แต่ละคณะ ได้มีการประชุมกันโดยเรื่องแรกที่จะดำเนินการคือการใช้จ่ายงบประมาณค้างท่อ ในปีงบประมาณ 2562 ที่คณะกรรมาธิการทุกชุดต้องใช้ให้หมดภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ โดยสัดส่วนงบประมาณที่เหลืออยู่ของคณะกรรมาธิการ รวม 87.5 ล้านบาท แบ่งเป็นคณะ 2.5 ล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งว่า กมธ.แต่ละคณะเตรียมจัดสรรเงินให้ส.ส.ที่เป็นกมธ.คนละ 1 แสนบาท นำไปใช้ให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนกันยายน เพื่อใช้งบประมาณที่เหลือให้หมดจะได้ไม่ต้องส่งเงินคืนคลัง เพราะเกรงว่าหากมีงบประมาณเหลือในปีนี้ ปีหน้าจะถูกตัดงบประมาณจึงต้องใช้ให้หมด โดยมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่หน่วยงานราชการทุกหน่วยดำเนินการกันมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้แหล่งข่าวจากกมธ.คณะหนึ่ง กล่าวยอมรับว่า งบประมาณจำนวนดังกล่าวมีอยู่จริง แต่เหตุที่มีรับเร่งใช้ในช่วงนี้ เนื่องจากการตั้งกมธ.ที่ล่าช้ามาก ทำให้งบมีงบจำนวนดังกล่าวค้างท่อจริง แต่ส่วนหนึ่งได้ใช้เป็นค่าเบี้ยประชุมก็แทบหมดแล้ว ไม่ใช่การเร่งผลาญงบตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์

ด้านนพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวโดยยอมรับว่า เป็นเรื่องจริงซึ่งกมธ.เพิ่งได้รับแจ้งให้ทราบ ในวันที่ 13 ก.ย. ที่ผ่านมาเท่ากับว่าเหลือระยะเวลาเพียง 17 วันเท่านั้นในการเร่งทำโครงการให้ทันกับที่ได้รับการจัดสรรให้แล้วเสร็จ ซึ่งตนพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่สามารถทำโครงการที่คุ้มค่ากับภาษีประชาชนได้ทัน จึงเลือกที่จะคืนเงิน 100,000 บาท ส่งคลังต่อไป ส่วนโครงการอื่นใดของกมธ. ที่สามารถทำได้คุ้มค่าภาษีประชาชน ตนก็ยินดีที่จะสนับสนุนและเข้าร่วม

อย่างไรก็ดีการแก้ไขปัญหาของประเทศตอนนี้ต้องเริ่มจาก การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและมีการวางแผนที่ดีมาตั้งแต่ช่วงต้นปีงบประมาณ โดยหากมีงบประมาณส่วนไหนที่เห็นแล้วว่า จะเป็นงบเหลือจ่าย ก็ควรรีบทำแผนเปลี่ยนแปลงรายการเพื่อนำงบประมาณไปใช้ทำกิจกรรมอื่นๆที่จำเป็นภายในปีงบประมาณนั้น ให้เกิดเป็นผลผลิตเพิ่มขึ้น

“เรื่องนี้จึงถือว่าเป็นปัญหาเชิงระบบด้วย ที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้เกิดความสมดุล เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เงินแผ่นดิน ในส่วนของกรรมาธิการท่านอื่นก็ถือเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลว่าจะใช้หรือไม่ใช้ แต่สำหรับพลังธรรมใหม่เราขอเลือกที่จะไม่ใช้ภาษีของประชาชนโดยไม่คุ้มค่า”นพ.ระวี กล่าว

    นายกฯกำชับครม.ร่วมซักฟอก18ก.ย.
ขณะที่การเตรียมความพร้อมการเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ในกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณและการจัดทำงบประมาณ ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม ได้กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ครม.ทุกคนไปร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพราะถือเป็นการอภิปราย ครม.ทั้งคณะยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินทางไปร่วมประชุมในวันดังกล่าว ทั้งนี้จะมีการหารือเรื่องดังกล่าวในการประชุม ครม.วันที่ 17 ก.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการตอบคำถามจากฝ่ายค้านนั้น จะไม่มีปัญหาใดๆ เพราะเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถชี้แจงได้อยู่แล้ว

     “สุดารัตน์” ปัดปล่อยข่าว“ธรรมนัส”
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวว่ากรณีที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ อ้างว่าตนเองเป็นด่านแรกของรัฐบาลที่จะถูกทำลายของผู้ที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลว่า เรื่องที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการนำเสนอของสื่อมวลชนทั้งจากสื่อต่างประเทศและในประเทศ ไม่ได้ออกมาจากพรรคฝ่ายค้าน จึงมองว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำร้ายหรือทำลายกัน แต่เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาสกัดไม่ให้พรรคฝ่ายค้านได้อภิปรายในวันที่ 18 ก.ย. ว ตนไม่ห่วงในเรื่องนี้ เพราะเป็นบทบาทและอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร และไม่ควรสร้างอะไรที่เป็นการผิดวัตถุประสงค์ เพราะเราต้องการใช้เวทีสภาฯ ในการแก้ไขปัญหา

   จับตา“ธรรมนัส”นัดเปิดใจสื่อวันนี้
วันเดียวกันนายภูผา ลิกค์ ผช.เลขานุการรมว.เกษตรฯ ได้ทำหนังสือแจ้งต่อสื่อมวลชนว่าร.อ.ธรรมนัส แจ้งสื่อแถลงข่าวพร้อมทีมกฎหมาย คือ พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์ พล.ต.ต.วรยุทธ อินทรสุวรรณในวันนี้เวลา14.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น25 อาคารทีพีแอนด์ทีถนนวิภาวดีรังสิตซอยวิภาวดีรังสิต19 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ร.อ. ธรรมนัส ระบุว่าจะมีการฟ้องร้องกลับบุคคลที่ทำให้เกิดความเสียหายจากกรณีเรื่องคุณสมบัติและวุฒิการศึกษา ระดับ ปริญญาเอก

  เพจดังโต้การเมืองหนุนหลัง
วันเดียวกันเพจ CSILA รายงานว่า ตามที่ได้ลงพื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ตามที่อยู่ในใบปริญญาเอกของร.อ.ธรรมนัส พบว่า มีทั้งหมด 3 ที่ ที่แรก เป็นอาคาร อยู่ติดริมถนน ที่มีป้ายชื่อระบุ California University และป้ายชื่อสถานที่ทำฟัน ตั้งอยู่ในย่านฟิลิปปินส์ทาวน์ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อเข้าไปภายในพบเจ้าหน้าที่ ซึ่งบอกด้วยว่า สถานที่แห่งนี้เป็นที่ทำฟัน

เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ของสำนักงานว่า หากคนไทยต้องการจะขอเทียบวุฒิการศึกษาจะทำอย่างไรได้บ้าง ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า ให้ติดต่อ นาย Luis Amosolo

ซึ่งเป็น เจ้าของอาคารและเจ้าของมหาวิทยาลัย ซึ่งนาย Luis เป็นผู้ที่มีชื่อในใบปริญญาของ ร.อ.ธรรมนัส โดยให้หมายเลขติดต่อมาด้วย เมื่อเดินตรวจสอบภายในพบว่า เป็นเพียงอาคารเล็ก มีเพียงห้องไม่กี่ห้อง ไม่มีสิ่งใดที่ระบุว่าเป็นสถาบันการศึกษา ที่ใช้ในการเรียนการสอนเลย ซึ่งแตกต่างจากมาตรฐานทั่วไปของมหาวิทยาลัยในสหรัฐ

