‘ตรีนุช’ มอบ สพฐ.วางแผนปรับปรุงบ้านพักครู หวังสร้างขวัญกำลังใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622398

‘ตรีนุช’ มอบ สพฐ.วางแผนปรับปรุงบ้านพักครู หวังสร้างขวัญกำลังใจ

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 17.06 น.

วันที่ 15 ธันวาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้เห็นชอบในหลักการโครงการบ้านพักข้าราชการ(บ้านหลวง) ตามที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ  ซึ่งโครงการดังกล่าวจะมีบ้านพักข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 19 โครงการ รวม 263 หน่วย วงเงินงบประมาณ 211 ล้านบาทอยู่ด้วย ดังนั้น ตนจะมอบให้ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูแลเรื่องนี้ต่อไปอย่างไรก็ตาม ศธ.ก็มีโครงการปรับปรุงบ้านพักครูอยู่แล้ว ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปออกแบบบ้านพักครูที่เหมาะกับสภาพบริบทในแต่ละพื้นที่มา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับครู เพราะบ้านพักครูปัจจุบันถูกใช้งานมานานมีสภาพที่เก่า และด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรโน 2019 หรือโควิด-19 การใช้งบประมาณก็เป็นไปอย่างจำกัด ดังนั้น การปรับปรุงบ้านพักครูอาจจะต้องนำร่องในบางพื้นที่ก่อน 

“การปรับปรุงบ้านพักครูต้องดูสภาพพื้นที่เช่น โรงเรียนขนาดเล็กที่ถูกควบรวมแล้ว ซึ่งมีอาคารเหลืออยู่ ก็สามารถซ่อมแซมต่อเติมให้เป็นบ้านพักครูได้ หรือในบางพื้นที่ที่ไม่มีบ้านพักเลยก็สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ ซึ่งการปรับปรุงบ้านพักครูในขณะนี้อาจจะไม่สามารถปรับปรุงได้พร้อมกันทั้งหมดทั่วประเทศ ดังนั้น จึงต้องวางมาตรการในการปรับปรุงอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ก็รอดูแบบที่สพฐ.จะนำมาเสนอว่าสอดรับกับพื้นที่หรือไม่และงบประมาณที่จะใช้” น.ส.ตรีนุช  กล่าว 

‘สนธิญา’ร้องเอาผิด’ทิดไพรวัลย์’ ปมว่าร้ายพระชั้นผู้ใหญ่และศาสนาพุทธ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622388

'สนธิญา'ร้องเอาผิด'ทิดไพรวัลย์' ปมว่าร้ายพระชั้นผู้ใหญ่และศาสนาพุทธ

วันพุธ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.14 น.

วันที่ 15 ธันวาคม 2564 เวลา 13.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เดินทางพร้อมนำหลักฐานเข้าร้องเรียน บช.น.เพื่อให้ตรวจสอบกรณี นายไพรวัลย์ วรรณบุตร หรืออดีตพระมหาไพรวัลย์ อายุ 30 ปี แสดงความคิดเห็นในลักษณะว่าร้ายพระสงฆ์และศาสนาพุทธ เข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือไม่ 

นายสนธิญา กล่าวว่า ต้องการให้ตรวจสอบพฤติกรรม นายไพรวัลย์ ที่ให้สัมภาษ​ณ์​สื่อออนไลน์​ในลักษณะพาดพิง ว่าร้าย พระชั้นผู้ใหญ่และศาสนา​พุทธว่า “ศาสนาเต่าล้านปี วันๆ มัวแต่นั่งประชุมจะเลื่อนใคร ตั้งใคร มัวแต่บ้ายศ บ้าอำนาจ แข่งกันสร้างอะไรใหญ่โต” ส่วนตัวมองว่าเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์​ฯ พูดโดยไม่มีข้อข้อเท็จอาจสร้างความเสียหายได้ เพราะคนไทย​ส่วนใหญ่​นับถือศาสนาพุทธ​ แม้จะมีคนเห็นด้วยกับ นายไพรวัลย์ แต่ก็สร้างความไม่พอใจให้คนไทยที่ไม่เห็นด้วย รวมถึงพระชั้นผู้ใหญ่​และตนในฐานะพุทธศาสนิกชน ไม่ต้องการให้มีการกล่าวร้ายหนึ่งในสถาบันหลักของชาติ 

