นายกฯ สั่งตรึงกำลังชายแดน สกัดแรงงานเถื่อนหนีเข้าเมืองทั้งระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495510

04 ธ.ค. 2564 |13:00 น.

นายกฯ สั่งตรึงกำลังชายแดน สกัดแรงงานเถื่อนหนีเข้าเมืองทั้งระบบ

นายกฯ สั่งตรึงกำลังชายแดน สกัดแรงงานเถื่อนหนีเข้าเมืองทั้งระบบ คุมเข้มป้องกันสิ่งผิดกฎหมาย พร้อมขอบคุณทหารตำรวจร่วมบริจาคโลหิตช่วยต่อชีวิตกันและกัน

พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า วันนี้ (4 ธ.ค.) เวลา 09.00 น.พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ร่วมประชุมกับทุกเหล่าทัพ ตำรวจ และ กอ.รมน.ผ่าน ระบบ VTC ติดตามการสนับสนุนรัฐบาลขับเคลื่อนแก้ปัญหาที่สำคัญ ณ ศาลาว่าการกลาโหม

นายกฯ สั่งตรึงกำลังชายแดน สกัดแรงงานเถื่อนหนีเข้าเมืองทั้งระบบ

พล.อ.ชัยชาญ ได้กำชับสั่งการตามนโยบายที่สำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้กองกำลังป้องกันชายแดนทั้งทางบกและทางน้ำ รวมทั้งตำรวจ เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและสกัดกั้นแรงงานต่างด้าวลักลอบหลบหนีเข้าเมือง การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด อาวุธสงครามและสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดนและพื้นที่ชั้นใน โดยประสานการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เน้นย้ำการกวาดล้างขบวนการลักลอบนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย ทั้งผู้นำพา นายทุนและแหล่งฟอกตัวแรงงานเถื่อนในพื้นที่ชั้นใน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งหมดไม่มียกเว้น  ขณะเดียวกัน ให้สนับสนุนเตรียมการนำเข้าแรงงานต่างด้าวตามบันทึกความเข้าใจในพื้นที่จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน หนองคาย ระนอง และสระแก้ว เพื่อนำแรงงานที่ถูกกฎหมาย มาทำงานกับนายจ้างในประเทศ

สำหรับการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ขอให้เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ตามที่ได้รับแบ่งมอบพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กับผู้ประสบภัย สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็ว  พร้อมทั้งให้พิจารณาสนับสนุนการรับซื้อสินค้าเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าล้นตลาด ราคาตกต่ำ โดยขอขอบคุณที่ทุกเหล่าทัพ สนับสนุนการรับซื้อลำใยในขั้นต้นกว่า 82 ตัน ที่ผ่านมา

นายกฯ สั่งตรึงกำลังชายแดน สกัดแรงงานเถื่อนหนีเข้าเมืองทั้งระบบ

พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงความขอบคุณ กำลังพลของกระทรวงกลาโหม โดยทุกเหล่าทัพและตำรวจ ที่ร่วมกันสืบสาน รักษาและต่อยอด บำเพ็ญสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่องที่ผ่านมา โดยเฉพาะการบริจาคโลหิตในห้วงเวลาที่โลหิตขาดแคลน และการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพในหลวง รัชกาลที่ 9  ในการช่วยเหลือต่อชีวิตกันและกัน

นายกฯ สั่งตรึงกำลังชายแดน สกัดแรงงานเถื่อนหนีเข้าเมืองทั้งระบบ

ราชกิจจาฯ เผย กฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขนักโทษให้ได้รับการพักโทษและปล่อยตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495446

03 ธ.ค. 2564 |21:00 น.

ราชกิจจาฯ เผย กฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขนักโทษให้ได้รับการพักโทษและปล่อยตัว

ราชกิจจาฯ ประกาศ กฎกระทรวง เงื่อนไขนักโทษเด็ดขาดได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัว เหตุลดความแออัดนักโทษล้นคุก

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.64  “ราชกิจจาฯ” เผยแพร่ กฎกระทรวง กำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง มาตรา ๕๒ วรรคสอง และมาตรา ๕๓ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยความเห็นชอบ ของคณะกรรมการราชทัณฑ์ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ให้ยกเลิกข้อ ๔๑ แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับกำรลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัว ต้องปฏิบัติ พ.ศ. ๒๕๖๒