เจ้าของเพจ CSILA เปิดใจกับ The Reporters ยืนยันว่า การตรวจสอบเรื่องนี้ ไม่ได้มีเบื้องหลังทางการเมือง อย่างที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนเสื้อแดง เพราะยืนยันมาโดยตลอด ว่าไม่ได้ฝักใฝ่ การเมืองฝ่ายไหน นอกจากการเป็นคนไทยที่รักความถูกต้อง และในฐานะที่อาศัยอยู่ในนครลอสแอนเจลิส มา 25 ปี เมื่อพบว่า มหาวิทยาลัยนี้ ตั้งอยู่ที่นี่ จึงต้องการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะมีความเกี่ยวข้อง กับรัฐมนตรีของไทย จึงจำเป็นต้องตรวจสอบให้ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล และพร้อมที่จะได้รับการตรวจสอบตามกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ได้สัญชาติอเมริกัน จึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายตามรัฐธรรมของอเมริกาที่ให้สิทธิเสรีภาพ

  พท.ยันเดินหน้าแก้รธน.สมัยหน้า
ขณะที่ความเคลื่อนไหวการแก้รับธรรมนูญ นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวระหว่างรวมเวทีเสวนา“รัฐธรรมนูญนี้เพื่อใคร? รัฐธรรมนูญใหม่เพื่อคนไทยทุกคน” ตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 13ก.ย.ที่ผ่านมา สภาลงมติให้เลื่อนญัตติตั้งกมธ.ศึกษา อย่าไว้ใจ เพราะเป็นยกแรก โดยระหว่างทางต้องดูว่าจะมีพรรคการเมืองบางพรรคเบี้ยวเราหรือไม่  ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระยะสั้นนั้น ส.ว.ต้องยกมือไม่น้อยกว่า 84 คน ถึงผ่านได้ ดังนั้น ต้องลดอำนาจส.ว.การปลด ส.ว.จึงยากวิธีทำได้ต้องให้ประชาชนกดดันช่วย ประชาชนต้องมีส่วนช่วย ถ้าให้สภาแก้ไขอย่างเดียวเขาไม่ให้แน่นอน ดังนั้น ประชาชนต้องไม่กลัวการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากไม่กลัวการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จแน่นอน ยืนยันเปิดสมัยประชุมรัฐสภาในเดือน พ.ย.เมื่อไรจะพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  งบค้างท่อ 86 ล้านบาท เร่งใช้ก่อนสิ้นเดือนก.ย. แจก กมธ..หรือ ส.ส. หัวละแสน เบิกสภาฯนั้น  กมธ.หลายชุดมีกำหนดการจะนัดประชุมหารือเพื่อกำหนดทิศทางการใช้จ่าย งบประมาณดังกล่าวภายในวันที่ 18 ก.ย.2562 นี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ที่มา :  หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

อย่าจมปลักกับอดีต กับกรณีของ ร.อ.ธรรมนัส … #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388706?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าจมปลักกับอดีต กับกรณีของ ร.อ.ธรรมนัส …

16 กันยายน 2562 – 09:50 น.
รอธรรมนัส พรหมเผ่า,แสงเทียนกลางพายุ,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 170 ครั้ง

คอลัมน์… แสงเทียนกลางพายุ โดย… ฉาย บุนนาค หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

“ถ้าอยากรู้ประวัติตัวเอง (ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน)… ให้ลงเล่นการเมือง… เพราะคุณจะรู้ทุกสิ่งอย่าง แบบที่ตัวคุณเองก็ไม่เคยรู้!!”

วลีเด็ดเกี่ยวกับลักษณะและผลสำเร็จของ “การเมืองไทย”… ว่าด้วยเรื่อง “การขุดอดีต”… “คุ้ยประวัติ”… และ “เติมแต่งสีสัน” เพื่อมุ่งเน้นการทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม หรือใครก็ตามที่ขวางอยู่บนเส้นทางสู่อำนาจ

เช่นเดียวกับกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นกับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ส.ส. เขต 1 จังหวัดพะเยา ผู้ควบตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และประธานกรรมการยุทธศาสตร์ภาคเหนือของ “พรรคพลังประชารัฐ”…

โดยบริบทของเรื่องนี้… ประชาชนส่วนใหญ่คงได้ทราบกันดีแล้วถึงข้อกล่าวหาและคำชี้แจงที่ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ได้อธิบายแล้ว… ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อกว่า 30 ปีก่อน หรือ เรื่องวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกก็ตาม

          ส่วนบทสรุปของเรื่องนี้ จะเป็นเช่นไรนั้น… ความจริงเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องตัดสิน

หากแต่ถ้ามองในสายตาของมนุษย์ที่มีความเข้าใจมิติที่หลากหลายของสังคม… มองแบบไม่มีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง… ใครบ้างที่ไม่เคยกระทำสิ่งผิดพลาดในอดีต ?… ใครบ้างที่ไม่เคยอยู่ผิดที่ผิดเวลา ?… ใครบ้างที่เลือกได้แล้วชอบทำความชั่วทั้งหลาย?

สังคมไทยควรกลับมาทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ปล่อยอารมณ์และความคิดคะนองไปกับกระแสสังคมที่ถูกสร้างขึ้น…

คนไทยควรก้าวข้ามวิธีการเดิมๆ ของการเมืองแบบเก่าๆ ที่มุ่งเน้นสร้างความเกลียดชัง… เราควรเรียนรู้ที่จะให้โอกาสคนที่พร้อมตั้งใจทำความดีเพื่อสังคมในวันนี้… ไม่ใช่ร่วมสหบาทาเหยียบย่ำผู้อื่นผู้ใดที่มีโอกาสทำดีเพื่อประเทศชาติให้ต้องจมปลักอยู่กับอดีต…

      ดั่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า

          “ความเกลียดเอาชนะความเกลียดไม่ได้ มีแต่ความรักความเมตตาถึงเอาชนะได้”… และ “เราควรหยุดโหยหาอดีต ไม่วิตกกับอนาคต อย่าอยู่กับอดีต อย่าฝันถึงอนาคต ตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน… เพราะปัจจุบันเท่านั้นสำคัญที่สุด”

ดังนั้นคนที่สังคมควรน่านับถือและได้รับโอกาสจริงๆ ก็คือคนที่พร้อมแก้ไขสิ่งผิดจากเรื่องที่ผ่านมาในอดีต… คนที่ยืดอกรับผลลัพธ์ของความผิดพลาด… คนที่พร้อมทำดี ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม…

เมื่อ “สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” … จะนับอะไรกับชีวิตเด็กหนุ่มจากท้องนาที่มุ่งหาดวงดาว?!?

รู้จักและเข้าใจความเสมอภาคทางเพศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388697?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้จักและเข้าใจความเสมอภาคทางเพศ

16 กันยายน 2562 – 09:50 น.
ความเสมอภาคทางเพศ,รู้ลึกกับจุฬาฯ,เพศสภาพ
เปิดอ่าน 959 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ  โดย… อาจารย์ ดร.รัชดา ไชยคุปต์

ความเสมอภาคทางเพศ หรือความเท่าเทียมระหว่างเพศ (Gender Equality) คืออะไร

ในระยะหลังคนไทยอาจได้ยินแนวคิดนี้บ่อยขึ้นผ่านสื่อต่างๆ หลายคนอาจมองเป็นประเด็นที่กลุ่มผู้หญิงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิสตรี (อีกแล้ว) แต่ในความเป็นจริงเรื่องความเสมอภาคทางเพศ หรือความเท่าเทียมระหว่างเพศเป็นเรื่องของมนุษย์ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะ ที่มีสิทธิในความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า “เท่าเทียม” ไม่ได้แปลว่า “เท่ากับ” และคำว่า “เพศสภาพ” หรือ Gender เป็นคำที่กว้างกว่าคำว่าเพศ หรือ Sex ที่กำหนดตามเพศกำเนิดเท่านั้น

