No masks with valves allowed on domestic flights: CAAT

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/in-focus/40009831


Pilots, crew members and passengers on domestic flights will be prohibited from wearing face masks with an exhalation valve, the Civil Aviation Authority of Thailand (CAAT) director-general Suttipong Kongpool announced on Thursday.

He said the ban aims to curb the spread of Covid-19 and will be implemented immediately.

“The aim is to improve safety in air travel according to the recommendations of the World Health Organisation and regulations of the International Civil Aviation Organisation,” he added.

Flight personnel and passengers are required to only wear medical or cloth masks at all times while on the plane. Exceptions can be made in an emergency situation.

CAAT is also urging flight operators to encourage passengers to carry an extra cloth or medical mask in case the one they are wearing is damaged or misplaced.

Related News

Aviation authority gives the green light for air travel between dark red provinces

CAAT issues regulations for airlines to follow from Nov 1

CAAT allows Nok one-way Phuket- U-Tapao flights until August 5

Published : December 10, 2021

By : THE NATION

จำใจเลือก “ถูกโกง” ก่อนซื้อสลากฯ! ดีกว่า “ซื้อหวยถูก” แล้วโดนโกง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496119

เหยี่ยวขาว

10 ธ.ค. 2564 |04:00 น.

จำใจเลือก "ถูกโกง" ก่อนซื้อสลากฯ! ดีกว่า "ซื้อหวยถูก" แล้วโดนโกง

โดนเอาเปรียบจนเคยชิน! หวยรัฐโกงซึ่งหน้าราคาไม่ตรงปกรับกันได้ ใต้ดินไม่น้อยหน้าตั้งกฎเหล็กสารพัด ผลพวงเหล่าเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ใบ้เลขเด็ด มีเงินก็ซื้อไม่ได้(เลขอั้น)จ่ายครึ่ง-กินเต็ม ล่าสุดถูกมีเบี้ยว อ้างเมียตำรวจเป็นเจ้ามือสบายใจได้ไม่ถูกจับ แต่ถูกโกง

-วิถีการถูก “เอารัดเอาเปรียบ” (โกง)ยังคงอยู่คู่กับคนไทยไปตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นโกงซึ่งหน้าหรือโกงลับหลังมีให้เห็นเป็นข่าวอยู่เป็นประจำ ล่าสุดคดีหวยใต้ดินที่ลุงสมหมายอ้างว่าไปซื้อกับภรรยาตำรวจ ตำแหน่งรอง ผกก.เลขเข้าเป้าถูกเต็มๆ แต่เจ้ามือเบี้ยวไม่จ่ายเงิน 6.25 แสนบาท สุดท้ายลูกค้าไม่ทนเดินหน้าชนแจ้งความดำเนินคดี ทั้งที่รู้ว่าตัวเองมีความผิดด้วยแน่นอน!! อัยการส่งตัวขึ้นศาลข้อหาเล่นการพนันสลากกินรวบสั่งปรับเป็นเงิน 1,500 บาท ขณะที่คู่กรณีเดินทางเข้ามารับสารภาพก่อนหน้ายอมรับว่าเป็นเจ้ามือรับแทงสลากกินรวบจริง ศาลปรับเป็นเงิน 2,000 บาท!!! 


-ก่อนหน้าเห็น “ลุงสมหมาย” ไปออกรายการโหนกระแส มีประโยคหนึ่งแกบอกว่า ที่ซื้อหวยกับเมียตำรวจเพราะเชื่อว่าไม่ถูกจับแน่นอน!! คิดถูกครับลุง!! ต้องบอกว่าคดีนี้เจ้าทุกข์ที่มีมลทินคดีติดตัวต้องยอมรับ-ทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าโชคลาภเงินแสนลอยหลุดมือไปแล้ว

งวดหน้าลุ้นใหม่ดีกว่าลุง…ด้วยความเป็นนักเสี่ยงโชคไม่ยอมแพ้กับโชคชะตาเล่นตลก ลุงแกหันมาซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลทันที 8 ใบพร้อมประกาศหลังจากนี้จะไม่ซื้อหวยใต้ดินอีกแล้ว เจ็บใจกลัวโดนโกงอีก!!! 
-คดีนี้บอกตรง ๆ ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนมากมาย ตัวละครเอกมีไม่กี่ตัว และคิดว่าตัวละครที่เหลือ(ลูกค้าหวย)คงไม่มีใครกล้ามาเป็นพยานแน่นอน หลักฐานเด็ดอยู่ที่คลิปที่นำมาโพสต์ในโซเชียลฯ และโพยซื้อหวยกันทางมือถือ

ส่วนประเด็นที่ผู้เสียหายอ้างว่ามีตำรวจเข้าไปมีเอี่ยวด้วยนั้น บิ๊กตำรวจต้องสอบให้เคลียร์อย่าให้สังคมคาใจ เพราะเป็นภาพลักษณ์ของตำรวจ ที่สำคัญจะไม่มีลูกค้าหน้าไหนกล้าซื้อหวยใต้ดินที่มีตำรวจเป็นแบ็คให้อีกต่อไป!!มันเจ็บจี๊ดเลยนะไม่ถูกจับแต่ถูกโกง!!! 
 

-ถูกหวยรวยเบอร์มันคือความหวังของคนไทยมาตราบนานเท่านาน!! 15 วันวงล้อโชคลาภจะหมุนตัวเลขให้ลุ้นกันหนึ่งครั้ง โชคดีบ้างไม่ดีบ้างก็ว่ากันไปตามวาสนาของแต่ละคน แต่ที่นักเสี่ยงโชคทุกคนต้องเจอคือการถูกเอารัดเอาเปรียบไม่ว่าหวยรัฐ และหวยใต้ดิน… 

สลากกินแบ่งฯพวกเขาถูกโกงตั้งแต่ก่อนจะซื้อ!! เป็นการโกงซึ่งหน้าด้วยราคาที่ติดไว้ชัดเจน 80 บาทแต่จริงแล้วไม่ใช่…มุมมองนักเสี่ยงโชคบางคนมองว่ายังดีกว่าหวยใต้ดินด้วยอิทธิฤทธิ์บารมีของเหล่าเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ขยันให้เลขเด็ดจนทำให้ “เจ้ามือ” ต้องปรับกลยุทธ์ตั้งกฎเหล็กขึ้นมาดักหนทางรวยของลูกค้าสารพัดจะคิดได้ อั้น-ยกเลิก-ไม่รับ-จ่ายครึ่ง(ทีแหลกเห็นรับเต็มๆ)หนักก็ไม่มี-ไม่หนี-ไม่จ่าย-เชิญแจ้งความตามสบาย…นี่แหละคนไทยโดนเอาเปรียบทุกทางจนเคยชิน!!! 


เรื่อง : เหยี่ยวขาว

10 ธันวาคม 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/blogs/scoop/496271

10 ธ.ค. 2564 |02:00 น.

