ศึกเลเก่ก่อ “กะเหรี่ยงKNU” รบพม่าพิทักษ์ที่มั่นฝ่ายต้านมินอ่องหล่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/497703

20 ธ.ค. 2564 |18:23 น.

ศึกเลเก่ก่อ "กะเหรี่ยงKNU" รบพม่าพิทักษ์ที่มั่นฝ่ายต้านมินอ่องหล่าย

ไฟสงครามชายแดนตะวันตก “กะเหรี่ยงKNU” จับมือกะเหรี่ยงKNDO และทหารประชาชนPDF รบทหารพม่า ปกป้องเมืองใหม่เลเก่ก่อ ที่มั่นฝ่ายต้านเผด็จการมินอ่องหล่าย คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ศึกชิงเมืองใหม่เลเก่ก่อ “กะเหรี่ยงKNU” กองพลน้อยที่ 6 เปิดฉากรบทหารเมียนมา ปกป้องประชาชนที่ต่อต้านเผด็จการมินอ่องหล่าย

แนวรบด้านตะวันตกยังไม่เปลี่ยนแปลง “กะเหรี่ยงKNU” ผนึกกองกำลังกะเหรี่ยงKNDOและกองกำลังพิทักษ์ประชาชน(PDF) ถล่มทหารเมียนมา เจ็บตายเกลื่อนสมรภูมิเลเก่ก่อ

“กะเหรี่ยงKNU” รบทหารเมียนมา ส่งผลให้สงครามชายแดนรอบใหม่ มีผู้อพยพหนีตายข้ามน้ำเมยมาพึ่งไทยหลายพันคน

ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.2564 เป็นต้นมา ทหารกะเหรี่ยงKNU กองพันที่ 27 สังกัดกองพลน้อยที่ 6 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) เปิดฉากรบทหารเมียนมา ในพื้นที่เมืองใหม่เลเก่ก่อ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งมีการสู้รบกันอย่างต่อเนื่องและรุนแรง ส่งผลให้ชาวกะเหรี่ยงหลายพันคนต้องอพยพหนีภัยสงครามข้ามแม่น้ำเมย มาพักอาศัยอยู่ในฝั่งไทย ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก

สาเหตุที่ทำให้ทหาร “กะเหรี่ยงKNU” ต้องรบทหารเมียนมา ก็เนื่องมาจากหน่วยข่าวกรองรัฐบาลทหารของ พล.อ.อาวุโสมิน อ่องหล่าย สืบทราบว่า ฝ่ายสนับสนุนออง ซานซูจี ได้มาซ่องสุมกำลังอยู่ในเมืองใหม่เลเก่ก่อ จึงพยายามจะเข้ามาจับกุม และจัดตั้งฐานปฏิบัติการทหารในเมืองใหม่นี้ ซึ่งทหารกะเหรี่ยงKNU ที่ดูแลพื้นที่นี้อยู่ ยอมให้ทำเช่นนั้นไม่ได้ จึงเกิดการสู้รบกันขึ้น

ศึกรบชายแดนหนนี้ดูท่าจะไม่จบโดยง่าย เมื่อทหารเมียนมาไม่ต้องการให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอยู่ใกล้เขตเศรษฐกิจของกลุ่มทุนจีนใน จ.เมียวดี

‘สมรภูมิเลเก่ก่อ’

ไฟสงครามชายแดนมาเร็วกว่ากำหนด “กะเหรี่ยงKNU” จำต้องเปิดศึกทหารเมียนมา ทั้งที่สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) ยังสืบต่อเปิดการเจรจาหยุดยิงกับ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ก็เพราะทหารเมียนมารุกเข้ามาในเขตอิทธิพล และมีทีท่าจะปักหลักอยู่ยาว

ช่วงต้นเดือน ธ.ค.2564 ทหารเมียนมา สังกัดกองพันทหารราบเบาที่ 560 กองบัญชาการทหารกองทัพน้อยตะวันออกเฉียงใต้ มีที่ตั้งอยู่ที่เมืองมะละแหม่ง รัฐมอญ ได้เคลื่อนกำลังเข้ามาตรวจค้นหาสมาชิกรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติพม่า(NUG) ที่ใช้พื้นที่เมืองใหม่เลเก่ก่อ เป็นฐานปฏิบัติการเคลื่อนไหวทางการเมือง

เบื้องต้นทหารเมียนมาประสานกับผู้นำฝ่ายการเมืองขององค์กร KNU เรียบร้อยแล้ว ทหารเมียนมาได้จับกุมสมาชิก NUG ไปจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ยอมถอนกำลังออกจากเมืองใหม่ ทหารกะเหรี่ยงKNU จึงกำลังทหารเข้ากดดันให้ถอยออกไป

เมืองใหม่เลเก่ก่อเมืองใหม่เลเก่ก่อ

สำนักข่าวชายขอบรายงานว่า เมืองใหม่เลเก่ก่อ ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ Nippon Foundation ของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เพื่อเป็นที่พักพิงให้กับผู้ลี้ภัยที่กลับมาจากไทย และผู้พลัดถิ่นภายในตามแนวชายแดน หลังจากสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) ได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพระดับสหภาพกับรัฐบาลพลเรือนของเต็งเส่งเมื่อหลายปีก่อน

เมืองใหม่เลเก่ก่อ มีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่กว่า 3,000 คน 786 ครอบครัว ซึ่งควบคุมโดย กองพันที่ 27 สังกัดกองพลน้อยที่ 6 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) และเมืองนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของ จ.เมียวดี 15 กม. และอยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 1 กม.

