ปฏิทินข่าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622366

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สมาคมนิสิตเก่า คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะจัดงานคืนสู่เหย้าและเชิดชูเกียรติ ในวันเสาร์ที่ 29 มกราคม 2565 บนโลกเสมือนจริงในธีม “Connect the Future” 

ในงานจะมีกิจกรรม อาทิ การรำลึกและสำนึกพระคุณของท่านพระยาไชยยศสมบัติ กิจกรรมการแสดงบนเวทีการเชิดชูเกียรติบัญชีจุฬาดีเด่นและผู้ได้รับรางวัลนวัตเภตรา เสวนาใหญ่ประจำปีซึ่งจะมีผู้ร่วมเสวนาเป็นนิสิตเก่าที่โดดเด่นในวงธุรกิจและวิชาการ

ในครั้งนี้ ขอเชิญชวน นิสิตเก่าที่ทำธุรกิจ SMEหรือ Start Up มาร่วมออกบูธในงานจัดนิทรรศการบนโลกเสมือนจริง (Virtual Exhibition) เพื่อนำเสนอธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ ปรัชญา ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ในการดำเนินกิจการ  พร้อมทั้งขายของในราคาพิเศษให้แก่นิสิตเก่าด้วยกัน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่บูธแต่อย่างใด งานเริ่มวันที่ 29 มกราคม-5 กุมภาพันธ์ 2565

สอศ.จับมือสิงคโปร์พัฒนาครูอาชีวะ ความรู้ดิจิทัลและทักษะภาษาอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622369

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เรืออากาศโทสมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (รองเลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยถึงโครงการพัฒนาครูและบุคลากรอาชีวศึกษา ด้านดิจิทัลว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับความร่วมมือจาก Temasek Foundation และ Institute ofTechnical Education (ITE) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ซึ่งได้ให้การช่วยเหลือด้านการพัฒนาอาชีวศึกษามาโดยตลอด และเนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ทำให้ต้องปรับการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งทำให้ครูและบุคลากรอาชีวศึกษา จำเป็นต้องพัฒนาและเรียนรู้ทักษะด้านดิจิทัลมากขึ้น จึงได้จัดการฝึกอบรมให้กับหัวหน้าแผนกสารสนเทศของสถานศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 33 คน โดยได้รับความร่วมมือจาก Temasek Foundation และ Institute of Technical Education (ITE) สาธารณรัฐสิงคโปร์ รุ่นที่ 1 ในการจัดหาวิทยากรและจัดหลักสูตรการอบรม

รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การที่ สอศ. ได้รับความร่วมมือจากองค์กรต่างประเทศ นอกจากจะได้การฝึกอบรมในด้านดิจิทัลแล้ว ยังได้รับการฝึกภาษาต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งในอนาคตจะต้องพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษาด้านภาษาและดิจิทัล ทุกสถานศึกษาทั้งของภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับสถานศึกษาให้ได้มาตรฐานระดับสากล และช่วยให้สถานศึกษาผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ต่อไป

จุฬาฯ พัฒนา‘อินนูลินจากแก่นตะวัน’ สู่อาหารฟังก์ชั่น พรีไบโอติกส์ลดอ้วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622371

จุฬาฯ พัฒนา‘อินนูลินจากแก่นตะวัน’  สู่อาหารฟังก์ชั่น พรีไบโอติกส์ลดอ้วน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.(พิเศษ) พญ.ชนนิกานต์ วิสูตรานุกูล อาจารย์ประจำสาขาวิชาโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ เผยถึง “โครงการวิจัยการให้อินนูลินที่สกัดจากแก่นตะวันในเด็กโรคอ้วน ว่าแก่นตะวันจัดเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมีปริมาณอินนูลินสูงกว่าพืชชนิดอื่นๆ อินนูลินคือใยอาหารละลายน้ำชนิดฟรุคโต โอลิโกแซคคาไรด์ (FructoOligosaccharides) จัดเป็นใยอาหารประเภทพรีไบโอติกอาหารชั้นดีสำหรับจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ หรือโพรไบไอติกส์ (probiotics) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานไปยังระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น เชื่อมโยงการทำงานไปยังสมองโดยควบคุมความรู้สึกหิว-อิ่ม เชื่อมโยงไปที่ตับและตับอ่อน โดยมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายให้เหมาะสม ลดการอักเสบของร่างกาย เชื่อมโยงไปที่ตับและเซลล์ไขมันให้มีการสะสมไขมันน้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักตัวและมวลไขมันในร่างกายลดลง”

