อู้ฟู่ ยุทธศักดิ์ “ผู้ว่าฯ ททท.” เศรษฐีที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495355

03 ธ.ค. 2564 |12:00 น.

อู้ฟู่  ยุทธศักดิ์ "ผู้ว่าฯ ททท." เศรษฐีที่ดิน

เปิดบัญชีทรัพย์สินฯ ยุทธศักดิ์ สุภสร “ผู้ว่าฯ ททท.” เศรษฐีที่ดินทั้ง ขอนแก่น- บุรีรัมย์- นครราชสีมา- กทม. รวมของคู่สมรสที่ปทุมฯ รวม 493 ล้าน ทรัพย์สินรวม 538 ล้าน นั่งเก้าอี้ครบ 3 ปี

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายยุทธศักดิ์ สุภสร กรณีดำรงตำแหน่งครบ 3 ปี เป็น “ผู้ว่าฯ ททท.”

นายยุทธศักดิ์ แจ้งมีทรัพย์สิน 348,708,082 บาท ได้แก่ เงินสด 1 แสนบาท เงินฝาก 585,670 บาท เงินลงทุน 6,662,411 บาท ที่ดินในพื้นที่ จ.ขอนแก่น บุรีรัมย์ นครราชสีมา กทม. รวม 333,600,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 5 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 2.8 ล้านบาท เป็นนาฬิกา 3 เรือน 1.3 ล้านบาท แหวนเพชร 3 กะรัต 1 วง 1.5 ล้านบาท มีหนี้สิน 1,871,112 บาท

มีรายได้รวมต่อปีโดยประมาณ 6,530,000 บาท เป็นค่าตอบแทน 4.8 ล้านบาท เบี้ยประชุม 48,000 บาท ค่าตอบแทนพิเศษ 1,240,000 บาท ค่าเช่าที่ดิน 10,000 บาท มีรายจ่ายรวม 4.4 ล้านบาท 

ส่วนนางศศลักษณ์ สุภสร คู่สมรส มีทรัพย์สิน 189,895,826 บาท ได้แก่ เงินสด 2 แสนบาท เงินฝาก 435,826 บาท เงินลงทุน 1.1 แสนบาท ที่ดิน ในพื้นที่ กทม. และปทุมธานีรวม 159,950,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 25 ล้านบาท (มีตึกแถว 3 ชั้น 2 คูหา แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. บิดาให้มาเมื่อปี 2551 รวม 10 ล้านบาท และมีบ้านพักอาศัยตึกแถว 4 ชั้น มารดาให้มาเมื่อปี 2551 มูลค่า 10 ล้านบาท) ยานพาหนะ 1.2 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 3 ล้านบาท (เป็นแหวนเพชร 5.44 กะรัต 1 วง) ไม่มีหนี้สิน มีรายได้รวม 2 แสนบาท เป็นดอกเบี้ย 1 แสนบาท เงินปันผล 1 แสนบาท มีรายจ่ายรวม 7.2 แสนบาท ส่วนบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีรายได้รวม 3 ล้านบาท เป็นคุณปู่คุณย่า และคุณตาคุณยายให้ค่าเทอมหลาน ครั้งละ 1.5 ล้านบาท

รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 538,603,908 บาท หนี้สินทั้งสิ้น 1,871,112 บาท

ก่อนหน้านี้ระหว่างปี 2558-2562 นายยุทธศักดิ์เป็น “ผู้ว่าฯ ททท.” และกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ (บอร์ด) ททท. ขณะที่ช่วงปี 2561 เป็นกรรมการบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด รัฐวิสาหกิจ หลังจากนั้นเมื่อปี 2562 ถึงปัจจุบันได้รับดำรงตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ ททท.” อีกสมัยมาถึงปัจจุบัน

“เทพมนตรี” ชี้ “รุ้ง-ปนัสยา” เตรียมลี้ภัยสูงมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495328

03 ธ.ค. 2564 |10:00 น.

“เทพมนตรี” ชี้ “รุ้ง-ปนัสยา” เตรียมลี้ภัยสูงมาก

“เทพมนตรี” โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้ “รุ้ง-ปนัสยา” เตรียมลี้ภัยสูงมาก คาดกำลังปูพื้นฐานจากคดีอาญาให้กลายเป็นคดีการเมือง

วันนี้ (3 พ.ย.) นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อถึง น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ว่าพรุ่งนี้อยากเห็นศาลถอนประกันรุ้ง ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะปูพื้นฐานจากคดีอาญา ให้กลายเป็นคดีการเมือง ถ้าแม้ UNSCR จะเข้ามาช่วยเหลือ ช่องทางธรรมชาติอาจเป็นหนทางที่เธอเลือก

“เทพมนตรี” ชี้ “รุ้ง-ปนัสยา” เตรียมลี้ภัยสูงมาก

การเตรียมการลี้ภัยมีแนวโน้มสูงมาก

การโดนปรับแค่เงิน 90000 บาท มันเล็กน้อยมากกับคดีความทางอาญาที่เธอโดนหลายคดี อัตราโทษจำคุกหลายสิบปี อาจารย์ที่ค้ำประกันเธอไว้ จะได้รับโทษอะไร มีกฎหมายอะไรจะลงโทษได้

“เทพมนตรี” ชี้ “รุ้ง-ปนัสยา” เตรียมลี้ภัยสูงมาก

สังคมไทยอ่อนแอเรื่องนี้ นักโทษคดีอาญาไปกองรวมกันที่ฝรั่งเศสและในอเมริกาเป็นจำนวนมาก และสามารถหลบหนีไปได้แบบตั้งใจ

“เทพมนตรี” ชี้ “รุ้ง-ปนัสยา” เตรียมลี้ภัยสูงมาก

“สกัดความลับรั่วไหล” ราชกิจจาฯ ออกประกาศสำนักนายกฯเช็คประวัติบุคคลถี่ยิบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495285

03 ธ.ค. 2564 |09:00 น.