หลัง พล.อ.อาวุโสมิน อ่องหล่าย ก่อรัฐประหาร ได้มีสมาชิกพรรคเอ็นแอลดีของอองซาน ซูจี ได้หลบหนีมาลี้ภัยการเมืองในเขตอิทธิพลของทหารกะเหรี่ยงKNU รวมถึงเมืองใหม่เลเก่ก่อ

รัฐบาลทหารเมียนมากังวลเรื่องความมั่นคง เพราะเมืองใหม่เลเก่ก่ออยู่ไม่ไกลจากชายแดนไทย-เมียน ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก

‘ที่มั่นฝ่ายซูจี’

คำว่าทหาร “กะเหรี่ยงKNU” หมายถึงกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNLA) ที่ขึ้นตรงต่อสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) แบ่งการบริหารพื้นที่เป็น 7 กองพลน้อย

เฉพาะทางตอนใต้ของรัฐกะเหรี่ยงและรัฐมอญ ใน จ.ดูปลายา และ จ.กอกะเร็ก ตรงข้าม อ.แม่สอด, อ.พบพระ และ อ.อุ้มผาง จ.ตาก อยู่ในการดูแลของกองพลน้อยที่ 6

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์กะเหรี่ยงแห่งชาติ(KNDO) ก็มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงตอนใต้ ด้านตรงข้าม อ.พบพระ จ.ตาก ภายใต้การนำของพล.ต.เนอดา โบ เมี้ยะ ผู้บัญชาการกะเหรี่ยงKNDO

ช่วงเดือน เม.ย.2564 มีนักศึกษาและประชาชนหลบหนีภัยเผด็จการมาเข้ารับการฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธ ในเขตอิทธิพลของกะเหรี่ยงKNDO และพวกเขาเหล่านี้ ได้เข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน(People’s Defense Force-PDF) ของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติพม่า ซึ่งมีพรรคเอ็นแอลดีของอองซาน ซูจี เป็นแกนหลัก

ดังนั้น ศึกปกป้องเมืองใหม่เล่เก่ก่อ ทหารกะเหรี่ยงKNDO และทหารPDF จึงร่วมกับทหารกะเหรี่ยงKNU เปิดยุทธการขับไล่ทหารเมียนมา และทหารกะเหรี่ยงBGF (กลุ่มกะเหรี่ยงพุทธที่ทำหน้าที่ทหารชายแดน) ออกจากพื้นที่

สงครามชายแดนรอบใหม่ ดูท่าจะยืดเยื้อ ทหารเมียนมาจะต้องยึดเลเก่ก่อให้ได้ เพื่อสถาปนาความมั่นคงตามแนวชายแดน และไม่ให้กระทบเขตเศรษฐกิจพิเศษของกลุ่มทุนจีน ที่ จ.เมียวดี

“พรรคเพื่ออนาคตไทย” เปลี่ยนแปลงข้อบังคับและกก.บห. กกต.ประกาศ ลงราชกิจจาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498188

23 ธ.ค. 2564 |15:57 น.

"พรรคเพื่ออนาคตไทย" เปลี่ยนแปลงข้อบังคับและกก.บห. กกต.ประกาศ ลงราชกิจจาฯ

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่องการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับและกรรมการบริหาร”พรรคเพื่ออนาคตไทย”

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 64  ราชกิจจาฯเผยแพร่ ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค และกรรมการบริหารพรรคเพื่ออนาคตไทย   ลงนามโดย พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง

มีเนื้อหาระบุว่า  ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ เรื่อง รับจดทะเบียนจัดตั้ง พรรคเพื่ออนาคตไทย มีคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่ออนาคตไทย จํานวน ๖ คน ต่อมานายทะเบียน พรรคการเมืองได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๔ เรื่อง การเปลี่ยนแปลง กรรมการบริหารพรรคเพื่ออนาคตไทย มีคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่ออนาคตไทย จํานวน ๕ คน นั้น

บัดนี้ หัวหน้าพรรคเพื่ออนาคตไทยได้มีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ตามมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ กรณี ที่ประชุมใหญ่สามัญพรรคเพื่ออนาคตไทย ประจําปี พ.ศ. ๒๕๖๔ เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๔ มีมติ ดังนี้

"พรรคเพื่ออนาคตไทย" เปลี่ยนแปลงข้อบังคับและกก.บห. กกต.ประกาศ ลงราชกิจจาฯ

๑. แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคเพื่ออนาคตไทย พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังนี้ ข้อบังคับพรรคเพื่ออนาคตไทย พ.ศ. ๒๕๖๒ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๖๔) ข้อ ๑ ข้อบังคับพรรคนี้เรียกว่า “ข้อบังคับพรรคเพื่ออนาคตไทย พ.ศ. ๒๕๖๒ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๖๔) ” ข้อ ๒ ข้อบังคับพรรคนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ของพรรคเป็นต้นไป

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกข้อความในข้อ ๔ ของข้อบังคับพรรคเพื่ออนาคตไทย พ.ศ. ๒๕๖๒ และให้ใช้ข้อความดังต่อไปนี้แทน “ข้อ ๔ เครื่องหมายพรรค มีดังนี้ ” (๑) (๒) โดยมีความหมาย ดังนี้ ชื่อ พรรคเพื่ออนาคตไทย มีความหมายว่า การพัฒนาเพื่อประชาชน และประเทศชาติ รวมไปถึงการรู้รักสามัคคีของคนในชาติ

ภาพเครื่องหมายพรรค ภายใต้รูปอักษรไทย “พอท” ด้านบนตัวอักษร มีสีแดง ด้านล่างตัวอักษรมีสีน้ำเงิน มีชื่อเต็มพรรคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อยู่ด้านล่างตัวอักษร หมายความว่า ความรักสามัคคีของคนในประเทศชาติ การเทิดทูนรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การพัฒนาประเทศชาติสู่นานาประเทศ ตรายาง เครื่องหมาย สําหรับประทับรับรองเอกสารของพรรค เป็นเครื่องหมายย่อในลักษณะเดียวกับข้างต้นและใช้สีเดียวกัน สีของพรรค คือ สีแดง , สีน้ำเงิน”

"พรรคเพื่ออนาคตไทย" เปลี่ยนแปลงข้อบังคับและกก.บห. กกต.ประกาศ ลงราชกิจจาฯ

๒. เลือกตั้งนายกริชเทพ อุปจันแพงวงศ์ ดํารงตําแหน่งรองหัวหน้าพรรคแทนตําแหน่งที่ว่าง ดังนั้น จึงทําให้มีคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่ออนาคตไทย จํานวน ๖ คน ได้แก่ 

