เกาหลีเหนือสั่ง ‘ห้ามหัวเราะ’ ครบรอบ 10 ปีการจากไป ‘คิม จองอิล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670869

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 15:50 น.เกาหลีเหนือสั่ง 'ห้ามหัวเราะ' ครบรอบ 10 ปีการจากไป 'คิม จองอิล'เกาหลีเหนือไว้อาลัยครบรอบ 10 ปีการจากไปของอดีตผู้นำ สั่งประชาชนห้ามหัวเราะ-สังสรรค์เป็นเวลา 11 วัน

Radio Free Asia และ Fox News รายงานว่าเกาหลีเหนือไว้อาลัยครบรอบ 10 ปีการจากไปของ คิม จองอิล อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ โดยทางการกำหนดให้ประชาชนร่วมไว้ทุกข์เป็นเวลา 11 วัน นับตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค.

ประชาชนรายหนึ่งในเมืองชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือของชินอึยจูกล่าวกับ Radio Free Asia ว่าในช่วงเวลานี้ประชาชนถูกห้ามมิให้หัวเราะหรือแสดงสีหน้าอื่นใดนอกจากความเคร่งขรึมในที่สาธารณะ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือทำกิจกรรมยามว่างเพื่อความบันเทิงอย่างเช่นการช้อปปิ้ง ตลอดจนการซื้อขายของชำก็เป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน

แหล่งข่าวเผยว่าในอดีตมีประชาชนจำนวนมากถูกจับกุมเนื่องจากดื่มสุราในช่วงไว้ทุกข์ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครพบเห็นพวกเขาเลย

“ในช่วงระยะเวลาไว้ทุกข์ประชาชนยังไม่สามารถประกอบพิธีศพ หรือแม้แต่ฉลองวันเกิดของตัวเอง” แหล่งข่าวกล่าวเสริม

รายงานระบุว่าในช่วงเวลานี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับมอบหมายให้สอดส่องดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งยอมรับว่าช่วงเวลาไว้ทุกข์ที่ยาวนานส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีเหนือ

ขณะที่รัฐบาลได้วางแผนจัดงานต่างๆ เพื่อรำลึกถึงคิม จองอิล รวมถึงการจัดแสดงภาพถ่ายและงานศิลปะของเขาในที่สาธารณะ และนิทรรศการ Kimjongilia ซึ่งเป็นดอกไม้ที่ตั้งตามชื่อของอดีตผู้นำ

Photo by KIM Won Jin / AFP

ทุกๆ 25 นาทีมีหญิงอินเดียฆ่าตัวตาย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670851

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 14:20 น.ทุกๆ 25 นาทีมีหญิงอินเดียฆ่าตัวตาย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?ปีที่แล้วแม่บ้านชาวอินเดียปลิดชีวิตตัวเองเฉลี่ยวันละ 61 คน หรือทุกๆ 25 นาที

บีบีซีรายงานโอยอ้างข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลอาชญากรรมแห่งชาติของอินเดีย (National Crime Records Bureau หรือ NCRB) ระบุว่าปีที่แล้วมีแม่บ้านชาวอินเดียปลิดชีวิตตัวเองถึง 22,372 คน คิดโดยเฉลี่ยคือหญิงอินเดียฆ่าตัวตายวันละ 61 คน หรือทุกๆ 25 นาที

รายงานระบุว่าแม่บ้านฆ่าตัวตายคิดเป็น 14.6% ของกรณีการฆ่าตัวตายทั้งหมด 153,052 คนในอินเดียเมื่อปีที่แล้ว และมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้หญิงอินเดียทั้งหมดที่ฆ่าตัวตาย

ในปี 1997 NCRB เริ่มรวบรวมข้อมูลการฆ่าตัวตายของชาวอินเดียโดยแบ่งตามอาชีพ พบว่าในทุกๆ ปีมีแม่บ้านฆ่าตัวตายมากกว่า 20,000 คน และในปี 2009 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 25,092

รายงานมักระบุว่าการฆ่าตัวตายมีสาเหตุมาจาก “ปัญหาครอบครัว” หรือ “ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงาน” แต่อะไรเป็นสาเหตุที่ผลักดันให้ผู้หญิงเหล่านั้นต้องปลิดชีพตัวเอง?

บีบีซีอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตซึ่งกล่าวว่าสาเหตุหลักคือปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดย 30% ของผู้หญิงทั้งหมดที่ร่วมการสำรวจของรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้กล่าวว่าพวกเขาเคยถูกคู่สมรสใช้ความรุนแรง ทั้งยังต้องเผชิญกับความเบื่อหน่ายในชีวิตหลังแต่งงานที่ผู้หญิงถูกกดขี่จนอึดอัด

ดร.อูชา เวอร์มา ศรีวัสตาวา (Usha Verma Srivastava) นักจิตวิทยาจากเมืองพาราณาสีกล่าวว่าหญิงอินเดียส่วนใหญ่แต่งงานตั้งแต่อายุ 18 ปี พวกเขาต้องทำหน้าที่ภรรยาและการเป็นลูกสะใภ้ คือการใช้เวลาทั้งวันไปกับการทำงานบ้าน ทำความสะอาดบ้าน หรือทำอาหาร พวกเขาแทบจะไม่มีอิสระที่จะได้ใช้ชีวิตส่วนตัว และไม่มีเงินเป็นของตัวเอง

“การศึกษาและความฝันของเธอไม่สำคัญอีกต่อไป ทะเยอทะยานของพวกเธอค่อยๆ หายไปอย่างช้าๆ กลายเป็นความสิ้นหวังและความผิดหวังที่ก่อตัวขึ้น การมีชีวิตอยู่ของพวกเธอกลายเป็นความทรมาน” ดร.อูชากล่าว

แต่สำหรับแม่บ้านสูงอายุนั้นมีสาเหตุที่ต่างกันออกไป

ดร.อูชากล่าวว่าแม่บ้านสูงอายุหลายคนเผชิญกับความว่างเปล่าเมื่อลูกๆ เติบโตขึ้นและไปมีชีวิตของตัวเอง หลายคนประสบปัญหาเมื่อถึงวัยใกล้หมดประจำเดือนที่อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า

อย่างไรก็ตามเธอเสริมว่าการฆ่าตัวตายนั้นสามารถป้องกันได้ โดยการโน้มน้าวหรือพยายามหยุดความคิดที่จะฆ่าตัวตายของเขาก็มีโอกาสที่เขาจะเปลี่ยนใจ

ดร.ซูมิตรา พาทาเร (Soumitra Pathare) จิตแพทย์ชาวอินเดียรายหนึ่งอธิบายว่าการฆ่าตัวตายในอินเดียหลายครั้งเกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบ อย่างเช่นการที่สามีกลับถึงบ้าน ลงมือทำร้ายภรรยา จากนั้นภรรยาก็ฆ่าตัวตาย

งานวิจัยชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าหญิงอินเดีย 1 ใน 3 ที่ฆ่าตัวตายมีประวัติว่าเธอต้องเผชิญกับความรุนแรงในครอบครัว

ไชตาลี สินหา (Chaitali Sinha) นักจิตวิทยาของ Wysa แอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิตกล่าวว่ามีผู้หญิงชาวอินเดียอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แต่ที่พวกเขายังคงสติได้เพราะได้รับการสนับสนุน เธอพบว่าผู้หญิงจำนวนหนึ่งจัดตั้งกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

“พวกเธอไม่มีหนทางอื่นในการแสดงออก บางครั้งการได้พูดคุยกับใครสักคนก็เป็นสิ่งที่เยียวยาจิตใจของพวกเธอได้” ไชตาลีกล่าว แต่ทว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการล็อกดาวน์ทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

