วง ‘LYRA’ (ไลร่า) เกิร์ลกรุ๊ป T-POP ผุดงานใหญ่ ‘LYRA GALAXY EXPERIENCE’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – วง ‘LYRA’ (ไลร่า) เกิร์ลกรุ๊ป T-POP ผุดงานใหญ่ ‘LYRA GALAXY EXPERIENCE’ (naewna.com)

วง 'LYRA' (ไลร่า)  เกิร์ลกรุ๊ป T-POP   ผุดงานใหญ่ 'LYRA GALAXY EXPERIENCE'

วง ‘LYRA’ (ไลร่า) เกิร์ลกรุ๊ป T-POP ผุดงานใหญ่ ‘LYRA GALAXY EXPERIENCE’

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.06 น.

วง “LYRA” เกิร์ลกรุ๊ป T-POP ซึ่ง 6 สาวสมาชิกวง ปัญ เนย เจนนิษฐ์ นิว ฟ้อนด์ และนิกี้ ได้ปล่อยเพลงที่สอง  ต่อยอดความปังต่อเนื่อง เพลง “Vanilla” เพลงที่ฟังดูเหมือนสดใส…แต่ก็ทำให้เราน้ำตาไหลได้ออกมาทันที ด้วยความแรงยังไม่หมดเพียงเท่านี้  เตรียมกิจกรรมสุดพิเศษครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อ  “LYRA GALAXY EXPERIENCE”  เป็นงานที่จะพาทุกคนไปสัมผัสบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแสง สี จากการผสมผสานของ Visual Lighting และ Art Installation หรือเรียกว่างานศิลปะดิจิทัลให้มีความสุข รอยยิ้ม สัมผัสความแปลกใหม่ เพื่อเข้าไปสู่โลกกาแลกซี่ และดื่มด่ำไปกับเรื่องราวของดวงดาว LYRA” ทั้ง 6 ดวง ซึ่ง LYRA GALAXY EXPERIENCE” จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9-28 กุมภาพันธ์ 2564 ณ Siam Smile Space ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่

อย่างไรก็ตาม   “LYRA” ยังมีกิจกรรมๆ สุดฟิน มาให้แฟนเพลงตัวจริงของ “LYRA” ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน “EXCLUSIVE VANILLA PARTY” ที่จะจัดขึ้นภายใน “LYRA GALAXY EXPERIENCE” พร้อม Hi-Touch กับสมาชิกวง LYRA  ยังสามารถ pre order อัลบั้มนับเป็น โค้งสุดท้ายได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง  10 ธันวาคมศกนี้  ผ่านลิงก์: https://shopee.co.th/lyraofficialshop โดยผ่านทางแอพพลิเคชั่น SHOPEE สามารถได้รับสิทธิ์ลุ้นเป็น 1 ใน 60 ผู้โชคดีที่จะได้เข้างานปาร์ตี้สุดฟิน และได้ร่วมรับประทานไอศกรีมกับ 6 สาว LYRA” พร้อมชมเซอร์ไพรส์สุดพิเศษที่มีแค่ในปาร์ตี้นี้เท่านั้น!  สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/officially.LYRA/posts/179736063821340  

ติดตาม “LYRA” ได้ที่

FACEBOOK  /  INSTAGRAM   /  TWITTER  /   YOUTUBE  TIKTOK

ติดตาม “BNK48” ได้ที่

FACEBOOK / INSTAGRAM / TWITTER  /  YOUTUBE / TIKTOK

ติดตาม “Universal Music Thailand” ได้ที่

FACEBOOK / INSTAGRAM / TWITTER  /  YOUTUBE / TIKTOK

คิกออฟโปรเจกต์แรก ‘รักวุ่นวาย นายรสแซ่บ’ กันตนา x สตาร์ ฮันเตอร์ ขนทัพ KOL และ นักแสดง New Gen บวงสรวงซีรีส์วาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – คิกออฟโปรเจกต์แรก ‘รักวุ่นวาย นายรสแซ่บ’ กันตนา x สตาร์ ฮันเตอร์ ขนทัพ KOL และ นักแสดง New Gen บวงสรวงซีรีส์วาย (naewna.com)

คิกออฟโปรเจกต์แรก 'รักวุ่นวาย นายรสแซ่บ' กันตนา x สตาร์ ฮันเตอร์ ขนทัพ KOL และ นักแสดง New Gen บวงสรวงซีรีส์วาย

คิกออฟโปรเจกต์แรก ‘รักวุ่นวาย นายรสแซ่บ’ กันตนา x สตาร์ ฮันเตอร์ ขนทัพ KOL และ นักแสดง New Gen บวงสรวงซีรีส์วาย

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.04 น.

ฤกษ์งามปลายปี “กันตนา กรุ๊ป” แท็กทีม “สตาร์ ฮันเตอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์” ขนทีมนักแสดง KOL และ นักแสดง New Gen ในสังกัด เดินหน้าโปรเจกต์แรก ทำพิธีบวงสรวงเปิดกล้องไปเป็นที่เรียบร้อยกับซีรีส์วาย รับปี 2021 “รักวุ่นวาย นายรสแซ่บ What Zabb Man!” ซีรีส์วายฉบับโรแมนติกคอมเมดี้ พระเอก-นายเอก โดย “บอส-ธวัชนินทร์ ดารายน”, “ปีเตอร์-ชลพัชร จี้เพชร” ร่วมด้วย “แบงค์-ธรณินทร์ มโนสุดประสิทธิ์”, “โบนัส-ธนเดช ดีสีสุข”, “เจ็ท-เจษฎากร บัณฑิต”, “บอม-นนทัช ธนวัฒน์ยรรยง”, “ดารัณ-เศรษฐณิช ชนวราสุทธิศิริ”, “แบงค์-ธีวรา ปัญญะธารา” และ “เอ๋ย-สุประวีณ์ พลการ” แถมเรื่องนี้ยังได้ผู้กำกับสายวายอย่าง “นิ้ง-กานต์พิชชา สินเลิศพัฒนะ” ที่เคยฝากผลงานชื่อดังเอาไว้ อย่าง “กลรักรุ่นพี่ Love Mechanics” และ “En of Love รักวุ่น ๆ ของหนุ่มวิศวะ” นอกจากนี้ยังมี “บาส-สุรเดช พินิวัตร์” ไอดอลหนุ่มที่โด่งดังสุดๆ จากซีรีส์วายเรื่อง “2Moons The Series เดือนเกี้ยวเดือน” มาร่วมบวงสรวงด้วย ณ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

“รักวุ่นวาย นายรสแซ่บ What Zabb Man!” บอกเล่าเรื่องราวของ “ปุ่น” (ปีเตอร์-ชลพัชร จี้เพชร) พ่อค้าส้มตำรสแซ่บกับ “อธิป” (บอส-ธวัชนินทร์ ดารายน) เจ้าของโรงแรมหรู มีเหตุให้ไม่ชอบหน้ากันตั้งแต่แรกเจอ! ทั้งคู่ต้องมาร่วมงานกันโดยบังเอิญ คนที่ไม่ชอบกินส้มตำอย่างอธิป เมื่อได้ใกล้ชิดกับปุ่น รู้ตัวอีกทีก็หลงชอบนายรสแซ่บเข้าซะแล้ว และยังมีรักวุ่นวายของ “มะยม” (แบงค์-ธรณินทร์ มโนสุดประสิทธิ์) เชฟจอมกวนที่ดันไปชอบคนที่มีเจ้าของอยู่แล้วอย่าง “เต็งหนึ่ง” (โบนัส-ธนเดช ดีสีสุข) นักรีวิวอาหารปากกล้า ไม่รู้จะไปต่อหรือพอแค่นี้ดีนะ!เรื่องราวความสัมพันธ์วุ่นๆ ของพวกเขาจะลงเอยอย่างไร? ติดตามความแซ่บได้ในซีรีส์ “รักวุ่นวาย นายรสแซ่บ What Zabb Man!” เร็วๆ นี้ #รักวุ่นวายนายรสแซ่บ #WhatZabbMan! #KGxSTHproject2021 #Kantana #StarHunterEntertainment #Kantanakol #StarHunterNewGen

‘เจ จินตัย’ เปิดใจวางแพลนเตรียมทิ้งงานในวงการ ย้ายครอบครัวไปใช้ชีวิตที่อเมริกาแบบถาวร! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ‘เจ จินตัย’ เปิดใจวางแพลนเตรียมทิ้งงานในวงการ ย้ายครอบครัวไปใช้ชีวิตที่อเมริกาแบบถาวร! (naewna.com)

'เจ จินตัย' เปิดใจวางแพลนเตรียมทิ้งงานในวงการ ย้ายครอบครัวไปใช้ชีวิตที่อเมริกาแบบถาวร!

‘เจ จินตัย’ เปิดใจวางแพลนเตรียมทิ้งงานในวงการ ย้ายครอบครัวไปใช้ชีวิตที่อเมริกาแบบถาวร!

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.00 น.

       เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก สำหรับคุณพ่อหุ่นล้ำ จิม เจจินตัย อันติมานนท์ ที่มีลูกสาวน่ารัก น่าเอ็นดู ที่กลายเป็นขวัญใจทุกคนที่ได้เห็น แถมยังมีแฟนคลับติดตามดูความน่ารักของ น้องพลอยเจ มากมาย ซึ่ง คุณพ่อเจจินตัย ที่ได้มารายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 ได้เผยว่ารู้สึกตัวเองโชคดีมากเพราะมีลูกเป็นอภิชาตบุตร เพราะทุกคนพอเอ็นดูลูกก็จะนึกถึงเรา ยอมรับทุกวันนี้กลับมามีชื่อเสียงได้เพราะลูก ส่วนจะมีคนที่สองหรือไม่นั้นทุกอย่างให้ภรรยาเป็นคนตัดสินใจ ส่วนตัวได้วางแพลนอำลาวงการแล้วย้ายพาครอบครัวไปอยู่อเมริกา ….

เจจินตัย : ช่วงที่มาปรับเปลี่ยนร่างกายด้วยการออกกำลังกายเพราะเรารู้สึกว่าเราปาร์ตี้หนักมา 20 ปีแล้วเรารู้สึกอิ่มตัว มันสนุกจนเบื่อ แล้วก็เราก็เป็นคนที่ออกกำลังกายมานานแล้ว บวกกับการดื่มเหล้ามาก เราก็เลยรู้สึกว่าเราต้องมีเทนเนอร์ พอมีรู้สึกเหมือนมีครูเลย และรู้สึกถึงการเปลี่ยนเร็วมาก 6 เดือนคือ เขาสอนวินัยเรื่องการกินอาหาร และรูปร่างเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพราะเราเป็นคนไม่มีตรงกลางไม่ทำคือไม่ทำ แต่ถ้าทำคือตั้งใจทำมากๆ

ถาม แล้วคือ ช่วงที่จริงจังกับการออกกำลังกายเสื้อไม่มีความสำคัญในชีวิตเลยใช่ไหม

เจจินตัย : ตอนนั้นเล่นกับเต้ด้วย เลยมีลงรูปตลอดครับ เพราะเราจริงจังเราเลยลงไว้เพื่อที่จะดูตัวเองด้วย ไว้พัฒนาการตัวเองแล้วคือ เราเล่นเองมา 10 ปี แต่พอเรามีเทนเนอร์รูปร่างเราเปลี่ยนภายใน 6 เดือน ก็เลยโชว์ยิ่งเล่นเรายิ่งอิน เล่นวันละ 5 ชั่วโมงเลยตอนนั้น ซึ่งมันเยอะไปนะครับ