ตนไม่ปฏิเสธ​เรื่องมุมมืดในวงการ​พระพุทธ​ศาสนา พร้อมตรวจสอบพระที่ประพฤติ​ตัวไม่ดีด้วยเช่นกัน การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่กลัวถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์​ ที่ผ่านมาโดน​ทัวร์​ลงมาแล้วหลายครั้ง ตนเห็นว่า นายไพรวัลย์​ ทำไม่ถูกต้องจึงออกมาตักเตือน ทั้งนี้ นายไพรวัลย์ สึกออกมาแล้วควรหยุดพฤติกรรม​ดังกล่าว ควรใช้ชีวิตตามปกติ หยุดร้างความเสียหายให้ศาสนา​พุทธ การวิพิพากษ์วิจารณ์​ควรอยู่ในขอบเขต​ ย้ำว่าหากหยุดพฤติกรรม​ดังกล่าวได้ตนก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าไม่หยุดจะใช้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินการต่อไป 

ต่อมา พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น.ในฐานะโฆษก บช.น.กล่าวว่า ขณะนี้ บช.น.รับเรื่องแล้วเบื้องต้น พล.ต.ท.สําราญ นวลมา ผบช.น.สั่งการให้ บก.สส.บช.น.ตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานว่า ทิดไพรวัลย์ มีความผิดตามที่ นายสนธิญา ร้องเรียนหรือไม่ โดยจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยี ช่วยตรวจสอบในความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ส่วนจะเรียก ทิดไพวรรณ เข้าให้ข้อมูลหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่จำเป็น

มติ ครม.อนุมัติงบ 640 ล้าน จ่ายเยียวยา 2 พัน กลุ่มเด็กตกหล่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622171

มติ ครม.อนุมัติงบ 640 ล้าน จ่ายเยียวยา 2 พัน กลุ่มเด็กตกหล่น

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.11 น.

“ตรีนุช” เผย ครม.อนุมัติเงินกว่า600 ล้าน เยียวยา นร.นศ.ที่ตกหล่นไม่ได้รับรอบแรก พร้อมเยียวยา นศ.อาชีวะฯระดับปริญญาตรีแล้ว 

วันที่ 14 ธันวาคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติเงิน ประมาณ 640 ล้านบาท ให้โครงการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) คนละจำนวน 2,000 บาท เพื่อเยียวยาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกสัดกัด ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ให้กับนักเรียน นักศึกษา ที่ตกหล่นจากการสำรวจจากครั้งแรก 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ศธ.ได้ติดตามข้อมูลเด็กที่ยังตกหลนไม่ได้รับเงินเยียวยา จำนวน 2,000 บาท จึงเก็บตัวเลขเด็กทุกสังกัดเสนอให้ที่ประชุมครม. และในวันนี้ ครม.จึงอนุมัติเงินดังกล่าว เพราะต้องการให้เด็กได้รับเงินเยียวยา และได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม หากได้รับเงินมาแล้ว ศธ.ก็จะเร่งดำเนินการกระจายเงินลงไปให้อย่างเร็วที่สุด คาดว่าผู้ปกครอง นักเรียน นักศึกษาจะได้รับเงินในไม่ช้า เพราะ ศธ.มีกระบวนการจ่ายเงินส่วนนี้อยู่แล้ว โดยจะใช้รูปแบบเดิม คือ โอนเงินเข้าบัญชี หรือให้ผู้ปกครองมารับเงินสดที่สถานศึกษา ตามความสะดวก”