"สกัดความลับรั่วไหล" ราชกิจจาฯ ออกประกาศสำนักนายกฯเช็คประวัติบุคคลถี่ยิบ

เอาแล้วไง นายกฯ ลงนามในประกาศสำนักนายกฯ สั่งตรวจสอบพฤติการณ์บุคคลสกัดความลับทางราชการรั่วไหล จับได้ให้พ้นราชการ เผยแบบฟอร์มตรวจสอบประวัติย้อนหลัง ทั้งการเคยเป็นสื่อ นักเขียน และสนับสนุนพรรคการเมืองร่วมกิจกรรมกลุ่มการเมืองสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ละเอียดยิบ

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ลงนามในประกาศสำนักนายกฯเรื่อง  หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล และการกำหนดแบบเอกสารที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยเป็นการตรวจสอบประวัติบุคคลที่เข้ามาร่วมงานในวงราชการละเอียดยิบ ทั้งประวัติเคยเป็นสื่อสารมวลชน นักเขียน มีนามปากกาหรือไม่  รวมถึงเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ร่วมเคลื่อนไหวในกิจกรรมทางการเมืองตลอดจนเป็นสมาชิกกลุ่มทางสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่  โดยประกาศลงราชกิจจาฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา 

ประกาศสำนักนายกฯ ฉบับดังกล่าว มีเนื้อหาระบุว่า โดยที่หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลและเอกสารหลักฐาน ที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว

ประกอบกับได้มีการแก้ไขปรับปรุง เกี่ยวกับการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษา ความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ให้เหมาะสมและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

สมควร ที่จะได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล และเอกสารหลักฐาน ที่ใช้ประกอบการรักษาความปลอดภัยให้สอดคล้องกัน และเพื่อให้การปฏิบัติการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อาศัยอำนาจตามความในข้อ ๒๖ วรรคสี่ ข้อ ๒๗ วรรคสอง และข้อ ๒๙ วรรคสอง แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๒๘ วรรคสี่ และข้อ ๓๑ วรรคสอง แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐ นายกรัฐมนตรี จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

"สกัดความลับรั่วไหล" ราชกิจจาฯ ออกประกาศสำนักนายกฯเช็คประวัติบุคคลถี่ยิบ

ข้อ ๑ ให้ยกเลิก (๑) ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๓

(๒) ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดแบบเอกสารที่ใช้ในการรักษา ความปลอดภัย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๓

ข้อ ๒ ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลสำหรับบุคคล ตามข้อ ๒๖ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐

ข้อ ๓ การตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลตามข้อ ๒ ให้บุคคลเจ้าของประวัติ กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติของตนในแบบประวัติบุคคล (รปภ.๑) ตามที่กำหนดไว้ท้ายประกาศนี้ ให้ครบถ้วน โดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ควบคุมการรักษาความปลอดภัย หรือเจ้าหน้าที่ ผู้ช่วยควบคุมรักษาความปลอดภัยของหน่วยงานของรัฐนั้น ข้อ ๔ ให้หน่วยงานของรัฐเจ้าของเรื่องตามข้อ ๓ ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่ ตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์ของบุคคล เพื่อดำเนินการพิมพ์ลายนิ้วมือและตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือ ของบุคคลเจ้าของประวัติตามข้อ ๓ ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือได้ให้ดำเนินการพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลด้วยวิธีการอื่นได้

ในการนี้ ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องจัดให้มีการตรวจสอบประวัติ การต้องหาคดีอาญา และตรวจสอบพฤติการณ์ของบุคคลเจ้าของประวัติโดยอาจตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยได้ แล้วให้หน่วยงานที่ดำเนินการตรวจสอบแจ้งผลการตรวจสอบ ถึงหน่วยงานของรัฐเจ้าของเรื่องโดยตรง ให้องค์การรักษาความปลอดภัยร่วมกันพิจารณาวางแนวทางการตรวจสอบพฤติการณ์ ของบุคคลเจ้าของประวัติ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐรับไปดำเนินการเป็นการทั่วไปได้ ในการนี้อาจเชิญ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมพิจารณาได้

ข้อ ๕ เมื่อผลการตรวจสอบตามข้อ ๔ ปรากฏว่าบุคคลเจ้าของประวัติมีความผิด หรือมีผลของคดี หรือมีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมหรือมีผลกระทบต่อการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาผลการตรวจสอบว่าจะสั่งบรรจุ แต่งตั้ง หรือว่าจ้าง หรือให้บุคคลนั้น พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ และให้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ข้อ ๖ ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐสั่งบรรจุ แต่งตั้ง หรือว่าจ้างบุคคลเจ้าของประวัติตามข้อ ๕ ให้หน่วยงานของรัฐส่งแบบประวัติบุคคล (รปภ.๑) และผลการตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติ การต้องหาคดีอาญาหรือผลการตรวจสอบพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลโดยวิธีอื่นรวมทั้งพฤติการณ์ของบุคคล ดังกล่าวให้องค์การรักษาความปลอดภัยแล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

ข้อ ๗ ในกรณีที่บุคคลเจ้าของประวัติตามข้อ ๓ ประสงค์จะขอแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติของตน ให้ดำเนินการตามแบบบันทึกเปลี่ยนแปลงประวัติบุคคล (รปภ.๒) ตามที่กำหนดไว้ท้ายประกาศนี้

ข้อ ๘ ในกรณีที่ต้องตรวจสอบบุคคลตามข้อ ๒๗ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐

นอกจากตรวจสอบตามข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ และข้อ ๖ แล้วให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล ตามแนวทางที่องค์การรักษาความปลอดภัยร่วมกันกำหนดด้วย หน่วยงานของรัฐอาจขอให้องค์การรักษาความปลอดภัยตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล ตามวรรคหนึ่งได้

ทั้งนี้ การขอและการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล รวมทั้งการแจ้งผล ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่องค์การรักษาความปลอดภัยแต่ละฝ่ายเป็นผู้กำหนด

ข้อ ๙ ในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ องค์การรักษาความปลอดภัยอาจประสานกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล โดยละเอียดสำหรับบุคคลซึ่งหน่วยงานของรัฐนั้นจะบรรจุเข้ารับราชการหรือว่าจ้าง หรือมอบหมาย ให้ปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจหรือตำแหน่งที่สำคัญ หรือเข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการ และทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน หรือบุคคลที่มีพฤติการณ์ที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งรัฐได้ตามความเหมาะสม และตามสมควรแก่กรณี หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลโดยละเอียดตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่องค์การรักษาความปลอดภัยแต่ละฝ่ายเป็นผู้กำหนด

ข้อ ๑๐ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการให้บุคคลซึ่งเข้ารับการปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจ หรือตำแหน่งหน้าที่เพื่อให้เข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการตามชั้นความลับ ลงนามในบันทึกรับรองการรักษาความลับเมื่อเข้ารับการปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจหรือตำแหน่งหน้าที่ตามแบบ รปภ. ๓ ตามที่ กำหนดไว้ท้ายประกาศนี้

ตัวอย่างแบบฟอร์มการบันทึกประวัติ ตามประกาศสำนักนายกฯ สกัดความลับราชการรั่วไหลตัวอย่างแบบฟอร์มการบันทึกประวัติ ตามประกาศสำนักนายกฯ สกัดความลับราชการรั่วไหล

