บทวิเคราะห์ จีนเล่นงานบริษัทเทคยักษ์ใหญ่เพราะอะไร? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

บทวิเคราะห์ จีนเล่นงานบริษัทเทคยักษ์ใหญ่เพราะอะไร? – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 20:01 น.บทวิเคราะห์ จีนเล่นงานบริษัทเทคยักษ์ใหญ่เพราะอะไร?บทวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ชี้จีนจะเพิ่มระดับการใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดกับบริษัทระดับ Big Tech หลังจากสั่งปรับเป็นประวัติการณ์

สำนักข่าวรอยเตอร์ชี้การใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางธุรกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนของรัฐบาลจีนที่บีบให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต้องจนมุม นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

หลังจากเรียกเก็บค่าปรับและประกาศการสอบสวนเมื่อวันจันทร์เกี่ยวกับดีลทางธุรกิจที่ได้รับการหนุนหลังจากบริษัท Alibaba และ Tencent ขณะนี้หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีนกำลังเตรียมพร้อมที่จะตรวจสอบการทำธุรกรรมต่างๆ ให้มากขึ้น เป็นการยุติแนวทางปล่อยให้มีการลงทุนอย่างเสรีในธุรกิจอินเทอร์เน็ต

บุคคลสองคนที่มีความรู้โดยตรงในเรื่องดังกล่าวเผยกับรอยเตอร์ว่าหน่วยงานกำกับดูแลมีความกระตือรือร้นที่จะทำให้ดีลมูลค่า 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐให้เป็นตัวอย่างของการตรวจสอบธุรกิจอินเทอร์เน็ต โดยดีลนี้คือการซื้อเสิร์ชเอนจิน Sogou Inc โดยบริษัท Tencent Holdings

แหล่งข่าวที่สามกล่าวว่า ที่กำลังถูกจับตาอีกรายก็คือความพยายามของบริษัทกองทุน MBK Partners เพื่อซื้อบริษัทเช่ารถออนไลน์ชั้นนำของจีน ที่ถูกจับตาก็เพราะดหอกความกังวลว่าอาจทำให้เกิดปัญหาการแข่งขันเนื่องจาก MBK เป็นเจ้าของบริษัทเช่ารถออนไลน์อันดับ 2 อยู่แล้ว

สำหรับการผนวก Sogou-Tencent นั้นหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐ (SAMR) กำลังวางแผนการตรวจสอบอย่างละเอียดซึ่งอาจหมายความว่าข้อตกลงอาจพลาดกำหนดเส้นตายในเดือนกรกฎาคม 2564 แหล่งข่าวสองแห่งกล่าว

“ตอนนี้ดีลกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนครั้งใหญ่และมีโอกาสมากที่อาจปิดดีลไม่ได้ตามแผน” หนึ่งในแหล่งข่าวกล่าวเสริม

การค้นหาทางอินเทอร์เน็ตเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนในประเทศจีนและหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐจะคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า Tencent มีตำแหน่งผู้นำทางธุรกิจในหลายภาคส่วนแล้ว และการที่ดีลนี้เป็นดีลที่เกี่ยวข้องกับผู้นำทางธุรกิจก็ยังทำถูกจับตาอย่างมากด้วย

Sogou ระบุในคำร้องที่ส่งในเดือนนี้ว่าได้ส่งข้อตกลงเพื่อตรวจสอบว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดหรือไม่ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่หาได้ยากในภาคเทคโนโลยีของจีนซึ่งบริษัทต่างๆ มักจะไม่ขออนุญาตจากหน่วยงานของภาครัฐเพื่อดำเนินการเชิงรุกทางธุรกิจ

MBK ได้ส่งแผนซื้อ CAR Inc ไปยังหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐเพื่อตรวจสอบการต่อต้านการผูกขาดตามคำแถลงของรัฐบาล

ทั้งนี้อย่างที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า MBK มีบริษัทเช่ารถออนไลน์อยู่แล้วหนึ่งบริษัทคือ eHi Car Services แต่หนึ่งในแหล่งข่าวกล่าวเผยว่ามีแผนที่จะรวม CAR Inc กับ eHi Car Services เข้าด้วยกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายการผูกขาดตบาดได้

จีนได้ให้คำมั่นที่จะเสริมสร้างการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ซึ่งติดอันดับหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดและมีมูลค่ามากที่สุดในโลก โดยอ้างถึงความกังวลว่าบริษัทเหล่านี้สั่งสมอำนาจทางการตลาดที่ขัดขวางการแข่งขัน และยังใช้ข้อมูลผู้บริโภคในทางที่ผิด และละเมิดสิทธิผู้บริโภค

เมื่อเดือนที่แล้วรัฐบาลจีนได้ออกร่างกฎที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันพฤติกรรมผูกขาดโดยบริษัทอินเทอร์เน็ตซึ่งนับเป็นการเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบที่จริงจังครั้งแรกของจีนต่อธุรกิจกลุ่มนี้

หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกรวมถึงในสหรัฐอเมริกายุโรปและอินเดียได้ดำเนินการทบทวนกฎหมายต่อต้านการผูกขาดที่เข้มงวดขึ้นต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเช่น Google และ Facebook Inc. ของ Alphabet Inc

Jiaming Zhang หุ้นส่วนบริษัทกฎหมาย Allen & Overy กล่าวว่าที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐเล่นงานบริษัทใหญ่ๆ น้อยเมื่อเทียบกับหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกที่เล่นงานบริษัทใหญ่ๆ หนักกว่า

“อย่างไรก็ตามพัฒนาการล่าสุดทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะชี้ให้เห็นว่า SAMR พร้อมที่จะเปิดบทบาทใหม่ในการบังคับใช้ (กฎหมาย) ต่อธุรกิจอินเทอร์เน็ต” Jiaming Zhang กล่าว

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาหน่วยงานกำกับดูแลตลาดของรัฐระบุชัดเจนว่า “อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตไม่ได้อยู่นอกการกำกับดูแลของกฎหมายต่อต้านการผูกขาด” พร้อมได้ลงโทษดีล 3 ดีลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่มีโครงสร้างแบบตัวแปรเอนทิตี้ของดอกเบี้ย หรือ Variable Interest Entity (VIE) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทำเช่นนั้น