ราชกิจจาฯ เผย กฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขนักโทษให้ได้รับการพักโทษและปล่อยตัว

ข้อ ๒ ให้ยกเลิกควำมในข้อ ๔๒ แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัว ต้องปฏิบัติ พ.ศ. ๒๕๖๒ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน “ข้อ ๔๒ ในกรณีปกติ นักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นกลางขึ้นไปอาจได้รับการพักการลงโทษ ไม่เกินหนึ่งในสามของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาดกรณีตามวรรคหนึ่ง หากมีการพระราชทานอภัยโทษ ให้ถือกำหนดโทษตามหมายแจ้งโทษเด็ดขาด ฉบับหลังสุด ในกรณีนักโทษเด็ดขาดมีวันลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา ๕๒ (๖) ให้นำมารวมกับ ระยะเวลาพักการลงโทษตาม วรรคหนึ่งด้วย ”

ให้ไว้ ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ทั้งนี้ มีการให้เหตุผลการออกกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว โดยหมายเหตุว่า   เหตุผลในการประกำศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันเรือนจำแต่ละแห่งมีผู้ต้องขัง จำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาความแออัดภายในเรือนจำ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการจัดสวัสดิการและ การแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง ดังนั้น เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าวและให้โอกาสแก่นักโทษเด็ดขาด ซึ่งกระทำความผิดซ้ำและนักโทษเด็ดขาดชั้นกลำง ซึ่งมีความประพฤติดีและได้รับโทษจำคุกมาแล้ว เป็นระยะเวลาหนึ่ง มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้เร็วขึ้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์กำรพักการลงโทษ ในกรณีปกติให้แก่นักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ชั้นกลำงขึ้นไป จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

คลิกอ่านฉบับเต็ม>>>

กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์นักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักการลงโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔

ราชกิจจาฯ เผยแพร่หมายกำหนดการ5ธันวาเสด็จฯ”อุทยานเฉลิมพระเกียรติร.9″

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495441

03 ธ.ค. 2564 |20:00 น.

ราชกิจจาฯ เผยแพร่หมายกำหนดการ5ธันวาเสด็จฯ"อุทยานเฉลิมพระเกียรติร.9"

ราชกิจจาฯ เผยแพร่  หมายกำหนดการ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันที่ 5 ธันวาคม 2564 พร้อมเสด็จฯ “อุทยานเฉลิมพระเกียรติร.9”

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.64  ราชกิจจาฯ เผยแพร่  หมายกำหนดการ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช 2564

เลขาธิการพระราชวัง รับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัฐบาลได้ประกาศกำหนดเป็นวันชาติ เป็นวันพ่อแห่งชาติ และเป็นวันหยุดราชการประจำปี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติ และประชาชนมาตลอดรัชกาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญ พระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีรายการดังนี้

ราชกิจจาฯ เผยแพร่หมายกำหนดการ5ธันวาเสด็จฯ"อุทยานเฉลิมพระเกียรติร.9"

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2564  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจาก อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง

เวลา 17 นาฬิกา เสด็จเข้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ บูชาพระรัตนตรัย แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร มหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระอัฐิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระสงฆ์ 30 รูป เจริญพระพุทธมนต์จบแล้ว ทรงจุดธูปเทียน เครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 จบแล้ว

ราชกิจจาฯ เผยแพร่หมายกำหนดการ5ธันวาเสด็จฯ"อุทยานเฉลิมพระเกียรติร.9"

พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ แล้วทรงทอดผ้าไตรพระสงฆ์ที่เจริญ พระพุทธมนต์และที่ถวายพระธรรมเทศนา พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ทั้งนี้  การแต่งกาย เต็มยศ สายสะพายมหาจักรี ผู้เข้าเฝ้าฯ แต่งกายเครื่องแบบเต็มยศ สายสะพายสูงสุด 

การนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการและประชาชน เข้าถวายบังคมสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชที่ปราสาทพระเทพบิดร ตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา ถึงเวลา 17 นาฬิกา

สำนักพระราชวัง วันที่ 20 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2564

อ่านฉบับเต็ม >>>>

หมายกำหนดการ ที่ ๑๖/๒๕๖๔ หมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช ๒๕๖๔

“นายกฯ” รับตั้งใจอยู่ครบวาระปี 66 ส่วนผู้ว่าฯกทม.เลือกตั้งปี 65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495433

03 ธ.ค. 2564 |19:00 น.