10 ธันวาคม 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย

คมชัดลึก ส่องรัฐธรรมนูญไทยในถุงดำ 89 ปีรัฐธรรมนูญไทยที่ถูกฉีกครั้งแล้ว ครั้งเล่า และเรื่องราว บนวิบากกรรมทางการเมืองของประเทศ กับความหวังเมื่อไหร่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่แท้จริง

10 ธันวาคม 2564  เวียนมาบรรจบ ตรงกับ “วันรัฐธรรมนูญ”กันอีกครา เหตุที่กำหนดให้เป็นวันรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 ผ่านมาถึงวันนี้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศได้เดินทางมาเป็นเวลา 89 ปีแล้ว 

เป็น “89 ปีรธน.ไทย” ที่มีการทิ้งร่องรอยประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองแลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิต

เป็นระยะเวลาอันยาวไกลที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงอำนาจ ผ่านการเข้ามาปรับเปลี่ยนแก้ไขรธน.ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนถึงปัจจุบันรวม 20 ฉบับแล้ว 

10 ธันวาคม 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย

หากพิจารณาบรรดารัฐธรรมนูญ 20 ฉบับนั้น ได้มีการยกเลิก หรือตามประสาสื่อบัญญัติว่า เป็นการ”ฉีกรัฐธรรมนูญ” ซึ่งก็ล้วนเกิดขึ้นจากการรัฐประหาร

ฉีกแล้วฉีกอีก ด้วยข้ออ้างสารพัด เช่น รัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นอยู่ไม่ทันสมัยบ้าง จึงต้องการให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นบ้าง ต้องการให้มีสิทธิเสรีภาพเต็มที่บ้าง แต่ต่อให้ปรับเปลี่ยนแก้ไขเพียงใดให้ดูดีตามคำกล่าวอ้าง ก็ยังไม่อาจทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆอยู่ยั้งยืนยงเหมือนนานาอารยประเทศ

รัฐธรรมนูญที่ถูกฉีกกันเป็นว่าเล่นจึงไม่ต่างกับเศษกระดาษด้อยค่าทิ้งลงไปในถุงดำ หรือบางยุคสมัย รัฐธรรมนูญก็ยังถูกคลุมด้วยถุงดำราวกับประชาชนถูกคลุมถุงชนด้วยซ้ำไป      

เพราะเมื่อรัฐประหารทำการฉีกรัฐธรรมนูญ-ยกร่างขึ้นใหม่-ทำการประกาศใช้-จัดให้มีการเลือกตั้ง-ปรากฎว่ากลับเข้ามาใหม่ วนเวียนอยู่ในลูปนี้มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  

10 ธันวาคม 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย

ประเทศไทยเคยมีการรัฐประหารมาแล้วทั้งสิ้น 13 ครั้ง โดย 9 ครั้งได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในขณะนั้นทั้งฉบับโดยคณะรัฐประหารชุดต่างๆ 

มีเพียง 4 ครั้งเท่านั้น ได้แก่การรัฐประหารโดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ในปี พ.ศ.2476 ,พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ในปี พ.ศ.2491 และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี พ.ศ.2500 ที่ไม่มีการประกาศยกเลิก

กฎหมายสูงสุดของไทยที่มีระยะเวลาใช้บังคับสั้นที่สุด คือ พ.ร.บ.ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475 ใช้บังคับระหว่างวันที่ 27 มิ.ย.2475 – 10 ธ.ค.2475 รวมระยะเวลาเพียง 5 เดือน 13 วัน ก่อนถูกยกเลิกเมื่อมีการประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม” ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ฉบับแรกของประเทศ ซึ่งฉบับนี้เอง ใช้บังคับระหว่างวันที่ 10 ธ.ค.2475 – 9 พ.ค.2489 รวมระยะเวลา 13 ปี 4 เดือน 29 วัน  ก่อนถูกยกเลิกเนื่องจากมีการประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489”

10 ธันวาคม 89 ปีรัฐธรรมนูญไทย

อย่างไรก็ดี จากประวัติศาสตร์ของการแก้ไขรธน. มีการตั้งชื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ ได้จดจำง่าย  อย่างเช่น รธน.ปี 2540 เรียกกันว่า“รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” เพราะมีการออกแบบให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) ที่มีตัวแทนประชาชนจากหลากหลายสาขาวิชาชีพมาร่วมกันยกร่างรธน.ฉบับปี2540 ทำให้เกิดองค์กรอิสระตามรธน.ต่างๆ  เกิดระบบตรวจสอบถ่วงดุลย์ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ จนทุกฝ่ายให้การยอมรับว่า นี่คือ “รธน.ฉบับประชาชนที่ดีที่สุด” ฉบับหนึ่ง นับตั้งแต่หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เป็นต้นมา 

มีการให้ฉายารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ว่า “รธน.หน้าแหลมฟันดำ”  ล้อมาจาก ท่านนต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานกมธ.ยกร่างรธน. หรือถ้าย้อนอดีตกว่านั้น คือ”รธน.ใต้ตุ่ม” หรือ “รธน.ตุ่มแดง”  เหตุที่ตั้งชื่อแบบนั้น เนื่องจากคณะรัฐประหารยกร่างรธน.ชั่วคราวกลัวความลับรั่วไหลจึงซ่อนร่างรธน.ไว้ใต้ตุ่มสามโคก ก่อนนำขึ้นมาประกาศใช้ แต่ใช้ได้ไม่นานก็ถูกฉีก

เห็นได้ว่าหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ ได้ให้กำเนิดพ.ร.บ.ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 เมื่อ 27 มิ.ย. 2475 มีทั้งหมด 39 มาตรา ผ่านมาถึงปัจจุบัน รธน.ปี 60 ซึ่งเป็นฉบับที่ 20 มีทั้งสิ้น 279 มาตรา  

พิจารณาการออกแบบแต่ละฉบับมีจำนวนมาตราไม่ต่ำกว่า  80-100 มาตราขึ้นไป ยิ่งหากนำทั้ง 20 ฉบับรวมกัน ลองกดเครื่องคิดเลขคำนวณดูเล่นๆไม่น่าจะน้อยกว่า 2,000 มาตราขึ้นไป  ขณะที่สำรวจอายุรธน.โดยเฉลี่ยอยู่ได้แค่ 4  ปีกว่า ก็แก้ไขกันอีกแล้ว   

แม้แต่ล่าสุดกับความพยายามของนักการเมือง ภาคประชาชน คงเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกประทับตราว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการบ้าง  ฉบับสืบทอดอำนาจบ้าง 

ทว่า ภายใต้ความพยายามเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้รธน. หนีไม่พ้นวาระซุ่มซ่อนแอบแฝงเข้ามาด้วย  ดังเห็นจากการเคลื่อนไหวเพื่อต้องการแก้ไขรธน.เพื่อนำไปสู่การปรับแก้หมวดที่เกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูง ซึ่งไม่ส่งผลดีที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในบ้านเมือง ดังปรากฎภาพชัดอยู่ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อขบวนการล้มล้างการปกครองฯมาแล้ว 

แม้เส้นทางของรัฐธรรมนูญเดินทางมาไกลถึง89 ปีรธน.ไทย แต่อีกนั่นหล่ะ ยังคงวนเวียนอยู่กับคำว่า “แก้แล้วแก้อีก” เพื่อประโยชน์ของใครเป็นสำคัญ 

ตรงนี้น่าเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่า ประเทศไทยยังไม่มีทีท่า จะเห็นรธน.ฉบับถาวรยืนยาวอย่างแท้จริงได้เมื่อไหร่  

สัญญาใจ “ประภัตร” อุ้มลุงตู่ไปสุพรรณ รักษาฐานเมืองหลวง ชทพ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496255

09 ธ.ค. 2564 |19:00 น.

สัญญาใจ "ประภัตร" อุ้มลุงตู่ไปสุพรรณ รักษาฐานเมืองหลวง ชทพ.