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ครม.ได้อนุมัติเงินเยียวยาให้นักศึกษาระดับปริญญาตรี สถาบันการอาชีวศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ประมาณ  13,000 คน ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาในรอบแรกด้วย  โดยการเยียวยานักศึกษาระดับปริญญาตรี จะใช้เกณฑ์เดียวกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กำหนด  คือ ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ ตั้งแต่ระดับต่ำกว่าปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งภาคปกติ ภาคพิเศษ และภาคสมทบ โดยลดค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา ที่ต้องจ่ายในส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ช่วยเหลือในอัตราร้อยละ 50 ตั้งแต่ 50,001–100,000 บาท ช่วยเหลืออัตราร้อยละ 30 และตั้งแต่ 100,001 บาทขึ้นไป ช่วยเหลือในอัตราร้อยละ 10 โดยรัฐบาลและสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐจะร่วมกันช่วยเหลือเยียวยาในสัดส่วน 6:4

“ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ทุกกระทรวงไปคิดโครงการ มาเสนอ ครม. ในวันที่ 23 ธ.ค. นี้เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ซึ่งในส่วนของ ศธ.ดิฉันได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เบื้องต้นอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด ถ้าได้ข้อสรุปก็จะแจ้งให้ทราบ” น.ส.ตรีนุช กล่าว

เปิดกำหนดการเคารพกายสังขาร ‘แม่ชีศันสนีย์’ได้แล้ว ​เริ่ม 15 ธ.ค.เป็นต้นไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/622160

เปิดกำหนดการเคารพกายสังขาร 'แม่ชีศันสนีย์'ได้แล้ว ​เริ่ม 15 ธ.ค.เป็นต้นไป

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 17.27 น.

วันที่ 14 ธันวาคม 2564 จากรณีเพจ เสถียรธรรมสถาน Sathira Dhammasathan แจ้งข่าวการคืนสู่ธรรมชาติอย่างสงบของ “แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต” ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน ภายหลังป่วยด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และคืนร่างกลับสู่ธรรมชาติในวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมา ยังความเสียใจมาสู่ศิษยานุศิษย์และประชาชนเป็นจำนวนมากนั้น อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดประวัติอาลัย’แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต’ก่อนคืนสู่ธรรมชาติอย่างสงบ

ล่าสุด แฟนเพจ เสถียรธรรมสถาน Sathira Dhammasathan ได้แจ้งกำหนดการเคารพกายสังขารของ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ณ เสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ ระบุว่า ด้วยประชาชนจำนวนมากมีความประสงค์จะขอเข้าเคารพกายสังขารของ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เพื่อความสะดวกสำหรับทุกท่าน เสถียรธรรมสถานจึงเห็นสมควรที่จะเปิดให้ทุกท่านได้เคารพกายสังขารของ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ณ เสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2564-พ.ศ. 2565 ภายใต้มาตรการป้องกันการระบาดของโควิด-19

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ากราบกายสังขารของ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. ณ เสถียรธรรมสถาน กรุงเทพฯ โดยกำหนดเป็นรอบ รอบละ 15 คน

2.กำหนดให้ยังคงมีพิธีสวดพระอภิธรรม (โดยคณะสงฆ์) ต่อไปสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในทุกวันอังคาร ตลอดปี พ.ศ. 2565 เวลา 18.00 น. และเปิดให้ร่วมเป็นเจ้าภาพงานสวดพระอภิธรรมได้ที่ line@sdsdnt

3.กำหนดให้มีพิธีสวดพระอภิธรรม (โดยคณะพุทธสาวิกาศีล 10 เสถียรธรรมสถาน) จัดขึ้นทุกวัน ในเวลา 18.00 น. ยกเว้นวันอังคาร ซึ่งมีพิธีสวดพระอภิธรรมโดยคณะสงฆ์ และเปิดให้เป็นเจ้าภาพร่วมในการสวดอภิธรรมได้ที่ line@sdsdnt

4.ในการร่วมงานสวดพระอภิธรรม ยังของดพวงหรีด แต่ขอเชิญชวนให้ใช้ ‘หรีดดอกไม้เทียน’ แทน ซึ่งสร้างขึ้นจากการภาวนาของลูกหลานของคุณยายจ๋า เพื่อรวบรวมการร่วมบุญสมทบการจัดสร้างหุบเขาโพธิสัตว์ เพื่อสืบสานปณิธานงานสุดท้ายของ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ติดต่อได้ที่ line@sdsgift