๒.๑ นายอนุวัฒน์  วิกัยพัฒน์ หัวหน้าพรรค

๒.๒ นายกริชเทพ อุปจันแพงวงศ์ รองหัวหน้าพรรค

๒.๓ นายประกาศิต การสอน เลขาธิการพรรค

๒.๔ นายกมลอินทร์  ภัชวิกัยพัฒน์ เหรัญญิกพรรค

๒.๕ นายสันติพล ไชยกิจ นายทะเบียนสมาชิกพรรค

๒.๖ นายกรีวุฒิ ทามเสถียรชัย โฆษกพรรค

จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔

>>>>คลิกอ่าน ประกาศทะเบียนพรรคการเมืองฉบับเต็ม 

ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค และกรรมการบริหารพรรคเพื่ออนาคตไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ  โดยเฉพาะ นายอุตตม สาวนายน อดีตรมว.คลัง และ นายสนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์ อดีตรมว.พลังงาน  หรือ “กลุ่มสี่กุมาร” ที่ลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ และมีกระแสข่าวเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ 

"พรรคเพื่ออนาคตไทย" เปลี่ยนแปลงข้อบังคับและกก.บห. กกต.ประกาศ ลงราชกิจจาฯ

โดยทั้งนายสนธิรัตน์  และ นายอุตตม ยังได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเพจส่วนตน เป็นภาพการนั่งจิบกาแฟสนทนากัน โดยระบุว่ามีการพูดคุยถึงเรื่องอนาคตบ้านเมือง ซึ่งต่อมา มีการเผยแพร่คลิป พร้อมกับมีฉากหลังขึ้นต้นด้วยคำว่า อนาคตไทย  ทำให้สื่อมวลชนบางสำนักนำไปตีความว่า เป็นการจัดตั้งพรรคการเมืองใช้ชื่อว่า พรรคอนาคตไทยบ้าง พรรคเพื่ออนาคตไทยบ้าง 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายอุตตมก็เคยเปิดตัวสถาบันอนาคตไทยศึกษา Thailand Future Foundation โดยมีทีมงาน เช่น ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ อดีตโฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ร่วมอยู่ด้วย  

อย่างไรก็ตาม เพจพรรคเพื่ออนาคตไทย ได้โพสต์ข้อความชี้แจงว่า การที่สื่อมวลชน นำเสนอ ชื่อพรรคเพื่ออนาคตไทย ไปเกี่ยวข้องกับ “กลุ่มสี่กุมาร” นั้นไม่เป็นความจริง ขอให้แก้ไขข่าวดังกล่าวด้วย 

"พรรคเพื่ออนาคตไทย" เปลี่ยนแปลงข้อบังคับและกก.บห. กกต.ประกาศ ลงราชกิจจาฯ

“กรณ์” มั่นใจคนรุ่นใหม่เลือกพรรคกล้า มุ่งดันราคายางพาราให้สูงขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498166

23 ธ.ค. 2564 |13:51 น.

"กรณ์" มั่นใจคนรุ่นใหม่เลือกพรรคกล้า มุ่งดันราคายางพาราให้สูงขึ้น

“กรณ์” มั่นใจคุณภาพผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.สงขลา มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ หวังผลักดันราคายางพาราให้สูงขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งภาษีจากประชาชนมาจ่ายส่วนต่าง ด้าน “พงศธร” จับได้เบอร์ 4 เชื่อกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ-คนรุ่นใหม่ หันมาเลือกพรรคกล้า

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า , พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ภาคใต้ พร้อมด้วยทีมงานและพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้กำลังใจ นายพงศธร สุวรรณรักษา ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมเขต 6 สงขลา เข้าสมัครรับเลือกตั้งช่วงเช้าวันนี้ (23 ธ.ค.) ที่ศูนย์ประสานงานเลือกตั้ง อ.สะเดา จ.สงขลา บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ส่วนการรับสมัครเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีปัญหาเอกสารหรือข้อกฎหมาย โดยนายพงศธร ได้ “เบอร์ 4” 

"กรณ์" มั่นใจคนรุ่นใหม่เลือกพรรคกล้า มุ่งดันราคายางพาราให้สูงขึ้น

นายกรณ์ กล่าวว่าผู้สมัครของพรรคกล้าเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีจิตสาธารณะ ต้องการเอาความรู้ความสามารถ มาช่วยเหลือแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนในฐานะ ส.ส. ซึ่งเป็นประเภทคนที่พรรคอยากสนับสนุน ทำให้การเมืองไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้ ถ้ามีคนแบบนี้มาเป็นผู้แทนในสภาฯ จึงเสนอตัวเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองในพื้นที่ไปในทิศทางที่ดีขึ้น สร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชน 
 

หัวหน้าพรรคกล้า ยังกล่าวถึงนโยบายเกี่ยวกับราคายาง ว่า ควรจะมีราคาสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาภาษีประชาชนมาจ่ายส่วนต่าง ยางพาราภาคใต้เป็นแหล่งผลิตยางมีคุณภาพที่สุดในโลก แต่ขาดการบริหารจัดการ ซึ่งวิธีการที่จะเสนอและสามารถทำได้ คือการส่งเสริมให้สหกรณ์เข้มแข็ง มีการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ นอกจากรับซื้อยางจากชาวสวนในราคาสูงแล้ว ยังต้องมีศักยภาพในการแปรรูป สามารถหาตลาดส่งออกเอง โดยตรง ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นโมเดลที่พิสูจน์มาแล้วในพื้นที่อื่น ๆ ว่าสามารถมีสหกรณ์ที่มีมาตรฐานแบบนี้ได้ จึงน่าแปลกใจว่าทำไมแหล่งผลิตยางพาราอย่างสงขลา จึงไม่มีสหกรณ์ที่เป็นของเกษตรกร ยังต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง จนขาดอำนาจในการต่อรอง จึงเกิดเป็นนโยบายที่พรรคกล้าจะสร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่อประชาชนตัวเล็ก ๆ เพื่อเกษตรกร 