โครงสร้าง VIE อนุญาตให้หน่วยงานต่างประเทศที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถควบคุมบริษัทจีนผ่านการเตรียมการตามสัญญาหลายชุด โดยสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากระเบียบห้ามการลงทุนจากต่างประเทศของจีน

ก่อนหน้านี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าบริษัทแบบ VIE จำเป็นต้องรายงานข้อตกลงภายใต้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดปี 2008 ของจีนหรือไม่ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ SAMR แสดงให้เห็นว่าบริษัทที่มีโครงสร้าง VIE จะส่งข้อตกลงเพื่อการตรวจสอบด้วย

โปรดสังเกตว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีนเช่น Alibaba, Tencent, Didi Chuxing, Meituan, ByteDance, Baidu, JD.com และ SINA Corp ล้วนแต่ใช้โครงสร้าง VIE

“ถ้าจะมุมมองของการต่อต้านการผูกขาดเพียงอย่างเดียว คำถามก็คือทำไมจึงปฏิบัติกับ VIE แตกต่างกัน” Adrian Emch หุ้นส่วนบริษัทกฎหมาย Hogan Lovells กล่าว “นับจากนี้ไปดูเหมือนว่า ‘แนวทางเดียวกัน แต่ต่างกัน’ จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป”

Photo by RICHARD A. BROOKS / AFP

ย้อนคดีฆาตกรรมสุดโหด หนุ่มญี่ปุ่นฆ่าหั่น 9 ศพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ย้อนคดีฆาตกรรมสุดโหด หนุ่มญี่ปุ่นฆ่าหั่น 9 ศพ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 18:41 น.ย้อนคดีฆาตกรรมสุดโหด หนุ่มญี่ปุ่นฆ่าหั่น 9 ศพศาลตัดสินฆาตกรต่อเนื่อง 9 ศพชาวญี่ปุ่นต้องโทษประหารชีวิต

วันนี้ (15 ธ.ค.) ศาลแขวงโตเกียวตัดสินประหารชีวิต ทาคาฮิโระ ชิราอิชิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Twitter killer” หลังจากที่ก่อคดีฆาตกรรมเหยื่อ 9 คนโดยติดต่อผ่านทางทวิตเตอร์ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา

1. ทาคาฮิโระ ชิราอิชิ วัย 27 ปี เคยทำงานประจำที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งหลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมปลายในปี 2009 แต่ลาออกจากงานในเวลาสองปีต่อมา

2. ภายหลังหันมาทำงานเป็นแมวมองล่อผู้หญิงมาทำงานในซ่องที่คาบูกิโจ ซึ่งเป็นย่านโคมแดงที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว จนชาวบ้านเริ่มหวาดระแวงและมองว่าเขาเป็น “แมวมองที่น่าขนลุก”

3. ในปี 2017 ชิราอิชิได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ เมืองซามะ ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้ทวิตเตอร์เพื่อล่อลวงเหยื่อผู้หญิงที่ต้องการฆ่าตัวตายมาที่ห้องของเขา พร้อมเสนอว่าเขาสามารถช่วยเหลือเหยื่อเหล่านั้นในการฆ่าตัวตายได้ และในบางครั้งยังหลอกว่าเขาจะฆ่าตัวตายไปพร้อมกับเหยื่อ

4. จนกระทั่งพี่ชายของเหยื่อรายหนึ่งตัดสินใจที่จะสืบหาน้องสาวของเขาซึ่งหายตัวไป โดยการให้ผู้หญิงคนหนึ่งทำทีไปติดต่อนัดหมายกับชิราอิชิ พร้อมแจ้งความต่อตำรวจ

5. เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นอพาร์ตเมนต์ของชิราอิชิ พบศีรษะ 2 ศีรษะถูกซุกซ่อนอยู่ในถังน้ำแข็งหน้าประตูบ้าน และเมื่อค้นเพิ่มเติมก็พบชิ้นส่วนมนุษย์อีก 7 คน รวมทั้งร่างของหญิงสาวที่หายตัวไปถูกอำพรางในลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้ ยังพบเลื่อยที่ใช้ในการหั่นศพในห้องพักดังกล่าวด้วย รวมถึงเพื่อนบ้านของเขายืนยันว่าได้กลิ่นเหม็นเน่ามาจากห้องของชิราอิชิ

6. เขารับสารภาพว่าได้บีบคอและหั่นศพเหยื่อผู้หญิง 8 คน และผู้ชาย 1 คน อายุระหว่าง 15 ถึง 26 ปี โดยแช่ชิ้นส่วนของศพไว้ในห้องแช่แข็ง ก่อนที่จะทิ้งอุปกรณ์ที่ใช้ลงมือไปจนหมด โดยให้การณ์ว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุของเขาคือเรื่องเซ็กส์ โดยเขาได้ทำการล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อสาวก่อนที่จะลงมือสังหาร

7. โดยชิราอิชิลงมือฆ่าเหยื่อรายที่เจ้าหน้าที่กำลังสืบหาในทันทีที่พบกันครั้งแรก โดยทั้งคู่รู้จักกันในชุมชนออนไลน์ และเจ้าหน้าที่ยังพบว่าหญิงสาวรายนี้โพสต์ทวิตเตอร์ใน 1 วันก่อนที่จะหายตัวไป ระบุว่า อยากจบชีวิต แต่กลัวว่าจะต้องตายอย่างเดียวดาย และกำลังมองหาคนที่ตายพร้อมกับเธอ

8. แม้ทนายความของชิราอิชิจะอ้างว่าเป็นการ “ฆาตกรรมด้วยความยินยอมจากเหยื่อ” แต่ภายหลังมีการโต้แย้งว่าเหยื่อเหล่านั้นไม่ได้ยินยอม และล่าสุดศาลตัดสินว่า “ไม่มีเหยื่อรายใดยินยอมที่จะถูกฆ่า”

