ส.ส.ต้องรู้หน้าที่ตนเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388694?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส.ส.ต้องรู้หน้าที่ตนเอง

16 กันยายน 2562 – 07:42 น.
ผู้แทนราษฎร,สส,หน้าที่
เปิดอ่าน 189 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 16 กันยายน 2562

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดส่งท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเสนอญัตติด่วนของ ส.ส.รัฐบาล ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ โดยเนื้อหาการอภิปรายระบุว่า วันนี้ประชาชนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเฉพาะระดับน้ำในแม่น้ำมูลสูงขึ้นและไหลท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ระดับน้ำอยู่ที่หน้าอก และขณะนี้น้ำในเขื่อนสิรินธรมีถึงร้อยละ 90 เกือบจะเต็มเขื่อนแล้ว ชาวบ้านของทุกอำเภอใน จ.อุบลราชธานี ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ต้องอพยพคนออกจากพื้นที่น้ำท่วมนับหมื่นคน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 414 หลัง และยังมีสัตว์เลี้ยงพืชผลการเกษตรได้รับความเสียหายอีกจำนวนมาก

ไม่เพียงผู้แทนราษฎรในซีกรัฐบาลเท่านั้น ยังมี ส.ส.จากพรรคฝ่ายค้าน อภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าวจากผลกระทบจากพายุโพดุลมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 30 กว่าจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่อีสาน จ.อุบลราชธานีและศรีสะเกษ เป็นพื้นที่รับน้ำเต็มๆ มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนไม่มีที่อยู่อาศัย มีปัญหาผู้ป่วยติดเตียงและยังมีโรคที่เกิดจากน้ำ นอกจากนี้ยังได้มีการเสนอให้จังหวัดตั้งศูนย์กลางรับสิ่งของบริจาคและมีศูนย์ข้อมูลเพื่อกระจายสิ่งของบริจาคไปช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง รวมถึงเรียกร้องไปยังรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือดูแลประชาชนทั้งระบบ รวมทั้งเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ทันท่วงที และหามาตรการในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก

ไม่บ่อยครั้งที่เราจะเห็นนักการเมืองใช้บทบาทการทำหน้าที่ในสภาอย่างไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เสนอแนวทางข้อเรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจหรือรัฐบาล ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไปในทิศทางเดียวกัน พลิกบทบาทผู้ร้ายในสายตาประชาชน ทำหน้าที่สมกับคำว่า ผู้แทนราษฎร อย่างแท้จริง หลังจากที่ตลอดเวลาของการทำงานกินเงินภาษีประชาชนร่วมครึ่งปี ท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ใช้เวทีประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นสนามรบเชือดเฉือนกันด้วยวาจา เวทีแฟชั่น สุมหัวดำเนินการทางการเมืองตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น ซึ่งโดยข้อเท็จจริงที่ผ่านมานั้น มี ส.ส.ตัวแทนพรรคการเมืองหลายคนจากพรรคต่างๆ ลงพื้นที่ลุยน้ำเข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบอุทกภัยนำ้ท่วม ดินถล่ม สะพานขาด อย่างไม่ลดละ และร่วมทำความสะอาดบ้านเรือนให้ชาวบ้านในหลายพื้นที่ที่น้ำลดแล้วด้วย

รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ ทั้ง 2 ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของโลกอันนี้ถูกหยิบยกให้เป็นวาระแห่งชาติทุกครั้ง เพราะทุกฝ่ายตระหนักถึงผลกระทบที่ได้รับจากทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมอย่างยิ่ง ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำได้มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติน้ำ ดัน 3 โครงการแก้น้ำท่วมและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ โดยเตรียมเสนอของบประมาณกว่า 1.8 หมื่นล้านบาทต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวาระที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันผลักดันรวมถึงจับตาดูให้การดำเนินงานต่างๆ เป็นไปตามแผนแม่บทด้วยความโปร่งใส ด้วยธรรมาภิบาล ซึ่งทั้งฝ่ายปฏิบัติหรือข้าราชการจะต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าตามนโยบาย ขณะที่ฝ่ายการเมืองต้องร่วมมือกันสร้างประโยชน์สุขให้แก่คนไทยและความยั่งยืนของประเทศโดยไม่แบ่งฝักฝ่ายสมเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง

ดาวอับแสง เวทีนี้…ไม่มีพี่เลี้ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388448?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดาวอับแสง เวทีนี้…ไม่มีพี่เลี้ยง

14 กันยายน 2562 – 07:45 น.
นปช,อริสมันต์ พงศ์เรืองร,แดงฮาร์ดคอร์,แกนนำ นปช,ประท้วง,พายัพ ปั้นเกตุ,แรมโบ้,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 243 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 14-15 ก.ย. 62

****************************

ไม่มีลูกฟลุกสำหรับคดีบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา เมื่อปี 2552 เมื่อล่าสุด ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ตัดสินจำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา แกนนำนปช. 13 คน

จะมีก็แต่ลูกแว้บ เพราะมีถึง 12 คนไม่มารับฟังคำตัดสินอ้างไม่ได้รับหมาย และอ้างป่วย มีเพียง ศักดา นพสิทธิ์ จำเลยที่ 10 ที่มาคนเดียว บางทีอาจเพราะไม่ได้เช็กกรุ๊ปไลน์ก็เป็นได้

12 แกนนำ นปช. ผู้ที่ไม่มาตามนัดในวันนั้น ประกอบด้วย อริสมันต์ พงศ์เรืองรองนิสิต สินธุไพรพายัพ ปั้นเกตุวรชัย เหมะวันชนะ เกิดดีพิเชฐ สุขจินดาทองพ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์นพพร นามเชียงใต้สำเริง ประจำเรือสมญศฆ์ พรมมานพ.วัลลภ ยังตรง และสิงห์ทอง บัวชุม

เรียบเรียงรายชื่อแล้ว คนไทยวงนอกเรียกพวกเขารวมๆ กันว่าคนเสื้อแดง หากที่จริงคนเสื้อแดงมีแนวทางแตกต่างกันไปหลายกลุ่ม อย่างกลุ่มนี้ ก็ไม่ใช่ทั้งก้อนเดียวกับ นปช.สาย “ตู่ เต้น ธิดา เหวง”

วันนี้มี นปช.สายฮาร์ดคอร์ที่เป็นดาวอยู่ 4-5 รายในกลุ่มนี้ ที่น่าจับตายิ่งว่าความเคลื่อนไหวของเขาทั้งในระยะสั้นเวลานี้ และอนาคตจะเป็นยังไง

ฮาร์ดคอร์ “อมฮอลล์”

ยกให้เป็นเบอร์ 1 อย่าง กี้ร์ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง” สมัยร้องเพลงใครจะไปคิดว่าเสียงนุ่มๆ เหมือนอมฮอลล์ พอถึงเวลาลงการเมือง ลงถนนก็เอาเรื่องอยู่

กี้ร์วนเวียนในการเมืองไทย มาจนถึงวันที่ขั้วการเมืองพลิกเปลี่ยน กี้ร์ไปร่วมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในปี 2550

อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

จากนั้นเขาก็มีโลโก้ แดงฮาร์ดคอร์” ห้อยคอ เป็นที่รู้จักจากบทบาทการปราศรัยที่ดุเดือด ปลุกเร้าให้เกิดความรุนแรง และบุกลุยมาแล้วหลายเคส

หลังปิดจ๊อบแถวทะเลตะวันออก ที่กี้ร์ยกพวกบุกปิดล้อมโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา ล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาเมื่อ 11 เมษายน 2552 กี้ร์ถูกทางการจับกุมตัวที่บ้านพักย่านตลิ่งชัน แต่ศาลให้ประกันตัวไป

แต่เจ้าตัวยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่อยมา ยิ่งช่วงปี 2553 นปช.แรงจัดจนรัฐบาล โดย ศอฉ.ต้องจัดการ คนไทยได้เห็นภาพกี้ร์ห้อยตัวหนีลงจากโรงแรมเอสซีปาร์คก็ช่วงนี้

หลังควันไฟมอดลง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนเข้ามอบตัว แต่กี้ร์หลบหนีไปไกล ไปมาทั่วทั้งพนมเปญชายแดนลาวชายแดนเวียดนาม

จนเมื่อคนไทยมีรัฐบาลปูแดง วันที่ 7 ธันวาคม 2554 กี้ร์กลับเข้ามามอบตัวที่ศาลพัทยาในคดีล้มประชุมอาเซียนพัทยาปี 2552 นั่นแหละ กี้ร์นอนคุกพักหนึ่ง พอวันที่ 25 เดือนเดียวกันศาลพิจารณาให้ปล่อยตัวชั่วคราว

ออกมาช่วงนั้นมีทำเพลงด้วย คือ รักในโฟนอิน หรือเพลง คนของแผ่นดิน ที่มีเนื้อหาสนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร หารายได้เยียวยาผู้ชุมนุม ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2552

ปี 2555 เราได้พระกี้ร์ในผ้าเหลือง ช่วงนั้นเขาบวชทีี่วัดสัมพันธวงศ์ บอกว่าต้องการทบทวนบทบาทตัวเอง ก่อนที่จะสึกออกมาช่วงกุมภาพันธ์ 2556

แต่คดีพัทยาก็ยังไม่จบ ที่สุดวันที่ 5 มีนาคม 2558 ศาลพัทยาพิพากษาจำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา ต่อมาในชั้นอุทธรณ์วันที่ 21 มีนาคม 2560 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุกอริสมันต์กับพวก 4 ปี

กี้ร์ติดคุกอยู่ร่วมปีขาดไม่กี่วัน มีนาคม 2561 ศาลก็อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างฎีกา ก่อนจะมาถึงวันนี้ที่ทุกอย่างยังคงคำเดิมคือ คุก!