ก่อนหน้านี้พวกเธอมีพื้นที่ปลอดภัยเมื่อสามีออกไปทำงานนอกบ้าน แต่เมื่อมีการระบาดของโควิด-19 ทำให้พื้นที่ปลอดภัยนั้นหายไป และมันยังทำให้พวกเธอไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างความสุขให้แก่พวกเธอได้ ดังนั้นความโกรธ ความเจ็บปวด และความเศร้าจึงก่อตัวขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และการฆ่าตัวตายกลายเป็นทางเลือกสุดท้ายของพวกเขา

อินเดียรายงานสถิติการฆ่าตัวตายที่สูงที่สุดในโลก โดยผู้ชายอินเดียคิดเป็น 1 ใน 4 ของการฆ่าตัวตายทั่วโลก ในขณะที่ผู้หญิงอินเดียคิดเป็น 36% ของการฆ่าตัวตายทั่วโลกในกลุ่มอายุ 15 ถึง 39 ปี

แต่ดร.ซูมิตรา กล่าวว่า ตัวเลขอย่างเป็นทางการของอินเดียนั้นถือว่าต่ำเกินกว่าความเป็นจริงอย่างมาก และไม่ได้สื่อถึงระดับที่แท้จริงของปัญหา โดยอ้างอิงผลการศึกษา Million Death Study และงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ซึ่งชี้ว่าตัวเลขทางการต่ำกว่าความเป็นจริง 30% ถึง 100%

พร้อมชี้ว่าปัญหาการฆ่าตัวตายไม่ได้ถูกนำมาพูดคุยกันอย่างจริงจังในอินเดีย หลายครอบครัวพยายามปกปิดเพราะความอับอาย ในพื้นที่ชนบทไม่มีข้อกำหนดให้ต้องชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต ส่วนคนรวยมักได้รับความช่วยเหลือจากตำรวจให้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่การฆ่าตัวตาย

“องค์การสหประชาชาติตั้งเป้าที่จะลดอัตราการฆ่าตัวตายทั่วโลกให้ได้ 1 ใน 3 ภายในปี 2030 แต่ปีที่ผ่านมาการฆ่าตัวตายของเราเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน การลดตัวเลขนี้ยังคงเป็นเพียงความฝัน” ดร.ซูมิตรากล่าว

AFP PHOTO / TAUSEEF MUSTAFA

ทำไมใครๆ ต่างหลงรัก ‘ผัดไทยในเบอร์ลิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670812

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.ทำไมใครๆ ต่างหลงรัก 'ผัดไทยในเบอร์ลิน'เจ้าของร้านผัดไทยในเบอร์ลินที่ได้รับเสียงชื่นชมจากต่างชาติอย่างล้นหลาม

Munchies เปิดเผยเรื่องราวของ “พิม” เจ้าของร้านผัดไทยใน Thai Park หรือตลาดนัดอาหารไทยในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งผัดไทย และผัดไทยของเธอคือผัดไทยที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเยอรมนี

พิม ชาวไทยซึ่งเติบโตในเยอรมนีเล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่าเธอคิดว่าเธอคือตำนานของ Thai Park แห่งนี้แล้ว เพราะเธออยู่ที่นี่มานาน 25 ปี ทุกคนที่นี่รู้จักเธอ

จุดเด่นของผัดไทยของเธอคือคุณภาพและซอสผัดไทยสูตรลับซึ่งเธอเป็นคนปรุงเอง เค็มนิดๆ หวานหน่อยๆ และรสเปรี้ยวจากน้ำมะขามเปียก คือตัวชูโรงของผัดไทยแสนอร่อยจานนี้

พิมเล่าว่าในตอนแรกที่เธอเริ่มมาตั้งร้านมันไม่ง่ายเลย เพราะในตอนนั้นมันยังไม่ถูกกฎหมาย ทุกคนที่นี่ต้องรีบเก็บร้านด้วยความรวดเร็วเมื่อตำรวจมา ไม่เช่นนั้นจะถึงปรับ 35 ยูโร แต่ตอนนี้มันถูกกฎหมายแล้ว

คลิปวิดีโอดังกล่าวมีผู้มาแสดงความคิดเห็นมากมาย ซึ่งมีทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงชาวเยอรมันเอง โดยคอมเมนต์ส่วนใหญ่นอกจากจะชื่นชมผัดไทยที่น่ารับประทานของเธอแล้ว ยังชื่นชมรอยยิ้มและบุคลิกที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหลของเธอด้วยhttps://www.youtube.com/embed/BU00NAq6zgU

Matthew Cavanaugh กล่าวว่า “เธอมีเสนห์เหลือเกิน เป็นผู้หญิงที่น่ารักอะไรอย่างนี้ เบอร์ลินโชคดีที่มีเธอ”

ผู้ใช้ชื่อว่า T. Hodl คอมเมนต์เป็นภาษาเยอรมนีระบุว่าเธอเป็นแม่ที่ยอดเยี่ยมมาก อดใจไม่ไหวแล้วที่จะไปลองชิมผัดไทยของเธอ

die Faust Spandaus กล่าวว่า ในฐานะคนเยอรมันมันดีมากเลยที่มีสิ่งนี้ ถ้าได้ไปเบอร์ลินครั้งหน้าฉันจะต้องไปอุดหนุนเธอให้ได้

Elijah Ramos กล่าวว่า เธอช่างน่าทึ่ง และผัดไทยของเธอก็ดูน่าอร่อยมาก ถ้ามีโอกาสได้ไปเบอร์ลินเมื่อไรฉันไปอุดหนุนเธอแน่นอน

“ฉันจะอุดหนุนเธอก็เพราะบุคลิกที่ยอดเยี่ยมของเธอเนี่ยแหละ” Ashley กล่าว

เช่นเดียวกับ Gale Chow ซึ่งชื่นชมว่าเธอเป็นผู้หญิงที่งดงามทั้งภายในและภายนอก ผัดไทยของเธอก็ช่างน่าทึ่ง

Edmond Siu กล่าวว่าผมจะต้องไปที่นั้นให้ได้เมื่อได้กลับไปเบอร์ลินอีกครั้ง

“เห็นเธอยิ้มแล้วก็ยิ้มไปด้วย…ผัดไทยคือเมนูที่ฉันต้องสั่งเมื่อเข้าร้านอาหารไทย ฉันเชื่อเลยว่าผัดไทยของเธออร่อยเพราะซอสสูตรลับของเธอ” ผู้ใช้ชื่อ OYUN芸 กล่าว

A-Train Travels กล่าวว่านี่เป็นผัดไทยที่สวยงามน่าอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ ขาดแค่เบียร์ที่จะมากินคู่กับผัดไทยเท่านั้นแหละ

ขณะที่ความคิดเห็นอีกส่วนหนึ่งแสดงความยินดีที่ในที่สุดเธอก็สามารถประกอบอาชีพได้อย่างถูกกฎหมายหลังจากที่ต้องคอยหลบตำรวจมานาน 25 ปี

ทั้งนี้ Thai Park ในกรุงเบอร์ลินเริ่มมีขึ้นเมื่อประมาณปี 1995 โดยเริ่มต้นจากชุมชนชาวไทยกลุ่มเล็กๆ ในเบอร์ลินที่ทำอาหารมาแลกเปลี่ยนกันในสวนสาธารณะแห่งนี้ แต่เมื่อได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากทำให้นี่กลายเป็นตลาดนัดอาหารไทยใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยในตอนแรกการค้าขายรูปแบบนี้ถือว่าผิดกฎหมาย แต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมาทุกอย่างถูกดำเนินการอย่างถูกต้อง มีเอกสาร และการเสียภาษีอย่างถูกกฎหมาย พวกเขาไม่ต้องกลัวตำรวจอีกต่อไปแล้ว

Photo by Munchies

ชี้โควิดบีบ ‘วัยรุ่น-ผู้หญิง’ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสี่ยงตกงานมากสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670842

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 11:45 น.ชี้โควิดบีบ 'วัยรุ่น-ผู้หญิง' เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสี่ยงตกงานมากสุดวัยรุ่นและผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญการสูญเสียงานสูงในช่วงโควิด-19 ระบาด

สำนักข่าวซินหัวอ้างรายงานรายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งเผยแพร่วันพฤหัสบดี (16 ธ.ค.) ระบุว่าวัยรุ่นและผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบหนักหน่วงจากการสูญเสียงานในช่วงการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

รายงานว่าด้วยตลาดแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฉบับนี้พบผู้มีอายุ 15-24 ปี ซึ่งครองสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 15 ของแรงงานในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม เผชิญการสูญเสียงานสูงถึงร้อยละ 45 ณ จุดสูงสุดของการระบาดใหญ่ในปี 2020

สำหรับไทย ผู้หญิงครองสัดส่วนร้อยละ 60 ของการสูญเสียงานทั้งหมดในไตรมาสสองของปี 2020 โดยตัวเลขดังกล่าวในภาคการผลิตสูงถึงร้อยละ 90

รายงานชี้ว่าแรงงานอายุน้อยมีแนวโน้มตกงานมากกว่า เนื่องจากภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนัก อาทิ โรงแรมและร้านอาหาร และการค้าส่งและค้าปลีก จ้างแรงงานอายุน้อยมากกว่า ขณะที่ผู้หญิงมีแนวโน้มออกจากงานมากกว่าผู้ชาย เพื่อมาดูแลครอบครัวในช่วงเกิดโรคระบาดใหญ่

การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน อุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศที่ลดลง ข้อจำกัดการเดินทาง และศักยภาพการทำงานทางไกลที่มีจำกัด ล้วนส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างอย่างเห็นได้ชัดในภาคเกษตรกรรม ค้าส่ง และค้าปลีก

นอกจากนั้นโรคระบาดใหญ่ยังทวีความไม่เท่าเทียมระหว่างแรงงานมีฝีมือและไร้ฝีมือ ส่งผลเสียต่อแรงงานฝีมือปานกลางและต่ำ เนื่องจากพวกเขาถูกแทนที่ด้วยการทำงานของระบบอัตโนมัติหรือถูกย้ายไปที่อื่น โดยแรงงานกลุ่มเปราะบางที่สุด ได้แก่ แรงงานนอกระบบ พนักงานอิสระ พนักงานชั่วคราว และแรงงานต่างถิ่น

“แม้รัฐบาลจะรับมือกับปัญหาดังกล่าว แต่โรคโควิด-19 ยังเผยให้เห็นช่องว่างในการคุ้มครองทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ้างงานนอกระบบอย่างต่อเนื่องในระดับสูงทั่วทั้งภูมิภาค” ราเมซ สุบรามาเนียม ผู้อำนวยการธนาคารฯ ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

สุบรามาเนียมเผยว่าการมุ่งเป้าไปที่นโยบายการคลังในระหว่างการฟื้นตัวนั้นสามารถเปลี่ยนจากการบรรเทาทุกข์เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไปสู่การลงทุนเชิงโครงสร้างที่จะส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมมากขึ้น

ด้านอายาโกะ อินางากิ ผู้อำนวยการธนาคารฯ ฝ่ายพัฒนามนุษย์และสังคมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่าโรคระบาดใหญ่ บวกกับความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวและความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น ตอกย้ำความจำเป็นของนโยบายการคลัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มการลงทุนด้านการคุ้มครองทางสังคมและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ได้

อินางากิเสริมว่าประเทศต่างๆ ควรส่งเสริมการลงทุนในทุนมนุษย์และระดมทรัพยากรภายในประเทศ เพื่อจัดตั้งโครงการการคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืน และเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

อังกฤษอ่วม! Omicron ครองลอนดอน-โควิดรายวันพุ่งเกิน 88,000 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670836

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 10:50 น.อังกฤษอ่วม! Omicron ครองลอนดอน-โควิดรายวันพุ่งเกิน 88,000 คนสหราชอาณาจักรพบผู้ป่วยโควิด-19 ทำสถิติใหม่ หวั่นสาธารณสุขล่ม ขณะที่ Omicron กลายเป็นสายพันธุ์หลักในลอนดอน

กระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรเผยตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 สะสมอยู่ที่อย่างน้อย 11,097,851 คน โดยเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึง 88,376 คน ซึ่งเป็นสถิติรายวันที่สูงที่สุดของอังกฤษ นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าระบบสาธารณสุขของประเทศจะรองรับไม่ไหว

เว็บไซต์ The Guardian รายงานว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนระลอกล่าสุดนี้อาจนำไปสู่จำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่าจุดพีคในช่วงฤดูหนาวของปีก่อน โดยขณะนั้นมีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลถึง 4,500 คนภายในวันเดียว

ศาสตราจารย์คริส วิตตี้ ที่ปรึกษาด้านการแพทย์และสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรกล่าวว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโอไมครอนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ผู้คนจำนวนมากอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข

รายงานระบุว่าโอไมครอนแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในเกือบทุกภูมิภาคของอังกฤษด้วยอัตราที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 วัน ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อในลอนดอนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ ครึ่งวัน โดยขณะนี้คาดว่า 73.5% ของผู้ติดเชื้อเป็นสายพันธุ์โอไมครอน

Photo by Tolga Akmen / AFP

รถไฟความเร็วสูงจีนอาจไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีชายบ้าบิ่นชื่อหลิวจื้อจวิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670813

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 20:27 น.รถไฟความเร็วสูงจีนอาจไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีชายบ้าบิ่นชื่อหลิวจื้อจวินเรื่องราวของ “หลิวจื้อจวิน” หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงอื้อฉาวที่สุดคนหนึ่ง แต่ก็ถูกมองว่ามีคุณูปการมากที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์การรถไฟจีน

เมื่อครั้งที่เติ้งเสี่ยวผิงยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีจีน เขาเป็นผู้นำระดับสูงคนแรกของจีนที่เยือนญี่ปุ่นในปี 1978 การเยือนคราวนั้นเติ้งเสี่ยวผิงได้มีโอกาสนั่ง “รถไฟชิงกันเซ็ง” ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงที่เร็วที่สุดในโลกขณะนั้น เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของญี่ปุ่น

ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นถามเติ้งเสี่ยวผิงว่ารู้สึกอย่างไรกับการได้นั่งชิงกันเซ็ง? เติ้งเสี่ยวผิงตอบว่า “เร็วเหมือนลมพัด พวกเราจำเป็นต้องวิ่งแล้ว” และ “เร็วจริงๆ พวกเราต้องไปเร็วกันบ้างแล้ว” บางเวอร์ชั่นยังบอกว่าเติ้งเสี่ยวผิงยังบอกว่าความไว้ของชิงกันเซ็งนั้น “เหมาะกับเรามากในเวลานี้”

คำตอบของเติ้งเสี่ยวผิงอาจฟังดูคลุมเครือ แต่สามารถตีความได้ว่าการนั่งรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่นทำให้คนจีนเหมือนถูกผลักดันไปข้างหน้า และต้องวิ่งหนีหรือนำญี่ปุ่นให้ได้ด้วยอัตราความเร็วสูง และที่เติ้งบอกว่า “เหมาะกับเรามากในเวลานี้” หมายถึงช่วงเวลาที่จีนเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจพอดี หลังจากผ่านยุคแห่งความล้มลุกคลุกคลานมานานหลายสิบปี

ในเวลานั้นจีนยังเป็นประเทศที่ยากจน เพิ่งผ่านหายนะของการปฏิวัติวัฒนธรรมมาหมาดๆ ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของโลก เรียกได้ว่าฐานะต่างกันราวฟ้ากับเหว

ตอนที่เติ้งเสี่ยวผิงนั่งชิงกันเซ็งนั้นเขานั่งเส้นทางสายโตเกียว-เกียวโต และได้ไปเยือนนาระ เมืองหลวงโบราณที่เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมที่ญี่ปุ่นรับมาจากสมัยราชวงศ์ถังของจีน เมื่อมีผู้บอกว่าอารยธรรมแห่งนาระนั้นล้วนแต่เรียนรู้มาจากจีนทั้งสิ้่น เติ้งเสี่ยวผิงบอกว่า “(ตอนนี้) สถานะกลับตาลปัตรแล้ว” และ “เราต้องเรียนรู้จากคุณ”

ชิงกันเซ็งที่เติ้งเสี่ยวผิงนั่งในตอนนั้นมีความเร็ว 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วมันถือว่าเร็วจนแทบจะจินตนาการไม่ออก

เทียบกับจีนแล้วคนละเรื่อง ในขณะนั้นระยะทางรวมของการขนส่งทางรถไฟในจีนแผ่นดินใหญ่คือ 52,000 กิโลเมตร โดยไม่มีเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ความเร็วสูงสุดของรถไฟโดยสารคือ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เอาเข้าจริงความเร็วเฉลี่ยเพียง 43 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเนื่องจากมีการหยุดรถหลายครั้งตามสถานีต่างๆ และมีความล่าช้าบ่อยครั้ง

แน่นอนว่าความประทับใจของเติ้งเสี่ยวผิงเป็นแรงขับเคลื่อนให้จีนพัฒนารถไฟความเร็วสูงนับแต่นั้น ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย จากทศวรรษที่ 80 – 90 ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเชิงทฤษฎีของเส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้เท่านั้น จนกระทั่งในปี 1995 นายกรัฐมนตรีหลี่เผิงจึงได้ผลักดันรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีนเป็นหนึ่งใน “แผนแห่งชาติระยะห้าปี” ฉบับที่ 9

ถึงขนาดนี้แล้วตอนแรกหลี่เผิงก็ยังไม่ชัดเจนพอเรื่องเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม เพราะต้นทุนการสร้างมันสูงมากและเทคโนโลยีแบบนีไม่ได้มีกันง่ายๆ

ว่ากันด้วยต้นทุนและความคุ้มทุนกันก่อน นับตั้งแต่แรกแล้วที่เรื่องนี้เป็นอุปสรรคของ “ความฝันรถไฟความเร็วสูงของจีน” ทำให้มันล่าช้านานกว่า 2 ทศวรรษ เป็นประเด็นโต้เถียงดุเดือดก็หลายครั้ง

แต่จีนมีวิธีการของจีนก็คือ “เมื่อจะทำอะไรต้องให้เด็ดขาด” ในปี 2003 ตัวแปรสำคัญคือ ผู้ชายที่ชื่อ “หลิวจื้อจวิน” ลูกชายชาวนาจนๆ แต่ยังสามารถไต่เต้าในกระทรวงรถไฟจีนจนกลายเป็นรัฐมนตรี

เส้นทางของหลิวจื้อจวินเหมือนกับเส้นทางรถไฟความเร็วสูงของจีน มันเริ่มจากไม่มีอะไรเลยกระทั่งเป็นดาวจรัสแสง

หลิวนั้นพอเรียนจบชั้นมัธยมต้นก็พอดีกับที่การรถไฟรับพนักงานซ่อมบำรุงเข้าก็เข้ามาทำงานด้วย แต่เพราะเขียนหนังสือดี ต่อมาจึงได้เป็นเสมียนในทีม จากนั้นทำงานดีจนเข้าตาผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ได้เลื่อนตำแหน่งมาเรื่อยๆ กระทั่งได้มีโอกาสเรียนต่อด้านบริการจัดการคมนาคมขนส่ง และเรียนรู้งานในระดับมณฑล กระทั่งวันดีคืนดีก็ได้เป็นเจ้ากระทรวง

การมาถึงของหลิวคือจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากจีนละล้าละลังมานานหลายสิบปี จู่ๆ หลิวจื้อจวินก็เสนอลั่นเปรี้ยงให้ชูเป้าหมาย “พัฒนารถไฟแบบก้าวกระโดด” โดยมุ่งเป้าที่พัฒนารถไฟความเร็วสูง “เท่านั้น” คือผันสรรพกำลังทั้งหมดมาที่เป้าหมายนี้

กระทรวงรถไฟจีนมีสถานะประหนึ่งอาณาจักรอิสระ มีกำลังคนมหาศาลนับล้านคนและสินทรัพย์หลายล้านล้านหยวน แต่ศักยภาพในการพัฒนาต่ำ แม้จะมีเป้าระดับชาติมาแล้วให้ผลักดันตัวเองก็ตาม

อาจจะเรียกได้ว่าสิ่งที่กระทรวงรถไฟจีนต้องการคือผู้นำที่เด็ดขาดกล้าได้กล้าเสีย แล้วหลิวจื้อจวินก็เป็นคนแบบนั้นเสียด้วย คำขวัญประจำตัวเขาคือ “ต้องก้าวกระโดด” (คว่าเย่ ซื่อ) เอะอะอะไรก็ก้าวกระโดด กดดันให้พนักงานกระทรวงต้องก้าวกระโดด การพัฒนาต้องก้าวกระโดด จนเข้าได้ฉายาว่า “หลิวก้าวกระโดด” (หลิวคว่าเย่)

คนในกระทรวงมีทั้งรักและทั้งชังหลิวจื้อจวินบางคนบอกว่าเขาบ้าอำนาจ บางคนบอกว่าถ้าไม่ได้คนนิสัยแบบเขามาบริหาร กระทรวงรถไฟก็จะยังคงเป็นกระทรวงแบบ “ถึงก็ชั่งไม่ถึงชั่ง” นั่งรถไฟกันแบบหวานเย็นต่อไป

แล้วก็ก้าวกระโดดจริงๆ หลังจากติดแหง็กมานับสิบปี รัฐบาลก็รับลูกการก้าวกระโดดของหลิวจื้อจวิน ผันงบประมาณให้หลายล้านล้านหยวน จนทำให้แผนก้าวกระโดดของหลิวจื้อจวินกลายเป็นการลงทุนวิศวกรรมโยธาที่ใหญ่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่การลงทุนสร้างทางหลวงข้ามรัฐในสมัยประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ของสหรัฐ (ซึ่งเป็นคุณต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐ เพราะกระตุ้นการใช้รถส่วนบุคคล แทนที่จะเป็นระบบขนส่งสาธารณะ)

เอาเฉพาะแค่ทางรถไฟทั่วไป ในระหว่างที่หลิวจื้อจวินดำรงตำแหน่ง มีการสร้างทางรถไฟรวม 18,000 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างการก่อสร้างทางรถไฟ 30,000 กิโลเมตร ระยะทางในการปฏิบัติการรถไฟของจีนเพิ่มขึ้นจาก 71,900 กิโลเมตรในปี 2002 เป็น 91,000 กิโลเมตรในปี 2010

แต่นี่ยังเทียบไม่ได้กับการผลักดันรถไฟความเร็วสูงที่เริ่มศูนย์

หลิวจื้อจวินใช้กระบวนท่า “มหาเวทดูดดาว” โดยกำหนดให้บริษัทรถไฟต่างชาติที่จะทำธุรกิจกับจีนจะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีหลักให้กับจีน – มันฟังดูแล้วเหมือนจะไม่คุ้ม แต่บริษัทต่างชาติต้องใคร่ครวญแล้วว่ากว่าจะถึงเวลาที่จีนดูดเทคโนโลยีของพวกเขาไปพัฒนารถไฟความเร็งสูงของตัวเอง พวกเขาย่อมเก็บเกี่ยวจากตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนคุ้มแล้ว