ทั้งนี้ ตามข้อ ๒๘ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย การรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐

ข้อ ๑๑ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการให้มีการรับรองความไว้วางใจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในสังกัดในใบรับรองความไว้วางใจตามแบบ รปภ. ๔ ตามที่กำหนดไว้ท้ายประกาศนี้ ตามระดับความไว้วางใจ ที่แต่ละคนได้รับอนุมัติ รวมทั้งจัดให้มีทะเบียนความไว้วางใจตามแบบ รปภ. ๕ ตามที่กำหนดไว้ ท้ายประกาศนี้ เพื่อบันทึกให้ตรงตามใบรับรองความไว้วางใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนดังกล่าวไว้ ณ หน่วยงานของรัฐด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามข้อ ๒๙ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย การรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒

ข้อ ๑๒ บุคคลใดพ้นจากภารกิจหรือตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามข้อ ๓๑ แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษา ความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย การรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐ และดำเนินการให้บุคคลนั้นลงชื่อในบันทึก รับรองการรักษาความลับเมื่อพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจหรือตำแหน่งหน้าที่ตามแบบ รปภ. ๖ ตามที่กำหนดไว้ท้ายประกาศนี้

แบบฟอร์ม การตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล ตามระเบียบสำนักนายกฯฉบับใหม่ แบบฟอร์ม การตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล ตามระเบียบสำนักนายกฯฉบับใหม่

ข้อ ๑๓ เอกสารหลักฐานที่จัดทำขึ้นตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษา ความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดแบบเอกสารที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ ให้ใช้บังคับต่อไปได้  และให้ถือว่าเป็นเอกสารหลักฐานตามประกาศนี้ และให้หน่วยงานของรัฐปรับปรุงแก้ไขเอกสารหลักฐาน ดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เป็นไปตามประกาศนี้ในโอกาสแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงนับแต่ประกาศนี้ มีผลใช้บังคับ

ทั้งนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 256 4

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

คลิกอ่านฉบับเต็ม >>>

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลและการกำหนดแบบเอกสารที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒

หมอวรงค์ ฟ้องกราวรูด ชัยวุฒิ กับพวก ปมส่งมอบ “โครงการดาวเทียมไทยคม”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495253

02 ธ.ค. 2564 |17:00 น.

หมอวรงค์ ฟ้องกราวรูด ชัยวุฒิ กับพวก ปมส่งมอบ "โครงการดาวเทียมไทยคม"

หมอวรงค์ ฟ้องกราวรูด ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมพร้อมคณะ 30 ราย ข้อหาส่งมอบ “โครงการดาวเทียมไทยคม ” ไม่เป็นไปตามสัญญาและมติ ครม. ลั่นเตือนไปหลายรอบแล้ว แต่โดนเมิน

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี เดินทางไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและคณะรวม 30 ราย ในข้อหาการส่งมอบ “โครงการดาวเทียมไทยคม” ไม่เป็นไปตามสัญญาและมติคณะรัฐมนตรี

โดย นพ.วรงค์ กล่าวว่า ที่มาของการฟ้องร้องนายชัยวุฒิ และคณะทำงาน 30 ราย โดยมีประเด็นสำคัญ 5 ข้อคือ

1. ฝ่ายค้านไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบ มัวแต่ขอแก้ไขมาตรา 112 และสนับสนุนขบวนการล้มล้างการปกครอง พวกเราจึงทำหน้าที่นี้แทนฝ่ายค้าน  

2. ในกรณีส่งมอบดาวเทียมดวงที่ 4 และดวงที่ 6 ตนเองเคยเตือนนายชัยวุฒิ ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวง DE และผู้ที่เกี่ยวข้อง กรณีการโอนกรรมสิทธิ์ และการส่งมอบ และมอบทรัพย์สินโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ที่จะครบกำหนดแล้วตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2564 โดยมีการเตือนแล้วเตือนอีกหลายรอบ แม้แต่ไปพบเพื่อเสนอแนะ แต่จนบัดนี้ไม่ได้รับการเอาใจใส่ ที่จะปกป้องประโยชน์ประเทศชาติ จนนำไปสู่ความเสียหายภายในประเทศ

3.การฟ้องร้องนายชัยวุฒิ และคณะรวม 30 ราย ร่วมกันกระทำความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยมีพฤติการณ์การกระทำความผิดหลายบท หลายกรรม ต่างวาระกัน 

4. สาระสำคัญที่ทำให้ตนเองตัดสินใจฟ้องร้องมี 2 ประเด็นใหญ่คือ

4.1 ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาสัมปทานในการส่งมอบทรัพย์สินที่เป็นของรัฐคืน แต่ได้ร่วมกันแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการฉ้อฉลไม่ให้มีการส่งมอบทรัพย์สิน และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินบริหารจัดการดาวเทียม 

4.2 ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2562ที่มีสาระสำคัญคือ ไม่ควรให้ต่ออายุหรือขยายเวลาสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ 

5.การฟ้องนายชัยวุฒิและคณะมีทั้งสิ้น 30 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ คือจำเลยที่ 1 ถึง จำเลยที่ 5 คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส ปลัดกระทรวง และผู้เกี่ยวข้องอีก 3คน ส่วนกลุ่มเอกชน จำเลยที่ 6 ถึงจำเลยที่ 30 เป็น ผู้แทนนิติบุคคล ได้แก่ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 6 และบริษัทอินทัช รวมทั้งคุณนายสารัชถ์ รัตนาวะดี คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ และคนอื่นๆ

ซึ่งตามจริงแล้วโครงการสัมปทานต้องหมดสัญญาในวันที่ 30 กันยายน 2564 หลังจากนั้นทุกอย่างต้องถูกโอนมาเป็นของรัฐ แต่เท่าที่ทราบ ณ ตอนนี้บริษัทไทยคมยังเข้ามาบริการจัดการอยู่ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเรื่องผลประโยชน์ภายในโครงการได้ จึงจำเป็นต้องร้องต่อศาล เพื่อให้ทำการตรวจสอบและดูแลผลประโยชน์ของประเทศ เพราะการกระทำของบริษัทไทยคม ส่งผลต่อความเสียหายของประเทศอย่างมาก โดยตนเองมั่นใจในหลักฐานที่เตรียมมาจะสามารถเอาผิดนายชัยวุฒิได้ เพราะที่ผ่านมาตนเองเคยให้คำแนะนำนายชัยวุฒิหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร จึงตัดสินใจส่งฟ้องนายชัยวุฒิ

สภาฯ ไฟเขียว ตั้งกมธ.ศึกษาการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ดึงรายได้เข้าประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495239

02 ธ.ค. 2564 |16:00 น.