"กรณ์" มั่นใจคนรุ่นใหม่เลือกพรรคกล้า มุ่งดันราคายางพาราให้สูงขึ้น

ด้านนายพงศธร กล่าวว่าแม้พรรคกล้าจะเป็นพรรคใหม่ แต่เชื่อว่าระยะเวลาที่ผ่านมา ประชาชนมีมุมมองการเมืองเปลี่ยนไป คนที่ยังไม่ตัดสินใจมีจำนวนมากถึงร้อยละ 60-70 เชื่อว่าคนกลุ่มนี้มองหานักการเมืองรุ่นใหม่ นักการเมืองที่จะมาสร้างความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งที่ทำมาตลอดคือการใช้วิชาชีพทนายความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน กลุ่มแรงงาน และคนตัวเล็ก ๆ ที่เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม รวมถึงพรรคกล้าที่มีทีมเศรษฐกิจที่พร้อม ผลักดันการใช้เทคโนโลยีในราชการ มั่นใจว่าพรรคกล้าเป็นตัวเลือกที่ประชาชนต้องการ 

"กรณ์" มั่นใจคนรุ่นใหม่เลือกพรรคกล้า มุ่งดันราคายางพาราให้สูงขึ้น

พ.อ.สุชาติ ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์ภาคใต้ที่ดูแลพื้นที่ กล่าวว่าเมื่อพรรคกล้าเป็นพรรคใหม่ ต้องดำรงไว้ซึ่งการเมืองที่ใหม่ บริสุทธิ์ ยุติธรรม และถูกต้อง เราจึงต้องการขับเคลื่อนการเมืองที่บริสุทธิ์จริง ๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าเดินแนวทางประชาธิปไตยให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ก็เชื่อว่าพี่น้องประชาชนจะพิจารณาพรรคกล้า ย้ำว่าบ้านเมืองในวันนี้และอนาคต ต้องการพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญเรื่องเศรษฐกิจ นำพาชาติบ้านเมืองได้ และมั่นใจว่าฐานเสียงของตนเองในพื้นที่ยังเหนียวแน่น

ดร.เอ้เล็งผุดศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน ดันนโยบายเรียนฟรี 50 เขต 50 รร.สาธิต กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498156

23 ธ.ค. 2564 |13:19 น.

ดร.เอ้เล็งผุดศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน ดันนโยบายเรียนฟรี 50 เขต 50 รร.สาธิต กทม.

“ดร.เอ้-สุชัชวีร์” ลงพื้นที่ดินแดง เผยตั้งใจทำศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน ปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขเป็นศูนย์การแพทย์ โดยมีแพทย์เฉพาะทาง ดันนโยบายเรียนฟรี 50 เขต 50 โรงเรียนสาธิต กทม. เน้นแก้ปัญหาสวัสดิการครู และเจ้าหน้าที่ กทม.

เมื่อวานนี้ (22 ธ.ค.) ตลอดทั้งวัน “ดร.เอ้”  สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับผู้สมัคร ส.ก. นายสิทธิวัฒน์ ชีรวินิจ และนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมต.กระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่เขตดินแดง โดยได้ไปทั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ เยี่ยมศูนย์สาธารณสุข เยี่ยมโรงเรียน แฟลตดินแดง สนามกีฬา พร้อมทั้งรับฟังปัญหาของคนในชุมชน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ “ดร.เอ้- สุชัชวีร์” ได้ไปที่โรงเรียนวิชูทิศ ซึ่งเป็นโรงเรียนสังกัด กทม. จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล – ม.6  มีการเรียนการสอน 2 ภาษา โดยได้ให้ความสนใจกับการจัดการภายในโรงเรียนซึ่งมีศูนย์การเรียนรู้ ที่เป็นโครงการเสริมสร้างศักยภาพของเด็กในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีแปลงเกษตรเพื่อให้เด็กได้ดำนา ปลูกผัก เลี้ยงปลานิลในบ่อซีเมนต์ และนำมาจำหน่ายในระบบสหกรณ์ ในขณะเดียวกันพบว่าครูในโรงเรียน สังกัด กทม. ยังประสบปัญหาเรื่องสวัสดิการ ทั้งเรื่องการเดินทาง บ้านพักอาศัย และค่าใช้จ่ายในเมืองที่ค่อนข้างสูง ทำให้ใช้ชีวิตด้วยความลำบาก

ดร.เอ้เล็งผุดศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน ดันนโยบายเรียนฟรี 50 เขต 50 รร.สาธิต กทม.


“ผมรู้สึกอินมาก เพราะชีวิตมาอยู่ตรงนี้ได้ด้วยการศึกษา โรงเรียนวิชูทิศ เป็นโรงเรียนต้นแบบของ กทม. ภายในมีศูนย์เรียนรู้ทักษะอาชีพ ถือเป็นโรงเรียนในเขตดินแดงที่มีความพร้อม ผมตั้งใจที่จะยกระดับเป็นโรงเรียนสาธิต ตามนโยบาย 50 เขต 50 โรงเรียนสาธิต เรียนฟรี “มีคุณภาพ” เพราะหัวใจของเมืองก็คือคน ถ้าเราทำให้คนมีความรู้ดูแลตัวเองได้ เมืองก็จะประสบความสำเร็จ ขอให้เรามาช่วยกัน ผมมั่นใจเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ ให้คนอยากส่งลูกเรียน #เราทำได้  แต่อย่างไรก็ตามเราจะพัฒนาลูกศิษย์ได้ ต้องดูแลคุณภาพชีวิตของครูก่อน” ดร.เอ้ ระบุ
 

ดร.เอ้เล็งผุดศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน ดันนโยบายเรียนฟรี 50 เขต 50 รร.สาธิต กทม.

จากนั้น “ดร.เอ้-สุชัชวีร์”และคณะได้เข้าไปตรวจดูบ้านพักข้าราชการ กทม. พบว่ามีสภาพเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก ลิฟต์ทุกตัวไม่ได้รับการตรวจสอบ ทำให้ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย และเครื่องปั๊มน้ำเสียมาหลายปีแล้ว  ซึ่ง กทม.ต้องเข้ามาดำเนินการซ่อมบำรุง หลังจากนั้นเดินทางไปมอบเตียงจากโครงการเตียงปันสุขให้กับผู้ป่วยติดเตียงที่การเคหะชุมชนดินแดง 2 แฟลต 56 และที่ซอยห้วยขวางแฟลต 22 และ 27 พร้อมเดินพบปะทักทายและให้กำลังใจพี่น้องประชาชน

ดร.เอ้เล็งผุดศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน ดันนโยบายเรียนฟรี 50 เขต 50 รร.สาธิต กทม.