ซื้อใจล่วงหน้า “ประภัตร” วางยุทธศาสตร์รักษาเมืองหลวง ชทพ. ป้องกันการสูญพันธุ์ เชิญลุงตู่ไปเยือนพร้อมงบฯ และเงินช่วยเหลือเกษตรกร สมัยหน้า 5 ที่นั่งต้องไม่พลาด คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พล.อ.ประยุทธ์เยือนศรีประจันต์ “ประภัตร” จัดทัพชาวนาเกือบ 4 พันคน สวมเสื้อเรารักลุงตู่ มารอต้อนรับ งานนี้มีเดิมพันอนาคตของ 4 ตระกูลการเมืองสุพรรณบุรี

ในฐานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา “ประภัตร” รู้ดีว่าต้องรักษาฐานที่มั่นสุพรรณไว้ให้ได้ ฉะนั้น งบฯต้องมา เงินเยียวยาเกษตรกรต้องได้

“ประภัตร” มองการเลือกตั้งครั้งหน้า 5 เก้าอี้ ส.ส.เมืองสุพรรณ ต้องไม่หลุดมือไปอยู่พรรคอื่น นายกฯ ลุงตู่เหยียบสุพรรณวันนี้ ตอกย้ำพี่น้อง 3 ป.ไม่ทิ้งเพื่อนมิตรอย่างชาติไทยพัฒนา

วันที่ 9 ธ.ค.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และคณะ เดินทางไปยังธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาตลาดกลางสินค้าเกษตรสุพรรณบุรี ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เพื่อเป็นประธานพิธีส่งมอบเงินตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ มาเยือน ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ บ้านเกิดและที่มั่นการเมืองของเฮียเม้ง หรือ ประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ในฐานะเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เตรียมการต้อนรับอย่างอบอุ่น

เฮียเม้งสวมเสื้อยืดสีขาว สกรีนรูปนายกรัฐมนตรีและข้อความเรารักลุงตู่ สวมสร้อยห้อยพระ 4 องค์คือ พระร่วง, สมเด็จวัดระฆัง, หลวงพ่อจวนวัดไก่เตี้ยและหลวงพ่อสมวัดดอนบุปผาราม


ชาวสุพรรณเกือบ 4 พันคน สวมเสื้อยืดเรารักลุงตู่เหมือนเฮียเม้ง ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึง เฮียเม้งคอยเป็นต้นเสียงนำชาวบ้านตะโกนเรารักลุงตู่ และเปิดเพลงบ้านเกิดเมืองนอน

เมื่อจบพิธีการ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะได้ยกขบวนไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านเรือนไทย วังน้ำซับของประภัตร โพธสุธน

‘คนโตศรีประจันต์’

เง็กเม้ง แซ่เฮ้ง หรือ “ประภัตร โพธสุธน” วัย 72 ปี ทายาทเถ้าแก่โรงสีบ้านไร่ ลงสมัคร ส.ส.สุพรรณบุรี มาตั้งแต่ปี 2519 สังกัดพรรคชาติไทย และอยู่กับบรรหาร ศิลปอาชา มาโดยตลอด ไม่เคยย้ายพรรค

ปี 2548 ประภัตรไปลง ส.ส.บัญชีรายชื่อ จึงให้หลานชาย ยุทธนา โพธสุธน อดีตกำนัน ต.วังน้ำซับ ลงสมัคร ส.ส.เขต กระทั่งปี 2551 ศาลยุบพรรคชาติไทย ยุทธนาเป็นกรรมการบริหารพรรค ต้องเว้นวรรคการเมือง 5 ปี

เลือกตั้งปี 2554 ประภัตร นำหลานสาว พัชรี โพธสุธน มาลงสมัคร ส.ส.เขต แทนยุทธนา และทุกวันนี้ คนในตระกูลโพธสุธน ก็เล่นการเมืองท้องถิ่นแถวศรีประจันต์หลายคน

ก่อนเลือกตั้ง 2562 ประภัตรตัดสินใจเจรจากับพี่น้อง 3 ป. เรื่องสนับสนุนลุงตู่เป็นนายกรัฐมนตรี จึงปรับโครงสร้างพรรคใหม่ กัญจนา ศิลปอาชา เป็นหัวหน้าพรรค และประภัตร เป็นเลขาธิการพรรค

ดังนั้น วราวุธ ศิลปอาชา จึงได้เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประภัตร เป็น รมช.เกษตรฯ ตามข้อตกลงกับพี่น้อง 3 ป.

แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา พา พล.อ.ประยุทธ์ ไปบ้านเรือนไทยของประภัตรแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา พา พล.อ.ประยุทธ์ ไปบ้านเรือนไทยของประภัตร

‘พรรคสุพรรณ’

เลือกตั้งครั้งที่แล้ว “ประภัตร” เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา วางยุทธศาสตร์ต้องรักษาเมืองหลวง-สุพรรณบุรีไว้ให้ได้ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จตามเป้าหมาย

เขต 1 สรชัด สุจิตต์ ทายาทมหาเศรษฐีเมืองสุพรรณ ได้ 67,149 คะแนน, เขต 2 ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ได้ 69,274 คะแนน, เขต 3 ประภัตร โพธสุธน ได้ 59,738 คะแนน และเขต 4 เสมอกัน เที่ยงธรรม ลูกชายจองชัย-มุกดา ได้คะแนน 59,714 คะแนน พ่วงด้วย ส.ส.บัญชีรายชื่อ นพดล มาตรศรี อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี

ประเมินภาพรวมของคะแนนทั้งหมดแล้ว ยังถือได้ว่า คนสุพรรณยังรักนายบรรหาร และพรรคชาติไทยพัฒนา

ปลายปีที่แล้ว บุญชู จันทร์สว่าง ยังได้เป็นนายก อบจ.สุพรรณบุรี อีกสมัย ซึ่งฐานเสียงท้องถิ่นก็ยังเป็นปึกแผ่น

สมัยก่อน บรรหาร ศิลปะอาชา วางกลยุทธ์ตรึงพื้นที่ โดยตระกูลศิลปอาชา ดูแล อ.เมือง, หมอบุญเอื้อ ดูแล อ.บางปลาม้า, ตระกูลจันทร์สว่าง ดูแล อ.สองพี่น้อง, ตระกูลมาตรศรี ดูแล อ.อู่ทอง, ประภัตร ดูแล อ.ศรีประจันต์-อ.สามชุก และจองชัย ดูแล อ.เดิมบางนางบวช-อ.ด่านช้าง

เลือกตั้งสมัยหน้า สุพรรณบุรี มี ส.ส.5 คน ก็คงไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งเรื่องส่งผู้สมัคร ส.ส. ประภัตร ก็น่าจะดึงหลานชาย ยุทธนา โพธสุธน กลับมาจากพลังประชารัฐ เพื่อลงสมัคร ส.ส.เขต

เวลานี้ ความบาดหมางระหว่าง เฮียประภัตร กับ เฮียจองชัย ก็จบลงไปแล้ว ทั้ง 4 ตระกูลหลักก็ยังยืนอยู่ที่บ้านหลังเก่า-ชาติไทยพัฒนา

ฟันธงได้เลย “พล.อ.ประยุทธ์”ไม่ตั้งพรรคการเมือง โดยรามจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496239

รามจักร

09 ธ.ค. 2564 |19:00 น.