สภาฯ ไฟเขียว ตั้งกมธ.ศึกษาการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ดึงรายได้เข้าประเทศ

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) ทั้ง 12 ญัตติ เพื่อหาแหล่งรายได้ใหม่จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ โดยมีผู้แปรญัตติ 60 คน และใช้เวลาศึกษาทั้งสิ้น 90 วัน

วันนี้ (2 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.27 น. ที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณา ญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อหาแหล่งรายได้ใหม่จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ รวมทั้งการเปิดกาสิโน (ถูกกฎหมาย) การป้องกันและแก้ไขการแพร่ระบาดของตู้เกมพนันไฟฟ้า (ตู้สล็อตแมชชีน) อย่างครบวงจร ซึ่งมีทั้งสิ้น 12 ญัตติ โดยนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ในฐานะประธานในที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปรายสรุปประเด็นเกี่ยวกับญัตติที่นำเสนอ 

สภาฯ ไฟเขียว ตั้งกมธ.ศึกษาการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ดึงรายได้เข้าประเทศ

ทั้งนี้ นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่าประเทศไทยมี พ.ร.บ.การพนัน มาตั้งแต่ปี 2478 ดังนั้น หากมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้อย่างรอบคอบในทุกมิติสังคม ก็จะช่วยให้ประเทศสามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มมากขึ้น สามารถเช็กประวัติข้อมูลอาชญากรรมได้ ป้องกันการทุจริตในวงราชการที่มีการส่งส่วย หักหลังและฟ้องร้องกัน แก้ปัญหาบ่อนพนันที่เปิดไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยควบคุมโซนในการจัดตั้งบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ศึกษาจุดอ่อนและจุดแข็ง ควบคุมและป้องกันความปลอดภัย เพราะประเทศเพื่อนบ้านต่างมีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย หากไทยมีสถานบันเทิงแบบครบวงจร ก็จะช่วยดึงดูดเงินจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ แก้ปัญหานักท่องเที่ยวที่ลดลงจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่อย่างไรก็ตาม เงินภาษีที่ได้จากการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร ต้องนำกลับมาช่วยเหลือสังคมและดูแลผู้ยากไร้ด้วย

สภาฯ ไฟเขียว ตั้งกมธ.ศึกษาการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ดึงรายได้เข้าประเทศ

นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข ส.ส.ตาก พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายว่า การสร้างสถานบันเทิงแบบครบวงจรจะเป็นการสร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของประเทศไทย ที่จะช่วยให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้จะต้องมีการสอบถามความเห็นจากประชาชนด้วยเพื่อให้มีส่วนร่วมในการออกกฎเกณฑ์ร่วมกันและทำไปด้วยความรอบคอบ โดย กมธ.จะนำเสนอเสนอให้รัฐบาลพิจารณา ส่วนรัฐบาลจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีว่าจะให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปอย่างไร 

สภาฯ ไฟเขียว ตั้งกมธ.ศึกษาการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ดึงรายได้เข้าประเทศ

นายนพดล แก้วสุพัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท อภิปรายว่า หลังมีการตั้ง กมธ.แล้วก็คงจะได้ข้อสรุปในการจัดเก็บรายได้จากการพนันในรูปแบบต่าง ๆ และธุรกิจครบวงจร ซึ่งจะเกิดรายได้แก่ประเทศและเกิดการพัฒนาสวัสดิการต่าง ๆ ของประเทศ ซึ่งกฎหมายต้องมีความน่าเชื่อถือ ไม่มัวเมาประชาชน และเน้นเป็นสถานบันเทิงแบบครบวงจรที่พ่วงด้านการท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่อเที่ยวชาวต่างชาติด้วย ซึ่งจะทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้น 

สภาฯ ไฟเขียว ตั้งกมธ.ศึกษาการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ดึงรายได้เข้าประเทศ

นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายว่า เรื่องตู้เกมพนัน สล็อตแมชชีนต่าง ๆ ผุดขึ้นจำนวนมากละเกิดปัญหาแก่เยาวชนและสังคม จะต้องได้รับการแก้ไข และการจัดตั้งสถานบันเทิงแบบครบวงจรนั้น จะต้องไม่มีเฉพาะบ่อนกาสิโน แต่ต้องมีการส่งเสริมสิ่งที่ดี ๆ ด้านการท่องเที่ยว อารยธรรม วัฒนธรรมเข้าไว้ด้วย โดยเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม มีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพดูแล ในแง่ของกฎหมายจะต้องควบคุมให้ดี ป้องกันผู้ที่มีรายได้น้อยไม่ถูกชักชวนหรือล่อลวงให้เข้าสู่บ่อนกาสิโน โดยกมธ.ต้องศึกษาจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสและอุปสรรคให้ครบถ้วน พร้อมด้วยการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 

สภาฯ ไฟเขียว ตั้งกมธ.ศึกษาการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ดึงรายได้เข้าประเทศ

ขณะที่นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล นายมงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยศรีวิไลย์ นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม และนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ต่างอภิปรายเห็นด้วยไปในทิศทางเดียวกันในการสนับสนุนให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษากรณีดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้ประเทศมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการเก็บภาษีจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เป็นการนำเงินจากใต้ดิน และบ่อนเถื่อนมาใช้อย่างถูกต้อง 

สภาฯ ไฟเขียว ตั้งกมธ.ศึกษาการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ดึงรายได้เข้าประเทศ

นอกจากนี้ จะต้องควบคุมอายุผู้เล่นต้องมีอายุเกิน 20 ปีขึ้นไป มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท และให้สามารถเล่นได้เพียง 5% จากรายได้ หรือต้องมีรายได้ที่ 5 แสนบาทในบัญชี จึงจะให้เข้าบ่อนกาสิโนได้  หรือไม่เช่นนั้นก็จำกัดเฉพาะให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเท่านั้นที่เข้าบ่อนกาสิโนได้ โดยเป็นการทดลองเบื้องต้นก่อน จากนั้นจึงให้คนไทยสามารถเข้าไปเล่นในบ่อนกาสิโนได้ ส่วนภาษีที่ได้นั้นควรนำไปช่วยเหลือผู้สูงอายุ ที่สังคมไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในไม่กี่ปีนี้ และนำไปพัฒนาชุมชนด้วย

สภาฯ ไฟเขียว ตั้งกมธ.ศึกษาการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ดึงรายได้เข้าประเทศ

ภายหลังจากสมาชิกได้อภิปรายกันประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง ประธานได้ให้สมาชิกเสียบบัตรแสดงตนเพื่อนับองค์ประชุม ซึ่งปรากฏว่าองค์ประชุมครบ จากนั้นประธานได้ขอให้สมาชิกเสียบบัตรเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย หรืองดออกเสียง ต่อการเสนอญัตติดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมเห็นชอบให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญฯ ทั้งสิ้น 310 เสียง ไม่เห็นด้วย 9 เสียง งดออกเสียง 10 เสียง ไม่ลงคะแนนไม่มี จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 329 คน 

จากนั้นประธานได้เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อแปรญัตติฯ ซึ่งมีทั้งสิ้น 60 คน แบ่งเป็นสัดส่วนกรรมาธิการจาก ครม. 15 คน และจากพรรคการเมืองต่าง ๆ อีก 45 คน โดยพรรคเพื่อไทย 13 คน พรรคพลังประชารัฐ 11 คน พรรคภูมิใจไทย 6 คน พรรคก้าวไกล 5 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน พรรคเสรีรวมไทย 1 คน พรรคประชาชาติ 1 คน พรรคเศรษฐกิจใหม่ 1 คน และพรรคเพื่อชาติ 1 คน โดยให้ใช้เวลาศึกษาทั้งสิ้น 90 วัน

สำหรับรายชื่อกรรมาธิการทั้ง 60 คนนั้น ขอยกตัวอย่างรายชื่อให้ทราบบางรายชื่อดังนี้ อาทิเช่น นายสุทัศน์ เงินหมื่น นายชัชวาลล์ คงอุดม นายไผ่ ลิกค์ และนายมงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์ เป็นต้น 

สภาฯ ไฟเขียว ตั้งกมธ.ศึกษาการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ดึงรายได้เข้าประเทศ

ไปมั้ย”ช่อ” พรรณิการ์ พาทัวร์ เต็มอิ่มกับความงดงามประเทศไทยน่าเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495201

02 ธ.ค. 2564 |13:00 น.

ไปมั้ย"ช่อ" พรรณิการ์ พาทัวร์ เต็มอิ่มกับความงดงามประเทศไทยน่าเที่ยว

ไปมั้ย “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช ยก”คณะก้าวหน้า” ชวนพาเที่ยวชมความงดงามสถานที่ท่องเที่ยวประเทศไทย ปักหมุด พื้นที่เทศบาลตำบลทากาศเหนือ จัดแพ็กเกจรับลมหนาว สัมผัสธรรมชาติ-วัฒนธรรมปกาเกอะญอ 

ความเคลื่อนไหวของ”คณะก้าวหน้า” ภายหลังการเลือกตั้งอบต. ที่ส่งผู้สมัคร 196 แห่ง ได้รับชัยชนะ 38 แห่ง จาก 50 จังหวัด  ล่าสุดได้เผยแพรกิจกรรมของคณะอีกครั้งด้วยการนำเสนอ กิจกรรรมพาทัวร์ของ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 64  คณะก้าวหน้า ปล่อยไลฟ์ “ปงผาง ESCAPE: พรรณิการ์แบกเป้เที่ยวแบบออฟไลน์”  วิดีโอความยาว 26 นาที สำหรับแพคเกจการท่องเที่ยวปงผาง การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ที่คณะก้าวหน้า ร่วมกับเทศบาล (ทต.) ทากาศเหนือ อ.แม่ทา จ.ลำพูน ซึ่งเป็นเทศบาลที่คณะก้าวหน้าให้การสนับสนุน

ไปมั้ย"ช่อ" พรรณิการ์ พาทัวร์ เต็มอิ่มกับความงดงามประเทศไทยน่าเที่ยว

นำโดย นายยุทธเดช ขนาดกำจาย นายก ทต.ทากาศเหนือ ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ปะกาเกอะญอ กำลังหลักสำคัญ ผู้ร่วมผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวที่จะสร้างรางได้ให้กับชุมชนขึ้นในครั้งนี้ 

อ่านเพิ่มเติม>>>

เช็คที่นี่ “ผลเลือกตั้งอบต.” นายกฯอบต.และสมาชิก 5พันกว่าแห่งทั่วประเทศ

คณะก้าวหน้า เสนอว่า  การท่องเที่ยวนี้เป็นอีกหนึ่งผลงานของคณะก้าวหน้า ที่มีโอกาสได้ร่วมผลักดันกับผู้บริหารเทศบาล ซึ่งที่ผ่านมาได้ทยอยเปิดเผยผลงานต่างๆ มาบ้างแล้ว หลังจากที่นายกเทศมนตรีทั้ง 16 เทศบาลที่คณะก้าวหน้าให้การสนับสนุนเริ่มเข้ารับตำแหน่ง

ไปมั้ย"ช่อ" พรรณิการ์ พาทัวร์ เต็มอิ่มกับความงดงามประเทศไทยน่าเที่ยว

ไม่ว่าจะเป็น น้ำประปาดื่มได้ ของ ทต.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด,  ระบบจัดการขยะก้าวหน้า ทต.หนองแคน จ.มุกดาหาร และระบบร้องเรียนปัญหาฟองดูว์ (Foudue) ที่เปิดใช้งานเกือบครบทุกเทศบาลที่คณะก้าวหน้าให้การสนับสนุน

ล่าสุดนี้ ปงผาง ESCAPE แพคเกจการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเพื่อชุมชนก็ได้ทำการเปิดตัว บนฐานคิดของการพัฒนาพื้นที่และสร้างรายได้รวมทั้งโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนในชุมชน ซึ่งเทศบาลตำบลทากาศเหนือ มีจุดแข็งด้านทรัพยากรจากธรรมชาติ รวมกับวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ คณะก้าวหน้าจึงมองเห็นโอกาสผลักดันและยกระดับศักยภาพของพื้นที่ให้สามารถเพิ่มรายได้ให้กับตัวเอง 

ไปมั้ย"ช่อ" พรรณิการ์ พาทัวร์ เต็มอิ่มกับความงดงามประเทศไทยน่าเที่ยว

คณะก้าวหน้า ระบุว่า จุดเด่นของเทศบาลตำบลทากาศเหนือ เป็นเมืองอยู่ห้อมล้อมด้วยทิวเขา ด้วยความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 445 เมตร ทำให้พื้นที่ในหมู่บ้านเต็มไปด้วยที่สูงชัน มีเพียงลานที่ราบกลางหมู่บ้านเท่านั้น ที่ตั้งบนเขาสูงของทากาศเหนือทำให้ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวของทุกปีจะเกิดทะเลหมอกบริเวณ “ดอยนก” ดอยสูงของหมู่บ้าน ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะจะหลบหนีความวุ่นวายออกไปพักผ่อนกับแพคเกจทัวร์นี้

ไม่เพียงแต่คุณสมบัติทางธรรมชาติที่โดดเด่นของทากาศเหนือแล้ว ก็ยังมีเส้นทางสายวัฒนธรรมที่เหมาะแก่การเรียนรู้ ไปทำความรู้จักกับวิธีชีวิตของชาวปะกาเกอะญอ ซึ่งเป็น กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหลักที่อาศัยอยู่ที่ตำบลทากาศเหนือ

โดยทางผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวในครั้งนี้ ก็ได้เตรียมเวิร์คช็อปการทำอาหารปะกาเกอะญอ การย้อมผ้าฝ้าย ฯลฯ สำหรับพาร์ทท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเอาไว้ด้วย 

ทั้งนี้ แพคเกจการท่องเที่ยว ปงผาง ESCAPE รับนักท่องเที่ยวเพียง 8 คน ต่อรอบเท่านั้น โดยคณะก้าวหน้าคำนึงเป็นอย่างยิ่งถึงความสมบูรณ์และสภาพวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จะต้องไม่ถูกทำร้าย และเพื่อลดโอกาสการปล่อยคาร์บอน หรือสร้างขยะส่วนเกิน ซึ่งไม่เป็นมิตรกับธรรมชาติและผู้อยู่อาศัย

โดยทางหมู่บ้านจะรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ซึ่งหากมีจำนวนน้อยกว่า 2 คนจะไม่ทำการเปิดทัวร์ ผู้ที่สนใจสามารถทำการจองแพคเกจทัวร์ได้ที่ Line: @tour_pongphang แพคเกจมีทั้งหมด 2 แพคเกจด้วยกัน คือ 1.แพคเกจชิลล์ๆ เบาๆ 2 วัน 1  และ 2.แพคเกจสโลว์ไลฟ์ 3 วัน 2 คืน โดยการเดินทางสามารถเริ่มต้นได้จากสนามบินเชียงใหม่ สถานีรถไฟลำพูน และสำนักงานเทศบาลตำบลทากาศเหนือ โดยจะมีรถจากหมู่บ้านไปรับและส่งถึงที่ เริ่มเปิดจองแล้ววันนี้ 1 ธันวาคม เป็นต้นไป

“พล.อ.ประวิตร” เปิด 5 G THAILAND BIG MOVE ลั่นทำประชาชนอยู่ดี กินดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495196

02 ธ.ค. 2564 |13:00 น.

"พล.อ.ประวิตร" เปิด 5 G THAILAND BIG MOVE ลั่นทำประชาชนอยู่ดี กินดีขึ้น

“พล.อ.ประวิตร” เปิดสัมมนา 5 G THAILAND BIG MOVE พลิกโฉม ศก.ไทย สู่ ศก.ดิจิทัล มุ่งเป็นศูนย์กลางอาเซียน ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก สร้างงาน เพิ่มรายได้คนไทย ลดเหลื่อมล้ำตามนโยบายรัฐบาล

ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพมหานคร รองนายกฯ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “5 G THAILAND BIG MOVE” จัดโดย บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ,กสทช. ,ภาคเอกชน และภาคประชาชน กลุ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย 

โดย “พล.อ.ประวิตร” ในฐานะกำกับดูแลงานด้านเทคโนโลยี เพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศ กล่าวชื่นชม และขอบคุณผู้ดำเนินการจัดงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ได้ร่วมมือกันจัดกิจกรรมที่มีความสำคัญ ต่อการส่งเสริมการพัฒนาประเทศ ได้อย่างดีเยี่ยมในครั้งนี้ แม้จะต้องประสบกับภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต และการทำธุรกิจ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อย่างสิ้นเชิงในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ได้เห็นถึงความพยายาม ความมุ่งมั่นของภาคเอกชนและภาคประชาชน ที่ได้ร่วมมือกับภาครัฐในการฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

“พลเอกประวิตร” ยังกล่าวถึงความสำคัญ ของการนำเทคโนโลยี 5G ไปใช้ต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับประชาชนคนไทย ทั่วประเทศ ด้วยการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ ไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล พลิกโฉมประเทศไทย เสริมศักยภาพให้กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ทั้งด้านการผลิต การเงิน การสาธารณสุข และการเกษตร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ด้วยการเข้าถึงบริการสาธารณสุข เกษตรอัจฉริยะ ยกระดับการศึกษา คุณภาพชีวิต และการสร้างงานสร้างรายได้

รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโดยประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี 5G ได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนา ที่ยั่งยืน จากระดับท้องถิ่น สู่ระดับชาติ และสามารถใช้เป็นกลไกในการพลิกโฉมประเทศ ดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งของไทย และคาดการณ์ว่า เทคโนโลยี 5G จะสามารถช่วยเพิ่มมูลค่า GDP ของไทย 5.5 เท่าภายในปี 2578 และจะทำให้ไทย กลายเป็นศูนย์กลางของเมืองอัจฉริยะแห่งภูมิภาคอาเซียนได้อย่างแท้จริงต่อไป


ทั้งนี้ก่อนเดินทางกลับ “พล.อ.ประวิตร” ได้บอกกับสื่อมวลชนว่า “จะทำให้ประชาชนอยู่ดี กินดีขึ้นนะครับ”

“องอาจ” คาดมกราคมปีหน้า เข้าสู่ไทม์ไลน์ระเบิดศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495184

02 ธ.ค. 2564 |12:00 น.

“องอาจ” คาดมกราคมปีหน้า เข้าสู่ไทม์ไลน์ระเบิดศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

“องอาจ” เชื่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นไปตามไทม์ไลน์ คือเดือนมกราคม 2565 ยืนยันพรรคประชาธิปัตย์พร้อมส่งผู้สมัครของพรรคเข้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. และ สก. อย่างแน่นอน

วันนี้ (2 ธ.ค.) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธาน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรคที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ กทม. กล่าวถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะมาหลังเลือกตั้ง อบต. ว่า ถ้าดูตามไทม์ไลน์ของการเลือกตั้งท้องถิ่น จะเห็นว่ามีการเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เลือก อบจ. เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว จากนั้นก็เลือกเทศบาล เมื่อ มี.ค. 2564 เว้นว่างช่วงโควิดระบาดหนักระลอกล่าสุด เมื่อโควิดคลี่คลายก็เลือก อบต. ไปเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา เดือนมกราคมปีหน้าก็น่าจะเข้าสู่โหมดของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งตนเชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่จะเลือกผู้ว่าฯ กทม. ได้ภายในเดือนมี.ค.ปีหน้า ไม่น่าจะดีเลย์ออกไปนานกว่านี้ ยกเว้นว่าจะมีโควิดระบาดระลอกใหม่จนถึงขั้นล็อกดาวน์

“ขณะนี้พี่น้องชาว กทม. รอเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และเลือกตั้ง สก. เพราะเรามีผู้ว่าฯ กทม. จากการแต่งตั้งของ คสช. มาตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค.2559 นานกว่า 5 ปี และมี สก. จากการแต่งตั้งของ คสช. มาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2557 นานกว่า 7 ปี” นายองอาจ ระบุและว่า รัฐบาลจึงควรเคาะให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ได้แล้ว ไม่ควรยืดเวลาออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีสาเหตุที่สมควร ซึ่งตามไทม์ไลน์ รัฐบาลโดยมติ ครม. น่าจะมีมติให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ได้ในเดือน ม.ค. 2565 

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องที่กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นห้าม ส.ส. และข้าราชการการเมืองหาเสียง แต่ส่งผู้สมัครในนามพรรคการเมืองได้นั้น ขอยืนยันว่าแม้กฎหมายจะห้าม ส.ส. และข้าราชการการเมืองช่วยหาเสียง เราก็ส่งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ในนามพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน เพราะเรามีบุคลากรที่ไม่ได้เป็น ส.ส. และข้าราชการการเมืองที่พร้อมจะทำงานช่วยสนับสนุนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ของพรรคอย่างเต็มที่

นายกฯ ลั่นยังไม่ใช้ยาแรง “ปิดประเทศ” หลังเจอ “โอไมครอน” ระบาดหลายประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495178

02 ธ.ค. 2564 |11:00 น.

นายกฯ ลั่นยังไม่ใช้ยาแรง "ปิดประเทศ" หลังเจอ "โอไมครอน" ระบาดหลายประเทศ

นายกฯ ยังไม่ “ปิดประเทศ” หลังเจอ “โอไมครอน” ระบาดหลายประเทศ พร้อม ขออภัยผู้ประกอบการต้องเลื่อนเปิด ชี้ ผับบาร์ พิจารณาใหม่รายเดือน จ่อ ชง ครม.เคาะเยียวยา เตรียมคุย ศบศ. ปรับโครงสร้างภาษี ดึงต่างชาติลงทุน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาด โควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ว่า ได้มีการแจ้งเตือนแล้ว ตั้งแต่รับทราบข้อมูลจากเวบไซต์ ซึ่งขอชมเชยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อรับนโยบายไปแล้วก็ดำเนินการทันที ทั้งคณะรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุขและ ศบค.

“นายกรัฐมนตรี” ยังขออภัยในหลายอย่างที่คิดว่าจะทำได้ แต่เมื่อมีเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงเข้ามา ก็ต้องมีมาตรการรองรับ แม้จะยังไม่พบการติดเชื้อในประเทศไทยแต่ต้องให้ความสำคัญ ทั้งการเตรียมวัคซีนและยารักษา แต่ต้องระมัดระวังตัวเองให้มากที่สุดตนเข้าใจดีว่า ความเป็นอยู่ของประชาชนต้องการความเป็นอิสระ  ความสนุกสนานและอยากเดินทาง แต่ไม่ว่าโรคอะไร ก็ไม่สามารถต้านทานได้หากไม่มีวินัย จึงขอร้องให้ความร่วมมือ พร้อมย้ำขอให้ประชาชนฉีดวัคซีนให้มากที่สุดไม่ใช่ว่าเชื้อใหม่เข้ามาและจะรอวัคซีนใหม่ อย่าลืมว่าเชื้อเก่ายังมีอยู่

สำหรับมาตรการการเปิดประเทศและคลายล็อกให้กับผู้ประกอบการ จะต้องเลื่อนออกไปบ้างและขอความเห็นใจให้นึกถึงประชาชนคนอื่นด้วย หากรัฐบาลไม่ทำแบบนี้ ก็จะล้มเหลวทั้งหมด และกลายเป็นรัฐบาลที่ไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นไม่มีใครอยากจะทำซึ่งหลังจากนี้ต้องพิจารณาเป็นรายเดือน โดยฟังความเห็นจากแพทย์และกระทรวงสาธารณสุข 

“นายกฯ” กล่าวอีกว่า พร้อมยืนยันว่าตนเองรับฟังความเห็นของผู้ประกอบการและเป็นคนสั่งให้เยียวยา อะไรที่ดำเนินการได้ก็ดำเนินการไปก่อน แต่พื้นที่ปิดหรือเสี่ยงสูง ก็เลื่อนไปก่อนและจะดำเนินการเยียวยาโดยนำความเห็นเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเร็ว ๆ นี้

“นายกฯ” เปิดเผยถึงการประชุม ศบศ.ในวันพรุ่งนี้ว่าเป็นการดูสถานการณ์โดยรวมทั่วไป รวมถึงรักษาฐานเศรษฐกิจเดิม และสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้มากที่สุด เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุน และการพิจารณาปรับโครงสร้างภาษี เพราะที่ผ่านมาไม่สามารถเรียกเก็บได้เท่าที่ควร

พร้อมยืนยันว่าตนจะไม่ให้มีผลกระทบกับคนไทยโดยเด็ดขาด แต่ก็ต้องสร้างความเข้มแข็งไปพร้อมกันทั้งการลงทุนภายในและนอกประเทศ โดยยืนยันว่า ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงอยู่แล้ว และเราทุกคนไม่ควรจะทำลายศักยภาพของเราเองในเรื่องของความสงบเรียบร้อย ความรักความสามัคคี และความหลากหลายทางชีวภาพของเราและต้องไม่สร้างความขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบันที่โลกกำลังมีปัญหาอยู่ ต้องทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย
 

ส่วนกรณีที่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่ต้องตามกลับมาตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR 200 กว่าคนนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้ติดตามอยู่และขอความร่วมมือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ หากพบรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ 

“นายกรัฐมนตรี” ยืนยันจะยังไม่ใช้ยาแรงหรือการปิดประเทศหลังมีการการแพร่ระบาดของเชื้อกลายพันธุ์โอไมคอนในประเทศรอบบ้าน เพราะต้องมองสองด้าน ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจด้วยรวมถึงความปลอดภัย ซึ่งมาตรการที่ออกมาไม่ใช่จะออกมาได้ง่าย ๆ เพราะต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาในหลายฝ่ายกว่าจะมาถึง “นายกรัฐมนตรี” วันนี้ต้องใช้ Covid Free Setting  ต้องช่วยกันขยายความแบบนี้ ไม่อย่างนั้นก็จะเอาความเดือดร้อนมาพูดอย่างเดียว แต่ไม่บอกว่ารัฐบาลเตรียมการไว้อย่างไร ทำให้เกิดความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่สามารถทำให้งานเดินหน้าไปได้

ทั้งนี้เมื่อถามถึงประเด็นการลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานีวันนี้ที่มีทั้งประชาชนที่สนับสนุนและต่อต้าน “นายกรัฐมนตรี” ยกมือไม่ตอบคำถาม และเดินออกจากวงสัมภาษณ์สื่อมวลชนทันที

“นายกฯ” ลั่นวาจาไม่ยึดติดอำนาจ จำเป็นต้องอยู่ตามกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/495169

02 ธ.ค. 2564 |10:00 น.