5.สำหรับกำหนดการฌาปนกิจกายสังขารของ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต จะขอเรียนให้ทราบในโอกาสต่อไป

ทั้งนี้ เสถียรธรรมสถานได้กำหนดมาตรการเพื่อรักษาความปลอดภัยจากการแพร่ของเชื้อ Covid-19 โดยผู้เข้าร่วมงานทุกคนจะต้องได้รับวัคซีนจำนวน 2 เข็ม หรือได้รับการตรวจ ATK ภายใน 72 ชั่วโมง เหล่าศิษยานุศิษย์และคณะทำงานขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ด้วย

สุดเจ๋ง! ชวนผู้นำนักศึกษาทั่วประเทศร่วมทีม เฟ้นหาสุดยอดโฆษก อว.ประจำมหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621976

สุดเจ๋ง! ชวนผู้นำนักศึกษาทั่วประเทศร่วมทีม เฟ้นหาสุดยอดโฆษก อว.ประจำมหาวิทยาลัย

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 08.20 น.

แคมป์โฆษก อว.สุดเจ๋ง ชวนผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศเข้าร่วมทีม เฟ้นหาสุดยอดโฆษกกระทรวง อว.ประจำมหาวิทยาลัย สร้างผู้นำในด้านการสื่อสารภายในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ

ที่พิพิธภัณฑ์พระราม 9 จ.ปทุมธานี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม U2T CAMP GROWTH MINDSET ระหว่างวันที่ 13 – 17 และ 20 – 24 ธ.ค.ภายใต้โครงการ “มหาวิทยาลัยสู่ตำบลสร้างรากแก้วให้ประเทศ” ตามนโยบาย ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.กระทรวง อว.ซึ่งมีผู้นำนักศึกษาจากมาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ จำนวน 250 คน เข้าร่วม

โดย รศ.(พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการและโฆษกกระทรวง อว.กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดโครงการตอนหนึ่งว่า กระทรวง อว. ตระหนักและให้ความสำคัญกับพลังการสร้างสรรค์ของเยาวชนในทุกมิติ มั่นใจว่ากิจกรรม U2T CAMP GROWTH MINDSET สามารถค้นหานักสื่อสารรุ่นใหม่ ในบทบาทโฆษกกระทรวง อว.ปลุกพลังสร้างสรรค์ช่วยสร้างสังคมยังยืน โดยเฉพาะในยุคที่การรับรู้ข่าวสาร และการสื่อสารออนไลน์มีอิทธิพลต่อเยาวชนอย่างมาก

“เราจึงต้องการให้เยาวชนทั่วประเทศเข้ามามีส่วนคิด ผลิตเพื่อสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ในการร่วมสร้าง และ พัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน และเกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเยาวชน และมหาวิทยาลัยในการร่วมพัฒนาประเทศ เพื่อให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือของเยาวชน มีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี สร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน มีการรับรู้ และสร้างคนรุ่นใหม่อย่างมีคุณภาพ และต่อเนื่อง อันจะเป็นการเพิ่มศักยภาพการสื่อสารยุคดิจิทัล ให้ผู้ร่วมโครงการอย่างเต็มศักยภาพ สำหรับผู้ร่วมโครงการดังกล่าวประกอบด้วยเครือข่ายเยาวชน เพื่อนพี่น้องวัยทีนในพื้นที่” โฆษกกระทรวง อว.กล่าว

สำหรับกิจกรรม U2T CAMP GROWTH MINDSET จะแบ่งเป็น 5 โซน ได้แก่ 1.Indoor workshop 2.Outdoor active 3.Party and mini concert 4.Learn and travel และ 5.Relax zone โดยตลอดทั้ง 5 วัน จะมีกิจกรรมพิเศษๆ อาทิ กิจกรรม “เส้นทางสู่การเป็นโฆษกมืออาชีพ” โดย รศ.(พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ และทีมโฆษก อว. , กิจกรรม Outside of the box แลกเปลี่ยนเป็นกันเอง หัวข้อ MY METAVERSE โดย รศ.(พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ และทีม MENTORS , กิจกรรม “The facebook effect” โดย คุณยุทธนา aDAY FRESH , กิจกรรม “สร้างคน สร้างเครือข่าย” โดย ส.ส.เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ , กิจกรรม MINI CONCERT ส้ม มารี และกิจกรรมสันทนาการอื่นๆ อีกมายมาย ที่คัดสรรให้น้องนักศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใน U2T CAMP GROWTH MINDSET