ฟันธงได้เลย  "พล.อ.ประยุทธ์"ไม่ตั้งพรรคการเมือง  โดยรามจักร

8 ปีมานี้สามารถศึกษาหมากเกมการเมืองของพลเอกประยุทธ์ได้ชัดเจนว่าใช้ลีลากระบวนท่าเดียวกันกับพลเอกเปรม คือไม่สังกัดพรรคการเมือง ไม่ตั้งพรรคการเมือง แต่พรรคการเมืองบางกลุ่มจะพร้อมกันสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดย รามจักร

การเตรียมการเลือกตั้งกำลังคึกคัก ทุกพรรคกำลังเคลื่อนไหวในการจัดวางผู้สมัครกันจนราวกับว่ากำลังจะมีการเลือกตั้งและมีคำถามมากมายว่าพลเอกประยุทธ์จะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ ? และจะสังกัดพรรคไหน ?

ฟันธงได้เลยว่าพลเอกประยุทธ์จะไม่ตั้งพรรคการเมืองและจะไม่เข้าสังกัดพรรคการเมืองใด

8 ปีมานี้สามารถศึกษากระบวนท่าทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์ได้ชัดเจนว่าใช้ลีลากระบวนท่าเดียวกันกับพลเอกเปรม คือไม่สังกัดพรรคการเมือง ไม่ตั้งพรรคการเมือง แต่พรรคการเมืองบางกลุ่มจะพร้อมกันสนับสนุนให้เป็นนายก และทำให้พลเอกเปรมอยู่ในตำแหน่งได้ถึง 8 ปี

เพราะถ้าหากตั้งพรรคการเมืองเองก็ต้องสุ่มเสี่ยงกับความขัดแย้งภายในพรรค และการหาประโยชน์มาหล่อเลี้ยงนักการเมืองในพรรค ทั้งต้องสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งกับพรรคการเมืองอื่น สู้การลอยตัวไม่ได้

ยิ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้อำนาจ ส.ว. โหวตเลือกนายกได้ ทำให้พลเอกประยุทธ์มีแต้มต่อมากเพราะมีฐาน ส.ว. รองรับ แต่จะมีจำนวนเท่าใดนั้นก็ต้องดูกันต่อไป ตรงจุดนี้จึงทำให้พลเอกประยุทธ์เนื้อหอมเพราะมีฐานที่จะสนุนเป็นนายกที่แน่นอนจำนวนหนึ่ง


พรรคการเมืองใดที่รวบรวมเสียงได้เพียง 125 เสียงก็พร้อมที่จะสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกได้ ในขณะที่พรรคคู่แข่งจะต้องรวบรวมเสียงให้ได้ 251 เสียงและจะต้องมีเสียงสนับสนุนเพิ่มอีก 125 เสียงจึงจะมีคะแนนเสียงเลือกนายกเกินครึ่งหนึ่งคือเกิน 375 เสียง

ดังนั้น พลเอกประยุทธ์จึงไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคหรือตั้งพรรค แต่จะมีบางพรรคเสนอชื่อพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ


สำหรับพรรคเพื่อไทย แม้คาดหมายว่าจะชนะเลือกตั้งครั้งหน้าแบบแลนด์สไลด์คือได้เสียงแตะ 250 เสียงก็ยังต้องรวบรวมเสียงเพิ่มอีก 126 เสียงเป็นอย่างน้อย แต่ก็ประมาทไม่ได้เพราะถ้าเพื่อไทยทุ่มเทจนรวบรวมเสียงได้ขนาดนี้แล้วก็ใช่ว่าจะไม่สามารถดึงเสียงจาก ส.ส. หรือ ส.ว. ได้
 

เพราะเหตุนี้จึงมีข่าวการยุบพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยให้ได้ยินกันอยู่ทุกวัน เพราะมีความเป็นไปได้ที่ 2 พรรคนี้อาจจะรวมกันหรือสนับสนุนกันให้จัดตั้งรัฐบาล


แต่บทเรียนในการยุบพรรคไทยรักษาชาติในช่วงหลังสมัครรับเลือกตั้งทำให้ผู้สมัครทั้งหมดหมดสิทธิ์รับเลือกตั้งนั้น เป็นบทเรียนที่ถูกเปิดเผยออกมาแล้วจะนำมาใช้ใหม่อีกครั้งหนึ่งจะได้ผลหรือไม่ ยังน่าสงสัย


 เพราะถ้าสถานการณ์คับขันก็เป็นไปได้ว่าก่อนเวลาสมัครรับเลือกตั้งก็อาจมีการแผนจั๊กจั่นทองลอกคราบโยกผู้สมัครทั้งหมดมาสังกัดพรรคใหม่ที่เตรียมไว้ก็ได้ โดยจัดให้กรรมการบริหารเดิมเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ

“แก้รัฐธรรมนูญ” สำเร็จได้ เพราะฝ่ายการเมืองสมประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496218

09 ธ.ค. 2564 |16:00 น.

89 ปี การปกครองระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองขนาดใหญ่ “แก้รัฐธรรมนูญ” ได้ เพราะบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เอื้อประโยชน์ให้ทางการเมือง

"แก้รัฐธรรมนูญ" สำเร็จได้ เพราะฝ่ายการเมืองสมประโยชน์

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่  7 พฤศจิกายน 2564 ทั้งสิ้น 6 มาตรา สาระสำคัญอยู่ที่การเลือกตั้งส.ส. จากการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวเป็นการเลือกตั้งแบบบัตร2ใบ กำหนดให้มี ส.ส. ระบบเขตเลือกตั้ง 400 คน ระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ร่างแก้ไขฯนี้เสนอโดยพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทยสนับสนุน และพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คัดค้าน ว่ากันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้ พรรคการเมืองขนาดใหญ่สมประโยชน์กันทุกพรรค

การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขส่งผลให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญกำหนดวิธีการแบ่งเขตการเลือกตั้ง ที่เพิ่มขึ้นมาอีก50เขต กำหนดวิธีคำนวนส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ จากเดิมที่ คำนวณแบบจัดสรรปันส่วนผสม จากการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว จนทำให้มีปัญหา ส.ส.ปัดเศษ เกิดรัฐบาลผสม 20 พรรค
รวมถึงปัญหาการยุบพรรคการเมือง เพื่อเข้าไปเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อในพรรคขนาดใหญ่ แบบไม่ต้องมีลำดับ  ทำลายหลักการคำนวณส.ส.พึงมีที่บัญญัติไว้

แต่แม้ว่าการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อตามระบบเลือกตั้งใหม่ จะมีเกณฑ์คะแนนผู้ออกเสียงเลือกผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของแต่พรรคต่อผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อหนึ่งคนไว้อย่างชัดเจน  แต่จำนวนผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง ที่ไม่ถึงเกณฑ์ก็เป็นปัญหา ถ้าหากว่า ผลการคำนวนรอบแรกได้ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่ครบตามจำนวนที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญพรรคการเมืองขนาดเล็กต้องการให้แก้ปัญหา ที่กำหนดไว้ในมาตรา30 วงเล็บ4 ว่าหากการคำนวนรอบแรกได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ครบ  ให้นำเศษคะแนนที่เหลือ พรรคการเมืองที่มีส.ส.บัญชีรายชื่อจากการคำนวนรอบแรกคำนวณรอบสอง  นี่ทำให้เกิดปัญหาตามมาว่า ไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมืองที่ไม่มีส.ส.บญชีรายชื่อจากการคำนวนในรอบแรก  แต่มีคะแนนที่มากกว่าเศษเหลือของพรรคการเมืองที่มีส.ส.บัญชีรายชื่อในการคำนวนรอบแรก  ซึ่งนำมาใช้ในการคำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อรอบ2  โดยต้องการให้เปลี่ยนวิธีการคำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อรอบสองให้ทุกพรรคการเมืองมีโอกาศได้ส.ส.บัญชีรายชื่อที่เหลือจากการคำนวนรอบแรกด้วย  ซึ่งการคำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อรอบ2  แม้จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่นำมาใช้คำนวณ จะน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ก็ไม่ถือเป็น ส.ส.ปัดเศษ  และทำให้คะแนนที่ประชาชนเลือกพรรคการเมืองนั้นมาไม่ตกน้ำ

ศึกชุมพร “ชุมพล จุลใส” ดันมือดีลบ้านใหญ่ ลุยเด็กธรรมนัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496186

09 ธ.ค. 2564 |13:00 น.