“โครงการนี้เป็นโครงการวิจัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีเด็กอ้วนที่เป็นอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ 165 คนโดยให้เด็กดื่มสารสกัดอินนูลินที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษจากแก่นตะวัน วันละ 1 ซอง ละลายน้ำ ดื่มต่อเนื่องเป็นเวลา6 เดือน การวิจัยได้ผลดี ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของเด็กโรคอ้วนให้เหมือนเด็กปกติ และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ การวิจัยนี้ ได้รับรางวัลระดับโลก FISPGHAN AbstractAward for the best oral presentation อันดับที่ 1 และรางวัล Young Investigator Award จากงานประชุม The 6th World Congress of PediatricGastroenterology, Hepatology and Nutrition (WCPGHAN 2021) ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ปัจจุบัน ทีมวิจัยได้ต่อยอดงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอินนูลินสูตรออริจินัลและรสโกโก้ เพื่อให้เด็กและผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนดื่มได้ง่ายขึ้น

ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ ชำนิ ภาควิชาเภสัชเวทฯ กล่าวว่า สารสกัดอินนูลินที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมานั้นเป็นแอ๊กทีฟอินกรีเดียนส์ (Activeingredients) ซึ่งสามารถนำไปเป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มหรือขนม ทั้งแบบกรอบ นุ่ม หรือเยลลี่ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม

“อินนูลินประยุกต์ได้เยอะ แต่กระบวนการแปรรูปต้องไม่ทำให้ประสิทธิภาพของอินนูลินเสื่อมสลาย ซึ่งตรงนี้ยังเป็นจุดที่ต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใดที่จะเหมาะกับเส้นใยอินนูลินจากแก่นตะวันผศ.ดร.ศุภกาญจน์ กล่าว ขณะนี้ทีมผู้วิจัยกำลังหาความร่วมมือจากภาคเอกชนที่สนใจเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ “อินนูลินจากแก่นตะวัน” เชิงพาณิชย์และวางแผนจำหน่ายสู่ท้องตลาด

“สิ่งที่ต้องการทำต่อไปคือนำผลงานวิจัยเข้าสู่กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากลรับรอง เพื่อผลิตและจำหน่ายให้ประชาชนได้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง อีกทั้งยังได้ช่วยสนับสนุนเกษตรกรชาวไทยที่ผลิตแก่นตะวันพืชที่อุดมไปด้วย คุณสมบัติที่มีประโยชน์อีกด้วย” ผศ.ดร.ศุภกาญจน์ กล่าวทิ้งท้าย

‘คุณหญิงกัลยา’ชูเรียนอาชีวะเกษตร กระตุ้นเศรษฐกิจ และดูแลสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622373

‘คุณหญิงกัลยา’ชูเรียนอาชีวะเกษตร  กระตุ้นเศรษฐกิจ และดูแลสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานเปิดงาน “เกษตรตะโก ครั้งที่ 6” และวันสิ่งแวดล้อมไทย ประจำปี 2564 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ชุมพร อ.ทุ่งตะโก จ.ชุมพร กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพร รวมถึงเป็นการสร้างความตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทาน เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2532 เกี่ยวกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของประเทศและของโลกที่มีความรุนแรงขึ้น โดยได้ตรัสเตือนพสกนิกรให้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ มิใช่เพียงเพื่อประเทศไทยเท่านั้น หากเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของโลกด้วย

“ขอชื่นชมที่ได้เห็นทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจในการจัดงานครั้งนี้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษา เกษตรกรชาวจังหวัดชุมพร และผู้เข้าร่วมชมงาน ที่จะได้นำเอาความรู้ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพรให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างยั่งยืน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

การจัดงาน “เกษตรตะโก ครั้งที่ 6”และวันสิ่งแวดล้อมไทย ประจำปี 2564 ในระหว่างวันที่ 5-16 ธันวาคม 2564 นี้ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร (วษท.ชุมพร) ได้ร่วมกับ บริษัท นเรศวรร์อินเตอร์ กรุ๊ป จัดงานขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชุมพร สร้างความตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วยการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ รัชกาลที่ 9 กับการอนุรักษ์น้ำ, รัชกาลที่ 9 กับการอนุรักษ์ดิน ตลอดจนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน

ศธ.เพิ่มโอกาสการเรียนเด็กถิ่นทุรกันดาร เรียนต่อระดับอุดมศึกษาสายสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622374