"นายกฯ" รับตั้งใจอยู่ครบวาระปี 66  ส่วนผู้ว่าฯกทม.เลือกตั้งปี 65

“นายกรัฐมนตรี” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยอมรับตั้งใจอยู่ครบวาระรัฐบาลปี 66 ส่วนปี 65 เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อย

วันที่ 3 ธ.ค. 64 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “นายกรัฐมนตรี” และรมว.กลาโหม กล่าวภายถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.ว่า  หากถามถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมก็ต้องบอกว่า ก็ต้องดูสถานการณ์ที่เหมาะสม อะไรที่เกี่ยวข้องกับคำว่าเหมาะสมมันคืออะไร ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความขัดแย้งต่าง ๆ ต้องลดลง เพราะต้องเป็นห่วงประเด็นในเรื่องของความมั่นคง ความมีเสถียรภาพของบ้านเมือง มันต้องมาก่อน เมื่อไหร่มีความพร้อมก็ต้องเลือกตั้งไป ซึ่งก็สุดแล้วแต่ว่า ประชาชนจะเลือกใคร

ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่าช่วงไหนน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมในการจัดการเลือกตั้ง “นายกฯ” กล่าวว่า สื่อไปหาช่วงเวลามาให้ตนก็แล้วกัน เรื่องนี้ต้องไปถามคนที่เกี่ยวข้องว่าทำอย่างไรบ้านเมืองจะสงบ พร้อมจะเลือกตั้งอะไรได้บ้างก็ไปว่ากันมา

เมื่อถามย้ำว่าต้องการถามถึงความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. “นายกฯ” กล่าวยืนยันว่า  เลือกตั้งปี 65 ปีนี้เพิ่งปี 64 ก็รอปี 65 เลือกตั้ง สถานการณ์ต้องมีความพร้อม มีความสงบเรียบร้อย ต่อยตีกันไปมันไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น
 

ผู้สื่อข่าวถาม ดูเหมือนช่วงนี้ “นายกรัฐมนตรี” จะพูดถึงเรื่องการเป็น “นายกรัฐมนตรี “ภายใต้กรอบของกฎหมาย เป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ผมยังอยู่ในการเป็นรัฐบาลมิใช่หรือ ซึ่งตามกรอบกฎหมายก็เขียนไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าจะอยู่จนถึงมีนาคม 66 กรอบกฎหมายเขาเขียนไว้อย่างนั้นไม่ใช่หรือ ผมจะอยู่ไปจนถึงปี 67 ได้หรือไม่ เมื่อไม่ได้ ก็อยู่ในตำแหน่งได้ถึงปี 66

ซึ่งถ้าบ้านเมืองสงบสุข เราก็อยู่ให้จนครบวาระไปก็เท่านั้นเอง อย่าไปมีอุบัติเหตุทางการเมืองอะไรขึ้นมาให้มันเกิดความเสียหายอะไรขึ้นมาเลย บ้านเมืองจะได้ไปได้ ผมก็ทำอะไรหลาย ๆ อย่างไว้แล้ว ไม่ใช่ทำเพื่อวันนี้หรือทำเพื่อคะแนนเสียงของผม ผมทำให้กับประชาชนและประเทศชาติ มีแผนงานในอนาคตไว้เยอะแยะไปหมด ก็ลองไปเปรียบเทียบดูแล้วกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือว่าวันนี้เป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าก็ต้องเป็นเพราะเป็น “นายกรัฐมนตรี” ที่มาจากการเลือกตั้งก็เป็นนักการเมือง ก่อนย้อนถามว่า ผมยังเป็นทหารอยู่หรือไม่ ผมเป็นทหารเกษียณแล้ว ส่วนที่ยังมียศนำหน้าอยู่แล้ว จะให้ผมทำอย่างไร จะต้องให้ลดยศลงไปหรือจะให้ตัดยศหรือ ยศที่มีอยู่เป็นยศพระราชทาน

เมื่อถามย้ำว่า เมื่อยอมรับว่าเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้วจำเป็นต้องลงเลือกตั้งในระบบอย่างเช่นลงสมัครในนามปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ค่อยว่ากันในอนาคต เอาไว้ใกล้เลือกตั้งก่อน 

“เสรีรวมไทย” ยันรื้อโครงสร้างตำรวจตัดนายกฯเป็นประธานทุกคณะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495417

03 ธ.ค. 2564 |19:00 น.