ในส่วนของประเทศไทยนับว่ามีความก้าวหน้าและตอบรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 ที่ระบุความหมายของ การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศอย่างชัดเจน ครอบคลุมถึงบุคคลที่มีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด (มาตรา 3) และได้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2558

ตามพ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ สทพ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน (มาตรา 5) ซึ่งหนึ่งในอำนาจหน้าที่ที่สำคัญคือการกำหนดนโยบาย มาตรการ และแผนปฏิบัติงานเพื่อให้มีการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศในทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น

นอกเหนือจากคณะกรรมการ สทพ.แล้ว ยังมีคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ วลพ.) อีกคณะหนึ่งซึ่งมีที่มาจากการสรรหา และได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยมีหน้าที่สำคัญคือการวินิจฉัยปัญหาที่มีการยื่นคำร้องว่ามีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศตามมาตรา 18

เป็นที่น่าสนใจว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้มีบทกำหนดโทษสำหรับผู้ใดที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ วลพ.ด้วย กล่าวคือ ระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สะท้อนให้เห็นว่าเป็นกฎหมายที่มีบทบังคับใช้อย่างชัดเจนไม่เพียงแค่ส่งเสริมเท่านั้น

ในระดับโลกทุกท่านคงคุ้นกับคำว่า “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ “Sustainable Development Goals” หรือเรียกสั้นๆ ว่า SDGs โดยหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญและเป็นเป้าหมายเดียวที่สามารถเชื่อมโยงกับเป้าหมายอื่นๆ อีก 16 เป้าหมาย ก็คือ เป้าหมายที่ 5 ว่าด้วยความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equality) นั่นเอง

เป้าหมายนี้มุ่งเน้นที่การบรรลุความเสมอภาคทางเพศและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคน โดยมีสาระสำคัญในการยุติการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบต่อผู้หญิงและเด็กหญิงในทุกพื้นที่ การขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กทุกรูปแบบทั้งในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนบุคคล รวมถึงการค้ามนุษย์ การแสวงหาประโยชน์ทางเพศและการแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ

ยิ่งไปกว่านั้นเป้าหมายดังกล่าวยังมุ่งเน้นขจัดการปฏิบัติที่เป็นอันตราย เช่น การบังคับแต่งงานในเด็กก่อนวัยอันควร และการขลิบอวัยวะเพศสตรี ตลอดจนนโยบายการคุ้มครองทางสังคม การรับรองและเสริมสร้างนโยบายและการนิติบัญญัติที่บังคับใช้ได้ เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศและการเสริมพลังแก่สตรีทุกคนและเด็กในทุกระดับ

ในระดับภูมิภาค เช่น ระดับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน มีคณะกรรมาธิการว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก (ACWC) ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก ภายใต้ประเด็นสำคัญ 16 ประเด็น ซึ่งมีผู้แทนจากแต่ละประเทศสมาชิกประเทศละสองคน โดยดูแลด้านสิทธิสตรีหนึ่งคน และด้านสิทธิเด็กหนึ่งคน อยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งวาระละ 3 ปี มีภารกิจครอบคลุมประเด็นเรื่องการยุติความรุนแรงและการต่อต้านการค้ามนุษย์ รวมถึงการสนับสนุนด้านความเสมอภาคระหว่างเพศด้วย

แนวทางการทำงานของผู้แทนดังกล่าวจะสอดรับกับแนวปฏิบัติของประชาคมอาเซียนว่าด้วยความละเอียดอ่อนเชิงเพศภาวะสำหรับการดูแลสตรีที่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ได้รับฉันทามติจากประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนเมื่อปี 2559 และประเทศไทย

ทั้งนี้ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม, ACWC และ UN Women ได้แปลและจัดทำแนวปฏิบัติเป็นภาษาท้องถิ่นประเทศแรกในอาเซียนและนำสู่การปฏิบัติที่แท้จริง โดยจะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่าแนวปฏิบัตินี้ระบุถึงสตรี แต่ในส่วนที่ระบุถึงความละเอียดอ่อนเชิงเพศภาวะ (เพศสภาพ) มีการระบุว่าควรระบุเพศสภาพของผู้เสียหายด้วยเพื่อให้ความช่วยเหลือและให้การบริการที่เหมาะสม

เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการย้ำเน้นถึงความสำคัญของพ.ร.บ.ความเท่าเทียมทางเพศและสร้างความตระหนักรู้ในสังคมไทย ทาง ACWC-ประเทศไทย และ UN Women จึงได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงาน “HeForShe University Tour” เป็นครั้งแรกในทวีปเอเชีย ณ อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โครงการ HeForShe นี้เป็นโครงการริเริ่มขององค์การสหประชาชาติ เพื่อส่งเสริม เผยแพร่ และให้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเสมอภาคทางเพศ โดยเริ่มต้นครั้งแรกในโลกในปี 2553 และเปิดตัวในภูมิภาคอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน 2560

สาระสำคัญของโครงการนี้ คือ การหยุดความไม่เท่าเทียมทางเพศโดยเน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วม และที่สำคัญต้องการความร่วมมือจากเด็กผู้ชายและผู้ชายเพื่อการเปลี่ยนแปลงนี้ การรณรงค์นี้ไม่ได้จะมาทำให้การต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีถูกมองว่าเป็นการเกลียดผู้ชาย ในความเป็นจริงทั้งผู้หญิงผู้ชายและทุกคนควรต้องมีสิทธิและโอกาสที่เท่าเทียมกัน

ในงานนี้ มูฮัมมัด นาซิริ ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคและผู้แทนประจำประเทศไทยของ UN Women ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะมุ่งสู่ความเสมอภาคทางเพศอย่างแท้จริงนั้นไม่ใช่แต่เด็กผู้ชายและ/หรือผู้ชายจะสนับสนุนให้เกิดความเสมอภาคนี้ได้ ในความเป็นจริงผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถสร้างสังคมที่มีความเสมอภาคทางเพศอย่างแท้จริงด้วยเช่นกัน

ในงานทัวร์มหาวิทยาลัยที่จัดขึ้นในครั้งนี้ได้เปิดเวทีให้นิสิตและอาจารย์นำเสนอและแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อเปลี่ยนมหาวิทยาลัยสู่ความเสมอภาคทางเพศอย่างแท้จริง ในงานมีผู้ที่เคยตกเป็นผู้เสียหายของการถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวและ/หรือในที่สาธารณะ การถูกคุกคามทางเพศ การล่วงละเมิดทางเพศ รวมถึงผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศได้มาแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง ตลอดจนมีผู้แทนจากหลายภาคส่วน เช่น ผู้บริหารและอาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แทนนิสิต ผู้แทนผู้เสียหาย ผู้แทนภาคประชาสังคม ร่วมเสวนาในเวทีอภิปราย ตามด้วยการเปิดเวทีแสดงข้อคิดเห็นและซักถามจากนิสิตโดยตรง

ซินดี้ สิรินยา บิชอพ นางแบบและนักแสดงชื่อดังผู้เคลื่อนไหวด้านความเสมอภาคทางเพศมาอย่างต่อเนื่องได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ #donttellmehowtodress (พลังสังคม หยุดคุกคามทางเพศ) ในงานนี้ด้วย เพื่อเป็นการทำให้ทัศนคติความรุนแรงทางเพศเป็นไปในทางที่ถูกต้อง ไม่ตัดสินคนที่ภายนอก เช่นเครื่องแต่งกาย เป็นต้น

รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ มีความเห็นว่า สถาบันการศึกษาควรเป็นสถานที่ที่เตรียมความพร้อมของนักเรียน/นิสิต สำหรับการเผชิญโลกในอนาคตและควรสร้างให้เกิดกลไกการสร้างความเข้าใจในประเด็นความเสมอภาคทางเพศอย่างแท้จริง ทุกๆ คน ทุกๆ เพศ ควรต้องเปล่งเสียง แสดงสิทธิของตนเองที่ควรได้รับ