9. ชาวบ้านที่อาศัยในละแวกเดียวกันเผยว่าในวัยเด็กชิราอิชิเป็นเด็กเงียบๆ สามารถเข้ากับเพื่อนบ้านได้ดี ขณะที่บุคคลในทวิตเตอร์รายหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนของเขากล่าวว่าเขาเป็นเด็กธรรมดา ไม่มีความโดดเด่นอะไร แม้กระทั่งเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ยังจดจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำเมื่อทราบข่าวการก่ออาชญากรรม รวมทั้งยังมีรายงานว่าชิราอิชิเคยกล่าวกับพ่อของเขาว่า เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาไม่มีความหมาย

10. หนึ่งในคำบอกเล่าที่อาจเป็นสาเหตุของการก่อเหตุของชิราอิชิ คือเพื่อนชั้นประถมของเขาเผยว่าชิราอิชิและเพื่อนเคยเล่นเกม “Choking” ด้วยกัน ซึ่งเป็นการทำให้ระบบการหายใจขัดข้องชั่วขณะ ออกซิเจนส่งไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอจนเกิดอาการหมดสติ ซึ่งตรงกับรายงานที่เผยว่าเหยื่อ 2 คนเสียชีวิตจากการถูกปิดกั้นการหายใจในรูปแบบเดียวกับเกม Choking

AFP PHOTO / JIJI PRESS / STR / Japan OUT

แบงก์หน้าเหมือน ปัญหาระดับโลกทำหลายคนสับสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แบงก์หน้าเหมือน ปัญหาระดับโลกทำหลายคนสับสน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 17:00 น.แบงก์หน้าเหมือน ปัญหาระดับโลกทำหลายคนสับสนหลายประเทศทั่วโลกเกิดปัญหาสับสนธนบัตรมีหน้าตาคล้ายคลึงกัน

ธนบัตรที่ระลึกฯ ของไทยกำลังสร้างความสับสนอยู่ไม่น้อยในขณะนี้ แต่ปัญหาธนบัตรเช่นนี้ก็เคยสร้างความสับสนมาแล้วทั่วโลก

ยกตัวอย่างเช่นธนบัตร 1,000 และ 100 ของฟิลิปปินส์ที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างมากจนแทบจะเหมือนกันเลยทีเดียว โดยได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากที่เกิดความสับสนในการใช้ธนบัตรเหล่านั้น

โดยฟิลิปปินส์เกิดปัญหาคล้ายกับประเทศไทยทุกวันนี้ เนื่องจากประชาชนหลายคนจ่ายแบงก์ 1,000 โดยไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากคิดว่าเป็นแบงก์ 100 หรือแม้กระทั่งผู้ขายก็ตกเป็นเหยื่อของลูกค้าที่จ่ายแบงก์ 100 สำหรับสินค้าที่มีราคา 1,000

Central Bank should consider changing the color of 100 & 1000 peso bill. I know one who gave a 1000 peso bill by mistake thinking it’s 100

— Noemi L. Dado (@momblogger) May 9, 2015

In dimly-lit areas in the market, sometimes the vendors are victims of buyers who pay them with 100 peso bill for a 1000 worth of products.— Jacque Manabat (@jacquemanabat) April 24, 2014

รวมถึงความสับสนระหว่างธนบัตร 10 ลิลังเจนีสวาซิแลนด์ ของประเทศสวาซิแลนด์หรือเอสวาตีนีในปัจจุบัน และธนบัตร 100 แรนด์ของแอฟริกาใต้ ที่มีสีน้ำเงินใกล้เคียงกันอย่างมาก ส่งผลให้ธนาคารกลางสวาซิแลนด์ต้องออกธนบัตรฉบับสีเขียวเพื่อลดความผิดพลาด เนื่องจากสกุลเงินของแอฟริกาใต้ได้รับการยอมรับให้ใช้ในสวาซิแลนด์

ทั้งนี้ ธนาคารกลางเริ่มออกธนบัตร 10 ลิลังเจนีรุ่นสีเขียว รวมถึงมีการเปลี่ยนสีตัวอักษรบนธนบัตร ในปี 2017 หลังจากที่ธนบัตรรุ่นสีน้ำเงินเริ่มวางจำหน่ายในปี 2011 

เช่นเดียวกับแบงก์ 5 ยูโร ซึ่งเป็นธนบัตรพิเศษจาก HP ในปี 2005 ก็เคยทำผู้คนสับสนเนื่องจากคนส่วนใหญ่จะคิดว่าเป็นแบงก์ 50 ยูโร ซึ่งมีข้อแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยคือ มีโลโก้ของ HP ปรากฏอยู่บนธนบัตร, ลักษณะแถบฟอยล์บนธนบัตรไม่เหมือนกัน และขนาดที่แตกต่างกัน

นอกจากความสับสนที่เกิดจากธนบัตรแล้ว เหรียญก็ได้สร้างความงงงวยให้กับประชาชนมาไม่น้อย อย่างเช่นเหรียญ 5 และเหรียญ 10 ของฟิลิปปินส์ก็ทำให้หลายคนสับสน

จนกระทั่งเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางแหํงฟิลิปปินส์ (BSP) ตัดสินใจที่จะปรับปรุงรูปแบบของเหรียญดังกล่าว โดยเหรียญ 5 ที่ปรับปรุงแล้วจะมี 9 ด้านเพื่อช่วยให้สามารถแยกออกจากเหรียญอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น

เช่นเดียวกับเหรียญดอลลาร์ซูซาน บี. แอนโธนี ซึ่งเป็นเหรียญดอลลาร์สหรัฐที่ผลิตออกมาในปี 1979-1981 ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับเหรียญ 25 เซ็นต์ โดยในตอนแรกเหรียญดังกล่าวถูกกำหนดให้มี 11 ด้าน

แต่ภายหลังพบว่าหากเป็นขอบเรียบจะเหมาะสำหรับการใช้งานกับเครื่องหยอดเหรียญมากกว่า จึงทำให้เกิดความสับสนกับเหรียญ 25 เซ็นต์ซึ่งมีขอบเรียบเช่นกัน