จิตอาสาร่วมกันทำแนวกั้นตลิ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621827

จิตอาสาร่วมกันทำแนวกั้นตลิ่ง

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นิสิตจิตอาสาพระราชทาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ลงพื้นที่ร่วมกับกองพันทหารช่างที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 และชุมชนชาวบ้านหนองโน ตำบลเขวาใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย  จังหวัดมหาสารคาม   ร่วมกันทำแนวกั้นตลิ่ง เพื่อป้องกันการทรุดตัวของสิ่งปลูกสร้างและศาสนสถานภายในวัดท่าชลแดน บ้านหนองโน ตำบลเขวาใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม  หลังน้ำชีลดลงอย่างรวดเร็ว

ยูนิเซฟเผย โควิด-19 วิกฤตสาหัสที่สุด ของเด็กทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ 75 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621834

ยูนิเซฟเผย โควิด-19 วิกฤตสาหัสที่สุด  ของเด็กทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ 75 ปี

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางเฮนเรียตต้า โฟร์ ผู้อำนวยการบริหาร องค์การยูนิเซฟ กล่าวว่า ยูนิเซฟได้ช่วยปูรากฐานให้เด็กหลายล้านคนทั่วโลกมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย แต่ความก้าวหน้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกำลังถูกฉุดรั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งได้กลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ 75 ปีของยูนิเซฟ จำนวนเด็กที่ต้องประสบปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความหิวโหย การออกจากโรงเรียน การถูกทำร้าย ความยากจน หรือการถูกบังคับให้แต่งงานก่อนวัยอันควรกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ตัวเลขของเด็กที่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล วัคซีน อาหารที่มีประโยชน์ และบริการที่จำเป็นกลับลดลง ในเวลาเพียงหนึ่งปีที่เราควรจะก้าวไปข้างหน้า แต่เรากลับต้องถอยหลัง

รายงานระบุว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้จำนวนเด็กที่ตกอยู่ในความยากจนหลายมิติเพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปี  2562 นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2563 ทุกวินาทีมีเด็ก 1.8 คนต้องเข้าสู่ภาวะความยากจน ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาอีกยาวนานในการทำให้สถานการณ์กลับสู่สภาพเดิม แม้ในกรณีที่ดีที่สุด อาจจะต้องใช้เวลาถึง 7 – 8 ปีที่จะลดอัตราความยากจนให้กลับสู่สภาพเดิมก่อนการแพร่ระบาด  นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า จำนวนเด็กที่ต้องอยู่ในครอบครัวยากจนเพิ่มขึ้นอีก 60 ล้านคนทั่วโลกเมื่อเทียบกับก่อนการแพร่ระบาด นอกจากนี้ ในปี 2563 มีเด็กกว่า 23 ล้านคนทั่วโลกที่ไม่ได้รับวัคซีนพื้นฐาน เพิ่มขึ้นจากเพียง 4 ล้านคนปี 2562 ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 11 ปี