ถาม เลยกลายเป็นขวัญใจ สาวแท้ สาวเทียว ชาวสีม่วงทั้งประเทศไทยเลย

เจจินตัย : ช่วงนั้น กลุ่มดาราที่มีซิกแพคมันน้อยตอนนั้นมีแค่เรา เต้ กำปั้น เกือบประกวดเพาะกายเลย คือ ไปไกลมาก และทำอาหารคลีนด้วย คือ ทานแต่อกไก่ บล็อคโคลี่ เท่านั้น แต่สุดท้ายแล้วคนจะเข้าใจว่าการที่จะลีนเราต้องกินอาหารที่คลีนเท่านั้น แต่ผมเอาตัวเองเป็นคนทดลองว่าเรากลิ่นอาหารที่มีรสชาติได้ แต่เราต้องทานในปริมาณที่โลโซเดียม (ไม่ทานอาหารที่มีรสเค็มมาก) หวาน เค็ม นี่อันตราย อาหารที่มีรสเค็ม หนักกว่าหวานครับ

ภาพ เพราะมีรูปร่างที่ดีขนาดนี้ มีสาวๆเข้ามามากมายจนเป็นภาพลักษณ์ของ ผู้ชายเจ้าชู้

เจจินตัย : ภาพนี้เป็นมาตั้งแต่เข้าวงการเลยครับ แต่หมดแล้ว เมื่อก่อนก็ยอมรับนะครับว่าเจ้าชู้จริง ยุคนั้นดาราน้อยเราก็เลยเพลินไปตอนนี้เลิกแล้วครับ นิสัยเจ้าชู้ เพราะมีลูกด้วยแล้วครับ

ถาม เห็นว่าช่วงที่ฮอตๆมีละคร 11 เรื่องเลยและถ่ายพร้อมกันด้วย

เจจินตัย : มีบทที่เป็นบู๊ แอคชั่น เป็นอะไรมาก็ส่วนใหญ่จะได้รับบทร้ายอยู่แล้ว 11 เรื่องเราไม่ได้อยู่ทุกตอนนะครับ บางเรื่องก็ 7 ตอน 8 ตอน พอเราจะถ่ายเรื่องนี้จบเรื่องใหม่ก็เปิดกล้องพอดีเป็นการเชื่อมต่อกัน 7 วัน คือ ถ่ายละคร 7 วันเลย จันทร์ อังคาร พุธ 2 เรื่อง พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 4 เรื่อง การอยู่ในวงการนี้คือ ถ้ายอมแพ้ก็จบ แต่ถ้าเรามีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆงานก็จะมีเข้ามาให้เราเรื่อยๆครับ

ถาม ขอย้อนกลับไปถามเรื่องที่เราเป็นนักแสดงวัยรุ่น แล้วเราต้องเปลี่ยนตัวเองมาเป็นอีกแบบของการแสดงชีวิตช่วงนั้นเป็นยังไงบ้าง

เจจินตัย : ตอนนั้นเราเหมือนเป็นพระเอกช่วง 90 ทุกคนเต็มที่กับเราหมด แต่พอเราเปลี่ยนมาเป็นตัวสอง คนที่เราเจอเปลี่ยนไปจริงๆนะครับเป็นสัจธรรมมาก เราไม่กลัวที่เราไม่ได้เป็นพระเอกนะครับ แต่เราแค่เฮิรตซ์มากกว่าเพราะความรู้สึกเปลี่ยนไป เพราะพระเอกก็จะมีคนมาอวยอะไรก็ดีไปหมด แรกๆก็สัมผัสได้นะครับ แต่เราก็ทำใจได้เข้าใจได้เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไป

ถาม ในช่วงที่เปลี่ยนแปลงในเรื่องการแสดง คือ เป็นข่วงที่เราแต่งงานพอดีเลยไม่ค่อยมีคนรู้เท่าไหร่ แต่ที่กลับมาฮอตได้เพราะลูกสาว พลอยเจ ดึงกลับมา

เจจินตัย : ด้วยความที่เราไม่ชอบเป็นข่าวอยู่แล้วเราก็จัดไม่ได้ใหญ่มากเราก็จดทะเบียนกับภรรยาอย่างถูกต้อง และเราก็จัดกันในครอบครัวเราไม่ได้คิดว่าจะเป็นประเด็นที่คนจะสนใจอะไรขนาดนั้น เราก็ใช้ชีวิตปกติแต่พอเรามีลูกเราก็ลงรูปลูกเรา แต่มีคนมาสนใจในความน่ารักของ พลอยเจ เยอะ คือ ชีวิตเราเปลี่ยนเลยเพราะมีแต่คนมาเอ็นดูลูกเราเพราะพอเขาเอ็นดูแล้วเขาก็มานึกถึงเรา (ซึ่งหนึ่งในคนที่เอ็นดูลูกเราก็ คือ พี่อ้วนเลยครับ) เพราะพี่อ้วน เข้ามาคอมเมนต์ หนูน่ารักจังนะคะลูก เราก็ดูใครปรากฎว่าเป็น พี่อ้วน (ยิ้ม)

ถาม ซึ่งก็เห็นว่าเราก็ส่งเสริมเขาให้เรียนการแสดงตั้งแต่ 3 ขวบเลย

เจจินตัย : ใช่ครับ พยายามให้เขาได้ลองเรียนหลายๆอย่างเพราะเราอยากรู้ว่าเขาชอบอะไรไม่ชอบอะไร พาไปเรียนแอคติ้งแล้วเรารู้สึกว่าเขาชอบเราก็เลยไปต่อ ให้เขาเรียนเป็นกลุ่มเลยครับ เพื่อที่จะได้ละลายพฤติกรรมกล้าออกสังคม ไปเจอกล้อง เราได้เห็นเขาก็มีความสุขมีเพื่อน ลูกเป็นคนที่มีเอนเนอร์จีเยอะชอบว่ายน้ำ เตะฟุตบอล อย่างงานละเอียดพวกทำอาหารลูกบอกว่าไม่เอาเลย แต่ถ้าถามว่าจะดันให้เล่นละครไหม ไม่ได้ดันหรอกครับ เพราะโลกของการเล่นละครมันเหนื่อยมาก

ถาม แล้วถ้ามีคนติดต่อให้เขาเล่นละคร

เจจินตัย : ยังไม่ใช่ตอนนี้ครับ ตอนนี้ยังไม่ใช่วัยเขาเล่น

ถาม ไม่ให้ลูกเล่นละคร แต่พาลูกเข้าวัดเพิ่งมาหรือทำมานานแล้ว

เจจินตัย : เรื่องการทำบุญทำมาตั้งแต่อายุ 15 แล้วนะครับ แต่ว่าเราไม่ได้มีโซเชียลอะไรเท่ากับทุกวันนี้ ตอนนี้นี้มีเราลงก็ได้เห็นว่าเราทำอะไรบ้าง เราทำบุผิดเราก็สงบ แล้วเราก็ให้เขาซึมซับไปเรื่อยในสิ่งที่เราทำหรือเราพาเขาไปผมพาเขาเข้าวัดตั้งแต่ 4 เดือน จนตอนนี้เขาสวดมนต์ได้

ถาม มีลูกสาวน่ารักขนาดนี้ทำไมไม่คิดว่าจะมีอีกสักคน

เจจินตัย : ตัวเราเองอยากจะมี แต่ภรรยาเดี๋ยวก็อยาก เดี๋ยวก็ไม่อยาก เรื่องนี้มันก็ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจแต่ละคนด้วยเนอะครับ เพราะว่าเขามีความรู้สึกว่าไม่รู้จะแชร์ความรักยังไงเพราะว่ารักคนนี้มาก ส่วนผมคือ อยากมีลูกชาย แต่สุดท้ายปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเพราะว่าถ้าเขาพร้อมเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นเพราะภรรยาต้องเป็นเจ้าบ้านใช่ไหม (หัวเราะ)

ถาม แล้วจริงไหมที่ จะย้ายไปอยู่ที่ อเมริกา

เจจินตัย : ใช่ครับ เพราะผมมีหุ้นส่วนเปิดร้านอาหารไทยอยู่ที่ อเมริกา ไว้แล้ว ทำมา 7 ปีแล้วเลยอยากพาลูกไปลุย ตอนแรกแพลนไว้ว่าจะไปตั้งแต่เดือนเมษายน แต่เพราะโควิดมาก็เลยพักไว้ก่อน

ถาม ที่ไปคือไปเที่ยว หรือ ไปยังไง

เจจินตัย : ไปอยู่ถาวรเลยครับ ไปเป็นนักลงทุนที่โน้นเลย ละครหรือสิ่งที่เราจะสูญเสียไปก็ไม่เสียดายครับ รู้สึกแลกกันเพราะอยู่ที่นั่นก็มั่นคง อยู่ที่ลูกสบายไป เพราะมีแต่คนเอ็นดู รัก ช่วยเหลือ ถ้าเราไปอยู่ที่อเมริกาสัก 10-15 ปีแล้วกลับมาลูกน่าจะกลายเป็นคนแข็งแกร่ง ประสบความสำเร็จในชีวิต ผมบินไปดูที่เรียนให้ลูกแล้วนะครับ ไปดูสถานที่ ไปดูโลเคชั่นร้านเรียบร้อยแล้ว

เจจินตัย : แต่ตอนนี้ ยังไปไม่ได้เลยรับงานต่อก่อนครับ แล้วค่อยดูทิศทางอีกครั้ง เพราะว่าถ้าเราไปเลยตอนนี้ แปลว่าเราตัดทุกอย่างทางนี้เลย ตอนนี้เลยต้องดูสถานการณ์ เศรษฐกิจ และ ความปลอดภัยก่อนครับ ซึ่งภรรยาผมอยากไปมาก อยากพาลูกไปลุย

ถาม ไปเห่อลูกเองไม่เห่อซิกแพคแล้วเหรอ

เจจินตัย : ไม่เห่อแล้วครับ ไม่มีใครห้ามเลย เพราะเกรงใจลูกมากๆ เพราะเรามีลูกแล้ว เพราะบางทีเราลงรูปหน้าเราเอง แต่มีคนมาคอมเมนต์ว่า ไม่เอารูปพ่อจะเอารูปลูก 

สามารถรับชมรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 ย้อนหลังได้ทางยูทูป: https://youtu.be/RTAqNbfsIxM

‘เอ – วราวุธ’ ส่งสุขท้ายปีคืนกำไรให้ชาวไทยแบบสดๆเชิญผู้ชมทั้งประเทศอ้าแขน คว้าโชคหล่นทับกับช้อปปี้ มูลค่ากว่า 12 ล้าน! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ‘เอ – วราวุธ’ส่งสุขท้ายปีคืนกำไรให้ชาวไทยแบบสดๆเชิญผู้ชมทั้งประเทศอ้าแขน คว้าโชคหล่นทับกับช้อปปี้ มูลค่ากว่า 12 ล้าน! (naewna.com)

'เอ – วราวุธ'ส่งสุขท้ายปีคืนกำไรให้ชาวไทยแบบสดๆเชิญผู้ชมทั้งประเทศอ้าแขน คว้าโชคหล่นทับกับช้อปปี้ มูลค่ากว่า 12 ล้าน!

‘เอ – วราวุธ’ส่งสุขท้ายปีคืนกำไรให้ชาวไทยแบบสดๆเชิญผู้ชมทั้งประเทศอ้าแขน คว้าโชคหล่นทับกับช้อปปี้ มูลค่ากว่า 12 ล้าน!

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.57 น.