ศธ.เพิ่มโอกาสการเรียนเด็กถิ่นทุรกันดาร  เรียนต่อระดับอุดมศึกษาสายสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ( MOU) ระหว่างสถาบันพระบรมราชชนก กับโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษา เขตพื้นที่สุขภาพที่ 6มี นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ว่าที่ ร้อยตรีธนุวงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ศ.(พิเศษ)ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวรอธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนกและ นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตพื้นที่สุขภาพที่ 6 ร่วมพิธี เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นางสาวตรีนุช กล่าวตอนหนึ่งว่า การลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันพระบรมราชชนก กับโรงเรียนเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการมัธยมศึกษา เขตพื้นที่สุขภาพที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว ในครั้งนี้
สืบเนื่องมาจาก ตนและนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา และพัฒนาสุขภาพของผู้เรียนทุกช่วงวัย ซึ่งหนึ่งในโครงการภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว คือ  โครงการสถาบันพระบรมราชชนกสัญจร “สบช. สัญจร” ซึ่งเป็นโครงการที่สถาบันพระบรมราชชนก ได้มีส่วนช่วยกระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในท้องที่ห่างไกลทุรกันดารได้เข้าถึงการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพเพิ่มมากขึ้น 

โครงการ สบช.สัญจร มีวัตถุประสงค์ในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและสร้างเครือข่ายทางการศึกษาระหว่างสถาบันกับสถานศึกษาต่างๆในทุกเขตสุขภาพ เพื่อการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนในท้องถิ่นที่ห่างไกล ท้องถิ่นทุรกันดารได้เข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในสาขาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่สถาบันพระบรมราชชนก โดยในปีการศึกษา 2565 นี้ สถาบันได้จัดสรรที่นั่งให้แก่นักเรียนได้เข้าศึกษาในคณะพยาบาลศาสตร์ จำนวน 4 คน และคณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ จำนวน 1 คนต่อโรงเรียนมีเป้าหมายครอบคลุมโรงเรียนมัธยมศึกษา ตอนปลาย 900 โรงเรียน

นอกจากนี้ นางสาวตรีนุชยังได้ร่วมประชุมปฏิบัติการขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนคุณภาพในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว โดยมอบนโยบายให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดสระแก้ว ในการติดตามประเด็นต่างๆ อาทิ โครงการโรงเรียนคุณภาพ ห้องเรียนคุณภาพ บ้านพักครู ความปลอดภัยในสถานศึกษา ปัญหาเด็กตกหล่น และกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning รวมถึงการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ ว่า คุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งตนตั้งใจยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น และตนทราบดีว่าผู้บริหาร และครูตั้งใจทำงาน แต่การทำงานก็อาจจะมีช่องโหว่หรือรูรั่วเกิดขึ้นดังนั้นหากมีปัญหาก็ให้แจ้งมาที่กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตนพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนและร่วมอุดรูรั่วนั้นๆ

เปิดฉากวันแรกคึกคัก! งานสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 14 ภาคีเครือข่ายทั่วประเทศให้ถ้อยแถลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622449

เปิดฉากวันแรกคึกคัก! งานสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 14 ภาคีเครือข่ายทั่วประเทศให้ถ้อยแถลง

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.09 น.

งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2564 เปิดฉากวันแรกอย่างคึกคัก! มีสมาชิกสมัชชาฯ และประชาชนเข้าร่วมนับหมื่นคน ขณะที่ภาคีเครือข่าย-สมัชชาจังหวัดทั่วประเทศ และหน่วยงานส่วนกลางร่วมกันให้ถ้อยแถลง พร้อมขับเคลื่อน 3 มติฯ อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดรูปธรรมพาไทยพ้นวิกฤตสุขภาพ

วันที่ 15 ธันวาคม 2564 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 14 พ.ศ. 2564 ณ หอประชุมใหญ่ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้ประเด็นหลัก (ธีม) “พลังพลเมืองตื่นรู้ … สู้วิกฤตสุขภาพ” โดยวันแรกนี้เป็นการเปิดประชุมทั้ง on-site และ online ของสมาชิกสมัชชาสุขภาพทั่วประเทศกว่า 2,500 คน และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมชมและฟังผ่านทาง FB live สช. และเครือข่ายอีกกว่าหมื่นคน

ทั้งนี้ งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ถือเป็นการขยายการมีส่วนร่วมครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งนอกจากสมาชิกสมัชชาสุขภาพฯ แล้ว ยังได้เปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มคนด้อยโอกาส กลุ่มคนเปราะบาง เครือข่ายผู้ป่วย นักเรียน นักศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่ เข้าร่วมอีกด้วย