ศึกชุมพร "ชุมพล จุลใส" ดันมือดีลบ้านใหญ่ ลุยเด็กธรรมนัส

โหมโรงเลือกตั้งซ่อม “ชุมพล จุลใส” รวมพลกลุ่มพลังชุมพร หนุนอิสรพงษ์ มากอำไพ นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง-รังนก สู้ศึกเขต 1 ไม่หวั่นเจอเด็กธรรมนัส คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ปี่กลองเลือกตั้งซ่อมดังขึ้นแล้ว “ชุมพล จุลใส” เตรียมเปิดตัวทายาททางการเมือง นักธุรกิจหนุ่มที่เป็นเครือญาติข้างภรรยา ลงสนามชุมพร เขต 1

กลุ่มพลังชุมพรของลูกหมี “ชุมพล จุลใส” พาว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เดินสายแนะนำตัวกับชาวบ้านมานานแล้ว แม้กระดูกยังไม่แข็ง แต่กองหนุนระดับขาใหญ่ การันตีต้องไม่แพ้

ศึกชุมพรครั้งนี้ พิสูจน์บารมี “ชุมพล จุลใส” ผู้สร้างอาณาจักรจุลใสแฟมิลี่ ตั้งระดับ อบต. , อบจ. และการเมืองระดับชาติ

หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 5 แกนนำ กปปส.ต้องพ้นสถานะ ส.ส. จากนี้ไปในส่วนของ ส.ส.เขต คือ ถาวร เสนเนียม และชุมพล จุลใส ก็จะเข้าสู้กระบวนการจัดการเลือกตั้งซ่อมตำแหน่งที่ว่างภายใน 45 วัน

เย็นวันที่ 9 ธ.ค.2564 ที่สนามหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร กลุ่มพลังชุมพรได้จัดชุมนุมต้อนรับและให้กำลังใจลูกหมี-ชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร

คงไม่ต่างจากวันที่ 27 ก.พ.2564 สุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร เขต 3 พรรครวมพลังประชาชาติไทย และนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร พร้อมด้วยกลุ่มพลังมวลชน นักการเมืองท้องถิ่น นำดอกกุหลาบแดงมามอบให้เป็นกำลังใจ ส.ส.ลูกหมี อย่างล้นหลาม

วันนั้น ชุมพล จุลใส เพิ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากคดี กปปส. ที่ต้องโทษจำคุก 9 ปี 24 เดือน และตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี

ส่วนวันนี้ กลุ่มพลังชุมพร คงได้เปิดตัว อิสรพงษ์ มากอำไพ ลงสมัคร ส.ส.แทนลูกหมี ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ชุมพล จุลใส ได้พานักธุรกิจหนุ่มคนนี้ไปแนะนำตัวกับชาวบ้านมาแล้ว

‘คนบ้านใหญ่จุลใส’

จะว่าไปแล้ว ค่าย ปชป.ชุมพร ไม่ได้เป็นเอกภาพกันมากนัก “ชุมพล จุลใส” และครอบครัว ได้เคลื่อนไหวในนามกลุ่มพลังชุมพรเสียมากกว่า

สำหรับ อิสรพงษ์ มากอำไพ หรือเลขาตาร์ท เลขานุการนายก อบจ.ชุมพร เป็นลูกชายของมารยาท มากอำไพ นักธุรกิจชื่อดังของชุมพร และเป็นญาติข้างภรรยาอดีต ส.ส.ลูกหมี

อิสรพงษ์ มากอำไพ ประธานบริษัทดาฟีเนียร์ คอนสตรั๊กชั่น และบริษัทบลูเพิร์ล เบิร์ดเนส จำกัด ผู้ได้สัมปทานรังนกนางแอ่น แถวหาดทรายรี ได้เข้าร่วมเป็นทีมงานพลังชุมพร ในการเลือกตั้งนายก อบจ.ชุมพร เมื่อปลายปีที่แล้ว

หลังเสี่ยโต้ง นพพร อุสิทธิ์ เข้ารับตำแหน่งนายก อบจ.ชุมพร จึงได้แต่งตั้ง อิสรพงษ์ มากอำไพ เป็นเลขานุการนายก อบจ. อันเป็นที่มาของชื่อ เลขาตาร์ท ซึ่งชาวบ้านร้านตลาดเรียกกันแบบนี้

ในสนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร อิสรพงษ์ มากอำไพ แบกทั้งป้ายกลุ่มพลังชุมพร และพรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนจะมีแต้มต่อคู่แข่ง แต่ด้วยกระดูกการเมืองยังเทียบไม่ได้กับลูกหมี จึงเป็นจุดอ่อนที่คู่ต่อสู้มองเห็น

‘คนบ้านเดียวกัน’

ผลการเลือกตั้ง 2562 “ชุมพล จุลใส” รู้ดีว่า คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ลดลง จึงทำให้คู่แข่งหน้าใหม่ ค่ายพลังประชารัฐ ได้แต้ม 3 หมื่นกว่าคะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 1 ประกอบด้วย อ.เมืองชุมพร (ยกเว้นตำบลวังใหม่ ตำบลบ้านนา ตำบลหาดพันไกร ตำบลบางลึก และตำบลถ้ำสิงห์) และ อ.สวี (ยกเว้นตำบลเขาทะลุและตำบลเขาค่าย) ซึ่งอดีต ส.ส.ลูกหมี มีฐานเสียงสำคัญอยู่ที่ อ.สวี บ้านเกิด

ศึกชุมพร เขต 1 หนที่แล้ว เป็นการต่อสู้ระหว่างคนบ้านเดียวกัน ชุมพล จุลใส ลูกชายผู้ใหญ่เหม็ง แห่ง ต.นาสัก กับ ชวลิต อาจหาญ อดีตนายก อบต.วิสัยใต้ ผลปรากฏ ชุมพลชนะ มีคะแนนทิ้งห่างชวลิตประมาณ 1 หมื่นแต้ม

เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2564 ชวลิต อาจหาญ หรือทนายแดง อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ ได้แสดงความพร้อมจะลงเลือกตั้งซ่อม หลังทราบข่าวลูกหมี ถูกศาลพิพากษาจำคุกและตัดสิทธิ์ทางการเมือง

เลือกตั้ง ส.ส.สมัยที่แล้ว พรรคพลังประชารัฐ มอบหมาย เสธ.แอ๊ด-พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้รับผิดชอบสนามชุมพร แต่วันนี้ เสธ.แอ๊ด ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับพลังประชารัฐ นับแต่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้ามาดูแลภาคใต้

ลูกหมี และทนายแดง ยืนประกบ พล.อ.ประวิตร ที่ อ.สวี เมื่อ 17 พ.ย.64ลูกหมี และทนายแดง ยืนประกบ พล.อ.ประวิตร ที่ อ.สวี เมื่อ 17 พ.ย.64