"เสรีรวมไทย" ยันรื้อโครงสร้างตำรวจตัดนายกฯเป็นประธานทุกคณะ

โฆษกเสรีรวมไทยยันรื้อโครงสร้างตำรวจ ตอก”ธนกร”  ให้ไปถามหัวหน้าตัวเอง กรณีแก้ร่างพรบ.ตำรวจฯ ยัน”เดอะตู่”รู้จริงกว่า”ลุงตู่”

น.ส.เกศศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์ โฆษกเสรีรวมไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ระบุถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. …. มีที่มีมติแก้ไขเนื้อหาโครงสร้างของนั้น ชัดเจนว่าไม่เกิดเป็นประโยชน์ใดๆที่นายกรัฐมนตรีจะมานั่งเป็นประธานในเกือบทุกคณะ-ทุกโครงการ

เกศศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์ โฆษกเสรีรวมไทย เกศศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์ โฆษกเสรีรวมไทย

นายกรัฐมนตรีควรอุทิศเวลาไปแก้ปัญหาสำคัญเร่งด่วนให้กับประชาชนที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันให้ดีก่อนดีกว่า เรื่ององค์กรตำรวจควรปล่อยให้ผู้มีความรู้ ความเข้าใจเข้ามาทำหน้าที่จะได้เกิดการปฏิรูปองค์กรตำรวจอย่างจริงจัง

ถ้านายกฯยังเป็นไก่ได้พลอยอยู่อย่างนี้ ไม่ยอมคายอำนาจ ต่อไปในการลงพื้นที่ หากนายกรัฐมนตรี ไปย้อนถามประชาชนว่าที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีทำอะไรสำเร็จแค่ไหน ก็จะได้คำตอบแบบเมื่อวันที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเดินทางไปจ.อุดรธานีว่า “ไม่ไหวก็ให้เกษียณ ให้คนอื่นมาทำแทนอีกแน่นอน “

โฆษกเสรีรวมไทย กล่าวว่า ส่วนหลักฐานที่นายธนกร  วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบโต้หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยที่ระบุว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. …. มีมติให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แต่กลับมีใบสั่งว่า ประธาน ก.ตร.ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม และคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ยังต้องมีอยู่

โดยให้นายกฯ เป็นประธานนั้น  หาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มีหลักฐานหรือข้อมูลที่ชัดเจนก็ต้องนำมาแสดงด้วยและอย่ากล่าวอ้างลอยๆนั้น ตนมองว่า หากนายธนกรอยากได้ แนะนำให้ลองไปขอจากหัวหน้าของนายธนกร ดู เผื่อจะมีอยู่ก่อนแล้ว

“ในประเด็นคณะกมธ.วิสามัญฯชุดนี้ที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์พร้อมให้คำเสนอแนะ ในฐานะอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านย่อมรับทราบปัญหาและรู้วิธีแก้ไขได้อย่างตรงจุด ไม่เป็นการไม่ให้เกียรติเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตรงไหน นายธนกร ต้องอ่านข่าวให้จบทุกบรรทัดก่อนแล้วค่อยออกมาแสดงความคิดเห็นไม่ใช่อ่านแค่พาดหัวข่าวแล้วก็รีบออกมาพูดผ่านสื่อ เดี๋ยวจะกลายเป็นการใส่ความต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอีก

ที่จริงแล้วคนปกติทั่วไปในเมื่อไม่รู้ ก็ต้องถามผู้รู้ ขอความช่วยเหลือเพื่อมาแก้ไขปัญหาจากกันได้ ไม่ใช่ไม่มีความรู้เลย จัดการปัญหาอะไรไม่ได้เลย แต่ก็ยังดื้อดึงอยู่ในตำแหน่งมา 6-7 ปี ทำประเทศชาติเสียหายไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่ อย่างนี้เขาเรียกสมองไม่พัฒนา ไร้ภูมิปัญญา ไร้ความสามารถ เป็นเทวดาไม่ได้แน่ๆ”โฆษกเสรีรวมไทย กล่าว

นายกฯแสดงความห่วงใยนักบินเอฟ5 ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495412

03 ธ.ค. 2564 |18:00 น.