นอกจากนี้ ยังได้ไปเยี่ยมศูนย์บริการสาธารณสุข 4 ศูนย์ที่มีคนใช้บริการมากเป็นอันดับต้น ๆ  โดยได้คุยกับหมอ พยาบาล และผู้มาใช้บริการ พบว่าดูแลคนได้ไม่ทั่วถึง เพราะข้อจำกัดจากพื้นที่คับแคบ หมอและพยาบาลไม่เพียงพอกับผู้ป่วย ที่สำคัญขาดแพทย์เฉพาะทาง ตั้งแต่โรคเด็ก โรคผู้สูงอายุ เบาหวาน ความดัน โรคไต ต้องส่งต่อ และไม่มีห้องผ่าตัดเล็ก ซึ่งเห็นว่า กทม. ควรยกระดับศูนย์สาธารณสุข เป็นศูนย์การแพทย์ มีหมอเฉพาะทาง มีเครื่องมือแพทย์ มีห้องผ่าตัดเล็ก มีเครื่องฟอกไต จะช่วยบริการประชาชนได้ดีมาก ๆ

ทั้งนี้ “ดร.เอ้-สุชัชวีร์”ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนที่มาร่วมทำข่าวและได้ถามว่า หากเป็นผู้ว่าฯ กทม. ต้องการจะทำอะไรเป็นอันดับแรก โดย “ดร.เอ้” กล่าวว่าอยากทำเรื่องคน เรื่องศูนย์บริการดูแลเด็กเล็ก ปัญหาคือวันนี้พ่อแม่ไปทำงานไม่รู้จะฝากลูกไว้ที่ไหน ทั้งที่มีโรงเรียน กทม. ใกล้บ้าน มีพื้นที่มากมาย แต่รับเด็กตั้งแต่อายุ 4 ขวบขึ้นไป หากสามารถรับเด็กตั้งแต่อายุ 2 ขวบครึ่ง – 3 ขวบได้ จะเป็นการดีและเป็นเรื่องที่ตนอยากทำ นอกจากนี้ยังอยากดูแลสวัสดิการครู และเจ้าหน้าที่ กทม. เพราะได้ไปดูบ้านพักแล้วก็พบว่าไม่ได้รับการดูแลซ่อมแซม ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในอำนาจของผู้ว่าฯ กทม. และสามารถทำได้ตั้งแต่ในวันแรก ๆ ที่รับตำแหน่ง

ในวันเดียวกันนี้ได้มีทีมงานยุทธศาสตร์ กทม. ของพรรคประชาธิปัตย์ได้แก่ นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย เลขาคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ กทม. และรองโฆษกพรรค และ ดร.ธนวัฒน์ ปัญญาสกุลวงศ์ คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ กทม. มาร่วมให้กำลังใจ “ดร.เอ้-สุชัชวีร์” ในการลงพื้นที่ด้วย

ดร.เอ้เล็งผุดศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน ดันนโยบายเรียนฟรี 50 เขต 50 รร.สาธิต กทม.

เทพไทชี้ อาฟเตอร์ช็อก 6 ข้อกรณี “สิระ” จ่ายเงินคืนสภา-ค่าเลือกตั้งซ่อมส.ส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498150

23 ธ.ค. 2564 |12:53 น.

เทพไทชี้ อาฟเตอร์ช็อก 6 ข้อกรณี “สิระ” จ่ายเงินคืนสภา-ค่าเลือกตั้งซ่อมส.ส.

“เทพไท”ชี้อาฟเตอร์ช็อค 6 ข้อกรณี “สิระ” หลังถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นสภาพส.ส. ต้องจ่ายเงินคืนสภาและจ่ายค่าเลือกตั้งซ่อมส.ส.ด้วย

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อความว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้นายสิระ เจนจาคะ พ้นสมาชิกภาพจากการเป็น ส.ส.แล้ว อาจจะเกิดผลติดตามมา หรือ อ๊าฟเตอร์ช็อก ดังนี้คือ


1.ตำแหน่ง ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขต 9 หลักสี่ ว่างลง กกต.จะต้องจัดการเลือกตั้งซ่อมใหม่ ภายใน 45 วัน


2.ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ว่างลง ต้องสรรหาประธาน กมธ.คนใหม่
 

3.จะต้องคืนเงินเดือนของ ส.ส. ต้องคืนเงินเดือนผู้ช่วย ส.ส.,ผู้เชี่ยวชาญ,ผู้ชำนาญการ ต้องคืนค่าเดินทาง และประโยชน์อื่นใด ในระหว่างการดำรงตำแหน่ง ส.ส.


4.ต้องชดใช้ค่าจัดการเลือกตั้งซ่อมทั้งหมด เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ต้น  เป็นเหตุให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ผู้ขาดคุณสมบัติส.ส.จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งซ่อมทั้งหมด


5.จะต้องถูกดำเนินคดีตามตามมาตรา 151 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. พ.ศ.2561 ที่บัญญัติว่า ผู้สมัครใดรู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่มีคุณสมบัติมีสิทธิรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ ต้องระวางโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับสูงสุด 2 แสนบาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
 

6.พรรคพลังประชารัฐ ต้องรับผิดชอบตามมาตรา 49 วรรค 2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ที่กำหนดว่า ในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ให้พรรคการเมืองมีหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต และผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ดังนั้นหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค จะต้องมีความรับผิดชอบในการส่งผู้สมัคร ที่คุณสมบัติไม่ครบด้วย ฐานเป็นผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 และมาตรา 86 

จากความผิดที่เกิดขึ้นตามกฎหมายทั้งหมด คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ในฐานะผู้เสียหาย จะต้องเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องดำเนินคดีกับผู้สมัคร และพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครนั้นด้วย

พรรคร่วมรัฐบาลยื่นร่างกม.ลูกต่อปธ.รัฐสภา ชินวรณ์คาดถกวาระแรก ก.พ.ปีหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498148

23 ธ.ค. 2564 |12:35 น.

พรรคร่วมรัฐบาลยื่นร่างกม.ลูกต่อปธ.รัฐสภา ชินวรณ์คาดถกวาระแรก ก.พ.ปีหน้า

พรรคร่วมรัฐบาลยื่นร่างกม.ลูก 2 ฉบับ ทั้งพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. และพ.ร.ป.พรรคการเมือง ต่อประธานรัฐสภาแล้ว ด้าน “ชินวรณ์” คาดถกวาระแรกต้นเดือนก.พ.ปีหน้า และคงแล้วเสร็จไม่เกินเดือน ก.ค. 65

วันนี้ (23 ธ.ค.) เมื่อเวลา 11.10 น. ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วย นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียน พรรคภูมิใจไทย นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา และนายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย ในนามตัวแทนพรรคเล็ก ร่วมกันยื่นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ต่อประธานรัฐสภา ผ่านนพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร 
  
 

พรรคร่วมรัฐบาลยื่นร่างกม.ลูกต่อปธ.รัฐสภา ชินวรณ์คาดถกวาระแรก ก.พ.ปีหน้า

นายวิเชียร กล่าวว่า การยื่นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับนี้ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการตามรัฐสภา ในหลักการพรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมเราจะทำเฉพาะส่วนที่กระทบจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งในรัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้มีสัดส่วนสัมพันธ์กันโดยตรง เราก็ใช้หลักการนั้นมาบัญญัติ ส่วนร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรการเมือง ประเด็นที่ 1 คือ ประชาชนเดือดร้อนในการสมัครเป็นสมาชิกพรรค เราเสนอให้ปรับลดค่าธรรมเนียมการสมัคร จากปีละ 100 เป็นปีละ 20 บาท 

ส่วนกระบวนการที่มีความกังวล เรื่องไพรมารี่โหวต ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 เราได้ใช้กระบวนการที่เป็นไปตามบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ คือ สมาชิกมีส่วนร่วมในการพิจารณาคัดสรรให้ได้ผู้สมัครแต่ละเขต ซึ่งเรายังคงหลักการนั้น แต่ในส่วนของวิธีการที่กำหนดให้ทำไพรมารี่โหวตโดยลงคะแนน เราเห็นว่าเป็นกระบวนการที่เกินกว่าหลักการที่รัฐธรรมนูญกำหนด เราจึงเสนอให้รับฟังความเห็นสมาชิกผ่านตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หรือตัวแทนสาขา 

ด้านนายชินวรณ์ กล่าวด้วยว่า คาดว่าประธานรัฐสภา จะบรรจุระเบียบวาระได้ประมาณ ต้นเดือน ก.พ. 2565 และคาดว่าจะทำกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ แล้วเสร็จภายใน 180 วัน โดยพิจารณาวาระแรกช่วงเดือน ก.พ. จากนั้น จะพิจารณาวาระ 2 – 3 ซึ่งคาดว่าไม่เกินเดือน ก.ค. 2565 จะแล้วเสร็จ  

หมอสุกิจ แจง สภาเตรียมเรียกเงินเดือน-ผลตอบแทนคืนจาก “สิระ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498136

23 ธ.ค. 2564 |11:48 น.

หมอสุกิจ แจง สภาเตรียมเรียกเงินเดือน-ผลตอบแทนคืนจาก “สิระ”

ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ แจง สภาเตรียมเรียกเงินเดือน-ผลตอบแทนคืนจาก “สิระ เจนจาคะ” หลังศาล รธน.ฟันพ้นสมาชิกภาพ

นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของ “นายสิระ เจนจาคะ” สิ้นสุดลง นับตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคา 2562 ว่า ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 151 วรรคสอง กำหนดให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งและกระทำความผิด ให้ศาลสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่ง รวมถึงผลประโยชน์อื่นให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย โดยทั้งนี้ต้องรอให้มีการประกาศคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษา 

โดยขณะนี้ทางสำนักงานการคลัง สภาผู้แทนราษฎร จะได้รวบรวมจำนวนเงิน และจะรายงานไปยังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแจ้งไปยัง “นายสิระ” ให้คืนเงินหลังจากวันแจ้งภายใน 30 วัน 

ส่วนจำนวนเงินนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่จะให้หลักเกณฑ์ในการคำนวณเงินซึ่งเคยใช้กับ ส.ส.พรรคก้าวไกลคนหนึ่งที่ต้องพ้นสมาชิกภาพและขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการคืนเงิน ซึ่งประกอบด้วย 

1.เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม โดยคิดตั้งแต่วันเข้ารับคำแหน่งคือวันที่ 24 มีนาคม 2562 จนถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2564 ซึ่ง มีจำนวน 113,560 บาท ต่อเดือน

2.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาประชุม หมายถึงค่าพาหนะในการเดินทาง 

3.ค่าเบี้ยประชุมคณะกรรมาธิการ ถ้าเป็นกรรมาธิการได้เบี้ย 1,500 บาท วันหนึ่งไม่เกิน 2 ครั้ง ส่วนหากเป็นอนุกรรมาธิการจะได้ 800 บาท 

4.ค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานให้แก่สมาชิก คือ ผู้ช่วย ส.ส. 5 คน เงินเดือนคนละ 15,000 / ผู้ชำนาญการ  มี 2 คน เงินเดือนคนละ 15,000 บาทต่อเดือน และมีผู้เชี่ยวชาญประจำตัว 1 คน เงินเดือน 24,000 บาท 

5.ค่าโดยสารเครื่องบินโดยใช้ใบเบิกทาง 

6.ค่ารักษาพยาบาล 

7.ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการ 

หมอชลน่าน ยัน ส่ง “สุรชาติ เทียนทอง” ลงเลือกตั้งซ่อมหลักสี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498123

23 ธ.ค. 2564 |10:53 น.

หมอชลน่าน ยัน ส่ง "สุรชาติ เทียนทอง" ลงเลือกตั้งซ่อมหลักสี่

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ยัน ส่ง “สุรชาติ เทียนทอง” ลงเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ มั่นใจ ประสบการณ์ 17 ปี ทวงคืนเก้าอี้ได้ จับตาวัดคะแนนนิยมพรรคการเมือง- ผู้ว่าฯ กทม.