นพ. ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้ง 14 (คจ.สช.) กล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้สมาชิกสมัชชาฯ จะพิจารณาให้ฉันทมติและรับรองมติสมัชชาสุขภาพฯ ใน 3 ระเบียบวาระ ได้แก่ 1. การสร้างเสริมสุขภาวะสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในวิกฤตโควิด-19 2. การคุ้มครองการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มประชากรเฉพาะในภาวะวิกฤตอย่างเป็นธรรม 3. การจัดการการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในวิกฤตสุขภาพ  พร้อมกันนี้ ที่ประชุมจะมีหัวหน้าหน่วยงานราชการ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ทั้งจากส่วนกลางและจังหวัดต่างๆ ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงร่วมกันที่จะขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ ทั้ง 3 มติ รวมถึงมติอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสังคมสุขภาวะอย่างแท้จริง

นายพืชภพ มงคลนาวิน รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวถ้อยแถลงว่า กต. ขอร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงการสนับสนุนข้อมติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในการส่งเสริมให้มีหลักประกันสุขภาพสำหรับผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย ผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิซึ่งไม่มีหลักประกันสุขภาพให้สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติแม้อยู่ในภาวะวิกฤตอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ กต. พร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายในการผลักดันการดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมายเพื่อการมีสุขภาพที่ดีของประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศให้สามารถป้องกัน เตรียมพร้อมและรับมือกับโรคระบาดในอนาคตได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายโยธิน  ทองพะวา ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวกับที่ประชุมว่า ขอสนับสนุนร่างมติระเบียบวาระการจัดการการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในวิกฤตสุขภาพ ในทุกประเด็น โดยเฉพาะในข้อ 3 เรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤตอย่างมีส่วนร่วมที่ครอบคลุมและทั่วถึง และข้อ 4 เรื่องการให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจร่วมกันให้กับคนในสังคม โดยมีความยินดีที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของแกนนำเยาวชนด้านการสื่อสารให้สามารถสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ ให้แก่เด็กและเยาวชนทั้งในระดับส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และชุมชน อันจะนำมาสู่การดูแลตนเองและคนในครอบครัวได้อย่างถูกต้องในช่วงภาวะวิกฤตสุขภาพ

นส.ประกายวรรณ อัศวสกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ แถลงว่า กรมประชาสัมพันธ์ขอชื่นชม คจ.สช.ที่ได้พัฒนาเอกสารร่างข้อเสนอที่ผ่านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และขอสนับสนุนการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ  เรื่องการจัดการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในวิกฤตสุขภาพครั้งนี้ ในทุกประเด็น

นางดวงพร อิฐรัตน์ ประธานเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดชัยนาท กล่าวถ้อยแถลงว่า สมัชชาสุขภาพจังหวัดชัยนาท ขอชื่นชมและเห็นด้วยกับ คจ.สช. และคณะทำงานวิชาการ ที่ได้พัฒนานโยบายสาธารณะเรื่องการสร้างเสริมสุขภาวะสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในวิกฤตโควิด-19 ในทุกประเด็น เนื่องจากมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัยให้มั่นคงและปลอดภัยของจังหวัดชัยนาท

“สมัชชาสุขภาพจังหวัดชัยนาท มีความมุ่งมั่นที่จะสานพลังภาคีทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายของร่างมติดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยเน้นการขับเคลื่อนส่งเสริมประชาชนให้มีความเข้าใจและความรับผิดชอบ ที่สามารถสื่อสารบูรณาการทำงานร่วมกันในวิถีใหม่ ภายใต้การประสานพลังสนับสนุนให้เกิดความเชื่อมโยงองค์ความรู้และทุนศักยภาพที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ของหน่วยงานองค์กรภาครัฐและท้องถิ่นให้บรรลุประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการสร้างเสริมสุขภาวะสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านกายภาพและสังคมที่ยั่งยืนแก่ประชาชนและชุมชนต่อไป” นางดวงพร กล่าว

นายประกาศ เปล่งพานิชย์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนายุทธศาสตร์สาธารณสุข สสจ.ปทุมธานี ในฐานะเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดปทุมธานี  กล่าวว่า เรามีความมุ่งมั่นในการเป็นภาคีเครือข่ายการทำงานร่วมกับ สช. และหน่วยงานภาคีการทำงานด้านสุขภาพทุกแห่ง ในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ โดยทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางในการประสานการทำงานของภาครัฐ มาสู่ภาคประชาชน ทั้งที่เป็นกลุ่มทั่วไปและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ 

“เราพร้อมสนับสนุนการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิประกันสุขภาพในทุกสิทธิของประชาชนไทย ขอให้เข้าใกล้ร้อยละ 100 ทั้ง 3 คือ กองทุนข้าราชการ ประกันสังคม และประกันสุขภาพ รวมทั้งในกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย ขอให้เข้าถึงสิทธิประกันสังคม และประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ขอให้ทุกหน่วยงานซึ่งเป็นผู้รักษากฎหมาย และนายจ้าง ให้นำแรงงานต่างด้าวทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพให้ครบถ้วนด้วย” นายประกาศ กล่าว 