ก่อนการแพร่ระบาด มีเด็กประมาณ 1 พันล้านคนทั่วโลกที่เผชิญกับความขาดแคลนอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การเข้าไม่ถึงการศึกษา บริการสุขภาพ ที่อยู่อาศัย โภชนาการ สุขาภิบาลและน้ำ ปัจจุบันตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้นเนื่องจากการฟื้นฟูที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กที่มีฐานะร่ำรวยและยากจนรุนแรงขึ้น โดยเด็กกลุ่มชายขอบหรือกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ในช่วงแพร่ระบาดรุนแรง เด็กกว่า 1.6 พันล้านคนไม่ได้ไปโรงเรียน โดยโรงเรียนร้อยละ 80 ทั่วโลกต้องปิดในปีแรกของการแพร่ระบาด เด็กอายุระหว่าง 10-19 ปีทั่วโลกกว่าร้อยละ 13 ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิต ในเดือนตุลาคม 2563 บริการด้านสุขภาพจิตถูกปิดชั่วคราวไปถึงร้อยละ 93 ทั่วโลกสืบเนื่องจากการแพร่ระบาด ก่อนสิ้นทศวรรษนี้ คาดว่ามีเด็กที่ต้องแต่งงานในวัยเด็กเพิ่มขึ้นอีก 10 ล้านคน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวนแรงงานเด็กเพิ่มสูงขึ้นเป็น 160 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 8.4 ล้านคนภายในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา และภายในสิ้นปี 2565 คาดว่าจะมีเด็กอีก 9 ล้านคนที่เสี่ยงต่อการถูกใช้แรงงาน เนื่องจากอัตราความยากจนที่เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาด

ในช่วงแพร่ระบาดรุนแรง เด็ก 1.8 พันล้านคนอาศัยอยู่ใน 104 ประเทศที่บริการคุ้มครองเด็กหยุดชะงักลง เด็ก 50 ล้านคนต้องเผชิญกับภาวะผอมแห้ง ซึ่งเป็นภาวะขาดสารอาหารที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และอาจเพิ่มขึ้นอีก 9 ล้านคนภายในปี 2565 เนื่องจากการแพร่ระบาดได้ส่งผลกระทบต่ออาหาร บริการด้านโภชนาการ และการเลี้ยงดู

ในประเทศไทย กลุ่มเปราะบางและเด็ก ๆ กำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรง การสำรวจออนไลน์เมื่อปีที่แล้วโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ยูนิเซฟ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย พบว่า ครอบครัวที่มีเด็กเล็กมักเผชิญกับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่รายได้กลับลดลง ในขณะที่รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยปี 2563 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า เด็กมีแนวโน้มที่จะตกอยู่ในภาวะความยากจนมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น ๆ  โดยอัตราความยากจนในเด็กอายุ 0-5 ปี, 6-14 ปี และ 15-17 ปี อยู่ที่ร้อยละ 8.6, 11.1 และ  9.2 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ร้อยละ  6.8

ในขณะเดียวกัน มาตรการปิดโรงเรียนกำลังส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กและเด็กที่เปราะบาง การสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2563 พบว่า ครอบครัวเกือบครึ่งหนึ่งในประเทศไทยไม่พร้อมที่จะให้ลูกเรียนออนไลน์,  ร้อยละ 51 ไม่มีคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค หรือ แท็บเล็ตที่บ้าน และอีกร้อยละ 26 ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ต้องใช้สำหรับเรียนออนไลน์ ในขณะที่อีกร้อยละ 40 บอกว่าไม่มีเวลาคอยช่วยลูกให้เรียนออนไลน์ได้ นอกจากนี้การสำรวจของยูนิเซฟ ยังพบอีกว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เด็กและเยาวชนมากกว่า 7 ใน 10 คน มีความเครียด วิตกกังวลและเบื่อหน่าย โดยส่วนใหญ่กังวลเรื่องฐานะการเงินของครอบครัว การเรียนและอนาคตการจ้างงาน

ตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาด เด็ก ๆ ในประเทศไทยก็เผชิญกับความท้าทายหลายด้าน  รายงานสถานการณ์เด็กและสตรีปี 2562 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและยูนิเซฟ พบว่า มีเด็กที่กำลังเรียนชั้นป. 2 และ ป. 3 ร้อยละ 43 ที่ขาดทักษะการอ่านขั้นพื้นฐาน และเกือบครึ่งขาดทักษะการคำนวณขั้นพื้นฐาน ในขณะที่อัตราเด็กวัยมัธยมปลายที่ไม่เข้าเรียนสูงถึงร้อยละ 18

“ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากโควิด-19 สามารถส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว และบั่นทอนความก้าวหน้าของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ประเทศไทยได้สะสมมาหลายทศวรรษ” นางคยองซัน คิม ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “เราต้องป้องกันไม่ให้ความก้าวหน้านั้นสูญเปล่า นั่นหมายถึง เด็กจะต้องเป็นศูนย์กลางของการฟื้นฟูวิกฤตโควิด-19 เราต้องเสริมสร้างระบบสุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคมให้แข็งแกร่ง เพื่อสร้างหลักประกันสำหรับอนาคตของเด็กทุกคนและป้องกันวิกฤตต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ เราต้องสนับสนุนเด็กและเยาวชนให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และให้พวกเขามีส่วนร่วมในการออกแบบและตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ที่กระทบพวกเขา”

“ยูนิเซฟมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ ในประเทศไทยมานานกว่า 7 ทศวรรษ และเราจะไม่หยุดนิ่ง โควิด-19 แสดงให้เห็นชัดแล้วว่า สำหรับเด็กที่เปราะบางอีกหลายล้านคน ‘ความปกติ’ ที่ผ่านมายังไม่ดีพอ ภารกิจเพื่อเด็กทุกคนของยูนิเซฟยังคงเดินหน้าต่อ เพราะวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าต้องเริ่มต้นจากวันนี้ วันที่เด็กทุกคนจะอยู่รอด เติบโตและก้าวหน้า โดยทุกเสียงของเด็ก ๆ จะถูกรับฟัง มีคุณค่า และพวกเขาจะได้รับการหล่อหลอมให้ก้าวไปเป็นผู้นําของวันพรุ่งนี้”

มอบหนังสือบริจาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621828

มอบหนังสือบริจาค

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

คุณรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บมจ. ซีเอ็ดยูเคชั่น เป็นตัวแทน โครงการชุมชนรักการอ่านต้นแบบ Love to Read มอบหนังสือบริจาครวมมูลค่า 1,165,317 บาท ให้แก่ อ.พญ.พรชนก วันทนากร อาจารย์กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม ตัวแทนรับมอบจาก สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีพร้อมด้วย คุณวิชญ์ จันทร์คำ และคุณมิญช อุรานุกูล จากและคุณมิญช อุรานุกูล จากโครงการชุมชนรักการอ่านต้นแบบ Love to Read  โครงการฯ ที่นำหนังสือและสื่อการเรียนรู้ไปพัฒนาเด็กเยาวชนและครอบครัวให้มีความสัมพันธ์อันดีงามตลอดจนการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีให้แก่เด็ก สร้างรากฐานอันมั่นคงให้กับคนในชุมชนและพัฒนาคนให้มีศักยภาพต่อไปในอนาคต

นิสิต วิศวฯ จุฬาฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย แข่งขัน’จรวดความเร็วเสียง’ระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621830

นิสิต วิศวฯ จุฬาฯ เป็นตัวแทนประเทศไทย  แข่งขัน'จรวดความเร็วเสียง'ระดับนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นิสิตชั้นปีที่2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรนานาชาติ (International school of Engineering :ISE) สาขาวิศวกรรมอากาศยาน (Aerospace Engineering) นำโดย ภูวิศ เชาวนปรีชา สิริวัชร์ สิริรัตนชัยกุล ภวินท์ กฤติยานิธิ พีรวิชญ์ จิระคุณากร พศิน มนัสปิยะ กฤตนุ หงษ์วิหค นิติพจน์ สืบพานิชย์ และภูวนัฏฐ์ พัทระฐวินัน ศึกษาและพัฒนา “จรวดความเร็วเสียงเพื่องานวิจัย” ได้รับคัดเลือกเป็นนิสิตไทยทีมแรกที่เข้าร่วมการแข่งขันจรวดความเร็วเสียงในระดับนานาชาติ รายการ “Spaceport America Cup 2022” ที่สหรัฐอเมริกา