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อมเขตหลักสี่หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ นายสิระ เจนจาคะ สิ้นสมาชิกภาพ ว่า เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานและพรรคเพื่อไทยได้มีการนัดพูดคุยเรื่องการส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมวันนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรค

ส่วนพื้นที่เขตหลักสี่ถือเป็นพื้นที่เดิมของพรรคเพื่อไทยจะพิจารณา”นายสุรชาติ เทียนทอง” อดีต ส.ส. ลงสมัครหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าการพิจารณาส่งผู้สมัครมีข้อให้พิจารณาพอสมควรแม้พื้นที่เดิมจะเป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยแต่อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาจะเห็นภาพ”นายสุรชาติ”ทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนและอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลาหากพรรคเพื่อไทยไม่ส่งคงตอบคำถามประชาชนไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามต้องรอกระบวนการขั้นตอนซึ่งส่วนตัวมองว่าน่าจะไม่มีเหตุผลอื่นที่พรรคจะไม่ส่ง “นายสุรชาติ”

ส่วนล่าสุดที่พรรคพลังประชารัฐ อาจจะส่งภรรยานายสิระ ลงเลือกตั้งซ่อมเขตหลักสี่มีความกังวลหรือไม่นั้น นพ.ชลน่าน กล่าวว่ามั่นใจว่า”นายสุรชาติ”มีความพร้อมในการทำหน้าที่และมีจิตวิญญาณเป็นผู้แทนจากประสบการณ์ 17 ปี ซึ่งมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าจะเลือกคนที่ดีที่สุดให้กับประชาชน เพราะมั่นใจว่าจะสามารถทวงคืนเก้าอี้คืนได้ แม้จะมีคู่แข่งจากหลายพรรครวมถึงพรรคฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกัน 
 

ขณะเดียวกันยังได้ขอบคุณ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยที่ประกาศไม่ส่งผู้สมัครและหลีกทางให้กับพรรคเพื่อไทยส่วนพรรคก้าวไกลนั้นก็เป็นสิทธิ และยังไม่ระบุว่า จะมีกระบวนการในการพูดคุยกันหรือไม่
 

ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับอำนาจอื่น นพ.ชลน่าน ระบุว่าในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2562 ที่ผ่านมาเจอปัญหาในลักษณะนี้เยอะมากกับการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามวิถีประชาธิปไตยทั้งเรื่องเงินและการจัดการ แต่เชื่อว่าการเลือกตั้งซ่อมทำได้มากกว่านั้นและจะเป็นการเลือกตั้งที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่เขตหลักสี่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ซึ่งจะวัดคะแนนนิยมของพรรคการเมืองในกรุงเทพมหานครและผู้ว่าฯ กทม. ในอนาคตได้

“รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”ภายใต้ “ท็อปบู๊ต”สืบทอดต่อเนื่องถึงปัจจุบันEP.15

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498065

23 ธ.ค. 2564 |01:06 น.

"รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"ภายใต้ "ท็อปบู๊ต"สืบทอดต่อเนื่องถึงปัจจุบันEP.15

พล.อ.สุจินดา ยอมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมา “นายอานันท์ ปันยารชุน” จึงได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งรัฐบาลเข้ามาดูแลเหตุการณ์และยุบสภา เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งกันใหม่ ติดตามตอนต่อย้อนรอยรธน. รธน.ฉบับประชาชนภายใต้ท็อปบู๊ต EP.15

"รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"ภายใต้ "ท็อปบู๊ต"สืบทอดต่อเนื่องถึงปัจจุบันEP.15

วันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2535 เป็นวันที่มีการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งที่ 18 ของประเทศไทย และเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งที่ 2 ในปีเดียวกัน หลังจากจัดการครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2535 โดยทิ้งช่วงห่างกันประมาณ 6 เดือนเท่านั้น

สาเหตุที่มีการเลือกตั้งกระชั้นชิด เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งที่ 17  “พลเอกสุจินดา คราประยูร” ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จนเกิดการประท้วงจากนักการเมือง ประชาชนและนิสิตนักศึกษาจนเกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ในเดือนพฤษภาคม 

พล.อ.สุจินดา คราประยูรพล.อ.สุจินดา คราประยูร

นายอานันท์  ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี

ในที่สุด พล.อ.สุจินดา ยอมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมา “นายอานันท์ ปันยารชุน” จึงได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งรัฐบาลเข้ามาดูแลเหตุการณ์และยุบสภา เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งกันใหม่ และให้สภาผู้แทนราษฎรที่จะได้ผู้แทนชุดใหม่เข้าไปเลือกรัฐบาล 

การเลือกตั้งครั้งนี้ ยังเป็นแบบแบ่งเขต ที่แต่ละเขตมีผู้แทนราษฎรได้ไม่เกินเขตละ 3 คน จำนวนผู้แทนราษฎรมี 360 คน เท่ากับการเลือกตั้งครั้งก่อน ซึ่งผลการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนมากเป็นอันดับหนึ่ง จึงได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และ “นายชวน หลีกภัย” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงถูกเสนอตัวให้เป็นนายกรัฐมนตรี และได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 20 ของประเทศไทย 

ชวน หลีกภัย ชวน หลีกภัย

แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งนี้ อยู่บริหารได้เพียง 2 ปีกว่า พรรรคร่วมฝ่ายค้านที่มีพรรคชาติไทยเป็นแกนนำได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล คือ “นาย นิพนธ์  พร้อมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทั้งสองคนเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ถูกกล่าวหาว่าคอรัปชั่นในเรื่องการปฏิรูปที่ดินเกี่ยวกับ สปก. 4-01 แต่ทั้งสองคนได้ลาออกจากตำแหน่งไปก่อนที่จะมีการอภิปราย

สุเทพ เทือกสุบรรณ สุเทพ เทือกสุบรรณ

นิพนธ์  พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

จากนั้น”นายชวน” จึงตัดสินใจประกาศยุบสภาในเวลา 12.00 น.ของวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2538 ก่อนการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที และกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2538 รวมเวลาที่เป็นรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนาย ชวน ประมาณ 2 ปี 8 เดือน

การเลือกตั้งในวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 มีสิ่งที่แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ คือ อายุของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้ลดจาก 20 ปีเหลือ 18 ปี เป็นครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2538

มีผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ รวม 14 พรรค มีจำนวนผู้ได้รับเลือกตั้ง จำนวน 391 คน ตามเกณฑ์คำนวณที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลการเลือกตั้ง ปรากฏว่าพรรคชาติไทย มีสมาชิกได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวนมากที่สุด จำนวน 92 ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มีสมาชิกได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่สอง จำนวน 86 ที่นั่ง ซึ่งน้อยกว่าพรรคชาติไทยเพียง 9 ที่นั่ง 

ภายหลังการเลือกตั้งพรรคชาติไทย พรรคความหวังใหม่ พรรคพลังธรรม พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย พรรคนำไทย และพรรคมวลชน ได้รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมกันทั้งหมด 233 คน โดยมีพรรคชาติไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรได้ มีมติเลือก “นายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ” ส.ส.จังหวัดสุพรรณบุรี จากพรรคชาติไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งด้วย

และสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบให้ “นายบรรหาร ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 21 ของประเทศไทย โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2538

บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี

นายบรรหาร บริหารราชการแผ่นดินอยู่ได้เพียงประมาณ 1 ปี ก็ต้องประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน เพราะถูกพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ 

เมื่อการอภิปรายสิ้นสุดลง พรรคร่วมรัฐบาลยื่นข้อเสนอขอให้ “นาย บรรหาร” ลาออกจากตำแหน่งแต่ “นายบรรหาร” เลือกใช้วิธีการยุบสภาผู้แทนราษฎร แทนการลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2539

แม้บรรยากาศทางการเมืองในยุคนี้ จะเต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบเพื่ออำนาจในการบริหารประเทศกันอย่างหนักต่อเนื่องมาตั้งแต่ในสมัยรัฐบาล “นายชวน” แต่ในช่วงเวลานี้กลับเกิดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ให้ถูกใจคนไทยทุกเพศทุกวัย 

พล.อ.ชวลิต  ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี

โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จนเป็นรูปเป็นร่าง ส่งผ่านจากรัฐบาลนายบรรหาร ต่อไปยังรัฐบาล “พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ” และมาถึงรัฐบาล “นายชวน” เป็นสมัยที่ 2 จึงสำเร็จเสร็จสมบูรณ์ ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2540 เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 ซึ่งหลายคนชื่นชมว่า “เป็นรัฐธรรมนูญดีที่สุด” มีจำนวน 336 มาตรา และใช้สืบต่อมาถึงในคณะรัฐบาลภายใต้การนำของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”(ยศขณะนั้น)

พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน / ทักษิณ ชินวัตร พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน / ทักษิณ ชินวัตร

แต่ในที่สุดรัฐธรรมนูญที่ประชาชนร่วมกันร่างก็ถูกยกเลิก เนื่องจากการรัฐประหารภายใต้การนำของ “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ซึ่งยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งชาติที่นิวยอร์กสหรัฐอเมริกา 

"รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"ภายใต้ "ท็อปบู๊ต"สืบทอดต่อเนื่องถึงปัจจุบันEP.15

การนำกำลังทหารและกองทัพเข้ายึดอำนาจบริหารจากรัฐบาลครั้งนี้ นับเป็นการก่อรัฐประหารหลังจากว่างเว้นไปในรอบ 15 ปี และเกิดขึ้นก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนต่อมาหลังจากที่การเลือกตั้งเดือนเมษายนปีนั้น ถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ โดยถูกระบุว่า เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สาเหตุมาจากพรรคไทยรักไทย ได้ว่าจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็ก ให้ส่งผู้สมัครลงแข่งขันกับผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทย เพื่อหลีกเลี่ยงการที่จะต้องมีคะแนนเสียงไม่ถึงร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น จึงมีคำวินิจฉัยสั่งยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค จำนวน 111 คน เป็นระยะเวลา 5 ปี และถือเป็นการปิดฉากของรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 รวมเวลามีผลบังคับใช้ 8 ปี 11 เดือนกับอีก 8 วัน 


ขอบคุณภาพประวัติศาสตร์ จาก Google 

>>> ติดตามอ่านซีรี่ย์เส้นทาง 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย บนวิบากกรรมทางการเมืองของประเทศ เมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่แท้จริง และยกร่างเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ในคมชัดลึกตลอดทั้งสัปดาห์

“ณัฎฐพล-สกลธี” แอบพบ “บิ๊กตู่” คาดหารือขอลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/498077

22 ธ.ค. 2564 |21:03 น.

"ณัฎฐพล-สกลธี" แอบพบ "บิ๊กตู่” คาดหารือขอลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

“ณัฎฐพล-สกลธี” แอบเข้าทำเนียบฯ พบ “บิ๊กตู่” นำพวงมาลัยสวัสดีปีใหม่ คาดหารือขอลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หลังลือสะพัด กปปส. เตรียมดัน “สกลธี” ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานพิธีเปิดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ และการประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกแห่งชาติครั้งที่ 18 ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนแล้ว จากนั้นก็ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ปรากฏว่าอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองหัวหน้าและอดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ และรองฯผู้ว่าฯ กทม. นายสกลธี ภัททิยกุล ในฐานะสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เข้าพบนายกฯ เป็นการส่วนตัว ที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยได้นำมาพวงมาลัยมาสวัสดีปีใหม่นายกฯ 

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่านายสกลธี มีความประสงค์ต้องการลงรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็ทำงานในตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. โดยมีการฟอร์มทีมเตรียมความพร้อมไว้แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ติดที่นางทยา ทีปสุวรรณ ภรรยาของนายณัฐพล สนใจที่จะลง นายสกลธี จึงหลบทางให้ แต่หลังจากนางทยา ติดคดี ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ นายสกลธี จึงต้องการลงสมัครในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ที่เปิดตัวเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่เห็นอย่างชัดจนในขณะนี้ ประกอบ ดร.เอ้-สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ นายชัชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ นางรสนา โตสิตระกูล ผู้สมัครอิสระ ขณะที่พรรคก้าวไกล ยืนยันว่าส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อย่างแน่นอน แต่ยังไม่เปิดตัวว่าจะตัดสินใจส่งใคร ด้านพรรคพลังประชารัฐก็ยังไม่มีความคืบหน้าว่าพรรคตัดสินใจจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่