ทางด้าน ผู้แทนสมัชชาสุขภาพจังหวัดสกลนคร กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพจังหวัดสกลนครมุ่งมั่นสนับสนุนเรื่องการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในภาวะวิกฤตสุขภาพ พร้อมพัฒนาเป็นนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะ พชอ. จะเขยื้อน ขยับ ขับเคลื่อนงาน ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป เน้นกลุ่มเป้าหมายสภาเด็กและเยาวชน มุ่งหวังเสริมสร้างเด็กกลิ้งโลกสุขภาวะดีถ้วนหน้าอย่างยั่งยืน สร้างโลกทัศน์ใหม่ด้านการสื่อสารสาธารณะ พัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยการสื่อสารให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และหลากหลายช่องทาง

ทั้งนี้ สมัชชาสุขภาพจังหวัดสกลนครและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนขอสนับสนุนมติการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วมในภาวะวิกฤตสุขภาพทุกประเด็น โดยเฉพาะให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจร่วมให้กับคนในสังคม มีความยินดีที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็กและเยาวชนเพื่อเป็นเครือข่ายนักสื่อสารทางสังคมด้านสุขภาวะ อันจะนำมาสู่การดูแลตนเองและการสร้างสุขภาวะของชุมชนได้อย่างถูกต้อง ทั่วถึง และยั่งยืน ในช่วงภาวะวิกฤติสุขภาพ นำสู่วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ต่อไป

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การกล่าวถ้อยแถลงหรือการให้พันธสัญญาที่จะขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ เพื่อนำพาสังคมไทยไปสู่สังคมสุขภาวะ ถือเป็นมิติใหม่ของงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ โดยถ้อยแถลงหรือพันธสัญญาครั้งนี้จะถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งในเอกสารแนบของมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องพิจารณาขับเคลื่อนต่อไป

ยูเนสโกมีมติขึ้นทะเบียน’โนรา’ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมนุษยชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622445

ยูเนสโกมีมติขึ้นทะเบียน'โนรา' เป็นมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมนุษยชาติ

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.50 น.

วันที่ 15 ธันวาคม 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage – ICS-ICH) สมัยสามัญ ครั้งที่ 16 แบบออนไลน์ ซึ่งมีเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโกของศรีลังกาทำหน้าที่ประธาน ได้มีมติให้ขึ้นทะเบียน “โนรา” หรือ “Nora, dance drama in southern Thailand” ในบัญชีรายชื่อตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้แห่งมวลมนุษยชาติ ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 (2003 Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก

ทั้งนี้ อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. 2003 ได้รับการรับรองในที่ประชุมสมัยสามัญ (General Conference) ของยูเนสโก เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2546 มีวัตถุประสงค์เพื่อสงวนรักษาแนวปฏิบัติการแสดงออกความรู้และทักษะที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (ICH) ของชุมชนหรือกลุ่มคน โดยต้องการสร้างความเคารพต่อ ICH และสร้างความตระหนักตั้งแต่ในระดับท้องถิ่นจนถึงสากลถึงความสำคัญของ ICH และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการสงวนรักษา โดย ICH สามารถอยู่ในรูปแบบการแสดงออกทางวาจาและภาษา การแสดงศิลปะ แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีทางศาสนา เทศกาลเฉลิมฉลอง และ/หรืองานฝีมือ

อนึ่ง ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2559 ปัจจุบันไทยได้ขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในบัญชี RL แล้ว 3 รายการ ได้แก่ โขน ขึ้นทะเบียนเมื่อ พ.ศ. 2561 นวดไทย ขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2562 และโนรา ซึ่งเพิ่งได้รับขึ้นทะเบียนในปีนี้

‘ดนุช’ เปิดสำนักงาน อว.ส่วนหน้าอุดร-บึงกาฬ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622423

‘ดนุช’ เปิดสำนักงาน อว.ส่วนหน้าอุดร-บึงกาฬ

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.20 น.

“ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์” ผช.รมว.อว. เปิดสำนักงาน อว.ส่วนหน้าอุดร-บึงกาฬ ชวนนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการมาใช้ของดี อว. ทั้งจิสด้า อุทยานวิทยาศาสตร์ เผยไทยมีความร่ำรวยอันดับ 7 ของโลกด้านศิลปวัฒนธรรม ชี้มหาวิทยาลัยต้องนำมาใช้ประโยชน์คู่กับวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

15 ธันวาคม 2564 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (มรภ.อุดรธานี) ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินทางลงพื้นที่เพื่อประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการดำเนินงาน อว.ส่วนหน้า ในการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันเพื่อพัฒนาจังหวัดกับผู้บริหาร มรภ.อุดรธานี ผู้แทนหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกลุ่มนักธุรกิจในจังหวัดอุดรธานี

โดย ดร.ดนุช กล่าวว่า อว.ไม่มีหน่วยงานประจำจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นอุดมศึกษาจังหวัดหรือวิทยาศาสตร์จังหวัด ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว.จึงตั้ง อว.ส่วนหน้าขึ้นมาทำหน้าที่ส่วนประสานงานกลางจากส่วนกลาง คือ อว. มายังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยใช้มหาวิทยาลัยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศเป็น อว.ส่วนหน้าบางจังหวัดที่ไม่มีมหาวิทยาลัยก็จะให้จังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงที่มีมหาวิทยาลัยทำหน้าที่ร่วม การตั้ง อว.ส่วนหน้าถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่แค่การสอนหนังสือหรือผลิตบัณฑิตเท่านั้น บทบาทของมหาวิทยาลัยต้องออกจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่สังคม ต้องออกจากหอคอยงาช้าง ซึ่งที่ผ่านมา อว.ก็ได้นำมหาวิทยาลัยลงสู่ตำบล สู่หมู่บ้าน ผ่านโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T ใน 3,000 ตำบล และในปี 2565 จะมี U2T เฟส 2 ใน 7,000 กว่าตำบลทั่วประเทศ

ดร.ดนุช กล่าวต่อว่า จากนี้ไปมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาต้องเดินสองขา ไม่ใช่แต่เรื่องวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติด้วย ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับว่ามีความร่ำรวยเป็นอันดับ 7 ของโลกด้านมรดกศิลปวัฒนธรรม และเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย แพ้แต่อินเดียประเทศเดียวเท่านั้น ขนาดประเทศมหาอำนาจอย่างจีนและญี่ปุ่นยังแพ้ไทย ดังนั้น ถ้ามหาวิทยาลัยสามารถเดินสองขาได้ ประเทศไทยจะแข่งในระดับโลกได้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รวมถึงศิลปะและวัฒนธรรม ดังนั้น อว.ส่วนหน้าจึงสำคัญมาก เรามีหน่วยงานทั้งสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า มีอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคกระจายอยู่ตามมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ภาค ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเข้าไปใช้บริการหน่วยงานเหล่านี้ผ่าน อว.ส่วนหน้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก

จากนั้น ดร.ดนุช ได้เปิดสำนักงาน อว.ส่วนหน้า จ.อุดรธานี และ จ.บึงกาฬ เพื่อที่จะมีการใช้ประโยชน์ในสองจังหวัดดังกล่าวต่อไป

-(016)

สุขใจผู้ให้..ถูกใจผู้รับ! อาชีวะอุบลฯ รังสรรค์เค้ก-คุกกี้ รับปีใหม่ 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622417

สุขใจผู้ให้..ถูกใจผู้รับ! อาชีวะอุบลฯ รังสรรค์เค้ก-คุกกี้ รับปีใหม่ 2565

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.14 น.

UVC PROUD  :     อาชีวะอุบลฯ  บูรณาผู้เรียนสู่โลกอาชีพ รังสรรค์เค้กและคุกกี้ ผลิตภัณฑ์ดี มีคุณภาพ  สุขใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับ สร้างงาน สร้างรายได้ รับเทศกาลปีใหม่ 2565   พร้อมเปิดความอิ่มอร่อยอย่างเป็นทางการ 20 ธันวาคม นี้

15 ธันวาคม 2564 กิจกรรมส่งเสริมบูรณาการการเรียนการสอนที่หลากหลาย ในแต่ละสาขาวิชา ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  นำโดย นางลฎาภา  แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  ตามโครงการ เทศกาล“เค้ก คุกกี้ ของขวัญปีใหม่ 2565 สุขใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับ”  ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ด้วยการให้นักเรียน นักศึกษา ในแต่ละสาขาวิชานำทักษะวิชาชีพของตนไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริง ให้นักเรียน นักศึกษาคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ และสามารถนำวิชาความรู้ในวิชาชีพสร้างรายได้ระหว่างเรียน มีประสบการณ์ในการทำงานในชีวิตจริง ได้อีกทางหนึ่ง