ด้วยวิธีการนี้จีนจึงสามารถพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของตัวเองได้ในเวลาอันสั้นและด้วยต้นทุนที่ต่ำ

บางบริษัทไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องคุ้มค่า

เช่น Hitachi ของญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีรถชินคันเซนรุ่น 800 Series และรุ่น 700 Series ไม่ยอมขายรถและถ่ายทอดทเคโนโลยีให้จีน ต่อมาเมื่อจีนหันไปดีลกับ Kawasaki Heavy Industries ตอนแรกก็ถูกกลุ่มบริษัทในประเทศคัดค้าน คือ JR-EAST, Nikkei และ Hitachi แต่สุดท้ายจีนก็ดีลกับ Kawasaki ได้ในที่สุดรวมถึงบริษัทในยุโรป

นอกจากจะมีการคัดค้านจากกลุ่มธุรกิจในญี่ปุ่น ในจีนเองก็เกือบจะต้องล้มดีลเพราะมีกระแสชาตินิยมต่อต้านญี่ปุ่นในสื่อของจีน จนกระทั่งกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อต้อมีคำสั่งให้สื่อ “อย่ารายงานตามใจตัวเอง” ในเรื่องรถไฟความเร็วสูง

และอันที่จริงมันไม่เชิงเป็นพัฒนาการแบบ “ก้าวกระโดด” ของหลิวจื้อจวินแบบ 100% เพราะจีนมีนโยบาย “เพิ่มระดับความเร็วรถไฟ” มาเป็นลำดับตั้งแต่ปี 2007 เริ่มจากสมรรถนะขับจริงแค่ 43 กม. / ชม. ค่อยๆ เพิ่มเป็นความเร็วจำเพาะสำหรับทดลองระความเร็วสูงได้ที่ 160 กม. / ชม. ในการทดสอบครั้งที่ 1 และมีระบบรางรองรับได้ 752 กิโลเมตร (ปี 1997)

จนกระทั่งในครั้งที่ 6 (ปี 2007) ซึ่งเป็นช่วงที่จีนซึมซับเทคโนโลยีต่างชาติมาระดับหนึ่งแล้ว รถไฟจีนทำความเร็วได้ถึง 250 กม. / ชม. ระบบรางรองรับได้ 752 กิโลเมตร แต่ถ้าความเร็วที่ 200 กม. / ชม. จะมีระบบรางรองรับได้ 6,003 กิโลเมตร

เพียง 1 ปีหลังจากนั้่น รถไฟ “เหอเซี่ยเฮ่า CRH3” ความเร็ว 350 กม. / ชม. ที่จีนผลิตร่วมกับ Siemens ก็ออกจากสายการผลิตในเดือนเมษายน 2008 และวันที่ 1 สิงหาคม 2008 รถไฟความเร็วสูงสายแรกของจีนที่มีความเร็ว 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คือ รถไฟระหว่างปักกิ่ง-เทียนจินก็ได้เริ่มดำเนินการ

นี่เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่จีนเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกพอดีนับเป็นหน้าเป็นตาอย่างยิ่งต่อจีน และในขณะที่ทั่วโลกกระอักกับวิกฤตการเงินปี 2008 จีนใช้นโยบายแบบเคนเซี่ยนด้วยการที่รัฐอัดการลงทุนสาธารณะอย่างมหาศาลเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจซบเซา จีนทุ่มเงินกระตุ้นเศรษฐกิจถึง 4 ล้านล้านหยวน ในจำนวนนี้มากถึง 1.5 ล้านล้านหยวนผันมาพัฒนาทางรถไฟ ทางหลวง การอากาศยาน

นี่คือจุดเทคออฟสำคัญของรถไฟความเร็วสูงของจีน

ขณะที่โลกซึมเซา จีนกลับคึกคัก หลิวจื้อจวินผลักดันรถไฟความเร็วสูงอย่างบ้าคลั่ง ย้อนกลับไป เมื่อรถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง-เทียนจินอยู่ในระยะทดสอบ 300 กิโลเมตร หลิวจื้อจวินนั่งที่หัวขบวนรถไฟด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ วิศวกรจึงรู้สึกตึงเครียดกับหน้าที่และไม่กล้าที่ผ่อนปรน

คราวนี้ ระหว่างทดสอบระบบเส้นทางรถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ในปี 2010 หลิวจื้อจวินนั่งไปในขบวนรถด้วย และกำชับให้พนักงานขับเร่งความเร็วไปถึงจุดสูงสุดพร้อมกับคงความเร็วไว้อย่างยาวนาน

ผู้ร่วมงงานของหลิวจื้อจวินกล่าวไว้ในบทความของ “เจิ้งเชวี่ยนหว่าง”ว่า “ในการทดลองสร้างสถิติบนรถไฟทั้งหมดนั้น รัฐมนตรีหลิวได้สั่งการในห้องโดยสารเป็นการส่วนตัวเกือบทุกครั้งเพื่อทดสอบความปลอดภัย ในฐานะรัฐมนตรี เขาสามารถใช้ชีวิตของตนเองทดสอบความปลอดภัยของรถไฟความเร็วสูงได้ ช่างน่าประทับใจจริงๆ”

ด้วย “วีรกรรม” เหล่านี้ หลิวจื้อจวินจึงได้ฉายาว่า “รัฐมนตรีผู้ยืนอยู่ที่หัวรถ”

ปรากฎว่าความบ้าบิ่นของเขาทำให้จีนก้าวกระโดดจากประเทศที่ไม่มีรถไฟความเร็วสูงเลยเมื่อ 2 ปีก่อน กลายเป็นประเทศที่มีขบวนรถที่ทำความเร็วถึง 486.1 กม. / ชม. ซึ่งเร็วที่สุดในโลก

เขาเป็นคนบ้างานตัวจริง เขาจะมากระทรวงเป็นคนแรกๆ (6 โมงเช้า) เพื่อรับฟังรายงาน และจะกลับเป็นคนสุดท้าย เมื่อทั้งกระทรวงดับไฟหมดแล้ว ยังเหลือห้องเขาที่ไฟยังสว่างอยู่ เมื่อพบปัญหา ไม่สนว่าจะดึกดื่นแค่ไหน เขาจะโทรหาผู้เกี่ยวข้องมาประชุมทันทีแล้วแก้ปัญหากันตอนนั้น

เขาเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ตอนที่เขาเกือบจะได้งานกับการรถไฟครั้งแรกนั้น ผลตรวจสุขภาพพบว่าปอดของเขาอาจจะมีปัญหา หลิวจื้อจวินรีบไปรักษาที่โรงพยาบาลในคืนนั้นเลยจนกระทั่งได้รับการรับรองในเกือบจะนาทีสุดท้ายก่อนเส้นตายว่าหัวใจและปอดของเขาไม่มีปัญหา – มันเหมือนชะตาฟ้ากำหนดให้เขาจะเป็นผู้นำรถไฟจีนในภายภาคหน้า แต่มันยังสะท้อนบุคคลิกความฉับไวแบบ “ก้าวกระโดด” ของเขาด้วย

เขาเป็นคนกล้าได้กล้าเสียแบบนี้ และยังกล้ารับผิดชอบด้วย จนบางคนบอกว่าเขามีอุปนิสัยแบบ “เจียงหู อี้ ชี่” หรือมีคุณธรรมน้ำมิตรแบบจอมยุทธ์ในนิยายกำลังภายใน แต่บางคนก็ว่าเขาเป็นวิญญูชนจอมปลอมที่เมื่อเห็นคนอื่นมีประโยชน์ก็จะส่งเสริม เมื่อไร้ราคาแล้วก็จะถีบหัวส่ง