จีนเอาชนะ PM2.5 ได้อย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนเอาชนะ PM2.5 ได้อย่างไร – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 15:02 น.จีนเอาชนะ PM2.5 ได้อย่างไรสำรวจความพยายามของจีนที่ทำให้ประเทศกลายสภาพจากนรกฝุ่นควันกลายเป็นวันฟ้าใส

1. เมื่อไม่กี่ปีก่อนมลพิษทางอากาศเป็นปัญหาหนักหน่วงมากในจีนและเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชาชนจีน ภาพของประเทศจีนในช่วงทศวรรษที่ 2010 คือภาพของเมืองที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นควันจนกลางวันดูเหมือนตอนกลางคืน โดยเฉพาะกรุงปักกิ่งซึ่งเจอทั้ง PM2.5 กับฝุ่นทรายจากทะเลทรายโกบีในแต่ละปี จนปักกิ่งแทบมองไม่เห็นฟ้าสีฟ้า

2. จากการวัดโดยรัฐบาลเทศบาลกรุงปักกิ่งในเดือนมกราคม 2013 พบว่าระดับ PM2.5 (อนุภาคขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร) สูงสุดที่บันทึกไว้อยู่ที่เกือบ 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่งผลกระทบที่น่ากลัวที่สุดต่อสุขภาพของประชาชนในปักกิ่งตลอดทั้งปีโดยเฉพาะในฤดูหนาว และยังมีการสังเกตพบร่องรอยหมอกควันจากจีนแผ่นดินใหญ่ลอยไปไกลถึงรัฐแคลิฟอร์เนียอีกด้วย

3. ในความพยายามที่จะลดมลพิษทางอากาศ รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น หลังจากมลพิษทางอากาศที่สูงเป็นประวัติการณ์ในภาคเหนือของจีนในปี 2012 และ 2013 สภาแห่งรัฐได้ออกแผนปฏิบัติการเพื่อการป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศในเดือนกันยายน 2013 แผนนี้มีเป้าหมายเพื่อลด PM2.5 ได้มากกว่า 10% จากปี 2012 ถึงปี 2017

4. การตอบสนองของรัฐบาลที่โดดเด่นที่สุดคือในปักกิ่งโดยมีเป้าหมายที่จะลด PM2.5 ลง 25% ตั้งแต่ปี 2012 ถึง 2017 เนื่องจากเมืองหลวงของจีนเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากจากมลพิษทางอากาศในระดับสูงโดยตัวการหลักๆ คือการใช้พลังงานจากถ่านหิน

5. ในเดือนกันยายน 2013 รัฐบาลจีนจึงได้เผยแพร่แผนการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักคือการลดการใช้ถ่านหินโดยการปิดโรงงานที่ก่อมลพิษและเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานอื่นๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

6. นโยบายเหล่านี้มีผลบังคับใช้และในปี 2015 ค่าเฉลี่ย PM2.5 ใน 74 เมืองสำคัญลดลง 23.6% ในปี 2013 และแม้จะมีการลดการใช้ถ่านหินและอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษ แต่จีนยังคงรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพจาก 7.7% ในปี 2013 เป็น 6.9% ในปี 2015 ซึ่งเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด

7. ยุทธศาสตร์ของจีนมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาแหล่งพลังงานอื่นๆ เช่นนิวเคลียร์ พลังน้ำ และก๊าซธรรมชาติอัด และปิดการใช้งานภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานล้าสมัย เช่น เหล็ก เหล็กกล้า อลูมิเนียมและซีเมนต์ และเพิ่มกำลังการผลิตนิวเคลียร์และพลังงานเชื้อเพลิงอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ฟอสซิล นอกจากนี้ยังรวมถึงความตั้งใจที่จะหยุดการอนุมัติโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใหม่และเพื่อลดการใช้ถ่านหินในพื้นที่อุตสาหกรรม

8. ในช่วงไม่กี่ปีจีนก็มีความก้าวหน้าอย่างมากในเรื่องมลพิษทางอากาศ ตัวอย่างเช่นความเข้มข้นของ PM2.5 โดยเฉลี่ยลดลง 33% จากปี 2013 ถึง 2017 ใน 74 เมือง ในกลุ่มแรกของ 74 เมืองที่ดำเนินการตามมาตรฐานคุณภาพอากาศด้านสิ่งแวดล้อมปี 2012 ความเข้มข้นเฉลี่ยของ PM2.5 และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ลดลง 42% และ 68% ตามลำดับระหว่างปี 2013 ถึง 2018

9. ย้อนกลับไปในปี 2016 มีจังหวัดเพียง 84 แห่งจาก 338 จังหวัดที่มีคุณภาพอากาศถึงเกณฑ์แห่งชาติ อย่างไรก็ตามภายในปี 2018 ทั้งหมด 338 จังหวัดกลับมีคุณภาพอากาศที่ดีคิดเป็นสัดส่วนถึง 79% ของจำนวนวันในแต่ละปีหรือสภาพอากาศดีมากเกิน 3 ใน 4 ของปีแล้วจากที่เคยแย่เกืบทั้งปี

10. มลพิษโดยรวมในจีนลดลงอีก 10% ระหว่างปี 2017 ถึง 2018 การศึกษาอีกรายงานหนึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนลด PM2.5 ลง 47% ระหว่างปี 2005 ถึง 2015

11. ในเดือนสิงหาคม 2019 ที่กรุงปักกิ่งมีระดับ PM2.5 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์โดยต่ำสุดที่ 23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปักกิ่งพยายายามผลักดันตัวเองให้พ้นจากการเป็นเมืองที่มีมลพิษมากที่สุด 200 อันดับแรกของโลกอีกด้วย จากเดิมที่เป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่มีมลพิษแย่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

12. ความสำเร็จของจีนประเมินได้จากการใช้มาตรการเหล่านี้อย่างจริงจัง คือ (1) ครัวเรือนและธุรกิจหลายล้านแห่งเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นก๊าซธรรมชาติ (2) การใช้มาตรการด้านการปลูกป่า (3) การที่จีนเป็นอันดับหนึ่งของโลกในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล

13. รัฐบาลจีนยังใช้จ่ายเงินเพื่อต่อสู้กับมลพิษอย่างมากมายมหาศาล เช่นในปี 2013 สถาบันวางแผนสิ่งแวดล้อมของจีนให้คำมั่นว่าจะอัดฉีดเงินเพื่อต่อสู้กับมลพิษทางอากาศในเมืองเป็นเงิน 277,0000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินที่สูงมาก เฉพาะการหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทนการใช้ถ่านหินต้องใช้เงินอุดหนุนถึง 32,000 – 52,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

. AFP PHOTO / GREG BAKER

ทรัมป์ถึงทางตัน คณะผู้เลือกตั้งรับรองไบเดนอย่างเป็นทางการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทรัมป์ถึงทางตัน คณะผู้เลือกตั้งรับรองไบเดนอย่างเป็นทางการ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 12:45 น.ทรัมป์ถึงทางตัน คณะผู้เลือกตั้งรับรองไบเดนอย่างเป็นทางการคณะเลือกตั้งโหวต โจ ไบเดน พร้อมเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ 20 ม.ค. นี้

บีบีซีรายงาน วันที่ 15 ธ.ค. โจ ไบเดน กล่าวสุนทรพจน์หลังได้รับเลือกจากคณะผู้เลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวว่า “นี่คือชัยชนะของเจตจำนงประชาชน”

ไบเดนยังกล่าวอีกว่าประชาธิปไตยของสหรัฐได้ถูกพิสูจน์แล้วว่ามีอยู่จริงและแข็งแกร่ง หลังโดนัลด์ ทรัมป์พยายามที่จะพลิกผลการเลือกตั้งมาหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ ไบเดนได้กล่าวชื่นชมประชาชนที่ยืนหยัดเพื่อปกป้องสิทธิและเสียงของตัวเอง

พร้อมย้ำว่าเขาชนะด้วยการนับคะแนนการเลือกตั้งแบบเดียวกับที่ทรัมป์ได้รับในปี 2559 โดยกล่าวว่ามันเป็น “ชัยชนะที่ชัดเจน” ทั้งในตอนนั้นและตอนนี้

“เปลวไฟแห่งประชาธิปไตยสว่างไสวในประเทศนี้มานานแล้ว และเรารู้ดีว่าไม่มีอะไรที่จะสามารถดับเปลวไฟนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดหรือการใช้อำนาจในทางที่ผิดก็ตาม” ไบเดนกล่าว

ทั้งนี้ ระบบการเลือกตั้งของสหรัฐ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงให้กับคณะผู้เลือกตั้ง และคณะผู้เลือกตั้งจะเป็นผู้ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี โดยการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเดโมแครตของไบเดนได้รับชัยชนะเหนือพรรครีพับลิกันของทรัมป์ 306 ต่อ 232 คะแนนเสียง

Photo by ROBERTO SCHMIDT / AFP

พยาบาลนิวยอร์กรับวัคซีนโควิดเข็มแรกของสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

พยาบาลนิวยอร์กรับวัคซีนโควิดเข็มแรกของสหรัฐ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 11:40 น.พยาบาลนิวยอร์กรับวัคซีนโควิดเข็มแรกของสหรัฐสหรัฐเลือกพยาบาลรัฐนิวยอร์ก เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับวัคซีน ด้านทรัมป์เผยจนท.ทำเนียบขาวรอก่อน

บีบีซีรายงาน เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. แซนดรา ลินด์เซย์ พยาบาลประจำแผนกผู้ป่วยหนักที่ศูนย์การแพทย์ ลอง ไอส์แลนด์ ยิววิช รัฐนิวยอร์ก เป็นชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโคโรนา ซึ่งเป็นวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNtech)

โดยมีการเผยแพร่ภาพสดบนทวิตเตอร์ของ แอนดรูว์ คัวโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กซึ่งเป็นรัฐศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาระลอกแรกในสหรัฐเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ลินด์เซย์ กล่าวว่า “ฉันรู้สึกว่าการรักษากำลังจะมาถึง” พร้อมเผยว่าการฉีดวัคซีนนี้ไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากการฉีดวัคซีนอื่นๆ และหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่เจ็บปวดในประวัติศาสตร์ และต้องการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าวัคซีนมีความปลอดภัยซึ่งทุกคนต้องมีส่วนร่วม

อเล็กซ์ อาซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐกล่าวว่า “ขณะนี้มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของการระบาดที่น่ากลัว” พร้อมแนะนำให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติวัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNtech) ให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ผ่านมา

โดยโครงการฉีดวัคซีนของสหรัฐมีเป้าหมายที่จะฉีดให้กับประชาชน 100 ล้านคนภายในเดือนเมษายน ซึ่งไฟเซอร์ได้ตกลงที่จะจัดหาวัคซีน 100 ล้านโดสให้กับสหรัฐภายในเดือนมีนาคม โดยเบื้องต้นจะมอบให้กับผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขและผู้สูงอายุ

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อสหรัฐและทั่วโลกเช่นเดียวกัน พร้อมกล่าวว่าบุคลากรที่ทำงานในทำเนียบขาวควรได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มท้ายๆ เว้นแต่จะมีความจำเป็นจริงๆ

Photo by Mark Lennihan / POOL / AFP

กัมพูชาสั่งห้ามเผาฟางข้าว-ขยะ สู้มลพิษPM2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

กัมพูชาสั่งห้ามเผาฟางข้าว-ขยะ สู้มลพิษPM2.5 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 10:29 น.กัมพูชาสั่งห้ามเผาฟางข้าว-ขยะ สู้มลพิษPM2.5หนังสือพิมพ์ขะแมร์ ไทม์ส (Khmer Times) ของกัมพูชา รายงานว่ากัมพูชาได้ออกคำสั่งห้ามประชาชนที่อาศัยอยู่ในชนบทเผาฟางข้าวและขยะในไร่นา เพื่อลดมลพิษทางอากาศ

เนตร พักตรา (Neth Pheaktra) โฆษกกระทรวงสิ่งแวดล้อมกัมพูชาอ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจพบว่า แหล่งที่มาและกิจกรรมหลักที่ทำให้ความเข้มข้นของอนุภาคเฉื่อยเพิ่มขึ้น ได้แก่ การปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงอื่นๆ ไฟป่า การเผาทุ่งหญ้า การเผาขยะการเกษตร การถางป่า การเผาฟางข้าว การเผาขยะมูลฝอยในที่โล่งและหลุมฝังกลบ และฝุ่นจากสถานที่ก่อสร้าง

เขากล่าวว่าผลการสำรวจช่วงธันวาคม 2019 – เมษายน 2020 ซึ่งเป็นฤดูแล้ง เผยว่ากรุงพนมเปญและจังหวัดต่างๆ มีคุณภาพอากาศแย่ลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะอนุภาคเฉื่อยที่ลอยอยู่ในอากาศ (PMID และ PM2.5) ที่มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นจนสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

พักตรากล่าวว่าเพื่อป้องกันการเกิดมลพิษทางอากาศในประเทศ กระทรวงจึงกำลังนำมาตรการ 5 ประการมาใช้ ได้แก่ การป้องกันไฟป่า การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางถนน การกำจัดฝุ่นบริเวณท้องถนน การให้ความรู้ประชาชนเพื่อไม่ให้เผาขยะ ขยะมูลฝอย หญ้า ฟางข้าวหรือวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอื่นๆ  และการเตรียมมาตรการป้องกันไฟป่า

หนังสือพิมพ์รายงานคำพูดของพักตราว่า “เราคาดหวังให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม โดยลดการเผาขยะในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่เพาะปลูกและสัมปทานที่ดิน เพราะการเผาทั้งหมดล้วนสะสมจนกลายเป็นมลพิษทางอากาศ แม้แต่อนุภาคที่เล็กที่สุดก็ยังหมุนเวียนอยู่ในชั้นบรรยากาศและอาจส่งผลกระทบต่อการหายใจ”

“เราขอให้ประชาชนล้มเลิกการเผาฟาง แต่ให้ใช้วิธีไถกลบและฝังแทน” เขากล่าว “โดยสามารถฝังลงในบ่อหมักเพื่อแปรรูปเป็นปุ๋ยได้”

เทพ บุญเทือน (Tep Bunthoeun) ชาวบ้านคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในอำเภอพนมสะรวจ จังหวัดกำปงสปือ กล่าวว่าเขามักเผาฝางทันทีหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าควันจะส่งผลเสียต่อคุณภาพอากาศและพื้นที่การเกษตรอย่างไร จึงยุติวิธีดังกล่าวแล้ว

สดึง เชนี (Sdeung Chany) ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองกงพิสัย จังหวัดกำปงสปือกล่าวว่า ทุกเช้าเธอจะทำความสะอาดบ้านและเผาขยะพลาสติกจำนวนหนึ่ง เพราะคิดว่าการเผาขยะเพียงเล็กน้อยไม่ได้ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

“ฉันรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ฉันเคยทำเมื่อได้เห็นประกาศของกระทรวงสิ่งแวดล้อม ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าการเผาฟางข้าว ไฟป่า และการเผาขยะพลาสติก ล้วนสร้างมลพิษทางอากาศเช่นเดียวกัน” เชนีกล่าว

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

ภาพประกอบ – ชาวอินเดียกำลังเผากองไม้เนื่องในพิธีกรรมทางศาสนา Photo by Sanjay KANOJIA / AFP

อินโดตะลุยอวกาศ เสนอเป็นฐานปล่อยจรวด SpaceX #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อินโดตะลุยอวกาศ เสนอเป็นฐานปล่อยจรวด SpaceX – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 15 ธ.ค. 2563 เวลา 09:01 น.อินโดตะลุยอวกาศ เสนอเป็นฐานปล่อยจรวด SpaceX อินโดนีเซียส่งคำเชิญ อีลอน มัสก์ สร้างฐานปล่อยจรวดในประเทศ ชี้ข้อดีใกล้เส้นศูนย์สูตร

เอเอฟพี รายงานเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. โจดี มาฮาร์ดี โฆษกกระทรวงการประสานงานกิจการทางทะเลและการลงทุนอินโดนีเซียเผยว่า อินโดนีเซียกำลังเชื้อเชิญให้ อีลอน มัสก์ ประธานบริหารเทสลามาสร้างสถานที่ปล่อยจรวดสเปซเอ็กซ์ในอินโดนีเซีย

มาฮาร์ดี ยังกล่าวว่าอินโดนีเซียมีพื้นที่หลายแห่งตั้งอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ซึ่งเหมาะกับการใช้เป็นฐานปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศเพื่อให้จรวดเดินทางเข้าสู่วงโคจรได้ง่ายกว่าการปล่อยจรวดในพื้นที่อื่น รวมถึงการลดต้นทุนเชื้อเพลิงจรวดซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการปล่อยจรวดต่ำลง 

โดยกระทรวงระบุว่า “อีลอน มัสก์ ได้ตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด โดยวางแผนที่จะส่งทีมของเขาไปยังอินโดนีเซียในเดือนมกราคม 2021 เพื่อสำรวจโอกาสสำหรับความร่วมมือในทุกด้าน”

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ได้ส่งคำเชิญอย่างเป็นทางการไปยังอิลอน มัสก์ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สถาบันอากาศและอวกาศแห่งชาติของอินโดนีเซีย (LAPAN) ได้ประกาศเมื่อปีที่แล้วว่ามีแผนที่จะสร้างศูนย์อวกาศแห่งแรกของอินโดนีเซียบนเกาะเบียก ซึ่งอยู่นอกชายฝั่งทางเหนือของเกาะนิวกินี โดยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรต่างประเทศ

โดยศูนย์อวกาศดังกล่าวจะพัฒนาจรวดและฐานปล่อยจรวดขึ้นสู่วงโคจรโลก ซึ่งมีกำหนดที่จะทดสอบจรวดครั้งแรกในปี 2024

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2007 อินโดนีเซียได้ทดสอบปล่อยจรวดขนาดเล็ก RX-250 ซึ่งสามารถทะยานขึ้นไปที่ระดับความสูง 53 กิโลเมตร ทั้งนี้ ระดับความสูงที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตพรมแดนอวกาศ (Karman Line) อยู่ที่ 100 กิโลเมตร

ขณะที่ประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มุ่งหน้าพัฒนาด้านอวกาศเช่นเดียวกัน โดยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเปิดเผยว่า “รัฐบาลไทยเตรียมประกาศสร้างยานอวกาศไปดวงจันทร์ ในช่วงมกราคมปีหน้า โดยจะส่งยานอวกาศโคจรรอบดวงจันทร์ในอีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นประเทศที่ 5 ในเอเชีย”

UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว (komchadluek.net)

UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว

UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว

15 ธันวาคม 2563 – 10:45 น.