เรียกว่าเป็นการมอบสุข ส่งสุขท้ายปีแบบไม่ให้เหงา คืนกำไรให้ชาวไทยได้ยิ้มร่า! โดยเจ้าพ่อแห่งวงการสายแจกไม่ยั้ง “เอ – วราวุธ เจนธนากุล” บอสหนุ่มสุดเก่งแห่ง “เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์” ที่ล่าสุดชวน “ต้นหอม – ศกุนตลา เทียนไพโรจน์” เขย่าความสุขให้ ฟุ้งกระจายไปทั่วประเทศไทยครั้งใหญ่ ด้วยการร่วมมือกับช้อปปี้ส่งโปรเจกต์พิเศษท้ายปี Shopee 12.12 BIRTHDAY GAMESHOW โชคหล่นทับ รับ 12 ล้าน”ซึ่งเป็นรายการที่จะชวนผู้ชมทั้งประเทศเปิดกระเป๋าอ้าแขนรับความสุข จากแอปพลิเคชันช้อปปี้เพื่อลุ้นของรางวัล มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท! และที่พิเศษไปกว่านั้น ทางรายการพร้อมโชว์สุดพิเศษจากศิลปินเกาหลี GOT7 กับเซอร์ไพรส์โชว์พิเศษให้อากาเซ่ไทยได้หายคิดถึง พร้อมด้วยโชว์อีกคับคั่งจาก พระเอก-นางเอก ดาราระดับแถวหน้าเมืองไทยให้รับชมแบบสดๆส่งตรงจากสตูดิโอ ไม่ว่าจะเป็น “บูม –กิตตน์ก้อง ขำกฤษ, นาว – ทิสานาฏ ศรศึก, ยูโร – ยศวรรธน์ทะวาปี, มินนี่ – ภัณฑิรา พิพิธยากร, แซ็ค ชุมแพ, เป็กกี้ ศรีธัญญา”

งานนี้ “บอสเอ” เผยว่า “เข้าสู่เดือนธันวาคม เดือนสุดท้ายของปี ทาง เซ้นส์ ก็ขอมอบพลังความสุขให้ชาวไทยทุกคนได้ชื่นใจ ซึ่งมีกิจกรรมพิเศษจากช้อปปี้ฉลองครบรอบ 5 ปี ด้วยแคมเปญ 12.12 Birthday game show โชคหล่นทับรับ 12 ล้าน เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า ผู้ร่วมค้าและพาร์ทเนอร์ที่ช่วยสนับสนุนช้อปปี้จนเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุดผมอยากจะเชิญชวนให้ผู้ชมคนไทยทุกคน รับชมรายการเพื่อร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัลจากทางรายการ ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า12 ล้านบาท เรียกว่าเราแจกหนัก แจกไม่อั้น แจกแบบจุกๆส่งท้ายปีกันเลยครับ โดยงานนี้ผมรับหน้าที่ดำเนินรายการร่วมกับ คุณต้นหอม ศกุนตลา รับรองว่าผู้ชมทุกคนจะได้รับความสุขไปแบบเต็มๆไม่มีผิดหวังครับ

นอกจากนี้ทางรายการยังมีโชว์สุดพิเศษ ที่เรียกว่าเป็นโชว์ระดับอินเตอร์ จากศิลปินเกาหลี วง GOT7 บอกเลยว่าเป็นการเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้ชาวอากาเซ่ไทยแลนด์ ได้หายคิดถึงแน่นอน และยังมีทัพนักแสดงมืออาชีพระดับพระเอกนางเอกจากทางช่อง 7HD ทั้งคุณบูม, คุณนาว, คุณยูโร, คุณมินนี่ และการเอนเตอร์เทนสุดว้าวจาก แซ็ค ชุมแพ, คุณเป็กกี้ ศรีธัญญาที่จะมาสร้างความสนุกสนานในรายการให้ตื่นเต้นเร้าใจให้ถึงขีดสุด ถือว่าเป็นวันพิเศษที่แจกกันรัวๆแบบนี้ ห้ามพลาดเลยนะครับ ดูรายการ ร่วมกิจกรรม Shopee ทายถูก ลุ้นทอง และ Shopee ShakeShakeเพื่อรับรางวัล ไปพร้อมกับดาราที่ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ พร้อมกันทั่วประเทศ วันที่ 12 เดือนธันวาคมนี้เวลา 18.00 น. ทางช่อง 7HD ครับ

ติดตามรายการ “Shopee 12.12 BIRTHDAY GAMESHOW โชคหล่นทับ รับ 12 ล้าน” วันเสาร์ที่ 12 เดือนธันวาคม 2563 เวลา 18.00 น. ทางช่อง 7HD หมายเลข 35

‘พีเค ปิยะวัฒน์’ เปิดทุกเรื่องราวในชีวิตและความรัก ใช้วิธีนอกใจเป็นการบอกเลิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ‘พีเค ปิยะวัฒน์’ เปิดทุกเรื่องราวในชีวิตและความรัก ใช้วิธีนอกใจเป็นการบอกเลิก (naewna.com)

'พีเค ปิยะวัฒน์' เปิดทุกเรื่องราวในชีวิตและความรัก ใช้วิธีนอกใจเป็นการบอกเลิก

‘พีเค ปิยะวัฒน์’ เปิดทุกเรื่องราวในชีวิตและความรัก ใช้วิธีนอกใจเป็นการบอกเลิก

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.54 น.

ก่อนถึงจุดนี้ได้ ดีเจพีเค ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร ต้องผ่านเรื่องราวขรุขระมามากมาย คุณแม่สอนเสมอว่า “ถ้าอยากได้ก็ต้องหาเอาเอง เพราะพ่อกับแม่ให้ได้แค่การศึกษา” ซึ่ง พีเค ที่ได้มาเป็นแขกรับเชิญในรายการ Club Friday Show ผลิตโดย CHANGE2561 เปิดใจแบบหมดเปลือกจากชีวิตที่ติดลบจนประสบความสำเร็จ พร้อมเล่าทุกเรื่องราวความรักที่ผ่านมาของตัวเองที่เป็นทั้งแฟนน้อย โดนตบหน้า โดนทุบรถ  ใช้วิธีนอกใจเป็นการบอกเลิก ก่อนมาเจอรักแท้กับภรรยาแสนสวย โยเกิร์ต คือความสุขที่สุดของชีวิต แต่ไม่คิดจะมีลูก

พีเค : ขออนุญาตบอกก่อนเลยว่าเรื่องที่จะเล่าทั้งหมดคือ เกิดก่อนเมื่อ 8 ปีมาแล้วนะครับ

ถาม เข้าวงการมากี่ปีแล้ว

พีเค : 20 ปีครับ และที่ต้องเลี้ยงอาหารบริษัททุกครั้งเพราะว่าในใจนอกจากทีมงานของเราที่แกรมมี่แล้ว อยากเลี้ยงพี่ฉอดด้วยทุกปีเพราะว่าชีวิตของเรามีวันนี้ได้เพราะแม่คนที่สองคนนี้เลยครับ เพราะถ้าไม่มี พี่ฉอด ก็ไม่มีผมวันนี้

ถาม แต่กว่าจะมาเป็น พีเค ในวันนี้ที่เป็น #MCRockstar เยอะแยะมากมายที่เราเห็นกัน ขับซุปเปอร์คาร์ ดูหรูหราไฮโซตลอดเวลาจริงๆแล้วต้องบอกว่าย้อนกลับไปเราก็เริ่มต้นมาอย่างยากลำบาก

พีเค : บ้านผมเป็นครอบครัวที่ฐานะปานกลาง พ่อรับเงินเดือน แม่เปิดร้านขายของชำ แม่ตั้งใจว่าอยากให้ลูกเข้าบดินทรเดชาให้ได้เพราะพี่ชายคนโตกับคนกลางเขาเข้าโรงเรียนดี ซึ่งพี่ๆของเราคือเข้าวชิราวุธวิทยาลัยได้ทั้งคู่ แต่ด้วยความที่โง่ของผมคือผมสอบเข้าไม่ได้ แต่เพราะว่าบ้านเราไม่มีเงินพอที่เราจะเข้าไปเรียนโรงเรียนเดียวกับพี่ๆ แม่เลยบอกว่าถ้าเข้าโรงเรียนที่เราตั้งใจไม่ได้แล้วก็ไปลองเสี่ยงชีวิตไปอยู่ที่อเมริกา

พีเค : เราไม่มีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษเลยซึ่งมีอยู่น้อยมาก วันแรกที่เราถึงก็คือช็อกเลยเพราะว่าน้าน้องสาวพ่อเขาเปิดร้านอาหารแล้วพ่อกับแม่ไปทำงานเหมือนคนเสิร์ฟ คนทำครัวที่นั่นด้วยแล้วที่เรานอนคือชั้นใต้ดิน เวลาอาบน้ำเราถามแม่ว่าอาบน้ำที่ไหน ปรากฏว่าเขาอาบน้ำกันในอ่างล้างจานเราก็ตกใจแต่ลุยก็ลุยเพราะพ่อแม่มาอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ พอเราไปอยู่ได้ 2 อาทิตย์เราเรียนเลยทันที ตอนนั้นก็โดนบูลลี่หนักเหมือนกันครับ แต่ก็ต้องขอบคุณที่เขาบูลลี่เราเพราะถ้าเราไม่เก่งไม่แกร่งมาตั้งแต่เด็กๆก็จะไม่มีชื่อ พีเค มาเลยนะ เพราะว่าชื่อเล่นจริงๆของเราชื่อ นัท แล้ว Nut ภาษาอังกฤษแปลว่า บ้า เด็กพวกมันรู้ว่านี่คือชื่อเล่นของเราก็เอาไปล้อ มาแกล้ง มาต่อย มาตบหัว จนเพื่อนฟิลิปปินส์สงสารเขาเลยเปลี่ยนชื่อให้เราตอน 10 ขวบนิดๆก็เป็นที่มาของชื่อ พีเค

ถาม แล้วเคยไหมที่ทำให้เราร้องไห้กลัว ทำไมเราต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้

พีเค : ไม่เลยครับเพราะเราเห็นพ่อแม่ลำบาก เราจะรู้สึกว่ายังไงก็ได้ยังไงก็รับได้

ถาม แต่ก็หาเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

พีเค : แม่จะสอนตลอดเลยว่าอยากได้อะไรในชีวิตนี้หาเอาเองฉันไม่มีให้ พอเราอายุ 13 เราก็เริ่มทำงานเลยได้เงินมา 5-10 เหรียญ ถือว่าเยอะแล้วในสมัยก่อน จน 16 ปี ทำงานที่แรกแบบว่าทำงานจริงจังที่เราทำคือ ล้างส้วมก่อนเลย คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า พีเค ล้างส้วมจริงเหรอ จะบอกเลยว่าทุกคนที่เข้ามาทำงานร้าน Wendy’s Burgers อาทิตย์แรกล้างส้วม อาทิตย์ถัดมาเก็บขยะ เราไม่รู้สึกอะไรเลยเพราะแม่จะสอนให้เราติดดินเสมอ แม่จะสอนว่าเรามีเท่านี้ อยากได้มากกว่านี้หาทำเอา แล้วเราจะรู้เลยว่าเราเหนื่อยขนาดไหนเราก็จะได้เงินกลับมาเท่านั้น ผมทำจนมีรายได้เป็นแสนคืองาน Computer networking ของธนาคารงานนั้นได้ตอนจบมหาวิทยาลัยแล้วจำได้เลยว่าแม่ดีใจมากเงินเดือนเดือนละแสน ใส่สูท ผูกไท ขับรถสปอร์ตไปทำงาน แม่มีความสุขมาก

พีเค : แต่ความตั้งใจที่จะกลับมาเมืองไทยคือตั้งแต่อายุ 13 อยากเป็นนักร้อง เพราะว่าทุกร้านอาหารไทยที่อเมริกาจะมีคาราโอเกะแล้วเพลงที่จะมีแต่ของแกรมมี่ เพลงพี่เบิร์ด เพลงพี่ใหม่ เพลงติ๊นา มันเลยฝังอยู่ในสมองว่าถ้าจะเป็นนักร้องต้องที่แกรมมี่เท่านั้น แม่บอกว่าถ้าอยากเป็นนักร้องต้องเอารับปริญญามา 1 ใบ พอเราได้รับปริญญาเราบอกว่าเราจะกลับมาเป็นนักร้องแม่บอกว่าทำงานก่อน แต่พอเราบอกว่าเราจะกลับจริงๆแล้วนะ ทะเลาะกันร้องไห้เพราะแม่เสียดายงานที่เราทำ