การมุ่งเป้าหมายแบบ “รถไฟความเร็วสูงเท่านั้น” ยังดูดทรัพยากรมหาศาล เขามีเรื่องบาดหมางกับผู้เชี่ยวชาญบางคนที่ชี้ว่าโครงการของเขาบางเส้นทางไม่คุ้มค่า และมีราคาสูงกว่าคนท้องถิ่นจะแบกรับไหว เขายังผันเงินสวัสดิการของกระทรวงไปใช้พัฒนาโครงการ ทำให้พนักงานระดับล่างเดือดร้อนกันไปหมด ยังไม่นับหนี้มหาศาลที่เขาก่อขึ้น

แน่นอนว่าบางคนก็ชอบลีลาการทำงานแบบนี้ บางคนก็เกลียดชัง โดยเฉพาะในกระทรวงที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามมาก่อน แต่บางคนก็มีเหตุผลให้ชิงชัง เพราะการ “ปฏิรูปกระทรวง” ทำให้ระบบรวนจนทำให้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง บางครั้งร้ายแรงจนมีคนตายหลายสิบ ทำให้เขาถูก “ลดคุณงามความดี”

แล้วก็เป็นอุบัติเหตุนี่เองที่ดับอนาคตของหลิวจื้อจวินแบบตอกฝาโลง คือ อุบัติเหตุรถไฟความเร็วสูงชนกันที่เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง เดือน กรกฎาคม 2011 เพราะระบบอาณัติสัญญาณรถไฟล้มเหลว จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 120 คน เป็นอุบติเหตุที่ทำให้จีนถึงกับฝ่อ และ “ความฝันรถไฟความรถไฟความเร็วสูงต้องหยุดชะงักไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง

หลิวจื้อจวินมีส่วนรับผิดชอบโดยตรงจากรายงานการสอบสวนของรัฐบาล ข้อหาหนึ่งคือมีการประมูลอุปกรณ์ที่มีข้อบกพร่อง พูดง่ายๆ ก็คือกินนอกกินในกันนั่นเอง

แม้จะมีโทษหนักจากกรณีนี้ แต่เหตุการณ์ที่เวินโจวเป็นเพียงตอนจบของมหากาพย์การเปิดโปงการคอร์รัปชั่นเล่นพรรคเล่นพวกที่ทำให้หลิวจื้อจวินต้องจบสิ้นวาสนาบารมี

อย่างที่บอกไปว่ากรณีเวินโจวเป็นแค่การตอกฝาโลง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2011 เขาถูกสั่งสอบทางวินัยร้ายแรงข้อหาคอร์รัปชั่น เอื้อพี่น้องให้มีตำแหน่งโดยมิชอบ (แล้วไปโกงกินบ้านเมืองอีกต่อหนึ่ง) มีเมียเก็บมากมาย รัยเงินสินบนถึง 64.6 ล้านหยวน ในเวลาไม่ถึงเดือนเขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรี เดือนพฤษภาคมถูกไล่ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน

หลังจากเกิดกรณีเวินโจว นายกฯ เวินเจียเป่าที่เป็นคนดันหลิวจื้อจวินขึ้นตำแหน่งถึงกับต้องเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง และต่อมารายงานสอบสวนที่ออกมาเร็วเหลือเชื่อคาดโทษหลิวจื้อจวินในฐานะตัวการใหญ่สุด – นี่เท่ากับเป็นการตัดขาดความเกี่ยวข้องกันแล้ว

ปี 2013 หลิวจื้อจวินถูกตัดสินประหารชีวิตรอลงอาญาไว้ก่อน ต่อมาเหลือโทษประหารชีวิต แล้วถูกยึดทรัพย์ทั้งหมด

แม้จะมีชีวิตอยู่ก็เหมือนไม่มี เพราะประวัติชีวิต ความสำเร็จ และเรื่องราวในฐานะผู้ผลักดันรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีน – ทุกอย่างเกี่ยวกับหลิวจื้อจวินยกเว้นความผิดของเขา ถูกลบไปจากสารบบข้อมูลออนไลน์จีน

กระทั่งทุกวันนี้ ผู้คนก็ยังเถียงกันไม่จบสิ้นว่าความชอบและความชั่วของหลิวจื้อจวินนั้นอย่างไหนมีมากกว่ากัน

บ้างถึงขนาดตั้งคำถามว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐที่เก่งแต่โกงกิน ยังดีกว่าเจ้าหน้าที่มือสะอาดแต่ทำงานไม่เอาไหน และยังมีเสียงเรียกร้องให้ “รื้อฟื้นหลิวจื้อจวิน” เป็นศัพท์แสงทางการเมืองจีนที่หมายถึงการเคลียร์ความผิด คืนชื่อเสียง และให้เขามีที่ยืนอีกครั้ง

แม้จะพุ่งสู่ดวงดาวแล้วร่วงลงสู่นรก แต่หลิวจื้อจวินยังพอมีคุณูปการอยู่บ้าง แม้จะมีบางฝ่ายโต้ว่ารถไฟความเร็วสูงนั้นไม่ใช่คุณงามความดีของหลิวจื้อจวินแต่เพียงคนเดียว

แต่อย่างน้อยทุกวันนี้ยังมีคนที่ยังยอมรับว่าเขาคือ “จงกั๋ว เกาเถี่ย จือ ฟู่” – “บิดาแห่งรถไฟความเร็วสูงของจีน”

โดย กรกิจ ดิษฐาน

คู่ซี้ ‘พญาหมี-มังกร’ ผนึกกำลังต้านตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670801

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 17:00 น.คู่ซี้ 'พญาหมี-มังกร' ผนึกกำลังต้านตะวันตกจีน-รัสเซีย แสดงจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ของกันและกัน-ต่อต้านการแทรกแซงจากตะวันตก

• เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนร่วมเจรจาพูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ท่ามกลางความตึงเครียดของทั้งสองประเทศที่เพิ่มขึ้นกับสหรัฐ

• โดยเป็นการพบกันครั้งที่ 37 ของผู้นำทั้งสองนับตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งแสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นของจีนและรัสเซีย ในขณะที่ทั้งคู่กำลังต่อสู้กับแรงกดดันจากตะวันตก โดยทั้งสองประเทศยืนกรานปฏิเสธการแทรกแซงจากตะวันตก และปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของกันและกัน

• Reuters กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้เน้นย้ำถึงแนวทางที่รัสเซียและจีนกำลังดึงเข้าหากันเพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในช่วงเวลาที่มีความตึงเครียดสูงในความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ขณะที่จีนอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านสิทธิมนุษยชน และรัสเซียถูกกล่าวหาว่าคุกคามยูเครน

• “เราสนับสนุนกันและกันอย่างจริงใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย และปกป้องเกียรติภูมิของประเทศ” สีกล่าวระหว่างการประชุม “จีนและรัสเซียควรกระชับความร่วมมือ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของทั้งสองฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

• สียังกล่าวว่า “ในปัจจุบันกองกำลังระหว่างประเทสภายใต้หน้ากาก “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน” กำลังแทรกแซงกิจการภายในของจีนและรัสเซีย และเหยียบย่ำกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร้ความปราณี”

• ในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับการคว่ำบาตรทางการทูตในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว “ปักกิ่ง 2022” ที่จะจัดขึ้นในเดือนก.พ. ที่จะถึงนี้ ซึ่งนำโดยสหรัฐ ตามมาด้วยออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา และญี่ปุ่น ด้านปูตินยืนยันว่ารัสเซียจะเข้าร่วมงานดังกล่าว และเป็นผู้นำระดับชาติคนแรกที่ตอบรับคำเชิญของจีน