ว่ากันว่า ร.อ.ธรรมนัส พร้อมหนุน ทนายแดง ลงเลือกตั้งซ่อม แต่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ว่าจะลุยต่อหรือเว้นวรรค

หากพลังประชารัฐ ตัดสินใจส่งทนายแดง ก็เป็นมวยถูกคู่ระหว่าง ผู้กองธรรมนัส กับ ลูกหมี-ลูกช้าง ซึ่งยากที่จะคาดเดาได้ว่าฝ่ายใดจะชนะเลือกตั้ง

จับสัญญาณชั่วโมงนี้จากบ้านป่ารอยต่อ มีอาการแปลกๆ เหมือนไม่อยากลุยสนามซ่อม เพราะเหลือเวลาไม่เยอะ ก็จะเลือกตั้งใหญ่

“สมเด็จช่วง” พลิกอีกหน้าประวัติ ครั้งหนึ่งในฐานะแคนดิเดต “สมเด็จสังฆราช”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496181

09 ธ.ค. 2564 |12:00 น.

"สมเด็จช่วง" พลิกอีกหน้าประวัติ ครั้งหนึ่งในฐานะแคนดิเดต "สมเด็จสังฆราช"

พลิกอีกหนึ่งหน้าประวัติ “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์” หรือ “สมเด็จช่วง” ครั้งหนึ่งในฐานะแคนดิเดต “สมเด็จพระสังฆราช”

ย้อนไปถึงการแต่งตั้ง “สมเด็จพระสังฆราช” พระองค์ที่ 20 ซึ่งก็คือองค์ปัจจุบัน คือ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก” จากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ในยุคนั้นเคยเป็นข่าว และประเด็นร้อนแรง ถูกจับตามองจากทุกฝ่าย เพราะหากแต่งตั้งตามขนบธรรมเนียม ที่ยึดเอาสมณศักดิ์ และวัยวุฒิแล้ว “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์” หรือ “สมเด็จช่วง” เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ถือเป็นแคนดิเดตอันดับต้นสุด 

แต่หลังจากมีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการเสนอนาม “สมเด็จช่วง” ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เหตุผลสำคัญคือ รอยมลทินจากข้อครหาหลายประการ ตั้งแต่คดีครอบครองรถหรู ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พบว่า มีบริษัทนำเข้ารถหรูแบบผิดกฎหมาย และพบรถหรูยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 รุ่น W186 มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ที่มีชื่อ “สมเด็จช่วง” เป็นผู้ครอบครอง และต่อมายังพบว่า ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ มีการสะสมรถโบราณไว้เป็นจำนวนมากอีกด้วย 
 

ในช่วงนั้น นาย ศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำฯ ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์” ในฐานะผู้ครอบครองรถยนต์โบราณและ “พระมหาศาสนมุนี”(ธนกิจ สุภาโว) หรือ “เจ้าคุณแป๊ะ” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ และเป็นเลขานุการ “สมเด็จช่วง” ในฐานะผู้ว่าจ้างให้อู่วิชาญ รับเป็นผู้บูรณะรถยนต์โบราณ โดยไม่รู้ว่ารถทั้งหมด มีกระบวนการนำเข้า และจดประกอบอย่างผิดกฎหมาย เนื่องจาก “เจ้าคุณแป๊ะ” ได้ว่าจ้างให้อู่วิชาญ ประกอบรถในราคาเหมาจ่าย เป็นจำนวนเงิน 4 ล้านบาท แบ่งจ่ายออกเป็น 3 งวด โดยงวดสุดท้ายตกลงกับทางอู่ว่า จะจ่ายเมื่อรถซ่อมเสร็จ และได้เล่มทะเบียนรถแล้ว ส่วนกระบวนการนำเข้า พระภิกษุทั้ง 2 ท่าน ไม่รู้มาก่อน เพราะอู่เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด
    
    

ต่อมา “อัยการ” มีคำสั่งไม่ฟ้อง “เจ้าคุณแป๊ะ” ผู้ต้องหาคนที่ 7 ซึ่งถูกตั้งข้อหามีไว้ในครอบครอง โดยไม่รู้ว่าของนั้นไม่ได้เสียภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต โดยอัยการชี้ว่าเพราะไม่มีพยาน หรือหลักฐานพิสูจน์ว่า “เจ้าคุณแป๊ะ” รับรถยนต์ไว้โดยรู้ว่านาย วิชาญ เสียภาษีสรรพสามิตไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ให้ยุติการดำเนินคดีในคดีนี้ด้วย เนื่องขาดอายุความ

"สมเด็จช่วง" พลิกอีกหน้าประวัติ ครั้งหนึ่งในฐานะแคนดิเดต "สมเด็จสังฆราช"

นอกจากนี้ ยังมีกรณีการรับมอบรูปหล่อทองคำ “หลวงพ่อสด” หนัก 1 ตันจาก “วัดพระธรรมกาย” และที่ถูกกล่าวขานถึงอย่างมาก คือ การปกป้อง “พระธัมมชโย” เจ้าอาวาส “วัดพระธรรมกาย” ไม่ให้ต้องปาราชิก โดยหลังจาก “สมเด็จช่วง” ได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช คดีของ “พระธัมมชโย” ได้ถูกยื่นถอนฟ้อง และยกเลิกการปาราชิก ตามพระลิขิตของ “สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” เมื่อปี 2542

"สมเด็จช่วง" พลิกอีกหน้าประวัติ ครั้งหนึ่งในฐานะแคนดิเดต "สมเด็จสังฆราช"

คดีการฉ้อโกงเงินในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และสั่งจ่ายเพื่อบริจาคเงินกว่า 1,200 ล้านบาทให้กับ “วัดพระธรรมกาย” จนเกิดคดีความฟ้องร้องขึ้น แม้ในภายหลัง “วัดพระธรรมกาย” จะชี้แจงว่าได้คืนทรัพย์สินและที่ดินไปแล้วก็ตาม แต่ก็เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปเป็นวงกว้าง จนลุกลามไปถึงการเสนอให้ปรับแก้พระราชบัญญัติ หรือ พรบ.คณะสงฆ์

อย่างไรก็ตาม หลัง “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก” ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 ได้เสด็จไปยังวัดปากน้ำภาษีเจริญ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของคณะสงฆ์ เพื่อถวายสักการะ “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์” หรือ “สมเด็จช่วง” เพราะถือว่าท่านมีอาวุโสสูงสุดในสมเด็จพระราชาคณะทุกรูป แต่เนื่องจาก “สมเด็จช่วง” อาพาธ จึงมอบให้ “พระวิสุทธิวงศาจารย์” รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ เป็นผู้ถวายเครื่องสักการะแด่ “สมเด็จพระสังฆราช” แทน และ “สมเด็จพระสังฆราช” ทรงประทานพัดรองตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ “อ.อ.ป.” เพื่อเป็นเกียรติแก่ “สมเด็จช่วง” ด้วย

ศึกชิมลางการเมือง “เลือกตั้งซ่อม”สงขลา-ชุมพร วัดเรตติ้งสู้ศึกสนามใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496143

09 ธ.ค. 2564 |09:00 น.