ในส่วนของผู้แทนนิสิตมีความเห็นว่าประเด็นเรื่องการยุติความไม่เท่าเทียมทางเพศและการคุกคามทางเพศควรมีการให้ความรู้ต่อนิสิตอย่างจริงจัง รวมถึงช่องทางการร้องเรียนและขอความช่วยเหลือที่เป็นมิตรและมีระบบการรักษาความลับ ประเด็นอื่นๆ จากผู้ร่วมงานมีความเห็นตรงกันว่าควรมีการแสดงพลังเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมและส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศสู่เยาวชน และจะเกิดขึ้นไม่ได้หากทุกคนทุกภาคส่วนไม่ร่วมมือกัน ดังนั้นทุกคนควรลุกขึ้นมาร่วมกันนำคนทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มหาวิทยาลัยต้องมีมาตรการในการลงโทษที่ชัดเจน ผู้เสียหายที่ถูกคุกคามทางเพศควรมีที่ปรึกษาได้รับการแนะนำ รวมถึงครอบครัว ชุมชน ควรพูดคุยกับผู้ถูกกระทำ และยื่นมือเข้าช่วยเหลือ สังคมควรให้การศึกษาแก่ทุกคน ให้เข้าใจในประเด็นเหล่านี้ และไม่ซ้ำเติมผู้เสียหาย

ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รองอธิการบดีได้กล่าวว่า การศึกษาและการปฏิบัตินับเป็นสิ่งสำคัญของการยุติการคุกคามทางเพศ และความไม่เท่าเทียมทางเพศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตระหนักถึงความสำคัญของประเด็นเรื่องความเสมอภาคทางเพศและการยุติการคุกคามทางเพศ โดยยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเด็นนี้รวมถึงการประสานการพัฒนากลไกในการให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาต่อผู้เสียหาย

“การแสดงพลังเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศต้องเริ่มต้น ณ วันนี้ และเริ่มจากตัวท่านเอง”

“ธนาธร” เคาะ “เด็กเก่าทักษิณ” สู้ศึกนครปฐม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388692?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ธนาธร” เคาะ “เด็กเก่าทักษิณ” สู้ศึกนครปฐม

16 กันยายน 2562 – 09:50 น.
พรรคอนาคตใหม่,ไพรมารีโหวต,นครปฐม,เลือกตั้งซ่อม,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,จุมพิตา จันทรขจร,รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 357 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 16 ก.ย.62

*************************

ที่พรรคอนาคตใหม่ สาขาจังหวัดนครปฐม ได้ทำไพมารีโหวตหาตัวผู้สมัครส.ส.ที่จะลงชิงชัยในเขต 5 แทน จุมพิตา จันทรขจร อดีตส.ส.นครปฐม ที่ลาออกเพราะปัญหาสุขภาพ ผลปรากฏว่า “ไพรัฎฐโชติ จันทรขจร” สามีของจุมพิตา ได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรค

เขตเลือกตั้งที่ 5 ประกอบด้วย อ.สามพราน (ยกเว้น ต.ตลาดจินดา ต.คลองจินดา และต.บางช้าง) ซึ่งการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา มีผลคะแนนดังนี้ จุมพิตา จันทรขจร อนาคตใหม่ 34,164 คะแนน สุรชัย อนุตธโต ประชาธิปัตย์ 18,970 คะแนน ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว พลังประชารัฐ 18,741 คะแนน และเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ชาติไทยพัฒนา 12,279 คะแนน

สามพราน” ฐานเสื้อแดง

เอ่ยถึง “สามพราน” หลายคนไปจดจำภาพเก่าๆ ตลาดสามพราน คลองจินดา โดยหารู้ไม่ว่าขับรถไปแถว “ถนนพุทธมณฑลสาย 4” ฝั่งซ้ายมือคือ ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม

ต.กระทุ่มล้ม” เป็นเขตอุตสาหกรรม มีการอพยพของแรงงานเข้ามาจำนวนมาก รวมถึงการขยายตัวของหมู่บ้านหรูๆ ที่ผุดขึ้นมากมาย ช่วงปี 2553-2556 ยุคทองของคนเสื้อแดง ย่านอุตสาหกรรมอ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ต่อเขต ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม กล่าวได้ว่าเป็นฐานกำลังสำคัญของคนเสื้อแดง

ธนาธรลุยหาเสียงที่วัดไร่ขิง

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2562 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วย อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และสุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส.นครปฐม เขต 3 ไปที่วัดนครชุ่มชื่น ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต.กระทุ่มล้ม ประชุมสมาชิกพรรคขอฉันทามติรับรอง ส.ส.ที่จะลงเลือกตั้งซ่อม

ก่อนหน้านั้น “ธนาธร” ไปที่ตลาดเช้าวัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม เพื่อชี้แจงเรื่องการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครปฐม เขต 5 ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 20 ตุลาคม 2562

สภาวะ “ปริ่มน้ำ” ทั้งฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ฉะนั้น “เสียง” ในสนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส.นครปฐม อาจเปลี่ยนสมดุลทางการเมือง และอาจเปลี่ยนขั้วการเมืองได้

โป๊ะ” กับเครือข่ายทักษิณ

“ป๋วย” หรือ ไพรัฎฐโชติ จันทรขจร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 นครปฐม เป็นลูกชายคนเล็กของ พล.ต.ท.จำรัส จันทรขจร อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ นายตำรวจน้ำดีคนหนึ่งในยุคการเมืองเปลี่ยนผ่านเมื่อ 43 ปีที่แล้ว

พล.ต.ท.จำรัส จันทรขจร 

พล.ต.ท.จำรัส มีทายาท 4 คน โดยคนโตเป็นผู้หญิง และที่เหลือ 4 คนเป็นผู้ชายหมด และหนึ่งในลูกชายทั้งสี่ผู้ที่มีชื่อเสียงในแวดวงการเมืองและเอ็นจีโอหัวก้าวหน้าคือ โป๊ะ” วัชรพันธุ์ จันทรขจร

หลังออกจากป่า “โป๊ะ” ทำงานเอ็นจีโอ “แตร์เดซอม” องค์กรจากเยอรมันที่สนับสนุนทุนให้กับงานด้านการพัฒนา และคนในแวดวงเอ็นจีโอเรียกขานเขาอย่างสนิทสนมว่า “พี่โป๊ะ”

โป๊ะ วัชรพันธุ์ จันทรขจร

ปี 2534 “โป๊ะ” ทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย โดยใช้ชื่อ “บริษัท แด็ด รักษาความปลอดภัย จำกัด” โดยบิดา-พล.ต.ท.จำรัส จันทรขจร เป็นประธานกรรมการ ตัวเขาเป็นกรรมการผู้จัดการ และป๋วย น้องชายเป็นกรรมการ

เหตุการณพฤษภา 35 “โป๊ะ” ได้นำเจ้าหน้าที่จาก “แด็ด ซีเคียวริตี้” มาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย

ปี 2540 โป๊ะ-วัชรพันธุ์ เข้าไปช่วยงานขยายฐานโทรศัพท์มือถือของทักษิณ ชินวัตร และปี 2543 ได้เข้ามาช่วยงานพรรคไทยรักไทย ดูแลด้านการรักษาความปลอดภัยของหัวหน้าพรรค

ทีมโป๊ะ-ป๋วย หน่วยอารักขาทักษิณสมัยไทยรักไทย

ปี 2544 ทีมรักษาความปลอดภัยที่มีทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ของพรรคไทยรักไทย อยู่ภายใต้การดูแลของโป๊ะ และปี 2554 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โป๊ะเป็นเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