• “เราสนับสนุนกันและกันในประเด็นความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างประเทศ รวมถึงการไม่ยอมรับความพยายามใดๆ ที่จะทำให้กีฬาถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมือง” ปูตินกล่าว ขณะที่รัสเซียเองก็เผชิญกับภัยคุกคามจากตะวันตกที่ขู่ว่าจะคว่ำบาตรหากกองกำลังรัสเซียโจมตียูเครน

• แม้ว่าจีนและรัสเซียจะไม่ได้เป็นพันธมิตรกันอย่างเป็นทางการ แต่สีกล่าวกับปูตินว่า “ความใกล้ชิดของจีนและรัสเซีย และประสิทธิผลที่เกิดขึ้น เป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าการเป็นพันธมิตร”

• ขณะที่ปูตินกล่าวว่า “โมเดลความร่วมมือรูปแบบใหม่ได้เกิดขึ้นระหว่างประเทศของเรา เป็นความร่วมมือที่ไม่แทรกแซงกิจการภายใน และเคารพผลประโยชน์ของกันและกัน”

• นอกจากนี้ทั้งสองยังหารือเกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่อิสระ เพื่อลดการพึ่งพาธนาคารตะวันตก และแสดง “มุมมองเชิงลบ” เกี่ยวกับความร่วมมือ AUKUS และ Quad ขณะที่จีนและรัสเซียก็ได้มีการซ้อมรบทางทหารร่วมกัน

• ศาสตราจารย์เฉิง เสี่ยวเหอ จากโรงเรียนการศึกษานานาชาติของมหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน กล่าวว่า ทั้งรัสเซียและจีนต่างเผชิญกับแรงกดดันจากสหรัฐ ดังนั้นทั้งสองจึงต้องสนับสนุนซึ่งกันและกันในทางการทูต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความตึงเครียดระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

• นักวิเคราะห์มองว่าอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของความสัมพันธ์ของจีนและรัสเซียคือทั้งสองผู้นำมี “เคมีตรงกัน” ทั้งคู่อายุไล่เลี่ยกัน ปกครองประเทศด้วยระบบการเมืองคล้ายกัน สียังเรียกปูตินว่าเป็น “เพื่อนเก่า” ขณะที่ปูตินกล่าวว่าสีคือ “เพื่อนรัก” และ “เพื่อนที่เคารพ”

• สื่อตั้งข้อสังเกตว่ามีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เล็กน้อยในระหว่างการประชุมครั้งนี้ โดยด้านหลังของปูตินมีธงชาติของรัสเซียและธงชาติจีน ซึ่งแตกต่างจากการประชุมกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ด้านหลังของปูตินมีเพียงธงชาติรัสเซียเท่านั้น

• อย่างไรก็ตาม รายงานของ New York Times วิเคราะห์ว่าสำหรับจีนแล้วการประชุมครั้งนี้อาจเป็นโอกาสในการเบี่ยงเบนประเด็นที่จีนถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายที่มีต่อไต้หวัน ฮ่องกง และชนกลุ่มน้อยในซินเจียง โดยหวังที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าจีนไม่ได้โดดเดี่ยวในทางการทูต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่โอลิมปิกใกล้เข้ามาถึง

• สำหรับรัสเซียการเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนกำลังร้อนระอุ และมีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะใช้กำลังทหารเข้ายึดยูเครน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากชาติตะวันตกซึ่งนำโดยสหรัฐ ขณะที่ปูตินเรียกร้องให้ตะวันตกหยุดให้การสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน

• ถึงกระนั้น ศาสตราจารย์เซอร์เกย์ ราดเชนโก้ จากภาควิชาการศึกษาระหว่างประเทศขั้นสูงของจอนส์ ฮอปกินส์ ไม่คิดว่าจีนจะให้การสนับสนุนหากรัสเซียเข้าบุกยึดยูเครน ในขณะที่รัสเซียเองก็ไม่น่าจะเข้าข้างจีนหากจีนตัดสินใจบุกไต้หวัน

• แม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศจะมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น และมีการฟอร์มทีมเพื่อคานอำนาจสหรัฐในขณะที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่มากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าทั้งสองจะเห็นพ้องต้องกันไปหมดเสียทุกเรื่อง โดยสื่อต่างประเทศชี้ว่าจีนไม่เคยยอมรับการผนวกไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ส่วนรัสเซียก็ไม่เห็นด้วยกับจีนในการอ้างสิทธิ์อันกว้างขวางในทะเลจีนใต้

• แต่ในเรื่องของการค้านั้นผู้นำรัสเซียกล่าวว่าการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้น 31% ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้เป็น 123,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ทั้งสองมีเป้าหมายที่จะให้เกิน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐในอนาคตอันใกล้

• ปูตินยังกล่าวว่าจีนกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางระหว่างประเทศในการผลิตวัคซีนโควิด-19 Sputnik V และ Sputnik Light ของรัสเซีย โดยได้มีการเซ็นสัญญากับผู้ผลิต 6 รายเพื่อผลิตวัคซีนมากกว่า 150 ล้านโดส

Photo by SERGEI CHIRIKOV / POOL / AFP

สหรัฐผุดซอฟต์แวร์ทำนายความเกรี้ยวกราดของจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/670788

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 15:01 น.สหรัฐผุดซอฟต์แวร์ทำนายความเกรี้ยวกราดของจีนสหรัฐสร้างเครื่องมือซอฟต์แวร์ใหม่เพื่อคาดการณ์การกระทำของสหรัฐเองที่อาจก่อให้เกิดความเดือดดาลต่อจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าผู้บัญชาการทหารสหรัฐในแปซิฟิกได้สร้างเครื่องมือซอฟต์แวร์เพื่อคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนจะตอบสนองต่อการกระทำของสหรัฐในภูมิภาคอย่างไร เช่น การขายยุทโธปกรณ์ทางทหาร, กิจกรรมทางทหารที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ และแม้แต่การเยือนของนักการเมืองสหรัฐต่อจุดอันตรายอย่างไต้หวัน

แคธลีน ฮิกส์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับเครื่องมือใหม่นี้ระหว่างการเยือนกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐในฮาวายเมื่อวันอังคาร

“ด้วยระดับของความขัดแย้งและความท้าทายที่ขยายไปสู่โซนสีเทา สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำคือต้องพิจารณาตัวบ่งชี้ที่กว้างขึ้น นำมาสอดประสานเข้าด้วยกัน แล้วทำความเข้าใจปฏิสัมพันธ์ของภัยคุกคาม” ฮิกส์กล่าวในการให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินทหารระหว่างทางไปแคลิฟอร์เนีย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายจำเลยกล่าวว่า เครื่องมือนี้จะทำการคำนวณ “แรงเสียดทานเชิงกลยุทธ์” โดยจะพิจารณาข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2020 และประเมินกิจกรรมสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน ระบบที่อิงกับคอมพิวเตอร์นี้จะช่วยให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐคาดการณ์ว่าการกระทำบางอย่างจะกระตุ้นปฏิกิริยาของจีนที่เกินปกติหรือไม่

เจ้าหน้าที่สหรัฐกล่าวว่า ในเดือนตุลาคม กองทัพจีนประณามสหรัฐและแคนาดา ที่ส่งเรือรบผ่านช่องแคบไต้หวัน โดยระบุว่าพวกเขากำลังคุกคามสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค เหตุการณ์ดังกล่าวและอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันทำให้เกิดความต้องการเครื่องมือดังกล่าว เพื่อให้แน่ใจว่าสหรัฐจะไม่ทำให้จีนไม่พอใจกับการกระทำของตนโดยไม่ได้ตั้งใจ

แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนจะอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว เครื่องมือนี้จะช่วยให้มองเห็นกิจกรรมต่างๆ อาจกระตุ้นปฏิกิริยาจีนที่เกินขนาดหรือไม่ได้ตั้งใจ เช่น การเยือนไต้หวันของสมาชิกรัฐสภาสหรัฐ การขายอาวุธให้พันธมิตรในภูมิภาค หรือเมื่อเรือสหรัฐหลายลำที่แล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ซอฟต์แวร์ใหม่นี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ของสหรัฐสามารถวางแผนการได้ล่วงหน้าสี่เดือน

ฮิกส์กำลังเดินทางไปที่ฐานทัพสหรัฐในสัปดาห์นี้ ในขณะที่ร่างงบประมาณ 2023 ขอรัฐบาลไบเดนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง กระทรวงกลาโหมหวังที่จะจะสามารถเพิ่มงบประมาณเพิ่มขึ้นให้กับกองทัพเพื่อสามารถขัดขวางจีนและรัสเซียได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Photo by Delil souleiman / AFP

คาราบาวตะวันแดง คว้ารางวัลพระราชทาน ‘Thailand Corporate Excellence Awards 2021’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623829

คาราบาวตะวันแดง คว้ารางวัลพระราชทาน ‘Thailand Corporate Excellence Awards 2021’

วันพุธ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 13.35 น.

“คาราบาวตะวันแดง”คว้ารางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards 2021 สาขาความเป็นเลิศด้านผู้นำ ตอกย้ำความยอดเยี่ยมการบริหารองค์กร

บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด ได้รับรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards 2021 สาขาความเป็นเลิศด้านผู้นำ (Leadership Excellence) ซึ่งจัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับองค์กรที่มีการบริหารจัดการที่เป็นเลิศทางด้านการบริหารจัดการในสาขาต่างๆ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564

นายเสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด บริษัทเปิดเผยว่า รางวัลที่บริษัทได้รับในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ การบริหารองค์กรที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกๆ ด้านโดยเฉพาะการให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมกับการกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการนำพลังของคนรุ่นใหม่ มาใช้ในการบริหารจัดการท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และปัจจัยเสี่ยงมากมาย โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ ผลรางวัลมาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงทั่วประเทศและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยพิจารณาจากข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการบริหารองค์กรในสาขานั้น ๆ รวมถึงผลลัพธ์และความสำเร็จจากการดำเนินงาน

IGNIV Bangkok ได้ดาวมิชลินดวงแรกในมิชลินไกด์ไทยแลนด์ 2022

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/623824

IGNIV Bangkok ได้ดาวมิชลินดวงแรกในมิชลินไกด์ไทยแลนด์ 2022

วันพุธ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 13.25 น.

อิกนีฟ แบงคอก (IGNIV Bangkok) ณ โรงแรม เดอะ เซนต์รีจิส กรุงเทพฯ ได้ดาวมิชลินดวงแรกในมิชลินไกด์ไทยแลนด์ 2022

IGNIV Bangkok ร่วมอยู่ในอันดับดาวของมิชลินเคียงคู่กับ IGNIV ที่เซนต์มอริทซ์, บาดรากาซและซูริค

เพียงยังไม่ถึงหนึ่งปีหลัง IGNIV แห่งแรกนอกประเทศสวิตเซอร์แลนด์เปิดบริการที่กรุงเทพฯ IGNIV Bangkokก็ได้รับรางวัลดาวมิชลินดวงแรกในมิชลินไกด์ ไทยแลนด์ประจำปี 2022 ซึ่งประกาศไปเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2021

ชัยชนะครั้งนี้ยกระดับให้ IGNIV Bangkokเทียบชั้นกับร้านอาหารทุกร้านของครอบครัวแอนเดรียส คามินาดา เชฟผู้ก่อตั้ง ในสวิตเซอร์แลนด์ทุกร้านได้รับดาวมิชลินทั้งหมด รวมทั้ง SchlossSchauenstein (***) IGNIV เซนต์มอริทซ์ (**) IGNIV บาด รากาซ (**) และ IGNIV ซูริค (*)

ทีมแผนกการครัวของ IGNIV Bangkokนำโดยหัวหน้าเชฟ เดวิด ฮาร์ทวิก ผู้ร่วมงานมาอย่างยาวนานกับเชฟแอนเดรียสและยังเป็นอดีตเชฟดาวรุ่งแห่ง SchlossSchauensteinที่ Furstenauสวิตเซอร์แลนด์ เชฟผู้ก่อตั้งยังได้เลือกเชฟ อาเน่ รีน ด้วยตัวเขาเองเพื่อรับหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าเชฟ และเชฟขนมหวานส่วน เรจินา เดอซูซาได้รับมอบหมายให้ดูแลการดำเนินการทั้งหมดในฐานะผู้จัดการร้านอาหาร

“ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เชฟเดวิดและทีมทั้งหมดของเขาที่ IGNIV Bangkokได้รับเกียรติที่พวกเขาสมควรได้อย่างยิ่งในการนำประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งแบบแชริ่งของเรามาทำให้มีชีวิตชีวาที่ IGNIV แห่งแรกนอกสวิตเซอร์แลนด์ มันเป็นปีที่ท้าทาย และผมภูมิใจมากจนหาคำใดมาบรรยายไม่ได้ถึงการทุ่มเทในการทำงานของพวกเขา และรู้สึกขอบคุณสำหรับทุกแรงสนับสนุนที่พวกเขาได้รับจากเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ” แอนเดรียส คามินาดา เชฟผู้ก่อตั้งIGNIV กล่าว

ร้านอาหารที่ได้รับเลือกลงในมิชลินไกด์ ได้รับการทดสอบจากผู้มาชิมที่ไม่เปิดเผยตัว บนหลักการตัดสินจากห้าสิ่ง นั่นคือ คุณภาพของส่วนผสมที่ใช้รสชาติและเทคนิคการปรุงอาหารตัวตนของเชฟที่แสดงออกในอาหารที่ทำความคุ้มค่าเงิน และความสม่ำเสมอของคุณภาพในแต่ละครั้งที่มารับประทาน

คอนเซปต์การรับประทานอาหารแบบแชริ่งที่ IGNIV Bangkok ทำให้ผู้มารับประทานอาหารได้สัมผัสประสบการณ์ด้านอาหารที่แต่ละคนสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ ไม่ใช่เพียงแค่อาหารเท่านั้น เมนูเป็นไปตามฤดูกาล มีความเบา ปรุงด้วยเทคนิคดั้งเดิมที่ถูกยกระดับไปสู่ความสมบูรณ์แบบของสมัยใหม่

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้แสดงความยินดีกับ IGNIV Bangkokที่ได้รับรางวัลดาวมิชลิน เมื่อร้านอาหารเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2020 เชฟได้นำประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ใหม่เอี่ยมมาสู่วงการอาหารในกรุงเทพฯ และเชฟก็ยังเดินหน้าสร้างสรรค์อาหารด้วยนวัตกรรมมากขึ้น เรารู้สึกได้แรงบันดาลใจจากความทุ่มเทของพวกเขา และเราหวังว่าทีม IGNIV จะประสบความสำเร็จต่อไปอีกหลายๆปี” เคลาส์ คริสตันเดิล ผู้จัดการทั่วไปของเดอะ เซนต์รีจิส กรุงเทพฯ กล่าว

IGNIV Bangkok ตั้งอยู่ที่ชั้นG ของโรงแรม เดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ร้านอาหารเปิดบริการตั้งแต่วันพุธจนถึงวันอาทิตย์สำหรับอาหารกลางวัน (12.00-15.00 น. ออเดอร์สุดท้าย 13.30 น.) และอาหารเย็น (18.00-23.00 น. ออเดอร์สุดท้าย 20.30 น.) -(016)