ศึกชิมลางการเมือง "เลือกตั้งซ่อม"สงขลา-ชุมพร วัดเรตติ้งสู้ศึกสนามใหญ่

ส่องกล้องลงไปที่การเลือกตั้งซ่อมส.ส.สองเขตภาคใต้ราวปลายเดือนมกราคมนี้น่าจะเป็นการลงประชันเช็กเรตติ้งของหลากพรรคกันมากกว่า เพราะจะได้วัดกระแสพรรคกันล่วงหน้าก่อนเลือกตั้งสนามใหญ่ ติดตามเจาะประเด็นร้อน โดย เมฆาในวายุ

แน่นอนแล้วว่าภายใน45 วันจากนี้จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ชุมพร เขต 1(ชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์)และสงขลา เขต6 (ถาวร เสนเนียม พรรคประชาธิปัตย์)หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ ” 5 แกนนำกปปส.”พ้นคุณสมบัติความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยเหตุมีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

มองแล้วเลือกตั้งซ่อมส.ส.สองเขตนี้น่าจะเป็นการลงประชันเช็กเรตติ้งของหลากพรรคกันมากกว่า เพราะจะได้วัดกระแสพรรคกันล่วงหน้าก่อนเลือกตั้งสนามใหญ่

สองเขตนี้”พรรคสีฟ้า”จับจองพื้นที่ไว้และโดยมรรยาททางการเมือง “พรรคร่วมรัฐบาล” จะไม่ส่งคนลงแข่งขันในการเลือกตั้งซ่อม แต่เคยมีการยกเว้นมรรยาทข้อนี้ในการเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 3 พื้นที่ของ “เทพไท เสนพงศ์” โดยพรรคพลังประชารัฐส่ง “อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ” ลงแข่งขันและชนะ “พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์” ตัวแทนค่ายสีฟ้า โดยในคราวนั้น “พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ” หัวหน้าพรรคพปชร.ลงพื้นที่และขึ้นเวทีหาเสียงเป็นครั้งแรก

แต่ดูแววแล้วชุมพรเขต1นั้น กระแสข่าวจากหลากสื่อชี้ว่าค่ายปชป.น่าจะเสนอ “อิสระพงษ์ มากอำไพ” เลขานุการนายกอบจ.ชุมพรและเป็นเครือญาติของอดีตส.ส.ลูกหมีลงสมัคร แต่ค่ายสีฟ้าก็มีโอกาสพลิกโผ  เพราะคนการเมืองรู้กันว่าอดีตส.ส.ลูกหมีนั้นใกล้ชิด”ลุงป้อม”เพียงใด  ตอนนี้รอเพียง”ลุงป้อม”ว่าจะเอาอย่างไรในพื้นที่นี้เพราะมีกระแสข่าวว่าเลือกตั้งงวดหน้าตระกูลจุลใสจะย้ายมาสังกัดพรรคลุงป้อม     

ส่วนสงขลาเขต 6นั้น “สุภาพร กำเนิดผล” รองนายกอบจ.สงขลาและเป็นภริยาเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา พรรคสีฟ้าลงแข่งขันโดยพื้นที่นี้น่าสนใจแม้จะเป็นพื้นที่เดิมของอดีตรมช.สองสมัยของค่ายปชป. แต่กระแสข่าวนั้นพบว่าพปชร.น่าจะส่ง “อนุกูล พฤกษานุศักดิ์”  ทายาทศรีตรังโกลฟส์ลงสมัครก็น่าจะสู้กันแบบแพ้ไม่ได้

ขณะที่พรรคอันดับสองบนเรือเหล็กคือ”ภูมิใจไทย”นั้นพบว่าพรรคนี้ยังนิ่งกับเกมข้างต้น  แม้พรรคสีน้ำเงินจะมีส.ส.หลายคนในภาคใต้ก็ตามและประเมินแล้วน่าจะนิ่งกับการปักธงเพิ่มในสองเขตดังกล่าว  

 
เกมนี้ มองแล้วพบว่า พรรคร่วมรัฐบาลคือ”พปชร./ปชป.”น่าจะซ่อนดาบในรอยยิ้มกับเกมชิงสองเก้าอี้ส.ส.คราวนี้ เพราะนี่คือการวัดเรตติ้งกันในห้วงหนึ่งปีเศษที่เหลืออยู่และวางเกมสำหรับสนามใหญ่ในคราวหน้า เนื่องจากปชป.ที่เคยครองพื้นที่ปักษ์ใต้มายาวนาน โดนท้าทายจากพปชร.และภท.เจาะฐานได้หลายเขต

ส่วนพรรคน้องใหม่นั้น ต้องมองว่า”พรรคกล้า”นั้นหลังจากได้ “พันเอกสุชาติ จันทรโชติกุล”ที่ย้ายจากพปชร.มาเป็นรองหัวหน้าพรรคและดูแลภาคใต้น่าจะส่งคนลงประชันกับปชป. โดยมีชื่อของ “พ.ต.อ.ทศพล  โชติคุตร์”ลงแข่งขันที่จ.ชุมพรเป็นครั้งที่สองของพรรคกล้าที่ลงสมัคร หลังจากครั้งแรกพรรคนี้เคยส่ง “สราวุธ สุวรรณรัตน์”เปิดตัวในการเลือกตั้งซ่อมส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 3มาแล้ว โดยประเมินแล้วว่าพรรคกล้าน่าจะส่งคนลงวัดกระแสเพื่อประเมินผลการรับรู้ชื่อเสียงของพรรค 

และรอดูลีลาของ “พรรคไทยสร้างไทย” ที่นำโดย “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์”ว่าจะลงแข่งขันเป็นครั้งแรกหรือไม่หลังแยกตัวมาตั้งพรรคและทยอยเดินสายไปหลากจังหวัดแล้ว

หันมองพรรคขั้วฝ่ายค้านบ้าง โดยธรรมเนียมการเลือกตั้งซ่อมหลายครั้งที่ผ่านมานั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านจะส่งเพียงพรรคเดียวลงแข่งขัน และคราวนี้ต้องจับตา”พรรคเพื่อไทย” หลังเปลี่ยนให้ “ชลน่าน ศรีแก้ว”เป็นหัวหน้าพรรค และประกาศแคมเปญ”เพื่อไทยแลนด์สไลด์”นั้นว่าจะส่งคนลงประชันหรือไม่ เพราะภาคใต้นั้น(เว้นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้)ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย/พลังประชาชน/เพื่อไทย พรรคค่ายนายใหญ่ดูไบเคยชนะเลือกตั้งส.ส.ภาคใต้ครั้งเดียว(“กฤษ ศรีฟ้า” ส.ส.พังงา พรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งปี2548 โดยชนะ”จุฤทธิ์ ลักษณะวิศิษฎ์” แห่งปชป.) ท่ามกลางกระแสข่าวล่าสุดว่า”จาตุรนต์ ฉายแสง”และครอบครัว พักการตั้งพรรคเส้นทางใหม่และน่าจะย้ายกลับพรรคเพื่อไทยในเร็วๆนี้ 

 ส่วนพรรคอื่นๆ เช่น”พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ”ยังนิ่งกับเกมตอนนี้ แต่ประเมินแล้ว”พรรคก้าวไกล”น่าจะขยับมากกว่าพรรคอื่นๆในข้างต้น แต่โอกาสจะชิงธงได้หรือไม่นั้น แกนนำพรรคน่าจะทราบกระแสนิยมดีว่าคนปักษ์ใต้ให้โอกาสพรรคสีส้มเวอร์ชั่นล่าสุดอย่างไร

ปม”โครงการจะนะ”เพิ่มรอยร้าวลึก สถานการณ์เขม็งเกลียวที่บิ๊กป้อมต้องเลือก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/496108

08 ธ.ค. 2564 |21:00 น.