คสช.ยังระแวงโป๊ะ เมื่อมีข่าว “อุ๊ จุมพิตา” น้องสะใภ้ของโป๊ะลงสมัครส.ส. ตำรวจ-ทหารก็แวะเวียนไปบ้านน้องชายโป๊ะแถวพุทธมณฑลสาย อยู่เนืองๆ

ป๋วย” น้องโป๊ะ

หลังโป๊ะออกไปโลดแล่นยุทธจักรการเมือง “ป๋วย” ไพรัฎฐโชติ จันทรขจร น้องชายเป็นกรรมผู้จัดการบริษัท แด็ด รักษาความปลอดภัย จำกัด

ป๋วย แนะนำตัวต่อหน้าสมาชิกพรรค

ก่อนเหตุการณ์ ตุลาคม 2519 “ป๋วย” เรียนอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และเป็นฝ่าย รปภ.ของศูนย์นักเรียนแห่งประเทศไทย จึงได้ไปช่วยพี่ชาย “โป๊ะ” ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าการ์ดศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

หลังการล้อมปราบนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ ป๋วยตามพี่ชาย-โป๊ะ เข้าป่าที่ภูหินร่องกล้า ก่อนจะย้ายไปอยู่สำนัก 51 น่านเหนือ ร่วมกับผู้นำนักศึกษาอีกหลายคน

เจี๊ยบ นครปฐม, ธนาธร และป๋วย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 นครปฐม

ออกจากป่า ป๋วยร่วมกับพี่ชายทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย เมื่อโป๊ะเข้าไปช่วยงานพรรคไทยรักไทย ก็ดึงน้องชายไปช่วยงานด้วย จนกระทั่งยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ป๋วยก็เป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทยด้วย

ศึกเลือกตั้งซ่อมที่จะมาถึง ป๋วยคงได้พิสูจน์คำปรามาสของใครบางคนว่า ภรรยาได้เป็นส.ส.เพราะพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ

เทียบฟอร์ม ธนาธร-ชัชชาติ ชิงผู้ว่าฯกทม. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388700?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เทียบฟอร์ม ธนาธร-ชัชชาติ ชิงผู้ว่าฯกทม.

16 กันยายน 2562 – 09:20 น.
รอธรรมมนัส พรหมเผ่า,ผู้ว่าฯกทม,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

เทียบฟอร์ม ธนาธร-ชัชชาติ ชิงผู้ว่าฯกทม.เปิดใจ ผู้กองมนัส มือเคลียร์รัฐบาลลุงตู่

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจและ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”เทียบฟอร์มธนาธร-ชัชชาติ ชิงผู้ว่าฯ กทม. /เปิดใจผู้กองมนัสมือเคลียร์รัฐบาลลุงตู่!”

 “สมชาย” ประเมินว่า การอภิปรายทั่วไปกลางสัปดาห์หน้านั้น ที่ประชุมไม่สามารถลงมติได้และรอลุ้นกลางเดือนตุลาคมที่จะมีประชุมร่างกฎหมายงบประมาณวาระแรก จากนั้นจะเปิดสมัยประชุมอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน

ตอนนี้รัฐบาลมีเวลาที่จะทำให้เสียงหายปริ่มน้ำเพราะก่อนหน้านี้มีสองร้อยห้าสิบสามเสียง ตอนนี้รัฐบาลเหลือสองร้อยห้าสิบเอ็ดเสียง ฝ่ายค้านมีสองร้อยสี่สิบเจ็ดเสียง ฝ่ายค้านอิสระสองเสียง (พรรคไทยศิวิไลย์กับพรรคประชาธรรมไทย)

ตอนนี้พรรคหนึ่งเสียงเริ่มเสียงดังขึ้นแล้ว แกนนำพรรครัฐบาลต้องพึ่งหนึ่งเสียงเหล่านี้ และต้องดูว่าพรรคหนึ่งเสียงเหล่านี้จะไปโหวตให้ฝ่ายค้านหรือไม่

ส.ส.พรรคพลังประชารัฐนั้น ต้องลุ้นตอนปลายเดือนตุลาคม ว่าจะลดลงหรือเท่าเดิมเพiาะ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร ต้องไปฟังคำตัดสินศาลฎีกาในคดีล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน พ.ต.ท.ไวพจน์ เป็นแกนนำนปช.แม้จะย้ายมาพรรคพลังประชารัฐก็ไม่ได้รับอานิสงส์ใดๆ และน่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ โดยพรรคพลังประชารัฐน่าจะป้องกันพื้นที่ดังกล่าวไว้ได้

   “บากบั่น” ระบุว่าหากตัดประธานสภาผู้แทนราษฎรออกไปหนึ่งเสียงนั้น ถือว่ารัฐบาลมีความเสี่ยงมาก

    “วีระศักดิ์” กล่าวว่า หากเสียงเท่ากันประธานสภาผู้แทนราษฎรก็โหวตได้

ส่วนกรณี ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ แกนนำพรรคพลังประชารัฐที่ทำหน้าที่ผู้จัดการรัฐบาลที่ตอนนี้อยู่ในตำบลกระสุนตกนั้น

ร.อ.ธรรมมนัส ให้สัมภาษณ์พิเศษกับรายการว่า “สิบเก้าพรรคที่ตนดึงมาร่วมรัฐบาลยังมั่นคงแม้บางคนจะน้อยใจบ้างแต่ยังอยู่ด้วยกันและเดินไปได้ แม้เร็วๆ นี้ จะมีกฎหมายงบประมาณ ตนขอเรียนว่านักรบไม่พกกระบี่สองเล่ม เพราะยังมีกระบี่อีกหนึ่งเล่มไว้ด้านหลังดังนั้นไม่ต้องห่วงกับเรื่องเสียงปริ่มน้ำ

หากถามว่าสิ่งที่ไปประสานหลังจากบางพรรคแสดงความไม่พอใจนั้น ตนศึกษาจุดอ่อนของอีกฝ่ายและเตรียมคำตอบไปด้วย โดยตนทำให้ทุกคนที่มาร่วมอุดมการณ์สมปราถนา นักการเมืองหากรักษาคำพูด สิ่งที่ร้ายแรงมันจะคลี่คลาย ตนเป็นคนรักษาคำพูด แม้ล่าสุดอาการไม่พอใจของบางพรรคจะเกิดขึ้นหลังตนไปเจรจานั้น ขอเรียนว่าไม่ทำตามในสิ่งที่ตนไปรับปากไว้ และฝ่ายนั้นไม่ผิด เพราะฝ่ายเราผิดสัญญาเอง ดังนั้นการจัดสรรตำแหน่งต่างๆในรัฐสภานั้น มีกติการะบุไว้แล้ว และจะไปอธิบายกับพรรคเล็กๆเหล่านี้แล้ว ส่วนการดูแลคนที่ผิดหวังนั้นจะคุยอีกครั้งและเชื่อว่าไม่มีปัญหา

ส่วนคำพูดที่ตนปากไวคือฤาษีเลี้ยงลิง ขออภัยไปแล้ว ไม่ได้เปรียบเทียบพรรคเหล่านั้นว่าเป็นแบบนั้น

การที่มาทำงานการเมืองนั้นรู้แล้วว่าจะโดนแบบนี้ ตอนตั้งรัฐบาลตนไปประสานหลายพรรค ดังนั้นหลายกรณีในวันนี้ที่พุ่งมาที่ตนนั้น คิดว่าไม่ใช่เป้าหลัก เพราะหากตั้งใจพุ่งเป้ามาที่ตน ทำไมไม่ทำตั้งแต่ตอนแรก และเพิ่งมาเริ่มทำในตอนนี้ เพราะฝ่ายการข่าวรู้แล้วว่าคนที่อยู่เบื้องหลังมีเป้าหลักคือล้มรัฐบาลชุดนี้ แต่การที่พุ่งเป้ามาที่ตนเพราะตนเป็นคีย์แมนสำคัญในการตั้งรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังโจมตีเพราะรู้ว่ารัฐบาลจะสั่นคลอนหรือไม่มันอยู่ที่ตน เพราะหากโจมตีตนนั้น หลายพรรคที่มาร่วมรัฐบาล เพราะตนเป็นคนไปประสานสิบเก้าพรรค และยังมั่นคงกับรัฐบาล ยืนยันเดินหน้าไปได้

ตนเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ ฝ่ายค้านจึงมาตัดเส้นเลือดใหญ่ และตอนนี้มีแผนสำรองไว้แล้ว โดยมอบหมายคนอื่นๆ ไปประสานพรรคเหล่านี้แล้ว

ตนอยู่เบื้องหลังการเมืองมาพอสมควร รู้จักส.ส.เกือบหมดทุกพรรค และบุคคลเหล่านี้มั่นใจในตน และส.ส.บางคนที่อภิปรายคุณสมบัติของตนนั้น ขอมาตอบเอง เพราะเป็นเรื่องของตน และตอบไปแบบจริงใจ ตอนนี้เป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ตอนวัยรุ่นยอมรับว่าใจร้อน ส่วนแกนนำรัฐบาลให้กำลังใจตนแล้ว”

 “บากบั่น” กล่าวว่า ตอนนี้ ร.อ.ธรรมนัส กำลังอยู่ในตำบลกระสุนตกและยังทำหน้าที่แกนนำรัฐบาลในการดูแลเสียงสนับสนุนรัฐบาลอยู่ในตอนนี้ ความมั่นใจของร.อ.ธรรมนัส มีสูงมาก เพราะปฏิบัติตามคำสั่งที่เจ้านายสั่งและทำได้สำเร็จ

      “วีระศักดิ์” วิเคราะห์ว่า ร.อ.ธรรมมนัส มีหลายบทบาทในอดีตและวันนี้ ร.อ.ธรรมนัส ดูแลพรรคหนึ่งเสียงและทาบทามพรรคต่างๆ ในการร่วมรัฐบาลก่อนแกนนำพรรคคนอื่นๆ ไปทาบทามอีกครั้ง และร.อ.ธรรมนัส ยังมั่นใจว่าเสียงปริ่มน้ำนั้นยังดูแลได้

    “สมชาย” กล่าวสรุปว่า ร.อ.ธรรมมนัส ที่ทำหน้าที่ผู้จัดการรัฐบาลตัวจริงเพราะประสานหลายพรรคมาตั้งรัฐบาลและยังมีหลายบทบาทที่สำคัญทั้งในและนอกพรรคพลังประชารัฐ

ในอดีตบทบาททางการเมืองของร.อ.ธรรมนัสนั้น เคยมาทำหน้าที่ประธานยุธศาสตร์ภาคกทม.พรรคไทยรักไทยในช่วงแรก และก่อนการยึดอำนาจครั้งล่าสุดก็ลงสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเพื่อไทย ก่อนที่จะย้ายมาพรรคพลังประชารัฐ

ส่วนบทบาทในรัฐบาลนี้ ร.อ.ธรรมนัส ก็มีหลายบทบาทมาก

ขณะเดียวกันคดีความต่างๆ ของร.อ.ธรรมนัส ในอดีตจนวันนี้นั้นมีหลายคดีแต่ก็สามารถต่อสู้คดีได้ เชื่อว่าฝายค้านต้องการล้มร.อ.ธรรมนัส เพื่อล้มรัฐบาล

ส่วนการชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.และท้องถิ่นที่มีกระแสข่าวว่าบางพรรคพร้อมส่งแกนนำพรรคลงแข่งขันนั้น

  “วีระศักดิ์” กล่าวว่า สนามกทม.คือสนามวัดกระแสนิยมของพรรคต่างๆ ตามไทม์ไลน์นั้น ร่างกฎหมายงบประมาณ พ.ศ.2563 จะเริ่มพิจารณาวาระแรกในกลางเดือนตุลาคมจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า จากนั้นจะลงมติวาระที่สองและวาระที่สาม ก่อนเสนอ ส.ว.พิจารณา หากแล้วเสร็จ ครม.จะทูลเกล้าฯ ดังนั้นเร็วที่สุดเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าจะประกาศใช้งบประมาณนี้ ดังนั้นเลือกตั้งท้องถิ่นน่าจะเกิดในช่วงเดือนเมษายน เป็นต้นไป

  “บากบั่น” ให้มุมมองว่า พรรคอนาคตใหม่บอกว่าอาจส่ง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคลงสมัครแต่มีความเสี่ยงด้านโดนตัดสิทธิการเป็นส.ส. และหากธนาธรโดนตัดสิทธิ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคอนาคตใหม่อาจลงสมัครในสนามนี้

ส่วนพรรคพลังประชารัฐที่ผ่านมามีการทาบทาม ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร “ผู้ว่าฯ หมูป่า” มาลงสมัครแม้จะปฏิเสธไปแล้วแต่ตอนนี้ผู้ว่าฯ หมูป่าไม่หลุดจากโผ และทราบว่าแกนนำพรรคพลังประชารัฐไปทาบทาม ”ตูน บอดี้สแลม“ มาลงสมัคร และบางฝ่ายในพรรคได้ผลักดัน ”ทยา ทีปสุวรรณ” ให้ลงสมัคร

พรรคประชาธิปัตย์นั้นมีชื่อของ “กรณ์ จาติกวณิช, องอาจ คล้ามไพบูลย์, ธนา เธียรอัจฉริยะ, นวลพรรณ ล่ำซำ, ปริญญ์ พานิชภักดิ์”

ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวว่าพรรคอนาคตใหม่จะจับมือกับพรรคเพื่อไทยในสนามเลือกตั้งกทม. แต่คราวนี้พรรคเพื่อไทยจะส่งคนลงแข่งขันโดยอาจเสนอ “ประภัสร์ จงสงวน” อดีตผู้ว่าฯรฟม. ลงสมัครอีกครั้ง เพราะตอนนี้กทม.เร่งสร้างรถไฟฟ้าหลายสาย รวมทั้งทาบทาม ”อดีตนายแพทย์คนหนึ่งจากโรงพยาบาลบ้านแพ้ว“ และ ”รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” เพราะใช้ความเป็นนักแสดงและคนรุ่นใหม่ รวมทั้งมีชื่อของ “ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์” อดีตซีอีโอไทยแอร์เอเชีย ลงแข่งขันด้วย

    “สมชาย” วิเคราะห์ว่า กกต.เสนอขอประมาณไปหนึ่งพันกว่าล้านบาทในการเลือกตั้งท้องถิ่น ตารางเวลานั้นจะเร็วที่สุดในแปดเดือนจากนี้ที่จะมีเลือกตั้งกทม.และท้องถิ่น

พรรคอนาคตใหม่ที่มีกระแสข่าวว่าธนาธรจะลงสมัครนั้น เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้เพราะธนาธรมีสามคดีที่เป็นอุปสรรคติดตัวที่น่าจะทำให้หมดสิทธิทางการเมืองในเร็วๆ นี้

พรรคเพื่อไทยนั้นเคยทาบทาม “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” แต่ชัชชาติจะลงสมัครแบบอิสระเพราะไปคุยกับเจ้าของพรรคที่ต่างประเทศแล้ว เพราะชัชชาติรู้ว่าหากสวมเสื้อพรรคเพื่อไทยอาจไม่ชนะ

ดังนั้นเป็นไปได้ว่าพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่อาจไม่ส่งผู้สมัคร แล้วจับมือกันหนุนชัชชาติที่ลงสมัครอิสระ

การปฏิบัติของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตนั้นหากไม่ต้องการใครมาแข่งขันชิงหัวหน้าพรรคจะส่งไปสมัครผู้ว่าฯ กทม. คราวนี้พรรคเพื่อไทยอาจใช้สูตรนี้

พรรคประชาธิปัตย์นั้นทราบว่า กรณ์ อยากลงสมัครอิสระ ดังนั้นเป็นไปได้ว่าชัชชาติกับกรณ์จะแข่งขันกันแบบผู้สมัครอิสระ

และยังมีกระแสข่าวว่าสองคนนี้ไปจับมือกันตั้งพรรคและมีอดีตซีอีโอไทยแอร์เอเชีย มาร่วมหนุนด้วย

เด็ด ผู้กองตุ๋ย สะเทือนถึง โดมทอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388698?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เด็ด ผู้กองตุ๋ย สะเทือนถึง โดมทอง

16 กันยายน 2562 – 08:35 น.
ผู้กองตุ๋ย,รอดรธรรมนัส พรหมเผ่า,พลตอเสรีพิศุทธ์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 722 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย… อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

หากถามบรรดานักข่าวรุ่นใหม่รู้จัก “ผู้กองตุ๋ย” ไหม ก็อาจทำสีหน้างุนงง แต่ถ้าบอกว่าเป็นชื่อเล่นของ “ร.อ.ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ต้องร้องอ๋อ เพราะตอนนี้ชื่อ “ร.อ.ดร.ธรรมนัส” ขจรขจายตามหน้าสื่อให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทุกวี่วัน

ครั้งหนึ่ง…อสนีบาต…เคยสอบถามท่านตรงๆ ชื่อเล่น “ตุ๋ย” มีที่มาอย่างไร เนื่องจากพจนานุกรมออนไลน์ก็เคยบัญญัติศัพท์คำว่า “ตุ๋ย” ไว้ว่าเป็นอาการล่วงล้ำทางเพศประสาวัยรุ่นเรียก “อัดถั่วดำ” ประจวบเหมาะ มีคดีอาชญากรรมทางสังคมเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกาย สื่อมักนำคำว่า “ตุ๋ย” มาประกอบการพาดหัวข่าวเพื่อให้เข้าใจง่าย สั้นกระชับ ประหยัดพื้นที่
ตอนนั้นท่านธรรมนัสเฉลยให้ฟัง “เพื่อนๆ เรียกผมว่า เต้งบ้าง ตุ๋ยบ้าง เพื่อนที่เป็นนักข่าวนราธิวาสนั่นแหละ แต่ชื่อเล่นจริงๆของผมชื่อ “นัท” ครับ คุณพ่อเป็นคนตั้งให้ นักข่าวคุ้นเคยมักจะเรียก “ผู้กองตุ๋ย” เอาว่ะ กลอนพาไปก็เรียก “ผู้กองตุ๋ย” ก็ได้

เพราะด้วยความมีอัธยาศรัยดี เคยทำงานเป็นลูกน้อง “เสธไอซ์” (พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ผู้ล่วงลับ) จึงถือว่าเป็นผู้กว้างขวาง ใจถึงพึ่งได้ (ขอใช้ภาษานักเลงย่านบางบอน) ทำให้บรรดานักการเมือง นักธุรกิจ และประชาชนโดยเฉพาะชาวคลองเตยเลยไปถึงชาวเมืองพะเยา รู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ตอนนี้ “ผู้กองตุ๋ย” ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ กำลังเผชิญมรสุมการตรวจสอบซึ่งเป็นที่ทราบโดยทั่วกัน เป็นการขุดประวัติในอดีตมาปัดฝุ่นรีเทิร์นอีกรอบ ด้วยฝีมือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ซึ่งท่านยอมรับตรงไปตรงมาเป็นผู้นำข้อมูล “ร.อ.ธรรมนัส” พัวพันขบวนการค้ายาเสพติดไปให้สื่อออสเตรเลียขยายผล ฝ่ายนักข่าวหัวสว่านแดนจิงโจ้ไปคุ้ยคำพิพากษาศาลออสซี่ นำมาตีพิมพ์อีกครั้ง โดยมีการแปลความไปคนละทางสองทางทำนอง “ร.อ.อ.ธรรมนัส เคยโดนจำคุก 4 ปี”

ซึ่งถ้าแปลอักษรต่ออักษรมันไม่ได้หมายความว่าอยางนั้น อันนี้ อสนีบาต ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่นำคำพิพากษามาพิจารณากันให้ถ้วนถี่รอบคอบอีกรอบ ไม่ใช่รวบรัดตัดความแบบนักการเมืองพูดในสภา
ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก เมื่อ “บิ๊กเสรี” เจ้าเก่าเปิดประเด็นกล่าวหา ร.อ.ธรรมนัส ได้ปริญญาเก๊จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
เจ้าตัวจึงต้องโร่ชี้แจง ทั้งตอบกระทู้ในสภา “ยืนยันไม่เคยค้ายาเสพติด ไม่เคยรับสารภาพ ไม่เคยติดคุก” พร้อมกับเดินสายสัมภาษณ์สื่อด้วยการนำใบปริญญาระดับดอกเตอร์ต่างแดนมาประกอบคำยืนยันเป็นของจริง ไม่ใช่ได้มาจากมหาวิทยาลัยห้องแถวฟิลิปปินส์ตามที่ถูกกล่าวหา
ล่าสุด “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ในฐานะประธานกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นเดินหน้าลุยถั่วเช่นเคย เชิญ ร.อ.ธรรมนัส มาให้ข้อมูลเรื่องประวัติสีเทาในชั้นกมธ.สภาอีก

ถามว่าทำไมถึงเล่นกับข้อมูลเก่าไม่เลิก เพราะ ร.อ.ธรรมนัส เปรียบเหมือนจุดอ่อนในจุดแข็งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องจากท่านมอบความไว้วางใจให้ “ผู้กองตุ๋ย” เป็นมือกาวประสานใจพรรคร่วมรัฐบาล คอยดูแลอำนวยความสะดวกให้เหล่าส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ แบบว่า “คิดอะไรไม่ออกบอกผู้กองตุ๋ย พร้อมจัดการให้เสร็จสรรพ”
จึงเป็นเป้าหมายฝ่ายตรงข้าม หากสามารถตัดกำลังตัวแจกกล้วยออกไปได้ ย่อมสั่นสะเทือนไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ ในการวางหมากเกมทางการเมือง
จะว่าไปฝ่ายค้านเล็งกลุ่มคนที่มีประวัติขมุกขมัวในรัฐบาลหลายราย แต่ “ผู้กองตุ๋ย” เป็นตัวจักรสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ พรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาลนั่นเอง ทำให้ช่วงฟอร์ม ครม. ร.อ.ธรรมนัส กะว่าจะส่งน้องชายเข้ามานั่งเก้าอี้เสนาบดี แต่จนแล้วจนรอด “บิ๊กตู่” ตัดสินใจนาทีสุดท้ายพลิกโผเลือก “ธรรมนัส” โดยรับรู้ต้องเผชิญความเสี่ยงทางการเมืองซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดการณ์จริงๆ