ถาม ทิ้งเงินเป็นแสนกลับมาเมืองไทย แล้วจะไปใกล้ความฝันของเรายัง

พีเค : เอาเดโมมายื่นที่แกรมมี่ artist ตอนนั้นพี่ปั๋ง เป็นหัวหน้าอยู่ที่นั่นเอาเราก็เอาเดโมมาให้เจอผู้หญิงคนหนึ่งให้เรากรอกใบสมัครพอเรากรอกเสร็จเขาก็ขอบคุณค่ะ เราก็คิดว่าแค่นี้เหรอ แต่วันนั้นเราโชคดีที่มาเจอพี่นิคเพราะเราโตมาด้วยกันที่เมืองนอก วันนั้นผมเลยได้รู้จักพี่ฉอด พี่อั๋น พี่อ้อย ค่อยๆรู้จักทุกคนในช่วงนั้นตลอด 1 ปี ถึงแม้ไม่มีงานเรายังมีเงินเก็บติดตัวมา 25,000 บาท ที่เราเหลือเท่านี้เราจะมีกลับมาเท่าไหร่ไม่ว่าแต่หนี้ที่โน้นต้องเป็นศูนย์

ถาม ทิ้งทุกอย่างแถมทิ้งความรักมาด้วย

พีเค : คือ ซินดี้ คบมา 4 ปี ตอนนี้เขาแต่งงานแล้ว เขาสวยมาก ถ้าไม่นับคุณโย เขาคือแฟนที่สวยที่สุด เราคบกันมา 4 ปี แล้วก็มาเที่ยวเมืองไทยด้วยกันสองครั้ง เขาบอกเราว่ารู้ว่าเราอยากเป็นนักร้องเรามาอยู่ที่นี่ด้วยได้นะ มาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่นี่ก็ได้ แต่ด้วยความที่เราไม่มีทุน ไม่รู้จักใครเลยลากเขามาถ้าเรือล่มคือตายคู่ เลยตัดสินใจว่า เลือกเอาระหว่างความรักกับความฝัน ผมเลือกความฝัน ที่ต้องเลิกกับเขาเพราะเราไม่สามารถที่จะไปยื้อที่เขาจะไปต่อได้ เราไม่รู้ว่าบนเส้นทางของความฝันจะสำเร็จไหม จะใช้เวลานานเท่าไหร่ เราตัดสินใจเลิกเสียใจมาก ร้องไห้หนักมากแต่มันต้องทำเพื่อที่จะกลับมาเมืองไทย

ถาม ซึ่งตอนที่กลับมาเมืองไทย คือ เหลือเงินอยู่เท่าไหร่

พีเค : 25,000 บาทครับ แต่สำหรับผมไม่ใส่ใจ เพราะเราขอแค่เรามาทำ ไม่ใช่ไม่มาทำเพราะคนอื่นบอกทำไม่ได้เพราะจะมีคำว่า แกเคยดูตัวเองบ้างหรือเปล่าในกระจก แกทำไม่ได้ เราได้ยินแบบนี้มาเยอะมากเราเลยขอเลือกทำเอง ถ้ามันทำไม่ได้ก็จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เงินเล็กเงินใหญ่ไม่ใช่สำหรับผมในตอนนั้น ขอให้ได้มาตอกบัตรที่แกรมมี่ทุกวัน พี่เราโชคดีที่ได้รู้จักพี่ฉอด แล้วบอกว่าเราพูดภาษาอังกฤษได้ลองทำเทปดีเจดีไหม เราก็คิดว่าลองเป็นดีเจ

พีเค : แต่ยังคงส่งเดโมต่อไปจนมาเจอค่ายอังกอร์ ทำเพลงให้เป็นแนว R&B ปรากฏว่าเพลงดังทุกคนในประเทศร้องได้แต่ไม่มีใครรู้ว่าผมร้อง เราก็ไปทัวร์คอนเสิร์ตขึ้นไปร้อง 4 คน แต่ไม่มีคนรู้จักเราเลยจนร้องเพลงนี้ขึ้นมาทุกคนถึงร้องอ๋อ !! พอมันเกิดแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกมันน่าเบื่อ แล้วมีอยู่วันหนึ่งเรารู้เลยว่าเราจะยึดหน้าที่พิธีกร เกิดขึ้นในวันที่มีคอนเสิร์ตเกาหลี-ไทย วันนั้นผมเป็นพิธีกรด้วย วง Sane ที่ผมอยู่ก็ขึ้นร้องด้วยพองานจบรับเช็ค 1 ใบของพิธีกร อีก 1 ใบนักร้องเปิดมาดูจากนั้นต่อไปเรารู้เลยว่าเราต้องเป็นพิธีกรอย่างเดียว เพราะเราได้ทำตามความฝันแล้วนะจากนี้ไปเราจะเป็นพิธีกรเต็มตัวแล้ว

ถาม พอมาถึงเรื่องความรักวันหนึ่งจะเข้าใจคำว่า PK ย่อมาจากปีครึ่งทำไมความรักถึงมีวงจรแค่ปีครึ่ง

พีเค : ตั้งแต่ที่ผมกลับมาเมืองไทยคนที่ผมคบลูกน้องพี่ฉอดสองคนคือสองคนในนั้น เรื่องมันเกิดขึ้นก่อน 8 ปี เพราะเราเป็นคนที่รักคนง่าย เพราะในหัวผมผู้หญิงที่เพอร์เฟกต์ที่สุด คือ สวย เก่ง ฉลาด รักผมฝากชีวิตไว้ได้แล้วที่ผมคบมาคืออาจจะมีความเพอร์เฟกต์นี้ 2 ใน 5 หรือ 3 ใน 5 มันเลยคบได้พักหนึ่งแล้วเรารู้สึกเบื่อ แล้วพอเราเจอคนใหม่ที่เขามีคาแรคเตอร์ที่เขาไม่มีก็เลยมาชอบคนนี้แทน

ถาม แล้วทำไมไม่หาคนที่คาแรคเตอร์คบตามที่เราต้องการก่อนแล้วค่อยคบ หรือเพราะว่ามันไม่เจอเลยแก้ขัดไปก่อน

พีเค : ใช่ เพราะมันไม่เจอด้วย มันก็ไม่ผิดนะครับเพราะเราเห็นเสน่ห์ของแต่ละคนเรารู้สึกว่าผู้หญิงทุกคนสวยและเก่งเพียงแต่ว่าเขาสวยและเก่งจนวันหนึ่งเราต้องยอมขอเขาแต่งงานหรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาเราแค่ชอบแล้วก็จีบเขาแล้วพอคบกันมาได้สักพักก็จะเริ่มเห็นจุดด้อยๆ

พีเค : (ถามว่าคบซ้อนไหม) ตลอดครับ จะบอกว่าคบซ้อนเพราะผมเป็นคนที่รู้สึกว่าเพราะผมไม่ชอบเป็นคนที่อยู่คนเดียว ถึงแม้ชอบเอาตัวเองออกมาอยู่คนเดียวข้างนอกจากครอบครัว แต่คนที่เลือกเป็นคนรักผมไม่ชอบอยู่คนเดียว สมมุติว่าเราอยู่กับคนที่หนึ่งพอรู้ว่าไม่ใช่แล้วเราก็จะหาที่สองมาเสียบ แล้วทำให้คนที่หนึ่งเขาจับได้พอเขาจับเราได้เขาก็จะเลิกกับเรา คนที่สองเขาก็จะขึ้นมาเป็นที่หนึ่งแล้วพอเกิดอาการเดิมๆเราก็ทำแบบเดิม มันก็เหมือนงูกินหางไปเรื่อยๆ (คบมากที่สุดที่คบซ้อน 7 – 8 คน แต่แค่คุย ไปทานข้าวแค่นั้นนะครับ) ซึ่งในการที่วางแผนให้เขาจับได้คือ เราตั้งใจที่จะทำให้เขาจับได้ แต่เขานึกว่าเขาจับเราได้เอง เพราะเราไม่อยากขอเลิกกับเขามันดูเป็นผู้ร้ายมากเกินไป อีกอย่างคือเราจิตใจไม่แข็งพอในการเลิก คือจีบจีบได้บอกเลิกลำบาก กล้านอกใจเพื่อให้เขาเลิก แต่เราไม่ได้บอกเลิกเขาอย่างเดียวนะ เราก็มีอกหัก โดนทิ้ง โดนหลอก มีสลับกันมาตลอด

ถาม ในทุกความรักปีครึ่งของ พีเค คือ โดนทุกอย่างเลยทั้งทุบรถ ตบหน้า

พีเค : ช่วงที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นคือช่วงที่เป็นดีเจแรกๆเลยคบกับ AE สวย เปรี้ยวเลยแล้วสักพักเขาออกไปเป็นแอร์โฮสเตสเราก็แอบไปคบกับนักร้องแล้วพอเขาบินกลับมา เขามาที่บ้านเจอผมกับนักร้องพอดี เขาเข้ามาตบเปรี้ยง !! แล้วเดินออกประตูไปเลย (ซึ่งนักร้องเขาก็ไม่รู้ว่าเราคบซ้อน แต่เขายังคบกับเราต่อ)จนกระทั่งเขามาเจอเรากับพริตตี้เขาก็เลยทุบรถแล้วก็ไป

ถาม แล้วเคยอกหักบ้างไหม

พีเค : จะบอกว่าในชีวิตมีอกหักสองครั้งที่อกหักแรงๆเลย รักครั้งแรกที่อกหักคือ ตอนอยู่อเมริกาคบกันมา 1 ปีเขียนจดหมายหากันทุกวัน เจอกันทุกเดือนเมษายน เจอกันปีละ 1 ครั้ง เจอกันครั้งแรกเราชอบเลยพยายามจีบเป็นแฟน โทรศัพท์หาบ่อยๆจีบ 1 ปี เราได้ไปเจอเขาที่ลานจอดรถ เพราะเขานัดที่นั่นเราก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงนัดที่นั่นเราก็เอาของขวัญวันเกิดไปให้เขา เขาบอกว่าขอบคุณนะ “ เราเป็นเพื่อนกันเถอะ “ แล้วเขาก็เดินไปขึ้นรถสปอร์ตสีดำแล้วขับออกไปเพราะมีคนมารอรับเขาอยู่แล้ว เราก็นั่งร้องไห้อยู่ 4 ชั่วโมงร้องจากเวอร์จิเนียจนนั่งรถตู้กลับไป นิวยอร์กร้องจนถึงบ้านจำได้เลยว่าเจ็บ แค้น เสียใจ เสียดายทุกความรู้สึกมันวนเข้ามาอยู่ในหัวนั่นคือรักครั้งแรก แต่ต้องขอบคุณเขานะเพราะวันนั้นทำให้ผมมีวันนี้เพราะจากที่เราไม่รู้ว่าไฮโซคืออะไร ไม่รู้เลยว่าหนังสือ GQ คือ อะไรทำให้ผมศึกษาทุกอย่างและผมต้องมีรถคันนั้น Nissan 300zx twin turbo สีดำ วันหนึ่งผมต้องมีคันนี้ให้ได้เพื่อไปรับเขาและอีก 2 ปีต่อมาผมก็มีคันนี้และไปรับเขา และเราต้องทำให้เขารักเราให้ได้แล้วก็พอทำทุกอย่างเสร็จวันนั้นเลิก คืนนั้นเลิก ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราชนะ (เขาก็ร้องไห้) แต่ต้องขอบคุณเขามากนะทำให้ผมมีทุกวันนี้ เพราะรถสปอร์ตกลายเป็นส่วนหนึ่ง สำคัญที่สุดในชีวิตเรา