นายกฯแสดงความห่วงใยนักบินเอฟ5 ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก

นายกฯและ รมว.กห. แสดงความห่วงใยกรณี น.ท.สุทธิเมธ อ่วมมา นักบินเอฟ 5 ฝูง 211 กองบิน 21 จ.อุบลราชธานี บาดเจ็บสาหัส จากอุบัติเหตุเครื่องบินตก ระหว่างการฝึกปฏิบัติทางยุทธวิธี

พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษก กห. เปิดเผยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม.และ รมว.กห. แสดงความห่วงใยกรณี น.ท.สุทธิเมธ อ่วมมา นักบินเอฟ 5 ฝูง 211 กองบิน 21 จ.อุบลราชธานี บาดเจ็บสาหัส จากอุบัติเหตุเครื่องบินตก ระหว่างการฝึกปฏิบัติทางยุทธวิธี ณ บริเวณสนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี  

ทั้งนี้ นายกฯและรมว.กห.ได้รับทราบถึงความพยายามของนักบินในการบังคับอากาศยานให้พ้นจากบ้านเรือนประชาชน ก่อนสละเครื่อง

นายกฯแสดงความห่วงใยนักบินเอฟ5 ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก

โดยได้สั่งการ ทอ.ให้การช่วยเหลือนักบินที่ได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาเป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งให้สอบสวนถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นและรายงานให้ทราบ 

นายกฯแสดงความห่วงใยนักบินเอฟ5 ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก

โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวเพิ่มเติมว่า บ.F-5E รุ่นดังกล่าว มีอายุการใช้งานมาแล้ว 43 ปี โดยบรรจุเข้าประจำการ ตั้งแต่ ปี 2521 และอยู่ในระหว่างการปรับปรุงและพัฒนาขีดความสามารถ

นายกฯ มอบสิทธิคก.บ้านเช่าเคหะสุขประชาฯ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495412

03 ธ.ค. 2564 |17:00 น.

นายกฯ มอบสิทธิคก.บ้านเช่าเคหะสุขประชาฯ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อย

นายกฯ ส่งมอบสิทธิโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย โครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้า มุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิต เน้นย้ำคนไทยต้อง “มีบ้าน – มีอาชีพ – มีรายได้ – มีสุข” พร้อมผลักดันให้เป็นพื้นที่ “เศรษฐกิจสุขประชา” หนุนชุมชนพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

วันนี้ (3 ธ.ค.) เวลา 14.00 น. ณ โครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้า แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีส่งมอบสิทธิโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย โครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้า พร้อมมอบสิทธิบ้านเช่าโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าให้กับผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางจำนวน 270 ครัวเรือน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประธานกรรมการการเคหะแห่งชาติ และผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย

นายกรัฐมนตรี ชื่นชมโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้า เป็นโครงการตามนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยได้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพราคาประหยัด สร้างอาชีพและรายได้ให้คนในชุมชน สิ่งสำคัญ คือ สร้างความเท่าเทียมและโอกาสในการเข้าถึงบริการของภาครัฐและสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมทั้งใช้ประโยชน์ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ที่อยู่อาศัยถือได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน รวมถึงการจัดระบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ เพื่อให้ทุกคนมีหลักประกันสังคมและมีความมั่นคงในชีวิต เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดความเหลื่อมล้ำ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 –2579) ที่ต้องการให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐาน มีสิ่งแวดล้อมที่ดี สำหรับโครงการบ้านเคหะสุขประชามุ่งหวังให้ประชาชน “มีบ้าน มีอาชีพ มีรายได้ และมีความสุข” โดยผู้เช่าบ้านสามารถประกอบอาชีพในครัวเรือนได้ เป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือนร้อนในเบื้องต้น และในระยะต่อไปจะมีการส่งเสริม สนับสนุนให้เป็นพื้นที่ “เศรษฐกิจสุขประชา”สร้างเศรษฐกิจชุมชนคู่ขนาน ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถประกอบอาชีพอิสระเพิ่มขึ้นในชุมชน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งให้จัดอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ ความรู้ เพื่อนำไปต่อยอดการประกอบอาชีพที่หลากหลาย ทำให้เกิดเป็นเศรษฐกิจชุมชน 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี พร้อมส่งเสริมให้คนไทยทุกคนมีโอกาส เข้าถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งคือความเท่าเทียม สิ่งที่ได้ตอบแทนคือรอยยิ้มจากทุกคน  สิ่งที่ได้ทำวันนี้คือการเริ่มต้นที่ดี นำร่องให้เกิดโครงการในลักษณะนี้ในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป ที่สำคัญทุกคนต้องมีอาชีพมีรายได้ ซึ่งรัฐบาล ก็พร้อมจะสนับสนุน ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รัฐบาลกำลังพยายามสร้างห่วงโซ่อุปสงค์-อุปทานให้มีความต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันให้มากที่สุด ส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติและการสร้างงานเพื่อรองรับแรงงาน 