ครานี้กรณีนายกฯ แต่งตั้งบุคคลมีประวัติไม่สวยงามเป็นรัฐมนตรี มีปัญหาอะไรไหม ปรากฏว่า มือกฎหมายทั้งในรัฐบาลและแวดวงวิชาการกางตำรารัฐธรรมนูญชี้ว่า ร.อ.ธรรมนัส ไม่เข้าข่ายขัดคุณสมบัติการเป็นรมต. เนื่องจากเป็นคดีความเกิดขึ้นในต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี แม้ทางนิตินัยไม่ผิด แต่ทางพฤตินัยล่ะเป็นจุดอ่อนให้ “บิ๊กเสรี” นำไปตอกย้ำต่อสาธารณชนเห็นว่าภาพลักษณ์รัฐบาลมีรอยด่างแล้ว ฉะนั้นนายกฯ ต้องรับผิดชอบลาออกสถานเดียว ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของแนวคิดเล่นเกมการเมืองแบบไทยๆครับ
ในเมื่อ ร.อ.ธรรมนัส ชี้แจงปากเปียกปากแฉะ และนายกฯ ใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว บทสรุปของแผนสร้างรอยตำหนิให้เกิดขึ้นในรัฐบาลคงไปได้สุดแค่นี้
ก็คือหาข้อมูลอวตารมาสร้างกระแสให้เปรี้ยงปร้างเขย่าไปถึงโดมทอง ทว่าเสาเข็มที่นี่ออกแบบรับมือสถานการณ์มาดี จึงยังแข็งแรงไม่สั่นคลอนง่ายๆ
แต่คราวนี้ขบวนการที่ยังจ้องเจาะยาง “ผู้กองตุ๋ย” น่ะสิ จะกล้าไปต่อหรือไม่เพราะเจ้าตัวประกาศเตรียมทำสำนวนฟ้องหลายร้อยคดี รอรับไว้แล้วครับ

รับเสด็จทางชลมารค เชิญประชาชนร่วมใส่เสื้อเหลือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388696?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รับเสด็จทางชลมารค เชิญประชาชนร่วมใส่เสื้อเหลือง

16 กันยายน 2562 – 08:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เสื้อเหลือง,รับเสด็จทางชลมารค,พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ,สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
เปิดอ่าน 194 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปประทับเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์และเสด็จเลียบพระนครไปตามลำน้ำเจ้าพระยาจากท่าวาสุกรีไปยังท่าราชวรดิฐ

ในวันที่ 24 ตุลาคม 2562 เวลา 15.30 น. ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ระยะทาง 3.4 กม. ในการนี้ขอเชิญชวนประชาชนร่วมใส่เสื้อเหลืองมาร่วมรับเสด็จ และโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจจะถ่ายทอดสดให้ชมทั่วประเทศ

ขอเรียนให้ทราบว่าขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 ซึ่งพสกนิกรชาวไทยจะร่วมถวายความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน

พร้อมกันนี้รัฐบาลและทุกหน่วยงานจะอำนวยความสะดวกประชาชนโดยเตรียมอาหารและน้ำดื่มรวมทั้งบริการทางการแพทย์

รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้รับทราบเกี่ยวกับการจัดงานข้อมูลการเดินทาง และมาตรการรักษาความปลอดภัย

สถานที่ที่จัดไว้ให้ประชาชนรับเสด็จ คือ ท่าวาสุกรี ท่าราชวรดิฐ สวนสันติชัยปราการ สวนหลวงพระราม 8 ธนาคารแห่งประเทศไทย และศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย

ขอเชิญทุกคนร่วมใส่เสื้อเหลืองเฝ้ารับเสด็จในพระราชพิธีด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


นักกีฬาอาชีพรวยบริสุทธิ์
ตัวอย่างของคนรุ่นใหม่

ผมเป็นนักกอล์ฟสมัครเล่นและติดตามข่าวของนักกีฬาอาชีพต่างๆ อยู่เป็นประจำ และเห็นว่าสมควรจะเขียนจดหมายมาเล่าสู่กันฟังและอยากให้ทราบไว้เป็นข้อมูลและขอให้ช่วยส่งเสริมลูกหลานของท่านเล่นกีฬาจนเก่งเป็นระดับอาชีพได้

เดี๋ยวนี้นักกีฬาชายหญิงระดับโลกมีรายได้รวมกันเป็นพันล้านหมื่นล้านบาท มีชีวิตความเป็นอยู่หรูหราระดับเทวดาก็ว่าได้ และในทางสังคมก็เป็นที่ยอมรับมากกว่านักการเมืองประเทศไทยบางคนเสียอีก

มองกลับมาที่นักกีฬาไทยน่าจะพูดถึงข่าวล่าสุดจากเว็บไซต์นิตยสารฟอร์บส์ อันโด่งดังที่อเมริกาว่าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ‘โปรเม’ เอรียา จุฑานุกาล ติดอันดับ 15 ของการจัดอันดับนักกีฬาหญิงที่ทำเงินมากสุด

โดยมีรายได้รวมราวๆ 164 ล้านบาท ที่รวมมาจากค่าลิขสิทธิ์ส่วนตัวกับสปอนเซอร์ราว 62 ล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินรางวัลอีกราว 101 ล้านบาท เหลือเชื่อว่าสักวันหนึ่งนักกีฬาไทยอาชีพจะมีรายได้รวมขนาดนี้นะครับ

ผมจึงอยากให้ ‘โปรเม’ เป็นตัวอย่างหรือเป็นไอดอลแรงบันดาลใจให้เด็กไทยชายหญิงเดินตามเพราะกีฬาหลายๆ อย่างเราสามารถเข้าสู่ระดับโลกได้และเงินที่มาเป็นเงินบริสุทธิ์

ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง ‘โปรเม’ นะครับ แต่รวมถึงนักฟุตบอล นักมวย วอลเลย์บอล ฯลฯ มีรายได้มหาศาลทั้งนั้น

มาเล่นกีฬากันเถิดครับ นอกจากมีเงินมีชื่อเสียงแล้วยังอยู่ได้อย่างสบายๆ ท่ามกลางสังคมไทยที่กำลังสับสนนี้
ชาญชัย (พ่อลูกสาม)

 เรียนคุณ ‘ชาญชัย’ พ่อลูกสาม
จดหมายของคุณสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเยาวชนไทยจริงๆ ครับ เหมือนกับอาชีพนักร้องนักแสดงสมัยก่อนถูกตราหน้าดูถูกว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน แต่เดี๋ยวนี้ร่ำรวยมหาศาลและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป

นักกีฬาอาชีพก็เหมือนกันครับ แต่ก่อนใครจะนึกว่าจะเป็นเงินหลายๆ ร้อยล้านเช่นนี้ แล้วหาก ‘โปรเม’ ยังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมก็จะมีรายได้รวมเป็นพันๆ ล้านแน่ๆ

จึงขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองอย่าไปยึดติดกับอาชีพรับราชการหรือมนุษย์เงินเดือนเลยครับ-เป็นนักกีฬาอาชีพรวยไม่รู้เรื่อง!
อ๊อด เทอร์โบ


ไทยหลุดบัญชีดำ
ไม่มีปัญหาค้างาช้าง

ผมขอแสดงความชื่นชมยินดีที่ประเทศไทยของเราหลุดจากบัญชีดำประเทศที่ไม่มีปัญหาการค้างาช้างเรียบร้อยแล้วครับ จึงแจ้งมาเพื่อทราบว่าหากเราทำตามกฎหมายอย่างเข้มข้น เข้มแข็งแล้วทุกอย่างก็จะแก้ปัญหาไปได้

นี่เป็นเรื่องใหญ่นะครับเพราะ ‘ไซเตส’ หรืออนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศของชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศมาก

ไทยต้องทำงานหนักจากหลายๆ หน่วยงานที่ร่วมมือกันกว่า 5 ปี จึงบรรลุผลนี้ และที่ผ่านมายึดของกลางได้เกือบพันล้านบาท และทำให้ขบวนการค้างาช้างไม่ใช้ไทยเป็นทางผ่านอีกต่อไป

ผมเชื่อว่าถ้าเราเอาจริงแล้วสิ่งผิดกฎหมายหรือขบวนการหรือขบวนการหรือแก๊งต่างๆ จะ สูญพันธุ์ไปอย่างแน่นอน

ประเสริฐ (เขาใหญ่)