ด้วยการให้ผู้เรียนอาชีวศึกษาในแต่ละแผนกวิชา นำทักษะวิชาชีพที่เรียนมาสามารถประยุกต์ใช้ในกิจกรรมที่จัดขึ้น  โดยแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ นำความรู้มาปฏิบัติจริงในการผลิตเค้ก และคุกกี้  ที่ดีมีคุณภาพ   แผนกวิชาการตลาด โลจิสติกส์และซัพพลายเชน จัดกิจกรรมจำหน่ายหน้าร้านและส่งเสริมการขาย  แผนกวิชาธุรกิจดิจิทัล  จัดระบบการสั่งจอง ขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์  แผนกวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ  แผนกวิชาคหกรรม จัดออกแบบผ้า ตกแต่ง สีสัน ผูกริบบิ้นเพื่อใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบรรจุภัณฑ์  แผนกวิชาการออกแบบ วิจิตรศิลป์ ดิจิทัลกราฟิก การถ่ายภาพและวิดิทัศน์ จัดออกแบบถุงและกล่องบรรจุภัณฑ์สำหรับเค้ก คุกกี้  ออกแบบโปสเตอร์ ใบปลิว สื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์  แผนกวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว  เน้นในเรื่องการให้บริการ ต้อนรับ เป็นต้น

นอกจากนี้ในทุกสาขาวิชา ยังทำหน้าที่ในการเป็นนักขายที่ดี  สร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวอีกด้วย  ซึ่งหากจำหน่ายเค้กและคุกกี้ จะได้รับผลตอบแทนเป็นส่วนลดจากราคาปกติ นอกจากนี้หากมียอดขายมากที่สุด ก็จะได้รับรางวัลเป็นเงินสด ได้แก่  รางวัลชนะเลิศทำยอดขายสูงสุด เป็นเงิน 2,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล  1,500 บาท  และรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล  1,000 บาท  จากการขายอีกด้วย

สำหรับรายได้ที่เกิดจากการจัดกิจกรรมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เค้กและคุกกี้  ทางวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี จะนำรายได้ทั้งหมดไปใช้จ่ายในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน และสถานศึกษาต่อไป 

ทั้งนี้การจัดกิจกรรมดังกล่าวจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ในวันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม 2564 เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ณ ลานหน้าห้องอาหารกาบแก้วบงกช หน้าอาคารเรียน 4 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี กิจกรรมประกอบด้วย การสาธิตนำเสนอและจำหน่ายผลงานนักเรียน นักศึกษา ในแต่ละสาขาวิชา ได้แก่ แผนกวิชาการตลาด จัดกิจกรรมห่อของขวัญ,การทำริบบิ้น  แผนกวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ จัดกิจกรรมสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผ้า   แผนกวิชา  คหกรรม จัดกิจกรรมสาธิตและจำหน่ายการประดิษฐ์กระเช้าของขวัญรับเทศกาลปีใหม่ และพวงกุญแจน่ารัก  แผนกวิชาการออกแบบจัดกิจกรรมสาธิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ แผนกวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล  จัดกิจกรรมการขายสินค้าออนไลน์,การนำเสนอขายไลฟ์สด  แผนกวิชาอาหารและโภชนาการ สาธิตการแต่งหน้าคัพเค้ก  แผนกวิชาการโรงแรม สาธิตการผสมเครื่องดื่ม ม็อกเทล และการพับผ้าเช็ดปาก สำหรับตกแต่งโต๊ะอาหาร เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมการแสดงบนเวทีของนักเรียน นักศึกษา สาขาวิชาการตลาดและคณะวิชาศิลปกรรม  พร้อมได้รับเกียรติจากนายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีเปิด และนางศลิษา ภิรมย์รัตน์ นากยกเหล่ากาชาดจังหวัดอุบลราชธานี ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุบลราชธานี สาธิตการแต่งหน้าเค้ก ในโอกาสนี้ด้วย

สำหรับการจำหน่าย เค้ก คุกกี้ ผลิตสินค้าดี มีคุณภาพในราคาย่อมเยา จำหน่ายให้กับประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีและผู้ที่สนใจทั่วประเทศ  ได้แก่ คุกกี้คอนเฟลก จำหน่ายเป็นกล่อง ปริมาณกล่องละ 450 กรัม  ขายในราคา 250 บาท ปริมาณกล่องละ 220 กรัม ขายในราคา 140 บาท และจำหน่ายเป็นถุง ปริมาณถุงละ 150 กรัม จำหน่ายในราคา 100 บาท ในส่วนเค้กนั้น จัดทำ 2 ชนิด ได้แก่ เค้กเนยสดหน้าครีม เค้กเนยสดหน้าแยม จำหน่ายในราคาปอนด์ละ 180 บาท สามารถสั่งจองและสั่งซื้อเค้กได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป – จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564 ในส่วนคุกกี้สั่งจองหรือซื้อได้ตลอดจนกว่าสินค้าจะหมด ซึ่งมีจำนวนจำกัด

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อเค้กและคุกกี้ ผลงานนักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาอาหารและโภชนาการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดยติดต่อซื้อหน้าร้านได้ที่  ห้องอาหารกาบแก้วบงกช วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  ร้านเบเกอรี่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  โรงแรมอาชีวะ( R CHEE WA HOTEL ) @วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ตรงข้ามสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดอุบลราชธานี สั่งซื้อออนไลน์ได้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก งานประชาสัมพันธ์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี หมายเลขโทรศัพท์  045-250111  หรือติดต่อ ครู บุคลากร นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ตัวแทนจำหน่ายของสถานศึกษาได้ทุกคน -(016)

‘ตรีนุช’ เร่งสางปัญหาทุจริต ศธ. ชี้ใครทำผิดฟันตามกฎหมายเด็ดขาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622399

‘ตรีนุช’ เร่งสางปัญหาทุจริต ศธ. ชี้ใครทำผิดฟันตามกฎหมายเด็ดขาด

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 17.10 น.

วันที่ 15 ธันวาคม 2564  น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริตของ ศธ. เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล (ประเทศไทย) ภายใต้แนวคิด “กระทรวงศึกษาธิการโปร่งใส่ ไม่ทนต่อการทุจริต” (MOE TRUST & Zero Tolerance) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ว่า ศธ.มุ่งเน้นการทำงานที่โปร่งใส ไม่ให้มีการทุจริตเกิดขึ้น เพราะ ศธ.เป็นการทรวงที่ดูแลการศึกษาของประเทศ ดังนั้นต้องปลุกฝังเยาวชน เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และทำให้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมาภายใต้การทำงานที่สุจริตและโปร่งใส ตั้งแต่ที่ตนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ได้ติดตามและสะสางเรื่องต่าง ๆที่ค้างคาและได้รับเรื่องร้องเรียนมาบ้าง ซึ่งการตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ ตนได้เน้นย้ำว่าจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ดังนั้น เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนมาก็จะตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตรวจสอบทันที ส่วนคดีที่ค้างคาต่าง ๆ หากพบว่ามีมูล ตนก็จะเร่งรัดให้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายโดยเร็ว เพื่อที่จะเป็นแนวทางและเป็นแบบอย่างให้ข้าราชการ ศธ.เห็นว่าเมื่อมีผู้ใดทำไม่ถูกต้องก็จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเหมาะสมและเต็มที่ 

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า 7 เดือนที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้รับเรื่องร้องเรียนการทุจริตเข้ามาบ้าง แต่เนื่องจากมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เรื่องร้องเรียนที่เข้ามามีไม่เยอะ ดังนั้น การทำงาน ตนจึงเน้นการแก้ปัญหาเรื่องการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และจะเร่งรัดสะสางคดีที่ค้างคาต่างๆ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรืออควาเรียมหอยสังข์ จ.สงขลา  

ซึ่งเป็นโครงการของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ตนจะเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งตนจะเร่งรัดเรื่องนี้เพื่อจะดำเนินการต่อไป 

“ส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ถูกร้องเรียนมาที่ดิฉันหลายเรื่อง เช่น มีการทุจริตงบประมาณปี 2564 จำนวน 68 ล้านบาท ว่ามีการนำงบฯไปเล่นแร่แปรธาตุ ในโครงการจ้างปรับปรุงระบบสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาและพัฒนาอาชีพ พร้อมระบบห้องเรียนอัจฉริยะ 77 จังหวัด เพื่อจัดการศึกษาออนไลน์ในสถานศึกษาอาชีวะ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งพบว่าเรื่องดังกล่าวนี้อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)แล้ว จึงขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช.ว่าจะชี้มูลเรื่องนี้อย่างไร  ซึ่งที่ผ่านมาดิฉันได้เรียกเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มาชี้แจ้งในฐานะผู้บังคับบัญชา สอศ.แล้ว เพราะเรื่องที่ร้องเรียนเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย จึงต้องฟังทุกฝ่ายและดูเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างรอบครอบ” น.ส.ตรีนุช กล่าว   

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีอดีตข้าราชการซี 8 ที่ดูแลเงินโครงการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ของสำนักงานปลัด กระทรวงศึกษาธิการ ได้โกงเงินโครงการฯ และถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงผลปรากฏว่าถูกไล่ออกจากราชการไปแล้วนั้น ขณะนี้ทราบว่าเรื่องอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.)แล้ว  ดังนั้น ตนก็จะเร่งติดตามตรวจสอบรายละเอียดว่าเรื่องดังกล่าวนี้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว และตั้งกรรมการชุดต่างๆขึ้นมาตรวจสอบเรื่องที่ยังค้างอยู่ด้วย