ปม"โครงการจะนะ"เพิ่มรอยร้าวลึก สถานการณ์เขม็งเกลียวที่บิ๊กป้อมต้องเลือก

การที่”ลุงตู่”มอบให้ อนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรีรับไม้ไปดูแลเรื่อง”โครงการจะนะ” จ.สงขลารวมทั้งชาวบ้านละแวกใกล้เคียงนั้น แปลว่า มีอะไรที่ทะแม่งๆกับห้วงเวลาที่”ร้อยเอก”คนดังรับภารกิจนี้ไปดำเนินการ ติดตามเบื้องลึกเรื่องนี้ในเจาะประเด็นร้อน เมฆาในวายุ


ดูทรงแล้ว”ศรศิลป์ไม่กินกัน”ระหว่างอดีตนายพลกับอดีตผู้กองบนเรือเหล็กนั้นน่าจะคงต้องแคล้วคลาดกันสักวันบนเวทีการเมือง


นัยว่าสองชีวิตนี้คงอยู่ร่วมเรือลำเดียวกันไม่ได้เป็นแน่แท้…โดยเคสล่าสุดคือโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต”ที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาทวงสัญญาจากครม.เกี่ยวกับเอ็มโอยูหน้าทำเนียบรัฐบาลจำนวนสามข้อเมื่อปีที่แล้ว

เคสนี้นับว่าอ่อนไหวสำหรับชาวบ้านในพื้นที่เพราะไม่ยอมรับการขยับของศอ.บต.มาตั้งแต่ต้น และบวกกับบางลีลาที่เกิดขึ้นในห้วงหลายเพลาก่อนหน้านี้ยิ่งทำให้ชาวบ้านไม่วางใจและไม่เอาโครงการนี้  โดยการมาทวงสัญญาคราวนี้เพราะชาวบ้านมองแล้วคล้ายว่ารัฐบาลเล่นไม่ซื่อ

โดยอ้างเหตุที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ในตอนนั้นไปลงนามกับชาวบ้าน และอ้างว่าจะชงเรื่องนี้เข้าครม.โดยเร็ว นัยว่าจะปิดกล่องการชุมนุมค้านโครงการนี้เพื่อลดแรงปะทะทางการเมืองให้เรือเหล็กไปสักเคสหนึ่ง

และอย่าลืมเหตุการณ์ชาวบ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี โดยตอนนั้นผู้กองคนดังเข้าไปมีส่วนเจรจาอีกเช่นกันและเล่นซีนหักมุมที่ทำให้ วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสียแต้มไปเพียบ


แต่เคสจะนะนั้นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีบอกชัดว่า ครม.ไม่ได้เห็นชอบสิ่งที่ร้อยเอกธรรมนัสดำเนินการในเชิงพลการและ”ลุงตู่”ย้ำว่า รับทราบข้อเรียกร้องของชาวบ้าน  แค่กระบวนการต้องใช้เวลา เพราะต้องทำประชาพิจารณ์ทั้งหมด โครงการนี้ดำเนินการไม่ได้ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบ  รวมทั้งการที่”ลุงตู่”มอบให้ อนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรีรับไม้ไปดูแลเรื่องนี้กับชาวจะนะ จ.สงขลารวมทั้งชาวบ้านละแวกใกล้เคียงนั้น แปลว่า มีอะไรที่ทะแม่งๆกับห้วงเวลาที่”ร้อยเอก”คนดังรับภารกิจนี้ไปดำเนินการ

คล้อยหลังเกิดเหตุการณ์เคลื่อนย้ายกลุ่มผู้ชุมนุมจะนะหน้าทำเนียบฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้โพสต์ข้อความคล้อยหลังเกิดเหตุการณ์เคลื่อนย้ายกลุ่มผู้ชุมนุมจะนะหน้าทำเนียบฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้โพสต์ข้อความ
อย่าลืมว่าร้อยเอกธรรมนัสไปพบชาวจะนะที่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลและลงพื้นที่ด้วยตัวเองและคณะทำงานมาแล้ว ยิ่งมาเจอลีลาเด้งเชือกจากการโพสต์เฟซบุ๊คและการให้สัมภาษณ์ของร้อยเอกคนดังตอนนี้กับเคสจะนะที่คล้ายว่าร้อยเอกธรรมนัสโยนบาปกลับไปให้ครม.เพียวๆนั้นมันก็ยากที่จะไปกันต่อกับ”ลุงตู่”หากมองเกมในตอนนี้


อย่าลืมว่าพลเอกประยุทธ์ผลักดันหลัการโครงการนี้ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลคสช.จนถึงรัฐบาลนี้ แต่ร้อยเอกธรรมนัสในวันนั้นคล้ายว่าจะเล่นบทพระเอกเอาแต้มคนเดียว เพราะหลังไปพบชาวบ้านในวันนั้นไม่นาน เสียงตำหนิดังลั่นในห้องประชุมครม.เกี่ยวกับบทบาทของร้อยเอกธรรมนัสในวันนั้นว่าเล่นเกินบท 

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาพรรคพลังประชารัฐได้โพสต์ข้อความ อีกครั้ง เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาพรรคพลังประชารัฐได้โพสต์ข้อความ อีกครั้ง

และยังมีข่าวลอยลมเชิงลบตอนนั้นลอยเข้าทำเนียบรัฐบาลว่า ใครบางคนบนเรือเหล็กลอบไปเจรจากับเอกชนเพื่อขอค่าดำเนินการจำนวนมหาศาลเคลียร์เรื่องนี้กับชาวบ้าน นัยว่าเพื่อให้โครงการเดินได้สะดวก จนคีย์แมนในรัฐบาลควันออกหูในข่าวลือลอยลมนี้ในคราวนั้นและยิ่งมาเจอเหตุขบถในช่วงศึกซักฟอกครั้งล่าสุดด้วย  ใครเป็นลุงตู่เมื่อเจอเหตุแบบนี้กับตัวเองจะไว้ใจผู้กองคนดังได้หรือ…


หากเป็นแบบนี้ไม่รู้ว่าพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐจะเลือกเส้นทางใดระหว่าง”ลุงตู่”กับ”ผู้กอง”คนดังบนถนนการเมือง

เวลาหนึ่งปีเศษที่เหลืออยู่นั้นแม้ว่า”ผู้กองคนดัง”บอกชัดวันก่อนว่าไม่ย้ายพรรคและยังอยู่กับหัวหน้าพรรคที่ชื่อลุงป้อมเท่านั้นแต่ในทางการเมืองนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ 
เพราะสภาพสองขั้วที่มี”ลุงป้อม”อยู่ตรงกลางนั้นมันบีบรัดแบบนี้ก็ยากที่จะประสานรอยร้าว เพราะอย่าลืมว่าเกมนี้หากฝ่ายรัฐบาลยิ่งพูดเยอะ บางครั้งอาจพลาดและเข้าทางฝ่ายตรงข้ามที่จะนำไปปั่นขยายผลทางการเมืองค่อ
และเรื่องอ่อนไหวแบบนี้หากคนบนเรือเหล็กพูดจาคนละคีย์นั้น ยิ่งจะพากันเละ

“ลุงป้อม”น่าจะต้องเลือกแล้วในเพลาจากนี้ว่าจะเอา”น้องรัก”หรือ”ลูกน้อง” 

มิเช่นนั้นจะเละกว่านี้ในยามหน้า