พีเค : และอีกครั้งกับการอกหักเราคบมา 3 ปี คาแรคเตอร์คือทุกอย่างที่เราต้องการในแบบของผู้หญิงเลยคนหนึ่ง (ตอนนี้เขาแต่งงานแล้ว) แต่เพราะเขามีแฟนอยู่แล้วเป็นฝรั่งและรวยมาก เราจะไปรับเขาทุกครั้งที่แฟนเขาไปเมืองนอก พาเขาไปเที่ยวแล้วเราก็บอกทุกคนว่าคนนี้คือแฟน สำหรับเราเรารักเขาเหมือนแฟน เวลาที่แฟนตัวจริงเขากลับมาเราเสียใจตลอด ซึ่งเราก็คิดตลอดเลิกดีไหมๆแต่พอเขากลับมาคือเราเซ็ตศูนย์ใหม่ตลอดมีความสุขเหมือนเดิม ผมคบอยู่กับคนนี้ 3 ปี อย่าเรียกว่าอดทนครับเพราะผมมีความสุข แต่สำหรับคนนี้แม่กับพี่ชายบอกว่าเลิกเถอะ แต่ทุกคนมองว่าประสบความสำเร็จในชีวิตมีเงิน ขับรถดี มีภรรยาสวย แต่ก่อนหน้านี้ถ้าผมไม่เจอเรื่องพวกนี้ผมจะไม่เข้าใจเลยว่าการที่เรามีภรรยาที่ดีที่สุดคืออะไร ที่หยุดกับคนนี้ได้เพราะเขาจะเป็นคนที่ขี้โมโหแล้วเวลาที่เขาโกรธเขาจะเก็บของแล้วออกจากห้องแล้วเขาก็หายไปเลยเป็นอาทิตย์ๆแต่พอเขาอารมณ์ดีเขาจะกลับมา แต่มีวันหนึ่งทะเลาะกันแล้วเราขอร้องว่าอย่าเก็บของไม่อยากเลิกแต่เขาก็เก็บของแล้วไป แล้ววันนั้นผมมีอีเว้นท์แล้วเป็นวันแรกที่ผมเจอ โย แล้วผมก็คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะทำให้ผมหลุดออกจากบ่วงนี้ได้ โดยไม่ได้คิดว่าจะแต่งงานกับน้องโยด้วย ความลับนี้ โย ไม่เคยรู้ถ้าโย (ดูอยู่ตอนนี้คงรู้แล้ว) ซึ่งพอหลังจากวันนั้นเขาก็กลับมาแต่เราไม่คืนดีแล้ว และเขาก็ไป เราเริ่มมองเห็นความสวยของน้องโย เขามีคาแรคเตอร์ครบทุกอย่างที่เราต้องการ

พีเค : ขอเบอร์มาแต่ไม่กล้าโทรไปเองให้น้าเน็ก โทรไปให้เพราะวันที่เราได้เบอร์มาเราไปทำงานกับน้าเน็ก พอน้าโทรให้ถามว่าน้องโย มีแฟนหรือยังเขาก็บอกว่ามีแล้ว แต่เพราะใจเราชอบไปแล้วอย่างไรก็ตามก็ขออยู่รอบๆผู้หญิงคนนี้ (เพราะเรารู้สึกว่าวันหนึ่งต้องเป็นเขาจริงๆ) เพราะเรามั่นใจว่าเขาจะเลิกกับแฟนเขา แต่เราจะรอเราจะเสียเวลาเท่าไหร่ก็ได้ครายที่เสียกับคนคนนี้ เรารอแบบโสดๆเลยครับ และเก็บข้อมูลของเขาไปพร้อมว่าชอบอะไร เรียนที่ไหน เพื่อนเขาคือใครทุกครั้งที่เราได้มีโอกาสไปทานข้าว หรือไปเจอเขาเราจะได้คุยในสิ่งที่เขาชอบได้ เพราะน้องโย คือผู้หญิงที่สวยที่สุดตั้งแต่ที่ผมเคยเจอมา ผมไม่ชอบนางเอก ผมชอบนางร้ายเพราะนางร้ายเขามีเป้าหมายในชีวิตเพราะเขาอยากได้พระเอก เหมือนเราที่เป็นอยู่ (แล้วเขาก็เลิกกับแฟนเขาจริงๆ) โดยไม่เกี่ยวกับเรา แต่เขาไม่ได้เลือกเรานะ เขามีความลังเลเพราะว่าตอนนั้นเขาเป็นนางแบบแถวหน้าของเมืองไทยมีพระเอกมีคนเข้ามาคุยกับเขาเยอะ เราก็ปล่อยเขาเพราะเรารู้ว่าเราเป็นลำดับล่างของเขาเลย นัดเขาไปกินข้าวที่ฮิลตันข้างแม่น้ำเจ้าพระยา เราก็บอกว่าเรารู้ตัวว่าเราไม่ใช่เบอร์ต้นๆถ้ามื้อนี้เป็นมื้อสุดท้ายเราขอมอบตุ๊กตาหมีให้เขาชื่อ น้องฮัลโหล (เพราะเขาเป็นคนสะสมตุ๊กตาหมี)ที่ชื่อนี้เพราะไม่อยาก Say Goodbye ครับ ซึ่งข้อมูลที่เราเก็บมาเป็นของเขาสิ่งที่เราชนะใจเขาเลยอันดับหนึ่งคือ ตุ๊กตาหมี เพราะพอเขาเห็นตุ๊กตาหมีหน้าตา คำพูดมันเปลี่ยนไปหมดเลยเปลี่ยนแบบว่าชื่อเราอยู่ล่างๆเด้งขึ้นมาข้างบนเลย พอเราเริ่มรู้ว่าเขามีใจเราก็เริ่มมัดใจเขาด้วยการซื้อ น้องหมา เพราะคือลูกเราไม่มีอยู่แล้วเพราะเราไม่อยากมีเลยซื้อ French Bulldogมาให้ตัวแรกพออยู่ด้วย 2 วัน เขารักมากขึ้นความสัมพันธ์ของผมกับเขาก็สนิทกันมากขึ้น แล้วผมซื้ออีกตัวคือสีขาวความรักตอนนี้คือ คูณน้อง หมาของเขาให้ชื่อว่า โมย่า ส่วนอีกตัวชื่อ มัทน่า

ถาม ในเรื่องของความเจ้าชู้ที่ใครๆรอบตัวเขาก็เตือน เราหยุดได้จริงๆ???

พีเค : หยุดครับ หยุดได้จริงๆเพราะว่าผู้หญิงคนนี้ คือมีทุกอย่างในตัวของผู้หญิงที่เราต้องการมีความสวย มีความฉลาด มีความเซ็กซี่ มีความรักใส่ใจในตัวเอง แล้วเรามองเห็นอนาคตแล้วด้วยนะ (แต่ถามว่าคนเจ้าชู้หยุดได้จริงๆเหรอ) คือ จะบอกว่าตอนนี้ผมทำงานเยอะมากเจอทั้งหล่อ ทั้งสวย แต่มันอยู่ที่ว่าเราหยุดไหม หรืออยู่ที่ว่าเรามีภรรยาที่รักเรามากไหม เป็นเพราะว่า โยเกิร์ต ด้วยที่ทำให้เราเลิกได้ และเราก็ผ่านชีวิตมากเยอะด้วย ซึ่งเพราะเราผ่านจุดนั้นมาหมดตอนนี้เราทำงานเสร็จกลับบ้านมาหาภรรยา ตอนเย็นไปกินข้าวด้วยกัน แต่การที่ผมเคยเจ้าชู้มาผมรู้สึกผิดตลอด แต่ความรู้สึกผิดของผมมันสั้นกว่าความรู้สึกถูก ผมบอกแฟนรายการคลับฟรายเดย์โชว์เลยว่าผมไม่ใช่คนดีแต่ผมเรียนรู้ชีวิตผมมาตลอดว่ามันต้องผ่านความผิดมากี่ครั้ง มันถึงจะมาถูกตอนนี้ ซึ่งไม่เลยเพราะว่ามันก็มีอีกหลายคนที่ทำผมเสียใจและเราก็ไม่เคยขอโทษซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นผ่านมาก็ขอให้มันผ่านไปแต่นั้นเอง

ถาม กับ โยเกิร์ต อายุห่างกัน 14 ปี มีอะไรที่ห่างกันบ้างในชีวิต

พีเค : ไม่มีเลยครับ เพราะ โย เป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็ก ส่วนผมเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่มันเลยเจอกันครึ่งทางเป๊ะ !! ผมว่ามันมีความสุขนะ

ถาม มีอะไรที่ โย เป็นห่วง พีเค ที่สุด

พีเค : เรื่องกินเหล้า เพราะว่าผมชอบดื่มไวน์เหมือนคนชอบกินอาหารหวาน ผมชอบกินรสชาติขององุ่นเน่า เขาก็ห่วงสุขภาพเราเพราะเราไปตรวจสุขภาพมาไขมันก็ขึ้นพอกตับเขาเลยตั้งกฎว่าวันธรรมดาให้ดื่ม 3 แก้ว วันเสาร์ อาทิตย์ เขาจะไม่พูด แต่ว่าเราหนีออกจากบ้านมาเพราะว่าเราถูกตีกรอบ แต่พอแต่งงานเราโดนตีกรอบแบบนี้ แต่ไม่เป็นไรเพราะเขาเป็นห่วงเราถ้าไม่มีเขาคอยเตือนเราวันนี้ไม่รู้จะเป็นยังไง ส่วนเรื่องมีทายาทเราคงไม่มีเพราะเราไม่อยากมีลูกตั้งแต่เด็ก โย ก็ด้วยเพราะเราไม่อยากให้ลูกเกิดมาเหมือนเราเพราะเราไม่ชอบการถูกตีกรอบแต่ถ้าเรามีลูกเราต้องรักลูกเรามากแน่ๆเราจะเกิดการตีกรอบเขาโดยไม่รู้ตัว เราเลยคิดว่าเราอยู่กันสองคนสบายๆเราคือมีหน้าที่ดูแลซึ่งกันและกัน

เรียกได้ว่าเส้นทางของ พีเค ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องเจอแต่ละบททดสอบและคำสบประมาท แต่เขาเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ทำไม่ได้ก็จะหาความรู้เพิ่มแล้วฝึกฝน ในที่สุดกลายเป็น ดีเจพีเค ปิยะวัฒน์ ยืนหยัดบนเส้นทางดีเจและพิธีกรชื่อดังมาจนปัจจุบัน ติดตามชมเรื่องราวของ พิธีกร คนเก่ง พีเค ได้ในรายการ Club Friday Show ทางยูทูป

‘กองประกวดนางสาวไทย’ พาสาวงามชมความงามวัดพระธาตุลำปางหลวงเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ‘กองประกวดนางสาวไทย’พาสาวงามชมความงามวัดพระธาตุลำปางหลวงเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย (naewna.com)

'กองประกวดนางสาวไทย'พาสาวงามชมความงามวัดพระธาตุลำปางหลวงเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย

‘กองประกวดนางสาวไทย’พาสาวงามชมความงามวัดพระธาตุลำปางหลวงเยี่ยมศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.49 น.