Spaceport America Cup 2022 เป็นหนึ่งในการแข่งขันจรวดความเร็วเสียงที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติ จะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2565 ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการแข่งขันพัฒนาวิศวกรรมจรวดความเร็วเสียงที่ใช้ในงานวิจัยหรือทดสอบอุปกรณ์ต่างๆ มีนิสิตนักศึกษาจากสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 150 สถาบัน โดยผู้เข้าร่วมแข่งขันจะมีส่วนร่วมในการออกแบบ สร้าง และยิงจรวดความเร็วเสียง แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ การออกแบบ สร้างและยิงจรวดความเร็วเสียงในระดับความสูง 10,000 Feet และ 30,000 Feet โดยนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ จะเข้าร่วมแข่งขันในระดับความสูง 10,000 Feet

นิสิตหลักสูตร ISE  ที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้ง 13 คน มีการแบ่งหน้าที่การทำงานเป็นทีม ประกอบด้วย ทีม Technical สำหรับดูแลเรื่องจรวดทั้งหมด ทีม PR ทีม Sponsor และ ทีม Visa ทุกคนในทีมมีความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อเป้าหมายร่วมกัน แม้จะเป็นนิสิตชั้นปีที่ 2 ยังไม่ได้เรียนเนื้อหาที่ลงลึกเกี่ยวกับด้านจรวดมากนัก แต่การเรียนในหลักสูตรเป็นรูปแบบ Project-Base ทุกคนจึงมีประสบการณ์ในการออกแบบโปรเจคที่เกี่ยวกับวิศวกรรม ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ทำให้งานออกแบบเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ในการหาความรู้เพิ่มเติมนอกห้องเรียน ช่วยให้มีความรู้ในด้านนี้มากยิ่งขึ้น

ราชภัฎเชียงใหม่พัฒนาเศษเหลือทิ้งมะม่วง เป็น’แผ่นผักลดระดับน้ำตาลในเลือด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621832

ราชภัฎเชียงใหม่พัฒนาเศษเหลือทิ้งมะม่วง  เป็น'แผ่นผักลดระดับน้ำตาลในเลือด'

วันอังคาร ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

อาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา อาจารย์ประจำภาควิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ กล่าวถึงที่มางานวิจัยการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งจากมะม่วง เพื่อให้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพในการลดระดับน้ำตาล เนื่องจากว่า มะม่วงคือ หนึ่งในผลไม้ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ พืชผัก และผลไม้ตำบลบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูนใช้แปรรูปเป็นจำนวนมาก  ซึ่งในกระบวนการแปรรูปมะม่วงจะมีเปลือก และเมล็ด เป็นส่วนที่เหลือทิ้ง โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างน้อย 100 ตันต่อเดือน และจากการวิจัยพบว่าในเมล็ดและเปลือกมะม่วงอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิชะลอการการเกิดปฏิกิริยายาออกซิเดซันในเซลล์ได้ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด ลดระดับไขมันในเลือด ต้านการอักเสบ และรักษาแผลในระบบทางเดินอาหาร

สำหรับสารสกัดหยาบจากเมล็ดเนื้อในมะม่วง ถูกพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ “แผ่นผัก” มีรูปแบบลักษณะคล้ายกับแผ่นสาหร่าย ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้แล้ว ยังเป็นทางเลือกสำหรับคนที่รักสุขภาพ เนื่องจากสามารถใส่ลงไปปรุงรสในการประกอบอาหารได้อีกด้วย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการทดลองในคน และยังต้องมีการพัฒนาร่วมกับชุมชมต่อไป ทั้งในเรื่องของรสชาติ และผลิตภัณฑ์ เนื่องจากขณะนี้กำลังพัฒนาสูตร ให้เหมาะกับทุกเพศทุกวัย พร้อมคาดว่า ในช่วงระยะเวลา 5 ปี จะมีผลิตภัณฑ์นี้ออกมาสู่ตลาดอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ในอนาคตทีมวิจัยจะพัฒนาต่อยอดมะม่วงชนิดอื่น ๆ อีกด้วย เนื่องจากเมล็ดและเปลือกมะม่วงมีศักยภาพเพียงพอที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน อีกทั้งยังเป็นการสร้างผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพจากของเหลือใช้จากการแปรรูปในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงสร้างสรรค์ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ พืชผัก และผลไม้ต่อไป