"นายกฯ" ลั่นวาจาไม่ยึดติดอำนาจ  จำเป็นต้องอยู่ตามกฎหมาย

“นายกฯ” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ​ ยันไม่ยึดติดอำนาจ ปัดลงพื้นที่ จ.อุดร หวังประโยชน์​การเมือง​ บอกห่วงประชาชน อยากดูความเป็นอยู่ หน้ากร้านแค่ไหน ชี้ จำเป็นต้องอยู่ตามกฎหมาย

ที่ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในงานมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัล DG Awards 2021 ให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่มีการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลในระดับสูงจำนวนทั้งสิ้น 33 รางวัล 

“นายกฯ” กล่าวว่า แสดงความยินดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัล ชื่นชมในความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานเพื่อเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมประเทศ  ไปสู่ความก้าวหน้า ให้ประเทศไทยเดินบนวิสัยทัศน์ 4.0 มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และปรับตัวให้ทันยุค Next normal เพื่อให้คนไทยไม่น้อยหน้าใคร บนสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งสภาพอากาศ ภัยพิบัติ โรคระบาดอุบัติใหม่อื่น ๆ ที่จะตามมา และอยากให้ทุกหน่วยงานทำแบบสอบถามเพื่อให้ตรงตามประมาณเป้าหมายของงบประมาณ  และต้องคำนึงถึงความเห็นที่แตกต่างเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและไม่เกิดความขัดแย้งในการทำงานแล้ว

“นายกฯ” กล่าวอีกว่า เป็นเวลาสองปีที่เห็นความผันผวน สิ่งเหล่านี้จะผูกพันกับการใช้งบประมาณของภาครัฐ ทั้งการผ่อนผันการชำระหนี้ การเก็บภาษี ลดดอกเบี้ย แม้แต่ราคาน้ำมันก็ผันปวน ส่งผลให้ กับงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนบนโลกใบนี้ทุกประเทศต้องเผชิญ ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยประเทศเดียว

“นายกรัฐมนตรี” กล่าวอีกว่าสถานการณ์ในประเทศไทยนั้นอยู่ในระดับที่ดีถึงดีมากพอสมควรและดีกว่าประเทศอื่น ๆ ด้วยซ้ำไป แต่ก็ยังมีคนไม่พอใจ จึงต้องสร้างความเข้าใจ เราไม่สามารถโต้แย้งหรือโมโหใส่เขาได้ แต่ก็เชื่อว่าสักวันจะเข้าใจกันเอง ต้องการให้ประเทศไทยเป็นฮับดิจิทัล และระบบการเชื่อมโยงข้อมูลของอาเซียน ใครไปใครก็จะต้องแวะเที่ยวประเทศไทย  เพราะเราเป็นศูนย์กลางภูมิศาสตร์

อีกทั้งการดำเนินการต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามกฏหมาย สุจริต เป็นธรรม ไว้ใจได้ โดยเฉพาะในกิจการดิจิทัล เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและประเทศไทยไม่ได้ขัดแย้งกับใคร ซึ่งความขัดแย้งภายนอกจะผูกพันกับประเทศไทยด้วย ดังนั้นการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เป็นเรื่องที่สำคัญ  ทุกอย่างมีทั้งวิกฤติและโอกาส ประเทศไทยจะต้องเข้มแข็งไปด้วยกัน

“นายกฯ” ยอมรับว่าประเทศไทยยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่มาก แต่หากมองอย่างเป็นธรรม ปัญหานี้มีอยู่ทั้งโลก ตราบใดที่ยังมีการค้าแบบพหุภาคี การค้าเสรีและและการเป็นประชาธิปไตยก็ย่อมมีความเหลื่อมล้ำ ไม่มีที่ไหนเท่าเทียมกันเท่ากฎหมาย

“นายกรัฐมนตรี” กล่าวอีกว่าจะดูแลผู้มีรายได้น้อยให้ดีที่สุด ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามสมควร ซึ่งหากทำได้ก็เชื่อว่าประเทศไทย จะมีความเข้มแข็ง โดยไม่มีการทุจริต มีธรรมาภิบาล

“นายกรัฐมนตรี” ยังฝากเรื่อง one stop service ตนได้ยินมานานแล้ว จึงขอฝากเรื่องนี้ไว้ว่าจะต้องทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ และอยากให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากที่สุด

“นายกรัฐมนตรี” กล่าวอีกว่าเมื่อวานนี้ได้ไปลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ดีใจที่เห็นประชาชนพร้อมจะร่วมมือ และเวลาที่ตนลงพื้นที่ไม่ได้มองเรื่องการเมือง แต่เป็นการไปดูว่าประชาชนลำบาก เหน็ดเหนื่อย หน้ากร้านแค่ไหน ชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างไร ซึ่งตัวเองคิดอยู่ทุกวันตั้งแต่ต้นเริ่มทำหน้าที่ดูแลประเทศ ดูแลประชาชน  ซึ่งมุ่งหวังเพียงเห็นรอยยิ้มของประชาชน จริง ๆ ตนไม่ได้เป็นคนยึดติดกับอำนาจ ตนเป็นคนเรียบง่าย แต่เมื่อมีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องอยู่และต้องทำตามหน้าที่ ตราบใดที่กฏหมายยังให้ทำอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นรางวัลและความภาคภูมิใจให้กับตนเอง โดยไม่ต้องมีใครมาให้ตน ซึ่งคิดแบบนี้มาตลอด 35 ปีที่เป็นทหาร

ขณะที่โครงการสำรวจระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลของหน่วยงานภาครัฐ มีมาตั้งแต่ปี 2558 โดยมุ่งหวังสำรวจสะท้อนให้เห็นถึงสถานะความพร้อมด้านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล รวมถึงอุปสรรค ความท้าทาย และปัจจัยสู่ความสำเร็จในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลสำหรับปี 2564 โดยได้สำรวจหน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่าทั้ง 76 จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา) รวมทั้งสิ้น 1,922 หน่วยงาน มีหน่วยงานตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 1,852 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 96.36