 กองประกวดนางสาวไทย นำโดย ดร.อดิศร สุดดี ผู้อำนวยการกองประกวด เเละ บิ๊นท์-สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ นางสาวไทย ประจำปี 2562 ตำแหน่ง Miss International 2019-2020  พร้อมคณะสาวงามผู้เข้าประกวดนางสาวไทยประจำปี 2563 ทำกิจกรรมเก็บตัว ณ จังหวัดลำปาง อีกหนึ่งจังหวัดที่มีมนต์เสน่ห์อารยธรรมเเห่งล้านนา

 คณะผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2563 ออกเดินทางจากที่พัก โรงเเรมลำปางเวียงทอง ก่อนเดินทางทำกิจกรรมสถานที่เเรก คือเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมืองเเม่เมาะ) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เรียนรู้เเหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้า ชมวิวทิวทัศน์เหมืองถ่านหินพร้อมเก็บภาพความสวยงามของทุ่งบัวตอง เเละผู้เข้าประกวดยังได้เล่นสไลเดอร์เหมือง เเม่เมาะอย่างสนุกสนาน เเละพักรับประทานอาหารกลางวัน ณ จิตต์อารี สปอตคอมเพล็กซ์ จากนั้นเหล่าสาวงามได้เดินทางไปยัง อ.เกาะคา จ.ลำปาง ชมความงดงาม วัดพระธาตุลำปางหลวง เเละได้เข้าเยี่ยมชม ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีนายสุรัตน์ชัย อินทร์วิเศษ ผู้อำนวยการสำนักสถาบันคชบาลเเห่งชาติในพระอุปถัมภ์กล่าวต้อนรับเเละได้ให้สาวงามเเบ่งกลุ่มนั่งรถบัสทำกิจกรรมตามจุดต่างๆ อาทิชมโรงพยาบาลช้าง ให้อาหารช้างเเละชมการเเสดงช้าง จบกิจกรรมเก็บตัวที่จังหวัดลำปาง เเละเดินทางกลับจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงเย็น

ร่วมส่งกำลังใจให้เหล่าผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2563 ด้วยการ โหวต MISS POPULAR 2020 พิมพ์ข้อความ MT ตามด้วยหมายเลขผู้เข้าประกวด ส่งมาที่ 4806999 เริ่มตั้งแต่ 18 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2563 เพื่อให้สาวงามในดวงใจของคุณผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้ายบนเวทีนางสาวไทย ปี 2563 ในรอบตัดสิน ประกาศผลผู้ได้รับตำแหน่ง MISS POPULAR 2020 บนเวที ในรอบ PRELIMINARY วันที่ 12 ธันวาคม 2563 นี้

‘ตูน บอดี้สแลม’ ควงคู่ ‘ก้อย รัชวิน’ ฮันนีมูนมาราธอนฉบับคู่รัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ‘ตูน บอดี้สแลม’ ควงคู่ ‘ก้อย รัชวิน’ ฮันนีมูนมาราธอนฉบับคู่รัก (naewna.com)

‘ตูน บอดี้สแลม’ ควงคู่ ‘ก้อย รัชวิน’ ฮันนีมูนมาราธอนฉบับคู่รัก

‘ตูน บอดี้สแลม’ ควงคู่ ‘ก้อย รัชวิน’ ฮันนีมูนมาราธอนฉบับคู่รัก

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.45 น.

เพิ่งแต่งงานกันไปหมาดๆสำหรับคู่รักมาราธอน ‘ตูน บอดี้สแลม – อาทิวราห์ คงมาลัย’ และ ‘ก้อย – รัชวิน วงศ์วิริยะ’ ก็ยังไม่วายประเดิมฮันนีมูนมาราธอนแรกกับงาน “วิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ตงานการแข่งขันวิ่งมาราธอนนานาชาติชั้นนำของเอเชียอาคเนย์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ณ ลากูน่า ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ที่ผ่านมา โดย ‘ตูน บอดี้สแลม’ ลงวิ่งระยะ 42.195 กม. ใช้เวลาไปเพียง 03:54:47  ชั่วโมง ส่วนสาว  ‘ก้อย – รัชวิน’ ลงวิ่งระยะ 21.097 กม. ใช้เวลาไปเพียง 02:39:59 ชั่วโมง ถึงแม้จะวิ่งคนละระยะแต่สาวก้อยก็มายืนรอให้กำลังใจถึงหน้าเส้นชัย ทำเหล่าผู้ร่วมงานต่างอิจฉา
ตาร้อนกันเป็นแถว

การแข่งขันวิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต เป็นเดสติเนชั่น มาราธอนชั้นนำของเอเชียและด้วยมาตรฐาน
การจัดงานระดับสากล มีระบบรายงานผลแข่งขันโดย สปอร์ตสแตทส์ เอเชีย (Sportstats Asia) และรับรองเส้นทางแข่งขันโดย สมาคมวิ่งมาราธอนนานาชาติและการแข่งขันทางเรียบ (The Association of International Marathons and Distance Races) หรือ เอมส์ (AIMS) จึงเป็นหนึ่งในสนามที่ได้รับคัดเลือกเพื่อรับรองผลเข้าร่วมการแข่งขันมาราธอนชั้นนำระดับโลกอย่าง ‘บอสตัน มาราธอน’ และในปีนี้จะตอบรับวิถีใหม่และปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค. จ.ภูเก็ต) ซึ่งการแข่งขันจะจัดขึ้น 2 วัน โดยในช่วงเย็น (ซันเซ็ท) ประกอบด้วยการแข่งขันวิ่งยุวชน 2 กม., วิ่ง 5 กม., วิ่ง 10.5 กม., ส่วนระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.097 กม., มาราธอน 42.195 กม. และมาราธอนประเภททีมซึ่งจะจัดแข่งขันในเช้า (ซันไร้ส์)

ประธาน ‘Miss Earth Thailand’ ไม่เสียใจ ‘น้ำเพชร’ ไม่ได้มง ปีหน้าปรับกลยุทธลุยใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ประธาน ‘Miss Earth Thailand’ ไม่เสียใจ ‘น้ำเพชร’ไม่ได้มง ปีหน้าปรับกลยุทธลุยใหม่ (naewna.com)

ประธาน 'Miss Earth Thailand' ไม่เสียใจ 'น้ำเพชร'ไม่ได้มง ปีหน้าปรับกลยุทธลุยใหม่

ประธาน ‘Miss Earth Thailand’ ไม่เสียใจ ‘น้ำเพชร’ไม่ได้มง ปีหน้าปรับกลยุทธลุยใหม่

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.44 น.

หลังจากขับเคี่ยวกันมากว่า 45 วันกับการประกวด Miss Earth 2020 ซึ่งปีนี้จัดการประกวดออนไลน์ และนับเป็นจัดงานประกวดนางงามออนไลน์ครั้งแรกของโลก ผลการตัดสินคือสาวงามจากสหรัฐอเมริกา คว้ามงกุฎ Miss Earth 2020 ไปครอง ในขณะที่ น้ำเพชร ฏีญาร์ภา กฤษณสุวรรณMiss Earth Thailandตัวแทนจากประเทศไทย เข้ารอบ 20 คนสุดท้าย และได้รางวัลอันดับ 2 ชุดประจำชาติยอดเยี่ยม เรียกว่าไปไม่ถึงฝัน

แม้จะไม่ได้มงกุฎมาครอง แต่กองประกวด Miss Earth Thailand ก็ได้จัดงานฉลองการเสร็จสิ้นภารกิจการประกวด โดยมีแขกรับเชิญคนพิเศษอย่าง ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 และ แอนโทเนีย โพซิ้ว” มิสซูปร้าเนชั่นแนล 2019 มาร่วมงานด้วย งานนี้ก็เลยได้เห็นเหล่าสาวงามมาประชันกันในงาน อย่างไรก็ตามด้าน ดร.สิริกานต์ อ้นสนกรานประธานกองประกวด Miss Earth Thailand ประธาน เอ็นสิริ กรุ๊ป, สิริ ไทยเจมส์ได้กล่าวถึงการประกวดครั้งนี้ว่า ได้ทำอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว ข้อผิดพลาดในปีนี้จะถูกนำไปแก้ไขเพื่อไปประกวดในปีหน้าและมั่นใจว่าจะคว้าชัยมาให้คนไทยได้ชื่นชม พร้อมกับเปิดเผยว่า ในปีหน้าจะมีการจัดประกวด Miss Earth Thailand 2021 แบบเต็มรูปแบบ เพื่อคัดเลือกสาวที่จะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปคว้ามงกุฏMiss Earth 2021

“สำหรับการะประกวด Miss Earth 2020 มีการประกวดออนไลน์ไปกว่า83 ประเทศทั่วโลกประเทศไทยเราเองถ้ามองในแง่ของการทำงานก็ถือว่าตอบโจทย์ มีความรู้สึกว่าอิ่มในเรื่องของการทำงาน เพราะเราทำงานที่ค่อนข้างทุ่มเทตลอดระยะเวลาการทำงาน ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ยาวนานมากประมาณ 45 วัน และ 3 วันจะสตรีมมิ่งที ซึ่งมีการสตรีมการแข่งขันทั้งหมด 22 ครั้งรวมถึงการประกวดรอบไฟนอนท์ครั้งนี้ด้วยค่ะ”

“ผลการประกวดครั้งนี้ในฐานะที่เป็นผู้จัดประกวด Miss Earth Thailand นะคะ ก็รู้สึกว่า อยากให้เราได้มีโอกาสได้นำเสนอทุกมิติ แต่ระยะเวลาของเราอาจจะไม่พอ เพราะการสตรีมแต่ละครั้งเขาจะให้เวลาแค่ 2 นาที การเก็บเกี่ยวสิ่งที่ตัวนางงามก็คือน้องน้ำเพชรได้อยากจะบอกถึงความทุ่มเทมันเกิน 2 นาที ก็เป็นไปได้ว่าทางกอง Miss Earth อาจจะมองเราได้ไม่ทุกมิติอย่างที่เราต้องการ”

“คือเราทำการบ้านมาอย่างมากและอยากจะนำเสนอให้เป็นระบบที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ แต่ว่าปัญหาของสิ่งแวดล้อมของโลกมันมีมากมายเกินกว่าที่เราจะนำเสนอได้แค่ 2 นาที เราทำเต็มที่แล้วในระยะเวลาที่จำกัด และในการประกวดออนไลน์ครั้งแรกของโลกด้วย ความไม่พร้อมก็บันดาลเป็นความพร้อม ความพร้อมก็เป็นความตื่นเต้นอยากช่วยอยากทำให้ดีที่สุด ทำเต็มที่เกินร้อยเลยด้วยซ้ำ น้องน้ำเพชรทำงานเต็มที่ทำตลอดเวลาต่อเนื่องทุกวัน”

“ถามว่าสมหวังไหม ก็ไม่สมหวัง ถามว่าผิดหวังไหม เราเป็นนักกีฬาค่ะ เรารู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย อะไรที่ดีอยู่แล้วเราจะยึดถือไว้อะไรที่เป็นข้อด้อยก็จะเอาไปแก้ไขในปีต่อไป เพราะดร.ถือครองลิขสิทธิ์ Miss Earth Thailand ถึง 3 ปี ซึ่งก็ยังมีเวลาพิสูจน์ฝีมือกันอีก ก็ขอประกาศพันธกิจให้สัญญากับแฟนนางงามทุกท่านว่า ดิฉันก็ยังขอยึดถือพันธกิจในการที่เราจะไปสู่มงกุฏMiss Earth ให้จงได้ค่ะ”

เตรียมจัดงานประกวด Miss Earth Thailand 2021 ในช่วงกลางปี 2564 เพื่อเฟ้นหาสาวงามรักษ์โลกไปประกวด Miss Earth 2021

 “สำหรับปีหน้า Miss Earth Thailand จะจัดมีการจัดประกวด Miss Earth Thailand เพื่อคัดเลือกสาวงามที่จะมาเป็นตัวแทนของสาวไทยไปชิงมงกุฏMiss Earth ซึ่งจะจัดประกวดขึ้นตอนกลางปี ก็ฝากแฟนนางาม น้องๆ นักศึกษา ที่มีความสนใจอยากจะเป็นทูตความงามด้านสิ่งแวดล้อม คุณสมบัติคือต้องมีความงดงาม มีบุคลิกภาพที่ดี มีทักษะในการสื่อสารที่ดี รักสิ่งแวดล้อมจริงๆ ที่จะมาช่วยเหลือโลกใบนี้เตรียมตัวให้พร้อมกับการประกวดครั้งนี้”

‘ไทยพีบีเอส’ เปิดตัวภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

บันเทิง – ‘ไทยพีบีเอส’เปิดตัวภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life) (naewna.com)

'ไทยพีบีเอส'เปิดตัวภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life)

‘ไทยพีบีเอส’เปิดตัวภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life)

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.39 น.