ถึงเวลานี้คนไทยที่รักพี่กี้ร์ “ถ้ายังมีอยู่” ก็คงนึกเป็นห่วงว่าอาการบ้านหมุนที่ทำให้เขามาศาลไม่ไหวในวันนั้น คงเกิดจากความเครียดเรื่องคดี ไว้พร้อมแล้ววันที่ 31 ตุลาคม ที่จะถึง คงมาได้ตามที่ศาลนัดอีกรอบ (มั้ง)

แต่เรื่องอยู่ เรื่องกิน ไม่ต้องห่วง เพราะฐานของเสี่ยกี้ร์เขาแน่นจากธุรกิจที่มีมากมาย เช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ทำมานานในหมู่เครือญาติ เช่น บริษัท พงศ์เรืองรองก่อสร้าง จำกัด และ บริษัท โซล่า แอสฟัลท์ จำกัด รับเหมาลาดยางมะตอย ทั้งงานหลวง งานราษฎร์

ไหนจะธุรกิจชื่อเมียอย่าง บริษัท เฮ้าส์ ออฟ ฮาร์ท พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทำบ้านจัดสรร และเชื่อว่าคงจะมีอื่นๆ อีกมากมาย

ไวพจน์ คนเดิม?

สำหรับ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์” ผู้ผ่านร้อนหนาวมากับพรรคนายใหญ่ตั้งแต่ปี 2544 แต่สุดท้ายหนีไม่พ้นเป็นหนึ่งในแกนนำที่เจอคดีเดียวกันกับพี่กี้ร์ และเคยจำคุกคดีนี้พร้อมกัน และประกันตัวออกมาเหมือนกัน

หลังจากนั้น เราก็มาเห็นข่าวคราวเขาอีกครั้ง ว่าถอดเสื้อแดงไปสวมเสื้อว่าที่ผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐ ตามสูตรเป๊ะ !

วันนั้นเขาพูดว่า ยังคงย้ำอุดมการณ์ต่อต้านเผด็จการเหมือนเดิมไม่เคยหายไปไหนอยู่ในเลือดทุกหยด และบอกว่าที่ย้ายก็ไม่ได้โดนบังคับใดๆ ทั้งสิ้น

ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์

สุดท้ายเลือกตั้งเสร็จ ไวพจน์ทำได้แค่ช่วยเพิ่มที่นั่งให้พปชร. เป็น ส.ส.เขต 2 กำแพงเพชร ได้ไม่กี่วัน ก็มีอันพ้นจากตำแหน่ง จากการถูกตัดสินจำคุก 4 ปีครั้งนี้

เม้าท์กันว่าที่เจ้าตัวไม่ไปศาล ไม่รู้เพราะไม่เห็นหมายศาลหรือเปล่า แต่สงสัยว่าน่าจะยุ่งอยู่กับการประชุมสภาประท้วงช่วย “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หรือกำลังวางแผนลูกชายไปลงสู้ศึกเลือกตั้งซ่อม ปูพื้นไว้ก่อนก็เป็นได้

พายัพ คนเก่า

นี่คือผู้ยืนหยัดอยู่ที่ค่ายแดง “พายัพ ปั้นเกตุ” อดีต ส.ส.สิงห์บุรี อยู่กับไทยรักไทยมาแต่แรกเริ่มเหมือนกัน สุดท้ายมาสังกัด นปช. ผู้ร่วมกิจกรรมลุยแหลก รวมถึงงานรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยาเหมือนกันอีก !

ช่วงก่อนจะเดินเข้าคุก เขายังไปโผล่ลงเลือกตั้งปี 2554 ในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2557 ที่ภายหลังเป็นโมฆะ เขาก็ได้ลงบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เช่นเดิมไม่ไปไหน

จนมาถูกจำคุกชุดเดียวกับพี่กี้ร์ช่วงปี 2558 และประกันตัวออกไป และมาถูกจำคุกอีกทีในชั้นศาลอุทธรณ์ปี 2560 นอนคุกไม่นานก็ถูกหามส่งโรงพยาบาลบางละมุง เพราะขาบวม ก่อนได้ประกันตัวออกมาช่วงเดือนสิงหาคมปีนั้น

พายัพ ปั้นเกตุ

ช่วงปี 2562 เราได้เห็นเขาเข้าร่วมงานพรรคใหม่ “ไทยรักษาชาติ” มานั่งเป็นว่าที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่ไม่ได้ไปต่อเพราะพรรคถูกยุบ และตัดสิทธิ์ทางการเมือง

ปีนี้เลยเป็นปีที่ไม่ดีเท่าไรสำหรับพายัพ เพราะล่าสุดตอนนี้ คดีเก่าตามมาเช็กบิลพร้อมๆ กับพวกอีก 11 คนแล้ว

นักร้องเสื้อแดง

สำหรับ “วันชนะ เกิดดี” หรืออีกชื่อคือ ธนฤต ชะเอมน้อย เติบโตจากธุรกิจร้านอาหาร เปิดบริษัททำเพลง และมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง แล้วหันมาเอาดีโลดแล่นเป็นแดงกลุ่มฮาร์ดคอร์มาอย่างโชกโชน

วีรกรรมที่เคยทำ นอกจากร่วมต่อสู้เรียกร้องหน้าทำเนียบแล้ว รายนี้ก็ไปลุยรอยัล คลิฟ บีช พัทยา จนถูกดำเนินคดีและหลบหนีไปอยู่ต่างแดนพักใหญ่เหมือนกัน

วันชนะ เกิดดี

แต่ช่วงปี 2554 เช่นเดียวกับหลายคนๆ เขาได้รับตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กินเงินเดือนรัฐอยู่พักหนึ่ง แต่ระหว่างนั้นจนบัดนี้ยังคงแต่งเพลงเพื่อคนเสื้อแดง นายใหญ่ และนายหญิงปูจ๋ามาตลอด

ต่อมาเกือบจะได้เปฺ็น ส.ส. ในการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 เพราะชนะการเลือกตั้งพื้นที่เขต 2 จังหวัดเพชรบุรี แต่ทุกอย่างเป็นโมฆะ

ก่อนที่ปี 2562 เจ้าตัวย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักษาชาติ ได้รับเลือกเป็นตัวแทนสู้ศึกที่ จ.เพชรบุรี โดยใช้ชื่อ วันชนะ เกิดดีชะเอมน้อย” แต่พรรคถูกยุบ ก็ไม่ได้ไปต่ออีกตามสูตร

ล่าสุดเลยต้องมานั่งลุ้นเรื่องเอายังไงต่อกับการตัดสินคดีจากศาลฎีกาที่ต้องเข้าไปนอนคุกอีก 4 ปี

แรมโบ้ เส้นไม่เล็ก

ปิดท้ายที่คนนี้ แม้ไม่มีชื่อใน 11 คน แต่ก็น่าจับตามองเหมือนกัน สุภรณ์ อัตถาวงศ์” หนุ่มโคราชทั้งแท่ง กับฉายา “แรมโบ้อีสาน” ผ่านการเมืองมาหลายพรรค ก่อนจะมาเป็นที่รู้จักทั้งบางตอนร่วมงานพรรคนายใหญ่ ในปี 2544

ภายหลังไปเป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ช่วงนั้นว่างเลยไปโลดแล่นเป็นสายฮาร์ดคอร์อยู่กับ นปช. ก๊วนเดียวกับพี่กี้ร์พัทยานี่แหละ

แรมโบ้อีสาน

สุดท้ายแรมโบ้คนนี้ หายหน้าไปหลังรัฐบาลสั่งปฏิบัติการกระชับวงล้อมในวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 กลับมาอีกทีก็ลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้ง 2557 แต่ก็ไม่ได้ทำงานเพราะเป็นโมฆะเสียก่อน

หลังจากนั้นไม่รู้ทำไม พอ คสช.เข้ายึดอำนาจ เขาถูกทหารควบคุมตัว แล้วก็ไปสาบานต่อหน้าย่าโมว่าจะเลิกเล่นการเมือง และไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองไปตลอดชีวิต

จนกระทั่งปี 2561 สุภรณ์ได้ย้ายเข้ามาร่วมงานกับ “พรรคพลังประชารัฐ” แล้วไปกราบถอนคำสาบานกับย่าโม บอกว่าพร้อมหนุนลุงตู่สุดฤทธิ์