ผอ.UddC-CEUS เสนอแผนสร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว ระยะสั้น-ระยะกลาง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยว ในวิกฤตโควิด-19 ชี้ยิ่งประเทศพึ่งพารายได้การท่องเที่ยว ยิ่งต้องมีสภาพแวดล้อมเมืองคุณภาพ เสียดายไม่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวในระดับพรีเมียม

หลายประเทศเริ่มทยอยฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ประชาชน แต่สำหรับประเทศไทย ยังรอลุ้นกลางปี2564 ว่าจะได้รับวัคซีนฯ หรือไม่ และในรูปแบบไหน แต่ความเสียหายได้เกิดผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวคิดจะสร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยวกันแล้ว

อ่านข่าว :  กทท. เดินหน้าพัฒนา ‘นักเดินทางโฮมลอด์จ’ เพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน

ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวในระดับสูง (Hyper Tourism Dependency) วิกฤตโควิด-19 จึงไม่เพียงสร้างผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวและบริการ

หากภาวะความซบเซาทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2563 ยังสะท้อนให้เห็นจุดอ่อนและความเปราะบางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศทั้งระบบ ดังนั้น ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) จึงมีข้อเสนอด้านยุทธศาสตร์เสริมภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยวในวิกฤตโควิด-19 กรณีศึกษาเมืองภูเก็ต จากการหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ นักวิชาการในพื้นที่ ตลอดจนภาคีพัฒนาเมืองภูเก็ต เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในระยะสั้น

ผู้อำนวยการ UddC-CEUS กล่าวว่า รายละเอียดของแผนยุทธศาสตร์คือการสร้างระบบความเชื่อมั่น (Immunitised Community) บนพื้นฐานของการปรับตัวของต้นทุนทรัพยากรเดิมที่มีอยู่ของเมือง โดยการออกแบบนิเวศแห่งการท่องเที่ยวเพื่อรองรับมาตรการสาธารณสุข ตั้งแต่เมืองต้นทางถึงสถานกักตัวและย่านที่อยู่อาศัยโดยรอบ ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังมองหาที่พักพิงในช่วงวิกฤต โดยปรับเมืองภูเก็ตกลายเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวและอยู่อาศัยชั่วคราวที่ปลอดภัย

“ภูเก็ตในฐานะมหานครด้านการท่องเที่ยวทางภาคใต้ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นมหานครการท่องเที่ยวแห่งภูมิภาคเลย คงหนีไม่พ้นกับโจทย์ด้านความสามารถในการล้มลุก รวมถึงการตอบสนองต่อสภาวะแวดล้อมภายนอกอย่างรวดเร็วและฉับพลัน เพื่อให้ยังคงใช้ศักยภาพและจุดแข็งด้านการเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายทั้งในปัจจุบันและอนาคตหลังการเปิดเมือง เพราะนี่คือโอกาสของปรับเปลี่ยนเพื่ออยู่รอด และก้าวกระโดดต่อไปอย่างมีเสถียรภาพ” ผศ.ดร.นิรมล กล่าว

ส่วนแผนระยะกลาง ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล เสนอให้ภาครัฐลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเดินทาง อาทิ ระบบขนส่งมวลชนและทางเดินเท้าคุณภาพ เพื่อส่งเสริมการเชื่อมต่อ (connectivity) ในสเกลใหญ่ระหว่างเมือง และสเกลเล็กระหว่างย่าน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว

โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์โดยตรงต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนเมือง และช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจน สร้างมูลค่าเพิ่มด้านสินค้าและบริการ ส่งผลให้เมืองหลุดพ้นกับดักรายได้การท่องเที่ยวปานกลาง

“ยิ่งต้องพึ่งพารายได้การท่องเที่ยว ยิ่งต้องมีสภาพแวดล้อมเมืองคุณภาพ หลายคนอาจคิดว่านักท่องเที่ยวเป็นคนเลือกเมือง แต่ในความเป็นจริง เป็นไปได้อย่างสูงที่เมืองต่างหากเป็นผู้เลือกนักท่องเที่ยว ในเมื่อไทยเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวสูงมาก จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เมืองของเรายังไม่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวในระดับพรีเมียมได้อย่างเต็มที่ เป็นได้แค่เมืองท่องเที่ยวระดับกลาง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่เพียงติดกับดักรายได้ปานกลาง แต่ยังติดกับดักรายได้การท่องเที่ยวปานกลางด้วยเช่นกัน” ผศ.ดร.นิรมล กล่าว

สำหรับกรณีเมืองภูเก็ต ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC-CEUS) ได้ศึกษาและวางผังโครงการยุทธศาสตร์นำร่องกระตุ้นการ

ท่องเที่ยว ตลอดจนพัฒนาสภาพแวดล้อมส่งเสริมสุขภาวะและพื้นที่นันทนาการของชุมชน ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมกับภาครัฐ ภาคท้องถิ่น ภาคการศึกษา ภาคีพัฒนาและชุมชน อาทิ โครงการฟื้นฟูคลองบางปากกะตะ ย่านกะตะ-กะรน โครงการพัฒนาเมืองเดินได้เมืองเดินดีย่านเมืองเก่าภูเก็ต โครงการฟื้นฟูพื้นที่ริมน้ำสะพานหิน โครงการฟื้นฟูพื้นที่ริมน้ำคลองบางใหญ่ เป็นต้น

ทั้งนี้ ข้อมูลโดยโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี (GoodWalk) โดย UddC-CEUS และ สสส. พบว่า หากภาครัฐลงทุนโครงการฟื้นฟูและพัฒนาสภาพแวดล้อมเมือง ที่สอดรับกับโอกาสจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้ารางเบาเชื่อมสนามบินกับย่านเศรษฐกิจศูนย์กลางเมือง จะช่วยส่งเสริมคุณภาพการเดินเท้าของเมือง ตลอดจนการเชื่อมต่อระหว่างย่านสำคัญของเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยวผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล

UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว
UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว
UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว
UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว
UddC-CEUS ดันแผน สร้างภูมิคุ้มกันเมืองท่องเที่ยว

ผศ.ดร.นิรมล เสรีสกุล

เชิญชมทุ่งทานตะวันบาน ปลอดมลพิษ ไม่เสี่ยงโควิด-19 เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เชิญชมทุ่งทานตะวันบาน ปลอดมลพิษ ไม่เสี่ยงโควิด-19 เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม (komchadluek.net)

เชิญชมทุ่งทานตะวันบาน ปลอดมลพิษ ไม่เสี่ยงโควิด-19 เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

เชิญชมทุ่งทานตะวันบาน  ปลอดมลพิษ  ไม่เสี่ยงโควิด-19 เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

15 ธันวาคม 2563 – 09:04 น.

เชิญชมทุ่งทานตะวันบาน ปลอดมลพิษ ไม่เสี่ยงโควิด-19 เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม อยู่ห่างจากตัวเมืองลพบุรี ประมาณ 14 กิโลเมตร มีพื้นที่กว้างขวาง ถนนหนทางสะดวก ที่จอดรถสบาย

ปลูกเอาใจนักท่องเที่ยวกว่า 60 ไร่ “ทานตะวันปลอดมลพิษเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม” เป็นทุ่งทานตะวันที่กำลังเริ่มผลิดอก แย้มความสวยให้เห็น ที่โลเคชั่นฉากหลังเป็นภูเขาสูงรูปร่างแปลกตา ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า เขาเที่ยง หรือ เขาโด่ ซึ่งบรรดานักถ่ายภาพ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ขนานนามว่าทุ่งทานตะวันสวยสุดในประเทศไทย ในวันหยุด วันคริสต์มาส เทศกาลวันปีใหม่นี้ จะไปเที่ยวที่ไหนดี ขอแนะนำเปิดจุดเช็กอินถ่ายรูปสวย “ทุ่งดอกทานตะวันบานกว่า 60 ไร่ ” ที่ไร่ จำรัส ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี พร้อมบานสะพรั่งเหลืองอร่ามรอรับนักท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.63 ไปยันปีหน้า การันตีความสวยงาม ที่ทางไร่คัดสรรพันธุ์พิเศษดอกใหญ่สีสันสวยงามยามต้านแสงอาทิตย์ ผสมผสานกับลมหนาวที่พัดโชยท่ามกลางหุบเขา ไม่ไกลกรุงเทพฯ และไม่ต้องเสี่ยงโควิด-19

สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อน มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ในช่วงวันหยุด ต้องไม่พลาดไปเยี่ยมชม ดอกทานตะวันปลอดมลพิษ…เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ภายในทุ่งทานตะวัน ไร่จำรัสใน จ.ลพบุรี ที่กำลังผลิดอก ชูช่อรอรับแสงแดดยามเช้า ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติกลางหุบเขาโด่ (หรือเขาเที่ยง) ต.นิคมสร้างตนเอง ลพบุรี เรียกได้ว่าเป็นทุ่งทานตะวันยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่เฝ้ารอถ่ายรูปคู่กับดอกทานตะวันทุกปี ทุ่งทานตะวันแห่งนี้ถือเป็นทุ่งทานตะวันที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย มีจุดให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปอย่างมากมายท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ โลเคชั่นฉากหลังไร่ทานตะวันเป็นรูปเขาโด่ และทิวเขาเรียงรายลดหลั่น ที่แปลกไม่เหมือนใคร

ทุ่งทานตะวัน ไร่จำรัส ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 7 ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมืองลพบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองลพบุรี ประมาณ 14 กิโลเมตร มีพื้นที่กว้างขวาง ถนนหนทางสะดวก ที่จอดรถสบาย ซึ่งทุ่งทานตะวันแห่งนี้จะอยู่ใกล้ๆ กับสถานที่ท่องเที่ยว วัดเวฬุวัน (วัดเขาจีนแล) ซึ่งมีจะพระพุทธรูปใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่บนยอดเขา และอ่างเก็บน้ำซับเหล็ก คุณจำรัส อินทร์เผือก เจ้าของไร่ทานตะวัน ที่ปลูกทานตะวันดอกใหญ่ขนาดพิเศษ กล่าวว่าทานตะวันแปลงนี้ปลูกแบบไม่เผาตอซัง เป็นการไถกลบ และการกำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคนแทนการใช้สารเคมี ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวพบและสัมผัสความสวยงามของดอกทานตะวัน ”ปลอดมลพิษ..เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม” ที่จะเริ่มชูช่อเบ่งบานเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่ง รอนักท่องเที่ยวมาเยือนตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.63 เป็นต้นไป

นอกจากทุ่งทานตะวันเหล่านี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดลพบุรีแล้ว ทานตะวันยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดที่สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันปรุงอาหาร หรืออบแห้งเพื่อรับประทาน และสารพัดประโยชน์ของทานตะวันอีกมากมาย นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวทุ่งทานตะวันที่เขาโด่แล้ว สามารถแวะเยี่ยมเยือนสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในละแวกใกล้เคียงได้ อาทิ นมัสการศาลพระกาฬ ศาลศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองลพบุรี เยี่ยมชมพระปรางค์สามยอด พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ อ่างซับเหล็ก และเขาตระกล้าทอง เป็นต้น

กฤษณ์ สนใจ ผู้สื่อข่าวจังหวัดลพบุรี