ณ โรงภาพยนตร์ House สามย่านมิตรทาวน์ | สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เปิดตัวภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life) ถ่ายทอดผ่านมุมมอง 5 ผู้กำกับชื่อดัง ผ่านเรื่องราวผู้คนมากมายที่อยู่รอบขุนน้ำนางนอนที่ถูกลืม หลังเหตุการณ์กู้ภัยถ้ำหลวง ปี 2561 การกู้ภัยที่ยากที่สุดในโลก เพื่อสร้างประเด็นสนทนาใหม่ของสังคม “ยังทิ้งใครไว้ข้างหลัง?”เข้าฉายเป็นทางการที่โรงภาพยนตร์ลิโด Connect ตั้งแต่วันที่ 10 -17 ธันวาคมนี้ ปี 2564 วางแผนเดินสายฉายทั่วประเทศ รวมทั้งเทศกาลหนังทั้งไทยและต่างประเทศ

ภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life) เดินทางต่อเนื่องมาจากสารคดีโทรทัศน์ “ถ้ำหลวง” ‘สูญ – หา – เจอ – รอด – ฟื้น’ ของไทยพีบีเอส ที่ถอดบทเรียน ‘ปฏิบัติการช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่าติดถ้ำหลวง’ แต่สองปีผ่านมา หลายชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณรอบ ๆ ขุนน้ำนางนอนกำลังจะถูกหลงลืม ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นคงเหมือนติดอยู่ในถ้ำที่คล้ายจะโปร่งแสง แต่กลับหาทางออกมาไม่ได้ โดยกลับไปสถานที่เดิมด้วยคำถามใหม่ ๆ พร้อมกับการคิดใคร่ครวญถึงคำตอบร่วมของสังคมไทย ผ่านสายตา 5 ผู้กำกับหนังชื่อดัง คือ พัฒนะ จิรวงศ์, อุรุพงศ์ รักษาสัตย์, ญาณิณ พงศ์สุวรรณ, โสภาวรรณ บุญนิมิตร และพีรชัย เกิดสินธุ์

พิภพ พานิชภักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เปิดเผยว่า ไทยพีบีเอสมุ่งหวังให้ภาพยนตร์สารคดี ‘ติดถ้ำ’ เป็นเครื่องมือชวนสนทนาในประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่กระบวนการผลิตสารคดีที่มีส่วนร่วมกับชุมชน รวมถึงประเด็นที่ถูกเล่า และไม่ได้ถูกเล่าผ่านหนังสารคดีก็ตาม เช่น เรายังทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่ ให้เป็นวาระของสังคมที่สามารถพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะได้ และเป็นการขยายขอบเขตพื้นที่และการเข้าถึงผู้คนมากกว่าจอโทรทัศน์

“ไทยพีบีเอสมีแนวคิดว่าอยากทำเนื้อหา หรือประเด็นข่าวต่าง ๆ ให้ไปไกลกว่าข่าว มองมุมใหม่ ๆ เช่นผลิตเป็นสารคดี หรือภาพยนตร์สารคดี เพราะข่าวเน้นเหตุการณ์ ความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งบางครั้งไม่เพียงพอ เพราะสังคมมีความซับซ้อน และมีบริบทแวดล้อมมากมาย จึงต้องหาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อสื่อสารเรื่องเหล่านี้ให้เข้าถึงผู้คนในรูปแบบต่าง ๆ สามารถขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง ให้คนทุกเสียง ทุกมุม นำมาตีแผ่ให้เห็น ซึ่งการทำภาพยนตร์สารคดีครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเฉพาะพื้นที่ถ้ำหลวง แต่สะท้อนไปถึงปัญหาที่ถูกละเลยตั้งคำถามเชิงโครงสร้างสังคมทั้งประเทศไทย”

“จากเหตุการณ์ถ้ำหลวงมีการช่วยเหลือหลั่งไหลมาจากทั่วโลก ยังคงหลงเหลือล่องลอยความรู้สึกของคนทั้งโลก และสิ่งนี้ถือเป็นพันธกิจของสื่อสาธารณะที่ต้องบันทึกในฐานะประวัติศาสตร์ชาติ และประวัติศาสตร์ของคนในโลก แต่ไทยพีบีเอสไม่ได้มองแค่ปฏิบัติการกู้ภัย เรามองเห็นสังคมทั้งสังคม ในอนาคตไทยพีบีเอสมีความมุ่งมั่นที่จะผลิตเนื้อหา หรือเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับผู้ชมในหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม”

พิภพ กล่าวอีกว่า โครงการผลิตภาพยนตร์นี้ ยังเป็นกระบวนการเรียนรู้เพิ่มทักษะของบุคลากรภายในองค์กรร่วมกับทีมผู้กำกับชื่อดัง และถอดบทเรียนเป็นหนังสือ นี่คือกระบวนการสร้างความรู้ใหม่เพื่อยกระดับทั้งคนในองค์กรไทยพีบีเอส แวดวงวิชาการ และวิชาชีพสื่อมวลชน ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์สารคดี ‘ติดถ้ำ’ เข้าฉายเป็นทางการที่โรงภาพยนตร์ลิโด Connect ตั้งแต่วันที่ 10 -17 ธันวาคมนี้ และปี 2564 มีการวางแผนเดินสายฉายหนังทั่วประเทศ รวมทั้งเทศกาลหนัง ทั้งไทยและต่างประเทศด้วย โดยมี Documentary Club ร่วมเป็นผู้จัดจำหน่ายหนัง ซึ่งเป็นความร่วมมือกันครั้งแรก เพื่อพัฒนารูปแบบการตลาดเพื่อสังคมในอนาคตด้วย

ทั้งนี้ ภาพยนตร์สารคดี “ติดถ้ำ” (The Caved Life) ประกอบด้วย 4 หนังสารคดีสั้นร้อยเรียงเป็นหนังยาว คือ “นักฟุตบอลหมายเลข 0”จากผู้กำกับ พัฒนะ จิรวงศ์ ถ่ายถอดเรื่องราวของ “ตาล” เด็กไร้สัญชาติที่มุ่งมานะฝึกซ้อมฟุตบอลอย่างหนักเพื่อไปให้ถึงฝัน แม้จะได้เป็นแค่ตัวสำรองของทีม เพราะอุปสรรคเพียงความเป็นเด็กไร้สัญชาติ, เรื่อง “น้ำวน” จากผู้กำกับ อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ เล่าเรื่องชาวนาที่เคยเป็นพื้นที่รับน้ำจากเหตุการณ์ถ้ำหลวง ยังมีหลายพื้นที่ใช้สารเคมีในการเกษตร แม้จะพยายามสร้างระบบน้ำวน เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าทุกสิ่งล้วนคืนสู่ธรรมชาติ และมนุษย์คือผู้ที่ได้รับผลกระทบ วนเวียนกันไปประหนึ่ง “น้ำวน”

อีกหนึ่งเรื่องราว “ปางหนองหล่ม” จากผู้กำกับ โสภาวรรณ บุญนิมิต และ พีรชัย เกิดสินธุ์  เรื่องเล่าคนเลี้ยงควายอาชีพดั้งเดิมของมนุษยชาติในพื้นที่ใจกลางรอยเลื่อนแผ่นดินไหวแม่จัน – เชียงแสน ในที่สุด กาลเวลาและกระแสโลกาภิวิตน์ก็เข้ามาตั้งคำถามกับวิถีชีวิต ความกระอักกระอ่วนถึงอนาคตของลูกหลานว่าควรสานต่อหรือไปทำอย่างอื่น และแท้จริงแล้ว ปัญหาภัยแผ่นดินไหวคือปัญหาของใคร

ปิดท้ายด้วย “ใกล้แต่ไกล” จากผู้กำกับ ญาณิน พงศ์สุวรรณ เรื่องราวของ “เมย์” หญิงสาวชาวอาข่า ที่กำลังจะเรียนรู้ว่าสิ่งใดคือทางเลือกของอนาคต สิ่งที่ผู้ใหญ่บอกเล่านั้น ไม่ได้ทำให้เธอรู้อะไรมากขึ้น นอกจากตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปให้เท่าทันยุคสมัย และเริ่มเข้าสู่ระบบการศึกษาของไทย ยิ่งทำให้ “เมย์” ต้องไกลห่างจากวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมมากยิ่งขึ้น

อนึ่ง โครงการผลิตภาพยนตร์สารคดี ‘ติดถ้ำ’ อยู่ภายใต้ความดูแลของ ‘ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ’ หรือ The Active หน่วยงานตั้งขึ้นใหม่ ในไทยพีบีเอส เมื่อต้นปี 2563 เพื่อทำหน้าที่ออกแบบสื่อและสารในการขับเคลื่อนสังคม โดยขยายขอบเขตพื้นที่และการเข้าถึงผู้คนมากกว่าจอโทรทัศน์ ติดตามผลงานได้ที่ https://theactive.net หรือ FB page: The Active #ติดถ้ำ

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3) สังคมเหลื่อมล้ำ- กติการัฐล้าหลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3) สังคมเหลื่อมล้ำ-กติการัฐล้าหลัง (naewna.com)

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3)  สังคมเหลื่อมล้ำ-กติการัฐล้าหลัง

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3) สังคมเหลื่อมล้ำ-กติการัฐล้าหลัง

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใน 2 ตอนแรกที่ผ่านมา (ฉบับวันพุธที่ 2 และจันทร์ที่ 7 ธ.ค.2563) นั้นกล่าวถึงความร่วมมือของเครือข่ายธุรกิจสตาร์ทอัพที่นำไปสู่การรับมือวิกฤติไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร กับข้อถกเถียงเรื่องการใช้ระบบติดตามเพื่อสืบสวนโรคว่าจะหาจุดสมดุลอย่างไรระหว่างการคุ้มครองสังคมส่วนรวมจากโรคระบาด และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นสิทธิด้านความเป็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม “ความเหลื่อมล้ำ” ยังเป็นอีกประเด็นและเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังรุนแรง

“โควิด-19 คิดแต่ไม่ถึง กับความเหลื่อมล้ำยุคดิจิทัล” เป็นหัวข้อที่ 3 ซึ่งถูกนำเสนอในเวทีสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิว นอร์มอล” โดยผู้นำเสนอคือ สุนิตย์ เชรษฐาผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion เริ่มต้นด้วยการยกสถิติ“คนไทยกับการเข้าถึงอินเตอร์เนต”มาชี้ให้เห็นว่า แม้จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เนตจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอีกไม่น้อยที่ตกหล่นไป

“ข้อมูลล่าสุดของปี 2562ของ กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) บอกว่ามีคนใช้อินเตอร์เนต 50.1 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 66.5 ล้านคน ก็คือมีคนหายไป 16 ล้านคน แต่ขณะเดียวกันในเว็บไซต์ กสทช.ก็จะเขียนมุมเล็กๆ ว่าแต่ทั้งนี้ยังไม่รวมโครงการอินเตอร์เนตประชารัฐที่เข้าถึงคนอีก 20 ล้านคน

ผมก็เลยไปไล่ๆ ถามดู รายงานโครงการอินเตอร์เนตประชารัฐออกมาปี 2561 เขาบอกว่ามีผู้เข้าถึงทั้งหมดจริงๆ อย่างไรไม่แน่ใจ ครอบคลุมเท่าไรไม่รู้ แต่ว่ามีผู้ใช้จริงๆ ผู้ที่บันทึก หรือเป็น Register User (ผู้ใช้ที่ลงทะเบียน) อยู่ 6 ล้านคน ไม่ว่าจะอย่างไรก็เหมือนหายไปจำนวนหนึ่ง ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2561 มีการสำรวจผู้ใช้เครื่องมือดิจิทัลที่อายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป แล้วก็ทำ Sampling (สุ่มตัวอย่าง) ให้เท่ากับทั้งประเทศได้ ก็มีคนตอบมา 40% ขอบผู้ตอบ บอกว่าไม่เคยใช้อินเตอร์เนต” สุนิตย์ ระบุ

ซึ่งการที่ผู้ใดเข้าไม่ถึงอินเตอร์เนตในยุคที่มาตรการความช่วยเหลือของรัฐเน้นลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ เท่ากับผู้นั้นต้องเสียสิทธิ์นั้นไปโดยปริยาย ดังโครงการ“เราไม่ทิ้งกัน” ที่รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนเม.ย.-มิ.ย. 2563 ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ต้องตกงานขาดรายได้ (โดยผู้ลงทะเบียนต้องไม่ใช่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33) ในช่วงดังกล่าวมีรายงานว่าคนอีกไม่น้อยเข้าไม่ถึง