วันนี้เขาเป็นถึงกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกฯ อาจด้วยแรงสาบานหรืออะไรก็ตามแต่ งานนี้เขารอดเพราะถูกแยก​​​​​สำนวนไว้จนกระทั่งหมดอายุความ

โจรออนไลน์ ..หลอกขายหมาเชิดมัดจำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388261?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โจรออนไลน์ ..หลอกขายหมาเชิดมัดจำ

13 กันยายน 2562 – 13:45 น.
โจรออนไลน์,หลอกขายหมา,เชิดเงินมัดจำ,นักช็อปออนไลน์
เปิดอ่าน 229 ครั้ง

โจรออนไลน์ ..หลอกขายหมาเชิดมัดจำ โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือช่วยให้การติดต่อสื่อสารของคนในสังคมยุคปัจจุบันสะดวกรวดเร็วขึ้นจนกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการประกอบธุรกิจบนโลกออนไลน์ แต่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่ามีประโยชน์สารพัด แต่ในทางกลับกันก็มีโทษตามมา “เป็นเงาตามตัว” เพราะมิจฉาชีพก็เกาะติดเทคโนโลยีมาด้วย

เรื่องฉ้อโกงที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์มีให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ “ตำรวจไซเบอร์” กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ก็ออกมาเตือนประชาชนให้ระแวดระวังอยู่เป็นระยะ รวมถึงผู้เสียหายก็โพสต์เรื่องราวเตือนภัยกันเอง แต่ก็ไม่วายมี “โจรหน้าใหม่” และ “เหยื่อป้ายแดง” เกิดขึ้นตลอด ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น

ล่าสุดมีเรื่องเตือนภัยสำหรับ “นักช็อปออนไลน์” ให้ระแวดระวังและมีสติให้มากก่อนตัดสินใจโอนเงินมัดจำหรือสั่งซื้อสินค้า แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา โดยล่าสุด “คม ชัด ลึก” ได้รับข้อมูลจาก น.ส.ระพี วงศ์สุวรรณ หรือ ฝ้าย ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเหยื่อป้ายแดงจาก “โจรออนไลน์” หลงกลโอนเงินมัดจำซื้อลูกสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ โดยเชื่อว่าทำเป็นกลุ่มแก๊ง และมีเหยื่อแบบตัวเองจำนวนไม่น้อย

น.ส.ระพี เล่าว่า อยากจะเลี้ยงสุนัข จึงได้ติดตามเพจต่างๆ ในเฟซบุ๊ก ทว่ามีมิจฉาชีพเข้ามาแฝงตัวในเพจ กระทั่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตนแสดงความสนใจอยากได้ลูกสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ จากนั้นก็มีคนที่ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า “สิบเอก” ทักแชทมาในอินบ็อกซ์เฟซบุ๊กส่วน พร้อมส่งรูปลูกสุนัขพันธุ์ที่ต้องการโดยเป็นรูปที่น่ารัก และถามว่าสนใจหรือไม่ ทันทีที่เห็นด้วยความอยากได้อยู่แล้วก็ตอบว่าสนใจ จนมีการตกลงราคาซื้อขาย ซึ่งในตอนแรกมีการเสนอราคาขายลูกสุนัขในรูปและความต้องการเพศของสุนัขในราคาตัวละ 4,500 บาท และมีการต่อรองราคา กระทั่งตกลงซื้อเพศผู้ในราคา 4,000 บาท และต้องโอนเงินมัดจำเป็นค่าจอง 1,500 บาท ซึ่งก็โอนไปเลย

“เขาบอกว่าอยู่ที่วิหารแดง สระบุรี ส่วนฝ้ายอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่สามารถเดินทางไปรับน้องมาได้ โดยเขารู้ว่าเรามีความต้องการอยากได้น้องหมามาเลี้ยง และบอกว่าเหลือแค่ตัวเดียวจะเอาเลยไหม ถ้าเอามีค่ามัดจำ 1,500 บาท โดยจะให้ภรรยาเขาทำบันทึกการจอง ด้วยความกลัวไม่ได้ และก็หลงรักในความน่ารักของน้องหมาไปแล้วก็ตอบตกลง พอโอนเงินมัดจำไปแล้ว 1,500 ก็ขอเพิ่มอีก 1,000 บาทเป็นค่าอุปกรณ์ ซึ่งเป็นกล่องใส่น้องหมา ต่อมายังมีขอเพิ่มอีก 1,000 บาท เป็นค่าอาหารน้องหมาที่ดูแลระหว่างรอฝ้ายไปรับ ตอนนั้นก็เอะใจอยู่บ้างว่าจะถูกโกง ซึ่งก็ยังไม่ชัวร์ และเขาก็รับปากยินดีคืนเงินจำนวนเต็มหากวันมารับแล้วไม่พอใจ พร้อมการันตีว่าน้องหมาแข็งแรง เบ็ดเสร็จก็เป็นการโอนเงินไป 3 ครั้ง เป็นเงิน 3,500 บาท แต่หลังจากถามสถานที่ให้เขาแชร์โลเกชั่นเพื่อไปรับน้องหมาก็ไม่ได้บอก และเขาก็บล็อกเฟซบุ๊กฝ้าย ไม่สามารถติดต่อเขาได้ จึงมั่นใจว่าถูกโกงแน่” น.ส.ระพี กล่าว

จากนั้นเหยื่อโจรออนไลน์คนนี้ได้นำเรื่องไปโพสต์ในกลุ่มก็ถึงกับบางอ้อ เพราะมีการเตือนว่าบุคคลนี้หลอกลวง มีคนหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อแล้วหลายราย พฤติการณ์ก็ง่ายๆ คือ หากใครสนใจก็จะทักแชทไปหา ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ทันยั้งคิดให้ถี่ถ้วน เพราะความอยากได้ทำให้ขาดความรอบคอบ โดยตอนนี้เหยื่อมีการแจ้งความไว้แล้วที่ สน.ลุมพินี

ไม่แน่ว่าโจรออนไลน์อาจมีประวัติเคยถูกจับแล้วหวนกลับมาก่อเหตุลักษณะนี้อีกก็ได้ เพราะปีที่แล้วตำรวจกองปราบเคยจับโจรพฤติการณ์แบบนี้มาแล้ว ฉะนั้นจึงต้องเตือนนักช็อปออนไลน์ ไม่ว่าจะซื้อสินค้าประเภทใดต้องมีสติ รอบคอบ เช็กให้ชัวร์ก่อนโอนเงิน..!!

รัฐบาลสอบตกอย่าหมดกำลังใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388249?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐบาลสอบตกอย่าหมดกำลังใจ

13 กันยายน 2562 – 11:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐบาล,สอบตก
เปิดอ่าน 41 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ถึงนาทีนี้เราต้องให้กำลังใจรัฐบาลของ ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กันแบบไม่ต้องอ้อมค้อมกันแล้ว เพราะอะไรต่อมิอะไรกำลังถาโถมเข้าใส่แบบตั้งหลักไม่ทัน

แบบคนโบราณท่านว่า ‘พระศุกร์เข้า-พระเสาร์แทรก’ เหมือนเรือเหล็กที่โดนพายุมรสุมเอียงไปเอียงมาแบบทำท่าจะไปไม่รอด

มองจากคนนอกมีหลายกรณีอย่าง ‘สวนดุสิตโพล’ กับ ‘นิด้าโพล’ จัดสำรวจความคิดเห็นแล้วฟันธงออกมาเลยว่ารัฐบาล ‘บิ๊กตู่’ ‘สอบตก’ ในด้านเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม เรียกว่าของหนักของใหญ่ทั้งนั้น

ด้วยเหตุนี้บรรดารัฐมนตรีและคนรอบข้างทั้งหลายจึงต้องออกแรงกันเต็มที่เพื่อจะได้สอบผ่าน เพราะหากรัฐบาลท้อแท้แล้วชาวบ้านจะอยู่กันได้อย่างไร

นอกจากปัจจัยต่างๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง-น้ำท่วม ยังมีเค้าของรัฐมนตีกลายเป็นตำรวจกระสุนตกดังเป็นข่าวใหญ่

ทั้งเรื่อง รมช.เคยมีประวัติไม่ขาวสะอาดค้ายาเสพติดที่ออสเตรเลีย หรือพรรคศิลปินเดี่ยว พรรคน้อย พรรคเล็ก ฟิวส์ขาดหากถูกสบประมาทว่าเป็นลิงต้องกินกล้วย

รัฐบาลจึงทำท่ากลายเป็นเรือเหล็กที่มีรอยรั่วตัวใครตัวมัน!
อ๊อด เทอร์โบ


 ของขวัญวันเกิดอันล้ำค่า
จดหมายจากคุณ ‘เจริญชัย’ ต่อไปนี้นำมาแจ้งให้ทราบว่า ‘มร.แจ็ค หม่า’ เจ้าของอาลีบาบา ได้ประกาศวางมือจากวงการธุรกิจแล้วหันไปทำการกุศลและการศึกษา ซึ่งเป็นของขวัญวันเกิด 55 ปี อันมีคุณค่ามากที่สุด

ที่นำเสนอเรื่องนี้เพราะ ‘มร.แจ็ค หม่า’ รักเมืองไทยมากและที่ผ่านมาพยายามส่งเสริมสัมพันธภาพด้านธุรกิจระหว่างไทย-จีน ให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป

ชีวิตของ ‘มร.แจ็ค หม่า’ เริ่มต้นจากเลขศูนย์หรือยากจนในชนบทที่ห่างไกลของประเทศจีนและสามารถขึ้นบันไดสวรรค์เป็นอภิมหาเศรษฐีของพญามังกรของโลก

จดหมายต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของคนสู้ชีวิตจริงๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘แจ็ค หม่า’ ล้างมือในอ่างทองคำ
 ตัวอย่างคนรู้จักพอ

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาหลังจากที่ฟังข่าว-ดูข่าวทีวีว่า ‘มร.แจ๊ค หม่า’ เจ้าของอาลีบาบา ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นอภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของจีน ได้ประกาศวางมือเป็นการฉลองวันเกิด 55 ปี ในวันที่ 10 กันยายน 2562

ทำไมเขาจึงล้างมือในอ่างทองคำหรือทำไมจึงส่งมอบตำแหน่งนี้ให้แก่ มร.แดเนียล จาง ซึ่งปัจจุบันเป็นซีอีโอของอาลีบาบา

จึงขอเป็นสื่อกลางนำเรื่องของ ‘มร.แจ็ค หม่า’ ซึ่งต่อไปนี้จะมุ่งทำงานด้านการกุศลและการศึกษา โดยบีบีซี ได้นำชีวิตของเขาซึ่งเหมือนเทพนิยายมาเล่าสู่กันฟัง

มร.แจ็ค หม่า ตัวอย่างคนสู้ชีวิต ซึ่งเกิดในครอบครัวยากจน ที่เมืองหางโจว ทางตะวันออกของจีน เริ่มต้นอาชีพการงานด้วยการเป็นครูและสามารถซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรกเป็นของตัวเองเมื่ออายุ 33 ปี

การลงจากตำแหน่งประธานบริษัทอาลีบาบา ซึ่ง แจ๊ค หม่า ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 จนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทค้าขายสินค้าทางออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีมูลค่าในปัจจุบันอยู่ที่ 480,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 14.60 ล้านล้านบาท (เทียบกับอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 30.6 บาท) และทำให้ แจ๊ค หม่า เป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในจีน จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ซึ่งประเมินว่า แจ็ค หม่า มีทรัพย์สินสุทธิถึงราว 38,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.18 ล้านล้านบาท

ผมจึงอยากให้มหาเศรษฐีชาวไทยดูตัวอย่างของชีวิตที่พอเพียงอุทิศตนและเงินทองให้การกุศลและการศึกษาบ้าง-สักน้อยนิดก็ยังดี
เจริญชัย (กทม.)


สิ้นแล้ว นปช. กรรมลิขิต ขีดชะตาแกนนำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388258?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิ้นแล้ว นปช. กรรมลิขิต ขีดชะตาแกนนำ

13 กันยายน 2562 – 10:33 น.
นปช,นปชพรรคเพื่อไทย,ตู่ จตุพร,จตุพร พรหมพันธ์ุ,เต้น ณัฐวุฒิ,ธิดา ถาวรเศรษฐ์,เหวง โตจิราการ,แดงทั้งแผ่นดิน,แดงฮาร์ดคอร์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,รายงายพิเศษ,ตัดสินคดี
เปิดอ่าน 529 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 13 ก.ย.62

*****************************

คดีดังสะท้านแกนนำคนเสื้อแดง เมื่อคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนมาถึงที่สุด ศาลจังหวัดพัทยาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินลงโทษจำเลยทั้ง 12 คน ให้จำคุกคนละ 4 ปี ไม่รอลงอาญา

แกนนำ นปช.สายฮาร์ดคอร์ที่ถูกศาลตัดสินลงโทษ อาทิ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นิสิต สินธุไพร, พายัพ ปั้นเกตุ, วรชัย เหมะ, วันชนะ เกิดดี, ศักดา นพสิทธิ์, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นพพร นามเชียงใต้ และ สำเริง ประจำเรือ

กำเนิด นปช.

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยุคแรกนำโดย วีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ชินวัฒน์ หาบุญพาด, นพ.เหวง โตจิราการ และอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

เมื่อเปิดยุทธการโค่นอำมาตย์ปี 2552 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน” เพื่อการเคลื่อนไหวที่เป็นเอกภาพยิ่งขึ้น

วีระกานต์ มุสิกพงศ์

ครั้น นปช.พ่ายแพ้ในยุทธการโค่นอำมาตย์ปี 2553 แกนนำและแนวร่วม นปช.หนีไปหลบภัยในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีจักรภพ เพ็ญแข และอริสมันต์ เป็นผู้ประสานงาน

นับแต่นั้น ภายในขบวนการคนเสื้อแดงหรือ นปช. เกิดความขัดแย้งทางความคิด มีการนำเสนอทฤษฎีการต่อสู้ในแบบต่างๆ ซึ่งบางกลุ่มเริ่มคิดการต่อสู้ด้วยความรุนแรง

สิ่งที่ติดตามมาคือความแตกแยกภายในขบวนการ แม้แกนนำ นปช.สายธิดา จะมองว่าเป็นการแตกตัว แต่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของ “แดงฮาร์ดคอร์” ได้

สายฮาร์ดคอร์

แกนนำ นปช.สายฮาร์ดคอร์ ก่อรูปขึ้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน นำโดย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และสุภรณ์ อัตถาวงศ์ โดยมีแนวทางเคลื่อนไหวเชิงรุกทุกรูปแบบ และมีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายที่มีการสนับสนุนทางการเงิน

บังเอิญว่า ช่วงพ่ายแพ้รอบ 2 ธิดา ถาวรเศรษฐ” ก้าวขึ้นเป็นประธาน นปช. จึงทำให้เกิดแรงปะทุภายในองค์กรหลัก เมื่อกลุ่มอริสมันต์กลับเมืองไทยในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์

 อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

นั่นเป็นจุดเริ่มของ นปช.แถว หรือ นปช.ฮาร์ดคอร์ ประกอบด้วย อริสมันต์ พงศ์เรืองรองสุภรณ์ อัตถาวงศ์พายัพ ปั้นเกตุวันชนะ เกิดดีศักดา นพสิทธิ์ชินวัฒน์ หาบุญพาดพ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์นพพร นามเชียงใต้ และสำเริง ประจำเรือ

“อาจารย์ธิดามาจากไหนไม่รู้ แล้วมาเป็นประธานก็ไม่สนอะไร อยากว่าใครอยากด่าใครก็ใส่หมด คุณไปบอกว่าเขาเป็นเผด็จการ แต่ภายในคุณยิ่งกว่าเผด็จการอีก” สุภรณ์กล่าว และตอนหลัง “แรมโบ้อีสาน” ได้แยกตัวออกไปตั้งกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.)

ว่ากันว่า อพปช.นี่แหละที่ทำให้แรมโบ้อีสาน ต้องถอย..และถอยออกจากขบวนการเสื้อแดงตลอดชีวิต

สายธิดา-เหวงก็ไม่รอด?

วันที่ 23 กันยายน 2562 แกนนำ นปช.สาย “ธิดา-เหวง” มีนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อปี 2550 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก 2 ปี 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งจำเลยในคดีนี้ประกอบด้วย นพรุจ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, วีระศักดิ์ เหมะธุลิน, วันชัย นาพุทธา, วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ โดยศาลให้เลื่อนมาแล้ว 1 ครั้ง

นี่คือนัดชี้ชะตาแกนนำ นปช.สายที่ไม่เอากลุ่มฮาร์ดคอร์ ซึ่งเจอคดีต่างกรรมต่างวาระ

เมื่อปลายปีที่แล้ว แกนนำ นปช.กลุ่มหนึ่งนำโดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ธิดา ถาวรเศรษฐ, เหวง โตจิราการ และก่อแก้ว พิกุลทอง ได้เปิดสำนักข่าวยูดีดีนิวส์ (UDD News) ที่นนทบุรี เป็นความชัดเจนที่แกนนำ นปช.ยุคอ่อนระโหยโรยแรง ก็แยกออกเป็น 2 สายคือ สาย “ธิดา-เต้น” กับสาย “ตู่และสหาย”

เหวง-ธิดา โตจิราการ

แม้ “จตุพร พรหมพันธุ์” ยังเป็นประธาน นปช. แต่องค์กรก็อ่อนแอลง เพราะความต่างทางความคิด และแนวทางการต่อสู้

ล่าสุด “ตู่ จตุพร” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า ในเดือนตุลาคมนี้ แกนนำ นปช.ยังมีนัดฟังคำพิพากษาคดีแพ่งคดีที่ 2 โดยนัดอ่านในวันที่ 16 ตุลาคม วันหวยออกพอดี

ณัฐวุฒิ-จตุพร

ขอเรียนกับพี่น้องว่า คดีแรกพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหาย 19 ล้านบวกดอกเบี้ยก็ปาเข้าไป 30 ล้าน ไม่รู้คดีที่ จะโดนอีกกี่ล้าน ดูอาการแล้วก็น่าจะล้มละลายอยู่เหมือนกัน”

ตอนท้าย “ตู่” รำพันว่า “นี่คือสิ่งที่เรียกว่ารางวัลของนักต่อสู้ มีคุกตะราง มีชีวิต และท้ายที่สุดก็ล้มละลาย สำคัญสุดคือว่าเมื่อคดีถึงที่สุดก็ต้องน้อมรับคำตัดสิน แม้ในคำพิพากษาระบุว่า ผมผิดเพราะเป็นประธาน นปช. แม้ขณะนั้นไม่ได้เป็น แต่เป็นนายวีระกานต์เป็นประธาน นปช.อยู่”

นปช.คงถึงกาลอวสาน เมื่อกรรมไล่ล่าแกนนำ นปช. ทั้่งสองปีก ด้วยบ่วงบาศคดีเก่าสมัยแดงทั้งแผ่นดิน

ดับฝัน.. นักหิ้วพรีออเดอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดับฝัน.. นักหิ้วพรีออเดอร์

13 กันยายน 2562 – 09:51 น.
ดับฝัน นักหิ้วพรีออเดอร์
เปิดอ่าน 449 ครั้ง

ดับฝัน.. นักหิ้วพรีออเดอร์ 

คนในสังคมทั่วไป หรือแม้แต่ในสังคมออนไลน์ ต่างรับรู้และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการ “รับหิ้ว” สินค้าแบรนด์เนม หรือพรีออเดอร์ต่างๆ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่เพ่งเล็งไปที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน(บางคน) ของแต่ละสายการบิน ไม่ว่าจะเป็น “สจ๊วต” หรือ “แอร์โฮสเตส” เนื่องจากต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งทำกันมานานจนกลายเป็น “ธุรกิจรับจ้างหิ้ว” ที่ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ และยิ่งตอกย้ำความน่าจะเป็นจากข่าวฉาวที่ปรากฏว่าสจ๊วตกับแอร์การบินไทยลอบขนสินค้าหนีภาษี โดยกรณีล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา หลังจากแอร์สาวลักลอบขนสินค้าแบรนด์เนมจากประเทศอิตาลี

การหิ้วที่ว่านี้มีทั้งแบบหิ้วมาขายเองและรับจ้างหิ้วไปส่งให้ร้านที่ขายแบรนด์เนม แต่ในช่วงหลังที่ตลาดออนไลน์เข้ามามีบทบาท จึงทำให้ธุรกิจหิ้วแบรนด์เนม หรือสินค้าพรีออเดอร์ขยายตัวมากขึ้น เพราะช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันลูกค้ามีโอกาสพบเห็นและสั่งซื้อ-สั่งจองสินค้าได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ ไลน์ ซึ่งส่งผลทำให้ผู้ค้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะจ้างสจ๊วตหรือแอร์หิ้วสินค้าเข้ามา ก็เริ่มขยายวงไปจ้างกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะ ไกด์ซึ่งพาคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ หรือจัดกรุ๊ปทัวร์ไปเที่ยว แต่คนในกรุ๊ปส่วนใหญ่ล้วนไปรับจ้างหิ้วของเข้ามานั่นเอง

แน่นอนเรื่องรายได้เป็นแรงจูงใจให้คนรับหิ้ว แต่คนในสังคมก็ตั้งข้อสังเกตว่าสจ๊วตกับแอร์ซึ่งเป็นอาชีพใฝ่ฝันของใครหลายคนทำไมถึงเสี่ยงทำ ทั้งที่บินไปต่างประเทศก็มีเบี้ยเลี้ยงนอกเหนือจากเงินเดือนประจำที่ได้รับทุกเดือน ซึ่งสาเหตุอาจมาจากความต่างค่าเบี้ยเลี้ยงของลูกเรือระหว่างนักบินกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน

สำหรับการบินไทยนั้นมีที่มาที่ไปของเบี้ยเลี้ยง(Per Diem)ลูกเรือระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยในอดีตผู้ถือหุ้นบริษัทการบินไทย คือบริษัทเดินอากาศไทย ถือหุ้น 70% และสแกนดิเนเวียนแอร์ไลน์(SAS) ถือหุ้น 30% ช่วง 5 ปี แรก SAS เป็น ผู้รับผิดชอบทั้งหมด รวมทั้งผลประกอบการ ถ้าขาดทุน SAS เป็นผู้รับผิดชอบ ถ้ามีกำไรก็แบ่งตามสัดส่วน คือ 70 ต่อ 30 เพราะภาษีรายได้ของพนักงานในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียนสูงมาก ข้อตกลงระหว่างสหภาพฯ และฝ่ายบริหาร SAS จึงกำหนดรายได้ประจำไว้ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับสายการบินในทวีปยุโรป แต่ให้จ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยงที่มีจำนวนสูงแทน เพราะไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากรายได้ดังกล่าวนั้นจ่ายในต่างประเทศ SAS จึงนำระบบนี้มาใช้กับการบินไทย แล้วก็ราบรื่นดี

ในอดีตลูกเรือทุกคนจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากันทั้งหมด ยกเว้นกัปตันจะได้เพิ่มอีก 10% ซึ่งจำนวนเงินเบี้ยเลี้ยงขึ้นอยู่กับค่าครองชีพของแต่ละประเทศที่ทำการบิน และเวลาทำงาน ถ้าทำงานเกิน 12 ชั่วโมง จะได้เบี้ยเลี้ยง 100% ถ้าต่ำกว่า 12 ชั่วโมง ก็จะได้ 50% ถ้าต่ำกว่า 6 ชั่วโมง ก็จะได้ 25% การคิดค่าเบี้ยเลี้ยงจะนำเอาราคาอาหาร ณ โรงแรมที่ลูกเรือพักไปคำนวณ คืออาหาร 3 มื้อ บวก 20% สำหรับค่าบริการและภาษีเช่น เบี้ยเลี้ยงที่ประเทศญี่ปุ่น ในอดีต ช่วง 24 ชั่วโมง คือ 4,000 บาท ส่วนที่สิงคโปร์คือ 2,500 บาท เบี้ยเลี้ยงจะเริ่มต้นจากเวลาตามตารางการบินที่ออกจากกรุงเทพฯ และจบที่เวลากลับถึงกรุงเทพฯ เช่นออกเวลา 09.00 น. บินไปญี่ปุ่นแล้วกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันรุ่งขึ้นเวลา 16.00 น. จะได้เบี้ยเลี้ยงหนึ่งวันครึ่ง คือ 6,000 บาท ส่วนบินไปสิงคโปร์ ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 19.00 น. แล้วกลับถึงกรุงเทพฯ วันรุ่งขึ้น เวลา 09.00 น. จะได้เบี้ยเลี้ยงหนึ่งวัน คือ 2,500 บาท ซึ่งนับเป็นระบบที่ดี และการจัดตารางการบินก็จะเฉลี่ยเพื่อให้ทุกคนมีรายได้ทัดเทียมกัน แต่ระบบที่ดีเช่นนี้กลับถูกทำลายลง เพราะมีการ “ล่าเบี้ยเลี้ยง” จากสาเหตุนี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงระบบเบี้ยเลี้ยงหลายครั้ง และยิ่งเปลี่ยนก็ยิ่งทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างนักบินกับพนักงานต้อนรับ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เกี่ยวกับปัญหานักหิ้ว กรมศุลกากร เตรียมมาตรการที่เข้มข้นขึ้น หรืออาจเรียกได้ว่า “ดับฝันนักหิ้ว” ด้วยการใช้เครื่องเอกซเรย์คร่อมสายพานกระเป๋าทุกใบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีต้นปี 2563 นี้ โดยจะทำงานร่วมกับสายการบินไทย เพื่อสกัดจับลูกเรือที่ลักลอบหิ้วสินค้าแบรนด์เนมหนีภาษี หลังจากพบว่าในรอบ 11 เดือน สามารถจับสินค้าเลี่ยงภาษีพุ่งสูงถึง 90 ล้านบาท

นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร บอกว่า กรณีลูกเรือการบินไทยถูกจับหลังลักลอบหิ้วสินค้าแบรนด์เนมจากประเทศอิตาลีเข้าประเทศไทยนั้น ทางศุลกากรได้ประสานกับทางสายการบินเพื่อสกัดจับลูกเรือที่รับหิ้วสินค้าเเละเลี่ยงภาษี เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้วยังมีผลต่อภาพลักษณ์ของสายการบินด้วย ที่ผ่านมาได้มีการจับกุมลูกเรืออย่างต่อเนื่อง สินค้าที่นิยมหิ้วเข้ามาส่วนใหญ่เป็นกระเป๋า นาฬิกา เข็มขัด น้ำหอม โดยที่ศูนย์ลูกเรือการบินไทย ทางกรมศุลกากรมีการอำนวยความสะดวก มีช่องทางการสำแดงสิ่งของ หรือ “ช่องแดง” และ “ช่องเขียว” ไว้อยู่เเล้ว หากนำสินค้าที่มีมูลค่าสูงกกว่า 20,000 บาท ก็ควรสำเเดงเพื่อเสียภาษีอากรปากระวาง

ชัยยุทธ คำคุณ

“กรมศุลกากร อยู่ระหว่างเตรียมติดตั้งเครื่องเอกซเรย์กระเป๋าคร่อมสายพานกระเป๋า จำนวน 23 เครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่าจะใช้งานได้ช่วงต้นปี 2563 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสิ่งของต้องห้าม และตรวจจับสิ่งของผิดกฎหมายได้มากขึ้น” นายชัยยุทธ กล่าวย้ำ และว่า การจัดเก็บรายได้ ช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2562 กรมศุลกากรได้จับกุมสินค้าแบรนด์เนมที่เลี่ยงภาษีได้มูลค่ากว่า 90 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อนหน้าที่ ทั้งปีจับกุมมีมูลค่า 60 ล้านบาท ส่วนรายได้รวม ปีงบประมาณ 2562 (1 ต.ค.2561-3 ก.ย.2562) จัดเก็บรายได้ศุลกากร จำนวนกว่า 100,312 ล้านบาท

ทว่ามาตรการการสุ่มตรวจของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะพิธีการศุลกากรที่ปฏิบัติกับบรรดาลูกเรืออาจเป็นช่องโหว่ ให้ลูกเรือสายการบินต่างๆ อาศัยตรงนี้เสี่ยงดวงหิ้วของตามออเดอร์ เนื่องจากลูกเรือและทูตต่างประเทศเมื่อลงจากเครื่องจะผ่านช่องเอกสิทธิ์ทูตต่างประเทศและลูกเรือ (FOREIGN DIPLOMATS AND CREW) ซึ่งศุลกากรจะทำการสุ่มตรวจสำภาระ หรือไม่ตรวจเลย เว้นแต่ได้รับแจ้งเบาะแส หรือมีข้อมูลการลักลอบกระทำผิด ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเป็นลูกเรือคนไทยก็มีความไว้ใจปล่อยผ่าน หรือบางครั้งอาจจะทำเป็นปิดตาข้างเดียว เพราะเรื่องลูกเรือหรือผู้โดยสารรับหิ้วของไม่ใช่เพิ่งเกิดแต่มีมานานแล้ว อยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐจะจริงจังและเข้มงวดแค่ไหน

ขณะที่ นายสุธีรัชต์ ศิริพลานนท์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริการบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทย จำกัด เผยว่า บริษัทมีนโยบายที่จะป้องปรามและปราบปรามพนักงานที่มีพฤติกรรมนำสินค้าผิดกฎหมายและนำสินค้าเกินจำนวนที่ศุลกากรกำหนดเข้าประเทศไทยและเลี่ยงการเสียภาษีให้หมดจากการบินไทย โดยบริษัทได้มีการติดตามดูพฤติกรรมของพนักงานที่น่าสงสัยและประสานงานกับศุลกากรอย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยแจ้งเบาะแสให้ศุลกากรทราบเพื่อตรวจจับ นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษพนักงานที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ตามระเบียบของบริษัท ซึ่งโทษสูงสุด ถึงขั้นไล่ออก นอกจากนี้จากกรณีดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการลงโทษทางวินัยกับพนักงานคนดังกล่าว และจะดำเนินนโยบายปราบปรามผู้ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ให้หมดไปจากการบินไทย เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างและเพื่อชื่อเสียงของบริษัทอีกด้วย

ต้องรอติดตามว่ามาตรการที่เข้มงวดจริงจังของกรมศุลฯ และการบินไทยจะแก้ปัญหาดับฝันนักหิ้วพรีออเดอร์ได้มากน้อยขนาดไหน..!!

แต่งตั้งผู้ขาดคุณสมบัติ… หน่วยงานมีอำนาจให้ออกจากราชการได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388254?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แต่งตั้งผู้ขาดคุณสมบัติ… หน่วยงานมีอำนาจให้ออกจากราชการได้

13 กันยายน 2562 – 08:51 น.
เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,ข้าราชการ,ประพฤติตนเสื่อมเสีย,บกพร่อง
เปิดอ่าน 467 ครั้ง

คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

 “ข้าราชการ” จะต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ประวัติความประพฤติของบุคคลจึงมีผลต่อการดำรงตำแหน่งหน้าที่ราชการ ไม่ว่าจะเป็นประวัติความประพฤติในช่วงก่อนรับราชการ หรือในขณะที่รับราชการแล้วก็ตาม

หากพบว่า “ประพฤติตนเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี” จะถือว่าเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการได้ เช่น ข้าราชการตำรวจ ทั้งนี้หากหน่วยงานได้บรรจุแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเข้ารับราชการแล้ว ก็มีอำนาจออกคำสั่งให้ออกจากราชการได้ หรือในกรณีที่อยู่ในขั้นตอนพิจารณาคุณสมบัติเพื่อบรรจุแต่งตั้ง หน่วยงานก็มีอำนาจตัดสิทธิไม่บรรจุแต่งตั้งได้เช่นกัน

เรื่องน่ารู้…วันนี้ เป็นกรณีผู้ฟ้องคดีซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการตำรวจแล้ว แต่ต่อมามีการตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ฟ้องคดีเคยต้องหาคดีอาญาฐานเสพเมทแอมเฟตามีน โดยศาลจังหวัดมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก แต่ให้รอลงอาญา ผู้บัญชาการตำรวจภูธร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เนื่องจากถือเป็นผู้มี “ความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี” ตาม กฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 ข้อ 2(2)

ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์แต่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) มีมติยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าตนได้กระทำผิดมานานแล้วและไม่เคยกระทำผิดอีก ประกอบกับได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ให้สิทธิและโอกาสแก่ผู้เสพหรือติดยาเสพติดซึ่งพ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดเข้ารับราชการ โดยให้ถือว่าเป็นเพียงผู้ป่วยที่จะต้องได้รับสิทธิและโอกาสในการเข้ารับราชการเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้ออกจากราชการ และมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ยกอุทธรณ์

คดีนี้มีประเด็นพิจารณาว่า… ผู้ฟ้องคดีถือเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีหรือไม่ ? และมติคณะรัฐมนตรีมีผลผูกพันให้หน่วยงานต้องรับบุคคลซึ่งพ้นจากสภาพการใช้ยาเสพติดเข้ารับราชการหรือไม่ ? นายปกครองมีคำตอบมาฝากครับ…

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า ข้าราชการตำรวจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายและปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดกับประชาชนโดยตรง จึงต้องเป็นผู้ที่มีความประพฤติดี ปฏิบัติดีและอยู่ในศีลธรรม ไม่เป็นผู้ที่มีประวัติด่างพร้อย รวมทั้งต้องเป็นผู้ที่มีความเพียบพร้อมในเรื่องคุณสมบัติ เมื่อผู้ฟ้องคดีมีประวัติต้องคำพิพากษาของศาลว่ามีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีพฤติการณ์และการกระทำที่เสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีจากเรื่องดังกล่าว จึงขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ

สำหรับมติคณะรัฐมนตรีที่พิพาทมิได้มีผลเป็นการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเว้นหลักเกณฑ์ของกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ และเป็นเพียงแนวทางให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองปฏิบัติในฐานะที่เป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ทราบถึงแนวทางที่ควรจะปฏิบัติในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการภายในเท่านั้น ไม่มีผลเป็นการจำกัดดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้ต้องวินิจฉัยว่าการเสพหรือติดยาเสพติดไม่ถือเป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียทุกกรณี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงยังคงมีอำนาจใช้ดุลพินิจวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจเป็นการเฉพาะรายให้ถูกต้องตรงตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องได้ โดยหากตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ที่สอบแข่งขันได้และได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก็ยังสามารถสั่งให้ออกจากราชการได้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศรับสมัครสอบแข่งขันฯ ดังนั้นคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 869/2561)

จะเห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดว่าการกระทำเช่นใดถือเป็นการประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี และมิได้กำหนดช่วงเวลาของการประพฤติดังกล่าวไว้ว่าเฉพาะขณะรับราชการแล้วเท่านั้น จึงเป็นดุลพินิจของผู้มีอำนาจในการพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ซึ่งกรณีนี้ผู้ที่มีประวัติเคยต้องคำพิพากษาของศาลว่ามีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ถือได้ว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์และการกระทำที่เสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี อันเป็นลักษณะต้องห้ามของการรับราชการตำรวจ หน่วยงานจึงมีอำนาจออกคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้ แม้จะได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปแล้วก็ตาม ส่วนมติคณะรัฐมนตรีเป็นแนวทางในการพิจารณา มิได้มีผลเป็นการแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือยกเว้นหลักเกณฑ์ของกฎหมายแต่อย่างใด…

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

อกไหม้ไส้ขม ก๊วนลี้ภัย สิ้นหวัง ส.ส.ส้มหวาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388250?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อกไหม้ไส้ขม ก๊วนลี้ภัย สิ้นหวัง ส.ส.ส้มหวาน

13 กันยายน 2562 – 08:24 น.
ชูธงทวนกระแส,พรรคอนาคตใหม่,จอม เพ็ชรประดับ,ผู้กองธรรมนัส,แจ๊ก กฤตนัย เทพสาย,สนธิ ลิ้มทองกุล
เปิดอ่าน 192 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย… พรานข่าว

ช่วงเวลานี้รัฐบาลลุงตู่ 2 ไม่ต่างจากคนไทยในภาคอีสานที่เผชิญมรสุมลูกแล้วลูกเล่า แต่มรสุมที่ลุงตู่ต้องฝ่าข้ามไปคือ มรสุมการเมืองเรื่องถวายสัตย์ไม่ครบ และกรรมเก่าของ “ผู้กองธรรมนัส”

เฉพาะประเด็นของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรฯ ถูกกลุ่มผู้ต้องหาคดี 112 ที่ลี้ภัยอยู่ในต่างแดน นำมาขยายผลผ่านสื่อออนไลน์อย่างฉับไว เหมือนได้ทีขี่แพะไล่

อย่าง “จอม เพชรประดับ” กระบอกเสียงของฝ่ายประชาธิปไตย หรือ “ก๊วนลี้ภัย 112” ไม่รอช้า สัมภาษณ์ข้ามทวีป “กฤตนัย เทพสาย” เครือข่ายภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนออสเตรเลีย ที่ยกย่องนักข่าวออสซี่ผู้นำเสนอเรื่องราวของผู้กองธรรมนัส เมื่อ 26 ปีที่แล้ว

“แจ๊ก” กฤตนัย เทพสาย หลบหนีคดีหมิ่นสถาบันฯ ไปอยู่ออสเตรเลียหลายปีแล้ว โดยเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหารและสถาบัน ในนามภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนออสเตรเลีย ซึ่งเป็นเครือข่ายของเอนก ซานฟราน หรือมนูญ ชัยชนะ

จรรยา ยิ้มประเสริฐ

ปี 2555 เอนก ซานฟราน นักธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวในซานฟรานซิสโก ผู้ต้องหาคดีผิดมาตรา 112 ได้จัดตั้งองค์กรเอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชนชื่อ ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับเพียงดิน รักไทย(เสน่ห์ ถิ่นแสน) และอาคม ซิดนีย์(องอาจ ธนกมลนันท์) ที่จัดรายการวิทยุออนไลน์โจมตีสถาบันฯ

ก๊วนลี้ภัยในต่างแดน เพียรพยายามปลุกระดมข้ามฟ้าผ่านช่องยูทูบ และเฟซบุ๊ก มาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 จนกระทั่งมีการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ก็ยังเป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อไปอีก

ล่าสุด “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” ระบายความรู้สึกทางเฟซบุ๊ก Junya Yimprasert ว่า “…นึกไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าประชาชนคนไทยไม่ใช้พลังของสองมือสองตีนตัวเอง เพื่อไล่เผด็จการ คนไทยจะมีอนาคตได้โดยการฝากไว้กับนักการเมืองที่เล่นกันอยู่ในสภาขณะนี้”

จับสัญญาณได้ว่า ก๊วนลี้ภัยอยากให้ประชาชนลงสู่ท้องถนน และเริ่มสิ้นหวังในตัว ส.ส.พรรคอนาคตใหม่

“ถ้าไม่ใช้พลังประชาชนจะให้นักการเมืองมาเห็นคุณค่าประชาชน หรือหันมาเคารพประชาชนเป็นไปไม่ได้จริงๆ การเคารพจำต้องได้มาด้วยการทำให้คนเคารพและการทำให้คนเคารพได้ ไม่มีทางได้มาด้วยการกราบกรานร้องขอหรือเอาความหวัง ไปฝากไว้กับเทวดา…คนแล้วคนเล่า”

สนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์

ด้าน “จอม เพชรประดับ” ทำตัวเป็น “จอมเสี้ยม” ทันทีที่เห็น “สนธิ ลิ้มทองกุล” ได้รับอิสรภาพ โดยยืมปาก “ไทกร พลสุวรรณ” อดีตแกนนำอีสานกู้ชาติ ที่หันไปสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ มาวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย

ไทกรมองว่า หลุมพรางฝ่ายเผด็จการอนุรักษนิยมคือต้องการยุบพรรคอนาคตใหม่ และให้ประชาชนลงท้องถนน เพื่อเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ สร้างความชอบธรรมให้อยู่ในอำนาจต่อไปได้อีก ซึ่งพรรคการเมืองและประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไม่ควรจะไปตกหลุมพราง หรือเหตุแห่งการยุบสภา เกิดในสภาและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่จะดีกว่า

จอมตั้งคำถามว่า สนธิออกจากเรือนจำ พร้อมกับภารกิจจัดการกับพรรคอนาคตใหม่หรือไม่? ไทกรตอบว่า ไม่ทราบได้ แต่บริบทการเมืองขณะนี้เปลี่ยนไปแล้ว ขณะเดียวกัน มวลชนพันธมิตรฯ และกปปส. ได้รับบทเรียนจากการชุมนุมที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นเชื่อว่า ต่อให้ใช้ความสามารถในการพูดของสนธิ ลิ้มทองกุล แค่ไหน ก็ไม่เชื่อว่าจะจุดมวลชนให้จัดการกับธนาธร และพรรคอนาคตใหม่ได้สำเร็จเหมือนที่เคยทำกับทักษิณ ชินวัตร ที่ผ่านมา

การตั้งคำถามของจอม ยังจ่อมจมอยู่กับกรอบคิดเดิมๆ ของพวกซ้ายไทยหลงยุค เรื่องการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายอนุรักษนิยม และยังเชื่อว่า มวลชนเสื้อเหลืองเป็นพลังของฝ่ายอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการทำงานการเมืองนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อเครือผู้จัดการ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนครั้งแรก ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ที่บ้านพระอาทิตย์ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 ตอนหนึ่งว่า “ผมคิดว่าผมให้ความรู้คนมากกว่า การออกถนน ผมคงไม่ออก แล้วผมคิดว่ามันหมดยุคของการออกถนนแล้ว มันหมดยุคจริงๆ องค์ความรู้สำคัญมาก ผมให้องค์ความรู้คนมาตลอดชีวิต ตั้งแต่ปี 2548”

เกมเสี้ยมของจอม เพชรประดับ จบสิ้นไปกับคำแถลงของสนธิ และดูเหมือนไทกร พลสุวรรณ ผู้มีประสบการณ์จุดไฟม็อบมาหลายม็อบ ก็ไม่เห็นด้วยกับการลงสู่ท้องถนน เพื่อเป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร

ศักดิ์ศรีข้าราชการไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388246?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศักดิ์ศรีข้าราชการไทย

13 กันยายน 2562 – 07:49 น.
ศักดิ์ศรีข้าราชการไทย,ข้าราชการ,ทหาร,ตำรวจ
เปิดอ่าน 1,248 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2562

ใครเคยสงสัยกันบ้างไหม..เมื่อครั้งเราเเป็นนักเรียนตัวน้อยๆ เมื่อถูกคุณครูถามว่าพวกเธอโตขึ้นอยากเป็นอะไร ทุกคนจะยกมือตอบกันอย่างมั่นใจว่า ผมอยากเป็นทหารครับ อยากเป็นตำรวจ หนูอยากเป็นหมอ อยากเป็นพยาบาล อยากเป็นครู และเป็นอะไรไปต่างๆ นานา หรือถ้าเด็กคนไหนจินตการสูงส่งก็อาจจะตอบคุณครูและเพื่อนๆ ได้ฮาตรึมลั่นห้องว่า ผมอยากเป็นยอดมนุษย์ในภาพยนต์ซูเปอร์ฮีโร่ แต่เมื่อรวบรวมความใฝ่ฝันของเด็กวันเดียงสาพอสรุปได้ว่า พวกเขาอยากเป็น “ข้าราชการ”

ครั้นเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายสิบปี ถึงวันที่เด็กเหล่านั้นเติบใหญ่ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ความคิดจากที่อยากเป็นข้าราชการกลับเปลี่ยนไป บางคนถึงกลับส่ายหัวโบกมือลาถอยห่างจากความปรารถนาอันแรงกล้าเมื่อครั้งเยาว์วัยอย่างสิ้นเชิง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นบางคนถึงกับร้องยี้เมื่อพูดถึง…เกิดอะไรขึ้นเคยสงสัยกันหรือไม่ว่าอะไรที่เป็นตัวกัดกินความฝันในวัยเด็กจนทำให้ความฝันในการเป็นข้าราชของน้องๆ หนูๆ มลายไปอย่างสิ้นเชิง..

ความจริงแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องโลกแตกที่จะหาคำตอบอะไรไม่ได้ เพราะต้นตอของปัญหาใหญของ “ข้าราชการ” อาจเกิดจาก “ระบบ” และตัว “ข้าราชการบางคน” ส่วนตัวมองว่าระบบข้าราชการไทยเหมือนกับพนักงานทั่วไปที่ทำงานให้บริษัท แต่ “บริษัท” ของข้าราชการมันคือประเทศไทย ดังนั้นภายใต้การบริหารงานที่จะทำให้ประเทศก้าวหน้าต้องมีปัจจัยหลายอย่าง และข้าราชการถือเป็นฟังเฟืองสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นถ้าวันใดฟันเฟืองดังกล่าวเกิดสนิมเกาะกินจนผุกร่อน ประเทศชาติจะก้าวหน้าได้อย่างไร

ทั้งนี้ส่วนนึงของต้นตอปัญหาอาจเป็นเพราะวิถีชีวิตของข้าราชการไทยยังยึดติดกับระบบ “อุปถัมภ์” ที่เต็มไปด้วยเส้นสายโยงใยไปหมด ผู้ได้รับตำแหน่งระดับบริหารส่วนมากได้มาเพราะการวิ่งเต้นและเพื่อให้สมหวังในตำแหน่งสูงสุดข้าราชบางคนทำตัวเป็นลูกน้องฝ่ายการเมืองจนหลงลืมนึกถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ประกอบกับค่านิยมแบบพวกพ้องและเครือญาติทำให้เกิดความสัมพันธ์ในเชิงผลประโยชน์ อีกทั้งสังคมในปัจจุบันนับถือความร่ำรวย ย่อมเป็นแรงจูงใจในการแสวงหาเงินทอง นอกจากนี้ข้าราชการไทยยังประสบปัญหาความไม่โปร่งใสในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยรูปแบบของการโกงกินมีทั้งขนาดเล็กย่อยไปจนถึงโครงการระดับบิ๊กเบิ้มไล่ตั้งแต่เรียกรับสินบน รีดไถประชาชน กินหัวคิว เรียกนายหน้า หรือการตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ด้วยการอนุมัติโครงการระดับอภิมหาโปรเจกท์ต่างๆ รวมไปถึงผลประโยชน์จากการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในระบบข้าราชการไทยแต่ส่วนตัวก็ยังหวังข้าราชการน้ำดีที่มีอยู่เป็นล้านๆ ชีวิต ในประเทศไทยจะไม่ท้อแท้สิ้นหวังไปกับความดำมืดเหล่านี้ แม้ทำดีแล้วคนไม่เห็นแต่ตนเองก็รับรู้และภูมิใจในสิ่งที่กระทำเพื่อแผ่นดิน  ถึงวันนี้ข้าราชการไทยต้องไม่ยอมตกเป็นทาสของคนพาล หรือยอมก้มหัวให้แก่ระบบเลวร้ายบางอย่างที่ก่อสร้างรูปแบบความคิดผิดๆ จนส่งผลเสียหายแก่ตนเองและให้ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง…ถึงเวลาลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกศรัทธากลับคืนด้วยการขับไล่พวกปลาเน่าที่อาศัยเครื่องแบบข้าราชการไทยอันทรงเกียรติหากินด้วยความหิวโหยให้หมดไปสักที..

สามเกลอหัวส้ม ปลุกเดินถนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/388055?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สามเกลอหัวส้ม ปลุกเดินถนน

12 กันยายน 2562 – 12:40 น.
พรรณิการ์ วานิช,ช่อ พรรณิการ์,ปิยบุตร แสงกนกกุล,วงในวงนอก,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,สามเกลอหัวส้ม
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  อสนีบาต aussaneebard @hotmail.com

ถนนทางการเมืองกำหนดให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินเข้าสู่ทางแคบอย่างไม่มีทางเลือก จากกรณีองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญนำกรณีปมถือครองหุ้นสื่อเข้าข่ายขาดคุณสมบัติความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เข้าสู่กระบวนการอภิปรายเมื่อวานนี้

จากนั้นนับเวลาถอยหลังรอการไต่สวนนัดวินิจฉัยคดี ซึ่งไม่น่าจะเกินปลายเดือนตุลาคม คำตอบจะออกมา “หัวหรือก้อย”

หากผลวินิจฉัยเป็นไปในทางบวก สามารถใส่สูทเข้าสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเต็มขั้น

แต่ถ้าผลออกมาทางลบ วินิจฉัยว่า ขาดคุณสมบัติ ส.ส. “ธนาธร” ต้องป็นผู้แทนนอกสภาต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งรอบใหม่โน่น

กระนั้นอย่าลืมว่า แม้การวินิจฉัยคดีปมถือครองหุ้นสื่อจบลง แต่คดีอื่นๆ ยังไม่จบ สิริรวม 16 คดี รอการวินิจฉัย

1 ใน 16 คดี มีระดับความรุนแรง สั่นสะเทือนถึงขั้นลุ้นยุบพรรค ตรงนี้ จึงต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจรับมือต่อสถานการณ์ภายภาคหน้า

ทำให้ช่วงนี้ หัวหน้าพรรคและแกนนำระดับ “เรียกแขก” จึงมีกิจกรรมเคลื่อนไหวหนักมาก

การเคลื่อนไหวถูกส่งผ่านกิจกรรมรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมกับปลุกเร้าด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อนราวกับประเคนหมัดฮุก หมัดตรง แย็บซ้ายแย็บขวา เข้าใส่รัฐบาล “บิ๊กตู่”

  ลุกลามไปถึงการสร้างความเกลียดชังแบ่งแยก !

เมื่อเร็วๆ นี้ “ธนาธร” ลงพื้นที่ประสบอุทกภัย จ.มหาสารคาม ทำทีตะลุยน้ำให้ขากางเกงเปียกปอน

สักพักหนึ่งก็ขึ้นเวทีปราศรัยปลุกขวัญพี่น้องประชาชน ด้วยการเปรียบเปรย “น่าจะเอางบลงทุนรถไฟฟ้าหลายหมื่นล้านมาหารเฉลี่ยแจกจ่าย 9 จังหวัดในภาคอีสาน” พร้อมกับขุดเรื่องกลุ่มทหารเข้ามายึดอำนาจใส่ขมองชาวบ้าน

วาทกรรมดังกล่าวถูกผลิตซ้ำบนเวทีเสวนาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ อนค. ร่วมด้วยช่วยกันขย้ำ “แก้รัฐธรรมนูญเพื่อปากท้องประชาชน”

เช่นเดียวกับ โฆษกสาวคู่ใจ อย่าง “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช ที่ไปร่วมเสวนากับเครือข่ายมวลชน นักการเมืองที่มีความเห็นตรงกันให้แก้รัฐธรรมนูญ จริงอยู่แม้เป็นสิทธิในการแสดงความเห็น แต่กับการชี้ชวนให้คนออกมาเดินถนน ด้วยการอ้างนานาประเทศเขาก็เดินถนนกันทั้งนั้น และไม่ตาย ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ด้วย

ฟังความแบบนี้มันก็ดูแปลกๆ นะครับ เพราะไม่ใช่การแสดงความเห็นธรรมดาแต่ออกมาในทำนองปลุกระดมมากกว่า

การชี้ชวนของขบวนการ “สามเกลอหัวส้ม” ต้องทำให้คนในรัฐบาลต้องออกมาแนะนำตักเตือน

“ผมไม่ขัดขวางอยู่แล้ว ดังนั้นการจะออกมาเดินสายแก้รัฐธรรมนูญ ผมว่ามันไม่ใช่ อย่าลืมว่าการรณรงค์การรวมตัวเดินอะไรต่างๆ เหล่านี้ มันต้องมีกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ใช่รัฐบาลจะไปห้าม แต่ไม่ต้องการให้มันบานปลาย เดี๋ยวมันก็บานปลายไปอีกนั่นแหละ เคยหยุดกันได้ที่ไหน คนที่ปลุกระดมออกมา ไม่เคยหยุดได้ ก็มีปัญหามากันทุกรัฐบาล” คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา

เพราะในขณะที่สภากำลังทำหน้าที่ ดังเห็นได้จาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าชื่อยื่นรองประธานสภาให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กอปรกับพรรคร่วมรัฐบาลขยับประเด็นนี้แล้วเช่นกัน ซึ่งก็ควรว่ากันไปตามกระบวนการสภากันก่อนจะดีกว่ามั้ย

แต่อาการปลุกระดม และไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ลุกลามไปถึงการสร้างวาทกรรมแบ่งแยก ทั้งที่เคยประกาศเราเล่นการเมืองแบบใหม่ สร้างสรรค์ ไม่โต้ตอบ ตามที่เคยกล่าวจะเป็นอนาคตใหม่ของประเทศล้วนแต่ไม่ได้เป็นไปตามที่เคยกล่าวอีกแล้ว

         ประเมินได้ว่า การที่ “สามเกลอหัวส้ม” กำลังบรรเลงอาวุธหนักในช่วงนี้ คงไม่ใช่แค่ความตั้งใจรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียวดอก นอกจากปลุกขวัญสร้างแนวร่วมเพื่อค้ำจุนตัวเองในสถานการณ์คับขันอันใกล้นี้มากกว่า