“อย่างไรก็ตาม ทุกคนจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับชีวิตวิถีใหม่ ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป นายกรัฐมนตรีคนนี้พร้อมจะผลักดันทุกโครงการเพื่อคนไทยมีบ้าน มีรายได้ มีความสุข ก็จะเกิดความสุขที่มาจากข้างในคือใจ ความสุขที่เกิดจากครอบครัวของเรา ก็อยากให้เผื่อแผ่ความรักไปสู่คนอื่นและสังคมด้วย   โดยสุดท้าย ก็ขอให้ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกันและรักสามัคคีกัน รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  นายกรัฐมนตรี คนนี้จะพยายามดูแลให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ตามที่เคยสัญญา จะไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง” พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมนิทรรศการโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้า และบูธภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุนโครงการ โดยได้ร่วมประกอบอาหาร เมนูผัดต้นกล้าทานตะวัน ซึ่งปลูกเพื่อสร้างรายได้และอาชีพ ภายในชุมชนฯ ณ บูธโครงการสร้างเชฟอาหารไทย  และร่วมถ่ายภาพกับผู้ที่ได้รับสิทธิเช่าบ้าน บริเวณด้านหน้าของโครงการ ต่อจากนั้น เดินตรวจเยี่ยมบริเวณบ้านรูปแบบต่าง ๆ ในโครงการฯ โดยมีประชาชนบริเวณชุมชนร่มเกล้าได้เข้ามาให้การต้อนรับทักทายและถ่ายรูป ซึ่งนายกรัฐมนตรียังถ่ายรูปเซลฟี่กับประชาชนด้วย

สำหรับโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้า ตั้งอยู่บริเวณถนนร่มเกล้า แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ขนาดพื้นที่โครงการ 20.26 ไร่ จัดสร้างบ้านจำนวน 270 หน่วย ประกอบด้วย บ้านแฝดชั้นเดียว จำนวน 86 หน่วย และบ้านแฝด 2 ชั้น จำนวน 184 หน่วย โดยแบ่งพื้นที่ใช้สอยตามความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้ กลุ่มคนพิการและผู้สูงอายุ  อัตราค่าเช่าเริ่มต้น 1,500 – 3,000 บาท/เดือน โดยเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2564 นายกรัฐมนตรี ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการบ้านเคหะสุขประชาฉลองกรุง และขณะนี้โครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้ามีผู้ได้รับสิทธิเช่าครบแล้ว

นายกฯ สั่ง ศบค. ถกผู้ประกอบการ เช็คความพร้อม “เคาท์ดาวน์ปีใหม่”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495403

03 ธ.ค. 2564 |16:00 น.

นายกฯ สั่ง ศบค. ถกผู้ประกอบการ เช็คความพร้อม "เคาท์ดาวน์ปีใหม่"

นายกรัฐมนตรี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่ง ศบค. เร่งหารือผู้ประกอบการจัด “เคาท์ดาวน์ปีใหม่” แย้มอาจไฟเขียวจัดงานกลางแจ้งก่อน

วันที่ 3 ธ.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดงานเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือ “เคาท์ดาวน์” ขณะที่ยังคงมีการระบาดของโควิด-19 ว่า ตนได้สั่งการ ศบค.แล้วให้เร่งพิจารณา โดยให้ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์ได้มาพูดคุย หารือกันภายในสัปดาห์แรกของเดือนธ.ค. เพื่อให้มีเวลาเตรียมการ ซึ่งหลักๆ คงเป็นเรื่องของการจัดงานกลางแจ้ง เพราะช่วงนี้ต้องระมัดระวังการระบาดอีกระลอกหนึ่ง

“นายกฯ” กล่าวว่า ส่วนเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์โอไมครอนจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ โชคดีที่ประเทศไทยยังไม่มีการตรวจพบในขณะนี้ แต่มีคนที่เคยเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ตอนนี้ให้ติดตามมาทั้งหมด อยู่ที่ไหน อย่างไร เข้ามาแล้วและยังไม่ได้ออกไป ต้องตามตัวมาให้ครบ และให้พื้นที่ช่วยตรวจสอบว่ามีการติดเชื้อหรือไม่อย่างไร เพื่อเข้าสู่มาตรการของศบค.และสาธารณสุข แต่คิดว่าเจ้าตัวก็ต้องระมัดระวังตัวอยู่แล้ว

เป็นเรื่องน่ายินดี เพราะวันนี้สถิติการติดเชื้อ การรักษาหาย การเสียชีวิตลดลงมาตามลำดับ หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าสถานการณ์ค่อนข้างจะดีขึ้น กิจการหลายอย่างทยอยเปิดได้ ส่วนการจัดเคานต์ดาวน์ ศบค.จะเร่งรัดพิจารณาภายในสัปดาห์หน้า เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมการ

“ศบศ.” เคาะ 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลงทุน ภาพยนตร์ คลาวด์เซอร์วิส สตาร์ทอัพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495387

03 ธ.ค. 2564 |14:00 น.

"ศบศ." เคาะ 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ลงทุน ภาพยนตร์ คลาวด์เซอร์วิส สตาร์ทอัพ

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานประชุม “ศบศ.” เคาะ 4 มาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน กิจการคลาวด์เซอร์วิส- การลงทุนเทคโนโลยี-สตาร์ทอัพ-ส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย

วันที่ 3 ธ.ค.2564 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. ครั้งที่ 5/2564

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ 4 มาตรการ คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทยทั้งการกำหนดประเภทการตรวจลงตรา (วีซ่า) สำหรับผู้พำนักระยะยาว  การให้สิทธิประโยชน์ด้านอสังหาริมทรัพย์  การให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และการจัดตั้งศูนย์บริการผู้พำนักระยะยาว ซึ่งรายละเอียดของการดำเนินการทั้งหมด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปสรุปให้เสร็จภายใน 1 เดือน จากนั้นจึงเสนอมาให้ ศบศ. เห็นชอบในการประชุมเดือน ม.ค.65


ทั้งนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนในกิจการคลาวด์เซอร์วิส ทั้ง แนวทางการดำเนินการด้านภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในประเทศ โดยเฉพาะการให้บริการ Data hosting services แก่ผู้รับบริการในต่างประเทศ  แนวทางการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าเพื่อรองรับอุตสาหกรรม กิจกรรม กิจการคลาวด์เซอร์วิสในอนาคต และแนวทางการสร้างความชัดเจนในประเด็นเกี่ยวกับขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ให้บริการคลาวด์เกี่ยวกับการให้ข้อมูลของผู้ใช้บริการต่อเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการผลักดันนโยบายเกี่ยวกับบทบาทของผู้ให้บริการภาคเอกชนต่อการพัฒนาบริการคลาวด์ของภาครัฐ
 

ขณะเดียวกันยังเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับธุรกิจด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพตามข้อเสนอสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย โดยที่ประชุมมอบหมายให้สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย หารือร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นด้านกฎระเบียบต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นให้เกิดการสร้างระบบนิเวศ ที่เหมาะสมต่อการส่งเสริมการลงทุน ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และสตาร์ทอัพให้แก่ผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ยังเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ตามข้อเสนอของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยที่ประชุมมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ สร้างสรรค์และกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหน่วยงานหลักร่วมกันหารือร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินมาตรการสร้างแรงจูงใจและอำนวยความสะดวกเพื่อดึงดูดให้กองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศมาถ่ายทำในประเทศไทย รวมทั้งพิจารณาแนวทางในการส่งเสริมระบบนิเวศและปัจจัย สนับสนุนที่จะช่วยขยายผลไปสู่การส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านอื่น ๆ เพื่อผลักดัน Soft power ของไทยต่อไป

วิปรัฐบาลเคาะกม.เลือกตั้งให้พรรคเล็กมีเอี่ยวได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสแบบปัดเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495374

03 ธ.ค. 2564 |13:00 น.

วิปรัฐบาลเคาะกม.เลือกตั้งให้พรรคเล็กมีเอี่ยวได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสแบบปัดเศษ

คณะทำงานวิปรัฐบาลเคาะใช้สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยปัดเศษพรรคเล็กให้ได้ส.ส. 1 คนด้วย แต่ใช้เฉพาะในกรณีที่มีจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อยังไม่ครบ 100 คน พร้อมเตรียมเสนอร่างเข้าสู่สภาในเดือนมกราคมปี 65

นายโกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานวิปรัฐบาล เพื่อยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่ใช้ในการเลือกตั้งว่า จากกรณีที่กลุ่มพรรคเล็กร่วมรัฐบาล ได้เสนอความเห็นและประเด็นที่ต้องการให้บัญญัติไว้ในร่าง พ.ร.ป. ทั้ง 2 ฉบับ คือร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่วิปรัฐบาลจะเสนอต่อประธานรัฐสภา ล่าสุดมีความเห็นที่เป็นข้อยุติร่วมกันแล้ว ดังนี้

1.ประเด็นการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะกำหนดวิธีคิดคำนวณ ที่มีหลักการว่าให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่าคะแนนหารเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน มีสิทธิ์ได้ส.ส. โดยมีเงื่อนไขคือ จะใช้ในกรณีที่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไม่ครบ 100 คน โดยให้ใช้คะแนนของพรรคเรียงลำดับตามสัดส่วนคะแนนที่ได้รับ เพราะเศษคะแนนของพรรคที่ได้ไม่ถึงคะแนนเฉลี่ย เมื่อรวมคะแนนที่ประชาชนเลือกควรได้ส.ส. ด้วย

2.สิทธิส่งผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องเกิดขึ้นหลังจากที่ส่ง ส.ส.เขตแล้ว ทั้งนี้ไม่ได้กำหนดจำนวนเขตที่ให้ส่งผู้สมัครส.ส.ไว้ ดังนั้นจึงหมายความว่า ส่ง ส.ส. 1 เขต สามารถส่งส.ส.บัญชีรายชื่อได้

3.การคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. หรือ ไพรมารี่โหวต จะยังคงใช้หลักการการคัดสรรเบื้องต้น แต่ได้ปรับเกณฑ์การสรรหาโดยให้สิทธิตัวแทนประจำจังหวัด จำนวน 150 คน จากเดิมที่กำหนดให้ใช้ตัวแทนจากเขตเลือกตั้ง เขตละ 100 คน หรือใช้สาขาพรรค ที่กำหนดจำนวน 500 คน

4.การชำระค่าธรรมเนียมของสมาชิกพรรค จากกฎหมายเดิมกำหนดให้ชำระแบบรายปี  ปีละ ไม่ต่ำกว่า 50 บาท หรือตลอดชีพ 1,000 บาท โดยจะปรับให้เป็น 200 บาทตลอดชีพ 

5.ข้อกำหนดให้พรรคการเมืองต้องหาสมาชิกพรรคเพื่อดำรงสถานะความเป็นพรรคการเมือง ที่กำหนดให้ภายใน 5 ปี ต้องหาสมาชิกพรรคให้ได้ 30,000 คน เปลี่ยนเป็น ภายใน 1 ปี ต้องมีสมาชิก 2,000 คน และภายใน 3 ปี มีสมาชิก 5,000 คน
 

นายโกวิทย์ กล่าวด้วยว่ายังมีประเด็นที่คณะทำงานเห็นไม่ตรงกัน และต้องถกในรายละเอียดอีกครั้ง คือ ประเด็นว่าด้วยการกำหนดหมายเลขผู้สมัคร ส.ส. ที่พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ต้องการให้แยกหมายเลข ระหว่าง ส.ส.เขต และแบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่พรรคอื่นเห็นด้วยให้ใช้เบอร์เดียวกันทั้ง ผู้สมัครแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ อย่างไรก็ดีในประเด็นที่เห็นต่าง หากไม่ได้ข้อสรุปได้ตกลงว่าจะให้แต่ละพรรคใช้กลไกของกรรมาธิการ และการแปรญัตติพิจารณา 

“จากการหารือของคณะทำงาน ขณะนี้ให้ฝ่ายเลขาคณะทำงาน ยกร่างเนื้อหาแล้ว และในการประชุมสัปดาห์หน้าจะนำเนื้อหาเสนอเพื่อพิจารณาอีกครั้ง จากนั้นในสัปดาห์ถัดไปจะเชิญคณะกรรมการการเลือกตั้งหารืออีกครั้ง และคาดว่าจะเสนอร่างแก้ไขต่อรัฐสภาได้ช่วงเดือนมกราคมปี 65” นายโกวิทย์ กล่าว