ขณะเดียวกัน ในช่วงปลายเดือนมี.ค. 2563 ที่รัฐบาลเริ่มตั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อรับมือวิกฤติไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะโดยหนึ่งในนั้นคือภารกิจด้านการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร จุดนี้ความเหลื่อมล้ำอยู่ที่หากเป็นผู้เข้าถึงอินเตอร์เนตจะสามารถเข้าไปติดตามได้ทางเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊คซึ่งข้อมูลที่เป็นรายละเอียดมักจะเผยแพร่ใน 2 พื้นที่ดังกล่าวในขณะที่ผู้เข้าไม่ถึงอินเตอร์เนตก็ต้องรอติดตามผ่านสื่อดั้งเดิม เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ที่อาจไม่ทันท่วงที

“ช่วงนั้นมันมีความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา มันเป็นโรคอุบัติใหม่ ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ตั้งหลายเรื่อง ตั้งแต่ตกลงอาการโรคมันมีอะไรบ้าง มันเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของการพบ ซึ่งถ้าจำได้ช่วงต้นๆ ตัวเลขที่บอกว่าอาการประเภทไหนไอแห้งๆ หายใจไม่สะดวก ตัวร้อน นู่นนี่นั่น แล้วเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลนี้ออกมาจากการวิจัยที่ใช้เวลาสั้นมากของรัฐบาลจีนร่วมกับ WHO (องค์การอนามัยโลก) คนในพื้นที่อู่ฮั่น ตอนนั้นที่แตกออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าอะไรเท่าไรอย่างไร ซึ่งข้อมูลก็มีการเปลี่ยนแปลงต่อมาเรื่อยๆ

หรือแม้แต่ข้อมูลที่เคยเป็นอย่างหนึ่งสุดท้ายเป็นอีกอย่างหนึ่งเช่น ข้อมูลองค์การอนามัยโลกเรื่องข้อแนะนำว่าควรหรือไม่ควรใส่หน้ากากอนามัย ช่วงแรกถ้าจำได้คือบอกไม่ต้องใส่ มันไม่อันตราย ไม่แพร่กระจายง่ายขนาดนั้น แต่สุดท้ายก็บอกว่าไม่ได้สุดท้ายต้องใส่เพราะข้อมูลมันเปลี่ยนไป อะไรประมาณนี้ หรือในเมืองไทยเองมีการเก็บข้อมูลเช่นว่าพบเชื้อในส่วนไหนบ้างของสารคัดหลั่งของร่างกาย ซึ่งตอนนั้นก็มีข่าวอยู่พักหนึ่งว่าไม่พบเชื้อในจุดต่างๆ ที่เป็นสารที่ออกมาจากอวัยวะเพศบ้าง อะไรบ้างคนก็พูดกันไป แต่สุดท้ายก็เจอหมด”สุนิตย์ ยกตัวอย่าง

ผอ.สถาบัน ChangeFusionยังกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำในอีกเรื่อง คือ “การขาดทักษะในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัล” ที่เห็นได้ชัดช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 คือ “การส่งต่อข่าวปลอม” แต่โชคดีที่ในประเทศไทยยังไม่มีใครเสียชีวิตจากการหลงเชื่อแล้วทำตามข้อมูลที่เป็นข่าวปลอมเหล่านั้น รวมถึง “การใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างไม่รู้เท่าทัน” แม้ด้านหนึ่งจะมีการใช้อย่างสร้างสรรค์ เช่น เปิดเพจรวมหางานในท้องถิ่น หรือสอนเทคนิคขายของออนไลน์ แต่อีกด้านหนึ่ง การขายบริการทางเพศหลากหลายรูปแบบและการชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงอินเตอร์เนตและการมีทักษะท่องโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์แล้ว ข้อค้นพบอีกประการหนึ่งในช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 “รัฐยังไม่ค่อยอยากเปิดเผยข้อมูล” เช่น มีความพยายามของนักเทคโนโลยีในประเทศไทย ในการทำแอพพลิเคชั่นที่ระบุที่ตั้งร้านขายหน้ากากอนามัย แต่เพราะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐทำให้ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อน ซึ่งต่างจาก ไต้หวัน ที่รัฐส่งเสริมอย่างเต็มที่ จนแอพฯ แบบเดียวกันสามารถระบุได้อย่างแม่นยำทั้งที่ตั้งร้านค้าและจำนวนหน้ากากที่แต่ละร้ายมี

ขณะที่ ธิปไตร แสละวงศ์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ที่นำไปสู่การขาดโอกาสทั้งการศึกษาและการหางานที่มั่นคง เป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว กระทั่งสถานการณ์โควิด-19 เป็นเพียงตัวเร่งให้เห็นชัดขึ้น เช่น เมื่อการระบาดรุนแรงขึ้นจนรัฐบาลต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ คนจำนวนไม่น้อยต้องตกงานเพราะไม่สามารถเปลี่ยนไปทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ได้

อนึ่ง ที่ผ่านมาในส่วนของรัฐบาลเองก็ไม่ได้ให้ความจริงจังกับการปฏิรูปสู่ความเป็นรัฐบาลดิจิทัล อันหมายถึงการออกนโยบายโดยตัดสินใจบนฐานของข้อมูลมากกว่าการเมือง และการไม่มีข้อมูลทำให้ไม่สามารถดำเนินนโยบายแบบเฉพาะเจาะจงได้ เช่น มาตรการล็อกดาวน์ เมื่อไม่มีข้อมูลรัฐก็ต้องล็อกดาวน์ทั้งประเทศแทนที่จะล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่เสี่ยง หรือมาตรการช่วยเหลือคนจนที่พบว่าไม่ตรงเป้าเพราะรัฐไม่รู้ว่าคนจนอยู่ที่ไหน

อย่างไรก็ตาม ธิปไตร มองว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาส เช่น เมื่อรัฐมีข้อจำกัดในการรับมือ ท้องถิ่นกลับได้แสดงบทบาทมากขึ้นผ่านกลไก อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) หรือภาคสังคมที่ตั้งตู้ปันสุข ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมช่วยเยียวยาในช่วงวิกฤติได้อีกทางหนึ่ง และวิกฤติครั้งนี้ยังทำให้รัฐสามารถเก็บข้อมูลคนจนได้อย่างเป็นระบบ โดยหากรัฐมีธรรมาภิบาลและมีการเชื่อมฐานข้อมูลก็จะเป็นประโยชน์มากในอนาคต

ทั้งนี้ เบื้องหลังปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย มีสาเหตุ 3 ประการ ได้แก่ 1.รัฐมีกฎระเบียบที่ขาดการปรับปรุงให้ทันสมัย เช่น ในช่วงแรกๆ ที่มีการล็อกดาวน์ ชาวต่างชาติยังต้องไปต่อคิวรอรายงานตัวที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นหากมีระบบการรายงานตัวแบบออนไลน์ ดังเช่นในต่างประเทศที่การสมัครบัญชีธนาคาร กระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) ใช้วิธีการถ่ายรูปบันทึกลงเว็บไซต์กันแล้ว เป็นต้น

2.รัฐอยากลดความเหลื่อมล้ำแต่กลับสร้างความเหลื่อมล้ำเสียเอง เช่น นโยบายประเภทแบ่งอำนาจแต่ไม่ยอมกระจายอำนาจ การแบ่งอำนาจคือการให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะตัวแทนกระทรวงมหาดไทย ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายอีกหลายอย่าง อาทิ อปท. บางแห่งต้องการซื้อวัคซีนไปฉีดสุนัขในพื้นที่เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่หน่วยงานส่วนกลางไปตรวจแล้วบอกว่าอปท. ไม่สามารถใช้งบประมาณกับเรื่องดังกล่าวได้ อีกทั้งรัฐยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเน้นส่งเสริมทุนใหญ่ด้วย

3.รัฐละเลยในการสร้างสวัสดิการสังคม (Safety Net) หรือเน้นการช่วยเหลือมากกว่าการสร้างระบบรัฐสวัสดิการ เช่น กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) น่าจะเพิ่มเพดานเงินสมทบจากรัฐให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมส่งเงินสมทบมีเงินเพียงพอใช้ในวัยเกษียณไปจนถึงอายุ 80 ปี แต่ภาครัฐไม่เห็นด้วยเพราะกังวลเรื่องภาระทางการคลังที่จะเพิ่มขึ้นหลักพันล้านบาทต่อปี

ด้าน ศ.สุริชัย หวันแก้ว นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ปัญหาทั้งความเหลื่อมล้ำ ทั้งธรรมาภิบาลของรัฐบาลดิจิทัล(Governance Digital Government)อาจรุนแรงขึ้นท่ามกลางความระแวงสงสัยว่าข้อมูลที่เก็บไปเพื่อรายใหญ่หรือรายเล็ก ขณะที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบจากความล้มเหลวได้ เช่น หน่วยงานต่างๆ พากันบอกว่ามีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

นอกจากนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐยังมีลักษณะรวมศูนย์อย่างมาก และในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้านหนึ่งภาครัฐยังสามารถรวมศูนย์ผ่านสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่อีกด้านหนึ่งพลังในการปรับตัวกลับเกิดมาจากความแข็งแรงของภาคสังคม “ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมอย่างเหมาะสมเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือโควิด-19 ได้อย่างมั่นคง”ขณะเดียวกัน “ความเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) ยังต้องการการถกเถียงอย่างมาก” รวมถึงรัฐมองไม่เห็นพลเมืองดิจิทัลอีกกลุ่มหนึ่งและอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อจัดการกับคนกลุ่มนี้หรือไม่

“ถ้าจะถกเถียง Digital Citizenship อาจจำเป็นต้องถกมากกว่าด้านบวกหรือด้านลบ หรือข้อมูลลวง หรือข้อมูลปลอมน่าจะจำเป็นต้องถกให้เห็นเลยว่ามันเกิดขึ้นแล้ว Digital Citizenshipนอกการ Organize (จัดตั้ง) รวมศูนย์ของกลไกที่เรียกว่ารัฐอยากจะรวมศูนย์ ซึ่งอันนี้ไม่ได้แปลว่าผมชวนให้ต่อต้านหรือไม่ต่อต้าน เราจำเป็นต้องมองเห็นว่าทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอย่างเป็นกระบวนการจากการวางแผนยุทธศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้นแต่เอาจริงๆ การ Organizeนอกสายตาของผู้ที่จัดวางพิมพ์เขียวไว้มันไปไกลมาก” ศ.สุริชัย กล่าว

ศ.สุริชัย ยังกล่าวอีกว่า บทบาทของพลเมืองดิจิทัลที่เกิดขึ้นใหม่นอกสายตาของรัฐ น่าทำการศึกษาต่อไปที่ไม่ใช่เพียงเรื่องการต่อต้าน แต่รวมถึงการสร้างบทบาทของสังคมเพื่อกำกับดูแลทิศทางของรัฐ เรื่องธรรมาภิบาล เรื่องการดูแลความทุกข์ยากของคนในสังคมที่ไปไกลกว่าการแถลงข่าวจากส่วนกลาง การปฏิรูปของหน่วยงานต่างๆ ทั้งด้วยตนเองและด้วยการปฏิรูปร่วมกันท่ามกลางสังคมที่ตื่นตัวมากขึ้น จะทำให้เป็นวาระของสังคมได้อย่างไร

(โปรดติดตามตอนที่ 4 ในฉบับวันที่ 14 ธ.ค. 2563)

หมายเหตุ : การจัดสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุค นิว นอร์มอล” เป็นความร่วมมือกันของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , Centrefor Humanitarian Dialogue (HD),ภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย,สถาบัน Change Fusion และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน